เมื่อใดก็ตามที่เนื้อร้องท่อนแรกของเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย หรือ Koisuru Fortune Cookie ขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับของ BNK48 หรือไม่ คุณเป็นต้องยกมือทั้งสองขึ้นมาในระดับอก

นับจนถึงวันนี้ ในเวลาเพียงสั้นๆ ไม่ว่าคุณจะเงยหน้าไปที่ไหน เป็นต้องเห็นสาวๆ ในชุดสดใสหลากสีสันถูกจับวางอยู่คู่กันกับสินค้าทุกประเภท ตั้งแต่ในตู้เย็นที่บ้าน กิจกรรมนอกบ้าน ไปจนถึงสนามแข่งกีฬา

หลังจากมีประกาศเปิดสั่งจอง ชุดเครื่องเขียน สมใจ x BNK48 ล่วงหน้าไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ความนิยมจากเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย Koisuru Fortune Cookie ก็ทำให้ยอดสั่งจองสดใสตามความคาดหมาย เช่นเดียวกับสินค้าที่ผ่านมาทุกตัวของ BNK48

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

แต่มากไปกว่าการทำสินค้าร่วมกัน The Cloud เราสนใจวัฒนธรรม Collaboration ที่มากกว่าการเกิดสินค้าใหม่ และการแลกเปลี่ยนโอกาสในการสร้างแบรนด์ของกันและกัน

ในฐานะที่ติดตามแบรนด์ทั้งสองอยู่เสมอมา เราอยากรู้วิธีคิดเบื้องหลังและขึ้นตอนการทำงาน ของนิมิตรหมายอันดี และโชคดีที่เรามีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนจากทั้งสองแบรนด์พร้อมกัน

ตาล-นพนารี พัวรัตนอรุณกร กรรมการบริหารด้านการตลาดของ ‘สมใจ’ แบรนด์ร้านเครื่องเขียนที่มีอายุกว่า 63 ปี หนึ่งในทายาทรุ่นสามที่นำพาแบรนด์ ‘สมใจ’ ให้ปรับตัวทันกับเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน และโรส-อรพรรณ มนต์พิชิต บวรวัฒนะ กรรมการบริหาร บริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังการบริหารทั้งหมดของ BNK48 รอเราอยู่แล้วที่นี่

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

ก่อนพูดคุยเราไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าการใช้ปากกาดินสอเป็นหน้าศิลปินที่เราชอบจะมีความหมายอะไรไปมากกว่าการแสดงความรัก

แต่พอได้ฟังแนวคิดเบื้องหลัง วิธีการทำงานทั้งหมด และหลักคิด ความเชื่อ ของแบรนด์ทั้งสองก่อนมาบวกรวมกัน จนออกมาเป็นงานที่สร้างสรรค์อยู่บนความเชื่อที่เหมือนกัน ทำให้เรามองสิ่งตรงหน้ามากกว่าแค่ชุดเครื่องเขียนสีหวานที่มีหน้าตาของไอดอลคนโปรด

“…รู้ทั้งรู้ว่าเขาใช้อะไรตัดสินใจ

ต้องน่ารักใช่ไหม ที่ใครเขาคิดกัน

ฉันขอแค่ให้เขา ลองมองจากข้างใน

คงจะดี ถ้ามีใจให้กับฉัน…” – Koisuru Fortune Cookie

BNK48

“ตอนที่ปล่อยเพลง Koisuru Fortune Cookie ออกมา เราเห็นแฟนคลับที่เป็นกลุ่มเด็กค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง

ที่ผ่านมา คนทั่วไปอาจจะเห็นว่าแฟนคลับผู้ที่ชื่นชอบ BNK48 เป็นผู้ชายเยอะ เพราะผู้ชายอาจจะแสดงออกมากกว่า ทั้งจากที่เห็นรวมกลุ่มยืนร้องเพลงหน้าเวทีหรือที่งานจับมือ คนจึงจดจำว่าแฟนคลับมีแต่กลุ่มผู้ชาย แต่จริงๆ แล้วมีสัดส่วนเป็นครึ่งต่อครึ่งเลยนะ ตอนแรกเราก็ยังไม่รู้จะรับรองแฟนคลับกลุ่มเด็กผู้หญิงด้วยอะไร จึงคิดไว้ว่าอยากได้อะไรที่กุ๊กกิ๊ก” โรสเล่าถึงฐานแฟนคลับกลุ่มใหม่ที่น้อยคนจะรู้

