“เทปคาสเซตต์เหล่านี้จะใช้คำว่าสะสมก็ไม่เชิง”

เราชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนี้ออกมาจากปากของ แจ็ค-พีรภัทร โพธิสารัตนะ เพราะคอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์สำหรับบุคคลผู้สะสมอะไรสักอย่าง ถ้าเราจะสัมภาษณ์คนที่ไม่ได้สะสมอะไรมาลงก็คงจะผิดคอนเซปต์เกินไปสักหน่อย

แต่เมื่อได้รู้ว่าแจ็คคือคนที่มีเทปคาสเซตต์เก็บไว้ที่บ้านมากกว่า 3,000 ม้วน เราเลยตัดสินใจว่าจะลองนั่งคุยกับเขาต่ออีกสักหน่อยดีกว่า เริ่มจากเรื่องง่ายๆ อย่างเทปม้วนแรกก่อนแล้วกัน

“เทปม้วนแรกที่เราขอแม่ซื้อเป็นเพลงประกอบสารคดีเรื่อง Music from The Body ของ Roger Waters กับ Ron Geesin จาก Pink Floyd ตอนนั้นอายุ 12 เองมั้ง” แจ็คย้อนความถึงเทปม้วนแรกที่เค้าเคยซื้อให้เราฟัง

“นี่ถือเป็นม้วนที่ดึงเราสู่การฟังเพลงอย่างจริงจังเลย เพราะก่อนหน้านั้นเราก็ฟังเพลงแค่จากที่พ่อแม่ฟัง จนกระทั่งมาเจอม้วนนี้นี่แหละ ซึ่งหลังจากนั้นจึงถูกถึงเข้าสู่โลกของ Pink Floyd ไป ซึ่งเพื่อนร่วมวงที่เคยเล่นด้วยกันกับเรายังบอกเลยว่าเราเริ่มผิดไปหน่อย”

ด้วยความที่เริ่มต้นจาก Pink Floyd และเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นทำให้แจ็คเลือกที่จะฟังแต่เพลงสายยากเพราะรู้สึกว่ามันแมนและเท่ดี จนกระทั่งเข้าสู่มหาวิทยาลัยก็เป็นช่วงที่แจ็คเริ่มหันกลับมามองเพลงไทยกับเขาบ้าง ด้วยกระแสเพลงอัลเทอร์เนทีฟที่มาแรงในยุคนั้น

เทปคาสเซตต์

“ช่วงที่อยู่มหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่เริ่มซื้อเพลงไทยบ้างแล้วเพราะว่าเราเล่นดนตรี เราเข้ามหาวิทยาลัยปี 2538 ซึ่งมันเป็นยุครุ่งเรื่องของอัลเทอร์เนทีฟพอดี และวงดนตรีทุกวงในประเทศตอนนั้นก็น่าจะแกะเพลงพวกนี้แหละ ทั้งโมเดิร์น็อก ทั้งพราว เราก็เลยเริ่มฟังเพลงไทย”

และช่วงมหาวิทยาลัยนี่เองที่ทำให้แจ็คเริ่มซื้อเทปมากขึ้นเรื่อยๆ จากเงิน 3,000 บาทที่ทางบ้านส่งมาให้ใช้ในแต่ละเดือน จนเมื่อเรียนจบ 4 ปี แจ็คก็ได้เทปกลับบ้านไปทั้งหมด 4 กระเป๋าเดินทางใหญ่ด้วยกัน

“เวลาตัดสินใจซื้อก็ไม่มีอะไรมากเลย บรรยากาศยุคนั้นด้วยความที่มันยังไม่มีดิจิทัล ยังไม่มีดาวน์โหลด เราก็จะรับรู้เรื่องราวข่าวสารจากนิตยสารและวิทยุเป็นหลัก ถ้าแมกกาซีนพูดถึง ถ้าวิทยุเปิด เราก็จะตามไปซื้อกัน และช่องทางเดียวที่เราจะได้เจอและพูดคุยกับศิลปินก็ไม่ใช่ช่องทางออนไลน์แบบทุกวันนี้ แต่เป็นการไปเจอกันจริงๆ ตามคอนเสิร์ต ไม่ก็ตามแผงเทป เพราะฉะนั้น การที่ศิลปินกลับมาออกอัลบั้มแต่ละครั้ง กลับมาออกเทปแต่ละม้วน กลับมาเล่นคอนเสิร์ต จึงเป็นอะไรที่เราค่อนข้างจะรอคอย”

 แจ็ค-พีรภัทร โพธิสารัตนะ

ด้วยบรรยากาศที่คึกคักในยุคนั้น ทำให้ธุรกิจเพลงกลายเป็นธุรกิจหนึ่งที่แข็งแกร่งมาก การขายได้ล้านตลับคือสิ่งที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ความรุ่งเรืองของยุคนั้นมันขนาดที่ว่าคนทำเทปถูกกฎหมายก็รวย คนทำเทปผีก็รวยด้วย

