8 สิงหาคม 2562
12.38 K

เราติดใจรองเท้า Converse มาตั้งแต่ตอนได้ดูหนัง Rocky ครั้งแรก ฉากที่ Sylvester Stallone วิ่งทั่วเมืองฟิลาเดลเฟีย จนมาหยุดที่หน้า Philadelphia Museum of Art ที่กลายมาเป็นโปสเตอร์หนังในตำนานถึงวันนี้

หนังเรื่องนี้ออกฉายใน ปี 1976 ถ้ามองย้อนกลับไปอีกจะพบว่า รองเท้า Converse Chuck Taylor รุ่นนี้มีมาก่อนหน้าตั้งแต่ยุค 1920 แล้ว น่าทึ่งที่กว่าร้อยปีผ่านไป รองเท้าคู่เดียวกันยังคงเป็นรองเท้าคู่ใจของวัยรุ่นเหมือนเก่า และน่าสนใจยิ่งไปอีกกับอนาคตของรองเท้ารุ่นนี้ในอีกร้อยปีถัดไป ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน 

ที่ผ่านมา Chuck Taylor ใช้หลากหลายวัสดุ ทั้งผ้าแคนวาส ผ้าคอตตอน ผ้าเดนิม กำมะหยี่ หนัง ไปจนถึงหนังกลับ จนมาถึงในยุคที่คนหันมาตระหนักถึงปัญหาทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กระบวนการผลิตสินค้าต่างเป็นการใช้ทรัพยากรและเพิ่มขยะทั้งสิ้น ธุรกิจเริ่มนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ และก็ถึงเวลาที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อายุ 110 ปีอย่างคอนเวิร์สต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า Chuck Taylor อยากเติบโตเป็นอะไร และแบรนด์อยากให้คนจดจำในแบบไหน

ความรับผิดชอบที่ใหญ่ที่สุดของคอนเวิร์สในวันนี้คือ การสร้างสรรค์รองเท้าที่ผู้คนสามารถสวมใส่เพื่อแสดงตัวตนของตัวเองได้ทั้งในวันนี้ และในอีก 110 ปีข้างหน้า 

Converse Chuck Taylor
Converse Chuck Taylor

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของรองเท้าอายุกว่าศตวรรษ

กว่าร้อยปีที่คอนเวิร์สพยายามปรับเปลี่ยนและพัฒนารองเท้าผ้าใบรุ่น Chuck Taylor ที่เริ่มจากการเป็นรองเท้าสำหรับเล่นบาสเกตบอล ก่อนจะดีไซน์ใหม่ให้มีการซัพพอร์ตและยืดหยุ่นมากขึ้นจากการร่วมมือของนักบาสเกตบอลชาวอเมริกันอย่าง Chuck Taylor หลังจากผ่านการพัฒนาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างรองเท้าที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว เนื้อผ้าชนิดต่างๆ จนกลายเป็นรองเท้าไลฟ์สไตล์คู่เก๋าสำหรับคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อย่างปัจจุบัน รองเท้ารุ่นนี้เดินทางมาเรื่อยๆ แม้เอกลักษณ์และหน้าตาจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับแบรนด์คอนเวิร์สที่ในวันนี้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อหาวิธีการที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

กลยุทธ์สำคัญอาจไม่ต่างจากแบรนด์ในตลาดอื่นๆ คือการนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ แต่ความตั้งใจของคอนเวิร์สคือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่จะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปในอีกศตวรรษข้างหน้า โดยเริ่มจากรองเท้ารุ่นคลาสสิก Chuck Taylor ก่อนใครเพื่อน

คอลเลกชัน Renew เริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน เมื่อ Converse Concept Creation Center หรือ C4 ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ต้องการผลักดันให้รองเท้ารุ่น Chuck Taylor ไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ Brandon Avery ผู้นำทีมเกิดไอเดียแปลกๆ ขึ้น เขาขอให้พนักงาน 25 คนนำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วหรือมีความหลังดีๆ กับมันมา แล้วนำเสื้อผ้าเหล่านั้นไปผ่านกระบวนการผลิตให้ออกมาเป็นรองเท้า Chuck Taylor ซึ่งตัวเขาเองก็ได้รองเท้าผ้าใบ 2 คู่จากผ้าห่มของลูกเหมือนกัน แต่แค่ผลลัพธ์เป็นรองเท้าที่สวยและได้มาตรฐานยังไม่พอสำหรับคอนเวิร์ส เพราะโจทย์ข้อใหญ่ที่ทุกบริษัทระดับโลกต้องคิดถึงคือ สเกล

Converse Chuck Taylor

นี่ไม่ใช่นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์!

