เราขอยืนกรานรับประกันและนอนการันตีเลยว่า นักออกแบบหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาว่าด้วยสี ซึ่งเป็นสีในอุดมคติของลูกค้าที่น่ารัก อธิบายออกมาเป็นภาพชัดแจ้งไม่ได้ แต่ขอ ‘สีประมาณนี้นะ’ ขอยกตัวอย่างสักหนึ่งสี 

‘พี่ขอสีโทนอุ่นกว่านี้หน่อย แต่ไม่ร้อนเกินนะ อุ่นที่ไม่แสบตา เวลามองต้องสบายตา เหมือนนั่งอยู่ในสวนช่วงบ่ายแก่ๆ’ 

แน่นอนว่าพอนักออกแบบได้ยิน คงจะเอามือก่ายหน้าผากและตีลังกาสัก 3 ตลบ นอนคอตกอยู่หน้าจอ พูดแล้วก็คงตลกขบขันไม่ออก ว่าสีอะไรกันหนอที่ลูกค้าของฉันต้องการ จะว่าไปก็เหมือนปริศนาที่รอใครสักคนมาไขคำตอบ

Colour is my Life: เพจเรื่องสีที่แก้ปัญหาให้นักออกแบบกับลูกค้า ให้จบที่ #งานนี้พี่ขอ

ปัญหาเรื่องสีจางหายไป ในมือของ ต่อ-ทายาท เตชะสุวรรณ์ ผู้รังสรรค์เพจ ‘Colour is my Life’ ที่เล่าเรื่องราวของ ‘สี’ จนตอบโจทย์บรรดากราฟิกดีไซเนอร์เข้าอย่างจัง และต่อยังเชื่อว่าชีวิตมนุษย์นั้นไม่อาจพรากจากสี เพราะสีอยู่ในชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า ตึกรามบ้านช่อง ฯลฯ จนถึงจิตวิทยาของสีที่หยอกล้อกับอารมณ์และความรู้สึกของเรา

ขณะเดียวกันเพจก็ดึงดูดคนที่สนใจความมหัศจรรย์ของสีมาเจอกัน

ฉันนี่แหละ เป็ดตัวจริง 

ต่อ-ทายาท เตชะสุวรรณ์ เป็นเด็กหนุ่มจังหวัดลำปาง ตัวเล็ก และแต่งตัวเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า 

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตเด็กมัธยม เขาได้รับประโยคชี้ทางสว่างจากอาจารย์แนะแนวว่า

“จัดบอร์ดสวยนะ น่าจะไปเรียนศิลปะ” ไม่เพียงแรงใจจากเรือจ้าง คุณแม่ก็เป็นอีกหนึ่งแรงใจสนับสนุนที่เห็นพ้องต้องกัน ต่อจึงตัดสินใจเดินทางสายออกแบบตั้งแต่หลักสูตร ปวช. จนได้รับโควต้าเรียนต่อหลักสูตร ปวส. แผนกออกแบบพาณิชย์ศิลป์ (ปัจจุบัน สาขานิเทศศิลป์) ของวิทยาลัยเพาะช่าง (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์)

“ตอนมาเรียนเพาะช่างก็มี Culture Shock อยู่บ้าง เราเป็นเด็กเรียนจากภาคเหนือตัวเล็กๆ มาเรียนแนวช่างๆ ศิลปะๆ แบบเต็มตัว อารมณ์เด็กศิลป์ติสต์ๆ น่ะ เราน่าจะเป็นคนเดียวเลยมั้งที่แต่งตัวถูกระเบียบหัวจรดเท้า เรียบร้อยตั้งแต่ต้นจนเรียนจบเลย ขัดแย้งกับสิ่งแวดล้อมตอนนั้นมากๆ” ต่อเล่าย้อนอดีตปนเสียงหัวเราะ 

Colour is my Life: เพจเรื่องสีที่แก้ปัญหาให้นักออกแบบกับลูกค้า ให้จบที่ #งานนี้พี่ขอ

แม้จะเดินสายด้านศิลปะเรื่อยมา แต่เขาก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาตรีในคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ต่อเรียกสิ่งที่เขาเรียนว่า ครูด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ และเจ้าตัวเลือกเรียนต่อปริญญาโท คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การเรียนรู้ทั้งชีวิตกำลังสอนเขาว่า