“สมัยยุคแรกๆ มันยังไม่มีค่ายเพลงที่เอาเทปฝรั่งเข้ามา พวกร้านค้าที่เอาเข้ามาขายเค้าก็จะทำเทปผีของตัวเองด้วย ยี่ห้อที่คุ้นๆ ก็จะมีอย่าง 501 หรือที่ดังที่สุดก็จะเป็น Peacock ในตำนาน คือ Peacock นี่นอกจากทำเทปผีแล้วเขายังเป็นบริษัทจัดจำหน่ายเองด้วยนะ คาราบาวยุคแรกๆ ก็ใช้บริการ Peacock โดยเทปผีสมัยนั้นแทบจะ 99 เปอร์เซ็นต์เป็นเพลงฝรั่ง ซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่งเวลาเราเข้ากรุงเทพฯ ด้วย”

แจ็คเล่าให้เราฟังว่า ในสมัยนั้นบ้านเกิดที่ชลบุรีมีร้านขายเทปอยู่ไม่มากนัก แถมยังเป็นเพลงไทยซะเยอะ เค้าจึงมักจะหาโอกาสเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อหาซื้อเทปเพลงที่ต้องการ ซึ่งบรรยากาศของร้านเทปสมัยนั้นก็มักจะเป็นแค่คูหาที่ไม่ใหญ่มาก และวางกล่องเทปเรียงเป็นแผงให้เราเลือกดู

“จริงๆ เทปคาสเซตต์มันก็มีการแบ่งประเภทเทคโนโลยีด้วยนะ เท่าที่ผมสัมผัสมามันจะมีอยู่ 2 แบบ นั่นคือเทปคาสเซตต์แบบธรรมดา กับเทปคาสเซตต์แบบเหล็ก สมัยก่อนเค้าพยายามที่จะสร้างนวัตกรรม โฆษณาว่าเสียงดีไฮโซ ผมเคยซื้อมาม้วนหนึ่งแต่ก็ไม่เห็นรู้สึกว่ามันต่างกันยังไง (หัวเราะ)”

และด้วยเทคโนโลยีนี่เองที่ทำให้เทปคาสเซตต์เข้าสู่ช่วงเวลาของการล่มสลายเช่นกัน

“ยุคที่คาสเซตต์ล่มสลายน่าจะเป็นช่วงปี 2000 เราจำได้ว่าเราเขียนรีวิวเพลงจากเทปม้วนสุดท้ายคือ Mr.Team อัลบั้ม BUMP ซึ่งเป็นชุดก่อนที่แกรมมี่จะเปลี่ยนมาให้ซีดีกับสื่อ โดยเรามองว่ามันก็คือกฎแห่งไตรลักษณ์ล่ะเนอะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราคงห้ามการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาทางเทคโนโลยีไม่ได้ใช่มั้ย การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ อุตสาหกรรมต่างหากที่จะต้องปรับตัวว่าจะทำอย่างไรต่อไป ทางแรกคือ รักษาฐานแฟนของนวัตกรรมเดิมให้ได้ ไม่ก็ปรับตัวเข้าสู่นวัตกรรมใหม่ ซึ่งทุกๆ ค่ายเขาก็พยายามปรับกันอยู่ใน 2 ทางนี้ บ้างก็ล้ม บ้างก็ยังอยู่ ฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา ทุกวันนี้มันอยู่ในจุดที่รูปแบบของสื่อทุกอย่างมันเริ่มคลายความสำคัญลงแล้ว เนื้อหาต่างหากเป็นส่วนที่สำคัญ อย่างที่เค้าว่า content is king ใช่มั้ย อย่าง The Cloud จะอยู่บนเว็บหรืออยู่ในแมกกาซีนก็เหมือนกันแหละ เพราะมันก็มีความเข้มข้นของมันอยู่”

เทป

 แจ็ค-พีรภัทร โพธิสารัตนะ

แม้ยุคทองของเทปคาสเซตต์จะจากเราไปแล้ว แต่เทปกว่า 3,000 ม้วนที่แจ็คเก็บไว้ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าเรื่องราวเหล่านั้นเคยเป็นจริง และแม้เป็นจำนวนที่อาจจะไม่ได้เยอะเป็นสถิติโลก แต่ก็มากพอที่ทำให้เราสงสัยว่าทำไม

“เอาจริงๆ คนยุคนั้นถ้าฟังเพลงมาเรื่อยๆ ก็คงมีประมาณนี้เหมือนกันแหละ มันมาจากการที่เราฟังเรื่อยๆ ซื้อเก็บเรื่อยๆ จนมันมีเยอะเองมากกว่า ซึ่งเรามองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เติบโตมาพร้อมกับเราและได้รับมาระหว่างทางของชีวิตการฟังเพลง เพราะฉะนั้น เราเลยบอกว่าเทปเหล่านี้จะใช้คำว่าสะสมก็ไม่เชิงซะทีเดียว”

