14 พฤศจิกายน 2563

กว่าทริปพักผ่อนครั้งแรกของ ค.ศ. 2020 จะเริ่มต้นขึ้นก็ปาไปเกือบค่อนปีแล้ว ด้วยสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาในยุโรป ผมได้เลื่อนแผนการเดินทางเป็นจำนวนหลายครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจออกเดินไปยังปิเอตราซานตา (Pietrasanta) เมืองทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ตามคำชักชวนของเพื่อนชาวอิตาลีที่อาสาจะนำเที่ยว 

ภาพแรกที่จดจำได้อย่างแม่นยำคือภาพของโบสถ์ Sant’Agostino และความขัดแย้งของหินอ่อนสีขาวเมฆและตัวอิฐเปลือยสีส้มของหอระฆัง ที่มีความสูงกว่า 36 เมตรที่อยู่ถัดออกไป พร้อมกับพื้นหลังสีเขียวของภูเขาและบ้านเรือนที่คุมโทนสีพาสเทล โดยทันที ผมรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็น ราวกับว่าเมืองนี้กล่าวทักทายผมว่า “ยินดีต้อนรับ นี่คือเมืองปิเอตราซานตา” ผ่านตัวสถาปัตยกรรม 

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta

ในขณะที่ผมกำลังซึมซับบรรยากาศรอบๆ ของเมืองนั้น จุดสนใจของผมก็จับจ้องไปที่รอยสักอาชญากรบนประติมากรรมหินอ่อน ที่ตั้งอยู่บนบล็อกหินขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เหมือนเพิ่งตัดออกมาจากเหมือง เรียงรายอยู่รอบๆ จัตุรัสกลางใจเมือง 

Fabio Viale ประติมากรชาวอิตาลี เป็นศิลปินเจ้าของผลงานประติมากรรมรอยสักในงานนิทรรศการครั้งนี้ ภายใต้ชื่องานว่า ‘TRULY’ หรือ ‘อย่างแท้จริง’ เขานำผลงานกว่า 20 ชิ้นมาจัดแสดงในพื้นที่และอาคารสาธารณะ เริ่มต้นจากจัตุรัสใจกลางเมือง เข้าไปที่มหาวิหาร San Martino ต่อไปที่ห้องสมุดเทศบาลและจัตุรัสท่าเรือที่อยู่ห่างออกไป นิทรรศการนี้ได้เปลี่ยนเมืองปีตราซานต้าให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์หินอ่อนที่แทรกซึมไปกับพื้นที่สาธารณะและบริบทรอบๆ อย่างกลมกลืน

ในงานจัดแสดงนี้ ลายสักของกลุ่ม แก๊ง ผู้มีอิทธิพล และอาชญากร ที่เรามักพบเห็นในฉากภาพยนตร์อาชญากรรมของญี่ปุ่น รัฐเซีย สหรัฐอเมริกา และอื่นๆ ถูกนำมาใช้ในการถ่ายทอดเรื่องราวใหม่ผ่านมุมมองของ Viale การเผชิญหน้ากันระหว่างรอยสักอาชญากรและประติมากรรมโบราณ

ภาพจำของประติมากรรมโบราณเหล่านี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ด้วยรอยสักที่สร้างตัวตนและบุคลิกใหม่ให้กับประติมากรรม จะเป็นอย่างไรเมื่อรูปปั้น David จากยุคเรเนสซองส์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ การต่อสู้ และความเข้มแข็งนั้น ถูกแทนด้วยรอยสักนกพิราบที่แสดงถึงสันติภาพ และรอยสักหยดน้ำตาบนใบหน้าที่มักพบในหมู่นักโทษ อะไรคือสิ่งที่เราสัมผัสได้ถึงความหมายที่เปลี่ยนไปนี้ 

จะเป็นอย่างไรเมื่อรูปปั้นกรีกโบราณที่อายุกว่า 2,000 ปีอย่าง Venus de Milo ซึ่งเป็นตัวแทนของ Aphrodite เทพีแห่งความรักและความงาม ถูกทำให้กลายเป็นสมาชิกของแก๊งยากูซ่าญี่ปุ่น แล้วจะเป็นอย่างไร เมื่อหนึ่งในรูปปั้นกรีกที่เก่าแก่ที่สุดอย่าง Laocoön and His Sons ถูกดัดแปลงโดยการลบองค์ประกอบบางอย่างออกไป มากไปกว่านั้นยังเพิ่มรอยสักเสือโคร่งบนแผ่นหลังของนักบวช Laocoön อีก 

คำถามคือ รอยสักเหล่านั้นทำให้ความหมายเดิมของต้นฉบับ ที่สื่อถึงสัญลักษณ์ของความทุกข์ทรมานของมนุษย์เปลี่ยนไปหรือไม่ อย่างไร

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale

1

สักลายบนหินอ่อนให้เหมือนผิวหนังมนุษย์ที่สุด

Viale ถือได้ว่าเป็นประติมากรนักอนุรักษ์คนหนึ่ง ที่ฝึกฝนเทคนิคและความประณีตตามแบบฉบับดั้งเดิมของประติมากรรมโบราณ ด้วยการคัดลอกและทำซ้ำๆ การคัดลอกงานแกะสลักช่วยให้เขาเข้าใจถึงทัศนคติของศิลปินต้นฉบับ และช่วยในการวิเคราะห์ถึงสิ่งที่รูปปั้นเหล่านั้นต้องการสื่อสาร ผ่านส่วนเว้าส่วนโค้ง องค์ประกอบ และการจัดวาง ในหลายครั้งที่เขามักจะนำสัญญะของรูปแกะสลักโบราณมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน 