“เรานี่แหละ เป็ดตัวจริง” ต่อยอมรับด้วยรอยยิ้ม 

“ในมุมมองของผม ความรู้มีอยู่สองแบบ หนึ่ง คือคนที่รู้กว้างหรือรู้รอบ จนกลายเป็นเป็ดนี่แหละ สอง คือคนที่รู้ลึกหรือรู้เฉพาะเจาะจง ซึ่งการเป็นเป็ดไม่ได้แปลว่าเราแย่กว่าหรือดีกว่า มันขึ้นอยู่กับว่าเราเอาสิ่งที่เรารู้ไปพัฒนาตัวเอง พัฒนาสังคมรอบตัวได้อย่างไรมากกว่า

“ถึงเราเป็นเป็ดก็ต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเป็ดเทพ บางทีเป็ดเทพก็อาจจะบินได้เร็วกว่านก ว่ายน้ำได้ดีกว่าปลา หรืออาจจะวิ่งเร็วกว่าเสือ มันก็เป็นไปได้นะ”

ปัจจุบัน ต่อเป็นหัวหน้าฝ่ายออกแบบให้บริษัท นิทัส เทสซิเล จำกัด และเป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชาออกแบบที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ สมแล้วที่เราจะปลดล็อกสกิน เป็ดเทพทองคำ ให้เขาคนนี้

ที่มา ที่ไป

ย้อนกลับไปเมื่อ ค.ศ. 2015 ช่วงเวลาที่ต่อได้รับเชิญไปเป็นวิทยากร Colour Coordination ให้กับหลายๆ องค์กร จนเกิดคำถามกับตัวเองว่า เอ๊ะ ความรู้ความเข้าใจเรื่องสีในพื้นฐานของการศึกษาไทยยังมีน้อยมาก ยังวนอยู่ในระดับความรู้เดิมเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ถ้าเขาเป็นตัวกลางสื่อสารเรื่องราวของสีผ่านพื้นที่หนึ่งได้ก็คงดีนะ

เขากำลังหยิบสิ่งที่รู้มาพัฒนาตนเองและพัฒนาสังคมรอบตัว นั่นทำให้เพจเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของเฟซบุ๊ก พื้นที่ที่คนยุคสมัยปัจจุบันเข้าถึงง่ายและทันใจที่สุด การเดินทางตลอด 6 ปีของชุมชนคนรักสี ส่งผลให้ต่อเก็บเล็กผสมน้อยทั้งความรู้และประสบการณ์ เพื่อจะแบ่งปันเรื่องราวและความหัศจรรย์ของสี

“มันคงเป็นความสนใจเฉพาะของผม ผมสะสมความรู้จากการศึกษาและหาความรู้ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา จนมากพอที่จะแบ่งปัน โดยผมเลือกใช้เรื่องราวของสี เป็นเนื้อหาหลักของเพจครับ”

Colour is my Life: เพจเรื่องสีที่แก้ปัญหาให้นักออกแบบกับลูกค้า ให้จบที่ #งานนี้พี่ขอ

ต่อเชื่อว่า หากเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการมองสีสันต่างๆ มากขึ้น จะทำให้เรารู้สึกว่า สีสันคือชีวิตของมนุษย์ (Colour Is My Life) เพราะหากไร้ซึ่งสีสัน ชีวิตก็คงเป็นเรื่องน่าเบื่อ และชีวิตต่อก็ผูกพันกับสีตั้งแต่ลืมตาตื่น

ดวงตาของต่อทำหน้าที่สังเกต เขาให้ความสนใจกับเรื่องราวของสีที่รายล้อมรอบตัวเอง

“เวลาเดินทางผมจะชอบมองสีพื้นผิวของวัสดุและสิ่งของต่างๆ ถ้านั่งรถผ่านตึกเก่า ผมจะเห็นผนังปูนสีออกเขียวๆ ฟ้าๆ ซีดๆ ซึ่งเป็นสีที่ผ่านกาลเวลามาหลายสิบปี ตัดกับสีน้ำตาลแดงๆ เทาๆ ของขอบวงกบไม้ที่ผ่านการทาแชล็ค ผมนั่งมองคู่สีพวกนั้น สวยและลงตัวมาก จนคิดกลับไปว่า ตอนทาเสร็จใหม่ๆ คู่สีจะสวยแบบนี้หรือเปล่า”

ไม่เพียงแค่ตึกรามบ้านช่อง ยามกินข้าวก็ไม่พ้นที่จะมองลึกถึงการจัดวางองค์ประกอบและคู่สีในจาน ซึ่งสีสันก็ชักชวนให้เขาสนุกกับการแต่งตัว เพลิดเพลินกับการเลือกเสื้อผ้า พร้อมจับคู่สีของเสื้อตัวนู้น กับกางเกงตัวนี้