รักนะ แต่ไม่กล้าแสดงออก

แฟนคลับเด็กผู้หญิงของ BNK48 หมายรวมถึงเด็กหญิงที่มองพี่ๆ BNK48 เป็นไอดอลเด็กสาวที่ทำตัวน่ารักเหมาะสม เป็นตัวอย่างที่ดีไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองต่างก็เห็นดีเห็นงาม จากสิ่งที่สมาชิก BNK สื่อสารและถ่ายทอดออกมา จึงไม่ห้ามเด็กๆ ที่จะมาชื่นชอบ ดังจะเห็นจากการที่มีผู้ปกครองพาน้องๆ เด็กๆ ใส่ชุดมางานจับมือ

“เราอยากเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อไอดอล เรื่องอกโตและความเซ็กซี่” ซึ่งในวันนี้ BNK48 ค่อยๆ พิสูจน์ความเชื่อนี้ จุดประกายเรื่องคุณค่าในตัวเองให้ใครก็ตามที่เฝ้ามองอยู่กล้าเป็นตัวของตัวเอง โรสให้เครดิตทีมคุณครูที่บ่มเพาะน้องๆ เพราะนอกจากทักษะการเป็นไอดอล ชีวิตและความถนัดส่วนตัว ทัศนคติและมุมมองที่มี ก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ในตัวทำให้ BNK48 ทุกคนน่ารักและเป็นเด็กสาวมารยาทดีเสมอต้นเสมอปลาย

“เราสอนเด็กๆ เสมอเรื่องห้ามลืมตัวตนว่าเราเคยเป็นใคร เป็นคนยังไง มีครั้งหนึ่งเราคุยงานที่คาเฟ่ อยู่ๆ ซัทจังเดินมาสวัสดีเราและก็หันไปสวัสดีคนที่เราคุยงานด้วย ทั้งๆ ที่มองเผินๆ คนอาจจะคิดว่าไม่จำเป็น แค่ยิ้มก็ได้ แต่นั่นก็ทำให้คนที่เราคุยงานด้วยเปลี่ยนจากที่เป็นแฟนคลับเฉยๆ ก็กลายเป็นประทับใจ” ฟังแล้วก็อดชื่นใจตามคุณโรสไม่ได้

Fortune Collaboration

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

โรสเล่าหลักการคัดเลือกแบรนด์หรือองค์กรที่ BNK48 เลือก Collaborate หรือพัฒนาสินค้าร่วมกัน สั้นๆ ว่า หลายๆ แบรนด์เริ่มจากติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์เพื่อไปผลิตสินค้าของตัวเอง

“วิธีการนี้ง่ายกับเรามากเลยนะ แต่เราก็ต้องการให้สิ่งนั้นออกมาเป็น BNK48 มากที่สุด จะเห็นว่าที่ผ่านมา BNK48 มีสินค้าหลากหลายมาก และเราก็รู้ว่าไม่อาจทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเองทั้งหมด เราอยากตั้งใจทำงานของเราหรือสิ่งที่เราถนัดอย่างการบริหารดูแลศิลปินของเราให้ดี สินค้าที่ออกมาจึงมีที่มาทั้งจากขายลิขสิทธิ์และการชวนพาร์ตเนอร์ทำงานร่วมกัน”

และเพราะรู้จักกับตาล ผู้บริหารรุ่นที่สามผู้ดูแลเรื่องแบรนด์และการตลาดของสมใจ แบรนด์ร้านเครื่องเขียนที่จริงใจ มีระบบจัดการที่ดี มีหน้าร้านและระบบร้านค้าออนไลน์ที่ช่วยกระจายสินค้าไปยังกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง โรสจึงเป็นตัวแทน BNK48 ชวนตาลและสมใจมาทำงานร่วมกัน

Somjai x BNK48

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

นี่เป็นการทำงาน Collaboration ครั้งแรกของสมใจ

และแม้ตาลจะร้องเพลง Koisuru Fortune Cookie และเต้นตามสาวๆ BNK48 ได้หมด แต่เธอก็ยังไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มอย่างไรในตอนแรก

