Spoiler Alert! 

สปอยล์ตอนจบของสถานการณ์ไวรัสโคโรนาในเดนมาร์ก คือทุกคนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ แต่ไม่เหมือนเดิม เราจะมาเล่าให้ฟังว่าที่เดนมาร์กเรื่องราวเป็นมายังไงและจะดำเนินต่อไปยังไง รายงาน (หน้า) สดจากโคเปนเฮเกน

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ผู้คนปฏิบัติตามคำแนะนำ ยืนห่างกันอย่างน้อย 1 – 2 เมตร อย่างเคร่งครัด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ วันแรกที่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในเดนมาร์ก เราต่างรู้กันดีว่าจะเร็วหรือช้าเราก็จะได้พบกัน นับจากวันนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุ 500 คน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม เดนมาร์กจึงตัดสินใจประกาศ Lockdown ขอร้องให้ประชาชนทำงานที่บ้าน ปิดโรงเรียน ห้องสมุด มิวเซียม ผับ บาร์ และที่เที่ยวกลางคืน รวมทั้งห้ามอีเวนต์ทั้งหลาย 

จากนั้นจึงประกาศ Shut Down ปิดพรมแดนแบบจริงจัง ณ วันที่ 14 มีนาคม พ่วงด้วยมาตรการยิบย่อยอีกหลายข้อในวันถัดๆ มา ขยายเวลาปิดประเทศจาก 2 สัปดาห์ เป็น 1 เดือน เพิ่มอีกเป็น 2 เดือน แต่แล้วด้วยความร่วมมืออย่างยอดเยี่ยมของทุกคน (ปรบมือดังๆ) หลังจากผ่านไปเพียงแค่ 1 เดือน เดนมาร์กก็พร้อมเริ่มเปิดประเทศอีกครั้ง ด้วยความมั่นใจ

More is Less

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ป้ายบนรถไฟ แนะนำให้ใช้ข้อศอกกดปุ่ม เพื่อลดความเสี่ยงการสัมผัสเชื้อไวรัส

เดนมาร์กเป็นประเทศที่ 2 ในยุโรปที่ประกาศปิดประเทศรับมือโรค COVID-19 ตามหลังอิตาลีเพียงไม่กี่วัน ทั้งๆ ที่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศ (เท่าที่ตรวจเจอ) มีเพียงไม่กี่ร้อยคนจากประชากรจำนวน 5.8 ล้านคน นับว่าเป็นการตัดสินใจรวดเร็วเด็ดขาดอันน่าทึ่งของนายกรัฐมนตรีหญิงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของเดนมาร์ก ด้วยเหตุผลหลักที่ว่า “รัฐบาลจะทำทุกวิธีทาง เพื่อปกป้องประชาชนเดนมาร์ก”

โอย ได้ใจประชาชนไปเต็มๆ ถ้ามงไม่ลงอีกสมัยจะงงมาก! และเราก็เชื่อเช่นนั้น เพราะทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีออกมาแถลง จะเริ่มจากประชาชนเป็นที่ตั้งเสมอ นั้บตั้งแต่แถลงการณ์ครั้งแรกสุดเรื่อง Lockdown จนถึงแถลงการณ์เปิดประเทศอีกครั้ง สิ่งที่นายกฯ ย้ำเสมอ คือประชาชนทุกคนต้องเสียสละอย่างมากเพื่อปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล รัฐบาลจะต้องทำทุกทางเพื่อให้การเสียสละนี้เกิดประโยชน์สูงสุดและประชาชนเจ็บตัวจากวิกฤตนี้น้อยที่สุด เจ็บแล้วต้องจบให้เร็ว ทำเหลือดีกว่าขาด ทำมากตอนนี้ แล้วจะสูญเสียน้อยในอนาคต

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
วิธีป้องกันคนกักตุนของ โดยเฉพาะเจลล้างมือแอลกอฮอล์ คือซื้อชิ้นแรกราคาปกติ ซื้อชิ้นที่สองราคา 500 โครน

แม้ว่ารัฐบาลจะสั่งปิดร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวด คลินิก สั่งห้ามรวมตัวกันเกิน 10 คน ห้ามเด็กคนละบ้านเล่นด้วยกันเกิน 2 คน และห้ามนู่นนี่นั่นอีกมากมาย แต่คนเดนมาร์กก็เหมือนจะเข้าใจและทำตามอย่างเป๊ะๆ 

ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลแนะนำให้ทุกคนอยู่ห่างกัน 1 – 2 เมตร เวลาคนเดินสวนกันบนทางเท้า จะมีคนหนึ่งลงไปเดินกลางถนน หรือไม่ก็ข้ามไปเดินอีกฝั่งถนน แล้วข้ามกลับมา 

โหย ยอมใจในความพยายามมาก

ส่วนหนึ่งเพราะด้วยพื้นฐานของคนในสังคมที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ทุกคนเชื่อว่าสิ่งที่รัฐบาลทำคือเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง และอีกส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้รัฐบาลที่สื่อสารชัดเจนถึงเหตุผลของการตัดสินใจ จุดประสงค์หลักคือ เพื่อป้องกันและหยุดการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว ควบคุมจำนวนคนป่วย ไม่ให้เกินศักยภาพที่โรงพยาบาลจะรับมือได้ และจะขยายเวลาไปเรื่อยๆ จนกว่าจำนวนผู้ป่วยในแต่ละวันเริ่มลดลง

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ช่องจ่ายเงินในซูเปอร์มาร์เก็ตมีเส้นขีดให้ยืนเข้าแถวเว้นระยะห่างกัน 1 เมตร

สิ่งสำคัญที่ทำให้คนเดนมาร์กรู้จักการรับมือกับโรค COVID-19 แบบไม่แตกตื่นจิตตก คือการให้ความรู้เกี่ยวกับไวรัสนี้แบบง่ายๆ สื่อสารเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป สถานที่ทุกแห่งในเดนมาร์ก ทั้งโรงพยาบาล ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านค้า ออฟฟิศ ป้ายรถเมล์ มีป้ายแปะให้คำแนะนำว่าเราควรปฏิบัติตัวอย่างไร และอาการของโรคนี้มีอะไรบ้าง ทุกที่ใช้โปสเตอร์จากไฟล์เดียวกันเป๊ะ พรินต์มาจากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติแห่งชาติ 

ในฐานะประชาชนทั่วไป การที่ทุกคนอ้างอิงจากแหล่งเดียวกันเป็นเรื่องดีมาก เราไม่ต้องไปคิดมากมายว่าจะเชื่อใครดี WHO มีงานวิจัยรองรับมั้ย CDC อัปเดตแค่ไหน และเวลาไปคุยกับใคร ก็ไม่ต้องมาทะเลาะกันว่าทำไมยูไม่ใส่หน้ากาก การทำตัวเนียนเป็นคนเดนมาร์กง่ายมาก

 นอกจากนี้ ในฐานะพนักงานออฟฟิศ สิ่งนี้ทำให้การออกอีเมลแนะนำการปฏิบัติตัวของพนักงานเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องมานั่งประชุมถกกันยืดยาวว่าจะยึดเอาคำแนะนำของใครดี และสำหรับคนอยากรู้เพิ่มเติม ก็ไม่ต้องไปเสิร์ชกูเกิลเองให้เสียเวลา เพราะทุกคนจะได้รับข้อความทางมือถือและอีเมลทาง e-Boks (เป็นเหมือนตู้จดหมายในรูปแบบอีเมล เอาไว้ติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาล) ให้ข้อมูลฉบับเต็มเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา แบบเนื้อเน้นๆ หลายหมื่นตัวอักษร มีถึง 25 ภาษาให้เลือกอ่าน แบบแปลดีๆ ไม่ใช่ Google Translate พร้อมทั้งบริการสายด่วนและพิมพ์แชตได้ทั้ง 25 ภาษา ตอกย้ำการทำงานของรัฐบาลที่พร้อมปกป้องคนทุกชาติที่อาศัยอยู่ในเดนมาร์ก 

(เฮ้ย พึ่งรู้ตัวว่าเราอวยรัฐบาลเดนมาร์กไปเกือบครึ่งบทความละเนี่ย!) 

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับไวรัสโคโรนาตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเดนมาร์ก

นอกจากรัฐบาล อีกหนึ่งท่านที่มีอิทธิพลต่อขวัญกำลังใจของคนเดนมาร์ก ก็คือ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ตามปกติแล้วเราจะได้เห็นควีนกล่าวสุนทรพจน์แบบเป็นทางการเพียงแค่ปีละครั้งตอนสิ้นปี และน้อยครั้งมากที่ควีนจะออกมากแถลงอะไรก็ตามเป็นการส่วนตัว แต่ด้วยโคโรนาเป็นวาระระดับชาติจริงๆ เราเลยได้เห็นควีนออกมากล่าวสร้างขวัญกำลังใจให้ทุกคนช่วยเหลือกันและกัน โดยเฉพาะช่วยกันดูแลคนกลุ่มเสี่ยงในสังคม อย่างคนแก่และคนที่มีโรคประจำตัว เน้นย้ำให้ทุกคนอยู่ห่างกันและปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