คุยกันถึงตรงนี้ เราสงสัยว่าในวันที่เราสามารถหาเพลงฟังได้ทั่วไปในโลกอินเทอร์เน็ตแล้ว ทำไมเขายังคงเก็บเทปคาสเซตต์เหล่านั้นอยู่

กล่องพลาสติกที่มีม้วนฟิล์มอยู่ข้างในยังมีความหมายต่อตัวเขามากแค่ไหนกัน

คาสเซตต์มันก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของยุค 80 เนอะ สำคัญขนาดไหนก็สามารถดูกันได้จากมุกที่เขาชอบล้อกันว่า ปากกากับคาสเซตต์มันมีจุดร่วมกันยังไง มันคือป๊อปคัลเจอร์ของยุคนั้นเลย ซึ่งทุกคนในยุคนั้นก็คงผ่านจุดที่เคยใช้ปากกาหมุนมาแล้ว ผ่านจุดที่ต้องแช่ตู้เย็นเพราะมันยืด หรือผ่านจุดที่ต้องงัดตลับออกมาเพราะเทปโดนกิน ต้องมานั่งร้อยเทปใหม่ ซึ่งถ้าร้อยไม่เป็นก็พังไปเลย ซึ่งมันก็ไม่ใช่เสน่ห์อะไรหรอก มันก็ป็นแค่วิถีที่คนฟังเพลงยุคนั้นต้องผ่านมา แต่สิ่งสำคัญมันอยู่ตรงเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังจากที่ได้เทปแต่ละม้วนมาต่างหาก”

หลังจากจบประโยคนี้ แจ็คก็เริ่มร่ายเรื่องราวของเทปแต่ละม้วนที่เค้าคัดมาในวันนี้ให้เราได้ฟัง

เทป

10 อัลบั้มที่ถูกประทับไว้ในความทรงจำ

คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

เป็นอัลบั้มที่เราไปตามหาซื้อย้อนหลังตอนที่มันออกมาแล้ว 5 ปี หาซื้อยากมาก ไปได้มาตอนไปส่งพี่สาวเพื่อเข้าหอพักที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วไปแวะกินข้าว แล้วก็ไปเจอแผงเทปแผงหนึ่งวางขายอยู่แบบฝุ่นจับทุกม้วน ซึ่งพอเราเดินไปดูก็เจอเทปม้วนนี้ก็วางอยู่ตรงนั้น เราก็ เห้ย มีอันนี้ด้วยว่ะ ดีใจมากตอนนั้น

เทป

 

อะลาดิน – เพลงประกอบละครสถาปัตย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ม้วนนี้ได้มาจากร้านโดเรมี เป็นเพลงประกอบละครของคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ตอนนั้นเราได้ฟังเพลงในอัลบั้มนี้เพลงหนึ่งจากวิทยุแล้วรู้สึกว่ามันโคตรดีเลย ซึ่งก็ไปบังเอิญเจอที่ร้านโดเรมีเลยหยิบกลับบ้านมา ซึ่งตอนหลังได้มีโอกาสรู้จักกับคนแต่งเพลงนี้ก็คือคุณอาร์ต วง 7thSCENE ผมก็จะคอยถามอาร์ตตลอดว่ามีไฟล์มั้ย อยากได้เป็นซีดี ซึ่งอาร์ตนั้นเป็นคนที่ยอมคุยกับผมทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องนี้ที่ไม่เคยตอบกลับมาเลย (หัวเราะ)

เทป เทป

 

ปรากฏการณ์ฝน – เฉลียง

ม้วนนี้ได้มาจากร้านมือสองที่จตุจักร ซึ่งเทปมือสองโดยทั่วไปสมัยนั้นเค้าจะขายกันแค่ประมาณ 20 บาท แต่ม้วนนี้ถูกตั้งราคาไว้ที่ 250 เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่เฉลียงกลับมาเล่นกันใหม่พอดี ไอ้เราก็ยอมกัดฟันซื้อมา วันรุ่งขึ้นได้คุยกับพี่วิภว์ บูรพาเดชะ ก็อวดแกใหญ่เลย ซึ่งแกอึ้งไปแป๊บหนึ่งแล้วก็พูดกลับมาว่าเมื่อวานแกไปคอนเสิร์ตเฉลียงมา แล้วเค้าเอาซีดีมารีมาสเตอร์ใหม่ทั้งห้าอัลบั้ม แล้วขายยกเซ็ตแค่พันเดียว เฉลี่ยแค่แผ่นละ 200 บาท ถูกกว่าเทปของผมอีก ตอนนั้นโกรธพี่วิภว์ไป 3 วัน (หัวเราะ) ก็เป็นม้วนที่ทำให้จำเหตุการณ์เพี้ยนๆ แบบนี้ได้

เทป เทป

 

