14 พฤศจิกายน 2563

กว่าทริปพักผ่อนครั้งแรกของ ค.ศ. 2020 จะเริ่มต้นขึ้นก็ปาไปเกือบค่อนปีแล้ว ด้วยสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาในยุโรป ผมได้เลื่อนแผนการเดินทางเป็นจำนวนหลายครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจออกเดินไปยังปิเอตราซานตา (Pietrasanta) เมืองทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ตามคำชักชวนของเพื่อนชาวอิตาลีที่อาสาจะนำเที่ยว 

ภาพแรกที่จดจำได้อย่างแม่นยำคือภาพของโบสถ์ Sant’Agostino และความขัดแย้งของหินอ่อนสีขาวเมฆและตัวอิฐเปลือยสีส้มของหอระฆัง ที่มีความสูงกว่า 36 เมตรที่อยู่ถัดออกไป พร้อมกับพื้นหลังสีเขียวของภูเขาและบ้านเรือนที่คุมโทนสีพาสเทล โดยทันที ผมรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็น ราวกับว่าเมืองนี้กล่าวทักทายผมว่า “ยินดีต้อนรับ นี่คือเมืองปิเอตราซานตา” ผ่านตัวสถาปัตยกรรม 

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta

ในขณะที่ผมกำลังซึมซับบรรยากาศรอบๆ ของเมืองนั้น จุดสนใจของผมก็จับจ้องไปที่รอยสักอาชญากรบนประติมากรรมหินอ่อน ที่ตั้งอยู่บนบล็อกหินขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เหมือนเพิ่งตัดออกมาจากเหมือง เรียงรายอยู่รอบๆ จัตุรัสกลางใจเมือง 

Fabio Viale ประติมากรชาวอิตาลี เป็นศิลปินเจ้าของผลงานประติมากรรมรอยสักในงานนิทรรศการครั้งนี้ ภายใต้ชื่องานว่า ‘TRULY’ หรือ ‘อย่างแท้จริง’ เขานำผลงานกว่า 20 ชิ้นมาจัดแสดงในพื้นที่และอาคารสาธารณะ เริ่มต้นจากจัตุรัสใจกลางเมือง เข้าไปที่มหาวิหาร San Martino ต่อไปที่ห้องสมุดเทศบาลและจัตุรัสท่าเรือที่อยู่ห่างออกไป นิทรรศการนี้ได้เปลี่ยนเมืองปีตราซานต้าให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์หินอ่อนที่แทรกซึมไปกับพื้นที่สาธารณะและบริบทรอบๆ อย่างกลมกลืน

ในงานจัดแสดงนี้ ลายสักของกลุ่ม แก๊ง ผู้มีอิทธิพล และอาชญากร ที่เรามักพบเห็นในฉากภาพยนตร์อาชญากรรมของญี่ปุ่น รัฐเซีย สหรัฐอเมริกา และอื่นๆ ถูกนำมาใช้ในการถ่ายทอดเรื่องราวใหม่ผ่านมุมมองของ Viale การเผชิญหน้ากันระหว่างรอยสักอาชญากรและประติมากรรมโบราณ

ภาพจำของประติมากรรมโบราณเหล่านี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ด้วยรอยสักที่สร้างตัวตนและบุคลิกใหม่ให้กับประติมากรรม จะเป็นอย่างไรเมื่อรูปปั้น David จากยุคเรเนสซองส์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ การต่อสู้ และความเข้มแข็งนั้น ถูกแทนด้วยรอยสักนกพิราบที่แสดงถึงสันติภาพ และรอยสักหยดน้ำตาบนใบหน้าที่มักพบในหมู่นักโทษ อะไรคือสิ่งที่เราสัมผัสได้ถึงความหมายที่เปลี่ยนไปนี้ 

จะเป็นอย่างไรเมื่อรูปปั้นกรีกโบราณที่อายุกว่า 2,000 ปีอย่าง Venus de Milo ซึ่งเป็นตัวแทนของ Aphrodite เทพีแห่งความรักและความงาม ถูกทำให้กลายเป็นสมาชิกของแก๊งยากูซ่าญี่ปุ่น แล้วจะเป็นอย่างไร เมื่อหนึ่งในรูปปั้นกรีกที่เก่าแก่ที่สุดอย่าง Laocoön and His Sons ถูกดัดแปลงโดยการลบองค์ประกอบบางอย่างออกไป มากไปกว่านั้นยังเพิ่มรอยสักเสือโคร่งบนแผ่นหลังของนักบวช Laocoön อีก 