Colour is my Life: เพจเรื่องสีที่แก้ปัญหาให้นักออกแบบกับลูกค้า ให้จบที่ #งานนี้พี่ขอ

“ผมชอบซื้อเสื้อผ้าที่มีสีสัน ชอบเวลาอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าแล้วจับคู่เสื้อสีนั้น กางเกงสีนี้ สลับกับไปมา และกล้าจับคู่สีแปลกๆ มันสร้างความรู้สึกแปลกใหม่ ซึ่งไม่ได้รอดทุกวันนะ บางวันก็ไม่รอด แต่เป็นวิธีที่ผมหัดเรียนรู้ที่จะจับคู่สี และผมรู้สึกว่า Stereotype ของนักออกแบบส่วนใหญ่จะอยู่ในชุดสีขาวหรือสีดำ ผมมองว่ามันดูดีนะ แต่มันง่าย และอยู่ในเซฟโซนมากๆ ผมอยากให้นักออกแบบรุ่นใหม่หัดใช้สี ไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างเดียว อยากให้เริ่มต้นในทุกๆ วัน โดยเริ่มจากตอนเช้า คุณอาจจะมองเห็นสีสันต่างๆ มากขึ้น จนสีเหล่านั้นมันกลายเป็นชีวิตของคุณ Colour is my Life” 

งานนี้ผมขอ…

‘งานนี้ผมขอสีทองๆ ที่ดูเป็นคนทำดี โดยไม่หวังให้ใครเห็น ไม่หวังสิ่งตอบแทน นะ’

‘งานนี้ผมขอลายแบบเชือกๆ เงื่อนๆ แต่ไม่เอาแบบเงื่อนลูกเสือ นะ’

‘งานนี้ผมขอสีดำ ที่ดำไม่สุด นะ’

ทำความรู้จักชีวิตจิตใจของสี ผ่านเพจผู้เชื่อเหลือเกินว่า สีสันเหล่านี้คือชีวิตของคุณ

นักออกแบบหลายคนคงพบกับความฉงนงงงวย ว่าสี วัสดุ หรือลวดลาย ที่ลูกค้าต้องการหน้าตาเป็นแบบไหนกันแน่ ช้าก่อน คุณไม่ต้องหัวร้อนอีกต่อไป เพราะเพจเกิดมาเพื่อตอบคำถามสับสนอลหม่านเหล่านั้น

“Colour is my Life แน่นอนว่าคอนเทนต์หลักคือเรื่องสี แต่ผมได้เห็น Pain Point บางอย่างในการสื่อสารระหว่างคนทำงานออกแบบกับลูกค้า เพราะพวกเขาไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน สื่อสารกันไม่ได้ และรูปแบบงานบางอย่างที่ลูกค้าต้องการ แต่ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร ขนาดจะเสิร์ชกูเกิลยังลำบาก ส่วนตัวผมก็เคยเจอประสบการณ์คุยงานที่ลูกค้าต้องการอะไรบางอย่าง แต่เขาอธิบายไม่ถูก เช่น งานนี้ผมขอสีวืบๆ วาวๆ รุ้งๆ จึงเกิดไอเดียสนุกจากคำว่า “งานนี้ผมขอ…นะ” เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องสี วัสดุ ลวดลาย และเทคนิคต่างๆ ให้ง่ายขึ้น ว่ามันคืออะไรหรือเรียกว่าอะไรกันแน่ 

“งาน วืบๆ วาวๆ รุ้งๆ มันเรียกว่า Iridescent Colour & Goniochromism (สีเหลือบ สีเหลือบรุ้ง) ผมจะมีรูปตัวอย่างให้ดู พร้อมคำอธิบายนิดหน่อย และคอนเทนต์ก็ค่อนข้างได้รับความนิยม ผมว่ามันคงไปตอบโจทย์เรื่องปัญหาการสื่อสารของคนธรรมดาที่กลายเป็นลูกค้า และเป็นจุดที่ทำให้นักออกแบบโดนใจ คนทั่วไปก็ได้สาระประโยชน์” 

ทำความรู้จักชีวิตจิตใจของสี ผ่านเพจผู้เชื่อเหลือเกินว่า สีสันเหล่านี้คือชีวิตของคุณ
ทำความรู้จักชีวิตจิตใจของสี ผ่านเพจผู้เชื่อเหลือเกินว่า สีสันเหล่านี้คือชีวิตของคุณ

