ในวันที่ไปไหนมาไหนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ สะดวกสบายขึ้นกว่าแต่ก่อน เรามีรถไฟฟ้าให้ไปถึงปลายทางได้อย่างรวดเร็ว เรามี Grab ที่พาเราไปส่งได้ทุกที่ การพาตัวเองจากบ้านเพื่อไปทำงานหรือไปเรียนกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก (อาจจะขอยกเว้นเรื่องความติดขัดของการจราจร และราคารถไฟฟ้าที่เห็นแล้วต้องปวดหัว) จริงๆ ยังมีการเดินทางด้วยยานพาหนะอีกชนิดหนึ่งที่ยังมีคนเลือกใช้เพื่อเดินทางไปเรียนกันเป็นกิจวัตร ตั้งแต่ยุคที่ถนนหนทางยังไม่สะดวกเท่าทุกวัน 

นั่นคือรถไฟ

รถไฟปู๊นๆ เนี่ยแหละ 

ทั้งเป็นรถไฟระหว่างเมืองที่มาจากต่างจังหวัด หรือเป็นรถไฟระยะใกล้ที่วิ่งแค่ในแถบชานเมือง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นอีกทางเลือกในการเดินทางที่สะดวกพอตัว

เรากำลังจะไปทำความรู้จัก ‘รถไฟชานเมือง’ หรือ Commuter Train 

รถไฟประเภทหนึ่งที่ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อคนที่พักอาศัยอยู่ในย่านรอบนอกของเมือง แล้วต้องเข้ามาสู่ใจกลางเมืองใหญ่ ด้วยการขนคนได้ทีละมากๆ และมีความปลอดภัยสูง จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รถไฟระบบนี้เป็นทางเลือกของใครหลายคน

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ระบบรถไฟชานเมืองเน้นการขนส่งจากใจกลางเมืองใหญ่ออกไปรอบนอก ในระยะวิ่งไม่เกิน 200 กิโลเมตร หรือช่วงเวลาเดินทางไม่เกิน 3 – 4 ชั่วโมง มีสถานีที่อยู่ห่างในระยะที่เราเดินไม่ได้ และรถไฟจอดทุกสถานีที่วิ่งผ่าน (ในบางประเทศมีให้บริการเป็นรถชานเมืองด่วนด้วย) มีคนขึ้นลงตลอดการเดินทาง แตกต่างจากรถไฟระหว่างเมืองที่คนเน้นเดินทางไกลมากกว่า รวมถึงรอบเวลาก็มีมากพอให้เราไม่ต้องรอนานเมื่อพลาดขบวนก่อนหน้า 

คำนิยามของ รถไฟชานเมือง รฟท. ได้บอกเอาไว้ว่า มันคือรถไฟที่เข้า-ออก สถานีกรุงเทพและสถานีธนบุรี เดินทางไปปลายทางที่ห่างจากต้นทางไม่เกิน 150 กิโลเมตร และจอดรับส่งผู้โดยสารทุกสถานี ไม่เว้นแม้แต่ป้ายหยุดรถที่เป็นจุดขึ้นลงย่อยๆ 

สำหรับ รถไฟชานเมือง ของไทยถือว่าได้รับความนิยมพอสมควร ด้วยราคาประหยัด ใช้เวลาเดินทางไม่นานเมื่อเทียบกับถนน รวมถึงการเจาะเข้ามาถึงในกลางเมือง มันจึงพาคนจากแหล่งที่อยู่อาศัยต่างๆ เดินทางเข้าสู่เมืองได้แบบส่งตรงถึงใจกลาง 

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ทางที่เธอไป

กรุงเทพมหานครมีปทุมธานีอยู่ด้านเหนือ นครปฐมอยู่ตะวันตก และฉะเชิงเทราอยู่ตะวันออก

การขยายตัวของเมืองทำให้จังหวัดรอบๆ ที่มีอาณาเขตติดกับกรุงเทพฯ แทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน พื้นที่อยู่อาศัยที่เคยอยู่ในไข่แดงของกรุงเทพค่อยๆ กระจายออกไปทั่วทุกทิศ แล้วไปประสานกับกลุ่มชุมชนดั้งเดิมซึ่งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของเมือง ก็ไม่พ้นเส้นทางคมนาคมทางถนนที่ดูเหมือนจะตัดตามสถานที่ต่างๆ ไปหรือแม้แต่การเปิดเส้นทางใหม่ๆ ให้เมืองเข้าไปหา ถ้าตรงไหนป๊อปปูลาร์หน่อย เส้นทางสัญจรก็มีตัวเลือกหลากหลายรูปแบบ

มาดูเส้นทางรถไฟของกรุงเทพฯ และปริมณฑลกันหน่อย ทุกคนคงมีข้อมูลชุดเดียวกันในหัวแล้วว่า สถานีรถไฟหลักของประเทศไทยก็คือสถานีกรุงเทพ หรือที่เราติดปากเรียกกันว่าหัวลำโพง ทางรถไฟที่มุ่งหน้าไปทั่วทุกภาคของไทยนั้นตั้งจุดสตาร์ทที่นี่ ก่อนจะแยกออกไปทิศทางต่างๆ