คำถามคือ รอยสักเหล่านั้นทำให้ความหมายเดิมของต้นฉบับ ที่สื่อถึงสัญลักษณ์ของความทุกข์ทรมานของมนุษย์เปลี่ยนไปหรือไม่ อย่างไร

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale

1

สักลายบนหินอ่อนให้เหมือนผิวหนังมนุษย์ที่สุด

Viale ถือได้ว่าเป็นประติมากรนักอนุรักษ์คนหนึ่ง ที่ฝึกฝนเทคนิคและความประณีตตามแบบฉบับดั้งเดิมของประติมากรรมโบราณ ด้วยการคัดลอกและทำซ้ำๆ การคัดลอกงานแกะสลักช่วยให้เขาเข้าใจถึงทัศนคติของศิลปินต้นฉบับ และช่วยในการวิเคราะห์ถึงสิ่งที่รูปปั้นเหล่านั้นต้องการสื่อสาร ผ่านส่วนเว้าส่วนโค้ง องค์ประกอบ และการจัดวาง ในหลายครั้งที่เขามักจะนำสัญญะของรูปแกะสลักโบราณมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน 

อีกหนึ่งจุดเด่นในงานของ Viale คือการตั้งคำถามกับลักษณะทางกายภาพของบล็อกหินอ่อนที่ใหญ่ หนัก หยาบ และเปราะบาง โดยการแกะสลักให้หินอ่อนเหล่านี้ เบาเหมือนกระดาษ บางเหมือนแผ่นไม้ นิ่มนวลเหมือนผืนผ้า หรือ กลายเป็นผิวหนังของมนุษย์ด้วยการสักรอยสักบนหินอ่อน 

เพื่อให้ผลงานของเขาออกมาเหมือนรอยสักบนผิวหนังมากที่สุด เขาวิจัย ทดลองเทคนิค สร้างเครื่องมือเฉพาะ และพัฒนาหมึกสีร่วมกับนักเคมี เพื่อให้สีนั้นแทรกซึมเข้าไปในชั้นหิน การคัดสรรหินอ่อนที่มีความพรุนที่เหมาะสม จะทำให้หินดูดซับหมึกได้ดีขึ้น เขาใช้ปืนสเปรย์แทนเข็มในการสัก ตะไบเพชรและขนเหล็กในการขูดและขัดพื้นผิวของหิน เพื่อให้เม็ดสีแทรกจมลงไปในชั้นหินอ่อนประมาณ 1 มิลลิเมตร การสักผลงานแต่ละชิ้นนั้นใช้เวลาประมาณ 4 วัน และใช้เวลาทั้งหมด 6 เดือนในการเตรียมงานสำหรับนิทรรศการนี้

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale

2

แปดเปื้อนสีขาวบริสุทธิ์ด้วยลวดลายอาชญากรที่ตรงกับความเป็นจริงของโลกมากขึ้น

รูปปั้นในแต่ละยุคสมัยคือสัญลักษณ์แห่งกาลเวลาและจิตวิญญาณของผู้คนในสังคมนั้นๆ อีกนัยหนึ่ง รูปปั้นเหล่านี้เปรียบดังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (Sacred) ที่เป็นสัญญะของการคงอยู่เหนือกาลเวลา ในปัจจุบันรูปปั้นต้นฉบับจึงกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในพิพิธภัณฑ์ วิหาร หรืออาคารสำคัญ

การสักลวดลายอาชญากรบนรูปปั้นหินอ่อนเหล่านี้เป็นการทำให้ความขาวของหินอ่อนซึ่งเป็นของลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความดีแปดเปื้อน กลายเป็นสิ่งที่ดูหมิ่น (Profane) ทำลายความหมายเดิมของงานต้นฉบับ 

แต่ในอีกมุมมอง รอยสักคือศิลปะร่วมสมัยที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง และเป็นสัญลักษณ์ของการดำรงชีวิตอยู่ ได้สร้างตัวตนและเรื่องราวใหม่ให้กับประติมากรรมโบราณเหล่านี้ 

การผสมผสนานระหว่างวัฒนธรรม ศิลปะร่วมสมัย และความงามแบบคลาสสิก เข้าด้วยกัน กระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามและเกิดความสงสัย ในความขัดแย้งที่ลงตัวระหว่างเรื่องราวดั้งเดิมและเสริมแต่ง ระหว่างความคลาสสิกและความร่วมสมัย ระหว่างหินอ่อนและหมึกสี