“เราต้องหนีจากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เป็นนวัตกรรมในกระบวนการผลิต” 

ทั้ง Avery และทีมต้องกลับมาพิจารณาไอเดียตั้งต้นอีกครั้ง เพราะการผลิตรองเท้าจากวัสดุเหลือใช้ทีละคู่ๆ ไม่สามารถรองรับอุปสงค์จากทั้งโลกได้ ถ้าไม่ทำในจำนวนมาก ก็อาจจะไม่สามารถสร้างผลกระทบใดๆ ได้เลย 

ขณะที่หลายแบรนด์ใหญ่ตัดสินใจเปลี่ยนกระบวนการผลิตโดยสิ้นเชิง 

คอนเวิร์สพยายามยึดกระบวนการที่ทำกันอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ผลิตมากนัก ยกตัวอย่างเช่นจะไม่มีการลงทุนในเครื่องจักรใหม่ โดยยังมีเป้าหมายเดิมคือผลิตรองเท้าที่ทุกคนชื่นชอบจากวัสดุที่ช่วยสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นได้ ทำให้แบรนด์ต้องไปร่วมมือกับหลายภาคส่วนเพื่อผลิตสินค้าในจำนวนมาก เกิดเป็นคอลเลกชัน Renew ที่ประกอบไปด้วยวัสดุจากกระบวนการ 3 แบบ คือ Renew Canvas, Renew Denim และ Renew Cotton

Converse Chuck Taylor

Renew Canvas: 11 ขวด = รองเท้า 1 คู่

Renew Canvas คือการนำขวดพลาสติก PET มาผ่านกระบวนการผลิตเป็นเส้นใย คอนเวิร์สร่วมมือกับ First Mile ในเครือ Thread International บริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับการรีไซเคิลผ้า โดยนำขวดพลาสติกจากประเทศกำลังพัฒนามาใช้ในกระบวนการ นอกจากจะได้แหล่งวัสดุจำนวนมากแล้ว ยังเป็นการนำขยะออกจากสิ่งแวดล้อมของประเทศเหล่านั้น สร้างงานให้คนในชุมชน และได้ชุบชีวิตวัสดุขึ้นใหม่ออกมาในรูปแบบที่คนทั่วโลกต่างต้องการ 

รองเท้า 1 คู่ ต้องใช้ขวดพลาสติก 11 ขวดเพื่อนำมาผ่านกระบวนการผลิตให้ได้เส้นใยโพลีเอสเตอร์ ก่อนจะนำมาพัฒนาให้เป็นผ้าแคนวาสอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคอนเวิร์ส ที่แม้ในช่วงแรกจะมีปัญหาว่าเนื้อผ้าที่ได้นั้นมันวาวกว่าที่ควรจะเป็นไปสักหน่อย แต่ก็ปรับกันจนได้เนื้อผ้าที่ตรงใจทั้งผู้ผลิตและผู้ใส่ ที่สำคัญ ข้อได้เปรียบของผ้าที่ทำจาก PET คือสามารถดูดซับสีสันได้เยี่ยม และดูดีมากขึ้นไปอีกเมื่อเวลาผ่านไป

