“เจ้าชายน้อยเป็นนักเดินทาง เราก็พบ เจ้าชายน้อย เพราะการเดินทาง”

สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ นักเขียนอิสระ ล่าม และนักจัดรายการวิทยุ หยิบวรรณกรรมขึ้นมาทีละเล่มจากกล่องไม้ใบใหญ่ เด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งยืนอยู่บนหน้าปกหนังสือเกือบทุกเล่ม ไม่ว่าจะเรียกเขาว่า Le Petit Prince, 小王子, Der Kleine Prinz, 星の王子さま หรืออีกกว่า 270 ภาษาทั่วโลก เราต่างรู้ดีว่าเขาคือตัวละครเดียวกันที่นักอ่านตกหลุมรัก

หลังลาออกจากงานสายการบินสวิสแอร์ที่ทำมาต่อเนื่องกว่า 14 ปี สุพจน์ตัดสินใจไปใช้ชีวิตอยู่ที่ปารีสและหลวงพระบางเมืองละ 1 เดือน เมืองแรกเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียน PARIS, je t’aime พ็อกเก็ตบุ๊กของตัวเอง ส่วนเมืองที่ 2 นักเดินทางพบกับ ท้าวน้อย ในร้านหนังสือโดยบังเอิญ เด็กชายคนนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาสะสมวรรณกรรมฝรั่งเศสที่ได้รับการแปลมากที่สุดในโลก

นักสะสมหนังสือ 'เจ้าชายน้อย' จากทั่วโลก : สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ
เจ้าชายน้อย

“อันที่จริงเรารู้จัก เจ้าชายน้อย มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เพราะเป็นหนังสือที่เด็กเรียนวิชาเอกภาษาฝรั่งเศสถูกบังคับให้อ่าน ตอนนั้นไม่ได้อินอะไรมากมาย เข้าใจว่าเนื้อเรื่องน่ารัก แต่ก็ไม่ได้เข้าใจในหลักปรัชญาอะไร จนกระทั่งมาเจอ เจ้าชายน้อย ฉบับภาษาลาวที่หลวงพระบาง รู้สึกเลยว่าแต่ละภาษาก็มีเสน่ห์ของเขานะ ช่วงนั้นเป็นคอลัมนิสต์ หนังสือเดินทาง ได้เดินทางไปที่ใหม่ๆ แทบทุกเดือน เราก็เลยคิดว่า เอาล่ะ ต่อจากนี้ไปเมืองไหนก็จะซื้อหนังสือ เจ้าชายน้อย มาเก็บไว้ เป็นบันทึกการเดินทางอย่างหนึ่ง”

เจ้าชายน้อย

จากการเก็บหนังสือตามประเทศที่ไป นำไปสู่การเดินตลาดหนังสือเก่าทุกครั้งที่ท่องเที่ยว เพื่อนที่รู้จักเริ่มซื้อ เจ้าชายน้อย ภาษาแปลกๆ มาฝาก ลุกลามไปถึงการสั่งซื้อและแลกเปลี่ยน เจ้าชายน้อย ภาษาไทยกับชุมชนนักสะสมทั่วโลก จนปัจจุบันสุพจน์มี เจ้าชายน้อย ในครอบครองกว่า 90 เล่ม รวม 60 กว่าภาษา ตัวอักษรแปลกตาพาเขาไปรู้จักภาษาถิ่นและชนเผ่าต่างๆ นอกเหนือภาษาราชการ

“เราคิดอยู่เสมอว่า เจ้าชายน้อย ที่สะสมมันจะเป็นประโยชน์โภชผลมากกว่าแค่กองหนังสือสะสมที่เราเพียรหามา ฝันว่าสักวันหนังสือเหล่านี้มันจะคืนกลับไปรับใช้สังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว เราได้เป็นตัวแทนสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ไปงานฉลอง 70 ปีครองราชย์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เมืองโลซานน์ ก่อนเดินทางเราเสิร์ชหาหนังสือ เจ้าชายน้อย ตามปกติ ปรากฏว่าไปเจอเพจของนักสะสม เจ้าชายน้อย คนหนึ่งชื่อ Jean-Marc (ฌ็อง-มาร์ก) คุยกันไปมา เขาบอกว่าเขาอยู่ที่เมืองโลซานน์พอดี