3

David สัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและความงามที่อ่อนเยาว์

David สัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและความงามที่อ่อนเยาว์, มีเกลันเจโล, Michelangelo
ภาพ : en.wikipedia.org

รูปปั้นเดวิดของ มีเกลันเจโล (Michelangelo) เป็นหนึ่งในประติมากรรมชิ้นเอกแห่งยุคเรเนสซองส์ สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1501 – 1504 ด้วยบล็อกหินอ่อนคาราร่าชิ้นเดียว หินอ่อนคาราร่าคือหินที่ใช้โดยประติกรมาตั้งแต่สมัยโรมัน เป็นหินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยลายและสีขาวเมฆของมัน 

ในปัจจุบันรูปปั้นเดวิดกลายเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง เป็นเรื่องราวของชายผู้กล้าหาญที่ต่อสู้กับ Goliath (ยักษ์) ตามพระคัมภีร์ไบเบิล ภาพวาดจำนวนมากของเดวิดในยุคเรเนสซองส์มักจะปรากฏภาพของชายหนุ่มที่ตัดหัวและถือศีรษะของ Goliath ไว้ หรือยืนประกาศชัยชนะเหนือศีรษะของ Goliath 

ส่วนในเวอร์ชันของมีเกลันเจโล เขาเลือกถ่ายทอดเรื่องราวก่อนการต่อสู้ของเดวิดจะเริ่มขึ้น สีหน้าที่แสดงความตึงเครียดและมุ่งมั่นหลังจากการตัดสินใจต่อสู้ เขายืนอย่างผ่อนคลายด้วยความมั่นใจด้วยการโพสท่า Contrapposto ซึ่งเป็นลักษณะเด่นทางประติมากรรมโบราณที่สร้างสมดุลและความงามให้กับรูปปั้น ด้วยการกำหนดสรีระของร่างกายและกล้ามเนื้อ 

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta

Viale นั้นเลือกที่จะแกะสลักและจัดแสดงเฉพาะศีรษะของเดวิดที่เงยหน้ามองขึ้นฟ้าวางอยู่บนบล็อกหิน เขาสักลายนกพิราบและคำว่า Peace หรือสันติ ที่ต้นคอของรูปปั้น ใบหน้าของเดวิคปรากฏรอยสักคล้ายสัญลักษณ์ไม้กางเขน หรืออาจเป็นสัญลักษณ์ของหยดน้ำตาที่ใต้หางตาด้านขวา ซึ่งเป็นที่รู้ในวงกว้างว่ารอยสักหยดน้ำตาเป็นเครื่องหมายของการถูกจองจำ การติดคุก ที่มักจะพบเห็นในหมู่นักโทษ แต่ในปัจจุบันมีศิลปินแรปเปอร์หลายคนที่นิยมสักรอยหยดน้ำตา เพื่อรำลึกถึงความสูญเสียบุคคลสำคัญในชีวิต 

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ความหมายของรูปปั้นได้เปลี่ยนไปจากเนื้อหาของต้นฉบับ ด้วยการจัดแสดงเฉพาะศีรษะของเดวิด วิธีการจัดวางรูปปั้นและสัญลักษณ์ของรอยสัก จากวีรบุรุษที่เป็นไอคอนของความแข็งแกร่ง การต่อสู้ และชัยชนะ ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องหมายของการถูกจองจำ การสงบศึก สันติภาพ และความพ่ายแพ้ ด้วยตำแหน่งของศีรษะที่วางกองอยู่ที่พื้น เหมือนกับหัวของ Goliath ที่ถูกตัดออกมา

4

Venus de Milo สัญลักษณ์ของความอมตะ

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale, Venus de Milo
ภาพ : en.wikipedia.org

ประติมากรรมกรีกโบราณ Venus de Milo สร้างขึ้นราว 130 ถึง 100 ปีก่อนคริสตกาลของ Alexandros of Antioch เป็นสัญลักษณ์ของ Aphrodite เทพธิดาแห่งความรักและความงามของชาวกรีก เป็นรูปปั้นมีความสูงกว่า 2 เมตร ค้นพบที่เกาะ Milos ในกรีกเมื่อ ค.ศ. 1820 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีส 

