ในขณะที่เราหลับตา และเข้าไปรับรู้ถึงจักรวาลภายในร่างกาย ด้วยตาด้านในที่ทำให้เห็นได้ถึงรอยต่อ การสัมผัสและการเชื่อมโยงของอวัยวะต่างๆ กระดูกที่เชื่อมต่อกัน เลือดที่ไหลเวียน อากาศที่วิ่งผ่านภายใน ลมหายใจเข้าและออก

เรายังคงหลับตาอยู่ แล้วค่อยๆ เชื่อมต่อกับจักรวาลภายนอก รับรู้ได้ถึงเท้าที่สัมผัสพื้น รับรู้ถึงอากาศที่ไหลผ่านผิวหนัง และตอนนั้นเมื่อเราเอื้อมมือออกไป พื้นที่ของจักรวาลภายนอกของเราก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เราอาจจะเอื้อมมือจนสุด เหยียดขาจนสุด งอเข่า งอแขน ย้ายสะโพกไปด้านหนึ่ง ค่อยๆ สำรวจจักรวาลภายนอก ด้านการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ ไปตามสัญชาตญาณภายใน

เรายังคงหลับตาอยู่ และร่างกายกำลังสำรวจจักรวาลภายนอก ทันใดนั้น มือของเราก็ได้สัมผัสอีกมือหนึ่ง รับรู้ได้ถึงนิ้ว ความอุ่น ข้อต่อนิ้ว ฝ่ามือ ณ จุดนี้จักรวาลภายนอกของเรากว้างขึ้น หลังของเราอาจได้สัมผัสท่อนแขนขอใครบางคน ใช้ร่างกายและประสาทสัมผัสเดินทางสำรวจไปเรื่อยๆ 

Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ
Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ

เราอาจจะได้เจอมืออีกมือหนึ่ง แขนอีกแขนหนึ่ง บนแพลตฟอร์มนี้ ต่างคนต่างเคลื่อนไหว ต่างคนต่างสำรวจจักรวาลภายนอก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสัมผัสได้ถึงจักรวาลภายในของตัวเอง ต่างคนต่างเต้นในท่วงท่าของตัวเอง แต่ต่างคนก็ต่างสัมผัสกันในทุกส่วนของอวัยวะภายนอกร่างกาย ปล่อยร่างกายและจิตใจให้รับรู้ถึงประสบการณ์การสัมผัสในปัจจุบันขณะนั้น

และนี่คือประสบการณ์ส่วนตัวที่ฉันรับรู้ได้ จากการเข้าร่วม Contact Improvisation กับ อ๋อง-นิธิพัฒน์ พลชัย นักวิจัยทางด้านฟิสิกส์ประยุกต์ ซึ่งมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าทึ่ง คือศิลปินนักเต้นภายใต้กลุ่ม Spine Party Movement หรือพรรคสันหลัง ตอนนี้อ๋องเป็นทั้งครูสอนเต้นและครูสอนฟิสิกส์ในมหาวิทยาลัย ปัจจุบันเขาสนใจมิติการดูแลตัวเอง การพัฒนามนุษย์ และการอยู่ร่วมกัน ผ่านการฟังและการตระหนักรู้ด้วยร่างกาย เขาชื่นชอบการเรียนรู้และผลิตความรู้ใหม่ๆ สนุกกับการสร้างสรรค์ประสบการณ์ ให้คนได้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเอง กับคนอื่น และกับโลก

Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ
Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ

“จริงๆ แล้วการสัมผัสเป็นสภาวะบริสุทธิ์ของเด็กทารก เป็นการเรียนรู้ภายในตัวเองตั้งแต่แรกเกิด แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ มันกลับเข้าสู่ความบริสุทธิ์ยากขึ้น เพราะเราเริ่มสั่งสมนิสัย เรามีความเป็นตัวเอง ไปจนถึง Social Condition ต่างๆ การเต้น Contact Dance จึงพาเราเข้าสู่ห้วงเวลาปัจจุบันของการสัมผัส เหมือนเป็นการภาวนาผ่านร่างกายในรูปแบบหนึ่ง

