เสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังแว่วมาจากทาวน์เฮาส์ขนาดกะทัดรัดเบื้องหน้า รอบรั้วบ้านเขียวขจีไปด้วยต้นอัญชัน เตยหอม มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว และอีกสารพัดพืชผักสวนครัวที่ถูกปลูกอย่างเป็นระเบียบ ทำให้รู้ได้ทันทีว่านี่คือจุดหมายปลายทางที่เราตั้งใจมาไม่ผิดแน่

ที่นี่คือ Courageous Kitchen หรือโครงการครัวภูมิใจ มูลนิธิเล็กๆ ที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะกินดีมีสุข โดยไม่แบ่งแยกสถานภาพหรือเชื้อชาติ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ควรจะได้รับความสนุกของวัยเยาว์ และการเรียนรู้ที่เป็นอิสระจากความกังวล ความยากจน และความทุกข์ทรมาน

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าเด็กคนหนึ่งจะมีเรื่องอะไรมากมายให้ต้องกังวล

เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวปกติ ความกังวลตามประสาเด็กคงหนีไม่พ้นเรื่องราวรอบรั้วโรงเรียน แต่สำหรับเด็กๆ ผู้ลี้ภัยที่พลัดถิ่นฐานบ้านเกิดมาไกลแสนไกล ความวิตกกังวลที่พวกเขาแบกไว้นั้นยิ่งใหญ่เกินตัว เพราะมันเป็นเรื่องของปากท้องและการเอาชีวิตรอด

สิ่งที่ Courageous Kitchen ทำมาตลอดระยะเวลาหลายปี คือการมอบอาวุธลับที่ทรงพลังที่สุดในโลก นั่นคือ ‘ความรู้’ แก่เด็กๆ ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ให้พวกเขามีทักษะในการใช้ชีวิตและการทำงานเพื่อหล่อเลี้ยงตัวเองในอนาคต

โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับโภชนาการและการปรุงอาหารอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้เด็กๆ และครอบครัวผู้ลี้ภัยที่ไม่มีเงินมาก สามารถกินเพื่อสุขภาพที่ดีได้อย่างไม่ยากเย็น

เราจิบน้ำอัญชันโฮมเมดที่ปรุงโดยเด็กๆ ผู้ลี้ภัยชาวม้งจากประเทศเวียดนาม แล้วนั่งลงสนทนากับ ดไวท์ เทอร์เนอร์ (Dwight Turner) และ​ ปาณิศา จันทร์วิไล​ ผู้ก่อตั้ง​ Courageous Kitchen ถึงการกินดีมีสุขของเด็กๆ ผู้ลี้ภัย​ พัฒนาการความเป็นผู้นำ ความนับถือในตนเอง และความสนุกสนานของพวกเขาที่เกิดขึ้นในครัวภูมิใจแห่งนี้

01
The Refugee
ผู้ลี้ภัยไม่ใช่แรงงานต่างด้าว

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้ลี้ภัยต่างจากแรงงานต่างด้าวที่สมัครใจเดินทางออกจากประเทศตัวเองเพราะมาหาโอกาสในการทำงาน

ผู้ลี้ภัยถูกบังคับโดยสถานการณ์ให้ต้องหนีออกจากประเทศตัวเอง ไม่ว่าด้วยความหวาดกลัวหรือถูกคุกคาม แต่หลักๆ คือพวกเขาไม่สามารถพึ่งพาความคุ้มครองจากรัฐบาลประเทศตัวเองได้ เลยต้องหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ

จริงๆ แล้วผู้ลี้ภัยในกรุงเทพฯ อาศัยเมืองไทยเป็นประเทศที่พำนักชั่วคราวเท่านั้น แต่บางครั้งขั้นตอนดำเนินการย้ายกลุ่มผู้ลี้ภัยไปยังประเทศที่ 3 เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศของ UNHCR (United Nations Refugee Agency) ใช้เวลานานหลักปี ทำให้วีซ่าพำนักอาศัยชั่วคราวในประเทศไทยของผู้ลี้ภัยหมดอายุ และไม่สามารถรับจ้างทำงานใดๆ เพื่อสร้างรายได้มาจุนเจือครอบครัวได้

02
The Problem
ชีวิตจากป่าเขาเข้าสู่เมืองใหญ่

ผมอยู่เมืองไทยมานานกว่า 11 ปี เคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษและเคยทำงานในแวดวงอาหาร อาหารไทยคือสิ่งที่ผมประทับใจที่สุด เพราะเมืองไทยมีอาหารอร่อยๆ ให้ไปลองชิมทุกซอกมุม  