เนื้อหาในเพจมีทั้งออริจินัลคอนเทนต์ที่ต่อเล่าเรื่องสี วัสดุ ลวดลาย และสารพัดเทคนิคการออกแบบ รวมถึงแบ่งปันเนื้อหาจากเพจเพื่อนบ้านด้วยการแชร์คอนเทนต์มาไว้บนเพจ คล้ายว่าพื้นที่นี้เป็นสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ของต่อ

บางครั้งเขาก็จับกระแสมาผูกกับสี มีทั้งสาระ อารมณ์ขัน แถมเสพง่าย ย่อยง่าย เหมาะกับทุกคน

ด้วยความรัก

เพจนี้เดินทางผ่านกาลเวลากว่า 6 ปี ต่อไม่นึกคิดว่าจะเติบโตได้ขนาดนี้ เขาเพียงแค่คิดว่าพื้นที่ตรงนี้จะทำให้ได้ทดลองทำอะไรสนุกๆ กับความรู้เรื่องสีที่เขาหลงใหลและร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็ก ทั้งจับสีนู้นคู่กับสีนี้ หลายครั้งก็รอด หลายครั้งก็ไม่รอด แต่ต่อเชื่อว่านั่นคือกลวิธีที่ทำให้เขารู้จักเรื่องราวของสีดีมากยิ่งขึ้น 

“จริงๆ แล้วสาระความรู้เรื่องสีก็มีอยู่ทั่วไป จะมากจะน้อย จะตื้นจะลึกก็ว่ากันไป แต่นำมันมาเล่าใหม่อย่างไรให้สนุก สร้างสรรค์ พลิกแพลง ผมว่าความสนุกของการทำเพจนี้อยู่ตรงที่ตัวผมเป็นอาจารย์ ปกติสอนหนังสือนักศึกษาประมาณสามสิบถึงสี่สิบคน การสอนเด็กในห้องให้สนใจเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าผมจะพูดเรื่องเดียวกันให้โลกออนไลน์หันมาใส่ใจ จะทำได้อย่างไร โดยมาจากเสียงตะโกนเล็กๆ ของผมเอง หมายถึงว่า ผมไม่เสียเงินโปรโมตนะครับ 

“เพจนี้จึงเป็นห้องทดลองที่ผมทำด้วยความรัก สุขและสนุกไปกับมัน ผมดีใจทุกครั้งที่เพจเล็กๆ ได้รับความสนใจ และเรื่องราวน่าตื่นเต้นสำหรับคนทำเพจแบบออร์แกนิก ในยุคที่เฟซบุ๊กปรับอัลกอริทึมให้แสดงผลโฆษณามากขึ้น คอนเทนต์ของผมก็ยังมีคนสนใจเพิ่มมากขึ้นด้วยเหมือนกัน จริงๆ ผมก็ไม่คิดว่าเพจจะเติบโตมาถึงจุดนี้” 

พื้นที่ของต่อเชื่อมโยงนักออกแบบ ลูกศิษย์ลูกหา และคนทุกเพศทุกวัยด้วย ‘สี’ ผสมผสานกันเป็นมิตรภาพ พร้อมทั้งได้รับประโยชน์ร่วมกันผ่านเนื้อหาสาระของเพจ ก่อนจากกัน ต่อทิ้งท้ายกับลูกเพจพร้อมรอยยิ้มว่า 

“เรามาคุยและมองสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยสีกันดีกว่า สีมีทั้งความสนุก สาระ แง่มุมที่น่าสนใจ ผมเชื่อว่าสีจะทำให้ชีวิตคุณสนุกขึ้น” เรามั่นใจว่าถ้าคุณได้ลองอย่างที่ต่อว่า ชีวิตคุณจะขาดสีไม่ได้ เพราะ Colour is my Life

ติดตามเรื่องราวสีๆ ได้ที่

Facebook : @Colourismylife 

Instagram : colour_ismylife 

ภาพ : ต่อ-ทายาท เตชะสุวรรณ์ และ @Colourismylife 

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

‘เที่ยวรอบโลก’ ความฝันวัยเด็กของใครหลาย ๆ คนที่พูดง่าย แต่ยากที่จะตั้งให้เป็นเป้าหมายในชีวิต

เชษฏ์ สุวรรณรัตน์ อดีตพนักงานประจำ ปัจจุบันเป็นเจ้าของเพจ ‘วิ่งรอบโลก: Running The World’ คือผู้ท้าชิงคนนั้น เขาตั้งใจวิ่งเพื่อบันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน และอยากแบ่งปันให้ทุกคนบนโลกออนไลน์