เก่ง – เก่ง

หลายคนคงรู้จักพี่เก่งในชื่อของ เก่ง ไปโรงเรียน ซึ่งนี่คืออัลบั้มแรกของแกที่ออกเพลงมาเป็นเทปคาสเซตต์ ตอนนั้นพี่เต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ไปได้ม้วนนี้มาจากหน้ารามแล้วชอบมาก แกเลยเอาไปเปิดที่ Hot Wave จนกระทั่งพี่เก่งแกได้ออกซีดี ม้วนนี้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของพี่เก่ง และเป็นจุดที่เราภูมิใจว่ามันคงมีไม่กี่คนในประเทศหรอกที่มีม้วนนี้ แม้ที่จริงจะฟังไปไม่กี่รอบก็ตาม

เทป เทป

 

a day red label album

ตอนนั้นเราทำเว็บไซต์กับพี่วิภว์ ซึ่งงานท้ายๆ ที่เราทำด้วยกันคือการสัมภาษณ์พี่โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) แล้วเราก็ได้ม้วนนี้มา แต่ความเจ๋งคือพี่เป้ง (ทรงพล จั่นลา) ที่เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ของ a day ตอนนั้นแกไรต์แผ่นมาให้ด้วย แล้วแกเขียนชื่อบนปกซีดีแผ่นนั้นเป็นชื่อคนร้องจริงหมดเลย ซึ่งศิลปินหลายคนในอัลบั้มนั้นเขาใช้เป็นชื่อเล่นปิดบังตัวจริงกัน อย่าง Alien D.N.A. ที่ทำเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ร็อก พี่เป้งก็เขียนมาเลยว่าเป็นพี่แมว จิรศักดิ์

เทป

 

เทคโนโลยี – ร็อคเคสตร้า

อัลบั้มนี้ผมมาตามซื้อทีหลัง สิ่งที่ทำให้เราเลือกมาเป็นหนึ่งในสิบก็คือปก ศิลปินในยุคนั้นมักจะเลือกภาพตัวเองมาไว้บนปกเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับผู้ฟัง แต่ชุดนี้มาเป็นงานวาดที่เหมือนกับวงโพรเกรสซีฟร็อกเลย ซึ่งก็น่าแปลกใจว่าขนาดปกเปลี่ยนไปขนาดนี้ก็ยังสามารถทำยอดขายได้ดีอยู่ เป็นข้อพิสูจน์ว่าถ้าตัวเพลงมันดีมันก็แข็งแรงพอที่จะพาเพลงไปสู่คนฟังได้

เทป เทป

 

เอกรงค์ – เอกรงค์

อันนี้เหมือนกับเป็นยูนิตย่อยของกลุ่ม บัตเตอร์ฟลาย ที่ถือเป็นต้นทางของคนทำเพลงหลายๆ คนในยุคปัจจุบัน เอกรงค์เป็นยูนิตของคุณจิรพรรณ อังศวานนท์ และคุณสินนภา สารสาส ที่เลือกอันนี้มาเพราะว่าปกสวย เป็นรูปขาวดำ เท่มาก แล้วอีกอย่างที่เราว่ามันไม่น่าจะเหมือนเทปชุดอื่นๆ คือที่กล่องด้านหลังตรงขอบมันมีความเว้าลงไป เป็นลูกเล่นที่ทำให้เรารู้สึกว่านอกจากดนตรีแล้วแพ็กเกจห่อหุ้มมันยังมีความพิเศษด้วยนะ

เทป

 

ธรรมดามันเป็นเรื่องธรรมดา – เพชร โอสถานุเคราะห์

อันนี้ไม่มีอะไรมากเลย คือมันเป็นอัลบั้มเทคโนป๊อปที่ไม่น่าเชื่อว่าแกรมมี่จะออกมาในยุคสมัยที่มีแต่เพลงบับเบิลกัมได้ และนอกจากความเป็นไฮโซทางด้านดนตรีแล้วแกยังมีการเล่นกับการแบ่งด้านของเทป มีมุก Side 1, Side2 และ Side 3 ที่มันไม่มีออกมา ก็แสดงถึงความเป็นคนครีเอทีฟของแก

เทป เทป

 

เจ้าหญิง / เจ้าชาย – ปฐมพร ปฐมพร

สมัยนั้นประเทศไทยยังไม่ค่อยมีศิลปินที่ออกอัลบั้มคู่เท่าไหร่ ซึ่งอัลบั้มนี้แกแบ่งคอนเซปต์ชัดเจน อัลบั้ม เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ ก็จะเป็นเพลงช้างดงาม ส่วนอัลบั้ม เจ้าชายแห่งทะเล ก็จะเป็นทะเลคลั่ง มีความหยาบคายไปเลย ในแง่คอนเซปต์มันดีอยู่แล้ว พอมันออกมาเป็นอัลบั้มก็เลยสวยมาก ซึ่งก็เป็นอีกอัลบั้มที่เราไปตามซื้อมือสองทีหลัง จำได้ว่าตอนนั้นเราได้ม้วนเจ้าหญิงมาก่อน แต่ว่าตามร้านส่วนใหญ่เขาจะ ไม่ยอมขายแยก แต่มาวันหนึ่งเราไปร้านแห่งหนึ่งแล้วเจ้าของไม่อยู่ อยู่แต่แฟนแก แล้วเราไปเห็นอัลบั้มนี้วางไว้เราก็ไปถามว่าขอซื้อได้มั้ย แฟนเจ้าของที่ไม่รู้เรื่องก็ขายมาให้ เราจ่ายเงินปุ๊บก็รีบออกจากร้านเลย ซึ่งหลังจากนั้นเราก็แวะไปร้านนั้นอีก ก็จะเจอเจ้าหญิงที่ถูกวางไว้อย่างเดียวดาย