chuck taylor renew canvas

Renew Denim: ไม่เหมือนกันเลยสักคู่

กางเกงยีนส์เก่า 1 ตัวสามารถผลิตรองเท้าผ้าเดนิมได้อย่างน้อย 1 คู่ แต่ปัญหาคือจะหากางเกงยีนส์จำนวนมากได้จากไหน โชคดีที่ได้เจอกับ Beyond Retro แบรนด์แฟชั่นวินเทจในสหราชอาณาจักร ซึ่งสามารถหากางเกงยีนส์เก่าให้คอนเวิร์สได้ถึง 10,000 ตัวต่อซีซั่น จึงเริ่มมีการทดลองส่งกางเกงยีนส์เก่า 10,000 ตัวไปให้โรงงานผู้ผลิต และพบว่าการส่งกางเกงยีนส์กับการส่งผ้าม้วนแตกต่างกันมาก ทั้งในเรื่องกระบวนการและต้นทุน เลยทำให้คอนเวิร์สต้องกลับมาคิดหนักอีกครั้ง หลังจากปรึกษากับผู้ผลิตก็ได้ข้อสรุปว่า แทนที่จะใช้สายการผลิตรองเท้าจากผ้าแคนวาส ก็ไปใช้สายการผลิตรองเท้าหนัง และแทนที่จะส่งกางเกงยีนส์เป็นตัวๆ ก็ทำการเลาะกางเกงออกมาเป็นผ้าแผ่นๆ ก่อน เหมือนเวลาส่งหนังที่เป็นแผ่นรูปร่างเหมือนผีเสื้อ แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว

ผ้าเดนิมเก่าเหล่านี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะสี ได้แก่ สีอ่อน สีเข้มปานกลาง และสีเข้ม และเพราะกางเกงยีนส์ต่างมีสีสันและเอกลักษณ์เฉพาะตัว Renew Denim Chuck Taylor จึงไม่เหมือนกันเลยสักคู่

Renew Cotton: ต้องรีไซเคิลขยะตัวเองด้วย

ทั้ง Renew Canvas และ Renew Denim คือการนำขยะจากข้างนอกมารีไซเคิลให้เป็นเนื้อผ้าที่นำไปทำรองเท้า Chuck Taylor แต่คอนเวิร์สมองว่า นอกจากขยะของคนอื่นแล้ว ยังต้องรีไซเคิลขยะที่เกิดจากบริษัทตัวเองด้วยเช่นกัน ในกระบวนการผลิตและมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดของคอนเวิร์ส โดยเฉพาะรองเท้าผ้าสีคลาสสิกอย่างขาวและดำ ทำให้มีเศษผ้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์มากมาย จึงเกิดเป็น Renew Cotton จากการนำผ้าเหล่านั้นมาผ่านกระบวนการเกิดเป็นเส้นใยคอตตอน 40 เปอร์เซ็นต์ ก่อนจะนำมาผสมกับเส้นใยโพลีเอสเตอร์ เกิดเป็นเนื้อผ้าใหม่ สีใหม่ และจะยังพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

ชีวิตสั้นเกินกว่าจะทิ้งขว้าง

จากกระบวนการรีไซเคิลต่างๆ กลายมาเป็นรองเท้าคอนเวิร์สรุ่นพิเศษที่น่ารักอย่าบอกใคร ทั้งสีสันสดใสและคำคมที่เขียนไว้ข้างรองเท้า

“Life’s too short to waste.” เราชอบที่แบรนด์เล่นกับประโยคสุดคลาสสิกที่มีอยู่ในทุกสำนักคำคม 

chuck taylor renew canvas

Waste ในที่นี่แปลได้สองความหมาย หนึ่งคือ ชีวิตสั้นเกินกว่าจะปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ และสองคือ ชีวิตสั้นเกินกว่าจะทิ้งขยะ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ก็ดูเหมือนจะเป็นหลักการในการใช้ชีวิตที่ดีทั้งนั้น

แม้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของคอนเวิร์สอาจจะยังไม่สามารถสร้างผลกระทบที่เห็นได้ทันที ก็นับว่าเป็นก้าวแรกที่น่าชื่นใจ คอนเวิร์สเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้จะต้องมีวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่านี้ ดีกว่านี้ และพวกเขาคงไม่มีวันเดินไปถึงจุดที่เจอทางออกที่ยั่งยืนและดีที่สุด เพราะถ้ามีวันนั้นอยู่จริง แปลว่าพวกเขาได้ปฏิเสธที่จะพัฒนาต่อไปแล้ว

