ในวันที่ไปไหนมาไหนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ สะดวกสบายขึ้นกว่าแต่ก่อน เรามีรถไฟฟ้าให้ไปถึงปลายทางได้อย่างรวดเร็ว เรามี Grab ที่พาเราไปส่งได้ทุกที่ การพาตัวเองจากบ้านเพื่อไปทำงานหรือไปเรียนกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก (อาจจะขอยกเว้นเรื่องความติดขัดของการจราจร และราคารถไฟฟ้าที่เห็นแล้วต้องปวดหัว) จริงๆ ยังมีการเดินทางด้วยยานพาหนะอีกชนิดหนึ่งที่ยังมีคนเลือกใช้เพื่อเดินทางไปเรียนกันเป็นกิจวัตร ตั้งแต่ยุคที่ถนนหนทางยังไม่สะดวกเท่าทุกวัน 

นั่นคือรถไฟ

รถไฟปู๊นๆ เนี่ยแหละ 

ทั้งเป็นรถไฟระหว่างเมืองที่มาจากต่างจังหวัด หรือเป็นรถไฟระยะใกล้ที่วิ่งแค่ในแถบชานเมือง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นอีกทางเลือกในการเดินทางที่สะดวกพอตัว

เรากำลังจะไปทำความรู้จัก ‘รถไฟชานเมือง’ หรือ Commuter Train 

รถไฟประเภทหนึ่งที่ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อคนที่พักอาศัยอยู่ในย่านรอบนอกของเมือง แล้วต้องเข้ามาสู่ใจกลางเมืองใหญ่ ด้วยการขนคนได้ทีละมากๆ และมีความปลอดภัยสูง จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รถไฟระบบนี้เป็นทางเลือกของใครหลายคน

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ระบบรถไฟชานเมืองเน้นการขนส่งจากใจกลางเมืองใหญ่ออกไปรอบนอก ในระยะวิ่งไม่เกิน 200 กิโลเมตร หรือช่วงเวลาเดินทางไม่เกิน 3 – 4 ชั่วโมง มีสถานีที่อยู่ห่างในระยะที่เราเดินไม่ได้ และรถไฟจอดทุกสถานีที่วิ่งผ่าน (ในบางประเทศมีให้บริการเป็นรถชานเมืองด่วนด้วย) มีคนขึ้นลงตลอดการเดินทาง แตกต่างจากรถไฟระหว่างเมืองที่คนเน้นเดินทางไกลมากกว่า รวมถึงรอบเวลาก็มีมากพอให้เราไม่ต้องรอนานเมื่อพลาดขบวนก่อนหน้า 

คำนิยามของ รถไฟชานเมือง รฟท. ได้บอกเอาไว้ว่า มันคือรถไฟที่เข้า-ออก สถานีกรุงเทพและสถานีธนบุรี เดินทางไปปลายทางที่ห่างจากต้นทางไม่เกิน 150 กิโลเมตร และจอดรับส่งผู้โดยสารทุกสถานี ไม่เว้นแม้แต่ป้ายหยุดรถที่เป็นจุดขึ้นลงย่อยๆ 

สำหรับ รถไฟชานเมือง ของไทยถือว่าได้รับความนิยมพอสมควร ด้วยราคาประหยัด ใช้เวลาเดินทางไม่นานเมื่อเทียบกับถนน รวมถึงการเจาะเข้ามาถึงในกลางเมือง มันจึงพาคนจากแหล่งที่อยู่อาศัยต่างๆ เดินทางเข้าสู่เมืองได้แบบส่งตรงถึงใจกลาง 

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ทางที่เธอไป

กรุงเทพมหานครมีปทุมธานีอยู่ด้านเหนือ นครปฐมอยู่ตะวันตก และฉะเชิงเทราอยู่ตะวันออก

การขยายตัวของเมืองทำให้จังหวัดรอบๆ ที่มีอาณาเขตติดกับกรุงเทพฯ แทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน พื้นที่อยู่อาศัยที่เคยอยู่ในไข่แดงของกรุงเทพค่อยๆ กระจายออกไปทั่วทุกทิศ แล้วไปประสานกับกลุ่มชุมชนดั้งเดิมซึ่งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของเมือง ก็ไม่พ้นเส้นทางคมนาคมทางถนนที่ดูเหมือนจะตัดตามสถานที่ต่างๆ ไปหรือแม้แต่การเปิดเส้นทางใหม่ๆ ให้เมืองเข้าไปหา ถ้าตรงไหนป๊อปปูลาร์หน่อย เส้นทางสัญจรก็มีตัวเลือกหลากหลายรูปแบบ

มาดูเส้นทางรถไฟของกรุงเทพฯ และปริมณฑลกันหน่อย ทุกคนคงมีข้อมูลชุดเดียวกันในหัวแล้วว่า สถานีรถไฟหลักของประเทศไทยก็คือสถานีกรุงเทพ หรือที่เราติดปากเรียกกันว่าหัวลำโพง ทางรถไฟที่มุ่งหน้าไปทั่วทุกภาคของไทยนั้นตั้งจุดสตาร์ทที่นี่ ก่อนจะแยกออกไปทิศทางต่างๆ

