เสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังแว่วมาจากทาวน์เฮาส์ขนาดกะทัดรัดเบื้องหน้า รอบรั้วบ้านเขียวขจีไปด้วยต้นอัญชัน เตยหอม มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว และอีกสารพัดพืชผักสวนครัวที่ถูกปลูกอย่างเป็นระเบียบ ทำให้รู้ได้ทันทีว่านี่คือจุดหมายปลายทางที่เราตั้งใจมาไม่ผิดแน่

ที่นี่คือ Courageous Kitchen หรือโครงการครัวภูมิใจ มูลนิธิเล็กๆ ที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะกินดีมีสุข โดยไม่แบ่งแยกสถานภาพหรือเชื้อชาติ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ควรจะได้รับความสนุกของวัยเยาว์ และการเรียนรู้ที่เป็นอิสระจากความกังวล ความยากจน และความทุกข์ทรมาน

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าเด็กคนหนึ่งจะมีเรื่องอะไรมากมายให้ต้องกังวล

เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวปกติ ความกังวลตามประสาเด็กคงหนีไม่พ้นเรื่องราวรอบรั้วโรงเรียน แต่สำหรับเด็กๆ ผู้ลี้ภัยที่พลัดถิ่นฐานบ้านเกิดมาไกลแสนไกล ความวิตกกังวลที่พวกเขาแบกไว้นั้นยิ่งใหญ่เกินตัว เพราะมันเป็นเรื่องของปากท้องและการเอาชีวิตรอด

สิ่งที่ Courageous Kitchen ทำมาตลอดระยะเวลาหลายปี คือการมอบอาวุธลับที่ทรงพลังที่สุดในโลก นั่นคือ ‘ความรู้’ แก่เด็กๆ ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ให้พวกเขามีทักษะในการใช้ชีวิตและการทำงานเพื่อหล่อเลี้ยงตัวเองในอนาคต

โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับโภชนาการและการปรุงอาหารอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้เด็กๆ และครอบครัวผู้ลี้ภัยที่ไม่มีเงินมาก สามารถกินเพื่อสุขภาพที่ดีได้อย่างไม่ยากเย็น

เราจิบน้ำอัญชันโฮมเมดที่ปรุงโดยเด็กๆ ผู้ลี้ภัยชาวม้งจากประเทศเวียดนาม แล้วนั่งลงสนทนากับ ดไวท์ เทอร์เนอร์ (Dwight Turner) และ​ ปาณิศา จันทร์วิไล​ ผู้ก่อตั้ง​ Courageous Kitchen ถึงการกินดีมีสุขของเด็กๆ ผู้ลี้ภัย​ พัฒนาการความเป็นผู้นำ ความนับถือในตนเอง และความสนุกสนานของพวกเขาที่เกิดขึ้นในครัวภูมิใจแห่งนี้

01
The Refugee
ผู้ลี้ภัยไม่ใช่แรงงานต่างด้าว

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้ลี้ภัยต่างจากแรงงานต่างด้าวที่สมัครใจเดินทางออกจากประเทศตัวเองเพราะมาหาโอกาสในการทำงาน

ผู้ลี้ภัยถูกบังคับโดยสถานการณ์ให้ต้องหนีออกจากประเทศตัวเอง ไม่ว่าด้วยความหวาดกลัวหรือถูกคุกคาม แต่หลักๆ คือพวกเขาไม่สามารถพึ่งพาความคุ้มครองจากรัฐบาลประเทศตัวเองได้ เลยต้องหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ

จริงๆ แล้วผู้ลี้ภัยในกรุงเทพฯ อาศัยเมืองไทยเป็นประเทศที่พำนักชั่วคราวเท่านั้น แต่บางครั้งขั้นตอนดำเนินการย้ายกลุ่มผู้ลี้ภัยไปยังประเทศที่ 3 เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศของ UNHCR (United Nations Refugee Agency) ใช้เวลานานหลักปี ทำให้วีซ่าพำนักอาศัยชั่วคราวในประเทศไทยของผู้ลี้ภัยหมดอายุ และไม่สามารถรับจ้างทำงานใดๆ เพื่อสร้างรายได้มาจุนเจือครอบครัวได้

02
The Problem
ชีวิตจากป่าเขาเข้าสู่เมืองใหญ่

ผมอยู่เมืองไทยมานานกว่า 11 ปี เคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษและเคยทำงานในแวดวงอาหาร อาหารไทยคือสิ่งที่ผมประทับใจที่สุด เพราะเมืองไทยมีอาหารอร่อยๆ ให้ไปลองชิมทุกซอกมุม  