จุดออกตัว

“จุดที่ทำให้เริ่มสนใจการวิ่ง คือเหตุการณ์ระเบิดที่บอสตันมาราธอน ในปี 2013 เราไปยืนถ่ายรูปเล่นแถวเส้นชัย และ 1 ชั่วโมงหลังจากที่เดินออกมากินข้าว มันเกิดระเบิดขึ้น” เชษฏ์เผยจุดเริ่มต้นที่มาจากเรื่องสะเทือนใจชนิดหวิดเอาชีวิตไม่รอด

หลังจากนั้นบอสตันจัดงานวิ่งการกุศล เพื่อระดมเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ด้วยความรู้สึกร่วมของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และคำว่า Boston Strong ที่สกรีนอยู่บนเสื้อ ทำให้เชษฏ์สมัครเข้าร่วมงานวิ่งครั้งนั้นเป็นสนามแรก แม้จะไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน

“ตอนไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เราใช้ชีวิตแบบพนักงานออฟฟิศทั่วไป ไม่ออกกำลังกาย กินฟาสต์ฟู้ด เราอ้วนจนถึงจุดที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม แล้วก็ไปวิ่ง 4 กิโลเมตร โอ้โห พอวิ่งจบแล้วรู้สึกเหมือนเกือบตาย ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองเลย ตอนนั้นแหละที่จุดประกายความคิดว่า เราอยากจะวิ่งบอสตันมาราธอนสักครั้งในชีวิต” 

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ถูกปักหมุด แต่ไม่นานนักก็หลุดออกมา เมื่อเขาลงสมัครงานวิ่ง 5 กิโลเมตรจนรู้สึกเหนื่อย และเปรียบเทียบระยะวิ่ง 42 กิโลเมตรว่าเกินความจำเป็นต่อชีวิต Bucket List งานบอสตันมาราธอนจึงถูกขีดฆ่าไป

อย่างไรก็ตาม 2 ปีต่อมา บอสตันมาราธอนก็ส่งแรงกระตุ้นให้เชษฏ์อีกครั้ง วันนั้นเขาได้เห็นคนกำลังวิ่งในสนามยามฝนตกหนัก ขณะที่เขายืนจิบกาแฟอุ่น ๆ ในร้านข้างลู่วิ่ง

“คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราคือ รีเบกก้า เกรกอรี่ (Rebekah Gregory) ในปี 2013 เธอโดนระเบิดตอนวิ่งใกล้ถึงเส้นชัย กลายเป็นนักกีฬาที่ต้องโดนตัดขา เราว่ามันคงใจสลายมาก แต่ในปี 2015 เธอเขียนจดหมายถึงบอสตันมาราธอน เพื่อขอวิ่งต่อจากระยะทางที่เหลืออีกไม่กี่ฟุตในวันนั้น เธอรู้สึกว่ากำลังจะได้รับเหรียญรางวัลแต่ดันล้มลงก่อน เธอจึงพยายามซ้อมวิ่งบนขาเทียมตลอด 2 ปี เพื่อขอวิ่งอีก 5 กิโลเมตรสุดท้ายในปีนี้

“พอถึงวันจริง มีนักข่าวมาถ่ายภาพเธอและเราก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ทำให้เรามองกลับมาที่ตัวเอง เราเคยตั้งเป้าว่าจะวิ่งบอสตันมาราธอนให้ได้ แต่แล้วก็ปัดตกไปด้วยสนาม 5 กิโลเมตร เพราะคิดว่าเหนื่อยและดีต่อสุขภาพแล้ว เขาขาขาด แต่เขายังวิ่งได้ เราก้มดูขาตัวเอง ยังมีอยู่ครบ 32 ทุกอย่าง ไม่ได้แล้วเว้ย ปีหน้าฉันจะวิ่งบอสตันมาราธอน อันนั้นแหละเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจขึ้นมาอย่างจริงจัง” และในวันนั้น Bucket List เดิมของเชษฏ์ก็วนกลับมาเป็นเป้าให้พุ่งชนอีกครั้ง