รูปปั้น Venus คือตัวอย่างของประติมากรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของความอมตะ การเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และการเสื่อมสลายของธรรมชาติ ใน ค.ศ. 1870 ซึ่งเป็นช่วงปฏิวัติการปกครองในปารีส อาคารสาธารณะหลายแห่งถูกเผา และเพื่อความปลอดภัยของรูปปั้นจึงมีการขน Venus de Milo ใส่ลังไม้เพื่อเคลื่อนย้ายไปซ่อนในห้องใต้ดินของสำนักงานตำรวจ ต่อมาใน ค.ศ. 1939 รูปปั้นได้ถูกขนย้ายออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์อีกครั้ง เพื่อไปซ่อนในที่ปลอดภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale, Venus de Milo

ภาพจำของหินอ่อนสีขาวล้วนของเทพีแห่งความงาม Venus ตามแบบต้นฉบับรูปปั้นกรีกโบราณถูกปกคลุมด้วยรอยสักแบบเต็มตัวของยากูซ่าญี่ปุ่น รอยสักนั้นไล่จากแผ่นหลังไปจนถึงไหล่ด้านหน้าทั้งสองข้างของตัวรูปปั้น ด้วยลวดลายของดอกซากุระสีชมพูที่ร่วงหล่นจากต้นและลอยไปตามลำธารที่หมุนวน 

ดอกซากุระนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่น มันคือสัญลักษณ์ของชีวิตและความงาม ทุกๆ ปี ในฤดูใบไม้ผลิคนญี่ปุ่นจะฉลองเทศกาลฮานามิเพื่อชมความงามของดอกซากุระ ดังนั้น รอยสักซากุระแสดงถึงพลังของชีวิตที่ร่วงโรย แต่ยังก็เต็มไปด้วยสีสันและความสวยงาม 

ผลงาน Venus de Milo ในแบบฉบับของ Viale จึงเป็นการการประสานกันระหว่างสัญลักษณ์ของความงาม ในมุมหนึ่งรูปปั้น Venus คือสัญลักษณ์ของความงามที่เป็นอมตะ ในขณะที่รอยสักดอกซากุระที่ร่วงหล่นสื่อถึงความงามที่ไม่จีรัง ประหนึ่งชีวิตที่มีเกิดขึ้นและดับไปตามกระแสน้ำ

5

 Laocoön and His Sons

 ‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale, Laocoön and His Sons
ภาพ : en.wikipedia.org

รูปแกะสลัก Laocoön and His Sons ถูกสร้างขึ้นระหว่าง 29 ถึง 19 ก่อนคริสตกาล เป็นรูปปั้นสัญลักษณ์ของความทุกข์ทรมานของมนุษย์ เรื่องราวจากกลอนโบราณของชาวกรีกเกี่ยวกับ Laocoön นักบวชที่ถูกเทพเจ้าลงโทษ เพราะความที่รู้มากไปหรือความไม่รู้ ได้ทำการเปิดโปง ลบหลู่ หรือทำผิดกฎของนักบวช ซึ่งเทพเจ้าได้ส่งงูทะเลมาสังหาร 

ตัวประติมากรรมเผยให้เห็นภาพของงูพิษสองตัวโจมตี Laocoön และบุตรชายทั้งสองของเขาด้วยการกัดและรัด การเคลื่อนไหวของร่างทั้งสามแสดงให้เห็นถึงการที่ทั้งสามคนพยายามต่อสู้และเอาตัวรอด แต่ก็ไม่สามารถต่อกรกับชะตากรรมนี้ 

สังเกตจากสีหน้า การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และขดตัวของร่างกาย สื่อให้เห็นถึงความหวาดกลัว ความทรมาน และความตาย ในบางตำราได้เล่าว่า งูพิษสังหารแค่บุตรทั้งสองเขาเท่านั้น และทิ้งให้ Laocoön รับโทษด้วยการมีชีวิตอยู่กับความโศกเศร้าและทุกข์ทรมานเพียงลำพัง

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale, Laocoön and His Sons
‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale, Laocoön and His Sons

เราพบว่าประติมากรรม Laocoön ของ Fabio Viale เป็นการเลือกแกะสลักเฉพาะตัวนักบวช Laocoön ที่กำลังต่อสู้กับงูทะเล โดยดัดแปลงเนื้อหาจากรูปปั้นต้นฉบับ ด้วยการลบร่างบุตรทั้งสองของเขาออกไปจากองค์ประกอบของรูปปั้น จุดนี้อาจอุปมัยได้ถึงความโดดเดี่ยวที่ Laocoön ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความทรมานจากการสูญเสียเพียงลำพัง 