เทป เทป

 

Polycat

เลือกมาเพราะมันเป็นเทปคาสเซตต์ม้วนแรกที่ซื้อในรอบหลายปี เป็นสิ่งที่บอกกับเราว่าอย่างน้อยที่สุดเทปคาสเซตต์ก็ยังไม่หายไปจากชีวิตเรา

Polycat Polycat

Writer

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

‘เก็บ หรือ ทิ้ง’

คุณจะตั้งคำถามเหล่านี้เมื่อสิ่งของชิ้นนั้นมีคุณค่ามากพอให้ลังเล

‘เก็บ’

ครูหมู-วลัยพร ใจหนักแน่น หลานสาวของ พระศรีสมุทโภค (อิ่ม ยมจินดา) เจ้าเมืองระยองคนสุดท้าย เจ้าของ บ้านเจ้าเมือง ต้นตระกูลยมจินดา คนปัจจุบัน เลือกเช่นนั้นกับสมบัติทุกชิ้นที่รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษและของเก่าที่เธอเลือกสะสมเอง

ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบบนถนนสายเล็กยาวกว่า 700 เมตร บ้านเรือนหลังเก่ายังมีลมหายใจ ชาวยมจินดา จังหวัดระยอง ยังมีเรื่องให้เล่าขาน แต่ใครไหนเลยจะเล่าเรื่องได้ดีไปกว่าตระกูลที่มีเจ้าเมืองมากถึง 3 รุ่น และชื่อถนนหลายเส้นยังถูกตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรติพวกเขา

เดินหลบเข้าซอยไปเพียงไม่กี่เมตร บ้านไม้ทรงปั้นหยาหลังงามยังคงตั้งอยู่ที่เดิมตั้งแต่ พ.ศ. 2475 สร้างโดย ท่านอิ่ม ยมจินดา บุตรชายของ พระยาศรีสมุทโภคไชยโชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) เจ้าเมืองระยองคนแรกและทวดของครูหมู

ครั้งนี้ The Cloud ชวนเธอเปิดบ้าน ชมสมบัติในกรุเก่า ฟังเรื่องเล่าที่ทั้งสนุกและเพลินของตระกูลประวัติศาสตร์ ดูหอกง้าวประดับฝาผนังที่เคยใช้ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยามาแต่โบราณ แม้แต่พื้นเอียง ๆ ของบ้านยังมีที่มา และเสาบ้านสีดำแปลกตาก็มีคำอธิบาย

เปิดบ้านเจ้าเมืองระยองคนสุดท้าย ตระกูลยมจินดา คลังสมบัติเก่าที่ชมได้แต่ไม่มีวันขาย

House of Yomjinda
บ้านเจ้าเมือง

เราเคยแต่เดินชมห้องที่เปลี่ยนเป็นคลังสมบัติล้ำค่า แต่ครั้งนี้เราเดินอยู่ในบ้านที่แม้กระทั่งตัวบ้านเองก็นับเป็นสมบัติหนึ่งในนั้น

คุณแม่วันสุข ยมจินดา เป็นลูกสาวของท่านอิ่ม เธอยกครูหมูวัย 8 เดือน ให้อยู่ในความดูแลของพี่สาว 2 คนคือ วาจา ยมจินดา และ ทองล้วน ยมจินดา นอกจากนี้ยังมี คุณยายบาง ยมจินดา อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน

หลังคุณตาเสียชีวิตใน พ.ศ. 2485 บ้านหลังนี้ก็ตกทอดมาสู่คุณยายบาง คุณป้าวาจา และมาถึงเธอในปัจจุบัน

เปิดบ้านเจ้าเมืองระยองคนสุดท้าย ตระกูลยมจินดา คลังสมบัติเก่าที่ชมได้แต่ไม่มีวันขาย

ความเจริญก้าวหน้าด้านการคมนาคมทำให้การสัญจรทางน้ำถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ หน้าบ้านที่ติดกับแม่น้ำระยองจึงกลับกลายเป็นหลังบ้าน อู่ต่อเรือไม้ที่มีอยู่หลายแห่งต้องปิดกิจการ ไม่นานสะพานก็สร้างขึ้น เรือไม้จึงแล่นออกสู่ปากอ่าวไม่ได้อีกต่อไป