ในวันที่ 16 เมษายน เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 พรรษาของควีน ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทำให้จัดงานวันเกิดเอิกเกริกแบบปกติไม่ได้ ความน่ารักของควีนคือ พระองค์ทรงขอร้องให้ประชาชนส่งดอกไม้ไปให้ แพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยในโรงพยาบาลแทน ส่วนคนเดนมาร์กในแต่ละเมืองก็รวมตัวกันทำอะไรน่ารักๆ (แบบห่างๆ ) เช่น ขับรถไปจอดหน้าโบสถ์แล้วร้องเพลงพร้อมกัน ประชาชนร่วมกันร้องเพลงออนไลน์พร้อมกับวงออร์เคสตรา เชื้อพระวงศ์ทั่วยุโรปส่งวิดีโอมาเซอร์ไพรส์ 

อ้อ และอีกอีเวนต์สำคัญที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้ คือพิธีมอบสัญชาติเดนมาร์กแก่คนต่างชาติ เพราะจับมือ Shake Hand กับควีนไม่ได้ พิธีนี้เลยต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด 

ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 แบบแดนิชมินิมอลสไตล์ ด้วย More is Less และ Less is More
ควีนแถลงป็นกรณีเฉพาะกิจ ขอร้องให้ทุกคนอยู่บ้าน ‘Bliv hjemme’ 

Less is More

และแล้วคนเดนมาร์กก็ทำได้! หลังจากปิดประเทศมาได้ 2 อาทิตย์ นายกฯ ก็ออกมาประกาศข่าวดีว่าตัวเลขจำนวนผู้ป่วยเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อยๆ และถ้าตัวเลขยังคงรักษาระดับลดลงแบบนี้ต่อไป ผ่านพ้นช่วงวันหยุดยาวอีสเตอร์ 2 อาทิตย์หลังจากนี้ เราคงจะได้เริ่มเปิดประเทศกัน

หลังจากแถลงการณ์นี้ออกมา เราสัมผัสได้เลยว่าผู้คนดูผ่อนคลายมากขึ้น เริ่มส่งยิ้มทักทายกันมากขึ้น ไม่ได้เครียดเรื่องการรักษาระยะห่างแบบเป๊ะๆ เท่าเดิม แล้ววันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง วันที่ 6 เมษายน นายกฯ ออกมาแถลงถึงผลลัพธ์ของการที่ทุกคนช่วยกันอยู่บ้านและรักษาระยะห่างซึ่งกันและกัน ทำให้รัฐบาลเริ่มเปิดประเทศได้ทีละนิด 

ตอนปิดประเทศ ออกกฎมากมาย เล่นใหญ่เกินเบอร์ แต่ตอนเปิดประเทศ จะใช้คอนเซปต์ตรงกันข้าม คือขาดดีกว่าเกิน โดยส่งหน่วยกล้าตายกลุ่มแรกกลับสู่สังคมในวันที่ 15 เมษายน คือเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กชั้นอนุบาลถึง ป.5 เป็นปกติ แต่ต้องทำตามกฎระเบียบด้านความสะอาด เช่น พกขวดน้ำส่วนตัวไปเอง เด็กต้องนั่งห่างกัน 2 เมตร ล้างของเล่นวันละ 2 ครั้ง และคราวนี้เดนมาร์กได้เป็นที่หนึ่ง เป็นประเทศแรกในยุโรปที่เปิดโรงเรียนหลังจาก Lockdown

แผนต่อไปก็คืออนุญาตให้ธุรกิจขนาดเล็กเปิดทำการได้ตั้งแต่ 20 เมษายนเป็นต้นไป เช่น ร้านนวด ร้านเสริมสวย ร้านทำผม ร้านสัก เนื่องด้วยธุรกิจเหล่านี้ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการรวมตัวคนจำนวนมากแบบร้านอาหารหรือผับบาร์ ส่วนออฟฟิศทั่วไปก็เปิดให้พนักงานไปทำงานที่ออฟฟิศได้แค่จำนวนจำกัด ธุรกิจอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ก็รอไปยาวๆ นู่น 10 พฤษภาคมนะจ๊ะ ส่วนอีเวนต์ต่างๆ เช่น งานเทศกาล คอนเสิร์ต หลังสิงหาคมค่อยมาว่ากันอีกที 