“ฌ็อง-มาร์กเลยชวนเราไปบ้าน พอไปถึงคุยกันถูกคอมาก เขาพาชมห้องสมุดที่สะสมหนังสือ เจ้าชายน้อย กว่า 4,000 เล่ม เต็มกำแพงเลย เขาน่าจะเป็นคนที่มีหนังสือ เจ้าชายน้อย ในครอบครองมากที่สุดในโลก ตอนหลังเราเลยได้รู้ว่าเขาก่อตั้งมูลนิธิฌ็อง-มาร์ก พร็อบสต์ เพื่อเจ้าชายน้อย (Fondation Jean-Marc Probst pour le Petit Prince) เพื่อสนับสนุนและเผยแพร่หนังสือ เจ้าชายน้อย ให้เป็นภาษาต่างๆ และทำให้คนได้เข้าถึงวรรณกรรมดีๆ เรื่องนี้ให้มากที่สุด พอเราเสนอว่าอยากจะแปลภาษาถิ่นของไทยบ้าง เขาก็ตอบตกลงทันที”

เมื่อกลับมาเมืองไทย สุพจน์ร่วมมือกับ จี๋-บุษกร พิชยาทิตย์ อดีตเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ ที่ถนนพระอาทิตย์เพื่อตามหานักแปล จนในที่สุดก็ได้ ผช.ศ. วิลักษณ์ ศรีป่าซาง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาคำเมืองช่วยแปลสำนวนภาษาไทยของ เอ๋-อริยา ไพฑูรย์ เป็นภาษาล้านนาจนเสร็จเรียบร้อย และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนวางกราฟิกและจัดรูปเล่ม เมื่อหนังสือเสร็จเรียบร้อย เจ้าชายน้อย ผู้อู้กำเมืองจะถูกแจกจ่ายไปทั่วห้องสมุดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วภาคเหนือ

เจ้าชายน้อย

“หลายคนถามว่าแปลมาแล้วจะมีคนอ่านออกเหรอ จะมีประโยชน์อะไร หรือแค่ทำเอาความโก้เก๋ ซึ่งเราว่าเรามองข้ามจุดนั้นมาแล้ว ภาษาถิ่นหลายภาษากำลังจะเป็นภาษาตาย แทบไม่มีคนอ่านหรือเขียน ถ้า เจ้าชายน้อย ฉบับล้านนาเล่มนี้จะทำให้เด็กหันมาเรียนภาษาล้านนาเพิ่มขึ้นสักคนหนึ่ง เราว่าก็คุ้มแล้ว ขนาดประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองอย่างอัฟกานิสถาน หรือชนกลุ่มน้อยอย่างชาวเคิร์ด เขายังเห็นคุณค่าและแปลวรรณกรรมดีๆ อย่างนี้ให้เยาวชนของเขาอ่าน ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เราพยายามที่จะแปล เจ้าชายน้อย เป็นภาษาถิ่นต่างๆ ของไทยเราให้มากที่สุด ภาษาถิ่นต่อไปที่เราวางแผนไว้คือภาษายาวี เพื่อแจกสถานศึกษาทางภาคใต้ต่อไป”

‘What is essential is invisible to the eye — สิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา’

สุนัขจิ้งจอกบอกเจ้าชายน้อยเมื่อทั้งคู่ได้ทำความรู้จักกัน Antoine de Saint-Exupéry (อองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี) เขียนวรรณกรรมเรื่องนี้ในสมัยไฟสงครามโลกครั้งที่ 2 ลุกโชน เรื่องราวที่เศร้าและอ่อนโยนของ เจ้าชายน้อย มีความเป็นสากล ไม่มีเชื้อชาติ ศาสนา ปรัชญาชีวิตง่ายๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวอักษรทำให้ใครต่อใครร่วมเดินทางไปกับเด็กชายจากต่างดาวได้ทุกช่วงวัย และการเดินทางด้วยความรักของนักสะสม เจ้าชายน้อย ช่วยส่งต่อสิ่งสำคัญผ่านตัวอักษรให้นักอ่านท้องถิ่นสัมผัสด้วยใจ

นักสะสมหนังสือ 'เจ้าชายน้อย' จากทั่วโลก : สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ

“โครงการแปล เจ้าชายน้อย เป็นภาษาถิ่นที่เรากำลังทำอยู่นี่ทำให้เราตระหนักว่า ความหอมหวนของการสะสมอะไรสักอย่างคือการที่เราได้มา แต่หากของสะสมของเราได้เป็นตัวต่อยอดเพื่อสร้างประโยชน์ไปยังผู้อื่นและสังคมโดยรวมด้วยแล้ว นี่เองที่เป็นความสุขของการสะสมอย่างแท้จริง เราเชื่อว่าของสะสมของทุกคนก็เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ เพราะการได้มาและการให้ไปเป็นของคู่กันเสมอ”  

 

เจ้าชายน้อย 5 เล่มที่มีความหมายมากที่สุด

ທ້າວນ້ອຍ (ภาษาลาว) : จุดตั้งต้นให้เริ่มสะสม เจ้าชายน้อย คือเล่มนี้ เราเจอ ท้าวน้อย ที่ร้านหนังสือในหลวงพระบาง ดูน่ารักดี มารู้ทีหลังว่าเป็นฉบับพิมพ์ภาษาลาวครั้งแรก ตอนนี้กลายเป็นหนังสือที่มีมูลค่ามากไปแล้ว

เจ้าชายน้อย (ภาษาไทย พิมพ์ พ.ศ. 2522) : อาจารย์วิลักษณ์ ศรีป่าซาง มอบให้เราตอนที่แปลเรื่องนี้เป็นภาษาล้านนา แรคำ ประโดยคำ (สุพรรณ ทองคล้อย) ศิลปินแห่งชาติให้ท่านมา แล้วเซ็นว่า “แรคำ ให้อาจารย์วิลักษณ์” อาจารย์ก็เซ็นต่อว่า “วิลักษณ์ ให้คุณพจน์” เล่มนี้เป็นฉบับภาษาไทยที่มีค่าที่สุดสำหรับเรา

Malý Princ (ภาษาเช็ก) : เล่มนี้เป็นเล่มต้องจดจำ เพราะระหว่างที่วิ่งไปตามหา เจ้าชายน้อย ในร้านหนังสือในเมือง Prague แม่เราที่นั่งรออยู่โดนล้วงกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว เงินสดเรือนแสนที่เพิ่งแลกมาก็ไปหมดเลย จึงถือว่าเล่มนี้แพงที่สุดเท่าที่สุดเท่าที่เคยซื้อมา

Le Petit Prince (ภาษาฝรั่งเศส) : เราโชคดีได้เล่มนี้จากร้านหนังสือเก่าทางใต้ของฝรั่งเศส พิมพ์หลังจากตีพิมพ์ครั้งแรกไม่กี่ปี เขาขายแค่ 7 ยูโรเท่านั้น ตอนได้มานี่มือเย็นเลยเพราะในอินเทอร์เน็ตขายแพงมาก

Les Œuvres complètes d’Antoine de Saint-Exupéry (ภาษาฝรั่งเศส) : เราเข้าร้านหนังสือ La Librairie Ancienne ที่ย่านเมืองเก่าของเจนีวา ไปถามหา เจ้าชายน้อย เขาก็หยิบเล่มนี้มาให้ ปรากฏว่าเป็นหนังสือเก่าเล่มใหญ่ สวยมาก รวมงานเขียนทั้งหมดของแซงเตก-ซูเปรี พร้อมภาพสีน้ำจากตัวแซงเตก-ซูเปรีเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่ารวมเรื่อง เจ้าชายน้อย อยู่ด้วย

เจ้าชายน้อย ที่กำลังตามหา

ตอนนี้เรากำลังสั่ง เจ้าชายน้อย ภาษา T5 ที่เป็นรหัสโค้ด คนขายเป็นนักสะสม เจ้าชายน้อย ชาวบัวโนสไอเรส แต่เล่มที่อยากได้จริงๆ คือ เจ้าชายน้อย ฉบับพิมพ์ครั้งแรก เป็นภาษาอังกฤษ พิมพ์ที่อเมริกา เมื่ออองตวน แซงเตก-ซูเปรี ไปเป็นทหารประจำการสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีลายเซ็นอองตวน แซงเตก-ซูเปรี กำกับอยู่ด้วย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