เรามองเป็นความโชคดีที่ยังมีบ้านเก่าให้คนรุ่นใหม่มาเยี่ยมชม ครูหมูบอกว่าในอดีต คนที่อาศัยอยู่ในบ้านเก่าไม่ได้รับความนับหน้าถือตา ผิดกับปัจจุบันที่คนกลับมาสนใจของโบราณกันมากขึ้น สิ่งที่มีคุณค่าอยู่แล้วจึงมีคุณค่ายิ่งกว่าเก่า โดยเฉพาะมูลค่าทางใจที่มากกว่าตัวเงิน

เปิดบ้านเจ้าเมืองระยองคนสุดท้าย ตระกูลยมจินดา คลังสมบัติเก่าที่ชมได้แต่ไม่มีวันขาย
เปิดบ้านเจ้าเมืองระยองคนสุดท้าย ตระกูลยมจินดา คลังสมบัติเก่าที่ชมได้แต่ไม่มีวันขาย

บ้านเจ้าเมืองถูกฉาบด้วยสีเขียวอ่อนอมฟ้าหลังการปรับปรุงซ่อมแซม เธอมีศัตรูตัวฉกาจคือ ‘ปลวก’ ที่ตั้งทัพพร้อมรบทุกปี ทำเอาครูหมูหมดเงินไปมหาศาลเพื่อพิทักษ์สมบัติทั้งหมด

ตัวพื้นบ้านทำจากไม้กระท้อนซึ่งหาได้ยากในสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ ลายฉลุโบราณทำมือทั้งหมด เมื่อสร้างปีเดียวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงมีลายฉลุเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญประดับ

“เสานี้คือไม้ตะเคียน ปกติต้องอยู่นอกชานเพราะทนแดดทนฝน แต่เมื่ออยู่ด้านนอกหลายปีเกิดการผุพัง เราเลยตั้งใจอนุรักษ์ของเก่าโดยนำมาปิดเสาที่ถูกปลวกกิน ส่วนรั้วไม้ด้านนอกที่เอาไว้กันเด็กหล่นก็เป็นไม้ตะเคียน เป็นเสาที่คุณตาเก็บไว้ใต้ถุนบ้าน”

ผ่านมาเกือบ 100 ปี บ้านทรุดลงตามกาลเวลา ครูหมูจึงต้องให้ช่างมาหนุนบ้าน เมื่อหน้าแล้งเดือนเมษา ช่างได้พายเรือเข้าไปใต้ถุนช่วงน้ำลดเพื่อซ่อมแซม และได้พบกับเสาตะเคียนพอดี

เราพิจารณาพื้นและบอกเธอว่า ตอนนี้บ้านของเธอเอียง

เธอบอกว่าที่เห็นเอียงแบบนี้ถูกต้องแล้ว เนื่องจากสมัยก่อนคุณตาสร้างระเบียงโดยยกหัวสูง ปลายเท้าต่ำ โดยใช้ลูกมะนาววางให้กลิ้งตามความลาดชัน เมื่อใครมานอนจะได้รู้ว่าฝั่งไหนคือหัวและเท้า แต่เมื่อครูหมูหนุนบ้านใหม่ ความเอียงจึงลดลง

ครูหมูอธิบายลักษณะบ้านโบราณของคนมีฐานะว่า มีห้องนอนเพียงห้องเดียว ภายในมีประตู 2 บาน เรียกว่า ประตูหน้าและประตูลับ เมื่อมีการปล้นจึงใช้ประตูลับเป็นทางหนี นอกจากนี้บ้านธรรมดาเมื่อเงยหน้ามองจะเห็นคานของบ้าน แต่บ้านคนมีฐานะจะมีฝ้าไม้กั้น

ส่วนด้านบนเพดานมีช่องลับเป็นเหมือนห้องใต้หลังคา เธอเคยให้ช่างปีนขึ้นไป แต่ตอนนี้เมื่อมองเองกลับหาไม่เจอ

“เฟอร์นิเจอร์ด้านในที่เห็นเป็นของโบราณทั้งหมด ไม่เก่า เราไม่เก็บ แต่จะมีในส่วนที่ซื้อมาเพื่อสะสมกับของประจำตระกูล โดยเฉพาะพวกตู้ไม้ ตู้คาวหวาน พวกนี้เป็นของที่คุณตาทำขึ้นมาเอง” 

เปิดบ้านเจ้าเมืองระยองคนสุดท้าย ตระกูลยมจินดา คลังสมบัติเก่าที่ชมได้แต่ไม่มีวันขาย

House of the Collector
คลังสมบัติของนักสะสม

ครูหมูและสามีเก็บของสะสมร่วมกันมากว่า 40 ปี พวกเขาไม่เลือกประเภท แต่ต้องเก่าจริงเท่านั้น 

นอกจากตะเกียง วิทยุ โทรทัศน์ พัดลม เครื่องเล่นแผ่นเสียง ถ้วยชามรามไห ที่ล้วนแต่โบราณ ของชิ้นใหญ่อย่างกล้องคลุมโปง Large Format ที่เห็นในละครเรื่อง สี่แผ่นดิน ก็วางโชว์อยู่ที่มุมในสุดของบ้าน พร้อมด้วยหีบโบราณ เครื่องชั่งทอง ชั่งหมู ไปจนถึงเชี่ยนหมากที่เจ้าของกินค้างไว้ก่อนจะเสียชีวิต อุปกรณ์ทุกอย่างอยู่เหมือนเดิมและเหลือเท่าเดิมมาตลอด 80 ปี