จนมีครั้งหนึ่งผมได้ไปเยี่ยมครอบครัวผู้ลี้ภัยชาวม้ง ตอนไปถึงบ้านพวกเขา ผมตกใจกับภาพที่ได้เห็นว่าพวกเขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก มีกินแค่ข้าวกับน้ำปลา ไม่มีผักผลไม้ชนิดอื่น มันช่างแตกต่างจากชีวิตประจำวันของคนทั่วไปในกรุงเทพฯ และผมเอง ที่คิดอยากจะกินของอร่อยอะไรก็กินได้

ครอบครัวชาวม้งครอบครัวนี้มีแค่แม่และลูกสาว 5 คน ใช้ชีวิตตามลำพัง พวกเขาลี้ภัยมาจากภูเขาทางตอนเหนือของเวียดนาม ห่างไกลความเจริญ หล่อเลี้ยงชีวิตด้วยการทำเกษตรกรรม เมื่อต้องลี้ภัยมาอยู่ในเมืองใหญ่แบบนี้ เขาต้องเรียนรู้วิธีหาเลี้ยงชีพและการเอาตัวรอด

สำหรับเด็กๆ ผู้ลี้ภัยที่ติดตามครอบครัวมาจากประเทศต่างๆ กฎหมายทางการศึกษาของเมืองไทยอนุญาตให้เด็กทุกสัญชาติสามารถเรียนในโรงเรียนไทยได้ ซึ่งก็นับว่าดีแล้ว แต่เด็กๆ ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่แน่นอนว่ามีปัญหาเรื่องภาษาที่ใช้สื่อสารและการปรับตัว

พวกเขาสื่อสารกันด้วยภาษาท้องถิ่น ไม่รู้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ทำให้เขากลัวที่จะพูดคุยกับผู้คน เขาจะใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไงในเมื่อเขาสื่อสารไม่ได้และแทบจะไม่มีอะไรประทังชีวิต

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมก้าวเข้ามาทำงานด้านนี้เต็มตัว (ยิ้ม)

03
The Solution
จับปลาเป็น ก็ไม่อดตาย

ครั้งแรกๆ ที่ผมเข้าไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ เห็นว่าเขาไม่มีอาหาร ความคิดแรกแบบง่ายๆ ของผมคือต้องซื้อข้าวของให้เขา ตอนนั้นผมเลยสร้างโครงการชื่อ In Search of Sanuk เพื่อจัดหาอาหารและที่พักให้เด็กๆ ผู้ลี้ภัยและครอบครัวที่ลำบากยากจน

ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา ผมทำงานกับผู้ลี้ภัยจากหลากหลายประเทศทั้งปากีสถาน ศรีลังกา ซีเรีย และเวียดนาม ไปพร้อมๆ กับเป็นที่ปรึกษาให้กับร้านอาหาร จัดอีเวนต์เล็กๆ ด้านอาหาร รวมถึงสร้างเครือข่ายกับกลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย (Expat) เรื่องการกิน จนถึงจุดเปลี่ยนเมื่อเพื่อนของผมคนหนึ่งมาช่วยเป็นอาสาสมัครในโครงการ เธอเป็นลูกครึ่งไทย-ลาวที่ย้ายไปเติบโตที่สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ลี้ภัย

เธอกับเด็กๆ ช่วยกันปรุงอาหารขึ้นที่ชุมชนผู้ลี้ภัย และเมื่อเราโพสต์ภาพนั้นลงบนโซเชียลมีเดียก็พบว่าคนเริ่มให้ความสนใจสิ่งที่เราทำมากขึ้น เพราะมันช่วยให้เขาเข้าใจปัญหาและทางแก้ไขที่พอจะช่วยได้

และนั่นเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตระหนักได้ 2 สิ่ง

อย่างที่หนึ่งคือ เราต้องสื่อสารปัญหาพร้อมทั้งทางแก้ไขที่เราจะทำ ออกไปอย่างเรียบง่ายและตรงประเด็น ปัญหามันคือทั้งหมดที่ว่ามานี้ ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาของเราก็คือสอนทำอาหาร สอนภาษาอังกฤษ และสอนทักษะการใช้ชีวิตให้เด็กๆ ผู้ลี้ภัย