อีกหนึ่งจุดเด่นในงานของ Viale คือการตั้งคำถามกับลักษณะทางกายภาพของบล็อกหินอ่อนที่ใหญ่ หนัก หยาบ และเปราะบาง โดยการแกะสลักให้หินอ่อนเหล่านี้ เบาเหมือนกระดาษ บางเหมือนแผ่นไม้ นิ่มนวลเหมือนผืนผ้า หรือ กลายเป็นผิวหนังของมนุษย์ด้วยการสักรอยสักบนหินอ่อน 

เพื่อให้ผลงานของเขาออกมาเหมือนรอยสักบนผิวหนังมากที่สุด เขาวิจัย ทดลองเทคนิค สร้างเครื่องมือเฉพาะ และพัฒนาหมึกสีร่วมกับนักเคมี เพื่อให้สีนั้นแทรกซึมเข้าไปในชั้นหิน การคัดสรรหินอ่อนที่มีความพรุนที่เหมาะสม จะทำให้หินดูดซับหมึกได้ดีขึ้น เขาใช้ปืนสเปรย์แทนเข็มในการสัก ตะไบเพชรและขนเหล็กในการขูดและขัดพื้นผิวของหิน เพื่อให้เม็ดสีแทรกจมลงไปในชั้นหินอ่อนประมาณ 1 มิลลิเมตร การสักผลงานแต่ละชิ้นนั้นใช้เวลาประมาณ 4 วัน และใช้เวลาทั้งหมด 6 เดือนในการเตรียมงานสำหรับนิทรรศการนี้

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale

2

แปดเปื้อนสีขาวบริสุทธิ์ด้วยลวดลายอาชญากรที่ตรงกับความเป็นจริงของโลกมากขึ้น

รูปปั้นในแต่ละยุคสมัยคือสัญลักษณ์แห่งกาลเวลาและจิตวิญญาณของผู้คนในสังคมนั้นๆ อีกนัยหนึ่ง รูปปั้นเหล่านี้เปรียบดังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (Sacred) ที่เป็นสัญญะของการคงอยู่เหนือกาลเวลา ในปัจจุบันรูปปั้นต้นฉบับจึงกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในพิพิธภัณฑ์ วิหาร หรืออาคารสำคัญ

การสักลวดลายอาชญากรบนรูปปั้นหินอ่อนเหล่านี้เป็นการทำให้ความขาวของหินอ่อนซึ่งเป็นของลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความดีแปดเปื้อน กลายเป็นสิ่งที่ดูหมิ่น (Profane) ทำลายความหมายเดิมของงานต้นฉบับ 

แต่ในอีกมุมมอง รอยสักคือศิลปะร่วมสมัยที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง และเป็นสัญลักษณ์ของการดำรงชีวิตอยู่ ได้สร้างตัวตนและเรื่องราวใหม่ให้กับประติมากรรมโบราณเหล่านี้ 

การผสมผสนานระหว่างวัฒนธรรม ศิลปะร่วมสมัย และความงามแบบคลาสสิก เข้าด้วยกัน กระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามและเกิดความสงสัย ในความขัดแย้งที่ลงตัวระหว่างเรื่องราวดั้งเดิมและเสริมแต่ง ระหว่างความคลาสสิกและความร่วมสมัย ระหว่างหินอ่อนและหมึกสี

3

David สัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและความงามที่อ่อนเยาว์

David สัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและความงามที่อ่อนเยาว์, มีเกลันเจโล, Michelangelo
ภาพ : en.wikipedia.org

รูปปั้นเดวิดของ มีเกลันเจโล (Michelangelo) เป็นหนึ่งในประติมากรรมชิ้นเอกแห่งยุคเรเนสซองส์ สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1501 – 1504 ด้วยบล็อกหินอ่อนคาราร่าชิ้นเดียว หินอ่อนคาราร่าคือหินที่ใช้โดยประติกรมาตั้งแต่สมัยโรมัน เป็นหินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยลายและสีขาวเมฆของมัน 

ในปัจจุบันรูปปั้นเดวิดกลายเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง เป็นเรื่องราวของชายผู้กล้าหาญที่ต่อสู้กับ Goliath (ยักษ์) ตามพระคัมภีร์ไบเบิล ภาพวาดจำนวนมากของเดวิดในยุคเรเนสซองส์มักจะปรากฏภาพของชายหนุ่มที่ตัดหัวและถือศีรษะของ Goliath ไว้ หรือยืนประกาศชัยชนะเหนือศีรษะของ Goliath 

ส่วนในเวอร์ชันของมีเกลันเจโล เขาเลือกถ่ายทอดเรื่องราวก่อนการต่อสู้ของเดวิดจะเริ่มขึ้น สีหน้าที่แสดงความตึงเครียดและมุ่งมั่นหลังจากการตัดสินใจต่อสู้ เขายืนอย่างผ่อนคลายด้วยความมั่นใจด้วยการโพสท่า Contrapposto ซึ่งเป็นลักษณะเด่นทางประติมากรรมโบราณที่สร้างสมดุลและความงามให้กับรูปปั้น ด้วยการกำหนดสรีระของร่างกายและกล้ามเนื้อ 