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ฝันที่เป็นจริง

เมื่อกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจน วิธีที่ช่วยพาไปถึงปลายทางก็ปรากฏ เชษฏ์แพลนตารางฟิตซ้อมร่างกายเพื่อพัฒนาเวลาวิ่งให้ตรงตามเงื่อนไขการสมัครบอสตันมาราธอน แต่ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ไม่ว่าเชษฏ์จะมีพัฒนาการก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นแค่ไหน แต่เวลาที่ทำได้จากการวิ่งมาราธอนสนามอื่นในช่วงระหว่างทาง ยิ่งตอกย้ำว่าไม่มีทางทำได้ ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน แต่เขาก็ดิ้นรนหาทางออก จนในที่สุดจึงค้นพบการสมัครแบบการกุศล

เงื่อนไขคือต้องหาเงินให้ได้ 5,000 เหรียญฯ เชษฏ์ทั้งเปิดรับบริจาคเงินจากการสอนทำอาหารไทยในโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ และเล่นดนตรีเปิดหมวกกับกลุ่มเพื่อนบน Facebook Live ภายใต้ชื่อเพจ ‘On My Way To Boston Marathon’

การยื่นสมัครในรูปแบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักโดยเฉพาะในแวดวงนักวิ่งไทย เชษฏ์คือคนแรก ๆ ที่เจอ แล้วนำข้อมูลมาส่งต่อบนเพจและพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง ทำให้ได้รับความสนใจ มียอดผู้ติดตามหลักพันในระยะเวลา 5 เดือน โดยปราศจากการบูสต์โพสต์

สุดท้ายยอดบริจาคก็ทะลุเป้า ความฝันที่อยากวิ่งบอสตันมาราธอนก็กลายเป็นจริง Bucket List ถูกขีดฆ่า และไร้การเคลื่อนไหวบนเพจ On My Way To Boston Marathon อีกต่อไป

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ทางที่เลือกด้วยตัวเอง

หลังการวิ่งบอสตันมาราธอนอย่างบ้าคลั่ง และตารางซ้อมที่หักโหมเกินร่างกายต้านไหว ทำให้เชษฏ์ต้องหยุดพักฟื้นร่างกายอยู่ครึ่งปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

ตั้งแต่เด็ก เชษฏ์มีอาชีพในฝันที่ดันวิ่งสวนทางกับครอบครัว ทำให้เขาต้องประนีประนอมเลือกอนาคตที่ไม่ได้ชอบนักมาตลอด ตั้งแต่เรียนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนปริญญาตรี เรียนต่อปริญญาโทสาขา Information System ใน Northeastern University College of Engineering ที่สหรัฐอเมริกา และจบมาทำงาน Software Engineer ที่บอสตัน

“จริง ๆ สิ่งที่เราอยากเรียนคือศิลปกรรม นิเทศ หรืออะไรก็ได้ในแวดวงเต้นกินรำกิน แต่ที่ครอบครัวพูดมาเราก็เข้าใจ เพราะงานนี้สร้างเม็ดเงินและเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี”

ทั้งความสามารถที่ไต่เต้าจนถึงตำแหน่ง Director และประสบการณ์เฉพาะทางซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาด ทำให้กล่องข้อความ LinkedIn ของเชษฏ์มีแจ้งเตือนขอซื้อตัวทุก ๆ เช้าเย็น ณ ตอนนั้นเขามีรายได้มากพอจะเปิดบริษัทให้คำปรึกษาเป็นของตัวเอง และบริหารทั้งสองบริษัทควบคู่กันไป

จากเนื้องานเชิงสร้างสรรค์ สู่เนื้องานเชิงบริหารอย่างเต็มตัว หน้าที่หลักคือสอนงานลูกน้อง รับมือกับการเปลี่ยนผ่านของลูกทีม และคุยงานกับลูกค้าจากต่างประเทศ ความสนุกหรือความสุขเพียงเล็กน้อยไม่มีให้เสพอีกต่อไป จนวันหนึ่งเข็มความอดทนเดินมาชนขีดจำกัด เชษฏ์จึงตัดสินใจเก็บเงินก้อนหนึ่งและลาออกไปใช้ชีวิต

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“คนเราจะประสบความสำเร็จแบบมีความสุขได้ ต้องได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ทำสิ่งนั้นได้ดี และทำในสิ่งที่คนต้องการ ซึ่งอย่างน้อยอาชีพเรามี 2 อย่างหลัง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรารัก

“ตอนนั้นแค่บอกตัวเองว่า ขอหยุดแบบไม่ทำอะไรเลย 1 ปีเต็ม ๆ อยากลองใช้ชีวิตแบบเช้าวันนี้หยิบกาแฟขึ้นมาจิบ แล้วนั่งเสิร์ชดูตั๋วเครื่องบินว่าที่ไหนถูก วันรุ่งขึ้นก็บินเลย แบกเป้ตะลุยไปประเทศที่อยากไป พอใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ 1 ปี ก็รู้สึกว่าติดการใช้ชีวิตแบบนี้ จนมองไม่เห็นภาพตัวเองกลับไปทำงานออฟฟิศอีกแล้ว” 