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ
รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ทางรถไฟสายเหนือและสายอีสานจับมือไปทางด้านทิศเหนือ ผ่านพื้นที่การค้าแถบโบ๊เบ๊ ยมราช สามเสน บางซื่อ บางเขน หลักสี่ สนามบินดอนเมือง เข้ารังสิต และวิ่งต่อไปอยุธยา

สายตะวันออก วิ่งไปมักกะสัน หัวหมาก ลาดกระบัง หัวตะเข้ และข้ามจังหวัดออกไปฉะเชิงเทรา

สายใต้ วิ่งไปด้านทิศตะวันตก ผ่านบางซ่อน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปบางบำหรุ ตลิ่งชัน เข้าศาลายา และไปนครปฐม

เห็นไหม แต่ละที่ชื่อคุ้นๆ ทั้งนั้น

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ในทุกเช้า ภาพที่เห็นจนชินตาคือขบวนรถไฟชานเมืองจากทั้งสามสารทิศมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ

รถไฟขบวนยาวบ้างสั้นบ้าง พาผู้โดยสารมาเต็มขบวนเดินทางเข้าสู่ในเมือง มีคนสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นลงตลอดทาง อยู่ที่ว่าปลายทางของคนคนนั้นอยู่ที่ไหน 

รถไฟที่มาจากทางทิศเหนือของกรุงเทพฯ คนจะเริ่มหนาแน่นที่อยุธยา เมื่อชุดแรกลงที่รังสิตก่อนชุดใหม่จะขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงบางซื่อ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนไป MRT ที่นี่มีคนลงเยอะพอสมควร แล้วรถไฟก็เดินทางต่อผ่านสามเสน โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่เรียกได้ว่าลงรถไฟปั๊บ เข้าโรงพยาบาลปุ๊บ และพาผู้โดยสารชุดสุดท้ายไปแตะปลายทางที่สถานีกรุงเทพ 

สายตะวันออกถือว่าลูกค้าก็ไม่น้อยหน้า ด้วยเพราะถนนเข้าเมืองค่อนข้างอ้อม ทำให้รถไฟชานเมืองกลายเป็นขวัญใจคนทำงาน คนส่วนใหญ่เดินทางมาจากฉะเชิงเทรา หัวตะเข้ ลาดกระบัง หัวหมาก ผู้โดยสารชุดใหญ่ก็ลงที่อโศก ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนเส้นทางกับ MRT ส่วนที่เหลือก็มีกระจายลงที่พญาไทบ้าง ยมราชบ้าง และไปจบการเดินทางที่สถานีกรุงเทพเหมือนสายอื่นๆ 

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ
รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

สถานีกรุงเทพ คือจุดหมายปลายทางและจุดเริ่มต้นการเดินทางที่อยู่ในใจกลางเมืองมากที่สุด แวดล้อมไปด้วยย่านเศรษฐกิจ การค้า ที่อยู่อาศัยที่สำคัญและหนาแน่น ไม่ต่างกับสถานีรถไฟหลักในต่างประเทศ ซึ่งมุ่งตรงเข้าใจกลางเมืองให้มากที่สุดเช่นกัน นี่คือภารกิจที่สำคัญของรถไฟชานเมือง 

พลังที่เธอมี

อย่างที่ว่าไป เจ้ารถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมทำหน้าที่ของมัน ส่งคนตอนเช้า รับคนกลับตอนเย็น วนลูปไปหลายสิบปีจนสิ่งใหม่ๆ เริ่มเข้ามาถึงกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของเรา ระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ เกิดขึ้นมาอีกมากมายที่เป็นตัวเลือกของการเดินทางที่สะดวกขึ้น 

จากคนรอบนอกที่ต้องนั่งรถไฟชานเมืองเข้ามาทำงาน ก็เปลี่ยนเป็นรถตู้บ้าง รถไฟฟ้าบ้าง ทำให้รถไฟชานเมืองที่เคยรุ่งเรืองและครองการเดินทางเข้าเมืองมานานมีคนใช้น้อยลง จนคนแทบนึกไม่ถึงว่ามีวิธีเดินทางแบบนี้อยู่ด้วย ซึ่งถ้าว่ากันตรงๆ มันก็มีจุดแข็งที่ไม่แพ้ใคร 

รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

อันดับแรก มีตารางเวลาเป็นของตัวเอง ซึ่งเราคำนวณและวางแผนได้เลยว่าจะไปถึงที่หมายปลายทางของเราตอนกี่โมง แม้จะเกเรบ้าง แต่ก็คาดคะเนได้ไม่ยาก แถมใช้เวลาในการเดินทางใช้เวลาไม่นาน อันนี้เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกไม่ถึง จากหัวลำโพงใจกลางเมืองมุ่งสู่รังสิต ศาลายา หัวตะเข้ ด้วยเวลาแค่ 60 นาที ไปอยุธยา นครปฐม ฉะเชิงเทรา ภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้น แถมไม่ต้องมาลุ้นอีกว่าวันนี้รถจะติดไหม