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta

Viale นั้นเลือกที่จะแกะสลักและจัดแสดงเฉพาะศีรษะของเดวิดที่เงยหน้ามองขึ้นฟ้าวางอยู่บนบล็อกหิน เขาสักลายนกพิราบและคำว่า Peace หรือสันติ ที่ต้นคอของรูปปั้น ใบหน้าของเดวิคปรากฏรอยสักคล้ายสัญลักษณ์ไม้กางเขน หรืออาจเป็นสัญลักษณ์ของหยดน้ำตาที่ใต้หางตาด้านขวา ซึ่งเป็นที่รู้ในวงกว้างว่ารอยสักหยดน้ำตาเป็นเครื่องหมายของการถูกจองจำ การติดคุก ที่มักจะพบเห็นในหมู่นักโทษ แต่ในปัจจุบันมีศิลปินแรปเปอร์หลายคนที่นิยมสักรอยหยดน้ำตา เพื่อรำลึกถึงความสูญเสียบุคคลสำคัญในชีวิต 

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ความหมายของรูปปั้นได้เปลี่ยนไปจากเนื้อหาของต้นฉบับ ด้วยการจัดแสดงเฉพาะศีรษะของเดวิด วิธีการจัดวางรูปปั้นและสัญลักษณ์ของรอยสัก จากวีรบุรุษที่เป็นไอคอนของความแข็งแกร่ง การต่อสู้ และชัยชนะ ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องหมายของการถูกจองจำ การสงบศึก สันติภาพ และความพ่ายแพ้ ด้วยตำแหน่งของศีรษะที่วางกองอยู่ที่พื้น เหมือนกับหัวของ Goliath ที่ถูกตัดออกมา

4

Venus de Milo สัญลักษณ์ของความอมตะ

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale, Venus de Milo
ภาพ : en.wikipedia.org

ประติมากรรมกรีกโบราณ Venus de Milo สร้างขึ้นราว 130 ถึง 100 ปีก่อนคริสตกาลของ Alexandros of Antioch เป็นสัญลักษณ์ของ Aphrodite เทพธิดาแห่งความรักและความงามของชาวกรีก เป็นรูปปั้นมีความสูงกว่า 2 เมตร ค้นพบที่เกาะ Milos ในกรีกเมื่อ ค.ศ. 1820 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีส 

รูปปั้น Venus คือตัวอย่างของประติมากรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของความอมตะ การเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และการเสื่อมสลายของธรรมชาติ ใน ค.ศ. 1870 ซึ่งเป็นช่วงปฏิวัติการปกครองในปารีส อาคารสาธารณะหลายแห่งถูกเผา และเพื่อความปลอดภัยของรูปปั้นจึงมีการขน Venus de Milo ใส่ลังไม้เพื่อเคลื่อนย้ายไปซ่อนในห้องใต้ดินของสำนักงานตำรวจ ต่อมาใน ค.ศ. 1939 รูปปั้นได้ถูกขนย้ายออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์อีกครั้ง เพื่อไปซ่อนในที่ปลอดภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale, Venus de Milo

ภาพจำของหินอ่อนสีขาวล้วนของเทพีแห่งความงาม Venus ตามแบบต้นฉบับรูปปั้นกรีกโบราณถูกปกคลุมด้วยรอยสักแบบเต็มตัวของยากูซ่าญี่ปุ่น รอยสักนั้นไล่จากแผ่นหลังไปจนถึงไหล่ด้านหน้าทั้งสองข้างของตัวรูปปั้น ด้วยลวดลายของดอกซากุระสีชมพูที่ร่วงหล่นจากต้นและลอยไปตามลำธารที่หมุนวน 

ดอกซากุระนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่น มันคือสัญลักษณ์ของชีวิตและความงาม ทุกๆ ปี ในฤดูใบไม้ผลิคนญี่ปุ่นจะฉลองเทศกาลฮานามิเพื่อชมความงามของดอกซากุระ ดังนั้น รอยสักซากุระแสดงถึงพลังของชีวิตที่ร่วงโรย แต่ยังก็เต็มไปด้วยสีสันและความสวยงาม 

ผลงาน Venus de Milo ในแบบฉบับของ Viale จึงเป็นการการประสานกันระหว่างสัญลักษณ์ของความงาม ในมุมหนึ่งรูปปั้น Venus คือสัญลักษณ์ของความงามที่เป็นอมตะ ในขณะที่รอยสักดอกซากุระที่ร่วงหล่นสื่อถึงความงามที่ไม่จีรัง ประหนึ่งชีวิตที่มีเกิดขึ้นและดับไปตามกระแสน้ำ

5

 Laocoön and His Sons

 ‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale, Laocoön and His Sons
ภาพ : en.wikipedia.org

รูปแกะสลัก Laocoön and His Sons ถูกสร้างขึ้นระหว่าง 29 ถึง 19 ก่อนคริสตกาล เป็นรูปปั้นสัญลักษณ์ของความทุกข์ทรมานของมนุษย์ เรื่องราวจากกลอนโบราณของชาวกรีกเกี่ยวกับ Laocoön นักบวชที่ถูกเทพเจ้าลงโทษ เพราะความที่รู้มากไปหรือความไม่รู้ ได้ทำการเปิดโปง ลบหลู่ หรือทำผิดกฎของนักบวช ซึ่งเทพเจ้าได้ส่งงูทะเลมาสังหาร 

