“เจ้าชายน้อยเป็นนักเดินทาง เราก็พบ เจ้าชายน้อย เพราะการเดินทาง”

สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ นักเขียนอิสระ ล่าม และนักจัดรายการวิทยุ หยิบวรรณกรรมขึ้นมาทีละเล่มจากกล่องไม้ใบใหญ่ เด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งยืนอยู่บนหน้าปกหนังสือเกือบทุกเล่ม ไม่ว่าจะเรียกเขาว่า Le Petit Prince, 小王子, Der Kleine Prinz, 星の王子さま หรืออีกกว่า 270 ภาษาทั่วโลก เราต่างรู้ดีว่าเขาคือตัวละครเดียวกันที่นักอ่านตกหลุมรัก

หลังลาออกจากงานสายการบินสวิสแอร์ที่ทำมาต่อเนื่องกว่า 14 ปี สุพจน์ตัดสินใจไปใช้ชีวิตอยู่ที่ปารีสและหลวงพระบางเมืองละ 1 เดือน เมืองแรกเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียน PARIS, je t’aime พ็อกเก็ตบุ๊กของตัวเอง ส่วนเมืองที่ 2 นักเดินทางพบกับ ท้าวน้อย ในร้านหนังสือโดยบังเอิญ เด็กชายคนนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาสะสมวรรณกรรมฝรั่งเศสที่ได้รับการแปลมากที่สุดในโลก

นักสะสมหนังสือ 'เจ้าชายน้อย' จากทั่วโลก : สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ
เจ้าชายน้อย

“อันที่จริงเรารู้จัก เจ้าชายน้อย มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เพราะเป็นหนังสือที่เด็กเรียนวิชาเอกภาษาฝรั่งเศสถูกบังคับให้อ่าน ตอนนั้นไม่ได้อินอะไรมากมาย เข้าใจว่าเนื้อเรื่องน่ารัก แต่ก็ไม่ได้เข้าใจในหลักปรัชญาอะไร จนกระทั่งมาเจอ เจ้าชายน้อย ฉบับภาษาลาวที่หลวงพระบาง รู้สึกเลยว่าแต่ละภาษาก็มีเสน่ห์ของเขานะ ช่วงนั้นเป็นคอลัมนิสต์ หนังสือเดินทาง ได้เดินทางไปที่ใหม่ๆ แทบทุกเดือน เราก็เลยคิดว่า เอาล่ะ ต่อจากนี้ไปเมืองไหนก็จะซื้อหนังสือ เจ้าชายน้อย มาเก็บไว้ เป็นบันทึกการเดินทางอย่างหนึ่ง”

เจ้าชายน้อย

จากการเก็บหนังสือตามประเทศที่ไป นำไปสู่การเดินตลาดหนังสือเก่าทุกครั้งที่ท่องเที่ยว เพื่อนที่รู้จักเริ่มซื้อ เจ้าชายน้อย ภาษาแปลกๆ มาฝาก ลุกลามไปถึงการสั่งซื้อและแลกเปลี่ยน เจ้าชายน้อย ภาษาไทยกับชุมชนนักสะสมทั่วโลก จนปัจจุบันสุพจน์มี เจ้าชายน้อย ในครอบครองกว่า 90 เล่ม รวม 60 กว่าภาษา ตัวอักษรแปลกตาพาเขาไปรู้จักภาษาถิ่นและชนเผ่าต่างๆ นอกเหนือภาษาราชการ

“เราคิดอยู่เสมอว่า เจ้าชายน้อย ที่สะสมมันจะเป็นประโยชน์โภชผลมากกว่าแค่กองหนังสือสะสมที่เราเพียรหามา ฝันว่าสักวันหนังสือเหล่านี้มันจะคืนกลับไปรับใช้สังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว เราได้เป็นตัวแทนสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ไปงานฉลอง 70 ปีครองราชย์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เมืองโลซานน์ ก่อนเดินทางเราเสิร์ชหาหนังสือ เจ้าชายน้อย ตามปกติ ปรากฏว่าไปเจอเพจของนักสะสม เจ้าชายน้อย คนหนึ่งชื่อ Jean-Marc (ฌ็อง-มาร์ก) คุยกันไปมา เขาบอกว่าเขาอยู่ที่เมืองโลซานน์พอดี