การะเวกสอดสี มักกะโรนี กระเช้าสีดา ขนมเบื้อง เกี๊ยวกรอบ

เราอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง แต่ชื่ออาหารต่างๆ คุ้นหูบ้าง ไม่คุ้นหูบ้าง ถูกเอ่ยขึ้นมาชวนให้ความหิวได้เริ่มทำงาน นั่นเพราะเรามีนัดพูดคุยกับ เชฟกร-ฐาปกร เลิศวิริยะวิทย์ เชฟหนุ่มแห่งห้องอาหารประเทศสิงคโปร์ ผู้หลงใหลในการเก็บสะสมตำราอาหารไทยโบราณ

ฐาปกร เลิศวิริยะวิทย์

วันนี้เขามาพร้อมกับกล่องลังบรรจุหนังสือสภาพเก่าแก่หลากหลายสีสันนับสิบเล่ม ที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการหยิบจับอย่างมากเพื่อไม่ให้เสียหาย

เรานั่งลงและหยิบหนังสือทีละเล่มมาเปิดไล่ดูเมนูทีละอันอย่างบรรจง จินตนาการไปถึงภาพอาหารในยุคสมัยก่อน พร้อมกับฟังเรื่องราวและความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหนังสือเหล่านี้

“เราได้ไปทำงานกับเชฟต่างชาติคนหนึ่ง แล้วเห็นเชฟชอบเปิดตำราอาหารในห้องทำงาน เราก็ลองขอดูตำราของเขา ลองเปิดสูตรหาดู เจอเมนูแปลกๆ ที่น่าสนใจเยอะมาก บางเมนูปัจจุบันก็ไม่น่าจะหาทานได้ง่ายๆ เชฟเล่าว่าบางเมนูในร้านนี่ก็เอาเมนูเก่าในตำราพวกนี้มาประยุกต์ให้ถูกปากคนทานนี่แหละ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเริ่มค้นหาและเก็บตำราอาหารเก่าบ้าง ตอนแรกก็ไม่ได้เก็บเยอะนะ ไปๆ มาๆ มันงอกออกมาเอง” เชฟกรอธิบาย

ตำราอาหารไทยโบราณ

ในระยะประมาณ 3 ปีตั้งแต่เริ่มเก็บสะสม เมล็ดพันธุ์ตำราอาหารไทยของเชฟกรงอกเงยมากว่า 600 เล่ม แม้ว่าการเก็บสะสมตำราเหล่านี้อาจมีส่วนที่ยากลำบาก ทั้งราคาที่สูงกว่าหนังสือทั่วไป การต้องตามล่าหาตำราที่ใฝ่ฝัน ต้องส่งหนังสือเก่าขาดไปให้ร้านซ่อมหนังสือชุบชีวิต จนถึงต้องเก็บรักษาอย่างพิถีพิถัน แต่เชฟหนุ่มตรงหน้าเราก็ยังคงไม่หยุดเสาะหาตำราอาหารที่ถูกใจ ไม่ว่าจะจากร้านหนังสือเก่า ร้านค้าออนไลน์ จนถึงการแลกเปลี่ยนกับเพื่อนคอเดียวกัน (ซึ่งเขาเองก็บอกว่าต้องขอบคุณเจ้าของร้านหนังสือและคนรอบตัวที่ช่วยให้การสะสมนี้ดำเนินไปได้ตลอดรอดฝั่งด้วย)

ตำราอาหารไทยโบราณ

สำหรับคนที่ทำอาหารเป็นอาชีพ การได้ค้นคว้าและลงมือทำอาหารตามตำราเหล่านี้ก็เหมือนการเพิ่มพูนความรู้ของตัวเองให้มากขึ้น ด้วยข้อมูลน่าสนใจหลายส่วนอาจหาไม่ได้จากอินเทอร์เน็ต และช่วยให้หยิบจับเมนูอาหารเก่าๆ มาปรับใช้ให้เข้ากับเมนูปัจจุบันได้ เหมาะกับนิสัยเชฟกรที่ชอบลองผิดลองถูกอยู่เป็นประจำ