ตัวประติมากรรมเผยให้เห็นภาพของงูพิษสองตัวโจมตี Laocoön และบุตรชายทั้งสองของเขาด้วยการกัดและรัด การเคลื่อนไหวของร่างทั้งสามแสดงให้เห็นถึงการที่ทั้งสามคนพยายามต่อสู้และเอาตัวรอด แต่ก็ไม่สามารถต่อกรกับชะตากรรมนี้ 

สังเกตจากสีหน้า การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และขดตัวของร่างกาย สื่อให้เห็นถึงความหวาดกลัว ความทรมาน และความตาย ในบางตำราได้เล่าว่า งูพิษสังหารแค่บุตรทั้งสองเขาเท่านั้น และทิ้งให้ Laocoön รับโทษด้วยการมีชีวิตอยู่กับความโศกเศร้าและทุกข์ทรมานเพียงลำพัง

‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale, Laocoön and His Sons
‘รอยสักอาชญากร’ ที่สร้างบุคลิกใหม่ให้ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์รอบจัตุรัสเมือง Pietrasanta, Fabio Viale, Laocoön and His Sons

เราพบว่าประติมากรรม Laocoön ของ Fabio Viale เป็นการเลือกแกะสลักเฉพาะตัวนักบวช Laocoön ที่กำลังต่อสู้กับงูทะเล โดยดัดแปลงเนื้อหาจากรูปปั้นต้นฉบับ ด้วยการลบร่างบุตรทั้งสองของเขาออกไปจากองค์ประกอบของรูปปั้น จุดนี้อาจอุปมัยได้ถึงความโดดเดี่ยวที่ Laocoön ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความทรมานจากการสูญเสียเพียงลำพัง 

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่น่าสนใจคือ ร่างของงูทะเลที่ขาดเป็นท่อนๆ พร้อมกับรอยสักรูปเสือโคร่งขี่เมฆแบบยากูซ่าญี่ปุ่นบนหลังของ Laocoön ที่กำลังหันหน้าคำครามใส่งูทะล ราวกับว่าตัวศิลปินกำลังบอกเล่าเหตุการณ์ใหม่ที่ Laocoön นั้นมีชัยชนะเหนืองูพิษ 

ในวัฒนธรรมการสักของญี่ปุ่น รอยสักเสือโคร่งเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องรางที่สามารถป้องกันทูตผีปีศาจ ความเจ็บป่วยและโชคร้าย เสือในตำนานของญี่ปุ่นเป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วงที่ควบคุมลมได้ หากลองสังเกตที่พื้นหลังของรอยสัก เราจะพบกลุ่มก้อนเมฆและดอกซากุระรอบๆ ตัวเสือ นอกจากนี้ รอยสักเสือยังแสดงถึงความกล้าหาญและความเข้มแข็งอีกด้วย

สิ่งที่สะท้อนออกมาจากงานนิทรรศการครั้งนี้ คือการที่เมืองปิเอตราซานตาสามารถดึงเอกสัญลักษณ์ของเมืองอย่างหินอ่อนและประติกรรมหินอ่อนออกมาช่วยฟื้นฟูสภาพสังคมและการท่องเที่ยวหลังจากวิกฤตการระบาดของโรค COVID-19 ส่งเสริมให้ผู้คนกล้ากลับมาใช้พื้นที่สาธารณะอีกครั้ง รวมถึงช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวในประเทศ และเพิ่มโอกาสในการขายให้กับร้านค้าในละแวกงานจัดแสดง 

อีกสิ่งหนึ่งเราควรทบทวนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะโบราณ คือการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงศิลปะและประวัติศาสตร์ในอดีตได้มากขึ้น การผสมผสานศิลปะร่วมสมัยเข้าไปเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยดึงดูดความสนใจและสร้างความสนุกให้กับศิลปะโบราณ 

สำคัญไปกว่านั้น ก็คือวิธีการจัดแสดงวัตถุโบราณเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเข้าจัดแสดงใส่ตู้กระจกที่มีป้ายกำกับความสำคัญของมันในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น แต่การทำให้พื้นที่สาธารณะคล้ายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แทรกซึมเข้าไปการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน จะช่วยนำศิลปะเข้าไปหาผู้คนได้มากขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม

รอยสักสร้างลักษณะนิสัย บุคลิก และตัวตนใหม่ ให้กับรูปปั้นโบราณ ลวดลายของรอยสักเปลี่ยนเรื่องราวต้นฉบับของประติมากรรม โดยเพิ่มเนื้อหาที่ตัวศิลปินต้องการจะถ่ายทอด และสร้างพื้นที่ว่างให้กับผู้ชมได้ใส่จินตนาการกับความรู้สึกของตนเข้าไป 

แต่ในขณะเดียวกัน รอยสักก็อาจถูกมองว่าเป็นการสร้างความแปดเปื้อนเลอะเทอะให้กับความบริสุทธิ์ของหินอ่อน บางส่วนมักมองการมีรอยสักเหมือนเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และผู้คนมักถูกผู้ตีตราว่าเป็นอันธพาล คนเกเร หรือเป็นอาชญากร รอยสักจึงถูกนำไปผูกอยู่กับความชั่วและความไม่ดี แต่ด้วยสังคมที่เปิดรับมากขึ้น รอยสักกลายเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและปณิธานของชีวิตของใครหลายๆ คน เป็นสัญลักษณ์ส่วนบุคคลที่อาจบ่งบอกถึง ความสุข ความหวัง คำมั่นสัญญา ความทุกข์ บาดแผล ความผิดหวัง หรือการสูญเสีย

