คอสตาริกาเป็นประเทศเล็กๆ ในอเมริกากลาง

ที่นี่ประกาศเขตป่าสงวนมากถึงร้อยละ 25 ของประเทศ เป็นผู้นำเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco Tourism) และกฎหมายห้ามล่าสัตว์ทุกชนิด และจะเป็นประเทศที่ Plastic-free รวมถึง Carbon-free ภายในปี 2021

เรามีโอกาสไปเยือนคอสตาริกาเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนหัวข้อ Power Sustainability ในมุมมองภูมิสถาปนิกไทย

เราต่างอยู่ในเขตร้อนเหมือนกัน พืชพรรณและทรัพยากรคล้ายคลึงกัน จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้ ‘คอสตาริกาโมเดล’

คอสตาริกามีกาแฟชั้นยอด งอกงามด้วยดินภูเขาไฟ มีการเกษตรและการท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักในการสร้างรายได้ คล้ายประเทศไทย แม้จะขยายการท่องเที่ยวจนรายได้เพิ่มพูน แต่การพัฒนาของเขาไม่สร้างปัญหาให้ทรัพยากร กลับยิ่งทำให้ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์

คอสตาริกาเป็นประเทศที่เล็กกว่าไทย 10 เท่า และมีประชากรเพียง 5,000,000 คน ที่นี่เน้นความพอดีและการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพระดับพรีเมียม สวนกระแสหลายประเทศที่เร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดเวลา

เบื้องหลังความเขียว…เขาแลกมาด้วยอะไร

โมเดลพัฒนาประเทศที่ไร้กองกำลังทหารกว่า 70 ปี

คอสตาริกาไม่มีกองกำลังทหาร หลายคนคงคิดว่ามาจากการแพ้สงครามหรือด้วยเหตุผลทางการเมืองที่บีบคั้น แต่แท้จริงแล้ว เกิดจากความคิดง่ายๆ ที่กระหายสันติภาพ ไม่อยากทำสงคราม เพราะเป็นเรื่องสิ้นเปลือง ซึ่งเป็นความคิดที่ถือว่าสวนกระแสอย่างมากในยุคสงครามเย็น

ในยุคที่เป็นอาณานิคมของสเปน คอสตาริกาเป็นเพียงเมืองทางผ่าน มีขนาดเล็ก และไม่มีจุดเด่นด้านการเมือง น่าจะเป็นช่วงที่ทำให้คอสตาริกาได้ก่อร่างสร้างความคิดที่หลุดกรอบเรื่องการทหาร อำนาจ หรือหลักคิดทางการเมือง ต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน

ในยุคสงครามเย็น เหล่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัวเตมาลา ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ และนิการากัว เน้นการพัฒนากองกำลังทหาร แต่กลับเต็มไปด้วยปัญหาสงครามกลางเมือง ความขัดแย้ง ความยากจน ความรุนแรง ผู้คนลี้ภัยออกนอกประเทศ และปัญหาทุจริตของผู้นำ

ส่วนคอสตาริกาภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีโอสการ์ อาเรียส (Óscar Arias Sánchez) มองว่าคอสตาริกาเป็นประเทศเล็กที่มีงบประมาณจำกัด ควรนำงบประมาณมาใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ น่าจะเหมาะสมกว่าลงทุนในกองกำลังทหาร ที่นำมาซึ่งความทุกข์และปัญหาไม่รู้จบเหมือนเพื่อนบ้าน

คอสตาริกาจึงไม่มีกองกำลังทหารมาตั้งแต่ พ.ศ. 2492 หรือ 70 ปีก่อน แล้วนำงบประมาณมามุ่งพัฒนาประเทศด้านการศึกษา สาธารณสุขพื้นฐาน สาธารณูปโภค และสิ่งแวดล้อมแทน

แล้วคอสตาริกาได้อะไรกลับมา

คอสตาริกาเป็นประเทศแรกในแถบอเมริกากลางที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีอันดับต้นๆ ของประเทศละแวกนั้น เป็นประเทศที่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Care) และมีระบบการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดในแถบประเทศอเมริกากลาง

เมื่อประเทศเล็กๆ ไร้ทหาร การทูตและการเจรจาจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องทำให้ดีและแนบเนียน คอสตาริกาผูกปิ่นโตความปลอดภัยทางทหารกับประเทศสหรัฐอเมริกา และถ่วงดุลอำนาจกับหลากหลายประเทศ การเป็นมิตรกับมหาอำนาจหลากฝ่ายเป็นการป้องกันประเทศที่ดีที่สุดและสันติที่สุด

การตัดสินใจของผู้นำจึงต้องอยู่บนหลักคิดเพื่ออนาคตของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงอนาคตของตน โอสการ์ อาเรียส เชื่อว่าประวัติศาสตร์จะถูกเขียนขึ้นใหม่ได้ก็ต่อเมื่อ ‘Leave us in peace’ หรือ ‘ปล่อยให้เราอยู่ในความสงบด้วยสันติภาพ’ เท่านั้น และท่านก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแบบไร้ข้อกังขาจากความพยายามยุติวิกฤตการณ์อเมริกากลาง

ดูงาน คอสตาริกา ตัดงบทหารมาพัฒนาประเทศ จนมีสัดส่วนป่าสงวนมากสุดในโลก และระบบสาธารณสุขดีสุดในอเมริกากลาง

ไกด์ท้องถิ่นภูมิใจในสิ่งนี้มาก ถึงกับขับรถมาจอดหน้าโรงเรียนท้องถิ่นเพื่อยืนยันว่าการศึกษาที่นี่ดี และฟรี เพราะไม่ต้องเสียงบประมาณไปกับการพัฒนากองกำลังทหาร นี่คือสิ่งที่ประเทศเล็กๆ พิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นว่าทำได้จริง

จากป่าเมฆ สู่ชายหาด

คอสตาริกามีระบบนิเวศที่หลากหลาย ตั้งแต่ป่าเมฆ ภูเขาไฟ พื้นที่ชุ่มน้ำ และชายหาดที่สวยงาม

พื้นที่ 1 ใน 4 ของประเทศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งครอบครองโดยรัฐ ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนพื้นที่อนุรักษ์มากที่สุดในโลก สิ่งนี้เกิดจากการเรียกร้องของประชาชนใน พ.ศ. 2513 ให้เก็บมรดกทางธรรมชาติเพื่อคนรุ่นต่อไป บ่งชี้ได้ถึงความตั้งใจในการผลักดันเรื่องการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของประเทศ อุทยานแห่งชาติเหล่านี้ยังเป็นสถานที่วิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพและสัตว์ป่าหายากของนักวิจัยทั่วโลก

ดูงาน คอสตาริกา ตัดงบทหารมาพัฒนาประเทศ จนมีสัดส่วนป่าสงวนมากสุดในโลก และระบบสาธารณสุขดีสุดในอเมริกากลาง
ดูงาน คอสตาริกา ตัดงบทหารมาพัฒนาประเทศ จนมีสัดส่วนป่าสงวนมากสุดในโลก และระบบสาธารณสุขดีสุดในอเมริกากลาง

คอสตาริกาขนาบด้วยมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน จึงประสบปัญหาขยะทะเล ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก ที่นี่จึงมีการออกกฎระเบียบเพื่อรักษาความสะอาด และบังคับใช้อย่างเข้มงวด เพื่อดูแลทะเลซึ่งเปรียบเสมือนสมบัติส่วนกลางของชาติ

ดูงาน คอสตาริกา ตัดงบทหารมาพัฒนาประเทศ จนมีสัดส่วนป่าสงวนมากสุดในโลก และระบบสาธารณสุขดีสุดในอเมริกากลาง

ในการเดินทางครั้งนี้ เราตั้งใจไปเยือน Manuel Antonio National Park อุทยานแห่งชาติที่เล็กที่สุดของคอสตาริกา แต่มีจำนวนผู้เข้าชมเยอะที่สุด เพราะความสมบูรณ์และความหลากหลายของสัตว์ป่า

อีกเหตุผลที่ยอมนั่งรถทัวร์ไป-กลับ 8 ชั่วโมง จากเมืองหลวงซันโฮเซ เพราะอยากเห็นน้องสลอธที่มีความตาห้อย อมยิ้มหน้าง่วง และความชิลล์ขั้นสุด เพราะเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ความน่ารักทำให้มันกลายเป็นมาสคอตอันดับหนึ่งของประเทศ เหนือน้องลิง น้องเสือ และนกเงือก ในสายตานักท่องเที่ยวอย่างเรา