“ตอนที่ BNK48 ชวนให้ทำงานร่วมกัน เราก็ปรึกษาครอบครัวก่อนเพราะคิดเผื่อว่าเขาจะไม่ยอม ปรากฏว่าพ่อแม่เรารู้จักและบอกให้ทำเลย จริงๆ ทุกคนในครอบครัวเปิดรับเรื่องนี้มาก ไม่แสดงความหวงหรือเป็นห่วงภาพลักษณ์ของสมใจเท่ากับพวกเราที่เป็นทายาทรุ่นสามด้วยซ้ำ ทางคุณแม่จะย้ำเสมอว่าให้ทำออกมาให้ดี อย่าให้แฟนคลับเสียใจ ส่วนคุณยายจะชอบเข้าไปอ่านคอมเมนต์มาก” ตาลเล่า ก่อนจะเสริมว่าคุณยายเจ้าของชื่อร้านถึงกับขอสั่งจอง 10 ชุดก่อนใครเพื่อแบ่งปันแก่เพื่อนๆ ชาวพุทธมณฑลสาย 4

กล่องดวงใจ

จากโจทย์หลักของที่ให้ออกแบบสินค้าเพื่อแฟนคลับอีกกลุ่ม กลุ่มที่ยังเป็นเด็ก เป็นนักเรียน

โจทย์ต่อมาของ BNK48 คือ สินค้าที่เป็นชุด เป็นกล่อง ประกอบด้วยสิ่งของหลายๆ อย่าง

“จากสีหลักของเพลง Koisuru Fortune Cookie อย่างสีชมพูและม่วง ทำให้เราคิดถึงการทำชุดเครื่องขียน โดยสีสันน่ารักที่มีช่วยทำให้จัดองค์ประกอบศิลป์และกราฟิกพื้นฐานง่าย แต่ก็มีมุมที่น่ากังวลเหมือนกัน เนื่องจากการทำอะไรเกี่ยวกับ BNK48 ค่อนข้างเป็นเรื่องอ่อนไหว ถ้าเราทำอะไรแล้วออกมาไม่ถูกใจ หรือการวางคาแรกเตอร์ในสินค้าเพียงเล็กน้อยก็อาจจะเป็นประเด็นได้” ทีมสมใจจึงเริ่มจากเรียนรู้เรื่องเซ็มบัตสึ หลักการวางคาแรกเตอร์ของ BNK48 และเลือกหยิบสินค้าขายดีของร้านมาจัดทำแบบพิเศษ

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

อย่างเพลง Koisuru Fortune Cookie ที่มีโมบายล์เป็นเซ็นเตอร์ โมบายล์จึงอยู่ในตำแหน่งที่เด่นสุด อยู่ตรงกลาง หรือกฎเรื่องโลโก้ต้องไม่ทับกัน เป็นกฎทั่วไปที่ไม่ได้ทำให้การทำงานยากเกินไป

BNK48 ที่สุด

นอกจากคาแรกเตอร์ในเพลง การเลือกจับคู่กับสาวๆ บนเครื่องเขียน ใครจะอยู่บนปากกาทั้ง 3 ลาย ใครจะอยู่บนปกสมุดที่ 2 ลาย ใครอยู่ปกหน้า หรือใครจะอยู่ปกหลัง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว

“สมใจไม่กล้าเลือกเลย” ตาลเล่า

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

“เราไม่อยากเลือกว่าใครต้องอยู่ตำแหน่งไหน เพราะในเชิงการบริหาร เราดูแลปฏิบัติกับน้องทุกคนเท่ากัน” โรสรีบแถลง

วิธีการที่ต้นสังกัดกลุ่มไอดอลแฟรนไชส์ชื่อดังที่มีสาขาทั่วโลกใช้ก็คือ ให้คะแนนความนิยมเป็นตัวตัดสิน ทั้งจากโซเชียลมีเดียวทุกช่องทางและยอดคนที่มาร่วมงานจับมือ

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

ความตั้งใจเดิมของโรส คืออยากให้ทุกคนอยู่บนปากกา เพราะไม่อยากให้แฟนคลับของใครต้องน้อยใจ แต่ปากกาแท่งเล็กเกินไปที่จะทำให้ทุกคนอยู่บนนั้นได้จริงๆ ไม่เหมือนไม้บรรทัดและกล่องดินสอ

“เราไม่สามารถทำปากกาเป็นลายครบทุกคนได้ มันบริหารจัดการยากเกินไปหากต้องทำอย่างนั้น จึงต้องลงเอยด้วยวิธีการสุ่ม ซึ่งไม่ใช้เพื่อหลอกล่อให้คนซื้อจำนวนมาก” โรสเสริม