ถ้าตัวเลขลดลงไปในทางที่ดีขึ้น ทุกอย่างจะค่อยๆ เริ่มกลับสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนวันแรกที่ตรวจเจอผู้ติดเชื้อโคโรนารายแรก และจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลตั้งใจจะรีสตาร์ทประเทศแบบกรีนๆ รักษ์โลก เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 น่าจับตามองมากว่าเดนมาร์กจะพลิกวิกฤตโควิด พิชิตโลกร้อนได้อย่างไร

Writer & Photographer

Avatar

ปัณฑารีย์ คุรุจิตโกศล

ย้ายมาใช้ชีวิตและทำงานใน NGO ที่โคเปนเฮเกนตั้งแต่ปี 2018 กำลังค้นพบความสุขง่ายขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก และการเขียนก็เป็นหนึ่งในนั้น

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เคยไหม เล่นโทรศัพท์แล้ว แอปพลิเคชันค้าง บางครั้งล่ม ไม่ก็ขึ้นอัปเดตบ่อย

เคยไหม เวลาคุยกับเพื่อนเรื่องอาหาร โฆษณาอาหารก็ขึ้นมาทันใจเหมือนนั่งฟังอยู่ในห้องเดียวกัน

ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน การจัดการข้อมูลหลังบ้าน ระบบรักษาความปลอดภัย รวมไปถึงความร่วมมือทางธุรกิจ และการจัดการความยั่งยืนในองค์กร

ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัวและยังไม่เข้าใจ แต่ถ้าคุณประสบปัญหาด้านบน รับรองว่าเรื่องนี้ไม่ไกลอย่างที่คิด ทั้งยังเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจับตาในปี 2023 เพื่อเตรียมปรับตัวและเตรียมตัวให้ทันโลกสากล

ครั้งนี้ The Cloud มาหาคำตอบและความเชื่อมโยงผ่านบทสนทนากับ สวัสดิ์ อัศดารณ Managing Director ของ IBM ประเทศไทย และ Managing Partner ของ IBM Consulting เพื่ออัปเดต 5 เทรนด์น่าสนใจที่อยากให้คนรู้จักก่อนก้าวไปสู่ปีใหม่อย่างเป็นทางการ

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

2022

ปีแห่งการ ‘เร่ง’ การเติบโตของการใช้ดิจิทัลในประเทศไทย

ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้เกิดการเว้นระยะห่างทางสังคม มีการเปิดตัวแอปพลิเคชันมากมายเพื่อตอบสนองความต้องการและความตื่นตัวของผู้คน แต่ไม่ใช่ทุกแอปฯ ที่เสถียร ปราศจากการล่ม และไม่ใช่ทุกคนที่อ้าแขนรับสิ่งใหม่

ผู้ใหญ่ในหลายครอบครัวก็เช่นกัน ข้อจำกัดด้านอายุส่งผลต่อศักยภาพของสายตา ไหนจะความกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลและความลำบากในการเรียนรู้ แต่หลังจากได้ลอง ปู่ย่ากลับซื้อของออนไลน์ไม่หยุด ใครจะคิดว่าจะเกิดสิ่งนี้

เหมือนที่เราไม่เคยคิดว่า ชีวิตหนึ่ง พนักงานทั้งหมดจะถูกบอกให้ Work from Home และนักเรียนไทยจะได้เรียนหนังสือออนไลน์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จึงถือเป็นการทลายกำแพง ‘อย่างรุนแรง’ และเป็นการเปิดโอกาสครั้งใหญ่ให้ทุกวงการ

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

2023

ปีแห่งการ ‘ตอบสนอง’ ตัวเร่ง

ปี 2022 หลายองค์กรทำงานแบบเผชิญหน้า ต้องพุ่งชนปัญหา แต่ปีถัดไปจะเป็นการทำงานอย่างมีแบบแผน และต้องทำให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

สวัสดิ์ยกตัวอย่างว่า สมัยก่อนเมื่อไปธนาคาร ธุรกรรมที่เกิดขึ้นในธนาคารนับเป็นหนึ่งครั้ง เราคาดการณ์ได้ว่าธุรกรรมจะเกิดขึ้นเยอะช่วงปลายเดือนเนื่องจากมีการจ่ายเงินเดือน แต่ตอนนี้ ธุรกรรมเกิดตามความต้องการนับไม่ถ้วนจนคาดการณ์ไม่ได้ แม้กระทั่งโปรโมชัน 11.11 หรือ 12.12 ก็ทำให้เงินสะพัดมากกว่าที่คิด