ด้วยตรรกะเดียวกันนี้ ขอตั้งคำถามกับสังคมไทยว่า สังคมไทยพร้อมมากแค่ไหนที่จะเปิดรับการเปลี่ยนแปลงของโลกร่วมสมัย สังคมไทยพร้อมหรือยังที่ก้าวออกมาจากกรอบความเชื่อเดิมๆ และเปิดรับการผสมผสานความคิดของคนรุ่นใหม่กับหลักเกณฑ์และกฎกติกาที่มีความเท่าเทียมในการแสดงออก

ขอบคุณเพื่อนเดินทาง

Fernando Silva, Giovanni Gentili และ Sara Di Lallo


อ้างอิง

Writer & Photographer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด การขยับตัวสร้างสรรค์ของย่านท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นสัญญาณของการปรับตัวและความหวังใหม่ ในปี 2021 ที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีเทศกาลย่านสร้างสรรค์มากมายหลายงาน นำร่องโดยหัวเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ที่จัดงาน Design Week ต่อเนื่องทุกปี ภาคใต้มีความเคลื่อนไหวสนุก ๆ อย่างงาน Made in Songkla และ Creative Nakhon ที่นครศรีธรรมราช ฟากอีสานก็มีงานเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) ที่ขอนแก่น และ สกลจังซั่น เทศกาลงานสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร 

การเติบโตของเมืองแห่งธรรมะ โคขุน และผ้าครามน่าสนใจมาก ๆ จากเมืองอีสานที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี แรงผลักดันจากท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวสกลนครรุ่นใหม่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เมืองมีมิติร่วมสมัย ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมดั้งเดิม 

เบื้องหลังสีสันความสนุกของสกลจังซั่นคือความตั้งใจขับเคลื่อนเมืองอย่างแรงกล้า หลังเฟสติวัลจบ เราจึงชวนผู้จัดงานหลายฝ่ายมาถอดบทเรียนให้ฟังว่างานสร้างสรรค์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สกลนครในฝันของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ควรเติบโตไปทางไหน และตั้งใจจะปั้นอะไรให้เมืองงอกงามต่อจากนี้บ้าง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

สกลเฮ็ด สกลทำ

เมื่อ พ.ศ.​ 2560 กลุ่มคนทำงานคราฟต์รวมตัวกันจัดเฟสติวัลรับลมหนาวปลายปีชื่อ สกลเฮ็ด จากงานเล็ก ๆ ที่มีผู้จัดงานเพียง 10 กว่าร้าน คลื่นเล็ก ๆ นั้นพัดพาไปสู่การจัดงานใหญ่ในปีนี้ ‘สกลจังซั่น’ คือเฟสติวัลความยาว 4 วันที่กินอาณาเขตไปทั้งเมืองเก่า โดยกลุ่มภาคีเครือข่ายในเมืองสกลอย่างหอการค้า และภาคีเครือข่ายจากภายนอก ทั้งภาครัฐอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ซึ่งคัดเลือกให้สกลนครเป็นหนึ่งใน TCDN ( Thailand Creative District Network) และกำลังมองหาพื้นที่ทดลองจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาย่านเศรษฐกิจ ไปจนถึงภาคเอกชนและประชาสังคม ช่วยกันเนรมิตขึ้นมาให้สนุกครบเครื่องทุกมิติ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสินทรัพย์ท้องถิ่น ยกระดับศักยภาพเมืองและเศรษฐกิจไปอีกขั้น

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : บ้านเสงี่ยม-มณี
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

‘สกลจังซั่น’ เป็นชื่อที่ ติ๊ดตี่-ธรรศ วัฒนาเมธี สถาปนิกผู้ดูแลที่พัก ‘บ้านเสงี่ยม-มณี’ สมาชิกกลุ่มสกลเฮ็ด และหนึ่งในผู้จัดงานสกลจังซั่นตั้งขึ้น และได้รับโหวตให้เป็นชื่องาน โดยสกลจังซั่น (จังซี่) หมายถึง สกลนครก็เป็นอย่างนั้นแหละ ที่เห็นอยู่นี่ก็เป็นสกลนครแหละ พ้องกับคำว่า ‘Junction’ ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ทางแยก จุดตัด จุดเชื่อมต่อ ชุมทาง สื่อถึงลักษณะงานที่เป็นจุดนัดพบของหลาย ๆ ภาคส่วนมาจัดกิจกรรมร่วมกัน และชื่อจังหวัดสกลนคร ที่แปลว่านครแห่งเมืองทั้งมวล หรือหมายถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางนั่นเอง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

หนึ่งในพื้นที่จัดงานหลักคือเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล ตึกเก่า 5 ชั้นที่ปลดระวางจากการเป็นโรงแรมประจำเมืองมาเนิ่นนาน แปลงโฉมเป็นศูนย์ Showcase งานดีไซน์และศิลปะของชาวสกลนคร ทั้งนักออกแบบ นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป 