“ฌ็อง-มาร์กเลยชวนเราไปบ้าน พอไปถึงคุยกันถูกคอมาก เขาพาชมห้องสมุดที่สะสมหนังสือ เจ้าชายน้อย กว่า 4,000 เล่ม เต็มกำแพงเลย เขาน่าจะเป็นคนที่มีหนังสือ เจ้าชายน้อย ในครอบครองมากที่สุดในโลก ตอนหลังเราเลยได้รู้ว่าเขาก่อตั้งมูลนิธิฌ็อง-มาร์ก พร็อบสต์ เพื่อเจ้าชายน้อย (Fondation Jean-Marc Probst pour le Petit Prince) เพื่อสนับสนุนและเผยแพร่หนังสือ เจ้าชายน้อย ให้เป็นภาษาต่างๆ และทำให้คนได้เข้าถึงวรรณกรรมดีๆ เรื่องนี้ให้มากที่สุด พอเราเสนอว่าอยากจะแปลภาษาถิ่นของไทยบ้าง เขาก็ตอบตกลงทันที”

เมื่อกลับมาเมืองไทย สุพจน์ร่วมมือกับ จี๋-บุษกร พิชยาทิตย์ อดีตเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ ที่ถนนพระอาทิตย์เพื่อตามหานักแปล จนในที่สุดก็ได้ ผช.ศ. วิลักษณ์ ศรีป่าซาง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาคำเมืองช่วยแปลสำนวนภาษาไทยของ เอ๋-อริยา ไพฑูรย์ เป็นภาษาล้านนาจนเสร็จเรียบร้อย และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนวางกราฟิกและจัดรูปเล่ม เมื่อหนังสือเสร็จเรียบร้อย เจ้าชายน้อย ผู้อู้กำเมืองจะถูกแจกจ่ายไปทั่วห้องสมุดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วภาคเหนือ

เจ้าชายน้อย

“หลายคนถามว่าแปลมาแล้วจะมีคนอ่านออกเหรอ จะมีประโยชน์อะไร หรือแค่ทำเอาความโก้เก๋ ซึ่งเราว่าเรามองข้ามจุดนั้นมาแล้ว ภาษาถิ่นหลายภาษากำลังจะเป็นภาษาตาย แทบไม่มีคนอ่านหรือเขียน ถ้า เจ้าชายน้อย ฉบับล้านนาเล่มนี้จะทำให้เด็กหันมาเรียนภาษาล้านนาเพิ่มขึ้นสักคนหนึ่ง เราว่าก็คุ้มแล้ว ขนาดประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองอย่างอัฟกานิสถาน หรือชนกลุ่มน้อยอย่างชาวเคิร์ด เขายังเห็นคุณค่าและแปลวรรณกรรมดีๆ อย่างนี้ให้เยาวชนของเขาอ่าน ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เราพยายามที่จะแปล เจ้าชายน้อย เป็นภาษาถิ่นต่างๆ ของไทยเราให้มากที่สุด ภาษาถิ่นต่อไปที่เราวางแผนไว้คือภาษายาวี เพื่อแจกสถานศึกษาทางภาคใต้ต่อไป”

‘What is essential is invisible to the eye — สิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา’

สุนัขจิ้งจอกบอกเจ้าชายน้อยเมื่อทั้งคู่ได้ทำความรู้จักกัน Antoine de Saint-Exupéry (อองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี) เขียนวรรณกรรมเรื่องนี้ในสมัยไฟสงครามโลกครั้งที่ 2 ลุกโชน เรื่องราวที่เศร้าและอ่อนโยนของ เจ้าชายน้อย มีความเป็นสากล ไม่มีเชื้อชาติ ศาสนา ปรัชญาชีวิตง่ายๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวอักษรทำให้ใครต่อใครร่วมเดินทางไปกับเด็กชายจากต่างดาวได้ทุกช่วงวัย และการเดินทางด้วยความรักของนักสะสม เจ้าชายน้อย ช่วยส่งต่อสิ่งสำคัญผ่านตัวอักษรให้นักอ่านท้องถิ่นสัมผัสด้วยใจ

นักสะสมหนังสือ 'เจ้าชายน้อย' จากทั่วโลก : สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ

“โครงการแปล เจ้าชายน้อย เป็นภาษาถิ่นที่เรากำลังทำอยู่นี่ทำให้เราตระหนักว่า ความหอมหวนของการสะสมอะไรสักอย่างคือการที่เราได้มา แต่หากของสะสมของเราได้เป็นตัวต่อยอดเพื่อสร้างประโยชน์ไปยังผู้อื่นและสังคมโดยรวมด้วยแล้ว นี่เองที่เป็นความสุขของการสะสมอย่างแท้จริง เราเชื่อว่าของสะสมของทุกคนก็เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ เพราะการได้มาและการให้ไปเป็นของคู่กันเสมอ”  

 

เจ้าชายน้อย 5 เล่มที่มีความหมายมากที่สุด

ທ້າວນ້ອຍ (ภาษาลาว) : จุดตั้งต้นให้เริ่มสะสม เจ้าชายน้อย คือเล่มนี้ เราเจอ ท้าวน้อย ที่ร้านหนังสือในหลวงพระบาง ดูน่ารักดี มารู้ทีหลังว่าเป็นฉบับพิมพ์ภาษาลาวครั้งแรก ตอนนี้กลายเป็นหนังสือที่มีมูลค่ามากไปแล้ว

เจ้าชายน้อย (ภาษาไทย พิมพ์ พ.ศ. 2522) : อาจารย์วิลักษณ์ ศรีป่าซาง มอบให้เราตอนที่แปลเรื่องนี้เป็นภาษาล้านนา แรคำ ประโดยคำ (สุพรรณ ทองคล้อย) ศิลปินแห่งชาติให้ท่านมา แล้วเซ็นว่า “แรคำ ให้อาจารย์วิลักษณ์” อาจารย์ก็เซ็นต่อว่า “วิลักษณ์ ให้คุณพจน์” เล่มนี้เป็นฉบับภาษาไทยที่มีค่าที่สุดสำหรับเรา

Malý Princ (ภาษาเช็ก) : เล่มนี้เป็นเล่มต้องจดจำ เพราะระหว่างที่วิ่งไปตามหา เจ้าชายน้อย ในร้านหนังสือในเมือง Prague แม่เราที่นั่งรออยู่โดนล้วงกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว เงินสดเรือนแสนที่เพิ่งแลกมาก็ไปหมดเลย จึงถือว่าเล่มนี้แพงที่สุดเท่าที่สุดเท่าที่เคยซื้อมา

Le Petit Prince (ภาษาฝรั่งเศส) : เราโชคดีได้เล่มนี้จากร้านหนังสือเก่าทางใต้ของฝรั่งเศส พิมพ์หลังจากตีพิมพ์ครั้งแรกไม่กี่ปี เขาขายแค่ 7 ยูโรเท่านั้น ตอนได้มานี่มือเย็นเลยเพราะในอินเทอร์เน็ตขายแพงมาก

Les Œuvres complètes d’Antoine de Saint-Exupéry (ภาษาฝรั่งเศส) : เราเข้าร้านหนังสือ La Librairie Ancienne ที่ย่านเมืองเก่าของเจนีวา ไปถามหา เจ้าชายน้อย เขาก็หยิบเล่มนี้มาให้ ปรากฏว่าเป็นหนังสือเก่าเล่มใหญ่ สวยมาก รวมงานเขียนทั้งหมดของแซงเตก-ซูเปรี พร้อมภาพสีน้ำจากตัวแซงเตก-ซูเปรีเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่ารวมเรื่อง เจ้าชายน้อย อยู่ด้วย

เจ้าชายน้อย ที่กำลังตามหา

ตอนนี้เรากำลังสั่ง เจ้าชายน้อย ภาษา T5 ที่เป็นรหัสโค้ด คนขายเป็นนักสะสม เจ้าชายน้อย ชาวบัวโนสไอเรส แต่เล่มที่อยากได้จริงๆ คือ เจ้าชายน้อย ฉบับพิมพ์ครั้งแรก เป็นภาษาอังกฤษ พิมพ์ที่อเมริกา เมื่ออองตวน แซงเตก-ซูเปรี ไปเป็นทหารประจำการสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีลายเซ็นอองตวน แซงเตก-ซูเปรี กำกับอยู่ด้วย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

“พอดีก็…เออ………….พอดี…ก็…….”

กระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะที่เขายังขยับปากมุ่ยม่ายรีดเค้นคำตอบจากความทรงจำระยะสั้น 10 วินาทีของภาวะเงียบเชียบก่ออาการตรึงเครียด ผ่อนคลายและพ่ายแพ้ “…ถึงไหนแล้วนะ”

‘ความฉับไว’ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของช่างภาพ เขากล่าวออกมาเช่นนั้น แต่สำหรับอดีตบรรณาธิการและช่างภาพเกษียณอายุวัย 95 ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรที่ห้วงคำนึงและถ้อยคำจะพลันหล่นหาย เขาตัดสินใจใช้ตัวช่วยด้วยการหยิบเหตุการณ์ออกมาวางกางลงเบื้องหน้า แล้วอธิบายกับเราว่า นอกจากความทรงจำ ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือบันทึกเหตุการณ์สำคัญที่มั่นคงและยืนยาว จบประโยคเรื่องราวอันงดงามก็พรั่งพรูดังตาธารใน พ.ศ. 2503 เด่นชัดราวกับเพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน

ในหลวงรัชกาลที่ 9, วิจิตร ไชยวัณณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9, วิจิตร ไชยวัณณ์

ช่วงชีวิตวัยหนุ่มที่หนักหนาเอาการและเอางานไม่เลือกของ วิจิตร ไชยวัณณ์ เริ่มต้นด้วยความฝันเป็นนักศึกษาแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พังทลาย เมื่อประสบเคราะห์กรรมรีไทร์เพียงเรียนได้ปี 2 ล้มเหลวจากการเป็นครูพิเศษประจำโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยที่ตนเรียนมาค่อนชีวิต ก่อนตัดสินใจกลับมาเมืองกรุงรับเงินเดือน 700 บาท ในตำแหน่งเสมียนประจำสำนักงานบริษัทคาลเท็กซ์ เมื่อประสบการณ์แน่นอนจึงขอย้ายไปประจำการเชียงใหม่ ไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้จัดการด้วยความสามารถผสมโรงกับดวง แต่อยู่ได้ไม่นานกิจการก็ล้มเลิก ถูกโยกไปรับตำแหน่งเดิมที่จังหวัดชลบุรี เงินเดือนสุดท้ายหรูหรา 3,000 บาท ทว่าแพ้พ่ายต่อความคิดถึงบ้าน ก่อนเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ

แล้วเรื่องราวชีวิตของวิจิตรก็ดำเนินมาถึงจุดที่อาจเรียกได้ว่าพลิกผันอย่างน่าสนใจ เมื่อมีเหตุให้ได้รับโอกาสจาก คุณเรือง นิมมานเหมินท์ หุ้นส่วนใหญ่ และ คุณสงัด บรรจงศิลป์ บรรณาธิการคนแรกของ หนังสือพิมพ์คนเมือง อันเลื่องชื่อของเชียงใหม่ในยุคนั้น เขาคว้าโอกาสและอุตสาหะเรียนรู้งานไวจนกลายเป็นคุณสมบัติที่ทำให้ได้รับตำแหน่งหัวเรือใหญ่คนที่ 2  สิบปีผ่านไปกับการทำงานด้านสื่ออย่างโชกโชน จนในปลายฤดูร้อนของ พ.ศ. 2503 โชคที่คนข่าวตัวเล็กๆ คาดไม่ถึงก็เดินทางมาถึง พร้อมกับคำเชื้อเชิญจากสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ ที่มอบภาระหน้าที่ให้ไปแสวงหาประเด็นน่าสนใจในสหรัฐอเมริกามาเผยแพร่

“เขาออกตั๋วเครื่องบินชั้น First Class ให้ แต่เราขอเปลี่ยนเป็น Tourist Class เพราะสามารถที่จะ Extend ในยุโรปได้ แล้วก็ออกค่าเบี้ยเลี้ยงให้อีกวันละ 17 เหรียญฯ ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่เราเดินทาง รวมถึงค่าที่พักหรือค่ามัคคุเทศก์ก็สามารถเบิกจ่ายได้ บังเอิญในช่วงที่เราไปตรงกับช่วงที่ในหลวงและพระราชินีมีหมายกำหนดการจะเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกพอดี ก็เลยอยากจะติดตาม และขอล่วงหน้าไปก่อน 1 เดือนเพื่อไปดูลาดเลา”