ดูงาน คอสตาริกา ตัดงบทหารมาพัฒนาประเทศ จนมีสัดส่วนป่าสงวนมากสุดในโลก และระบบสาธารณสุขดีสุดในอเมริกากลาง
ดูงาน Costa rica ตัดงบทหารมาพัฒนาประเทศ จนมีสัดส่วนป่าสงวนมากสุดในโลก และระบบสาธารณสุขดีสุดในอเมริกากลาง

อีกน้องที่สร้างความประทับใจคือ น้องฮัมมิงเบิร์ด น้องคือนกที่เหมือนแมลง มีอัตราเมแทบอลิซึมระหว่างช่วงที่ตื่นและหลับต่างกันสูงมาก เวลาน้องนอนจึงเหมือนจำศีล ไม่ใช่แค่นอนธรรมดา แต่หลับเป็นตาย สิ่งที่เราเห็นตามโฆษณาน้ำดื่มอาจจะไม่ถูกนัก เพราะน้องชอบน้ำหวานไม่ใช่น้ำจืด เนื่องจากต้องตีปีกถึง 70 ครั้งต่อวินาที จึงต้องอาศัยน้ำหวานมาช่วยสร้างพลังงาน ฮัมมิงเบิร์ดเป็นนกที่มีอายุเพียง 3 ปี อาจเพราะการใช้พลัง และหัวใจที่เต้นแรงขนาด 250 ครั้งต่อนาที เหมือนน้องตื่นเต้นตลอดเวลา

ดูงาน Costa rica ตัดงบทหารมาพัฒนาประเทศ จนมีสัดส่วนป่าสงวนมากสุดในโลก และระบบสาธารณสุขดีสุดในอเมริกากลาง

ก่อนเข้าไปในอุทยานแห่งนี้ นักท่องเที่ยวต้องถูกตรวจกระเป๋าอย่างละเอียด ห้ามนำอาหาร ขยะ และขยะที่มากับอาหาร เข้ามาในพื้นที่ การนำอาหารไปป้อนสัตว์ และการนำขวดน้ำพลาสติกเข้าไปจึงเป็นสิ่งต้องห้าม ที่นี่มีบริการเติมน้ำ แต่ไม่มีน้ำขายเป็นขวด

ประสบการณ์ในอุทยานนั้นเขียวจริง เหมือนยังไม่ถูกรบกวนโดยมนุษย์ ได้เพลิดเพลินกับสัตว์น้อยใหญ่ เห็นแล้วก็แอบคิดไม่ได้ว่าทำไมบ้านเขามีป่าฝน ป่าชายหาด แต่ทำไมจึงสร้างภาพจำว่าเต็มไปด้วยสัตว์ป่าได้ ไม่ได้สร้างภาพจำว่าเต็มไปด้วยรีสอร์ต

ปลูกกาแฟชั้นดี จนสร้างสถาปัตยกรรมระดับชาติ

แม้กาแฟจะถูกค้นพบที่ประเทศเอธิโอเปีย ทวีปแอฟริกา แต่วัฒนธรรมกาแฟได้เข้ามาในประเทศคอสตาริกานับร้อยปี ปัจจุบัน คอสตาริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุดในโลก ด้วยภูมิประเทศแบบภูเขาสูงและภูมิอากาศแบบป่าฝน บวกกับดินภูเขาไฟที่ปักอะไรก็งอกงาม ตามสูตรดิน น้ำ ฟ้า อากาศ ที่พอเหมาะต่อกาแฟอาราบิก้า

ดูงาน คอสตาริกา ตัดงบทหารมาพัฒนาประเทศ จนมีสัดส่วนป่าสงวนมากสุดในโลก และระบบสาธารณสุขดีสุดในอเมริกากลาง