“พอเราได้ทดลองตามสูตรในตำรา บางอันก็ออกมาอร่อยมาก แต่บางอันกินแล้วก็รู้สึกว่ามันผิดปกติ คงเป็นเรื่องของยุคสมัยที่เปลี่ยนไปด้วย มีรสนิยมต่างกัน อย่างแกงเขียวหวานสมัยนี้บางที่ก็ใสเชียว บางที่ก็ข้นมาก ตำราพวกนี้ก็เป็นบันทึกของคนเฉพาะกลุ่มในช่วงนั้น ไม่ได้เป็นตัวแทนว่าคนทั้งประเทศนิยมชมชอบรสชาตินั้น คล้ายๆ กับข้าวแช่ที่แต่ละบ้านก็จะมีสูตรที่ต่างกันไปด้วย เราก็ลองเอามาเปรียบเทียบแล้วปรับดูให้เหมาะสม” เชฟกรเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้

ตำราอาหารไทยโบราณ

นอกจากเป็นคลังความรู้ชั้นยอดในด้านการประกอบอาหารแล้ว เชฟกรเล่าว่า ตำราอาหารเหล่านี้ยังเปี่ยมด้วยสาระและสุนทรีย์ทางประวัติศาสตร์และภาษา บางเล่มบันทึกวิถีชีวิตคนในสมัยก่อน ช่วยให้คนอ่านสมัยนี้เห็นพัฒนาการของบ้านเมือง ขณะที่หลายเล่มเน้นเล่าถึงวิถีชีวิตชาววัง เนื่องจากชาววังเป็นผู้ที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือและมีฐานะ ทำให้ตีพิมพ์ตำราอาหารออกมาได้ ขณะที่ชาวบ้านอาจมีเพียงบันทึกลายมือที่ส่งต่อกันมา

ตำราอาหารไทยโบราณ

ตำราอาหารไทยโบราณ

ตำราอาหารเหล่านี้ยังเปี่ยมเสน่ห์ในด้านภาษา หลายคำแปลกตา และบางทีก็ช่วยให้รู้ยุคสมัย เช่น ตำราอาหารยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีวิธีเขียนภาษาไทยแบบเฉพาะตัว

สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกตำราอาหารที่ได้จะมาอยู่ในคลังส่วนตัว เชฟกรเล่าให้ฟังว่าไม่ได้มีกฎเกณฑ์ซับซ้อน แต่เมื่อแจกแจง เราก็เห็นถึงความหลงใหลในตำราอาหารเก่าของเขาชัดเจน เพราะเชฟเล่าว่าบางทีก็ซื้อตำราเนื้อหาเดิมที่พิมพ์ครั้งใหม่ หรือเปลี่ยนปกใหม่ เช่น แม่ครัวหัวป่าก์ ที่เขามีสะสมอยู่มากกว่า 1 แบบ

 แม่ครัวหัวป่าก์

ท้ายที่สุด การสะสมตำราอาหารของเชฟกรไม่ใช่แค่เรื่องความรักเฉพาะตัว เขายังมองว่านี่จะเป็นคลังความรู้และขุมทรัพย์สำหรับคนรุ่นต่อไป

“มีคำถามเหมือนกันนะว่าเก็บไปเพื่ออะไร ก็ถามมาจากแม่ผมเองนี่แหละ (หัวเราะ) ว่าทำไมไม่ขายทิ้ง ผมบอกว่าขายไม่ได้หรอก เผื่อไว้สำหรับอนาคต เราทำเป็นห้องสมุดได้ ใครมาหาสูตรจะได้หาได้ง่าย ถ้าใครไม่มีเล่มไหนแล้วอยากได้เมนู เราก็ถ่ายรูปส่งให้เขาได้” เชฟหนุ่มผู้สะสมความรู้จากยุคอดีตไว้กล่าว

 

5 ตำราคัดสรรที่อยากรักษาไว้

เข้าขวัญปรุงตามตำรับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท (หนังสือจากงานพระราชทานเพลิงศพของพระองค์เจ้าเยาวภาฯ)

เข้าขวัญปรุงตามตำรับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท

ตำราเล่มนี้เป็นการรวบรวมตำรับอาหารส่วนพระองค์ของพระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท ผสมกับความรู้การครัวและการทำอาหารจากบรรดาประยูรญาติในราชสกุลสนิทวงศ์ ที่แต่ละพระองค์เขียนสูตรมาเพื่อตีพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ความพิเศษจึงอยู่ที่การเป็นหนังสือที่เขียนโดยตระกูลที่ชำนาญในเรื่องการทำอาหาร และมีลงรายละเอียดไว้ว่าเป็นสูตรของใครบ้างในราชตระกูล เมนูหลายอย่างมีอิทธิพลจากของต่างชาติและจีนที่ถูกนำมาปรับให้มีความเป็นไทยมากขึ้น