“เมื่อก่อนเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงที่พอทำนายได้ แต่ตอนนี้มันคือน้ำท่วมหลังบ้าน ถ้าบริษัทไหนจัดการข้อมูลได้ทันก็มีโอกาสมหาศาล ระบบหลังบ้านติดขัดก็ให้บริการได้ไม่ทันใจ เรื่องนี้จะเชื่อมโยงกับเทรนด์ที่ 1 คือ Automation (การใช้เทคโนโลยีทำงาน) และ AI”

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

5

Top Tech Trends

01 Pervasive Organization-wide Automation
การเชื่อมกระบวนการหลังบ้านรับโอกาสใหม่

ถึงเวลาในการกลับมาดูหลังบ้านอย่างจริงจังเพื่อปรับกระบวนการ ซึ่งไม่ใช่แค่ย้ายจากงานเอกสารมาสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะถ้ากระบวนการบางส่วนยังซับซ้อน และซ้ำซ้อนหลายขั้นตอนโดยไม่จำเป็น 

ทำไมต้องคงไว้

“เราเอา Customer Journey เป็นที่ตั้ง ถ้าจะทำให้เวิร์กมันต้องสมบูรณ์ทุกระดับ สมมติมี 7 ขั้นตอน ไม่ต้องคงไว้ทั้งหมด อะไรไม่จำเป็นก็ตัดทิ้ง จากนั้นค่อยนำเทคโนโลยีมาจับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่าง IBM เราใช้ AI ช่วยคำนวณเงินเดือน ช่วงแรกงงมาก แต่เพราะเราจัดการข้อมูลเป็นระบบ และสอน AI จนเก่งจึงใช้งานได้จริง

“ปีหน้าจะถึงเวลาที่องค์กรต้องกลับมาดูเรื่อง Process Reinvention และไม่ใช่การปรับทีละกระบวนการ แต่ต้องดูภาพใหญ่ ปรับทั้งองค์กร Automate เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน ลดงานซ้ำ ๆ ที่ใช้ AI ทำแทนได้ และที่สำคัญ ระบบเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงกัน ระบบบัญชี การขาย การตลาด ต้องเชื่อมกัน ต้องมีการ Governance

“บางคนอาจกดยอมรับให้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวด้วยความรีบ ในอดีตเราอ่านสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ตอนนี้รีบกดให้ผ่าน ๆ ไป นั่นแปลว่าข้อมูลของเราไหลเข้าระบบไปแล้ว แต่ถ้าองค์กรไม่รู้จะทำอย่างไรกับข้อมูล มันก็เปลืองที่เก็บเปล่า ๆ เทรนด์ที่ 2 จึงเป็นการจัดการข้อมูลให้เป็นระเบียบและใช้ประโยชน์ได้จริง”

02 AI and Trust on Data 
ข้อมูลหลังบ้านกับการจัดการให้มีประโยชน์

AI ไม่ลา ไม่ป่วย ไม่พัก และไม่งอน มันดูจะเป็นเครื่องมือที่เพอร์เฟกต์ แต่ถึงอย่างนั้น มนุษย์ยังคงต้องสอน และ AI ยังต้องเรียนรู้ เพื่อจัดการข้อมูลอย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ 

สวัสดิ์เล่าว่า ข้อมูลในอดีตค่อนข้างเป็น Structured Data และไม่เรียลไทม์ ขณะที่ปัจจุบันเป็นการอัปเดตพฤติกรรมทันที ไม่ว่าจะเราเดินเข้าห้าง เปิดแผนที่นำทาง หรือค้นหาข้อมูลในโทรศัพท์ บางทีก็ถูกบันทึกอายุหรือความชอบโดยไม่รู้ตัว 

การเก็บข้อมูลเหล่านี้ไม่ว่าจะธุรกิจใด ร้านค้าปลีกหรือร้านค้าส่งก็เปลี่ยนมันเป็นแคมเปญหรือโปรโมชัน เพื่อตอบสนองความต้องการให้ตรงจุดได้

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลเหล่านั้นไม่มี Bias ไม่มี Bad Data เราอาจเคยได้ยินกรณีที่ AI แนะนำให้ปล่อยกู้ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง หรือเลือกคนจากมหาวิทยาลัย A มากกว่าที่อื่น แล้วลองคิดต่อว่า หากหนึ่งใน resume ที่ไม่ได้รับเลือกนั้นเป็นของเรา หรือคนที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อคือเรา