“ปัจจุบันนี้ผู้คนในเมืองต่างถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่แคบๆ ยิ่งในสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ไม่สามารถออกไปไหนได้ สิ่งเดียวที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลกภายนอกคือโซเชียลมีเดีย ที่รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสตาจากการมองเห็น แล้วเข้าสู่ระบบความคิด เราใช้สมองหนักมาก ทั้งภาพจำ ภาพความเคยชิน สุดท้ายแล้วมันก็อาจกลายเป็นขยะทางสมอง เกิดเป็นความเครียดและปัญหาสุขภาพตามมา 

“ดังนั้น ประโยชน์ของ Contact Dance ที่ถึงแม้เราจะเต้นคนเดียวในห้อง แต่มันก็เป็นการเปิดพื้นที่ภายในร่างกาย เป็นการสร้างพื้นที่ใหม่ให้ตัวเอง หลับตาภายนอกเพื่อช่วยลดปริมาณความคิด และเปิดตาภายใน ให้เห็นถึงการเชื่อมต่อการสัมผัสต่างๆ ของอวัยวะภายในร่างกาย”

Contact Improvisation คือการเต้นหรือเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเน้นการสำรวจและค้นหาความสัมพันธ์ของร่างกายกับสิ่งรอบตัว เริ่มตั้งแต่ร่างกายเราเอง ร่างกายผู้อื่น บรรยากาศโดยรอบ และสิ่งของรอบตัว ถูกคิดค้นโดยนักเต้นและนักออกแบบการเคลื่อนไหวชาวอเมริกันชื่อ Steve Paxton ที่ผสมผสานกฏทางกายภาพของแรงเสียดทาน โมเมนตัม แรงโน้มถ่วงและแรงเฉื่อย 

Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ
Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ

“เราเริ่มเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้อย่างง่ายๆ ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันมาก เบสิกเลยเริ่มต้นให้เราเริ่มสัมผัสแต่ละส่วนของร่างกาย เช่นเริ่มนวดหัว ลูบแขน จับที่ใบหน้า เข้าเป็นเช็คอินกับส่วนต่างๆ ว่าเขาเป็นยังไง พอเราสัมผัสแล้วเรารู้สึกยังไง”

สเต็ปที่สอง ให้ลองยืนสมาธิดู ค่อยๆ พิจารณาการเรียงตัวตั้งแต่ศีรษะ ลงไป ผ่อนข้อต่อ ผ่อนเข่า ดูการสัมพันธ์และการเรียงตัวของกระดูกและอวัยวะต่างๆ สักพักปล่อยตัวเอง ขยับไปอย่างที่อยากขยับ ลองขยับครึ่งบนของตัวเองในแต่ละส่วน ลองขยับครึ่งล่างของตัวเอง ลองสำรวจพื้นที่รอบๆ ถ้าเอื้อมมือไปจนสุด หรือเหยียดขาไปจนสุด เราสามารถจินตนาการได้ถึงวงกลมที่ครอบคลุมเราอยู่ เราลองใช้ร่างกายสำรวจสเปซวงกลมอันนี้ ผ่านการขยับอวัยวะส่วนต่างๆ อาจจะลองลงไปที่พื้น สัมผัสกับพื้น นอน เหยียด กลิ้ง แล้วเราจะเข้าใจคำว่าขยายการรับรู้ของพื้นที่ เราอาจจะกลับมุมมอง เอาขาขึ้นข้างบน เอาหัวลงข้างล่าง 