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ
รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ทางรถไฟสายเหนือและสายอีสานจับมือไปทางด้านทิศเหนือ ผ่านพื้นที่การค้าแถบโบ๊เบ๊ ยมราช สามเสน บางซื่อ บางเขน หลักสี่ สนามบินดอนเมือง เข้ารังสิต และวิ่งต่อไปอยุธยา

สายตะวันออก วิ่งไปมักกะสัน หัวหมาก ลาดกระบัง หัวตะเข้ และข้ามจังหวัดออกไปฉะเชิงเทรา

สายใต้ วิ่งไปด้านทิศตะวันตก ผ่านบางซ่อน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปบางบำหรุ ตลิ่งชัน เข้าศาลายา และไปนครปฐม

เห็นไหม แต่ละที่ชื่อคุ้นๆ ทั้งนั้น

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ในทุกเช้า ภาพที่เห็นจนชินตาคือขบวนรถไฟชานเมืองจากทั้งสามสารทิศมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ

รถไฟขบวนยาวบ้างสั้นบ้าง พาผู้โดยสารมาเต็มขบวนเดินทางเข้าสู่ในเมือง มีคนสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นลงตลอดทาง อยู่ที่ว่าปลายทางของคนคนนั้นอยู่ที่ไหน 

รถไฟที่มาจากทางทิศเหนือของกรุงเทพฯ คนจะเริ่มหนาแน่นที่อยุธยา เมื่อชุดแรกลงที่รังสิตก่อนชุดใหม่จะขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงบางซื่อ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนไป MRT ที่นี่มีคนลงเยอะพอสมควร แล้วรถไฟก็เดินทางต่อผ่านสามเสน โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่เรียกได้ว่าลงรถไฟปั๊บ เข้าโรงพยาบาลปุ๊บ และพาผู้โดยสารชุดสุดท้ายไปแตะปลายทางที่สถานีกรุงเทพ 

สายตะวันออกถือว่าลูกค้าก็ไม่น้อยหน้า ด้วยเพราะถนนเข้าเมืองค่อนข้างอ้อม ทำให้รถไฟชานเมืองกลายเป็นขวัญใจคนทำงาน คนส่วนใหญ่เดินทางมาจากฉะเชิงเทรา หัวตะเข้ ลาดกระบัง หัวหมาก ผู้โดยสารชุดใหญ่ก็ลงที่อโศก ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนเส้นทางกับ MRT ส่วนที่เหลือก็มีกระจายลงที่พญาไทบ้าง ยมราชบ้าง และไปจบการเดินทางที่สถานีกรุงเทพเหมือนสายอื่นๆ 

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ
รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

สถานีกรุงเทพ คือจุดหมายปลายทางและจุดเริ่มต้นการเดินทางที่อยู่ในใจกลางเมืองมากที่สุด แวดล้อมไปด้วยย่านเศรษฐกิจ การค้า ที่อยู่อาศัยที่สำคัญและหนาแน่น ไม่ต่างกับสถานีรถไฟหลักในต่างประเทศ ซึ่งมุ่งตรงเข้าใจกลางเมืองให้มากที่สุดเช่นกัน นี่คือภารกิจที่สำคัญของรถไฟชานเมือง 

พลังที่เธอมี

อย่างที่ว่าไป เจ้ารถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมทำหน้าที่ของมัน ส่งคนตอนเช้า รับคนกลับตอนเย็น วนลูปไปหลายสิบปีจนสิ่งใหม่ๆ เริ่มเข้ามาถึงกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของเรา ระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ เกิดขึ้นมาอีกมากมายที่เป็นตัวเลือกของการเดินทางที่สะดวกขึ้น 

จากคนรอบนอกที่ต้องนั่งรถไฟชานเมืองเข้ามาทำงาน ก็เปลี่ยนเป็นรถตู้บ้าง รถไฟฟ้าบ้าง ทำให้รถไฟชานเมืองที่เคยรุ่งเรืองและครองการเดินทางเข้าเมืองมานานมีคนใช้น้อยลง จนคนแทบนึกไม่ถึงว่ามีวิธีเดินทางแบบนี้อยู่ด้วย ซึ่งถ้าว่ากันตรงๆ มันก็มีจุดแข็งที่ไม่แพ้ใคร 

รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

อันดับแรก มีตารางเวลาเป็นของตัวเอง ซึ่งเราคำนวณและวางแผนได้เลยว่าจะไปถึงที่หมายปลายทางของเราตอนกี่โมง แม้จะเกเรบ้าง แต่ก็คาดคะเนได้ไม่ยาก แถมใช้เวลาในการเดินทางใช้เวลาไม่นาน อันนี้เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกไม่ถึง จากหัวลำโพงใจกลางเมืองมุ่งสู่รังสิต ศาลายา หัวตะเข้ ด้วยเวลาแค่ 60 นาที ไปอยุธยา นครปฐม ฉะเชิงเทรา ภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้น แถมไม่ต้องมาลุ้นอีกว่าวันนี้รถจะติดไหม

สองคือการเข้าถึงหลายๆ สถานที่ที่ถนนหนทางสายหลักไม่ได้ตัดเข้าไปหา ส่วนใหญ่ก็เป็นเมืองดั้งเมืองเดิมที่อยู่กันมานานแสนนานตามแนวทางรถไฟนั่นแหละ การที่สถานีรถไฟถูกห้อมล้อมด้วยที่อยู่อาศัย ตามคอนเซปต์รถไฟไปที่ไหนเมืองเกิดที่นั่น ทำให้การเข้าถึงรถไฟของคนในละแวกนั้นๆ ไม่ใช่เรื่องยาก และดูเหมือนว่าจะง่ายกว่าการเดินทางด้วยวิธีอื่นซะอีก 