ช่วงพักผ่อนในปลายปี 2016 เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บ เชษฏ์ไปเที่ยวฮาวายแล้วลงสมัครงานวิ่ง Honolulu Marathon แบบไม่ซีเรียสเรื่องการทำเวลา และมองเป็นเพียงกิจกรรมรับลมชมวิวระหว่างทริป แต่นั่นทำให้เขาได้สัมผัสกับความสุขบางอย่าง

ต้นปีถัดมาที่ได้เยือนปารีส เขาเริ่มค้นหามาราธอนที่จัดในเมืองไปด้วย กิมมิกนี้กลายมาเป็นความสนุกที่เขาทำควบคู่ไปกับความฝันจะเที่ยวรอบโลก จนท้ายที่สุดก็ได้ถือกำเนิดเพจวิ่งรอบโลกขึ้นมาโดยอาศัยเครดิตจากเพจเก่า

“เรานิยามวิ่งรอบโลกว่า ถ้าได้ไปประเทศไหน แล้วได้วิ่ง Full Marathon เรานับแล้วล่ะว่ามาวิ่งและได้มาเหยียบประเทศนี้จริง ๆ เลย Rename ชื่อเพจตัวเองแค่นั้นเองครับ หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าหมายชีวิตขึ้นมาว่า ก่อนตายขอวิ่งมาราธอนให้ครบทั้ง 196 ประเทศทั่วโลก”

เป้าหมายใหญ่จึงสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยใช้สมุดบันทึกที่ชื่อว่า ‘วิ่งรอบโลก’

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

วิ่งทีละก้าว

ตอนแรก ๆ มีแค่รูปถ่าย แคปชั่น หลัง ๆ เริ่มมีวิดีโอที่ทำให้คนรู้จักเอกลักษณ์ของเพจ เราถือกล้องวิ่งไปถ่ายไป ระหว่างทางก็ถ่ายบ้างหยุดบ้าง แต่ตั้งแต่จุดสตาร์ทไปจนถึงเส้นชัย เรามีอะไรให้เขาดูแล้วรู้สึกเหมือนได้มาวิ่งสนามนั้นด้วยกัน” เชษฏ์เล่าบรรยากาศการบันทึกสมุดหน้าแรก ๆ ให้ฟัง

ทุกวันนี้เพจขยายไปบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บไซต์ แต่ 1 คือจำนวนทีมงานที่ผลิตคอนเทนต์ทุกรูปแบบจากเพจวิ่งรอบโลกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทั้งเขียนงาน ถ่ายภาพ แต่งภาพ ตัดต่อ ทำเว็บไซต์ รวมถึงอีกหลายรูปแบบและหลายขั้นตอน ซึ่งครีเอเตอร์สมัยนี้จะสร้างขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือกันเป็นทีม แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่ชายคนนี้สร้างขึ้นมากับมือแบบ One-man Show

วิ่งเสร็จก็มานั่งตัดต่อ วันรุ่งขึ้นก็ลงคลิปเลย คนชอบคิดว่า โห มีทีมงานเยอะขนาดนั้นเลย วิ่งเสร็จแล้วไม่พักเลยเหรอ ก็เนี่ย นั่งตัดวิดีโอนี่แหละคือการพักของเรา (หัวเราะ)” ในแง่หนึ่ง เขามองว่าสิ่งนี้สานฝันความชอบในงานด้านนิเทศอยู่กลาย ๆ

วิ่งรอบโลกยังไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ เบื้องหลังที่เชษฏ์คิดไว้ ยังมีแพลนจะต่อยอดไปอีกมากมาย แต่ตอนนี้มีแค่ชิ้นเดียวที่ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง คือ การจัดทริปวิ่งในต่างประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ที่โควิด-19 ระบาดหนัก งานวิ่งทั่วโลกประกาศยกเลิกและเพจต้องหยุดชะงัก วิ่งรอบโลกจึงจัด Virtual Run ขึ้น โดยเปิดรับสมัครบนแพลตฟอร์มของ LET’S RACE THAILAND และประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงร่วมมือกันเปิดบริษัทนำเที่ยวแบบมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย โดยใช้ชื่อของพวกเขาทั้งสองมารวมกัน กลายเป็น ‘LET’S RUN THE WORLD’ (RUNNING THE WORLD + LET’S RACE THAILAND)