แม่ครัวหัวป่าก์

แม่ครัวหัวป่าก์

ตำราเล่มแรกที่เราเก็บสะสมคือ แม่ครัวหัวป่าก์ เพราะเป็นฉบับเบสิกที่สุด ใช้บ่อย ใช้ได้จริง เรื่องราวของตำราเล่มนี้คือเป็นตำราอาหารยุคบุกเบิกอันขึ้นชื่อของประเทศไทย แต่งโดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงค์ ประกอบไปด้วย 5 เล่ม ผ่านการตีพิมพ์มา 9 ครั้ง มีความละเอียดในเนื้อหา เป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งหมวดหมู่ของอาหารหรือที่เรียกกันในสมัยนั้นว่าบริเฉทอย่างชัดเจน เช่น แบ่งเป็นแกง การจ่ายตลาด การหุงต้ม ฯลฯ มีเมนูบางอย่างที่ยังมีอยู่อย่างฉู่ฉี่ปลาทูสด ซึ่งเรายังเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน แต่ว่ารสชาติอาจจะไม่เหมือนสมัยนั้น หรือบางอย่างก็ไม่มีใครกินกันในปัจจุบันแล้วอย่างแกงเต่าขั้วต้ม บางอันก็มีปลาแซลมอนด้วย

ตำราอาหารที่ไม่มีชื่อเรื่อง

ตำราอาหาร

ตำราเล่มนี้ไม่มีปก สภาพที่เห็นอยู่นี่คือเราไปซ่อมมาเอง เราไม่รู้ว่าใครแต่ง เปิดหนังสือมาก็เป็นสูตรเลย แต่เท่าที่ดูคือมีเมนูอาหารฝรั่งแล้ว น่าจะไม่เก่ามาก สมัยรัชกาลที่ 5 หรือ 6 เมนูแต่ละอันในหนังสือเล่มนี้จะเขียนไว้สั้นๆ ไม่ได้บอกหน่วยในการชั่งตวงด้วย ก็ต้องกะวัตถุดิบแล้วชิมเอา สูตรไม่ชัดเจน แต่เป็นเล่มที่ทำให้เราได้ทดลองดี

 ตำรับปรุงอาหารสำรับรอบปี

ตำรับปรุงอาหารสำรับรอบปี

นี่เป็นตำราอาหารของหลานของแม่ครัวหัวป่าก์ พิมพ์แค่ 3 เล่มแล้วก็เลิกพิมพ์ เราซื้อมาสะสมเพราะมันเล่มหนา มีสูตรให้ลองเยอะ แต่เวลาทำอาหารจากตำราเล่มนี้ เราต้องปรับเปลี่ยนวัตถุดิบบางอย่าง เพราะมีสิ่งที่ผิดกฎหมายในปัจจุบัน เช่น เมนูสัตว์ป่า รวมถึงมีการใช้วัถตุดิบหายาก หรือหาได้แต่ไม่มีใครกินแล้ว เช่น แกงเผ็ดค้างคาวแม่ไก่ และเมนูที่ใช้นกปากส้อม

ตำราอาหารเขียนด้วยลายมือ

ตำราอาหาร

ตำราอาหารเขียนด้วยลายมือ

ตำราเล่มนี้เขียนด้วยลายมือ ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเขียน ที่น่าสนใจคือหนังสือเหล่านี้มักจะมีจดหมายบางอย่างแนบมาด้วย อย่างฉบับนี้เขียนตอน พ.ศ 2486 ก็ได้เห็นว่าชาวบ้านสมัยก่อนเขาคิดอะไร ทำอะไรกันบ้าง เหมือนหลุดออกมาจากบ้านสมัยนั้น แม่หรือยายเขียนไว้แล้วรุ่นลูกหลายเห็นเป็นหนังสือไม่มีค่าเลยขายทิ้ง เล่มนี้เมนูอาหารเยอะเป็นร้อยเมนูเลย

 

ขอบคุณสถานที่: Onedeecafe

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load