“กลับมาในมุมองค์กร ถ้าเราเชื่อข้อมูลที่เรามีไม่ได้ แล้วถ้าข้อมูลนั้นคือตัวแปรการตัดสินใจสำคัญที่อาจพลิกอนาคตบริษัท สิ่งที่องค์กรต้องทำคือหาจุดบอดของข้อมูลให้เจอหรือ Data Observability เพื่อให้ AI ประมวลผลบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีคุณภาพ ผลลัพธ์ก็จะแม่นยำไปด้วย”

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

03 Embedded and Connected Security
ความปลอดภัยที่ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและคน

“แก๊งคอลเซนเตอร์โทรมา ข้อมูลผู้บริโภครั่ว ระดับองค์กรก็มีโอกาสโดนโจมตีเหมือนกัน วันนี้เอเชียเป็นเป้าโจมตีทางไซเบอร์อันดับหนึ่ง ทุกที่จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้”

แต่ระบบหลังบ้านขององค์กรที่ไม่เชื่อมต่อ คือช่องโหว่ของการโจมตี ที่ยิ่งนับวันยิ่งโตเท่าทวี ทางเดียวที่ทำได้คือใช้เทคโนโลยีช่วยมอนิเตอร์ จับแพทเทิร์น ชูธงแจ้งเมื่อพบความผิดปกติ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์ภาพการณ์และหาแนวทางรับมือต่อไป

“เรื่อง Cybersecurity คือเรื่องที่ต้องอยู่ในจิตสำนึกของทุกคนในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น HR Marketing หรือฝ่ายขาย ทุกคนต้องเรียน ต้องรู้ว่าเมลแบบไหนคือสแปม เจอแล้วต้องทำยังไง หรือหากโดนโจมตี สิ่งที่ต้องทำอันดับ 1, 2, 3 คืออะไร เพราะยิ่งแก้ได้เร็ว หยุดได้เร็ว ยิ่งสูญเสียน้อย”

วันนี้ปัญหาคือเราขาดบุคลากรที่ดูแล Cybersecurity ไม่ใช่เฉพาะไทย แต่เป็นทั่วโลก องค์กรใหญ่เปิดรับบุคลากรใหม่หลายร้อยตำแหน่ง แต่พวกเขาจะหาบุคลากรจำนวนมากจากไหน เรื่องนี้เชื่อมไปถึงการศึกษา ซึ่ง IBM ได้พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ให้พนักงานอยู่แล้ว พวกเขาจึงขยายผลความร่วมมือไปสู่ระดับมหาวิทยาลัย โดยเพิ่มช่องทางในการสร้างคนรุ่นใหม่เข้าวงการ หนึ่งในนั้นคือหลักสูตร Global University Programs

“คำว่า ความยั่งยืน ในทางเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วและเปลี่ยนเรื่อย ๆ จึงต้องคอยติดตามอยู่เสมอ บ้านเราเป็น Fast Adopter ที่รับเร็ว ไม่ว่าจะเป็น Blockchain Cryptocurrency NFT หรือ Quantum Computing ความต้องการด้านนี้จึงมาแน่นอนในอนาคตทั้งในแง่เทคโนโลยีและคน”

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

04 Partnership and Ecosystem
ความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคต

เมื่อเข้าสู่โลกแห่งความเร็ว องค์กรไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างขึ้นใหม่ หรือทำด้วยตัวเอง แต่วันนี้คือโลกของการพาร์ทเนอร์กัน โลกของ Business Model Reinvention

เช่นเดียวกับระบบไอทีที่รองรับ วันนี้องค์กรไม่จำเป็นต้องสร้างโปรแกรมขึ้นใหม่เสมอไป แต่ใช้การเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่นที่มีโปรแกรมหรือดำเนินการอยู่แล้วผ่านระบบ API (Application Programming Interface) เปรียบเสมือนการนำหัวอะแดปเตอร์ไปเสียบในรางปลั๊กที่มีหลายรู ใครต้องการเซอร์วิสอะไรก็เสียบปลั๊กนั้นได้ทันที

“เมื่อก่อนถ้าต้องการเชื่อมสององค์กรต้องเขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่ ให้สองทีมคุยกัน ร่วมพัฒนาแอปฯ ต่อเชื่อม ซึ่งใช้เวลานาน แต่ตอนนี้ สมมติใช้แอปฯ ซื้อของออนไลน์ เราจะเห็นว่ามีธนาคารที่ใช้จ่ายเงินให้เลือกเยอะขึ้น นั่นคือการร่วมมือกันทำ Open API เพื่อรองรับการต่อเชื่อมระหว่างองค์กร 