สาม ราคาค่ารถที่ถู้กถูกเสียจนเอามือทาบอก เริ่มต้นแค่เพียง 2 บาท ก็นั่งไปได้ตั้ง 10 กิโลเมตร แถมไปไกลขึ้นค่ารถก็ไม่ได้แพงเลย จะไปดอนเมืองก็จ่ายแค่ 5 บาท ไปอยุธยาก็ 15 บาท ราคาสบายกระเป๋าแบบนี้ จับต้องได้กันทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน คนค้าขาย มนุษย์เงินเดือน หรือแม้แต่ผู้บริหาร หากเดินทางประจำ ใช้ตั๋วเดือนที่มีส่วนลด ก็ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงไปอีก

รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

แม้มีจุดแข็งตามที่บอกไปแล้ว จุดอ่อนของมันก็ยังพอมีอยู่บ้าง หลักๆ เลยคือเรื่องของรอบเวลาที่ไม่ได้มีถี่มากเหมือนรถไฟฟ้า และการใช้รถร้อน ซึ่งความสบายอาจจะสู้กับรถตู้ รถเมล์ หรือรถไฟฟ้าไม่ได้ นี่ก็เป็นปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้คนนิยมใช้รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมน้อยลง 

ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของมันก็ไม่ได้ต่างกับขนส่งมวลชนประเภทอื่นเท่าไหร่ ตามข้อจำกัดของรถไฟที่ไม่ได้สามารถซอกแซกไปทุกที่เหมือนมอเตอร์ไซค์ แต่ก็ยังมีผู้ติดอกติดใจเลือกเดินทางกับมันในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจจะเป็นการเดินทางที่แฝงไว้ด้วยความหวังว่า ในวันหนึ่ง ระบบรถไฟดั้งเดิมแบบนี้จะถูกยกขึ้นมาเป็นนัมเบอร์วันด้วยคุณภาพที่ดีขึ้น เสริมกับศักยภาพที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น 

แล้วอนาคตของรถไฟชานเมืองของไทยจะเป็นยังไง

รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น
รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

ตอนต่อไปของเธอ

ปลายปีนี้ จะมีรถไฟสายใหม่เปิดตัว นั่นคือ ‘รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง’

ความตั้งใจของรถไฟสายนี้อัปเลเวลให้รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมกลายเป็นรถไฟวิ่งด้วยไฟฟ้า แอร์เย็นฉ่ำ แถมรอบถี่ขึ้น ชนิดที่ว่าพลาดขบวนนี้แล้วรออีกไม่กี่นาทีขบวนใหม่ก็มา มีแนวเส้นทางเกาะไปตามทางรถไฟเดิม พร้อมสถานีที่เหมือนกับรถไฟเดิมแบบแทบจะถอดมา โดยมีบ้านใหม่อยู่ที่สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งสร้างมาเพื่อทดแทนบ้านเดิมที่หัวลำโพงซึ่งคับแคบลงทุกวัน

การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

เจ้ารถไฟสายสีแดงถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการเดินทางด้วยรถไฟไปยังพื้นที่ชานเมือง เส้นทางนั้นประกอบด้วยทิศเหนือและทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ ก่อน แล้วจึงสร้างส่วนต่อขยายตามมาด้วยทิศตะวันออกที่ไปสุดสายที่สถานีหัวหมาก และทิศใต้มุ่งหน้าเข้าหัวลำโพง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการพาคนจากทั่วประเทศที่ต้องมาลงรถไฟที่สถานีกลางเข้าสู่หัวลำโพง ใจกลางเมืองที่เคยเป็นอดีตสถานีหลัก 

และในอนาคต เมื่อทั้งสี่ทิศทางเสร็จสมบูรณ์นั้น การเดินทางในกรุงเทพฯ และรอบนอกด้วยรถไฟจะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

น่าเสียดายที่การเกิดขึ้นของระบบรถไฟใหม่ๆ ทำให้ความสนใจมันถูกเทลงไปอย่างเอนเอียง มันอาจจะไม่แปลกหรอกที่ใครๆ ก็ชอบของที่ใหม่กว่า สดกว่า ดีกว่า จนทำให้รถไฟชานเมืองดั้งเดิมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ไม่ค่อยมีใครสนใจ ทั้งที่มันสามารถยกเครื่องใหม่ให้เทียบเท่ากับรถไฟรุ่นลูกที่เกิดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดได้ ซึ่งถ้ามันถูกอุ้มชูไปควบคู่กัน เราเองก็จะมีตัวเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันให้เดินทางได้มากกว่านี้แน่นอน

การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

แม้ว่าวันนี้รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมอาจจะยังไม่ใช่การเดินทางที่สะดวกสบายที่สุด ไม่ใช่วิธีแรกๆ ที่นึกถึงในการเดินทาง แต่ก็ยังเป็นเพื่อนเดินทางที่ทำหน้าที่พาหลายชีวิตเดินทางเข้าออกกรุงเทพฯ ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องตามสภาพที่จะทำได้ ทุกวันเมื่อมันเคลื่อนออกจากชานชาลาสถานีต้นทางพร้อมพระอาทิตย์ขึ้น และถึงปลายทางในยามพลบค่ำ วันรุ่งขึ้นมันก็พร้อมทำหน้าที่รับคนกลุ่มเดิมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อมาถึงชานชาลาสถานีปลายทางในเช้าวันใหม่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เป็นวัฏจักร 