“ตอนนี้เรารู้จักวงกลมของตัวเองแล้ว ให้ค่อยๆ เอามันไปอยู่กับพื้นที่ ไปอยู่บนโต๊ะเป็นยังไง ไปอยู่บนกำแพงเป็นยังไง แล้วมันรู้สึกต่างกันยังไง ให้เราขยับ เข้าไปจับ ไปสัมผัส เราจะเห็นความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นกับพื้นที่โดยรอบ ไปจนถึงเมื่อมีคนเต้นข้างๆ เรา เราจะเห็นการซ้อนทับของวงกลมสองวง แค่วงกลมสองวงซ้อนทับกัน มันก็คือการสัมผัสกันแล้ว ซึ่งการสัมผัสมันไม่ได้หมายถึงการจับแน่นๆ เท่านั้น มันคือค่าความเข้มข้นของการสัมผัสมากกว่า เพราะจริงๆ แล้วคนเราก็สัมผัสกันผ่านสายตา ผ่านพลังงาน ผ่านอากาศ ผ่านสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา”

Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ

ตอนที่ลองฝึกตามที่อ๋องบอก เราลองเปิดเพลงเบาๆ คลอไปด้วย ฉันรู้สึกได้ถึงความรู้สึกอันสดใหม่ที่ไม่ต้องมีแบบแผนการเต้นใดๆ เราไม่ต้องคิดว่าอยากจะขยับมือ ขยับขา ขยับสะโพก แบบนั้น แบบนี้ เพื่อให้การเต้นเป็นอย่างนั้นและต้องสวยอย่างนี้ เราแค่ขยับร่างกายตามที่ร่างกายอยากจะขยับ เพื่อสำรวจพื้นที่ในตัวเองและพื้นที่โดยรอบ ค่อยๆ ไป ไปอย่างธรรมชาติ เบา พลิ้วไหว และผ่อนคลาย ตัดความคิดออกไป เอาความรู้สึกไปอยู่กับประสาทสัมผัสที่ร่างกาย เป็นการสร้าง Body Awareness ที่เข้มข้น เสมือนการทำภาวนาอีกรูปแบบหนึ่งเลยทีเดียว 

ยิ่งเมื่อจิตอยู่กับปัจจุบันขณะ เข้าสู่สภาวะสมาธิผ่านร่างกาย ทำให้เกิดความผ่อนคลายภายในจิตใจ และในขณะเดียวกัน การสำรวจผ่านร่างกายตัวเอง ทำให้ฉันรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น รักมันมากขึ้น รู้สึกมั่นคงและปลอดภัยในสเปซของตัวเองอย่างแท้จริง

ทำความรู้จัก Contact Dance การเต้นนเดียวเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ภายในใจตัวเองกับสิ่งรอบข้าง เพื่อเพิ่มปัญญาญาณ

“นอกจากสมาธิและความผ่อนคลายในจิตใจแล้ว สิ่งที่ได้อีกอย่างหนึ่งคือ Intuition หรือปัญญาญาณ ซึ่งเรื่องของปัญญาญาณนี้ไม่ได้มาจากแบบแผนที่บอกว่าทำแบบนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ แล้วจะได้มันออกมา มันไม่มีรูปแบบตายตัวเลยจริงๆ แต่จะได้จากการรับรู้เนื้อตัว การฟังผ่านร่างกาย มาจากการศิโรราบ ไม่คาดหวัง กะเกณฑ์ แล้วก็มากับความเงียบ ที่เชื้อเชิญ ชักชวน เราจะเกิด Wisdom ซึ่งเป็นศักยภาพให้เราเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น สิ่งใหม่ๆ สิ่งที่นอกเหนือจากการรับรู้

“ฟังแบบนี้แล้วอาจจะดูจับต้องยาก แต่อยากจะยกตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัว อย่างเรื่องความสัมพันธ์กับครอบครัว เราถูกเลี้ยงมาแบบถูกสัมผัสน้อยมาก ทำให้เรามีข้อจำกัดในการสื่อสารกับเขา ยิ่งเราเรียนต่างประเทศ ทำให้พื้นฐานการศึกษาต่างกัน พูดด้วยภาษาเดียวกันไม่ได้ และด้วยการเต้น ปัญญาญาณ และ Wisdom ทำให้เราค้นพบว่า เราไม่จำเป็นต้องสื่อสารผ่านการพูด แต่ใช้ร่างกายในการสื่อสารแทน แค่นั่งใกล้กัน รับรู้พลังงานกันและกัน แสดงความรักผ่านการอยู่ด้วยกัน หลังๆ พบว่าแม่ชอบกอดเรามาก รู้สึกเชื่อมโยงกันมากขึ้น รู้สึกถึงอากาศที่อยู่ระหว่างกันมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้เราฟังเขาในแบบที่เขาเป็น ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นแม่ในอุดมคติ แต่เรายอมรับกันและกัน”