คอสตาริกามีกฎหมายว่าต้องปลูกเฉพาะกาแฟอาราบิก้า 100 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เป็นการเล่นของดี เน้นตลาดบน เน้นคุณภาพที่ดีที่สุด และราคาที่ดีที่สุด กาแฟจากเขต Tarrazu ในคอสตาริกา จึงขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในกาแฟที่ดีที่สุดและแพงที่สุดในโลก เพราะเมล็ดมีรสที่กลมกล่อม มีความเป็นกรดที่พอเหมาะ มีกลิ่นหอมหวน นับเป็น 1 ใน 8 รสชาติ จาก 8 ภูมิภาคที่ปลูกกาแฟชั้นเลิศของคอสตาริกา

การไปเที่ยวไร่กาแฟจึงเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยว ถ้าไม่ไป ถือว่ามาไม่ถึง

ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมกาแฟและความภูมิใจในชาติยังทำให้เกิดโรงมหรสพแห่งชาติ (National Theatre of Costa Rica) ที่งดงาม หรูหราอลังการงานสร้าง เป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่ยืนตระหง่านกลางเมืองซันโฮเซ

ในสมัยนั้น เมืองซันโฮเซเป็นเพียงเมืองเล็กที่ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง นักแสดงทั้งหลายจึงปฏิเสธที่จะมาแสดงที่นี่ เพราะคิดว่าถ้ามาเล่นที่เมืองเล็กๆ ในโรงละครเล็กๆ คงเสียชื่อเสียง การถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่าสร้างความน้อยใจให้ชาวคอสตาริกามาก เมื่อไม่มีมหรสพ ชาวสเปนและนักท่องเที่ยวก็มองข้าม ไม่มาเยือน แม้ว่าจะมีกาแฟดีเพียงใดก็ตาม

ในพ.ศ. 2440 กลุ่มพ่อค้ากาแฟจึงจับมือกันระดมเงิน สร้างระบบจัดเก็บภาษีกาแฟของตัวเอง เพื่อระดมทุนสร้างโรงมหรสพอันคู่ควรที่เราเห็นความงดงามมากับตา แต่สิ่งที่เราอมยิ้มให้กับชาวคอสตาริกาคือ การพลิกมุมริเริ่มทำอะไรดีๆ ทุ่มเทสุดตัว จนเรื่องการสร้างชาติและการปลูกกาแฟกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

ดูงาน คอสตาริกา ตัดงบทหารมาพัฒนาประเทศ จนมีสัดส่วนป่าสงวนมากสุดในโลก และระบบสาธารณสุขดีสุดในอเมริกากลาง

เมื่อมีน้อยและมีสิ่งเดียว จึงหวงแหนดั่งชีวิต

คอสตาริกาเป็นประเทศเล็ก แต่เล็กพริกขี้หนู ในด้านการสร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างเอกลักษณ์ พัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์อย่างกลมกลืน ครั้งหนึ่งเคยยืนกรานสวนกระแส พัฒนาประเทศด้วยสันติภาพ แทนที่จะเป็นสงคราม ครั้งนี้พวกเขายืนหยัดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน และประกาศเรื่องการปลอดขยะพลาสติก

โจทย์ขยะพลาสติกช่างดูท้าทาย แต่ขอให้ความเล็ก ความรู้คุณธรรมชาติ และความเป็นผู้นำในการทำสิ่งดีๆ แบบทำจริง ทำก่อน ทำไว ของคอสตาริกา จุดประกายให้อีกหลายประเทศ ก่อนที่ธรรมชาติจะสูญไปแบบไม่หวนคืน

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

กชกร วรอาคม

ภูมิสถาปนิก ผู้ออกแบบงานพื้นที่สาธารณะ อุทยานจุฬาฯ 100 ปี, สวนป๋วย 100 ปี, สวนสุขวนา และอีกหลากหลายพื้นที่เพื่อเมืองที่ดี

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

3 กุมภาพันธ์ 2566
52

คงต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลากว่า 1,131 วัน ท่องเที่ยวไปมาหลายแห่ง บุกป่าฝ่าดง หอบข้าวของขึ้นไปกางเต็นท์ก็หลายจุด เพียงแต่ปลายทางในครั้งนี้เห็นจะเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป แต่เมื่อแบรนด์กาแฟอย่าง ‘อินทนิล’ ทำกาแฟดริปแบบ Single Origin ออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีใหม่ ผมจึงอยากรู้ว่า 3 แหล่งที่อินทนิลเลือกมามีความพิเศษยังไง

