เราติดใจรองเท้า Converse มาตั้งแต่ตอนได้ดูหนัง Rocky ครั้งแรก ฉากที่ Sylvester Stallone วิ่งทั่วเมืองฟิลาเดลเฟีย จนมาหยุดที่หน้า Philadelphia Museum of Art ที่กลายมาเป็นโปสเตอร์หนังในตำนานถึงวันนี้

หนังเรื่องนี้ออกฉายใน ปี 1976 ถ้ามองย้อนกลับไปอีกจะพบว่า รองเท้า Converse Chuck Taylor รุ่นนี้มีมาก่อนหน้าตั้งแต่ยุค 1920 แล้ว น่าทึ่งที่กว่าร้อยปีผ่านไป รองเท้าคู่เดียวกันยังคงเป็นรองเท้าคู่ใจของวัยรุ่นเหมือนเก่า และน่าสนใจยิ่งไปอีกกับอนาคตของรองเท้ารุ่นนี้ในอีกร้อยปีถัดไป ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน 

ที่ผ่านมา Chuck Taylor ใช้หลากหลายวัสดุ ทั้งผ้าแคนวาส ผ้าคอตตอน ผ้าเดนิม กำมะหยี่ หนัง ไปจนถึงหนังกลับ จนมาถึงในยุคที่คนหันมาตระหนักถึงปัญหาทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กระบวนการผลิตสินค้าต่างเป็นการใช้ทรัพยากรและเพิ่มขยะทั้งสิ้น ธุรกิจเริ่มนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ และก็ถึงเวลาที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อายุ 110 ปีอย่างคอนเวิร์สต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า Chuck Taylor อยากเติบโตเป็นอะไร และแบรนด์อยากให้คนจดจำในแบบไหน

ความรับผิดชอบที่ใหญ่ที่สุดของคอนเวิร์สในวันนี้คือ การสร้างสรรค์รองเท้าที่ผู้คนสามารถสวมใส่เพื่อแสดงตัวตนของตัวเองได้ทั้งในวันนี้ และในอีก 110 ปีข้างหน้า 

Converse Chuck Taylor
Converse Chuck Taylor

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของรองเท้าอายุกว่าศตวรรษ

กว่าร้อยปีที่คอนเวิร์สพยายามปรับเปลี่ยนและพัฒนารองเท้าผ้าใบรุ่น Chuck Taylor ที่เริ่มจากการเป็นรองเท้าสำหรับเล่นบาสเกตบอล ก่อนจะดีไซน์ใหม่ให้มีการซัพพอร์ตและยืดหยุ่นมากขึ้นจากการร่วมมือของนักบาสเกตบอลชาวอเมริกันอย่าง Chuck Taylor หลังจากผ่านการพัฒนาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างรองเท้าที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว เนื้อผ้าชนิดต่างๆ จนกลายเป็นรองเท้าไลฟ์สไตล์คู่เก๋าสำหรับคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อย่างปัจจุบัน รองเท้ารุ่นนี้เดินทางมาเรื่อยๆ แม้เอกลักษณ์และหน้าตาจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับแบรนด์คอนเวิร์สที่ในวันนี้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อหาวิธีการที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

กลยุทธ์สำคัญอาจไม่ต่างจากแบรนด์ในตลาดอื่นๆ คือการนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ แต่ความตั้งใจของคอนเวิร์สคือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่จะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปในอีกศตวรรษข้างหน้า โดยเริ่มจากรองเท้ารุ่นคลาสสิก Chuck Taylor ก่อนใครเพื่อน

คอลเลกชัน Renew เริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน เมื่อ Converse Concept Creation Center หรือ C4 ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ต้องการผลักดันให้รองเท้ารุ่น Chuck Taylor ไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ Brandon Avery ผู้นำทีมเกิดไอเดียแปลกๆ ขึ้น เขาขอให้พนักงาน 25 คนนำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วหรือมีความหลังดีๆ กับมันมา แล้วนำเสื้อผ้าเหล่านั้นไปผ่านกระบวนการผลิตให้ออกมาเป็นรองเท้า Chuck Taylor ซึ่งตัวเขาเองก็ได้รองเท้าผ้าใบ 2 คู่จากผ้าห่มของลูกเหมือนกัน แต่แค่ผลลัพธ์เป็นรองเท้าที่สวยและได้มาตรฐานยังไม่พอสำหรับคอนเวิร์ส เพราะโจทย์ข้อใหญ่ที่ทุกบริษัทระดับโลกต้องคิดถึงคือ สเกล

Converse Chuck Taylor

นี่ไม่ใช่นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์!