ในขณะที่พื้นที่ภายนอกถูกจำกัดเหลือเกินในสถานการณ์โควิด-19 ออกไปไหนไม่ได้ การสำรวจพื้นที่ภายในใจ ภายในกาย อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเยียวยา เปิดให้โลกกว้างขึ้นโดยไม่ต้องก้าวขาออกไปไหน อาจมองได้ว่าการเต้นหรือเคลื่อนไหวคนเดียวในห้อง ไม่ได้เกิดการสัมผัสกับใครเลย แต่แท้จริงแล้ว การมองเห็นและรู้สึกถึงการเชื่อมต่อของอวัยวะภายใน หรือการสัมผัสถูกสิ่งของต่างๆ ภายในห้อง ก็เป็น Contact Dance ได้แล้ว 

ก็ได้แต่หวังว่าสักวัน เมื่อสถานการณ์เป็นใจ เราจะได้เต้นแบบที่สัมผัส และสานสัมพันธ์กับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ผ่านผิวหนัง หัวใจ และจิตวิญญาณ

ทำความรู้จัก Contact Dance การเต้นนเดียวเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ภายในใจตัวเองกับสิ่งรอบข้าง เพื่อเพิ่มปัญญาญาณ

Writer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

นานมาแล้ว ฉันเคยได้ยินเรื่องราวของ ‘การบำบัดด้วยดอกไม้’ (Flower Essence Therapy) ณ ตอนนั้นก็ได้แต่ฟังผ่าน ไม่ได้สนใจ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะแค่ความงดงามของดอกไม้ เพียงแค่เราได้จ้องมอง หรือดอมดม มันก็ช่วยพาความสดชื่น เบิกบาน และรู้สึกสุขในใจได้อย่างไม่ต้องสงสัย 

แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อชีวิตนำพาให้มีบ้านในป่า และไม่ได้ออกไปพบเจอผู้คนเท่าไรนัก ในแต่ละวันฉันใช้เวลาอยู่กับการฝึกชี่ นั่งสมาธิ โยคะ เพื่อนที่เราพูดคุยด้วยนอกจากตัวเองก็คือ ดอกไม้ ใบไม้ ธรรมชาติและสัตว์ป่า ความสัมพันธ์ระหว่างฉันและดอกไม้จึงลึกซึ้งและชัดเจนขึ้น 

ในแต่ละวัน ฉันเห็นดอกไม้รับพลังด้วยการชาร์จแสงอาทิตย์เป็นเวลาหลายชั่วโมง พวกเขามีพลังงานและการสั่นสะเทือน (Vibration) แบบที่ฉันและเราทุกคนมี และฉันก็เชื่อว่าดอกไม้แต่ละชนิดก็มีพลังชีวิตแตกต่างกัน เหมือนการที่เราต่างมีเพียงหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้ ไม่มีใครจะมาเลียนแบบเราได้ 

จากองค์ประกอบต่างๆ ทั้งด้วยความเชื่อเนิ่นนานด้วยพลังเยียวยาจากธรรมชาติ การฝึกฝนเรื่องพลังงานอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับการได้ย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในป่า มันคงถึงเวลาที่ทำให้ฉันได้พบกับ มิเชล (Michelle Teo) เจ้าของ Namreka Sanctuary : Private Wellness Resort แบบบังเอิญ แต่ก็น่าอัศจรรย์ในเวลาเดียวกัน 