รถไฟสายสีแดงก็คงเป็นความหวังใหม่ที่จะพัฒนาคุณภาพของรถไฟชานเมืองให้กับผู้คนอีกมากมาย มันอาจจะเป็นโมเดลของรถไฟชานเมืองในภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ และในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นภาพคนมหาศาลขึ้นรถไฟไปทำงานกันเป็นกิจวัตรเหมือนที่ญี่ปุ่นก็ได้

การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

เกร็ดท้ายขบวน

  1. สถานีกรุงเทพหรือหัวลำโพงนั้น ไม่ได้ปิดตัวลงอย่างที่เป็นข่าว จะเหลือเพียงรถไฟชานเมืองบางขบวนเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ส่งผู้โดยสารถึงสามเสน รามาธิบดี ยมราช พญาไท อุรุพงษ์ และหัวลำโพง ซึ่งรถไฟสายสีแดงไปไม่ถึง 
  2. โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เมื่อเต็มรูปแบบแล้วทิศเหนือจะไปถึงบ้านภาชี (อยุธยา) ทิศใต้ไปถึงมหาชัย ทิศตะวันออกไปถึงฉะเชิงเทรา และทิศตะวันตกไปถึงนครปฐม
  3. ในภูมิภาค รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมก็มีแต่มันมีชื่อเรียกว่า ‘รถท้องถิ่น’ ซึ่งก็เป็นรถไฟที่ให้บริการสอดคล้องกับช่วงเวลาที่คนเดินทางไปทำงาน เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ และปริมณฑล
  4. ปัจจุบันมีคนใช้รถไฟชานเมืองเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เลือกใช้บริการเพราะราคาประหยัดและรถไม่ติด คุณๆ ก็ลองดูได้นะครับ

เช็กรอบเวลารถไฟชานเมืองได้ที่ www.railway.co.th หรือโทรสอบถามตารางที่เบอร์ 1690

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

29 พฤศจิกายน 2564
1K

บางทีสิ่งที่เรารักอาจไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด

เราบอกตัวเองเป็นการปลอบใจ 

ถ้าหากว่าสิ่งนั้นสลายไปตามวาระของมันจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เราคงทำใจได้มากกว่านี้ 

แต่ถ้าสิ่งนั้นมันเป็นสถานที่ที่ผูกพัน มันคงทำใจยากเหมือนกัน และยิ่งเป็นวัตถุหรือสถานที่ ที่อยู่ด้วยกันมานาน ใช้ประโยชน์ได้อย่างดี และแทบไม่มีเหตุผลที่จะต้องจากโลกนี้ไป ยิ่งทำใจยากสุด ๆ

ข่าวช็อกของเรา คือการปิดสถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่ทุกคนรู้จักกันว่าหัวลำโพงแบบฟ้าผ่า 

การกำเนิดเกิดมาของสถานีกลางบางซื่อเป็นการลดบทบาทของสถานีกรุงเทพอยู่แล้ว ให้รถไฟส่วนใหญ่ไปใช้งานที่สถานีกลางบางซื่อ และทำให้สถานีกรุงเทพกลายเป็นสถานีรองในเขตเมือง จะมีแค่รถไฟเข้ามาบางขบวน และรับหน้าที่ใหม่ในการเป็นสถานีรถไฟชานเมืองสายสีแดง เรื่องนี้เข้าใจดี มันต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อการพัฒนาที่สูงขึ้น

นั่นคือการกระจายให้รถไฟทุกขบวนไม่ต้องมากองที่สถานีกรุงเทพ ถัว ๆ แบ่ง ๆ กันไป

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

อยู่ ๆ เมื่อต้น พ.ศ. 2564 มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่า จะไม่มีรถไฟเข้าหัวลำโพงเลยแม้แต่ขบวนเดียว รวมถึงรถไฟสายตะวันออกด้วย ตามนโยบายที่จะให้ใช้สถานีกลางบางซื่ออย่างเต็มรูปแบบ และแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ 

เสียงบ่นเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที เพราะการเดินทางด้วยรถไฟที่เข้าในเมืองนั้นต้องลำบากขึ้นแน่นอน แถมทางรถไฟตัดตรงเข้ามาที่สามเสน รามาธิบดี ยมราช และหัวลำโพง เป็นอันที่ต้องยุติบทบาท ทำให้คนที่ลงสถานีละแวกนั้นต้องเดือดร้อน เพราะรถเมล์ก็ไม่มี รถไฟฟ้าก็มาไม่ถึง คำถามที่หลายคนตั้งคือ “รถไฟทำให้รถติดขนาดนั้นเลยหรอ หรือจริง ๆ รถมันติดอยู่แล้ว แต่รถไฟแค่เป็นจำเลย”