“ที่เห็นชัดคือการใช้จ่าย การเชื่อม wallet หรือการปล่อยกู้ การกู้เงินซื้อคอนโดอาจใช้เอกสารเยอะ มีหลายขั้นตอน แต่ตอนนี้เหมือนเรามีรางปลั๊กไว้รอ บริษัทพร็อพเพอร์ตี้เสียบปลั๊กเชื่อมต่อกับธนาคาร หรือแอพรีเทลเองก็เชื่อมต่อกับธนาคารหรือแม้แต่ค่ายมือถือ ปรับตามเทศกาลหรือปัจจัยที่มากระทบได้ทันที นี่คืออีโคซิสเต็ม เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น ในอนาคตอาจเกิดโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ร่วมมือกันก็ได้”

05 Sustainability Mandate 
ความยั่งยืนกับข้อมูลมหาศาลที่ต้องวัดผลได้

ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพูดเรื่องความยั่งยืนอย่างกว้างขวาง และในอนาคตเรื่องนี้จะกลายเป็นรายงานสากลที่ทุกองค์กรต้องกางให้เห็น 

IBM มีโปรแกรมเก็บสถิติและจัดการข้อมูลหลังบ้านจำนวนมหาศาลให้เป็นระบบระเบียบ ทั้งยังละเอียดชนิดที่เห็นว่า องค์กรใช้ไฟฟ้าไปกี่หน่วย ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเท่าไหร่ สร้างขยะไปกี่กิโลกรัม ใช้น้ำกี่ลิตร โดย AI ตัวนี้มีชื่อว่า Envizi

“ในอนาคต เราอาจต้องดูว่าอาหารหนึ่งจานสร้างปริมาณคาร์บอนเท่าไหร่ หรืออย่างเราดูภาพยนตร์ผ่านแล็ปท็อปสักเครื่อง ลองเอาวางไว้บนตัก เราจะรู้ได้ว่ามันร้อนมาก นั่นคือพลังงานที่ถูกปล่อยออกมา ดังนั้น Data Center ใหญ่ ๆ ในองค์กรขนาดยักษ์จึงปล่อยความร้อนสูงมาก” เขาเล่าให้เห็นผลกระทบ

IBM ในฐานะองค์กรแนวหน้าของโลกเรื่องคอมพิวเตอร์ทำรายงานสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปีแรกที่สวัสดิ์เข้าทำงานคือปี 1990 ต่อมาในปี 2000 ได้ออกเป้าหมายแรกในการลดคาร์บอน ผ่านไปอีก 10 ปี มีการออกข้อตกลงร่วมกันว่า องค์กรที่ร่วมงานกับ IBM จะต้องมีการเปิดเผยรายงานการปล่อยคาร์บอนด้วย

ส่วนปี 2030 พวกเขามีเป้าหมายใหญ่คือ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยใช้เทคโนโลยีช่วยลดการปล่อยก๊าซในปริมาณที่เท่ากันหรือมากกว่าคาร์บอนที่ปล่อยไป ตั้งเป้าไว้ที่ 350,000 เมตริกตัน หรือน้อยกว่านั้น

จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของ IBM ขยับขึ้นทุกปี พร้อมด้วยการพัฒนา Green IT ทั้งในรูปแบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ยกตัวอย่าง การวิจัยชิปขนาด 2 นาโนเมตร เพื่อให้การใช้พลังงานใน Data Center ในอนาคตลดน้อยลง ไม่แน่ว่าอีกหน่อย แบตเตอรี่โทรศัพท์อาจใช้ได้นานถึง 4 วัน ด้วยชิปตัวนี้

“IBM ทำงานวิจัย มีเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมเยอะมาก ยกตัวอย่าง แบตเตอรี่ที่เราใช้ในปัจจุบันทำจากลิเธียมและนิกเกิล แต่มันมีราคาสูงและเริ่มหายาก ขณะที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังมาและยังต้องการแบตเตอรี่ เราจึงต้องมองไปยังอนาคตที่ไกลกว่าว่า จะหาแร่อะไรมาทดแทนลิเธียมและนิกเกิลได้บ้าง”

5 เทรนด์ปี 2023 โดย 'สวัสดิ์ อัศดารณ' จาก IBM ไขข้อข้องใจทำไมข้อมูลหลังบ้าน ความปลอดภัย และความยั่งยืน ถึงเกี่ยวกับเรา