จนมีครั้งหนึ่งผมได้ไปเยี่ยมครอบครัวผู้ลี้ภัยชาวม้ง ตอนไปถึงบ้านพวกเขา ผมตกใจกับภาพที่ได้เห็นว่าพวกเขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก มีกินแค่ข้าวกับน้ำปลา ไม่มีผักผลไม้ชนิดอื่น มันช่างแตกต่างจากชีวิตประจำวันของคนทั่วไปในกรุงเทพฯ และผมเอง ที่คิดอยากจะกินของอร่อยอะไรก็กินได้

ครอบครัวชาวม้งครอบครัวนี้มีแค่แม่และลูกสาว 5 คน ใช้ชีวิตตามลำพัง พวกเขาลี้ภัยมาจากภูเขาทางตอนเหนือของเวียดนาม ห่างไกลความเจริญ หล่อเลี้ยงชีวิตด้วยการทำเกษตรกรรม เมื่อต้องลี้ภัยมาอยู่ในเมืองใหญ่แบบนี้ เขาต้องเรียนรู้วิธีหาเลี้ยงชีพและการเอาตัวรอด

สำหรับเด็กๆ ผู้ลี้ภัยที่ติดตามครอบครัวมาจากประเทศต่างๆ กฎหมายทางการศึกษาของเมืองไทยอนุญาตให้เด็กทุกสัญชาติสามารถเรียนในโรงเรียนไทยได้ ซึ่งก็นับว่าดีแล้ว แต่เด็กๆ ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่แน่นอนว่ามีปัญหาเรื่องภาษาที่ใช้สื่อสารและการปรับตัว

พวกเขาสื่อสารกันด้วยภาษาท้องถิ่น ไม่รู้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ทำให้เขากลัวที่จะพูดคุยกับผู้คน เขาจะใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไงในเมื่อเขาสื่อสารไม่ได้และแทบจะไม่มีอะไรประทังชีวิต

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมก้าวเข้ามาทำงานด้านนี้เต็มตัว (ยิ้ม)

03
The Solution
จับปลาเป็น ก็ไม่อดตาย

ครั้งแรกๆ ที่ผมเข้าไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ เห็นว่าเขาไม่มีอาหาร ความคิดแรกแบบง่ายๆ ของผมคือต้องซื้อข้าวของให้เขา ตอนนั้นผมเลยสร้างโครงการชื่อ In Search of Sanuk เพื่อจัดหาอาหารและที่พักให้เด็กๆ ผู้ลี้ภัยและครอบครัวที่ลำบากยากจน

ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา ผมทำงานกับผู้ลี้ภัยจากหลากหลายประเทศทั้งปากีสถาน ศรีลังกา ซีเรีย และเวียดนาม ไปพร้อมๆ กับเป็นที่ปรึกษาให้กับร้านอาหาร จัดอีเวนต์เล็กๆ ด้านอาหาร รวมถึงสร้างเครือข่ายกับกลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย (Expat) เรื่องการกิน จนถึงจุดเปลี่ยนเมื่อเพื่อนของผมคนหนึ่งมาช่วยเป็นอาสาสมัครในโครงการ เธอเป็นลูกครึ่งไทย-ลาวที่ย้ายไปเติบโตที่สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ลี้ภัย

เธอกับเด็กๆ ช่วยกันปรุงอาหารขึ้นที่ชุมชนผู้ลี้ภัย และเมื่อเราโพสต์ภาพนั้นลงบนโซเชียลมีเดียก็พบว่าคนเริ่มให้ความสนใจสิ่งที่เราทำมากขึ้น เพราะมันช่วยให้เขาเข้าใจปัญหาและทางแก้ไขที่พอจะช่วยได้

และนั่นเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตระหนักได้ 2 สิ่ง

อย่างที่หนึ่งคือ เราต้องสื่อสารปัญหาพร้อมทั้งทางแก้ไขที่เราจะทำ ออกไปอย่างเรียบง่ายและตรงประเด็น ปัญหามันคือทั้งหมดที่ว่ามานี้ ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาของเราก็คือสอนทำอาหาร สอนภาษาอังกฤษ และสอนทักษะการใช้ชีวิตให้เด็กๆ ผู้ลี้ภัย