สองคือการเข้าถึงหลายๆ สถานที่ที่ถนนหนทางสายหลักไม่ได้ตัดเข้าไปหา ส่วนใหญ่ก็เป็นเมืองดั้งเมืองเดิมที่อยู่กันมานานแสนนานตามแนวทางรถไฟนั่นแหละ การที่สถานีรถไฟถูกห้อมล้อมด้วยที่อยู่อาศัย ตามคอนเซปต์รถไฟไปที่ไหนเมืองเกิดที่นั่น ทำให้การเข้าถึงรถไฟของคนในละแวกนั้นๆ ไม่ใช่เรื่องยาก และดูเหมือนว่าจะง่ายกว่าการเดินทางด้วยวิธีอื่นซะอีก 

สาม ราคาค่ารถที่ถู้กถูกเสียจนเอามือทาบอก เริ่มต้นแค่เพียง 2 บาท ก็นั่งไปได้ตั้ง 10 กิโลเมตร แถมไปไกลขึ้นค่ารถก็ไม่ได้แพงเลย จะไปดอนเมืองก็จ่ายแค่ 5 บาท ไปอยุธยาก็ 15 บาท ราคาสบายกระเป๋าแบบนี้ จับต้องได้กันทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน คนค้าขาย มนุษย์เงินเดือน หรือแม้แต่ผู้บริหาร หากเดินทางประจำ ใช้ตั๋วเดือนที่มีส่วนลด ก็ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงไปอีก

รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

แม้มีจุดแข็งตามที่บอกไปแล้ว จุดอ่อนของมันก็ยังพอมีอยู่บ้าง หลักๆ เลยคือเรื่องของรอบเวลาที่ไม่ได้มีถี่มากเหมือนรถไฟฟ้า และการใช้รถร้อน ซึ่งความสบายอาจจะสู้กับรถตู้ รถเมล์ หรือรถไฟฟ้าไม่ได้ นี่ก็เป็นปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้คนนิยมใช้รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมน้อยลง 

ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของมันก็ไม่ได้ต่างกับขนส่งมวลชนประเภทอื่นเท่าไหร่ ตามข้อจำกัดของรถไฟที่ไม่ได้สามารถซอกแซกไปทุกที่เหมือนมอเตอร์ไซค์ แต่ก็ยังมีผู้ติดอกติดใจเลือกเดินทางกับมันในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจจะเป็นการเดินทางที่แฝงไว้ด้วยความหวังว่า ในวันหนึ่ง ระบบรถไฟดั้งเดิมแบบนี้จะถูกยกขึ้นมาเป็นนัมเบอร์วันด้วยคุณภาพที่ดีขึ้น เสริมกับศักยภาพที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น 

แล้วอนาคตของรถไฟชานเมืองของไทยจะเป็นยังไง

รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น
รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

ตอนต่อไปของเธอ

ปลายปีนี้ จะมีรถไฟสายใหม่เปิดตัว นั่นคือ ‘รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง’

ความตั้งใจของรถไฟสายนี้อัปเลเวลให้รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมกลายเป็นรถไฟวิ่งด้วยไฟฟ้า แอร์เย็นฉ่ำ แถมรอบถี่ขึ้น ชนิดที่ว่าพลาดขบวนนี้แล้วรออีกไม่กี่นาทีขบวนใหม่ก็มา มีแนวเส้นทางเกาะไปตามทางรถไฟเดิม พร้อมสถานีที่เหมือนกับรถไฟเดิมแบบแทบจะถอดมา โดยมีบ้านใหม่อยู่ที่สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งสร้างมาเพื่อทดแทนบ้านเดิมที่หัวลำโพงซึ่งคับแคบลงทุกวัน

การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

เจ้ารถไฟสายสีแดงถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการเดินทางด้วยรถไฟไปยังพื้นที่ชานเมือง เส้นทางนั้นประกอบด้วยทิศเหนือและทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ ก่อน แล้วจึงสร้างส่วนต่อขยายตามมาด้วยทิศตะวันออกที่ไปสุดสายที่สถานีหัวหมาก และทิศใต้มุ่งหน้าเข้าหัวลำโพง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการพาคนจากทั่วประเทศที่ต้องมาลงรถไฟที่สถานีกลางเข้าสู่หัวลำโพง ใจกลางเมืองที่เคยเป็นอดีตสถานีหลัก 

และในอนาคต เมื่อทั้งสี่ทิศทางเสร็จสมบูรณ์นั้น การเดินทางในกรุงเทพฯ และรอบนอกด้วยรถไฟจะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