Flower Essence Therapy ศาสตร์สลายความเครียด ด้วยการดื่มน้ำค้างจากดอกไม้

มิเชลทำงานด้านพลังงานมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เธอบอกว่าตัวเองเป็น Energy Work Practitioner มากกว่าจะเป็น Healer ตอนเจอกันครั้งแรก เธอบอกปมภายในของฉันได้อย่างแม่นยำผ่านการอ่านพลังงานด้วยทักษะของเธอ จากนั้นวันต่อมา เธอผสมบางอย่างมาให้ในขวดดรอปเปอร์สีชา แล้วกำชับว่าให้เก็บห่างจากโทรศัพท์มือถือ หยดในน้ำดื่ม 5 – 7 หยด เช้า-เย็น หรือ 4 ครั้งต่อวันก็ได้ถ้าไม่ลืม 

“มันคือยอดน้ำค้างบนดอกไม้ ที่ค้นพบโดยแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ ดร.เอ็ดเวิร์ด บาค (Edward Bach) ผู้ที่มีความเชื่อว่าความเครียดทางอารมณ์ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยทางกาย การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและวิธีการมองโลกในแง่บวก ช่วยเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บได้ นายแพทย์ผู้นี้ได้ค้นคว้าทัศนคติลบในจิตใจเท่าที่มนุษย์ได้มีประสบการณ์ร่วมกันไว้ 38 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความกลัว ความสิ้นหวัง ความหดหู่ ท้อแท้ ไม่มั่นใจ ไม่เห็นค่าของตัวเอง 

“จากนั้นเขาก็เริ่มศึกษาคุณลักษณะในทางยาของดอกไม้ทั้งหลาย ผสมผสานกับผัสสะและ Sensitivity อ่านคลื่นความสั่นสะเทือนของดอกไม้แต่ละชนิด ว่าส่งผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างไรบ้าง และคิดค้นสูตร Flower Essence ออกมาทั้งหมดสามสิบแปดขนาน ซึ่งมาจากน้ำค้างบนกลีบดอกไม้ โดยตัวน้ำค้างเองได้พลังมาจากดอกไม้แต่ละชนิดอีกที

Flower Essence Therapy ศาสตร์สลายความเครียด ด้วยการดื่มน้ำค้างจากดอกไม้
Flower Essence Therapy ศาสตร์สลายความเครียด ด้วยการดื่มน้ำค้างจากดอกไม้

“การเก็บยอดน้ำค้างจากกลีบดอกไม้ในตอนเช้า มีความเข้นข้นไม่เท่ากับน้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) ฉันศึกษา Flower Essence กับ Essential Oil มาทั้งคู่ จึงเห็นความแตกต่าง น้ำมันเกิดจากการสกัดพืชและดอกจำนวนมาก ซึ่งมีความเข้มข้นทางยาจากคุณลักษณะของดอกไม้แต่ละชนิด เช่น เปปเปอร์มินต์ มีตัวยาเมนทอลที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เชื้อไวรัส ต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการปวด ดังนั้น จึงถูกนำมาใช้เยียวยาทางกาย แก้ปวดหรือดื่มกิน แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าสูดดมก็ช่วยเรื่องทางด้านจิตใจ คลายเครียด ให้ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ 

ส่วน Flower Essence นั้นไม่ได้สกัดมาจากดอกไม้แต่อย่างใด แต่เป็นการเก็บยอดน้ำค้างจากกลีบดอกไม้ในยามเช้า ซึ่งเชื่อกันว่าน้ำค้างได้พลังมาจากดอกไม้แต่ละชนิด พลังที่ว่านี้คือคลื่นความถี่ที่มีความละเอียดอ่อนมากๆ การทำงานของ Flower Essence จึงไม่ได้ทำงานกับกายหยาบ (Physical Body) แต่ลงลึกไปที่ความรู้สึก (Emotional Body) และจิตวิญญาณภายใน (Spiritual Body) นั่นเอง”