ในหลวงรัชกาลที่ 9, วิจิตร ไชยวัณณ์

เงินสดส่วนตัวจำนวน 10,000 ที่พกติดตัวมาจากเมืองไทยถูกควักจ่ายทันทีที่ถึงฮ่องกง หน้าตู้กระจกบานใหญ่ เขายืนกวาดสายตามองหากล้องคู่ใจตัวใหม่ที่ไว้ใจได้ว่าจะสามารถบันทึกภาพหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของประเทศได้อย่างฉับไว ไร้บกพร่อง เขาชี้นิ้วไปยังกล้องตัวหนึ่งบนชั้นวางและอีกตัวหนึ่งที่แลดูกะทัดรัดกว่า พ่อค้าเลื่อนบานกระจกแล้วเอื้อมหยิบมันมาให้ทดสอบ เขารู้สึกถูกชะตากับ Yashica MG-1 เป็นพิเศษและวางแผนใช้มันกับฟิล์มสี และก็รอบคอบพอจะติด Olympus Pen EE-3 กล้อง Half Frame ที่ถ่ายได้กว่า 72 ภาพ อีกตัวไว้สำหรับสแนปเหตุการณ์ทันด่วนด้วยฟิล์มขาวดำ

จากฮ่องกง สู่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ต่อไปยังโฮโนลูลู เพียง 3 วันโบกมือลาเกาะสวรรค์หัวใจรัฐฮาวาย แล้วเข้ามาทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส ก่อนสิ้นสุดจุดหมายปลายทางที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประจวบกับที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ เยือนประเทศสหรัฐอเมริกา ตามหมายกำหนดการระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2503

เขาศึกษารายการเสด็จพระราชดำเนินและติดตามเสด็จเพื่อบันทึกเรื่องราวในทุกสถานที่ โดยในช่วงระหว่างติดตามเสด็จนั้น ทุกๆ วันวิจิตรจะต้องกลับมาเขียนรายงานบันทึกเหตุการณ์ประจำวัน พร้อมทั้งส่งรูปภาพกลับมายังเมืองไทยผ่านช่องทางขนส่งทางอากาศที่ใช้ระยะเวลารวดเร็วเพียง 3 วัน เพื่อให้ หนังสือพิมพ์คนเมือง ได้ตีพิมพ์รายงานพระราชกรณียกิจ และนี่ก็คือผลงานภาพถ่ายบางส่วนแห่งความภาคภูมิใจที่ตราตึงเด่นชัดในความทรงจำของนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเพียงหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ได้รับเกียรติในครั้งนี้

ในหลวงรัชกาลที่ 9

สนามบินแมทส์ (MATS : Military Air Transport Service Terminal) คือสถานที่แห่งแรกที่ในหลวงเสด็จฯ ภาพนี้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ดูเป็นทางการด้วยพิธีต้อนรับจาก จอมพลดไวต์ เดวิด ไอก์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight David “Ike” Eisenhower) ประธานาธิบดีคนที่ 34 ของสหรัฐอเมริกา และแถวทหารกองเกียรติยศสง่างาม ทว่าเบื้องหลังของภาพนี้ วิจิตรเล่าให้ฟังด้วยยิ้มร่าว่า เขาเป็นช่างภาพเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้วิ่งไปมาเพื่อจับภาพเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด พิเศษกว่านักข่าวรายอื่นๆ ที่จำต้องยืนอยู่บนสแตนด์ไม้เบื้องหลัง คอยบันทึกภาพจากเลนส์เทเลโฟโต้

ในหลวงรัชกาลที่ 9

“สมเด็จพระราชินีทรงสง่างามมาก” เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาเลือกภาพนี้เป็นอีกหนึ่งภาพในดวงใจ ณ สนามบินแมทส์ (MATS : Military Air Transport Service Terminal) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จอมพล ดไวต์ เดวิด ไอก์ ไอเซนฮาวร์ และ ดร.ถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะกำลังยืนทำความเคารพเพลงชาติสหรัฐอเมริกา