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ยามค่ำคืน ตึกฝั่งตรงข้ามจะจัดไฟสวยงาม พร้อมให้คณะหมอลำมาเต้นตามระเบียงห้องให้สนุกแบบ Social Distancing กันไปยาว ๆ ส่วนดาดฟ้าสกลโฮเต็ลเองก็จัดดินเนอร์พิเศษวันละครั้ง เป็น Fine Dining ชื่อ สะออน (Sound On) โดย House Number 1712 เล่าวัฒนธรรมการกินอาหารท้องถิ่นของคนสกลนครในหลากหลายเชื้อชาติและชนเผ่าผ่านมื้ออาหาร แต่ละคำผ่านการตีความหมายใหม่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงไปด้วยเอกลักษณ์และรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิม เสริมความน่าสนใจด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ Esan Gastronomy โดยมีเสียงดนตรีหมอลำคลอไปตลอดมื้อ

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

“ผลตอบรับของสกลจังซั่นดูดีกว่าที่คิดเลยนะ งานเปิดวันแรก มีคนต่อคิวยาวมากเพื่อจะขึ้นมาตึกนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าต่อคิวเพื่อขึ้นมาดูหมอลำฝั่งตรงข้ามรึเปล่า” แมน-ปราชญ์ นิยมค้า ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mann Craft และสวนแมนเอ่ยแกมหัวเราะ ขณะพาชมนิทรรศการสีครามเล็ก ๆ ของเขาในตึกโรงแรมเก่า “มันเป็นพื้นที่ใหม่ที่คนอยากจะออกมาดู นอกจากห้างสรรพสินค้าที่สำเร็จรูป เป็นพื้นที่อื่นที่เด็ก ๆ วัยรุ่นอยากจะรู้ว่าตึกนี้มันมีอะไร ทำไมฉันไม่เคยเข้าไป เขาก็อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างได้ดี ปลุกให้คนในพื้นที่รู้ว่ามีสินทรัพย์อะไรดี ๆ บ้าง แล้วถ้าเกิดโชคดีได้ทำต่อเนื่อง มันจะทำให้คนมีส่วนร่วม นอกจากดูแล้วอาจจะเป็นคนมาลงมือทำด้วยกันได้”

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ในสายตานักออกแบบและนักธุรกิจงานคราฟต์ การเกิดขึ้นของสกลจังซั่น ซึ่งรวมตัวคนรักสกลนครหลากหลายกลุ่ม ยกระดับงานท้องถิ่นที่ทำกันเองให้ไปสู่สเกลภูมิภาค ไม่ใช่แค่งานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่หรือนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่งานที่มีกิจกรรมหลากหลายตลอด 4 วัน พาความคึกคักไปสู่หลายพื้นที่ทั่วสกลนคร ตัวเขาเองก็จัดงาน Craft Market ฤดูหนาวที่สวนแมนไปพร้อม ๆ กันใต้ร่มเทศกาลสกลจังซั่น กิจกรรมรวมตัวคนรักงานคราฟต์ทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อไว้ที่เดียว เป็นอีกแหล่งสีเขียวใกล้ชิดธรรมชาติที่ถูกใจผู้คนทั้งในและนอกจังหวัด 

“เราอยากสร้างศูนย์รวมพลังงานดี ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน ผมชอบองค์ความรู้และการสร้างเครือข่าย คิดว่ามันเป็นการกระตุ้นความคิดทั้งคนทำงานเองแล้วก็ผู้บริโภคด้วย”

ฟื้นย่านเมืองเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ แห่ง Gypsy Coffee Drip ชวนเพื่อนฝูงมาจัดงาน ‘จังซั่น ละเบ๋อ ซาวคุ้ม’ ปิดคุ้มกลางธงชัย ย่านเก่ากลางเมืองให้ครึกครื้น ในตรอกเล็ก ๆ ความยาวราว 200 เมตร พวกเขาต่อยอดกราฟฟิตี้สตรีทอาร์ตที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น แล้วรวมกิจกรรมสารพัดมาไว้ด้วยกัน ทั้งตลาดศิลปะ สินค้าทำมือ ร้านตัดผมริมทาง กาแฟ Slow Bar จาก 4 ร้านกาแฟดังในสกล โดยคนรุ่นใหม่จาก 4 ชนเผ่า แถมร้านต่าง ๆ ก็เปิดหน้าบ้านเอาของมาวางขาย เป็นพื้นที่รื่นรมย์ให้คนมาล้อมวงนั่งฟังดนตรี แวะซื้อข้าวจี่ต้มเส้น ปากหม้อ กุนเชียง ขนมจุบจิบ หรือเข้าบ้านไปทำขันหมากเบ็งหรือบายศรีกับคุณยาย แล้วออกมาเล่นสบาย ๆ 