ข้อมูลจาก International Energy Agency ประมาณการณ์ว่า ทุกวันนี้ 1 เปอร์เซ็นต์ของไฟฟ้าทั่วโลกถูกใช้ไปกับ Data Center และภายในปี 2025 Data Center จะใช้ 1 ใน 5 ของพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก

ส่วน United Nations Environment Programme ประเมินว่าอาคารต่าง ๆ ใช้พลังงาน 40 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั่วโลก 25 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำทั่วโลก และ 40 เปอร์เซ็นต์ของทรัพยากรโลก ซึ่งนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 30 เปอร์เซ็นต์

ฟังจากสถิติดังกล่าว สวัสดิ์บอกทันทีว่า อีกหน่อยเรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องของการตลาด การปลูกต้นไม้ หรือการประหยัดไฟอีกต่อไป แต่เป็นความจริงจัง กลายเป็นการแข่งขันที่ผู้บริโภคต้องดูฉลากก่อนซื้อสินค้าว่า โรงงานปล่อยคาร์บอนไปมากน้อยแค่ไหน หากประเทศไทยต้องการทำงานกับต่างชาติคงหลีกหนีข้อตกลงเรื่องนี้ไม่ได้

การเตรียมตัวเดินทางสู่อนาคต

สวัสดิ์บอกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเตรียมตัวเดินทางสู่อนาคตผ่านสิ่งสำคัญ 5 อย่าง หรือ 5S คือ Speed, Smart, Simplify, Scale และ Security ซึ่งเกี่ยวพันตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการและการใช้ AI ให้เกิดประโยชน์

(Speed) เมื่อคนใจร้อน แอปฯ โหลดนาน องค์กรจึงต้องหันมาจัดการข้อมูลหลังบ้านใหม่ ลดกระบวนการที่ซับซ้อน (Simplify) และร่วมมือกับองค์กรอื่นที่ทำงานด้านนั้น ๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วแก่ผู้ใช้บริการ

ตัวอย่างคือ การปล่อยเงินกู้ที่ในอดีตต้องผ่านหลายขั้นตอน มีการให้ Credit Scoring ซึ่งช่วยแจกแจงข้อมูลให้เห็นว่า สถานะทางบ้านของผู้กู้เป็นอย่างไร ทำงานอะไร รายได้เท่าไหร่ เพื่อนำมาคำนวณปริมาณเงินกู้ที่ควรปล่อยให้ ขณะที่ปัจจุบัน มีการนำ AI เข้ามาทำ Cognitive Scoring จึงรู้ผลลัพธ์ได้เร็วกว่าเดิม (Smart)

“สำหรับเด็กที่โตมาพร้อมเทคโนโลยี เป็น Digital Native ก็ต้องทำความเข้าใจหลังบ้านสักหน่อย เพื่อให้ตามทันและเกิดความระมัดระวัง ระวังทั้งตนเองและระวังเผื่อพ่อแม่

“ส่วนคนเจน Y, X และ Baby Boomer ก็ต้องปรับตัว อัปสกิลล์ เพื่อใช้สิ่งเทคโนโลยีอย่างเข้าใจ เรื่องนี้ควรเริ่มต้นที่บ้าน พอมาเจอที่ทำงาน ซึ่งเป็นแบบไฮบริดมีคนหลายช่วงวัย สุดท้ายเราจะเชื่อมเข้าหากันได้อย่างราบรื่น เพราะยังไงโลกก็ยังต้องอยู่ด้วยคนหลากหลายเจนเนอเรชันแบบนี้ต่อไป” สวัสดิ์ทิ้งท้าย

เทรนด์เหล่านี้มีไว้ให้องค์กรใหญ่ดูกระแสโลกและปรับตัว แต่ในอีกทางก็มีไว้ให้ผู้บริโภคเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับโทรศัพท์และชีวิตของพวกท่านเช่นกัน

อย่างน้อยหลังอ่านบทความนี้จบ ท่านอาจทำใจให้สุขุมและอ่านข้อความขอความยินยอมเข้าถึงข้อมูลอย่างถี่ถ้วนกว่านี้

5 เทรนด์ปี 2023 โดย 'สวัสดิ์ อัศดารณ' จาก IBM ไขข้อข้องใจทำไมข้อมูลหลังบ้าน ความปลอดภัย และความยั่งยืน ถึงเกี่ยวกับเรา

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load