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

ไม่นานนักก็มีเสียงสวรรค์ดังก้อง ราวกับหยาดฝนชโลมหัวใจว่า จะยังคงเหลือรถไฟเข้าหัวลำโพง 22 ขบวน เป็นรถไฟชานเมืองคนทำงานเที่ยวเช้าและเที่ยวเย็น ซึ่งแน่นอนว่ามันช่วยต่อชีวิตให้กับคนทำงานที่ใช้รถไฟชานเมืองในชีวิตประจำวัน เพราะประหยัดทั้งราคาและเวลา 

หัวลำโพงก็ได้ต่อลมหายใจออกไปอีก ในฐานะสถานีรถไฟที่มีขบวนคนทำงานเข้ามาอยู่ ความเบาใจของประชาชนก็เกิดขึ้น ส่วนตัวอาคารสถานีที่ลดภารกิจลง ใช้พื้นที่บางส่วนพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟ เราชาวคนรักรถไฟรู้สึกดีใจกับทางออกนี้ และรู้สึกว่ามันคือความลงตัวที่สุด เพราะคือพิพิธภัณฑ์ที่ทำให้หัวลำโพงยังมีชีวิต มีรถไฟเข้ามาใช้บริการหรือมาถึงพิพิธภัณฑ์นั้น นับเป็นข่าวดีที่สุดที่เคยได้ยินมา ในโมงยามแห่งความสับสนของข่าวสารมีอยู่เต็มโซเชียลเน็ตเวิร์ก

หลังจากดีใจได้ไม่นาน เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงจนไม่ทันตั้งตัวชนิดล้มทั้งยืน เมื่อมีประกาศข่าวมาว่า “จะปิดหัวลำโพง ไม่ให้รถไฟเข้าเลยแม้แต่ขบวนเดียว” (อีกแล้ว) และพื้นที่สถานีนั้นไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม 2564 และเป็นการบอกล่วงหน้าเพียงเดือนเศษ ๆ จนเรียกได้ว่าคนใช้งานประจำช็อกซีนีม่า แถมต้องคิดต่อว่า จะเดินทางต่อยังไง รถเมล์ รถไฟฟ้าสายไหน แล้วต้องใช้เงินเพิ่มเท่าไหร่ เวลาอีกเท่าไหร่ ถือเป็นโจทย์ที่หนักเอาเรื่องอยู่ โดยเฉพาะช่วงโควิดซาที่หลายคนเริ่มตั้งต้นชีวิตใหม่ได้

ส่วนคนที่ไม่ค่อยได้ใช้รถไฟก็เข้ามาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจนหนาตา ช่วงนี้หัวลำโพงจึงอบอุ่นและคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งที่ก่อนหน้าเงียบงันจากช่วงโควิด 

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

เราใช้เวลาในวันเสาร์นั่งอยู่ที่สถานีกรุงเทพเต็มวัน เพื่ออยู่กับเพื่อนเก่าแก่ของเราให้ได้นานที่สุด และเฝ้ามองช่วงชีวิตของเขาในหนึ่งวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก เราเก็บรายละเอียดทั้งหมดในสถานีในวันนั้น เดินย่ำต๊อกไปบนชานชาลา ตามองเข้าไปผ่านกล้องถ่ายรูป บันทึกภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วความทรงจำมันก็ Flashback เข้ามาเป็นฉาก ๆ 

ความผูกพันของเรากับสถานีรถไฟนี้กินเวลายาวนานกว่าที่คิดไว้ซะอีก ก็คงเหมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลึกลงไป ขุดเท่าไหร่ก็ไม่เจอปลาย แถมดึงต้นไม้นั้นออกมาก็ต้องใช้แรงมหาศาล

ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนที่ชอบรถไฟ แต่เราเป็นคนใช้รถไฟมา 30 กว่าปีตั้งแต่ลืมตาดูโลก

ช่วงวัยเด็กของเรานั้น แม่เล่าให้ฟังว่าหลังจากคลอดเราไม่กี่เดือน แม่อุ้มเราขึ้นรถไฟจากสถานีกรุงเทพ ไปบ้านคุณยายที่พิจิตร ต่อมาก็กลายเป็นกิจวัตรประจำปีที่ต้องไปอยู่บ้านคุณยายในทุก ๆ ปิดเทอม การนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปตะพานหินนั้น คือสิ่งที่เราปรารถนาและตั้งตารอทุกครั้งด้วยความตื่นเต้น วันก่อนเดินทางจะเป็นคืนที่เรานอนไม่หลับเลย ภาพรถไฟกับสถานีหัวลำโพงเวียนวนในหัวอยู่ตลอด หัวใจเต้นตึกตัก พอดึกเข้าไม่หลับไม่นอน พ่อกับแม่ก็จะท้าวเอววีนไล่ให้ไปนอนโดยทันที 

เราจำได้ว่าการขึ้นรถไฟเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เป็นชาเลนจ์ของพ่อเรามากทีเดียว สองคนพ่อลูกเข้าไปรอรถไฟค่อย ๆ ไหลเข้ามาจอด ด้วยความนิยมเดินทางด้วยรถไฟนั้น ทำให้ทุกที่นั่งถูกจองเต็มหมด และมักไม่มีคนนั่งตามที่นั่งของตัวเอง สิ่งที่พ่อเราทำได้เพื่อให้ลูกรักได้มีที่นั่งคือ เมื่อรถไฟจอดสนิท พ่อจะจับเราอุ้มเข้าทางหน้าต่าง ให้จองที่ไว้ก่อนแล้วพ่อค่อยขึ้นตามมา และเมื่อถึงเวลารถไฟออก เราจะโผล่หัวน้อย ๆ หน้ากลม ๆ ออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อดูรถไฟขบวนยาวค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานี 