Single Origin ของอินทนิลคราวนี้ประกอบด้วย กาแฟแม่แจ๋ม (Fruity Taste) จากจังหวัดลำปาง กาแฟป่าแป๋ (Nutty Taste) และกาแฟเทพเสด็จ (Special Taste) จากจังหวัดเชียงใหม่ ย้อนไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อินทนิลเคยออกกาแฟออร์แกนิกดริปมาแล้ว เป็นเมล็ดออร์แกนิกอาราบิก้าแบบเดียวกับที่ใช้ในร้าน ซึ่งมาจาก 2 แหล่งเพาะปลูกหลัก คือ ป่าแป๋และแม่แจ๋ม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมอินทนิลถึงเลือก กาแฟเทพเสด็จ มาใช้กับ Single Origin ในครั้งนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวไฮไลต์เสียด้วย

แม้ว่าการเดินทางไปยังดอยสะเก็ด เพื่อขึ้นไปดูไร่กาแฟ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางบงและหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จะไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตใกล้เรียนจบของผมแม้แต่น้อย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับหมู่บ้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องราวหลังบ้านของเกษตรกรเจ้าของไร่กาแฟที่น้อยคนจะรู้มาก่อน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#01

หมู่บ้านปางบง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 เมตร

เอาเข้าจริงแล้ว การเยือนไร่กาแฟในครั้งนี้ไม่ค่อยยากลำบากอย่างที่เด็กกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตรอบล้อมไปด้วยต้นไม้คอนกรีตหรือเสาไฟฟ้าอย่างผมคาดการณ์ไว้ 

การเดินทางไปหมู่บ้านปางบงไม่ถึงกับต้องขึ้นเขาลงห้วย (ถ้าไม่นับการนั่งรถขึ้นดอยนะ) หรือเดินทางไกลอะไรมากมาย แถมยังได้นั่งจิบกาแฟดริป ชิมบรรยากาศรับลมหนาว พักสายตาด้วยสายธารด้านล่าง และรับกลิ่นโชยของป่าเขา ณ ร้านดอยปางบง กาแฟ & ฟาร์มสเตย์ ของ คุณนนท์-อานนท์ พวงเสน เจ้าของไร่กาแฟในหมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและผ่อนกายคลายใจได้พอสมควร

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ คุณนนท์เจ้าของไร่แห่งนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟไทย (Thai Coffee Excellence) ด้วยกระบวนการ Wet Process ในปี 2021 และ Honey Process ในปี 2022 อีกด้วย

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

คุณนนท์อธิบายความหมายของ Honey Process ให้ผมผู้มีความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์เข้าใจอย่างง่ายว่า ในกระบวนการแปรรูปผลกาแฟสดจาก ‘กะลา’ ให้กลายเป็น ‘เมล็ดกาแฟ’ (สารกาแฟ) นั้น มี 3 กรรมวิธีที่คนนิยมกัน ได้แก่ 

1. Wet / Washed Process คือการนำผลกาแฟที่สุกจากต้นมากะเทาะเปลือก แล้วจึงนำตัวกะลาไปแช่น้ำกำจัดเมือกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งหากเปรียบกับข้าว กะลาเหมือนเปลือกข้าวที่ยังไม่ได้สี จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้พร้อมเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับคั่ว

2. Dry Process คือการนำผลกาแฟไปตากให้แห้งทั้งเปลือก แล้วค่อยนำไปสีเอาเปลือกออก

3. Honey Process วิธีนี้ไม่ได้มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการนำกะลาไปตากทันทีหลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว โดยข้ามขั้นตอนแช่น้ำขจัดเมือก กาแฟที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความเปรี้ยวต่ำ (Lower Acidity) และติดรสละมุนจากความหวานซึ่งจางอ่อนตามธรรมชาติมากกว่าเมล็ดทั่วไป

วกกลับมาที่การเดินทาง หลังจากเสพบรรยากาศจนอิ่มหนำสำราญ กินกาแฟคั่วกลางและอ่อนพอให้ได้สัมผัสรสชาติ จากนั้นผมก็กลับขึ้นรถเพื่อไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางลงดอย เมื่อร่างกายกระทบกับเบาะนิ่ม ๆ ก็เหมือนระลึกและเลิกหลอกตัวเองในทันทีว่า มันก็เหนื่อยใช้ได้เลยเหมือนกัน