อย่างที่สองที่ผมตระหนักคือ วิธีแก้ปัญหาของเราคือต้องสอนพวกเขาจับปลา ไม่ใช่หาซื้อปลาไปให้เขา

จาก In Search of Sanuk พอปี 2015 ผมจึงได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ ภายใต้การกำกับดูแลของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ และใช้ชื่อว่า Courageous Kitchen

อีกปัญหาใหญ่ของเหล่าผู้ลี้ภัยคือ พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับการพยายามปรับตัวให้คุ้นเคยกับประเทศแปลกหน้าอยู่เสมอ จากประเทศพำนักชั่วคราวไปสู่ประเทศที่ 3 บางคนย้ายมาพำนักที่ไทยตอนอายุราว 25 หลายปีต่อมาพอเริ่มพูดภาษาไทยได้ก็ได้รับการย้ายไปยังสหรัฐอเมริกา ต้องเริ่มเรียนภาษาอังกฤษใหม่อีก ชีวิตพวกเขาวนเวียนอยู่กับการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอด

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราสอนภาษาอังกฤษและทักษะชีวิตอื่นๆ เพราะเราอยากให้เขามีความมั่นใจในตัวเอง สามารถเอาตัวรอดได้ ทักษะเหล่านั้นจะติดตัวพวกเขาไปจนตายและนำไปปรับใช้ได้กับทุกสิ่งในชีวิต

04
The Kitchen
ความรู้รอบครัว​
อาหารรอบรั้ว

บางคนถามผมว่า เราพยายามหางานให้เด็กๆ โดยการสอนให้พวกเขาเป็นเชฟใช่ไหม คำตอบคือไม่ใช่ Courageous Kitchen สอนทำอาหารเพราะอยากให้เด็กๆ ผู้ลี้ภัยเรียนรู้ที่จะพลิกแพลงวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหารที่มีประโยชน์ กินแล้วสุขภาพดีได้แม้จะขัดสนก็ตาม เราไม่ได้ต้องการจะสร้างกองทัพเชฟเด็กเพื่อส่งไปแข่งขันรายการ MasterChef Junior Thailand หรอกครับ (ยิ้ม)

เราดูแลทั้งเล็กและเด็กโต เด็กเล็กๆ ก็สามารถเรียนทำอาหารที่ไม่ใช้ความร้อนได้ด้วยตัวเอง อย่างซูชิ ลาบ หรือส้มตำ เมื่อเขาได้เรียนรู้เรื่องรสชาติ ได้ปรุงอาหารด้วยตัวเอง มันทำให้เขากล้าชิมสิ่งใหม่ๆ และเรียนรู้ว่าของกินประเภทไหนดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย เด็กหลายคนเริ่มต้นจากการไม่กินผัก ฉันไม่อยากกินสิ่งเขียวๆ นี้ และเปลี่ยนไปเป็นคนชอบกินผัก​ (ยิ้ม)​

Courageous Kitchen ปลูกผักสวนครัวสำหรับใช้ปรุงอาหารเองอย่างที่เห็นหน้าบ้าน เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้วิธีผลิตวัตถุดิบเองเพื่อให้เขามีกินในราคาไม่แพงได้ 

เราปลูกฝังให้เด็กๆ เรียนรู้ความสำคัญของความยั่งยืน เราไม่ใช้ถุงหรือภาชนะพลาสติก แต่ทำให้พวกเขาดูว่ามันดีอย่างไรกับการใช้ภาชนะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ ถ้าจะห่ออาหารกลับบ้านก็ใช้ปิ่นโตแทน

บางครั้ง Courageous Kitchen ก็ไปจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปสอนเรื่องความยั่งยืนให้เด็กๆ ในโรงเรียนนานาชาติด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นภูมิปัญญาแบบไทยๆ อย่างเช่น การทำกระทงห่ออาหารจากใบตอง หลอดดูดน้ำจากผักบุ้ง

ช่วงปิดเทอมเราจัดแคมป์ที่เด็กๆ จะได้มาใช้เวลาร่วมกันแบบนี้ ส่วนช่วงเปิดเทอมที่พวกเขาต้องไปโรงเรียน เราจะมีห้องเรียนกันทุกวันอาทิตย์ เรามีเชฟและอาสาสมัครแวะเวียนกันมาทำเวิร์กช็อปสนุกๆ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะต่างๆ