อย่างที่สองที่ผมตระหนักคือ วิธีแก้ปัญหาของเราคือต้องสอนพวกเขาจับปลา ไม่ใช่หาซื้อปลาไปให้เขา

จาก In Search of Sanuk พอปี 2015 ผมจึงได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ ภายใต้การกำกับดูแลของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ และใช้ชื่อว่า Courageous Kitchen

อีกปัญหาใหญ่ของเหล่าผู้ลี้ภัยคือ พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับการพยายามปรับตัวให้คุ้นเคยกับประเทศแปลกหน้าอยู่เสมอ จากประเทศพำนักชั่วคราวไปสู่ประเทศที่ 3 บางคนย้ายมาพำนักที่ไทยตอนอายุราว 25 หลายปีต่อมาพอเริ่มพูดภาษาไทยได้ก็ได้รับการย้ายไปยังสหรัฐอเมริกา ต้องเริ่มเรียนภาษาอังกฤษใหม่อีก ชีวิตพวกเขาวนเวียนอยู่กับการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอด

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราสอนภาษาอังกฤษและทักษะชีวิตอื่นๆ เพราะเราอยากให้เขามีความมั่นใจในตัวเอง สามารถเอาตัวรอดได้ ทักษะเหล่านั้นจะติดตัวพวกเขาไปจนตายและนำไปปรับใช้ได้กับทุกสิ่งในชีวิต

04
The Kitchen
ความรู้รอบครัว​
อาหารรอบรั้ว

บางคนถามผมว่า เราพยายามหางานให้เด็กๆ โดยการสอนให้พวกเขาเป็นเชฟใช่ไหม คำตอบคือไม่ใช่ Courageous Kitchen สอนทำอาหารเพราะอยากให้เด็กๆ ผู้ลี้ภัยเรียนรู้ที่จะพลิกแพลงวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหารที่มีประโยชน์ กินแล้วสุขภาพดีได้แม้จะขัดสนก็ตาม เราไม่ได้ต้องการจะสร้างกองทัพเชฟเด็กเพื่อส่งไปแข่งขันรายการ MasterChef Junior Thailand หรอกครับ (ยิ้ม)

เราดูแลทั้งเล็กและเด็กโต เด็กเล็กๆ ก็สามารถเรียนทำอาหารที่ไม่ใช้ความร้อนได้ด้วยตัวเอง อย่างซูชิ ลาบ หรือส้มตำ เมื่อเขาได้เรียนรู้เรื่องรสชาติ ได้ปรุงอาหารด้วยตัวเอง มันทำให้เขากล้าชิมสิ่งใหม่ๆ และเรียนรู้ว่าของกินประเภทไหนดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย เด็กหลายคนเริ่มต้นจากการไม่กินผัก ฉันไม่อยากกินสิ่งเขียวๆ นี้ และเปลี่ยนไปเป็นคนชอบกินผัก​ (ยิ้ม)​

Courageous Kitchen ปลูกผักสวนครัวสำหรับใช้ปรุงอาหารเองอย่างที่เห็นหน้าบ้าน เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้วิธีผลิตวัตถุดิบเองเพื่อให้เขามีกินในราคาไม่แพงได้ 

เราปลูกฝังให้เด็กๆ เรียนรู้ความสำคัญของความยั่งยืน เราไม่ใช้ถุงหรือภาชนะพลาสติก แต่ทำให้พวกเขาดูว่ามันดีอย่างไรกับการใช้ภาชนะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ ถ้าจะห่ออาหารกลับบ้านก็ใช้ปิ่นโตแทน

บางครั้ง Courageous Kitchen ก็ไปจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปสอนเรื่องความยั่งยืนให้เด็กๆ ในโรงเรียนนานาชาติด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นภูมิปัญญาแบบไทยๆ อย่างเช่น การทำกระทงห่ออาหารจากใบตอง หลอดดูดน้ำจากผักบุ้ง

ช่วงปิดเทอมเราจัดแคมป์ที่เด็กๆ จะได้มาใช้เวลาร่วมกันแบบนี้ ส่วนช่วงเปิดเทอมที่พวกเขาต้องไปโรงเรียน เราจะมีห้องเรียนกันทุกวันอาทิตย์ เรามีเชฟและอาสาสมัครแวะเวียนกันมาทำเวิร์กช็อปสนุกๆ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะต่างๆ