ไหนจะทางลาดชันอันขรุขระ ที่หากรองเท้าไม่พร้อม คงมีลำบากกันไปข้างสองข้าง หรือจะเป็นการต้องมุดดงพงไพรตามคุณนนท์เข้าไปในไร่ เดินไป คุยไป ทั้งกรรมวิธีการปลูก เก็บ และการต่ออายุต้นกาแฟ เรียกได้ว่าแกขยันเดินให้เราตามไปทุกหนแห่งที่พอจะไปได้จริง ๆ

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

“ที่นี่เดินง่ายกว่าสวนอื่นอีกนะ” คุณนนท์ว่า ส่วนผมนั้นได้แต่คิดว่า ไม่อยากจินตนาการถึงสวนอื่นเลยครับ

ระหว่างทางเป็นที่ร่มและโล่งแจ้งสลับกันไปตามความสูงใหญ่ของต้นไม้ในพื้นที่ คุณนนท์บอกว่า การปล่อยให้ต้นกาแฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีแต่จะส่งผลเสีย เพราะสารอาหารจะน้อยลง และผลผลิตก็จะน้อยลงตาม ด้วยเหตุนี้ เหล่าคนทำไร่กาแฟจึงจำเป็นต้องทำสาวหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นกิ่งใหม่และไม่สูงจนเกินไป แต่การทำอย่างนั้นก็ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตในช่วง 1 – 2 ปีแรก ก่อนที่จะกลับมามีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีที่ 3 – 4

“ข้อดีกับข้อเสียมันบาลานซ์กันครับ” คุณนนท์ว่า

พูดถึงที่ร่มกับที่โล่งแจ้ง ตรงส่วนนี้ก็มีผลกับกาแฟนะครับ คุณนนท์บอกว่าที่โล่งแจ้งมีโอกาสจะได้ผลผลิตมากกว่า เพราะผลกาแฟจะสุกไว ในทางกลับกัน ต้นไม้ก็มีโอกาสที่จะติดโรคตามธรรมชาติได้มากกว่า

ในขณะที่การปลูกในพื้นที่ร่ม คุณภาพของผลผลิตย่อมดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณน้อยลงจากระยะเวลาที่แต่ละผลจะสุกช้าลงเช่นกัน 

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่โรค แมลง หรือสภาพอากาศ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งทราบ มันนับเป็นปัญหาที่หากเกิดแล้วจะแก้ไขได้ยาก และจะส่งผลกระทบต่อไร่กาแฟไม่มากก็น้อย 

สิ่งนั้นคือ ปัญหาแรงงาน

คุณนนท์ยืนยันว่า ‘เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด’ เนื่องจากถ้าในหมู่บ้านไม่มีแรงงาน เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องไปจ้างคนจากข้างล่างขึ้นมา แต่ปัญหาคืออย่างในปีนี้ แรงงานไม่ค่อยขึ้นมากันแล้ว เนื่องจากหากเก็บผลผลิตได้มากพอ พวกเขาว่าไม่คุ้มค่าแรง แถมการเก็บผลกาแฟจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เก็บกันทีละลูก ค่อย ๆ คัด ค่อย ๆ หาลูกที่สุกสมบูรณ์

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ ฤดูเก็บเกี่ยวของกาแฟดันไม่เหมือนใครเพื่อนในวงการพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ และไม่ได้จบในการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว

โดยแบ่งออกได้ 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : พฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลกาแฟเพิ่งสุกใหม่ และเป็นช่วงสำหรับคัดอันที่เป็นโรคทิ้ง

ช่วง 2 และ 3 : ธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่ผลกาแฟสุกสมบูรณ์ที่สุด

ช่วงที่ 4 : กุมภาพันธ์ เรียกกันว่า ช่วงรูด นั่นคือการเก็บทั้งผลที่สุกและไม่สุกออกจากต้นให้หมด เพื่อไม่ให้ทับกับดอกของกาแฟที่กำลังจะบาน

“กาแฟเป็นพืชที่เอาใจยาก (หัวเราะ)” ผมเห็นด้วยกับคุณนนท์ทุกประการ บนเส้นทางที่เดินลำบากแล้ว พืชผลระหว่างทางกลับเอาใจและดูแลยากกว่าอีกครับ 