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“บริษัทเราพยายามเลี่ยงคำว่าทัวร์ แต่เรียกเป็น ‘ทริป’ ที่พาไปวิ่งต่างประเทศ จำนวนคนไม่ได้เยอะ เพราะอยากให้ทุกคนในทริปรู้จักกันแบบอบอุ่น ไม่ได้เป็นทัวร์ทั่วไปที่พาคุณไปทิ้งไว้ตรงนั้นตรงนี้ สิ่งที่ต่างกันคือ ตัวเราไปด้วยจริง ๆ คนที่ไปก็ไปวิ่งมาราธอนกับเราจริง ๆ แล้วก็พาเขาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราไป

“เวลาไปที่ไหน เราก็พยายามศึกษาหาข้อมูลไปก่อนด้วยว่า ประเทศนั้นมีอะไรให้เที่ยวบ้าง ไม่ใช่ไปวิ่งอย่างเดียวแล้วจบ แต่เราใช้มาราธอนเป็นข้ออ้างให้พาตัวเองไปประเทศนั้น แล้วเราก็จะได้เที่ยวด้วย”

ปัจจุบันเพจมีกระบวนการทำงานที่ใหญ่ขึ้น เริ่มมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและมีรายได้ที่มากพอจะหาคนมาช่วย แต่ส่วนผลิตคอนเทนต์ยังเป็นเชษฏ์เหมือนเดิม

“ที่ผ่านมาเพจไม่ได้สร้างรายได้ เลยไม่รู้จะจ้างทีมงานไปทำไม และไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาจ้าง แต่อันนี้มันเริ่มเป็นธุรกิจจริงจัง ก็เลยมีน้องแอดมิน 2 – 3 คนช่วยตอบและโพสต์คอนเทนต์ที่เราเตรียมไว้ให้ แต่เพจวิ่งรอบโลกก็ยังเป็นตัวเราทำเองคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ”

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน
วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ห้องสมุดนักวิ่ง

เชษฏ์ชวนเราจินตนาการว่า เพจวิ่งรอบโลกมีความสนใจอยู่ 2 วงหลัก ๆ คือ ‘เที่ยวรอบโลก’ และ ‘วิ่ง’ เพราะฉะนั้น หากเอาทั้งสองวงมาทับซ้อนกัน คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเพจ คือส่วนที่ทั้งสองวงนั้นเหลื่อมกันเป็นหลัก และอาจมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยถ้าพูดในเชิงการตลาด ซึ่งรวมกันแล้วมีจำนวนน้อยมาก

นี่เป็นสิ่งที่เขารู้มาตั้งแต่วันแรกแต่ก็ยังจะทำต่อไป เพราะไม่ได้หวังสร้างรายได้จากเพจมาตั้งแต่ต้น แต่อยากให้เป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวระหว่างทางที่ทำตามฝันเท่านั้น

เราไปมาหลายประเทศ ก็อาจจะได้เห็นอะไรที่คนอื่นไม่มีโอกาสเห็น จึงอยากเอามาแบ่งปัน มาบอกกล่าว ว่าประเทศนี้เป็นอย่างนี้นะ ประเทศนี้ทำอย่างนี้นะ แล้วก็มีข้อมูลให้เขา เผื่อใครอยากไปต้องทำยังไง มีพื้นที่ตรงไหนไม่ปลอดภัย จองโรงแรมยังไง ทำวีซ่ายังไง อะไรประมาณนั้นมากกว่า

การไปเที่ยวรอบโลกเปิดโลกสำหรับเรามาก มันทำให้ได้เจออะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ภาษา เจอคน วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ซึ่งก็ทำให้เรากลับมามองเปรียบเทียบกับตัวเราและประเทศของเรา 

แล้วยังรู้สึกว่าลดอัตตาหรือความเป็นตัวตนไปได้ด้วย”

เราปิดด้วยคำถามทิ้งท้ายว่า วันแรกที่ลาออกจากงานประจำ กับวันนี้ที่วิ่งมาถึงก้าวที่ 42 คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

“รู้สึกว่าทุกวันนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก ๆ แค่นั้นเลย เราได้เจอสิ่งที่เรารักที่จะทำ แล้วเราก็มีเป้าหมายในชีวิต” เชษฏ์ตอบ

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ภาพ : วิ่งรอบโลก: Running The World

Writer

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load