เราก้มลงมองรองเท้า Chuck Taylor ผ้าแคนวาสสีดำที่กำลังใส่อยู่อีกครั้ง รองเท้าคู่เดียวกันกับ Rocky จากภาพยนตร์ที่มีมาเกือบ 50 ปีแล้ว ดีใจที่รู้ว่าคอนเวิร์สคอลเลกชัน Renew ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลนี้ จะยังอยู่ต่อไปเป็นอีกสิบปี ยี่สิบปี ห้าสิบปี หรือแม้แต่กระทั่งร้อยปีต่อไป เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า คอนเวิร์สไม่ได้ออกแบบรองเท้าสำหรับวันนี้เพียงอย่างเดียว แต่มองไปถึงวันข้างหน้าด้วยเช่นกัน

คอลเลกชัน Renew มาพร้อมรองเท้าทั้งหมด 3 รุ่นคือ Chuck Taylor, Chuck Taylor All Star และ Chuck 70 สำหรับรุ่น Renew Canvas มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ รุ่น Renew Denim กำลังจะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ และรุ่น Renew Cotton จะออกมาให้เราเห็นในซีซั่น Spring/Summer 2020 สามารถชมสินค้าคอลเลกชันนี้ได้ที่ร้าน Converse สาขาสยาม ดิสคัฟเวอรี่ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 สาขาเซ็นทรัล พระราม 2 และสาขาเมกา บางนา หรือติดตามข่าวสารและข้อมูลการจำหน่ายได้ที่ www.converse.co.th

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2565
4.66 K

เบื้องหลังคลองภักดีรำไพที่ทอดยาวเลียบไปกับถนน คือทิวทัศน์ของภูเขาและหนึ่งฟ้ากว้างเคล้ากับหมอกจาง ๆ ที่มองแล้วรู้สึกสงบใจ ใครจะคิดว่าวิวนี้มองเห็นได้จากศูนย์การค้าอย่าง ‘เซ็นทรัล จันทบุรี’ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ศูนย์การค้าแห่งนี้เริ่มต้นขึ้น เมื่อ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ เล็งเห็นศักยภาพของจังหวัดจันทบุรี ที่รุ่มรวยทั้งวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ อย่างภูเขา น้ำตก ทะเล ผลไม้เมืองร้อน ไปจนถึงอัญมณี ราวกับเป็น Hidden Gem แห่งภาคตะวันออกที่รอการเจียระไนให้เฉิดฉาย 

เซ็นทรัลพัฒนาจึงปักหมุดพื้นที่กว่า 40 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก โดยมีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม คอนโดมิเนียม และคอนเวนชันฮอลล์สำหรับจัดงานแสดงสินค้าและงานอีเวนต์ต่าง ๆ โดยมีโจทย์คือทำอย่างไรให้เชื่อมโยงพื้นที่จากภายในอาคารสู่ภายนอกอาคารได้อย่างลื่นไหล กลมกลืน รวมทั้งใช้สอยพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเกิดเป็นศูนย์การค้าแบบ Semi-outdoor ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การกิน เที่ยว ช้อปปิ้งตั้งแต่เช้าจรดค่ำ 

ความพิเศษของสถานที่แห่งนี้ คือดีไซน์ที่ไม่ป่าวประกาศว่าเป็นอาคารหน้าใหม่ ที่เพิ่งปรากฏขึ้นในจังหวัดจันทบุรี หากเป็นการผสมผสานความทันสมัยและเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้อย่างลงตัว รวมถึงการออกแบบพื้นที่ให้โอบรับกับวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายช่วงวัย 

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

เสน่ห์เมืองจันท์ที่แทรกซึมอยู่ในการออกแบบ

ถ้ามีใครถามหาคู่มือ ‘รู้จักจันทบุรีฉบับรวบรัด’ เราคงแนะนำให้เดินทางมายังเซ็นทรัล จันทบุรี เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนการรวบรวมเอาความรุ่มรวยของทั้งจังหวัด มาไว้ในการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Charming Chanthaburi’ หรือ ‘มหัศจรรย์จันทบุรี’ 