แต่ในความยากลำบากของกาแฟ คุณนนท์ก็พยายามตามใจพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คว้ารางวัลจากการประกวดสุดยอดกาแฟไทยมาได้ ซึ่งสำหรับผมที่ยังไม่ใช่คอกาแฟ (อนาคตก็ไม่แน่) ตอนที่ได้ลิ้มรสกาแฟดริปของคุณนนท์ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้รู้สึกละมุนลิ้น รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยว และเมื่อกินน้ำเปล่าตามก็ยังมีความหวานค้างอยู่ในปาก

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#02

หมู่บ้านแม่ตอนหลวง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,300 – 1,500 เมตร

สำหรับวันที่ 2 ณ หมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ และจังหวัดเชียงใหม่เช่นเคย มันคือความลำบากอย่างที่จินตนาการไว้แล้วครับ เรียกได้ว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าว โน้มตัวผิดองศา ขาพันกันแม้เพียง 1 ม้วน ก็มีโอกาสกลิ้งหลายตลบม้วนลงทางลาด ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เขียนบทความนี้อยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน

เพราะที่นี่คือไร่กาแฟของ ลุงเทียม-บุญเทียม ขันเป็ง ซึ่งมีขนาด 38 ไร่ ส่วนบน 28 กับส่วนล่างอีก 10 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าผมได้ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

บันไดธรรมชาติสูงชันและน่ากลัว นั่นคือคำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากเห็นทางขึ้นไปยังไร่ส่วนบน เอาเข้าจริงไม่ใช่บันไดด้วยซ้ำ มันคือทางดินลาดชันที่สึกกร่อนตามธรรมชาติจนมีลักษณะคล้ายบันได ส่วนความสมประกอบคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะสภาพเหมือนจงใจให้เราก้าวพลาดได้โดยไม่ยากเย็น

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน ผมได้พบกับไร่ขนาดใหญ่ของลุงเทียมที่ก็ลาดชันเหมือนเดิม เป็นไร่กาแฟขนาดใหญ่ที่หากดูไกล ๆ คงเหมือนเนินเขาสีเขียวทั่วไป แถมยังไม่มีทางเดินไว้รองรับรอยเท้าของมนุษย์แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องทำสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา คือทำใจและระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะถึงคุณลุงจะบอกว่าเดินขึ้นลงตรงไหนก็ได้ แต่พอพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาตัวเอง ผมว่ามันก็ลื่นไถลตรงไหนก็ได้เหมือนกัน

ระหว่างทางลุงเทียมให้ทั้งข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ซึ่งประเด็นต่างไปจากไร่ของคุณนนท์ตรงอายุของต้นกาแฟ เพราะต้นกาแฟของคุณลุงเทียมมีอายุน้อยกว่า ผลที่ได้รับจึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบสังเกตเห็นได้

เวลาส่วนใหญ่ที่เราใช้ไปในวันนี้คือการปีนป่ายให้ทันตามคุณลุง ทั้งจับพื้น ตะกุยดิน คว้ารากต้นไม้ข้างทาง เพื่อเดินขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆ ให้ทันลุงเทียมที่เดินขึ้นไปอย่างง่ายดายเหมือนขึ้นสะพานลอย

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

และมีคำเตือนมาฝาก หากมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในไร่กาแฟที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับผม อย่าจับหรือคว้าต้นกาแฟเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะผลกาแฟนั้นร่วงจากต้นง่ายมาก ซึ่งลูกที่ร่วงจะถูกนับเป็นคนละเกรดกับลูกที่เก็บสด ๆ จากต้น ฉะนั้น ถ้าไม่อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ อย่าไปทำพืชผลเขาเสียหายนะครับ

อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่างไร่ของคุณนน์กับลุงเทียมคือเรื่องแรงงาน ลุงเทียมยังคงหาแรงงานขึ้นมาช่วยเก็บกาแฟได้ในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งปรับขึ้นมาจากแต่ก่อนที่ราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ราคาการรับซื้อกาแฟเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราได้ข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนามาว่า ผลกาแฟ 5 กิโลกรัม ได้กะลา 1 กิโลกรัม ตอนนี้ราคารับซื้อผลกาแฟขึ้นมาประมาณ 15% ส่วนราคากะลาขึ้นมาประมาณ 40% และยังคงมีวี่แววจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ราคาคงเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะฝนหลงฤดูที่ทำให้ผลกาแฟหล่นลงพื้น จนปริมาณเก็บเกี่ยวลดลง อย่างที่บอกไปครับว่า กาแฟที่ดีต้องเด็ดสด ๆ จากต้น