นั่นคือความทรงจำในวัยเด็ก

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

โตมาหน่อยสักมัธยม ช่วง ม.ต้น คือไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้ไปที่สถานีรถไฟเลย เพราะยังไม่ปีกกล้าขาแข็งพอจะออกไปนั่งรถไฟคนเดียวได้ อิสระเสรีของเราเริ่มต้นขึ้นเมื่อมัธยมปลาย ที่เข้ามาสู่แวดวงรถไฟไทยอย่างเต็มตัว เมื่อโลกอินเทอร์เน็ตได้พัดพาเราไปอยู่ในกลุ่มคนรักรถในโลกออนไลน์ เราเริ่มขอที่บ้านเพื่อไปนั่งรถไฟเที่ยว ไกลที่สุดของเด็กวัยรุ่นอายุ 16 ตอนนั้นใน พ.ศ. 2546 คือการนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปบางซื่อ นั่นคือไกลแล้วจริง ๆ นะ พอเริ่มกล้าหาญชาญชัยขึ้น ก็ต่อขยายออกไปเป็นดอนเมืองบ้าง รังสิตบ้าง อยุธยาบ้าง 

การทัศนศึกษาหัวลำโพงเกิดขึ้นเพราะการนั่งรถไฟนี่แหละ กิจวัตรการเยือนหัวลำโพง คือการเข้าไปขอตารางรถไฟที่หน่วยบริการเดินทาง เดินถ่ายรูปในชานชาลา ดูรถไฟวิ่งเข้าออก สเก็ตช์ภาพรถไฟ และถ่ายรูปรถไฟไว้ทั้งวัน ไปโพสต์ในเว็บบอร์ดคนรักรถไฟ ตอนนั้นจำได้ว่าหัวลำโพงคือบ้านหลังที่ 3 รองมาจากบ้านตัวเอง ไอ้การไปทัศนศึกษาหัวลำโพงทำให้เราได้เปิดโลกแบบขั้นสุด เพราะไปเห็นป้ายชื่อหน้าสถานี แล้วก็ลองค้นหาข้อมูลจากหอสมุดแห่งชาติ จนได้ค้นพบว่า “สถานีหัวลำโพงที่เราเรียกกันมาตลอดนั้น จริง ๆ มันชื่อสถานีกรุงเทพ และก็เป็นคนละที่กับสถานีหัวลำโพง” 

หลังจากย่อหน้านี้ไป เราขอเรียกสถานีกรุงเทพว่า ‘หัวลำโพง’ ก็แล้วกัน

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

ย่างเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย จำได้ว่าพอเอ็นทรานซ์ติด เราขอที่บ้านนั่งรถไฟไปขุนตานกับเพื่อน และแน่นอนว่าจุดเริ่มต้นคือสถานีกรุงเทพนี่แหละ ช่วงวัยนี้เราได้นั่งรถไฟมากขึ้น และทุก ๆ ครั้ง เราเลือกที่จะใช้หัวลำโพงเป็นต้นทางเสมอ แม้ว่าบ้านจะอยู่ใกล้สามเสนมากกว่า 

เหตุผลในการเลือกนั้นไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากอยากนั่งรถไฟที่ต้นทาง ความฮึกเหิมในการนั่งรถไฟที่เคลื่อนตัวออกจากสถานีสุดคลาสสิก และเป็นการนั่งรถไฟแบบ ‘เต็มสาย’ จริง ๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น รวมถึงการได้นั่งเฝ้าดูรถไฟขบวนแล้วขบวนเล่า วิ่งเข้า ๆ ออก ๆ ชานชาลาสถานีภายใต้หลังคาโค้งนั้น มันเป็นความสุขของเราที่ยากจะอธิบายได้ วัยขึ้นต้นด้วยเลข 2 ของเรามันขยับเข้าใกล้คำว่าผูกพันกับสถานีแล้วจริง ๆ จนเมื่อการฝึกงานเดินทางมาถึง เราเลือกโดยไม่ต้องคิดว่าจะใช้ชีวิต 3 เดือนฝึกงานกับการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดรถไฟ และเริ่มต้นความฝันของเราที่จะได้ทำงานในหน่วยงานแห่งนี้

จากเด็กที่แวะเวียนมาสถานี สู่การเริ่มต้น ‘ฝึกงาน’ อย่างเป็นทางการกับการรถไฟฯ เราเลือกงานที่หน่วยบริการเดินทาง จุดสำคัญในสถานี จุดที่ใครต่อใครหากไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้เวลารถ จะต้องมุ่งหน้าเข้ามาถามไถ่ข้อมูล เราเรียนรู้กับระบบของการรถไฟ เรียนรู้กับข้อมูลรถไฟที่ต้องตอบคำถามในแต่ละวัน จนค่อย ๆ ซึมซับเอารถไฟเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นจริง ๆ ของการหลงรักรถไฟไทย และได้จุดประกายการไปแข่งขันรายการ แฟนพันธุ์แท้ รถไฟไทยในเวลาต่อมา 