“ย่านนี้เป็นชุมชนดั้งเดิมของสกลนคร อยู่ใกล้วัด มีแต่บ้านไม้เก่าสวย ๆ มีคุ้มเก่าของตระกูลวงกาฬสินธุ์ ที่เป็นตระกูลแรกของสกลนคร บ้านบางหลังไม่มีรั้ว ทะลุกันไปหมด บางบ้านยังมีเตาเก่า เล้าข้าว ปลูกผักปลูกกล้วย คนส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่ยังคงวิถีเดิมของสกล แต่ตอนนี้มีเมืองล้อมรอบ ตรงนี้ก็ดูรก ๆ ซบเซา คนสกลบางคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีซอยนี้ บางคนก็ไม่รู้จัก” ยิปซีอธิบายเบื้องหลังการปลุกย่านเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“เราอยากแทรกซึมอยู่ในชุมชน ให้เขาเห็นคุณค่าบ้านเก่าตัวเอง ให้พื้นที่นี้กลับมาคึกคักมีชีวิต คนรุ่นใหม่ก็ได้ทำงานกับคนแก่ ไม่ให้เขาเหงา วันเตรียมงานก็สนุกแล้วนะ ยาย ๆ เขาก็ตื่นเต้น มาให้กำลังใจกัน มาบอกว่าอยากให้มาเพนต์บ้านยายบ้าง มีคนมาถ่ายรูป บอกว่าแถวบ้านเขาสวย เขาก็ได้ออกมาเดินดูแล้วก็สดใสขึ้น ส่วนพวกเพื่อน ๆ ก็อยากสนุก ปิดร้านมาขายของ สิงตามบ้านตรงนั้นตรงนี้ เป็นพลังที่น่ารักมาก มากกว่าความร่วมมือคือความรู้สึกว่าของธรรมดานั้นพิเศษ” แกนนำสกลเฮ็ดอธิบายด้วยรอยยิ้ม 

กล่าวตามตรง ด้วยสเกลเล็กจิ๋ว พื้นที่ตรงนี้อาจยังห่างไกลจากการเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่คือคนในท้องที่มากกว่า แต่ในสายตาคนใน พื้นที่นี้คือหนึ่งในหมุดไฮไลต์สำคัญของงาน

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“มีคนทำงานหลายกลุ่มมาลงพื้นที่ทำเรื่องสตรีทอาร์ตแล้วนะคะ คืบหน้าดีขึ้นเรื่อย ๆ มีชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาจจะยังมองไม่เห็นภาพชัดเจนเท่าครั้งนี้ เหมือนคนก็ยังมองภาพไม่ออกว่างานวาดกำแพงมันเป็นยังไง อาจจะติดภาพงานเขียนพ่นสเปรย์เลอะ ๆ แรก ๆ เขาก็ยังไม่เปิดใจ พอมาเห็นงานสวย ๆ ก็อนุญาตให้เพนต์กำแพงบ้าน” เตย-ไอรัตน์ดา มหาชัย ครูศิลปะ เจ้าของร้านกาแฟกึ่งแกลเลอรี่ Blue Bica Coffee x Local Art Space เล่าบ้าง ผู้ออกแบบคาแรกเตอร์ ‘น้องก่ำ’ มาสคอตของงาน มองว่ากิจกรรมป๊อปอัปแบบนี้กระตุ้นชีพจรของเมือง ให้คนหลากหลายกลุ่มหลายช่วงวัยได้พบปะม่วนซื่น แลกเปลี่ยนวิถีที่แตกต่างแต่สนุกร่วมกัน

ก้าวสู่สังเวียนสร้างสรรค์

เทศกาลนี้ดึงผู้คนจากหลายภาคส่วนมาร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากเป้าหมายในตอนแรกจะจัดกิจกรรมในเดือนมิถุนายน และฝันกันว่าจะเข้าไปจัดในพื้นที่เรือนจำเก่า ขยายผลเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์มากมายทั่วเมืองสกลนคร ไม่ว่านิทรรศการเล่าเรื่องเมืองสกล แผนที่ย่านเมือง นิทรรศการงานออกแบบ ศิลปะ อาหาร ดนตรี งานเสวนา ตลาด ต่างรวมพลังงานดี ๆ ไว้มากมาย

“งานเพียง 4 วันอาจดูสั้นไปเมื่อเทียบกับงานในจังหวัดอื่น แต่ก็ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ หลายอย่างต่อเมืองสกล กระตุ้นให้คนสกลนครเองให้ได้เห็นศักยภาพของพื้นที่ที่จะพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ เห็นศักยภาพของคนที่ซ่อนอยู่ และเกิดการรวมตัวกันเพื่อทดลองทำสิ่งที่อยากสิ่งคิดให้เป็นจริง ในช่วงเวลาเตรียมงานจนงานจบลงนี้ ทำให้ผมได้รู้จักคนใหม่ ๆ ได้รู้จักคนเก่า ๆ มากยิ่งขึ้น และได้ทำในสิ่งที่เคยคาดหวังว่าจะทำ ผมหวังว่าเหล่าองค์กรภาคีต่าง ๆ ทั้งน้อยใหญ่จะกลับมาสร้างงานนี้ให้สำเร็จลงด้วยดีอีกครั้ง ต้องขอบคุณผู้คนมากมายที่ให้โอกาสได้ร่วมงานกันครับ” ติ๊ดตี่ออกความเห็น โดยหวังอย่างยิ่งว่างานนี้จะได้จัดขึ้นอีกครั้งในปีนี้