หากมองจากภายนอกตัวอาคาร เราจะพบสัญลักษณ์ของเมืองจันท์อย่าง Art Feature กระต่ายสีขาวแสนน่ารักในหลากหลายอิริยาบถรอบ ๆ ศูนย์การค้า ชวนให้เรารู้สึกสดใสและอบอุ่นหัวใจในเวลาเดียวกัน

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

ส่วนบริเวณด้านหน้า เราจะเห็นฟาซาด (Façade) หรือองค์ประกอบด้านหน้าของอาคาร เป็นสีน้ำตาลอิฐที่มีรูปทรงโค้งมนซ้อนทับกันหลายชั้น โดยลวดลายดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายเสื่อจันทบูร ผสมผสานกับประกายของอัญมณีเมืองจันท์

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน เราจะพบว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของอาคารเป็นแบบเปิดโล่งหรือ Semi-outdoor เพื่อรับแสงและลมธรรมชาติ โดยตัวอาคารค่อนข้างโปร่ง ทำให้อากาศถ่ายเทเย็นสบาย เมื่อรวมกับวัสดุกึ่งปูนกึ่งไม้ ยิ่งได้กลิ่นอายของบ้านเรือนในชุมชนริมน้ำจันทบูร แต่ความละเอียดของสถาปัตยกรรมดังกล่าวไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อมองลึกลงไปจนถึงดีเทลเล็ก ๆ อย่างเสาบริเวณชั้น 1 จะเห็นว่าเสาถูกตกแต่งด้วยเสื่อจันทบูรลายเก๋ ตลอดจนลายกระเบื้องบริเวณศูนย์อาหาร (Food Patio) ก็มีการเลือกใช้สีสันและแพตเทิร์นที่คล้ายกับเสื่อกกเช่นกัน

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงจันทบุรี คงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรสชาติผลไม้เมืองร้อน อย่างเงาะ มังคุด ทุเรียน หรือลองกอง ซึ่งความน่ารักของบริเวณชั้น 2 คือ โซนสำหรับนั่งพักที่บ่งบอกถึงความเป็นจันทบุรี ผ่านเฟอร์นิเจอร์สีสวยดีไซน์สร้างสรรค์ โดยเฉพาะเก้าอี้รูปทรงทุเรียนและมังคุดสุดมินิมอล ราวกับเป็นผลงานศิลปะที่นั่งได้จริง

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

คงกลิ่นอายความเป็นชุมชน

นอกจากการออกแบบที่คำนึงถึงท้องถิ่นแล้ว สิ่งที่ทำให้เซ็นทรัล จันทบุรี โดดเด่น คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยชูอัตลักษณ์ของดีแห่งจันทบุรี นำร้านรวงและสินค้าท้องถิ่นมาเปิดขายในศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของดีเมืองจันท์ ในงานสีสันจันทบูร ร้านกาแฟคราฟต์ของนักธุรกิจท้องถิ่นรุ่นใหม่อย่าง กาแฟบ้านทวด และ ‘โซนพลอยจันท์’ ที่เต็มไปด้วยร้านอัญมณีชื่อดังของจังหวัด

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

‘ตลาดจริงใจ’ ที่มีผักและผลไม้จากสวนในท้องถิ่น เช่น มะปี๊ดหรือส้มจี๊ด หน่อไม้ มังคุด ลองกอง เงาะ ฯลฯ ส่วนบริเวณ Semi-outdoor ของชั้น G ก็ได้รวมเอาของดีจาก 10 อำเภอดังมาจัดจำหน่ายอีกด้วย