หรืออย่างที่เห็นวันนี้ เราเพิ่งได้รับบริจาคไอแพดมาเพื่อใช้เป็นสื่อการสอน เราเลยให้เด็กๆ ลองถ่ายคลิปวิดีโอ Tutorial การทำเครื่องดื่มสมุนไพร เขาจะได้ทักษะการใช้โปรแกรมต่างๆ บนแท็บเล็ต ฝึกพูดภาษาอังกฤษ หัดทำงานเป็นทีมและกล้าแสดงออกมากขึ้น

หลายปีที่ผ่านมากับการทำงานในจุดนี้ แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ผมยังไปต่อคือการได้เห็นเด็กๆ แต่ละคนพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

เด็กบางคนมาเรียนกับเราวันแรกๆ ขยุกขยิกทั้งวัน ไม่มีสมาธิ อยากจะเล่นสนุกอย่างเดียว แต่หลังจากที่เขามาเรียนกับเราสม่ำเสมอ ได้เข้ากลุ่มกับเด็กที่ตั้งใจเรียน (ยิ้ม) เขาเรียนรู้ที่จะปรับตัวในการตั้งใจเรียนมากขึ้น มีสมาธิและจดจ่อมากขึ้น

เด็กๆ ผู้ลี้ภัยที่ผมพบเจอมาทั้งหมดล้วนเป็นเด็กดีที่มีความเพียรพยายาม (ยิ้ม)

05
The Courage
งอกงามและผลิบานอย่างภาคภูมิ

องค์กรของเราอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคและทำกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ควบคู่ไปด้วย เราจัดทัวร์ชิมอาหารไทย เปิดคอร์สสอนทำอาหารไทยให้ชาวต่างชาติ ตั้งแต่พาไปเลือกวัตถุดิบที่ตลาดสด และกลับมาปรุงกันในครัวที่บ้านของเรา โดยมีเด็กฝึกงานผู้ลี้ภัยเป็นลูกมือ

ผู้ที่มาเข้าคอร์สจะได้รับทั้งประสบการณ์ ความสนุก และตระหนักถึงสิ่งที่เราพยายามผลักดันเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย

เด็กฝึกงานผู้ลี้ภัยที่ช่วยงานเรา เขาก็เติบโตมาพร้อมกับเรา จากวันแรกๆ ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้และขี้อาย ทุกวันนี้กลายเป็นคนฉะฉาน กล้าแสดงความคิดเห็น และสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว น้องๆ เหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมต่อเราเข้าหาผู้ลี้ภัยวัยอื่นๆ ในชุมชนของเขา แถมยังเก่งกาจถึงขนาดเป็นล่ามแปลภาษาท้องถิ่นของเขาให้เราด้วย

ความยากของการทำงานเชิงสังคมก็คือ ถ้ามันง่ายคงมีคนแก้ไขปัญหานี้สำเร็จไปนานแล้ว หลายครั้งที่ผมรู้สึกสิ้นหวัง ที่เห็นการมีอยู่ของหลากหลายองค์กรเพื่อสังคม ที่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่แท้จริงให้ดีขึ้น ผมเลยเลือกที่จะสื่อสารปัญหาอย่างตรงไปตรงมาที่สุดอย่างที่บอกไปตอนต้น​ (ยิ้ม)​

คนทำงานภาคสังคม บางครั้งจะมีปัญหากับการจัดการเรื่องความรู้สึกของตัวเอง เพราะเราได้ไปเห็นปัญหาจากสถานที่จริง ได้ไปพูดคุยกับคนที่มีปัญหาจริงๆ ทำให้บางครั้งเราอินกับเรื่องราวเหล่านั้นมากจนเกินไป ยิ่งถ้าปัญหามันไม่ได้ถูกทำให้ดีขึ้น มันจะกลายเป็นความท้อแท้​ และทำให้คนทำงานภาคสังคมหลายๆ คนหมดไฟ  

จากกระบวนการยุ่งยากซับซ้อนมากมาย เราควรมีเส้นแบ่งความรู้สึกและการทำงานไม่ให้มาพันกันยุ่งเหยิง และต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้ทุกอย่าง หรือแก้ไขทุกปัญหาให้ดีขึ้นได้ มนุษย์ทุกคนเป็นปัจเจก ดังนั้น แม้จะทำงานเพื่อสังคม แต่เราก็ต้องดูแลตัวเองไปพร้อมๆ กับการดูแลคนอื่นด้วย (ยิ้ม)

Facebook: Courageous Kitchen
Instagram: Courageous Kitchen
Website: www.courageouskitchen.org

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load