น่าเสียดายที่การเกิดขึ้นของระบบรถไฟใหม่ๆ ทำให้ความสนใจมันถูกเทลงไปอย่างเอนเอียง มันอาจจะไม่แปลกหรอกที่ใครๆ ก็ชอบของที่ใหม่กว่า สดกว่า ดีกว่า จนทำให้รถไฟชานเมืองดั้งเดิมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ไม่ค่อยมีใครสนใจ ทั้งที่มันสามารถยกเครื่องใหม่ให้เทียบเท่ากับรถไฟรุ่นลูกที่เกิดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดได้ ซึ่งถ้ามันถูกอุ้มชูไปควบคู่กัน เราเองก็จะมีตัวเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันให้เดินทางได้มากกว่านี้แน่นอน

การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

แม้ว่าวันนี้รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมอาจจะยังไม่ใช่การเดินทางที่สะดวกสบายที่สุด ไม่ใช่วิธีแรกๆ ที่นึกถึงในการเดินทาง แต่ก็ยังเป็นเพื่อนเดินทางที่ทำหน้าที่พาหลายชีวิตเดินทางเข้าออกกรุงเทพฯ ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องตามสภาพที่จะทำได้ ทุกวันเมื่อมันเคลื่อนออกจากชานชาลาสถานีต้นทางพร้อมพระอาทิตย์ขึ้น และถึงปลายทางในยามพลบค่ำ วันรุ่งขึ้นมันก็พร้อมทำหน้าที่รับคนกลุ่มเดิมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อมาถึงชานชาลาสถานีปลายทางในเช้าวันใหม่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เป็นวัฏจักร 

รถไฟสายสีแดงก็คงเป็นความหวังใหม่ที่จะพัฒนาคุณภาพของรถไฟชานเมืองให้กับผู้คนอีกมากมาย มันอาจจะเป็นโมเดลของรถไฟชานเมืองในภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ และในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นภาพคนมหาศาลขึ้นรถไฟไปทำงานกันเป็นกิจวัตรเหมือนที่ญี่ปุ่นก็ได้

การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

เกร็ดท้ายขบวน

  1. สถานีกรุงเทพหรือหัวลำโพงนั้น ไม่ได้ปิดตัวลงอย่างที่เป็นข่าว จะเหลือเพียงรถไฟชานเมืองบางขบวนเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ส่งผู้โดยสารถึงสามเสน รามาธิบดี ยมราช พญาไท อุรุพงษ์ และหัวลำโพง ซึ่งรถไฟสายสีแดงไปไม่ถึง 
  2. โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เมื่อเต็มรูปแบบแล้วทิศเหนือจะไปถึงบ้านภาชี (อยุธยา) ทิศใต้ไปถึงมหาชัย ทิศตะวันออกไปถึงฉะเชิงเทรา และทิศตะวันตกไปถึงนครปฐม
  3. ในภูมิภาค รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมก็มีแต่มันมีชื่อเรียกว่า ‘รถท้องถิ่น’ ซึ่งก็เป็นรถไฟที่ให้บริการสอดคล้องกับช่วงเวลาที่คนเดินทางไปทำงาน เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ และปริมณฑล
  4. ปัจจุบันมีคนใช้รถไฟชานเมืองเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เลือกใช้บริการเพราะราคาประหยัดและรถไม่ติด คุณๆ ก็ลองดูได้นะครับ

เช็กรอบเวลารถไฟชานเมืองได้ที่ www.railway.co.th หรือโทรสอบถามตารางที่เบอร์ 1690

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เราเห็นโลเคชันท่องเที่ยวและถ่ายรูปใหม่เกิดขึ้นมาแบบงงๆ ว่าทำไมอยู่ๆ สถานที่นี้ถึงฮิตขึ้นมาได้ จนกระทั่งได้ความมาว่า เพราะอินสตาแกรมของ ใหม่ ดาวิกา ไปถ่ายรูปที่โลเคชันนี้ คนก็เลยแห่แหนไปตามรอย เพราะถ่ายออกมาแล้วสวยเหมือนต่างประเทศ และก็มีบล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวอีกมากมายออกมารีวิวกันจนแชร์โพสต์แทบไม่ทัน

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ที่นี่คือทางรถไฟลอยน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ลพบุรี ประเทศไทย

อ้าว มันไม่ได้ฮิตอยู่แล้วหรอ ใครๆ ก็รู้จักนี่ ขนาดตั๋วรถไฟนำเที่ยวก็ยังมียอดจองถล่มทลายจนเต็มไปหลายอาทิตย์

แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่ใช่หน้าน้ำหน้าท่องเที่ยวน่ะสิ แต่เป็นช่วง Low Season ของเขื่อนที่มันไม่มีน้ำต่างหาก ปกติแทบไม่ค่อยมีใครสนใจ ไม่ค่อยมีคนมาทำกิจกรรม หรือไม่ค่อยมีคนรู้ด้วยซ้ำ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนมักเข้าใจว่าน้ำจะอยู่ในเขื่อนยาวๆ ไม่มีช่วงพร่องจนเห็นทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา เมื่อภาพแบบ Unseen (จริงๆ) ถูกเผยแพร่ออกมาปั๊บ ที่นี่ก็กลายเป็นอีกหมุดหมายการเดินทางไปเยือนแบบถล่มทลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (ใช่ เราก็สงสัยอยู่พักใหญ่เลยว่าทำไมอยู่ๆ มีแต่คนแห่ไป) 

ภาพของทุ่งหญ้ากว้าง มีแอ่งน้ำประปราย ท้องฟ้าโล่งสดใสกับแสงสีทองของพระอาทิตย์อัสดง ชักชวนให้อยากไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งจริงๆ

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ในฐานะคนชอบรถไฟระดับแพลตินัม เราอาจจะไม่รู้สึกแปลกกับการเห็นรถไฟที่เขื่อนป่าสักฯ ทั้งหน้าน้ำและหน้าแล้ง แต่สำหรับคนทั่วไปนั้น ภาพจำเขื่อนป่าสักฯ ของเขาคือรถไฟที่วิ่งผ่านท้องน้ำกว้างใหญ่ ปกติแล้วเดอะแก๊งรถไฟก็จะชอบออกไปถ่ายรูปรถไฟเล่นอยู่แล้ว เขื่อนป่าสักก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ไปกันประจำ ไปกันจนชาวบ้านน่าจะจำหน้าได้แล้ว 

มุมประจำจริงๆ จะมีไม่กี่มุมที่มองเห็นรถไฟเต็มขบวนได้ชัดที่สุด แต่ถ้าจุดที่แฟนรถไฟระดับเดนตายลงความเห็นกันแล้วว่า ‘เหมาะสมที่สุดและลงตัวที่สุด’ กับการตั้งป้อมยิงภาพรถไฟ นั่นคือคันกั้นน้ำตรงสถานีรถไฟโคกสลุง ซึ่งต่อมากลายเป็นสถานที่ยอดฮิตนี้นี่แหละ ด้วยชัยภูมิของมันที่ลมโกรกมากกกก ตัวบางๆ คือปลิวได้ บวกกับความโล่งของพื้นที่ที่มองเห็นภูเขาเป็นฉากหลัง ยามน้ำเต็มก็ดูยิ่งใหญ่สวยงาม พอน้ำแห้งก็แปลกตาไปอีกแบบ

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน
เขื่อนป่าสักตอนน้ำเต็ม 
ภาพ : สิริพร เชื้อทอง
รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน
เขื่อนป่าสักตอนน้ำแห้งและเป็นทุ่งเลี้ยงวัว 
ภาพ : กิตติธัช กีรตินิจกาล

หากใครที่จะนั่งรถไฟมาเพื่อมาดูทุ่งรถไฟลอยฟ้านั้นคุณคิด… ผิด

อย่ามารถไฟ ขับรถมาเถอะ เพราะเส้นทางนี้มีรถไฟวิ่งผ่านค่อนข้างน้อย การเดินทางไป-กลับ ที่มีโจทย์ว่าต้องซึมซับกับบรรยากาศให้มากที่สุดขอให้ตัดชอยส์รถไฟออกได้เลย การนั่งรถไฟนั้นควรกระทำแค่การมาเที่ยวรถไฟลอยน้ำเท่านั้น 

เราและเพื่อนขับรถจากกรุงเทพฯ ผ่านสระบุรี และมาตามถนนหมายเลข 21 ผ่านพัฒนานิคม ตั้งจุดหมายเอาไว้ที่ตำบลโคกสลุง ซึ่งเป็นจุดใกล้กับสะพานรถไฟมากที่สุด สิ่งแรกที่อยากให้ทำคือ มาแวะเที่ยวสถานีรถไฟโคกสลุงและชุมชน ก่อนจะไปทุ่งหญ้าใต้สะพานรถไฟในช่วงเย็น 

ก่อนจะไปถึงที่หมาย มารู้จักกับโคกสลุงกันก่อนในฐานะชุมชนเจ้าบ้าน 

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ย้อนกลับไปหลายปีก่อนเขื่อนป่าสักฯ จะเกิด ชุมชนหลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ริมแม่น้ำป่าสัก ส่วนหนึ่งของอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ที่เรียกได้ว่าไกลจากตัวเมืองพอสมควร พื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างแห้งแล้ง มีแม่น้ำสายเดียวที่ไหลผ่านนั่นคือแม่น้ำป่าสัก จนกระทั่งโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักเกิดขึ้น มีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทำให้พื้นที่ราบบางส่วนซึ่งเป็นที่ต่ำต้องกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ ชุมชนที่กระจายไปทั่วก็มารวมกลุ่มตั้งหมู่บ้านใหม่บริเวณตำบลโคกสลุงนอกเขตคันกั้นน้ำ