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

ส่วนภายนอกอาคาร ยังมี ‘จุดชมจันท์’ ที่มองวิวบริเวณคลองภักดีรำไพได้แบบ 360 องศา โดยชั้นล่างเปิดเป็นคาเฟ่ ‘Seed Of Siam’ คาเฟ่ที่ตั้งใจจะฟื้นคืนกาแฟจันทบูรที่เคยห่างหายไปนับร้อยปี ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟจันทบูร คือรสช็อกโกแลตที่จิบแล้วมีรสหวานตบท้าย เรียกว่าเป็นอีกโซนหนึ่งที่ได้สัมผัสทั้งบรรยากาศและรสชาติในแบบฉบับของเมืองจันท์เลยทีเดียว

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

เซ็นทรัล จันทบุรี ยังจ้างงานคนท้องถิ่นมาทำงานในศูนย์การค้า เปิดโอกาสให้ชาวจันทน์ที่ต้องไปทำงานต่างบ้าน ได้มีโอกาสกลับมาทำงานในจังหวัด ดูแลท้องถิ่น และสร้างความรู้สึกให้ชุมชนได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาจังหวัดตัวเอง

พื้นที่สาธารณะที่โอบรับคนทุกวัย

อีกจุดเด่นของเซ็นทรัล จันทบุรี คือพื้นที่สาธารณะที่ตอบโจทย์ผู้คนทุกช่วงวัย โดยภายในอาคารจะมี ‘บ้านชานจันท์’ Co-working Space ร้านกึ่งคาเฟ่สำหรับนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือ ถัดไปไม่ไกลจากบริเวณนั้นยังมีสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่เด็ก ๆ เข้าไปปีนป่ายเล่นได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

เมื่อเดินออกมาจากโซน Semi-outdoor เราจะพบพื้นที่กว่า 4 ไร่ที่ถูกพัฒนามาเป็น ‘สวนเพลิน’ เพื่อตอบโจทย์การพักผ่อนหย่อนใจของชาวจันทบุรี สำหรับคนที่อยากนั่งเงียบ ๆ ก็มี ‘เรือนจันทบูร’ ให้หย่อนใจทอดสายตามองวิวแม่น้ำและภูเขา ส่วนสายออกกำลังกาย ที่นี่มีทั้งลู่วิ่งรอบสวน ความยาวกว่า 400 เมตร จุดจอดจักรยาน ลานสเกตบอร์ด สนามบาสเกตบอล เครื่องออกกำลังกาย สนามเด็กเล่น ไปจนถึงพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
เรือนจันทบูร
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
สวนเพลิน

ถัดจากโซนสัตว์เลี้ยง คือบริเวณ ‘ลานอินจัน’ ที่ตั้งชื่อตามต้นไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี โดยลานนี้จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับนั่งพักหรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ความพิเศษคือท่ามกลางไม้ดอกไม้ประดับ เราจะเห็นต้นอินจันและผลไม้ท้องถิ่นอย่างมะปี๊ด มังคุด และทุเรียน ปลูกแซมอยู่ภายในสวน เพื่อรอวันให้เราได้ยลโฉม (และอาจจะได้ลิ้มรส) เมื่อต้นไม้เหล่านี้ผลิดอกออกผลเต็มที่

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

หากย้อนกลับมามองในภาพรวมของเซ็นทรัล จันทบุรี เราจะไม่ได้เห็นเพียงผู้คนที่ก้าวเข้ามาซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่เราจะเห็นผู้มาเยือนที่ได้ทำความรู้จักจังหวัดนี้ผ่านดีไซน์และร้านรวงต่าง ๆ ได้เห็นเด็ก ๆ กำลังเล่นสนุก วัยรุ่นมาถ่ายรูปเช็กอิน วัยทำงานมาใช้พื้นที่ Co-working Space ครอบครัวพาเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นออกกำลังกาย เพราะนอกจากการเป็นศูนย์การค้าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่แห่งนี้ยังเชื่อมต่อผู้คนมากหน้าหลายตาให้เข้ามาใช้ชีวิต และสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดจันทบุรีได้อย่างเต็มอิ่ม

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์ที่กำลังเติบโตในทุกๆ ด้าน ยกเว้นความสูง ชอบเดินเป็นงานอดิเรก หลงรักเสียงเพลงและเป็นแฟนหนังสือมูราคามิ

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load