หากรวมสิ่งของชิ้นเล็กชิ้นน้อยจำนวนมหาศาลทั้งหมดคงไม่อาจนับได้ว่าอายุกี่สหัสวรรษ

เปิดบ้านเจ้าเมืองระยองคนสุดท้าย ตระกูลยมจินดา คลังสมบัติเก่าที่ชมได้แต่ไม่มีวันขาย

หิ้งบรรพบุรุษ

ภาพทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในยุคนั้น เว้นแต่เพียงภาพของคุณทวด หรือท่านเกตุที่เป็นภาพวาด

รูปบนสุดในกรอบไม้คือ ท่านเกตุ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นพระยาศรีสมุทโภคไชยโชคชิตสงคราม เจ้าเมืองระยองคนแรก

รูปที่สองรองลงมาคือ คุณหญิงลำเจียก ภรรยาของท่านเกตุ

รูปที่สามคือ ท่านอิ่ม คุณตาของครูหมู และเจ้าของสมบัติโบราณหลายชิ้นในบ้านหลังนี้

รูปที่สี่ด้านล่างสุดคือ คุณยายบาง ภรรยาที่เสียชีวิตไปใน พ.ศ. 2514

หอกและง้าว

นับตั้งแต่สมัยคุณทวดที่มีชีวิตอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 3 – 4 เจ้าเมืองสมัยโบราณต้องร่วมรบทัพจับศึกกับพระเจ้าแผ่นดิน จึงได้ราชทินนามว่า พระยาศรีสมุทโภคไชยโชคชิตสงคราม

หอกและง้าวด้านหลังหิ้งคืออาวุธโบราณที่ใช้ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของต้นตระกูล เพื่อดื่มสาบานแสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน

ทุกเสาร์ที่ 2 ของเดือนธันวาคม เทศบาลนครระยองจัดงาน ‘ภูมิบุรี ศรีระยอง’ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และมีการขอเปิดบ้านยมจินดา เพื่อนำผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองเข้ามาแสดงความเคารพ ในฐานะที่บรรพบุรุษของตระกูลเป็นผู้สร้างถนนยมจินดา และเป็นเจ้าเมืองระยองมาหลายรุ่น

แม้จะมีคนเคยมาขอหอกและง้าวชุดนี้ แต่ครูหมูก็ไม่ให้ เพราะถือเป็นของประจำตระกูลที่ควรอยู่คู่บ้านต่อไป

เปิดบ้านเจ้าเมืองระยองคนสุดท้าย ตระกูลยมจินดา คลังสมบัติเก่าที่ชมได้แต่ไม่มีวันขาย

ตู้คาวหวานและตู้ไม้

ตู้คาวหวานออกแบบเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม เปิด-ปิดได้ทั้ง 4 ประตู มองได้รอบทิศ เอาไว้เก็บสำรับอาหาร ตู้แต่ละหลังมีอายุกว่าร้อยปี สร้างโดยคุณตาของครูหมู

ตู้ไม้ข้างกันมีลักษณะยกออกได้เป็น 2 ท่อน ไม่มีตะปู แต่ใช้สลัก เมื่อครั้งมีนักสะสมมาเยี่ยมเยือนได้ให้ข้อมูลว่า นี่คือตู้เสื้อผ้าที่ได้แบบมาจากฝรั่งเศส

ปัจจุบันด้านในกลายเป็นที่เก็บของสำคัญ มีตั้งแต่ช้อนส้อมทองเหลืองที่คุณตาเคยใช้ ไม้เท้าหัวพญานาค กระถางต้นไม้โบราณ กระโถนประจำตำแหน่งของคุณทวด ประดับด้วยลายมังกร 5 ขา ซึ่งเป็นกระโถนสำหรับขุนนาง ส่วนพระเจ้าแผ่นดินมี 9 ขา

นอกจากนี้ยังมีชุดผ้าเยียรบับของคุณตา ซึ่งใส่ตอนที่เข้าร่วมโต๊ะเสวยกับรัชกาลที่ 5 และหนังสืองานศพ แจกในพิธีพระราชทานเพลิงศพคุณตาที่วัดเก๋งหรือวัดจันทอุดมเมื่อ พ.ศ. 2485 ปัจจุบันคือโรงพยาบาลระยอง ซึ่งด้านในยังมีเจดีย์หนึ่งองค์ที่ได้รับการดูแลโดยกรมศิลปากร ถือเป็นสมบัติที่บรรพบุรุษของตระกูลสร้างเอาไว้ 