ในหลวงรัชกาลที่ 9

เหตุการณ์ที่ในหลวงพระราชทานเครื่องราชย์แก่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ณ ไวท์เฮาส์ ครั้งนี้เป็นที่จดจำของวิจิตรเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการแรก มาจากเกียรติอันหาได้ยากของนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่จะมีโอกาสได้เยือนถึงห้องประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประการสองคือ ก่อนที่ในหลวงจะเสด็จพระราชดำเนินออกจากห้องท่านได้ตรัสกับเขาว่า “อย่าคุยกัน” เพียง 3 คำสั้นๆ ซึ่งตักเตือนให้เขาได้สำรวมกิริยามารยาท เป็นทั้งเหตุการณ์ที่ชวนรู้สึกผิดในขณะนั้น และกลายเป็นเรื่องราวสุดพิเศษในชีวิตของเขา

ในหลวงรัชกาลที่ 9

ในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 พระองค์ท่านได้เสด็จฯ มายังโรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์นในเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งเป็นสถานที่พระบรมราชสมภพ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470

ในหลวงรัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรทะเบียนพระบรมราชสมภพของพระองค์ ที่ทางโรงพยาบาลจัดเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ในหลวงรัชกาลที่ 9

รอยแย้มพระสรวลประทับใจของในหลวงเมื่อเสด็จฯ มายังห้องที่พระราชมารดามีพระประสูติกาล ซึ่งทางโรงพยาบาลได้เก็บรักษาไว้ให้เฉพาะพระองค์เท่านั้น

ในหลวงรัชกาลที่ 9

นางพยาบาล 4 คนซึ่งเป็นผู้ถวายการทำประสูติกาลพระองค์ท่าน มองตลับของที่ระลึกที่พระองค์พระราชทานให้ด้วยความปลื้มปีติ โดยมุมซ้ายสุดของภาพคือ ดร.สจวร์ต วิตมอร์ (Stewart Whittemore) แพทย์ผู้ถวายการทำประสูติกาล ท่านผู้นี้รู้สึกปลาบปลื้มใจไม่แพ้กัน เมื่อได้รับพระราชทานของขวัญอันล้ำค่าซึ่งมีถ้อยความเปี่ยมความหมายจารไว้ว่า “To Doctor Whittemore, My first friend in the world”  หรือ “แด่คุณหมอวิตมอร์ เพื่อนบนโลกคนแรกของฉัน”

ในหลวงรัชกาลที่ 9

บนจุดยอดสุดของตึกเอ็มไพร์สเตท สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กำลังทรงสนทนากับ จอมพลดไวต์ เดวิด ไอก์ ไอเซนฮาวร์ ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรทิวทัศน์อันตระการตาของแมนฮัตตัน

ในหลวงรัชกาลที่ 9

วิจิตรในวัย 36 ปีเมื่อครั้งเดินทางไปยังอนุสาวรีย์ลินคอล์น อนุสรณ์สถานของรัฐบุรุษที่ชาวอเมริกันรักและเคารพ ภาพนี้ถ่ายโดยเพื่อนนักข่าวจากสื่ออื่นๆ ที่ทำหน้าที่ติดตามเสด็จ

เมื่อเสร็จภารกิจวิจิตรเลือกใช้โอกาสนี้แสวงหาประสบการณ์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ต่อจนครบกำหนดวีซ่า 6 เดือนเต็ม เขาออกตระเวนไปทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา สวีเดน เดนมาร์ก โคเปนเฮเกน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี และกรุงโรม อิตาลี เป็นสถานที่สุดท้าย ก่อนเดินทางกลับมายังประเทศไทย พร้อมกับความทรงจำงดงามที่ยากจะลบลืม

“ชอบที่สุดคือ สวีเดน เดนมาร์ก โคเปนเฮเกน เพราะเมืองมันเงียบสงบดี” เขากล่าวเมื่อเราถามเกี่ยวกับเมืองประทับใจจากทริปในวัยหนุ่ม

ปัจจุบัน วิจิตร ไชยวัณณ์ ในวัย 95 ปี ย้ายมาพำนักในที่ดินส่วนตัวอำเภอดอยหล่อ เขาต่อเติมโรงครัวให้กลายเป็นบ้านพักขนาดย่อมเคียงมะขามต้นใหญ่ มีโต๊ะไม้หน้าบ้าน เก้าอี้ไม้สำหรับเอนหลังเรียบง่าย และเลือกที่จะอยู่อาศัยตัวคนเดียว แม้ว่าบ้านหลังใหม่ของลูกชายจะสะดวกสบายและอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักด้วยเหตุผลประการเดียวกัน

Writer

Avatar

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load