หลังจาก Dr.Bach เสียชีวิต คนที่ทำงานด้านนี้ต่อคือ เอียน ไวต์ (Ian White) จากออสเตรเลีย เขาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Australian Bush Flower Essences ขึ้นมา เขาค้นคว้าและค้นพบขนานยามากขึ้น เพราะในแต่ละประเทศพืชพันธุ์ก็ต่างกันออกไป และในสมัยที่ Dr.Bach ยังมีชีวิตอยู่ ประเด็นต่างๆ ก็ยังไม่มากมายเท่าปัจจุบัน อย่างเรื่องการข่มขืน การทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงความสัมพันธ์กับแม่ และการให้ความสำคัญในสตรีเพศ เหล่านี้ถูกคิดค้นในภายหลัง 

ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ
ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ

ปกติแล้ว Flower Essence Therapy จะเป็นการถาม-ตอบ (Consultation) อาการทางกายและใจที่เกิดขึ้น ทางนักบำบัดจะเก็บข้อมูล วิเคราะห์ แล้วผสมตัวยาให้ 

แต่วิธีที่มิเชลวิเคราะห์นั้นต่างออกไป ซึ่งฉันก็อธิบายออกมาเป็นคำพูด หรือหาหลักฐานพิสูจน์ใดๆ ไม่ได้ ฉันแค่หลับตานั่งอยู่ตรงหน้าเธอ ไม่ได้แนะนำตัวหรือพูดอะไรใดๆ ลืมตาขึ้นมา เธอก็รู้แล้วว่าต้องเบลนด์อะไรให้ 

“ในการทำงานของฉัน การถามตอบเป็นการใช้สมองซีกซ้ายมากเกินไป และฉันไม่ชอบใช้วิธีนี้ เพราะคนไข้บางคนมาด้วยความเครียด การถูกถามซ้ำๆ และต้องตอบสิ่งที่เจ็บปวดหรือสิ่งที่ไม่อยากจะคิดถึงมันไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร ฉันจะสัมผัสพลังงานและดูว่ามีจุดติดขัดที่ตรงไหน มีจักระใดที่ไม่สมดุล อย่างเช่นในระหว่าง Session บางเคสฉันรู้ว่ามีการปิดกั้นที่จักระคอ นั่นหมายถึงเขาอาจมีปัญหาการปฏิเสธคน พูดสิ่งที่ตัวเองต้องการไม่ได้ ตอบปฏิเสธได้ยาก ฉันจะเบลนด์น้ำค้างจากดอกเซนทอรี (Centaury) เพื่อช่วยให้กล้าพูดมากขึ้น และในขณะเดียวกัน เคสแบบนี้ฉันจะผสมน้ำค้างจากดอกอะกริโมนี (Agrimony) เพื่อเอาตัวตนที่แท้จริงออกมา เอาหน้ากากที่สวมไว้ออก เพราะบางครั้งการที่เราพูดอย่างที่เราอยากไม่ได้ ก็เหมือนกับเราไม่ได้เป็นตัวของเราเองนั่นเอง

ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ

“บางคนยึดติดกับอดีตมากไป หรือให้อดีตมามีผลกระทบกับปัจจุบัน ก้าวไปต่อไม่ได้ ต้องใช้น้ำค้างจากดอกสายน้ำผึ้ง (Honeysuckle) ถ้าคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่นับถือตัวเอง เราจะใช้น้ำค้างจากดอกสนลาร์ช (Larch) หรือคนที่ชอบคิดว่าตัวเองโชคร้ายเสมอ หรือแบบว่าตัวเองไม่สมควรได้รับโชคดี ทับถมตัวเอง อันนี้ก็ต้องใช้จากต้นหลิว (Willow) หรือคนที่คิดว่าตัวเองไม่เคยดีพอ แครบแอปเปิ้ล (Crabapple) จะช่วยได้ 

“ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อของขนานยาน้ำค้างจากดอกไม้ ที่ทำงานกับแรงสั่นสะเทือนของอารมณ์ต่างๆ ในร่างกาย ฉันเรียกมันว่า Vibrational Medicine และนี่คือเหตุผลที่ฉันแนะนำให้วางมันไกลจากโทรศัพท์มือถือ เพราะมันกวนคลื่นกันและกันได้

“ปกติแล้วเวลาผสม เรามักจะไม่เบลนด์เกินเจ็ดชนิด เพราะเชื่อว่าถ้าเยอะเกินไป อาจแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด แต่สำหรับบางคน ฉันอาจจะเบลนด์ถึงเก้าชนิด ถ้ามันจำเป็นสำหรับเขาจริงๆ แต่ละเคสนั้นมีความเฉพาะตัวและไม่มีใครเหมือนใคร”

ตอนที่ฉันได้ Flower Essence จากมิเชลเป็นของขวัญ ฉันไม่ได้ถามว่าเธอใส่อะไรเข้าไป ฉันเริ่มดื่มได้ 2 – 3 วันก็ตัดสินใจนั่งสมาธิอยู่ที่บ้าน อยู่กับตัวเอง ไม่ออกไปไหน ไม่เจอใคร ปิดโทรศัพท์สัก 7 วัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ฉันนอนยาววันหนึ่งเต็มๆ เหนื่อย เพลีย และง่วงมาก ฉันฝันตลอด ความฝันที่ผุดขึ้นเป็นความทรงจำเก่าๆ จากอดีต ที่ไม่คิดว่าจะจำได้ มิเชลบอกฉันว่า 

ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ
ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ

“มันเป็นเรื่องปกติ ถ้า Flower Essence ที่เบลนด์นั้นมันเหมาะกับคุณ และเข้าไปถึงปัญหาที่คุณมี ร่างกายคุณจะเกิดการดีท็อกซ์ เช่น เพลีย ปวดหัว เป็นไข้นิดหน่อย ท้องเสีย เพราะร่างกายต้องการขับพิษที่สะสมมานานออก และเราเรียกช่วงเวลานี้ว่า Healing Crisis โดยปกติแล้วหลังจาก Session ฉันมักบอกให้คนไข้ดื่มน้ำ มีสติ สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง 

“ฉันนับถือคนทุกคนที่เข้ามารักษากับฉันมากๆ เพราะผลจากอารมณ์ที่คั่งค้าง จากจิตใต้สำนึก แรงสั่นสะเทือนของ Flower Essence ไปเปิดความทรงจำ ความเจ็บปวด ปมต่างๆ ในอดีตได้ แต่หลังจากนั้น พอผ่านช่วง Healing Crisis ไปแล้ว ซึ่งปกติจะไม่นานมาก ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ คุณจะรู้สึกดีขึ้น เบาขึ้น และอยากจะดูแลตัวเองมากขึ้น” 

หลังจากดื่ม Flower Essence หมดไปหนึ่งขวด ฉันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง จึงเริ่มตั้งคำถามกับเธอว่าเบลนด์นั้นคืออะไร เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนแบบที่ยิ้มให้ฉันเสมอแล้วบอกว่า 

“มียอดน้ำค้างจากต้นสน (Pine) ทำให้เธอเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นจากดอกเซนทอรี เพื่อให้เธอกล้าพูดในสิ่งที่อยากพูด ตอบว่าได้เมื่อต้องการ ตอบว่าไม่เมื่อไม่ต้องการแบบไม่รู้สึกผิดใดๆ ส่วนน้ำค้างจากดอกเวอร์บีน่า (Vervain) ให้เธอไม่ต้องผลักดันตัวเองให้หนักเกินไป ฉันรู้เธอตั้งใจฝึกฝนตัวเองทุกวัน แต่ถ้าวันไหนเธอไม่ได้ทำก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องเครียดว่าไม่ได้ทำตามแผนที่วางไว้”

ขอบคุณนะคะมิเชล

Facebook : Namreka Sanctuary Koh Phangan 

Website : www.namreka.com

โทรศัพท์ : 09 3574 2693

Writer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load