โคกสลุงเป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่ในย่านนี้มานานมาก จากการค้นพบโบราณวัตถุและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ บอกได้ว่าบริเวณเขื่อนป่าสักเป็นแหล่งชุมชนโบราณหลายยุค ไม่ว่าจะเป็นภาชนะดินเผาบริเวณบ้านเกาะพระแก้ว หรือศิลาแลงและหินทรายที่ตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยม เพื่อใช้ประกอบเป็นอาคารตามสถาปัตยกรรมแบบเขมรในยุคอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร-ลพบุรี 

ที่มาของชื่อโคกสลุงนั้นสันนิษฐานว่ามาจากคำว่า ‘ถลุง’ เนื่องจากมีการค้นพบโบราณวัตถุสำคัญในละแวกนี้ รวมถึงก้อนเศษเหล็กที่สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ถลุงแร่ของชาวบ้านในสมัยก่อน จึงมีชื่อเรียกว่า ‘โคกถลุง’ ก่อนจะเพี้ยนเป็น ‘โคกสลุง’

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยเบิ้ง 
ภาพ : ชุมชนไทยเบิ้งโคกสลุง – Khoksalung (thaibuengkhoksalung.com)

ในแง่วัฒนธรรม ชาวชุมชนโคกสลุงเป็นชาวไทยเบิ้งที่เคลื่อนย้ายมาจากโคราช มีลักษณะเด่นทางภาษาที่พูดคล้ายไทยภาคกลาง แต่มีเอกลักษณ์ตรงเสียงเหน่อแบบโคราชที่หลงเหลืออยู่ รวมถึงคำลงท้ายเช่น เบิ้ง เหว่ย เด้อ ฯลฯ และถ้าเป็นคนโคกสลุงดั้งเดิมเลยก็จะมีนามสกุลลงท้ายด้วย ‘สลุง’ 

อาชีพหลักของชาวโคกสลุงคือการทำเกษตรกรรม ประมง หาของป่า และที่เรียกว่าเป็นเอกลักษณ์จริงๆ คือการทอผ้า โดยเฉพาะผ้าขาวม้าที่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของการแต่งตัว ซึ่งหลงเหลือให้เห็นในคนเฒ่าคนแก่ 

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
ชุมชนโคกสลุงหลังการสร้างเขื่อนเสร็จ 
ภาพ : ชุมชนไทยเบิ้งโคกสลุง – Khoksalung (thaibuengkhoksalung.com)

ปัจจุบันโคกสลุงเปลี่ยนไปมากหลังจากที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์สร้างเสร็จ หมู่บ้านที่กระจัดกระจายไปทั่วได้มารวมกลุ่มกันนอกคันกั้นน้ำจนเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ความเป็นอยู่ก็เริ่มเปลี่ยนไป รวมถึงอาชีพที่มีการประมงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การแปรรูปปลา การปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงการทำนา ทำขนมซึ่งมีข้าวแต๋นน้ำแตงโมเป็นอาหารขึ้นชื่อ ที่เมื่อไหร่รถไฟนำเที่ยวเดินทางมาถึงสถานีรถไฟโคกสลุงก็จะต้องซื้อติดมือกลับกรุงเทพฯ ไปทุกครั้ง รวมถึงผ้าขาวม้าทอมือซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของชุมชนโคกสลุงอีกด้วย

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

ถ้ามาถึงที่นี่แล้วไม่พูดถึงทางรถไฟกับสถานีก็คงไม่ได้ เพราะพระเอกคือทางรถไฟ!

ทางรถไฟเส้นที่ก่อให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยงามนี้ คือทางรถไฟสายแก่งคอย-บัวใหญ่ หนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สร้างขึ้นในยุคหลัง โดยหลักๆ แล้วรถไฟที่ผ่านสายนี้จะเป็นรถทางไกลที่วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ- หนองคาย และรถท้องถิ่นระยะสั้นที่วิ่งในสายนั้นจากแก่งคอยไปบัวใหญ่ หรือแก่งคอยไปลำนารายณ์ แล้วก็มีรถสินค้าวิ่งผ่านประปราย โดยทางรถไฟเดิมก็พาดผ่านพื้นที่บนพื้นราบน่ะแหละ รอบๆ ก็เป็นไร่บ้าง ป่าบ้าง ทุ่งบ้าง แล้วพอจะสร้างเขื่อนนั้นเอง ด้วยความที่มันอยู่ในพื้นที่ที่น้ำต้องท่วม ก็เลยต้องปรับให้ทางรถไฟยกสูงขึ้นกว่าน้ำ บางช่วงเป็นคันดิน บางช่วงเป็นสะพานยาวลัดเลาะไปตามขอบของอ่างเก็บน้ำ ก็เลยกลายเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดในประเทศไทยอย่างที่เรารู้จักกัน