การฝึกงานที่ดุเดือดเลือดพล่านในหัวลำโพงคือประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญ ช่วงสงกรานต์ที่มวลมหาประชาชนทะลักล้นไปทั่วบริเวณ เราได้ฝึกการรับมือช่วงเทศกาล ฝึกความอดทน เรียนรู้ส่วนต่าง ๆ ในสถานี เพื่อให้ข้อมูลกับประชาชนให้มากที่สุด เหนื่อยแต่หัวใจพองโต จนในที่สุดช่วงเวลา 3 เดือนของการฝึกงานก็สิ้นสุดลง เรากลับไปใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอีกครั้ง และตั้งตารอว่าในวันสำเร็จการศึกษา เราจะได้ทำงานในการรถไฟอย่างที่ฝันไว้ตั้งแต่วัยเด็ก 

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
รูปถ่ายตอนสมัยเราฝึกงานที่หัวลำโพง

หลายคนคงรู้ว่า เราคือคนที่ไปแข่งขันรายการ แฟนพันธุ์แท้ซูเปอร์แฟน ในหัวข้อรถไฟไทย 

ในรอบออดิชันของรายการนั้น เราต้องเล่าเรื่องความชอบในรถไฟไทยให้กับกรรมการฟังในเวลาเพียง 2 นาที เพื่อเขาจะได้ตัดสินว่าเราเหมาะสมจะก้าวเข้าไปสู่รอบต่อไปหรือเปล่า และเพื่อเป็นการประกอบข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกันของรายการ กรรมการต้องถามคำถามเราเพิ่ม และมีกรรมการหนึ่งท่านถามเราว่า “เรื่องเกี่ยวกับรถไฟไทยอะไรที่คุณอยากเล่าแล้วคิดว่าว้าวที่สุด”

ในหัวตอนนั้นตีกันอยู่ 2 เรื่อง 

โบกี้ไม่ใช่ตู้รถไฟ สถานีกรุงเทพไม่ใช่หัวลำโพง

เราเลือก ‘สถานีกรุงเทพไม่ใช่หัวลำโพง’ เพราะเป็นเรื่องที่คนทุกคนเข้าถึงได้มากที่สุด และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้เรื่องนี้ แน่นอน มันทำงานได้ดีมาก ความว้าวเกิดขึ้นจนเราสัมผัสได้ แม้ว่าเราจะรู้อยู่ลึก ๆ ว่า ยังไงชื่อของ หัวลำโพง ก็เป็นที่แพร่หลายมากกว่า สถานีกรุงเทพ อยู่แล้ว ซึ่งเราคงเปลี่ยนการเรียกไม่ได้อยู่แล้ว เพราะหลาย ๆ ครั้งเราก็เรียกชื่อสถานีกรุงเทพว่าหัวลำโพง แต่เราคิดว่ามันคือเรื่องเล่าที่น่าสนใจ

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

วัยทำงานของเรา หัวลำโพงเป็นสถานีปลายทางในช่วงเช้าและต้นทางในช่วงเย็น สถานีที่เป็นเหมือนกับที่ทำงานและที่พักผ่อนแบบ 2 in 1 

34 ปีที่เราเป็นส่วนหนึ่งของหัวลำโพง และหัวลำโพงเป็นส่วนหนึ่งของเรา มันค่อย ๆ ไต่ระดับจากสถานีรถไฟที่พาเราไปบ้านยายในวัยเด็ก สนามเด็กเล่นให้เรียนรู้ตอนวัยเรียน สถานที่ฝึกงานวัยมหาวิทยาลัย และสถานีที่เป็นชีวิตประจำวันในวัยทำงาน

มันทำให้เรารู้สึกรักและผูกพันกับที่นี่ไม่น้อยไปกว่าใคร ลึก ๆ แล้วเราเสียดายถ้าที่นี่ต้องปิดตัวลง สถานีนี้อาจจะไม่ได้เป็นความทรงจำหรือส่วนหนึ่งของชีวิตกับทุกคน แต่มันก็ยังเป็นสถานที่ที่ใครจะเริ่มต้นนั่งรถไฟก็ต้องนึกถึง หรือแม้อีกหลากหลายเหตุการณ์และความทรงจำเกิดขึ้นที่นี่ และยังคงจำมันได้ชัดเจน

รถจักรไอน้ำขบวนพิเศษที่พ่นไอน้ำสีขาว และฉากหลังคือหลังคาโค้งของสถานีรถไฟ พร้อมหมู่คนที่ถือกล้องเพื่อถ่ายรูปขบวนคุณทวดท่าทางขึงขังที่ค่อย ๆ แผดเสียง พ่นไอน้ำ และเคลื่อนตัวออกจากสถานีซึ่งไม่มีที่ไหนเหมาะไปกว่าที่นี่อีกแล้ว

เสียงบูม เชียร์ สันทนาการของขบวนรับน้องรถไฟมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เรียกได้ว่าเป็นประเพณีมาร่วมครึ่งศตวรรษ การเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่จากกระโปรงบานขาสั้นเป็นวัยมหาวิทยาลัยของใครหลาย ๆ คน เริ่มต้นที่นี่

ความตื่นเต้นของการเริ่มต้นเดินทางไปเที่ยว แวะถ่ายรูปก่อนขึ้นสถานีรถไฟ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ก็มีแต่รูปหัวลำโพงนี่แหละที่บอกได้โดยไม่ต้องมีรูปตู้รถไฟเลยว่า “ฉันจะนั่งรถไฟไปเที่ยวแล้วนะ”