หลังจากที่ลุงเทียมอธิบายและพาผมเดินไปยังทางลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “เคยมีคนไหลตกลงไปบ้างไหมครับ”

ลุงเทียมหัวเราะ และคำตอบของลุงก็ชวนให้ผมเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

และแล้วก็มาถึงทางลงที่ดูจะปลอดภัยกับผู้มาเยือนมากขึ้น แล้วลุงเทียมก็พูดขึ้นว่า “จริง ๆ ขึ้นทางนี้ก็ได้ มันง่ายกว่า” พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างน้อยผมก็ได้มีเรื่องราวความลำบากมาเขียนแล้วกัน

ก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมได้นั่งท้ายรถกระบะมาเยี่ยมเยียนบ้านคุณลุงในหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลุงเทียมทั้งโม่ (กะเทาะเปลือก) แช่ และตากกาแฟทั้งหมดจากไร่ของตัวเอง

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

น่าเสียดายที่ลุงเทียมส่งกาแฟทั้งหมดไปขายแล้ว เราจึงไม่มีโอกาสได้ชิม แต่จากการปลูก ณ จุดสูงสุดของตำบลเทพเสด็จที่ผนวกรวมเข้ากับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ได้โล่งแจ้งจนชวนให้กังวลว่าผลผลิตจะติดโรค และไม่ได้ร่มรื่นจนยากที่จะสุกทันฤดูเก็บเกี่ยว เรียกได้ว่าไร่ของลุงเทียมเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยมากมายที่จะทำให้ผลกาแฟนั้นออกมาดีมากถึงมากที่สุด  

ใครจะไปคิดครับว่า แม้ราคารับซื้อผลกาแฟจะมากขึ้น แต่ชาวไร่กาแฟกลับต้องประสบทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จำนวนผลผลิตที่ลดลงจากฝนหลงฤดูในช่วงปลายปีก่อน และอีกหลายปัญหาที่อาจส่งผลต่อทั้งวงการในระยะยาว

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟของทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งดี’ หมายถึงยิ่งปลูกกาแฟในที่สูง คุณภาพก็จะออกมาดีตามได้ ซึ่งในฐานะที่ผมได้ไปเห็นกระบวนการและปัญหาตั้งแต่ต้นเปลือกยันปลายกะลา การันตีได้เลยครับว่า คุณภาพและธรรมชาติที่อยู่อย่างเป็นมิตรกับผู้ดื่ม ทำให้กาแฟจากทั้ง 2 หมู่บ้านมีคุณค่าและทุกคนควรได้ลิ้มลองสักครั้งจริง ๆ สำหรับใครที่สนใจกาแฟของคุณนนท์และคุณลุงเทียม รวมถึงผลผลิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลเทพเสด็จ โดยกลุ่มสมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตกาแฟ จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ไปลิ้มรสชาติ Single Origin Drip Coffee Special Series กาแฟดริปใหม่ล่าสุดจากอินทนิลกันได้แล้ววันนี้ และไม่ว่าในอนาคต เราอาจได้ชิมกาแฟจากเทพเสด็จที่ร้านอินทนิลในรูปแบบเมล็ดกาแฟชงสด ๆ ก็เป็นได้

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ทำความรู้จักกับรสชาติของ Single Originดริปคอฟฟี่ซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

  • Mae Jaem กาแฟออร์แกนิกดริป แม่แจ๋ม จากหมู่บ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.แม่ปาน จ.ลำปาง
  • Pa Pae กาแฟออร์แกนิกดริป ป่าแป๋ จาก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  • Thep Sadet กาแฟดริปเทพเสด็จ จากเขตโครงการหลวงป่าเมี่ยง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา

พบกับ Single Origin ทั้ง 3 แหล่งได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปที่ร้านอินทนิล

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load