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

สถานีนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายแก่งคอย-บัวใหญ่ ตัวสถานีดั้งเดิมตั้งอยู่บนพื้นในชุมชนโคกสลุงเลย แต่พอมีการปรับแนวทางรถไฟเพื่อยกหนีน้ำ ทางรถไฟเดิมที่ยกสูงแล้วคงไม่สามารถโฉบลงมาระดับพื้นเพื่อมาจอดสถานีโคกสลุงได้ ไม่งั้นจะกลายเป็นรถไฟเหาะแน่ๆ สถานีโคกสลุงเลยต้องปรับตัวตามทางรถไฟ ย้ายจากที่เดิมเขยิบมานิดหน่อย แล้วยกสูงขึ้นในระดับเดียวกับแนวสะพาน จนกลายเป็นสถานีรถไฟยกระดับบนคันดินที่เรียกว่าเป็นจุดสูงสุดของตำบลนี้ เอาเป็นว่าถ้าอยู่บนสถานีมองไปรอบๆ จะเห็นบ้านทุกหลังต่ำกว่าสถานีแน่นอน

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

วันที่มาถึงอากาศค่อนข้างร้อน แดดก็แรงซะเหลือเกิน พอรถมาจอดปั๊บ พี่นายสถานีที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ก็กุลีกุจอมาหาและทักทายในฐานะคนคุ้นเคย เพราะในช่วงเวลาที่รถไฟนำเที่ยวเขื่อนป่าสักฯ ยังวิ่งอยู่ เรามากับขบวนนี้บ่อยมาก 

สถานีในวันนี้ค่อนข้างเงียบ แตกต่างจากช่วงมีรถไฟนำเที่ยว เพราะถ้าเป็นฤดูท่องเที่ยวนั้น สถานีโคกสลุงจะทำหน้าที่เป็นตลาดนัดปลายทางระหว่างที่รถไฟกลับทิศทางหัวรถจักร หลังจากพาผู้โดยสารชมวิวบนรถไฟลอยน้ำเรียบร้อยแล้ว เกิดจากการที่ว่าการกลับทิศหัวรถจักรในแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณหนึ่ง บวกกับต้องรอหลีกให้รถไฟอีกขบวนวิ่งผ่านไป ไอ้ครั้นจะให้ผู้โดยสารนั่งรอเฉยๆ ก็ไม่ได้ประโยชน์ การรถไฟกับชาวบ้านเลยออกไอเดียปิ๊งปั๊งว่า วันไหนที่มีรถไฟนำเที่ยวก็มาตั้งตลาดให้คนช้อปปิ้งกันบนชานชาลาไปเลยสิ นอกจากจะให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อของกินที่หาในเมืองยากๆ ยังกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านอีกต่างหาก 

สถานีรถไฟโคกสลุงก็เลยมีภาพจำเป็นตลาดนัดสถานีรถไฟไปโดยทันที

แต่สำหรับในวันที่ไม่มีรถไฟนำเที่ยว สถานีนี้ก็เงียบเชียบแบบนี้นี่แหละ ไม่อึกทึก ไม่วุ่นวาย และยังเป็นที่นั่งชมวิวตอนเย็นๆ ได้สบายอกสบายใจ

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

พวกเราคุยกับพี่นายสถานีอยู่นานจนรู้สึกว่าแดดเริ่มร่ม พี่เขาเลยแนะนำว่าให้ขับรถผ่านไปทางวัดโคกสลุง แล้วเลาะชายขอบอ่างเก็บน้ำไปเรื่อยๆ บรรยากาศจะดีมาก ถนนตรงนั้นจะพาวกกลับมาตรงจุดที่เขานิยมไปถ่ายรูปกัน

ก่อนจากกันไป พี่เขายังแซวเลยว่า “มาตามคุณใหม่หรอ” 

เราขับรถชมวิวมาเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เขาฮิตกัน ภาพแรกที่เห็นคือ คน คน คน และคน 

เออ มันแมสกว่าที่คิดแฮะ และเราก็ไม่อยากอยู่ตรงคนเยอะๆ นี้ด้วย เลยเลือกที่จะขับลงไปข้างล่างโดยทันที เพื่อหามุมที่มองเห็นทางรถไฟชัดที่สุดจากพื้นล่าง (คนชอบรถไฟก็ต้องดูรถไฟสิ จริงไหม) 

ปกติแล้วถ้าในช่วงหน้าแล้งไม่มีน้ำ คนโคกสลุงจะขับรถลงมาตรงทุ่งใต้สะพานรถไฟ ส่วนใหญ่เขาไม่ได้มาปิกนิกกันหรอก แต่จะขับต่อไปจนถึงจุดที่ยังมีน้ำขังอยู่ บ้างมาเล่นน้ำ บ้างมาตกปลา บ้างเอาวัวมากินหญ้า บรรยากาศที่ดีที่สุดคงเป็นเวลาประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป จนกว่าพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เมื่อเราลงมาถึงพื้นดินแล้ว ภาพที่เห็นจะค่อนข้างแปลกตาและไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ 