ร้านอาหารหลากหลายรอบข้างสถานีรถไฟที่ฝากท้องได้ระหว่างวัน ก่อนจะไปเดินเที่ยวเยาวราช ตลาดน้อย สี่พระยา

อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ

ในแต่ละวันมีหลายพันชีวิตแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย ชีวิตของสถานีรถไฟมันก็คือการที่ยังมีคนและขบวนรถไฟเดินทางเข้ามาถึง ไม่ใช่แค่คนเดินทางรถไฟเท่านั้นที่มีบทบาทร่วมกับที่นี่ ความสำคัญของหัวลำโพงมีค่ามากกว่าการเป็นสถานีรถไฟ แต่ยังรวมถึงชุมชน ร้านค้า ร้านอาหาร หรือแม้แต่โรงแรมที่อยู่รายล้อมสถานีรถไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นที่รู้จักมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง

ในหลาย ๆ เมือง สถานีรถไฟหลักดั้งเดิมล้วนแล้วแต่อยู่ในเมืองทั้งสิ้น แม้ว่าการขยับขยายสถานีหลักออกไปเพื่อรองรับปริมาณขบวนรถไฟที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้เกิดการลดบทบาทของสถานีเดิม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสถานีเก่ากลางเมืองจะยุติบทบาทเพียงแค่มีสถานีใหม่เกิดขึ้น หากแต่การเชื่อมโยงของสถานีใหม่และเก่านั้นจะถูกวางระบบการเชื่อมต่อด้วยรถไฟเดิมนี่แหละ แค่ลดปริมาณเที่ยวรถแต่ไม่ตัดขาด พร้อมเพิ่มตัวเลือกการเดินทางอื่น ๆ เข้ามา เช่น รถเมล์ หรือรถไฟใต้ดิน ที่เชื่อมโยงให้สถานีเก่าและใหม่เดินทางไปสู่ส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ไม่ขาดตกบกพร่องโดยผ่านการวางแผนมาแล้ว เพราะเขายังมองว่า ‘ใจกลางเมืองคือพื้นที่สำคัญ’ ที่คนต้องเดินทางได้อย่างสะดวกที่สุดและไม่เพิ่มภาระ

เราไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา เมื่อถึงวาระหนึ่ง มันย่อมมีการเติบโตขึ้นอยู่แล้ว

สำหรับหัวลำโพง เราอยากเห็นเขายังคงทำหน้าที่เป็นสถานีรถไฟในเมืองที่รับช่วงต่อจากสถานีหลัก เชื่อมจุดใจกลางเมืองกับสถานีใหม่ได้อย่างสะดวกด้วยเวลาและราคาที่สมเหตุสมผล และพื้นที่สำคัญของเมืองที่อยู่ในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ ศูนย์แสดงศิลปะ ย่านการค้าของชุมชน Co-working space และพื้นที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยธรรมชาติท่ามตึกของเมืองหลวงที่ทำให้เราได้เลือกที่จะใช้ชีวิตได้ในย่านที่เรียกได้ว่าเป็นจุดกำเนิดการเดินทางของประเทศ

เพราะหัวลำโพงไม่ใช่แค่สถานีรถไฟ แต่เป็นผู้คน และพื้นที่ที่เรามีความทรงจำร่วมกัน

อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ

ธงสีเขียวโบกสะบัดบนชานชาลาและบนขบวนรถ เสียงหวีดรถไฟดังขึ้น ล้อเหล็กค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากร่มเงาของหลังโค้งใหญ่โต ขบวนรถไฟค่อย ๆ เลื่อนห่างจากเราออกไปทีละนิด ๆ จนลับสายตา 

เรายังนึกไม่ออกเลยว่า วันที่รถไฟขบวนสุดท้ายเคลื่อนออกจากสถานี เราจะเสียน้ำตาแค่ไหน เราไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าในวันนั้นจะรู้สึกยังไง และไม่อยากให้ถึงวันนั้นจริง ๆ มันคงเจ็บปวดไม่น้อยกับภาพที่เห็นและความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา เก้าอี้ที่เคยมีคนนั่งเต็มต้องว่างเปล่า ชานชาลาที่มีรถไฟจอดก็เงียบเชียบ สถานีที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนก็เหงาหงอย หรือแม้แต่รอบนอกที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนซึ่งมุ่งหน้าเข้ามาในสถานี อาจจะเหลือเพียงแค่คนที่เดินผ่านไป แล้วแค่ยกกล้องถ่ายรูปเฉย ๆ เท่านั้น

ความสุขมันอยู่กับเราไม่นาน เท้าเราก้าวออกจากสถานี เดินออกมาด้านหน้า มองย้อนหลังกลับไปดูอาคารที่เปิดไฟส่องสว่าง สร้างความโดดเด่นท่ามกลางตึกรามบ้านช่อง ที่รายล้อมใต้ท้องฟ้ายามสนธยา 

ขอบคุณนะ ที่เป็นความทรงจำที่ดีของเรา เราจะไม่ลืมเธอในฐานะสถานีรถไฟที่ยิ่งใหญ่อีกเลย

แด่หัวลำโพง เพื่อน… ที่ระลึก

อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load