โอ่งเขียวไข่กาและโอ่งจีน

โอ่งเขียวไข่กาบ่งบอกว่าเจ้าของเป็นคนมีฐานะ ในอดีตคุณตาใช้รองน้ำฝนสำหรับดื่ม เพราะให้ความรู้สึกเย็นชื่นใจ แต่จะเอาโอ่งนี้ไว้แจกจ่ายน้ำหน้าบ้านให้คนแปลกหน้าก็คงไม่ใช่ เธอบอกว่าในอดีตมีคุณไสยที่เรียกว่า ยาสั่ง หากเอาโอ่งใหญ่ไปตั้งไว้ก็คงโดนยาสั่งกันถ้วนหน้า

ส่วนโอ่งที่เก็บน้ำได้เย็นกว่าคือ โอ่งจีน ซึ่งขนส่งมาทางแพ ด้านในเป็นเนื้อสีเขียวคล้ายหยก มีคนมอบให้คุณตาเป็นเครื่องบรรณาการ

บานแพนก

อ่านว่า บาน-พะ-แนก คือจารึกกฎหมายในอดีตเขียนโดยอารักษ์ลายมือสวย ว่าด้วยเรื่องกฎหมายที่ดิน ที่นา รวมถึงลงโทษ หนีบขมับ หนีบเล็บ เขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2410 สมัยปลายรัชกาลที่ 4

เครื่องแก้วเจียระไน

ของเก่าสุดโปรดจากอังกฤษที่เธอซื้อจากลูกศิษย์มายกตู้ หนึ่งในนั้นมีเครื่องแก้วทรงแปลกตาที่ดูคล้ายอุปกรณ์คั้นน้ำส้มไม่ก็ที่เขี่ยบุหรี่ สุดท้ายมีผู้มีความรู้มาเฉลยว่าสิ่งนี้คือ ที่เก็บแหวน

House of Memories
ความทรงจำที่ไม่มีวันขาย

ครูหมูได้รับคำชมจากผู้มาเยือนว่า นี่คือบ้านที่เก็บของเก่าไว้เยอะและเป็นระเบียบ ทุกอย่างจัดไว้เป็นหมวดหมู่ โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นเล็กที่ตั้งโชว์อยู่ในตู้

ในอดีต ของโบราณไม่เคยอยู่ในความสนใจของเธอ ทั้งยังมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้บ้านรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตนเองกลับเป็นผู้ถวิลหาของเก่าที่เคยอยู่ในความทรงจำ

“เราย้อนนึกถึงวันที่ไปแอบดูโทรทัศน์ในตลาดเก่า ดูได้ไม่นาน 6 โมงเย็นต้องเข้าบ้าน เพราะเป็นผู้หญิง คุณป้าไม่อยากให้อยู่นอกบ้านมืด ๆ ค่ำ ๆ ต่อมาคุณป้าซื้อทีวีขาวดำ พอทำงานเองก็ซื้อทีวีสี แต่ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนา เรากลับถวิลหาของเดิม ทีวีขาวดำมันหายไปไหน”

นอกจากสิ่งของที่เคยถูกทอดทิ้งไป ครั้งหนึ่งครูหมูคิดจะรีโนเวตบ้านยมจินดาเสียใหม่ ชนิดที่เงินพร้อม แปลนพร้อม สถาปนิกพร้อม ช่างรับเหมาก่อสร้างพร้อม แต่เมื่อตกดึก เธอกลับฝันเห็นคุณทวดหญิงมานั่งขวางทางและบอกว่า ห้ามรื้อบ้านเด็ดขาด แต่ให้ซ่อมแซมได้

หลังจากครูหมูตื่น เธอล้มเลิกแผนการเดิมและตัดสินใจสร้างบ้านอีกหลังไว้ข้างกัน ซึ่งปัจจุบันคือ ‘ครัวครูหมู’ ร้านอาหารระยองโบราณที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

ในฐานะเจ้าบ้านและลูกหลานของตระกูลเก่าแก่ เธอทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยความคิดอันมุ่งมั่นที่ใช้เวลาบ่มเพาะมาหลายสิบปี

“ของทุกชิ้นมีความหมายกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราไม่ขายแน่นอน ขายเป็นเงินก็เอาไปใช้หมด แก่ขนาดนี้จะใช้เงินอะไรเยอะแยะ จริงไหม”

หากใครตั้งใจมาเยี่ยมบ้านเก่า อย่าลืมแวะทานอาหารสูตรโบราณที่บางจานคือของโปรดเจ้าเมืองระยองมาตั้งแต่อดีต หรือหากใครแวะมาทานอาหารก็อย่าลืมขอครูหมูเข้าชมบ้านยมจินดาที่อยู่ใต้หลังคาเดียวกัน แล้วอย่าลืมชวนเธอไปเป็นไกด์ เพราะยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่จะทำให้การไปเที่ยวระยองครั้งนี้สนุกกว่าเดิม

Facebook : บ้านเจ้าเมือง ต้นตระกูลยมจินดา

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ชาคริสต์ เจือจ้อย

ช่างภาพอิสระและนักปั่นจักรยานฟิกเกียร์ ชอบสั่งกระเพราหมูสับเผ็ดน้อยหวานๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load