เป็นทุ่งกว้างมีหญ้าสีเขียวอ่อน มีแอ่งน้ำบ้างประปรายตามสภาพภูมิประเทศ ด้านหน้าเป็นสะพานรถไฟทอดยาวข้ามจากด้านขวาไปด้านซ้าย 

ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ประปราย ทำให้ภาพของทุ่งดูไม่แห้งแล้งและโดดเด่นดูมีมิติขึ้นมา ไกลๆ นั้นคือแนวเทือกเขาที่กั้นภาคกลางกับภาคอีสานเอาไว้ มีแอ่งน้ำในเขื่อนที่กว้างสุดลูกหูลูกตาส่องประกายวิบวับล้อกับแสงแดดยามอาทิตย์อัสดง เหมือนประกายของเพชรที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้

สวยขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงแห่กันมา

บ้างก็ว่านี่เป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย (คงเพราะทุ่ง ไม่ใช่อากาศ)

บ้างก็ว่าทางรถไฟสายนี้เหมือนแถบทิเบต (ก็เป็นเพราะทุ่งโล่งเช่นกัน)

จริงๆ ไม่ต้องไปเปรียบกับที่ไหนหรอก เพราะยังไงโคกสลุงก็คือโคกสลุง ที่นี่มีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่แล้ว

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

กิจกรรมหลักๆ คงไม่พ้นการนั่งละเลียดกินของอร่อยไปเรื่อยๆ แล้วมองบรรยากาศท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีจากฟ้าสดไปสู่สีส้ม มองนกบินผ่าน มองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า บ้างก็เดินลงไปเล่นน้ำในเขื่อนที่ไม่ได้ลึกมาก หรือขับรถเลาะไปตามทางที่พอสังเกตเห็นได้บ้าง ออกไปถ่ายรูปอาทิตย์อัสดง ตากลมเย็นๆ ที่พัดมาตลอดอย่างไม่ขาดสาย 

และกิจกรรมหนึ่งที่ทุกคนแทบจะตั้งตารอเลย คือการได้เห็นรถไฟขบวนยาวที่นานๆ จะโผล่มาที วิ่งผ่านบนสะพานเหนือทุ่งหญ้านั้น และโบกมือให้กับคนบนรถไฟ เสียงคำรามของเครื่องยนต์รถไฟและเสียงล้อกระทบรางดัง ควบคู่ไปกับเสียงคนจากในทุ่งที่ส่งเสียงแข่งกลับไปเพื่อทักทายรถไฟขบวนนั้น

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เราขอไม่แนะนำเป็นพิเศษว่ามาที่นี่แล้วต้องทำอะไร แต่ขอให้ทุกคนทำตามความรู้สึกของตัวเองในการซึมซับบรรยากาศแบบนี้ บรรยากาศที่หาไม่ได้เลยในเมืองหลวง บรรยากาศที่เอื้อกับการนอนรับลมชมวิวและดูพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกลับขอบฟ้า

พวกเราออกจากที่นี่ตอนประมาณ 2 ทุ่ม ตามความตั้งใจที่จะรอรถไฟสินค้าขบวน 555 แหลมฉบัง-หนองคาย ที่จะผ่านราวๆ ทุ่มครึ่ง พวกเราไม่สามารถถ่ายรูปได้เพราะไม่เหลือแสงแล้ว เราเลือกมองดูมันวิ่งผ่านหัวไป แล้วใช้สมองจดจำภาพรถไฟคอนเทนเนอร์ความยาว 10 กว่าตู้วิ่งบนสะพาน โดยมีฉากหลังคือท้องฟ้าสีดำ มีดาวระยิบระยับกระจายเต็มไปหมด ซึ่งเป็นอะไรที่วิเศษมาก และรู้สึกว่าอยากกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับความหวังที่ว่ามันจะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่อไป โดยที่สภาพแวดล้อมไม่เพี้ยนไปจากเดิม

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เกร็ดท้ายขบวน

  1. ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการมานั่งปิกนิกที่ทุ่งกว้างนี้ คือช่วงตั้งแต่ 4 โมงเย็นไปจนถึงราวๆ 2 ทุ่ม และเดือนที่น้ำแห้งให้พอทำกิจกรรมได้ คือช่วงตั้งแต่เมษายนจนถึงราวๆ สิงหาคม
  2. ช่วงเวลาที่รถไฟผ่านที่นี่สามารถตรวจสอบได้กับสถานีโคกสลุง เนื่องจากรถสินค้าก็มีกำหนดเวลาไม่แน่นอน
  3. ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีห้องน้ำ จึงไม่เหมาะกับการพักค้างคืน
  4. ผู้มาเยือนอย่าลืมรักษาความสะอาด เก็บขยะและสิ่งแปลกปลอมให้หมดทุกชิ้น 
  5. ข้าวแต๋นน้ำแตงโมที่โคกสลุง อร่อยมากกกกกกกกก

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load