“เราต้องหนีจากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เป็นนวัตกรรมในกระบวนการผลิต” 

ทั้ง Avery และทีมต้องกลับมาพิจารณาไอเดียตั้งต้นอีกครั้ง เพราะการผลิตรองเท้าจากวัสดุเหลือใช้ทีละคู่ๆ ไม่สามารถรองรับอุปสงค์จากทั้งโลกได้ ถ้าไม่ทำในจำนวนมาก ก็อาจจะไม่สามารถสร้างผลกระทบใดๆ ได้เลย 

ขณะที่หลายแบรนด์ใหญ่ตัดสินใจเปลี่ยนกระบวนการผลิตโดยสิ้นเชิง 

คอนเวิร์สพยายามยึดกระบวนการที่ทำกันอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ผลิตมากนัก ยกตัวอย่างเช่นจะไม่มีการลงทุนในเครื่องจักรใหม่ โดยยังมีเป้าหมายเดิมคือผลิตรองเท้าที่ทุกคนชื่นชอบจากวัสดุที่ช่วยสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นได้ ทำให้แบรนด์ต้องไปร่วมมือกับหลายภาคส่วนเพื่อผลิตสินค้าในจำนวนมาก เกิดเป็นคอลเลกชัน Renew ที่ประกอบไปด้วยวัสดุจากกระบวนการ 3 แบบ คือ Renew Canvas, Renew Denim และ Renew Cotton

Converse Chuck Taylor

Renew Canvas: 11 ขวด = รองเท้า 1 คู่

Renew Canvas คือการนำขวดพลาสติก PET มาผ่านกระบวนการผลิตเป็นเส้นใย คอนเวิร์สร่วมมือกับ First Mile ในเครือ Thread International บริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับการรีไซเคิลผ้า โดยนำขวดพลาสติกจากประเทศกำลังพัฒนามาใช้ในกระบวนการ นอกจากจะได้แหล่งวัสดุจำนวนมากแล้ว ยังเป็นการนำขยะออกจากสิ่งแวดล้อมของประเทศเหล่านั้น สร้างงานให้คนในชุมชน และได้ชุบชีวิตวัสดุขึ้นใหม่ออกมาในรูปแบบที่คนทั่วโลกต่างต้องการ 

รองเท้า 1 คู่ ต้องใช้ขวดพลาสติก 11 ขวดเพื่อนำมาผ่านกระบวนการผลิตให้ได้เส้นใยโพลีเอสเตอร์ ก่อนจะนำมาพัฒนาให้เป็นผ้าแคนวาสอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคอนเวิร์ส ที่แม้ในช่วงแรกจะมีปัญหาว่าเนื้อผ้าที่ได้นั้นมันวาวกว่าที่ควรจะเป็นไปสักหน่อย แต่ก็ปรับกันจนได้เนื้อผ้าที่ตรงใจทั้งผู้ผลิตและผู้ใส่ ที่สำคัญ ข้อได้เปรียบของผ้าที่ทำจาก PET คือสามารถดูดซับสีสันได้เยี่ยม และดูดีมากขึ้นไปอีกเมื่อเวลาผ่านไป

chuck taylor renew canvas

Renew Denim: ไม่เหมือนกันเลยสักคู่

กางเกงยีนส์เก่า 1 ตัวสามารถผลิตรองเท้าผ้าเดนิมได้อย่างน้อย 1 คู่ แต่ปัญหาคือจะหากางเกงยีนส์จำนวนมากได้จากไหน โชคดีที่ได้เจอกับ Beyond Retro แบรนด์แฟชั่นวินเทจในสหราชอาณาจักร ซึ่งสามารถหากางเกงยีนส์เก่าให้คอนเวิร์สได้ถึง 10,000 ตัวต่อซีซั่น จึงเริ่มมีการทดลองส่งกางเกงยีนส์เก่า 10,000 ตัวไปให้โรงงานผู้ผลิต และพบว่าการส่งกางเกงยีนส์กับการส่งผ้าม้วนแตกต่างกันมาก ทั้งในเรื่องกระบวนการและต้นทุน เลยทำให้คอนเวิร์สต้องกลับมาคิดหนักอีกครั้ง หลังจากปรึกษากับผู้ผลิตก็ได้ข้อสรุปว่า แทนที่จะใช้สายการผลิตรองเท้าจากผ้าแคนวาส ก็ไปใช้สายการผลิตรองเท้าหนัง และแทนที่จะส่งกางเกงยีนส์เป็นตัวๆ ก็ทำการเลาะกางเกงออกมาเป็นผ้าแผ่นๆ ก่อน เหมือนเวลาส่งหนังที่เป็นแผ่นรูปร่างเหมือนผีเสื้อ แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว

ผ้าเดนิมเก่าเหล่านี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะสี ได้แก่ สีอ่อน สีเข้มปานกลาง และสีเข้ม และเพราะกางเกงยีนส์ต่างมีสีสันและเอกลักษณ์เฉพาะตัว Renew Denim Chuck Taylor จึงไม่เหมือนกันเลยสักคู่

Renew Cotton: ต้องรีไซเคิลขยะตัวเองด้วย

ทั้ง Renew Canvas และ Renew Denim คือการนำขยะจากข้างนอกมารีไซเคิลให้เป็นเนื้อผ้าที่นำไปทำรองเท้า Chuck Taylor แต่คอนเวิร์สมองว่า นอกจากขยะของคนอื่นแล้ว ยังต้องรีไซเคิลขยะที่เกิดจากบริษัทตัวเองด้วยเช่นกัน ในกระบวนการผลิตและมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดของคอนเวิร์ส โดยเฉพาะรองเท้าผ้าสีคลาสสิกอย่างขาวและดำ ทำให้มีเศษผ้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์มากมาย จึงเกิดเป็น Renew Cotton จากการนำผ้าเหล่านั้นมาผ่านกระบวนการเกิดเป็นเส้นใยคอตตอน 40 เปอร์เซ็นต์ ก่อนจะนำมาผสมกับเส้นใยโพลีเอสเตอร์ เกิดเป็นเนื้อผ้าใหม่ สีใหม่ และจะยังพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

ชีวิตสั้นเกินกว่าจะทิ้งขว้าง

จากกระบวนการรีไซเคิลต่างๆ กลายมาเป็นรองเท้าคอนเวิร์สรุ่นพิเศษที่น่ารักอย่าบอกใคร ทั้งสีสันสดใสและคำคมที่เขียนไว้ข้างรองเท้า

“Life’s too short to waste.” เราชอบที่แบรนด์เล่นกับประโยคสุดคลาสสิกที่มีอยู่ในทุกสำนักคำคม 

chuck taylor renew canvas

Waste ในที่นี่แปลได้สองความหมาย หนึ่งคือ ชีวิตสั้นเกินกว่าจะปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ และสองคือ ชีวิตสั้นเกินกว่าจะทิ้งขยะ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ก็ดูเหมือนจะเป็นหลักการในการใช้ชีวิตที่ดีทั้งนั้น

แม้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของคอนเวิร์สอาจจะยังไม่สามารถสร้างผลกระทบที่เห็นได้ทันที ก็นับว่าเป็นก้าวแรกที่น่าชื่นใจ คอนเวิร์สเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้จะต้องมีวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่านี้ ดีกว่านี้ และพวกเขาคงไม่มีวันเดินไปถึงจุดที่เจอทางออกที่ยั่งยืนและดีที่สุด เพราะถ้ามีวันนั้นอยู่จริง แปลว่าพวกเขาได้ปฏิเสธที่จะพัฒนาต่อไปแล้ว

เราก้มลงมองรองเท้า Chuck Taylor ผ้าแคนวาสสีดำที่กำลังใส่อยู่อีกครั้ง รองเท้าคู่เดียวกันกับ Rocky จากภาพยนตร์ที่มีมาเกือบ 50 ปีแล้ว ดีใจที่รู้ว่าคอนเวิร์สคอลเลกชัน Renew ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลนี้ จะยังอยู่ต่อไปเป็นอีกสิบปี ยี่สิบปี ห้าสิบปี หรือแม้แต่กระทั่งร้อยปีต่อไป เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า คอนเวิร์สไม่ได้ออกแบบรองเท้าสำหรับวันนี้เพียงอย่างเดียว แต่มองไปถึงวันข้างหน้าด้วยเช่นกัน

คอลเลกชัน Renew มาพร้อมรองเท้าทั้งหมด 3 รุ่นคือ Chuck Taylor, Chuck Taylor All Star และ Chuck 70 สำหรับรุ่น Renew Canvas มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ รุ่น Renew Denim กำลังจะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ และรุ่น Renew Cotton จะออกมาให้เราเห็นในซีซั่น Spring/Summer 2020 สามารถชมสินค้าคอลเลกชันนี้ได้ที่ร้าน Converse สาขาสยาม ดิสคัฟเวอรี่ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 สาขาเซ็นทรัล พระราม 2 และสาขาเมกา บางนา หรือติดตามข่าวสารและข้อมูลการจำหน่ายได้ที่ www.converse.co.th

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565
64

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load