“งานนี้เกินคาดไปเยอะมาก ๆ คนตอบรับดี มันสร้างประสบการณ์รับรู้ใหม่ให้คนในพื้นที่มองเมืองเปลี่ยนไป เห็นว่าย่านเมืองเก่าทำอะไรได้มากกว่าจะปล่อยให้ร้างไป และภาคศิลปะก็ตื่นตัว นักดนตรี ศิลปินก็มีกำลังใจสร้างงาน เพราะรู้ว่างานเขามีที่รองรับ มีกลุ่มคนดู และในแง่การท่องเที่ยว คนนอกอยากมาเข้าร่วมเยอะ คนในเมืองก็อยากขอเป็นสปอนเซอร์สนับสนุน อยากมาช่วย” เสือ-ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช ทายาทเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล หนึ่งในผู้จัดงานหลักเอ่ยอย่างกระตือรือร้น

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“ต้องยอมรับว่าตัวเมืองสกลนครยังดึงคนให้อยู่เที่ยวยาว ๆ ทั้งวันจนนอนค้างไม่ได้ ขณะที่เมืองข้าง ๆ อย่างนครพนมมีวิวแม่น้ำโขง มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บรรยากาศมันชวนพักผ่อนมาก สิ่งที่ทำให้สกลนครแตกต่างคือวัฒนธรรมและงานคราฟต์ที่มีเอกลักษณ์เหนียวแน่น แต่ยังอาจเข้าถึงยาก คือต้องตั้งใจมามาก ๆ เฟสติวัลนี้เลยช่วยได้มาก ครั้งถัดไปก็อยากจัดให้ใกล้ช่วงเทศกาลแห่ดาวที่ท่าแร่ คนจะได้อยู่สกลนครได้ทั้งอาทิตย์ และปรับปรุงหลายอย่างให้ดีขึ้น ทั้งการประชาสัมพันธ์ การเตรียมสถานที่ การจัดการ หรือการสื่อสารเรื่องการชมงานศิลปะโดยไม่จับชิ้นงานให้เสียหาย สกลจังซั่นครั้งถัดไปน่าจะมีคนมาร่วมหลากหลายขึ้น เยอะขึ้น พอมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ก็อยากชวนศิลปินจังหวัดอื่น ๆ ใกล้ ๆ มาคอลแล็บกัน เพื่อเพิ่มความสนุกให้มากขึ้น”

ด้วยสถานการณ์การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบยาว ๆ จากโควิด-19 ผนวกกับความขลุกขลักของการจัดงานครั้งแรก นักท่องเที่ยวอย่างเรามองเห็นช่องว่างหลายจุดที่สกลจังซั่นน่าจะปรับปรุงหรือขยายผลให้ดียิ่งขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เทศกาลสร้างสรรค์ร่วมสมัยนี้เป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองมาก ๆ ของเมืองอีสาน 

“เราอยากให้เมืองเป็นยังไงก็ต้องลงมือทำที่บ้านเรา ก่อนจะไปหวังความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือหน่วยงานไหน พูดตรง ๆ ว่าเราต้องดิ้นรนกันเองก่อน จังหวัดข้าง ๆ อย่างมุกดาหารก็ขยับตัวจัดงานเหมือนกันนะครับ เขามาดูงานเราแล้วก็เริ่มโครงการเลย เดือนกุมภาพันธ์กำลังจะมีงานสตรีทอาร์ตและภาพถ่าย คนในมุกดาหารร่วมมือกันทำงานในย่านที่สนใจ เงินจัดงานก็มาจากคนในเมืองช่วยกันบริจาค เราก็ดีใจที่งานนี้มีผลไปถึงคนข้างนอกด้วย” เสือเล่าอย่างภาคภูมิใจ

“ผมคิดว่าวัฒนธรรมอีสานแข็งแรงน่าสนใจมาก ดึงดูดทั้งสายอาร์ต สายคราฟต์ สายมู สายดนตรี สีสันความเป็นอีสานซิ่ง ๆ สด ๆ ทำให้น่าสนใจ คนกลับบ้านก็เยอะ ตอนนี้โจทย์ถัดไปคือต้องค่อย ๆ หาทางปัดฝุ่น หาอะไรมาลงพื้นที่ตลอดทั้งปี พอเทศกาลมันไม่ถาวร จบงานแล้วเมืองก็กลับมาเงียบเหมือนเดิม ผมสนใจงานออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ Made in Songkhla อยากหาทุนต่อยอดร้านเก่าแก่ ต่อให้มีโควิด ก็มีกิจกรรมขายของและท่องเที่ยวได้ทั้งปี ร้านค้าก็อยู่ได้อย่างยั่งยืน ชอบอะไรแบบนี้ เริ่มจากสิ่งที่เรามีในเมืองก่อน แล้วขยายผลไปพื้นที่ใกล้เคียง” 

นักธุรกิจรุ่นใหม่เล่าถึงโปรเจกต์ต่อยอดที่เขากำลังดูแล คือ Sakon Gastronomy ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาหาร เข้าป่าไปหาวัตถุดิบมาทำอาหาร แล้วมาเที่ยวในเมืองต่อ เพื่อดึงให้คนอยู่ในจังหวัดให้นานที่สุด รวมถึงการจัดการระบบที่ทันสมัยและการตลาด เพื่อกระจายรายได้ให้เกษตรกรท้องถิ่นมากขึ้น

สกลจังซั่นจะกลับมาเป็นนิทรรศการฉบับย่อส่วนที่เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) จังหวัดขอนแก่น ส่วนปลายปีนี้ เราจะได้เห็นสกลจังซั่นเติบโตจนกลายเป็นเทศกาลท้องถิ่นร่วมสมัยประจำปีหรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป 

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load