หรืออย่างที่เห็นวันนี้ เราเพิ่งได้รับบริจาคไอแพดมาเพื่อใช้เป็นสื่อการสอน เราเลยให้เด็กๆ ลองถ่ายคลิปวิดีโอ Tutorial การทำเครื่องดื่มสมุนไพร เขาจะได้ทักษะการใช้โปรแกรมต่างๆ บนแท็บเล็ต ฝึกพูดภาษาอังกฤษ หัดทำงานเป็นทีมและกล้าแสดงออกมากขึ้น

หลายปีที่ผ่านมากับการทำงานในจุดนี้ แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ผมยังไปต่อคือการได้เห็นเด็กๆ แต่ละคนพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

เด็กบางคนมาเรียนกับเราวันแรกๆ ขยุกขยิกทั้งวัน ไม่มีสมาธิ อยากจะเล่นสนุกอย่างเดียว แต่หลังจากที่เขามาเรียนกับเราสม่ำเสมอ ได้เข้ากลุ่มกับเด็กที่ตั้งใจเรียน (ยิ้ม) เขาเรียนรู้ที่จะปรับตัวในการตั้งใจเรียนมากขึ้น มีสมาธิและจดจ่อมากขึ้น

เด็กๆ ผู้ลี้ภัยที่ผมพบเจอมาทั้งหมดล้วนเป็นเด็กดีที่มีความเพียรพยายาม (ยิ้ม)

05
The Courage
งอกงามและผลิบานอย่างภาคภูมิ

องค์กรของเราอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคและทำกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ควบคู่ไปด้วย เราจัดทัวร์ชิมอาหารไทย เปิดคอร์สสอนทำอาหารไทยให้ชาวต่างชาติ ตั้งแต่พาไปเลือกวัตถุดิบที่ตลาดสด และกลับมาปรุงกันในครัวที่บ้านของเรา โดยมีเด็กฝึกงานผู้ลี้ภัยเป็นลูกมือ

ผู้ที่มาเข้าคอร์สจะได้รับทั้งประสบการณ์ ความสนุก และตระหนักถึงสิ่งที่เราพยายามผลักดันเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย

เด็กฝึกงานผู้ลี้ภัยที่ช่วยงานเรา เขาก็เติบโตมาพร้อมกับเรา จากวันแรกๆ ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้และขี้อาย ทุกวันนี้กลายเป็นคนฉะฉาน กล้าแสดงความคิดเห็น และสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว น้องๆ เหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมต่อเราเข้าหาผู้ลี้ภัยวัยอื่นๆ ในชุมชนของเขา แถมยังเก่งกาจถึงขนาดเป็นล่ามแปลภาษาท้องถิ่นของเขาให้เราด้วย

ความยากของการทำงานเชิงสังคมก็คือ ถ้ามันง่ายคงมีคนแก้ไขปัญหานี้สำเร็จไปนานแล้ว หลายครั้งที่ผมรู้สึกสิ้นหวัง ที่เห็นการมีอยู่ของหลากหลายองค์กรเพื่อสังคม ที่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่แท้จริงให้ดีขึ้น ผมเลยเลือกที่จะสื่อสารปัญหาอย่างตรงไปตรงมาที่สุดอย่างที่บอกไปตอนต้น​ (ยิ้ม)​

คนทำงานภาคสังคม บางครั้งจะมีปัญหากับการจัดการเรื่องความรู้สึกของตัวเอง เพราะเราได้ไปเห็นปัญหาจากสถานที่จริง ได้ไปพูดคุยกับคนที่มีปัญหาจริงๆ ทำให้บางครั้งเราอินกับเรื่องราวเหล่านั้นมากจนเกินไป ยิ่งถ้าปัญหามันไม่ได้ถูกทำให้ดีขึ้น มันจะกลายเป็นความท้อแท้​ และทำให้คนทำงานภาคสังคมหลายๆ คนหมดไฟ  

จากกระบวนการยุ่งยากซับซ้อนมากมาย เราควรมีเส้นแบ่งความรู้สึกและการทำงานไม่ให้มาพันกันยุ่งเหยิง และต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้ทุกอย่าง หรือแก้ไขทุกปัญหาให้ดีขึ้นได้ มนุษย์ทุกคนเป็นปัจเจก ดังนั้น แม้จะทำงานเพื่อสังคม แต่เราก็ต้องดูแลตัวเองไปพร้อมๆ กับการดูแลคนอื่นด้วย (ยิ้ม)

Facebook: Courageous Kitchen
Instagram: Courageous Kitchen
Website: www.courageouskitchen.org

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load