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่น่าสนใจคือ ร่างของงูทะเลที่ขาดเป็นท่อนๆ พร้อมกับรอยสักรูปเสือโคร่งขี่เมฆแบบยากูซ่าญี่ปุ่นบนหลังของ Laocoön ที่กำลังหันหน้าคำครามใส่งูทะล ราวกับว่าตัวศิลปินกำลังบอกเล่าเหตุการณ์ใหม่ที่ Laocoön นั้นมีชัยชนะเหนืองูพิษ 

ในวัฒนธรรมการสักของญี่ปุ่น รอยสักเสือโคร่งเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องรางที่สามารถป้องกันทูตผีปีศาจ ความเจ็บป่วยและโชคร้าย เสือในตำนานของญี่ปุ่นเป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วงที่ควบคุมลมได้ หากลองสังเกตที่พื้นหลังของรอยสัก เราจะพบกลุ่มก้อนเมฆและดอกซากุระรอบๆ ตัวเสือ นอกจากนี้ รอยสักเสือยังแสดงถึงความกล้าหาญและความเข้มแข็งอีกด้วย

สิ่งที่สะท้อนออกมาจากงานนิทรรศการครั้งนี้ คือการที่เมืองปิเอตราซานตาสามารถดึงเอกสัญลักษณ์ของเมืองอย่างหินอ่อนและประติกรรมหินอ่อนออกมาช่วยฟื้นฟูสภาพสังคมและการท่องเที่ยวหลังจากวิกฤตการระบาดของโรค COVID-19 ส่งเสริมให้ผู้คนกล้ากลับมาใช้พื้นที่สาธารณะอีกครั้ง รวมถึงช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวในประเทศ และเพิ่มโอกาสในการขายให้กับร้านค้าในละแวกงานจัดแสดง 

อีกสิ่งหนึ่งเราควรทบทวนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะโบราณ คือการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงศิลปะและประวัติศาสตร์ในอดีตได้มากขึ้น การผสมผสานศิลปะร่วมสมัยเข้าไปเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยดึงดูดความสนใจและสร้างความสนุกให้กับศิลปะโบราณ 

สำคัญไปกว่านั้น ก็คือวิธีการจัดแสดงวัตถุโบราณเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเข้าจัดแสดงใส่ตู้กระจกที่มีป้ายกำกับความสำคัญของมันในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น แต่การทำให้พื้นที่สาธารณะคล้ายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แทรกซึมเข้าไปการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน จะช่วยนำศิลปะเข้าไปหาผู้คนได้มากขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม

รอยสักสร้างลักษณะนิสัย บุคลิก และตัวตนใหม่ ให้กับรูปปั้นโบราณ ลวดลายของรอยสักเปลี่ยนเรื่องราวต้นฉบับของประติมากรรม โดยเพิ่มเนื้อหาที่ตัวศิลปินต้องการจะถ่ายทอด และสร้างพื้นที่ว่างให้กับผู้ชมได้ใส่จินตนาการกับความรู้สึกของตนเข้าไป 

แต่ในขณะเดียวกัน รอยสักก็อาจถูกมองว่าเป็นการสร้างความแปดเปื้อนเลอะเทอะให้กับความบริสุทธิ์ของหินอ่อน บางส่วนมักมองการมีรอยสักเหมือนเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และผู้คนมักถูกผู้ตีตราว่าเป็นอันธพาล คนเกเร หรือเป็นอาชญากร รอยสักจึงถูกนำไปผูกอยู่กับความชั่วและความไม่ดี แต่ด้วยสังคมที่เปิดรับมากขึ้น รอยสักกลายเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและปณิธานของชีวิตของใครหลายๆ คน เป็นสัญลักษณ์ส่วนบุคคลที่อาจบ่งบอกถึง ความสุข ความหวัง คำมั่นสัญญา ความทุกข์ บาดแผล ความผิดหวัง หรือการสูญเสีย

ด้วยตรรกะเดียวกันนี้ ขอตั้งคำถามกับสังคมไทยว่า สังคมไทยพร้อมมากแค่ไหนที่จะเปิดรับการเปลี่ยนแปลงของโลกร่วมสมัย สังคมไทยพร้อมหรือยังที่ก้าวออกมาจากกรอบความเชื่อเดิมๆ และเปิดรับการผสมผสานความคิดของคนรุ่นใหม่กับหลักเกณฑ์และกฎกติกาที่มีความเท่าเทียมในการแสดงออก

ขอบคุณเพื่อนเดินทาง

Fernando Silva, Giovanni Gentili และ Sara Di Lallo


อ้างอิง

Writer & Photographer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load