ใช้ได้

“ตอนแรกเราอยากได้หัวปากกาที่เป็นคาแรกเตอร์น้องเลย” โรสเล่าติดตลก

ซึ่งทางสมใจก็กลับไปศึกษาและแนะนำว่าถ้าทำแบบนั้น อาจจะออกมาไม่น่ารักอย่างที่คิด

“ถ้าทำลักษณะที่เป็นยาง หน้าของน้องๆ จะไม่ชัดเจนซึ่งจะดูน่ากลัวมากกว่าน่ารัก เราก็มาคิดต่อว่าหรือทำเป็นตัวการ์ตูนดีมั้ย แต่ก็กลัวว่าภาพที่ออกมาจะไม่เหมือนกับที่แฟนคลับคิด เราจึงสรุปว่าทำอย่างไรก็ได้ให้หน้าของน้องๆ คมชัด” ตาลเล่าความตั้งใจที่อยากทำเครื่องเขียนที่ทั้งสวยงาม มีคุณภาพดี และมีรายละเอียดถูกต้องตามที่ BNK48 และ 48Group กำหนดไว้ เพราะอยากให้คนได้ใช้จริงๆ

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

ตาลเล่าว่ามีแฟนคลับรุ่นใหญ่ (โอตะ-โอชิ) ส่งข้อความมามากมายความว่า “ปากกาชมพูมากครับ ผมไม่รู้จะถือยังไง ครั้งหน้าช่วยทำสีน้ำเงินหน่อยนะครับ” ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่แฟนคลับอาจจะไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วจุดประสงค์ของการออกชุดเครื่องเขียนกับสมใจนั้นเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กผู้หญิงจริงๆ

นั่นคือด้วยลักษณะสินค้าที่สื่อสารออกไป สมใจ x BNK48 ต้องการให้ชุดเครื่องเขียนนี้ไปถึงกลุ่มแฟนฐานใหม่

เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล

อีกโจทย์สำคัญที่ BNK48 มอบหมายให้สมใจคือ ราคาชุดเครื่องเขียนนี้ต้องไม่แพงเกินไป

ถ้าใครคิดว่าราคา 990 บาทแพงไปสำหรับเครื่องเขียน 6 ชิ้น เราขอให้คุณจินตนาการถึงกล่องชุดเครื่องเขียนขนาด 40 x 50 เซนติเมตร ไปพร้อมกัน

“กล่องใหญ่มาก” ใครสักคนที่ร่วมฟังการสนทนานี้ร้องขึ้นอยากไม่รู้ตัว

ชุดกล่องเครื่องเขียนประกอบด้วยปากกาลายสมาชิก BNK48 1 ด้าม (สุ่มสาย 3 ลาย ได้แก่ เฌอปราง มิวสิค และปัญ) สมุดโน้ต 1 เล่ม (สุ่มแบบสมุด แบบมีและไม่มีเส้น) ไม้บรรทัด 2 ชิ้น (สุ่มลาย 4 แบบ) ดินสอ 1 แท่งและยางลบ ที่มีเฉพาะในชุดพิเศษนี้เท่านั้น

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

“พนักงานเล่าให้ฟังว่า มีเด็กที่ใช้ชื่อพ่อแม่ผู้ปกครองในการโอนเงินเยอะมาก และตอนที่เห็นจำนวนผู้สั่งจองล่วงหน้า เรายังคุยกับพี่โรสเลยว่าเป็นไปตามที่เราตั้งใจกันไว้ เพราะมีแฟนคลับผู้ใหญ่และเด็กสัดส่วนที่เท่ากันเลย” ตาลเสริม ก่อนจะเล่าว่ามีแฟนคลับจำนวนมากใช้วิธีแลกลายที่ได้รับ หรือหาสมาชิกช่วยหารราคาค่าชุดเครื่องเขียนด้วย

ในขั้นตอนการทำงานโรสทิ้งท้ายว่า ถ้าในเรื่องการออกแบบ เธอเชื่อมั่นในทีมงานของสมใจเสมอ งานของเธอคือช่วยดูแลความถูกต้อง ส่วนเรื่องการขาย ทางสมใจก็แค่บอกว่าจะใช้ช่องทางไหนบ้าง ส่วนโรสจะคอยเล่าประสบการณ์หรือสิ่งที่เจอให้สมใจระวังและเตรียมรับมือ เช่นเรื่องใหญ่ๆ อย่างให้ระวังเว็บล่ม

“ไม่เคยมีใครไม่เว็บล่มนะ BNK48 ทำเว็บล่มทุกราย” โรสหัวเราะ

สมใจ x BNK48 = ชุดเครื่องเขียนเสี่ยงทาย

ไม่ใช่เรื่องที่จะยากเกินคาดเดา

ผลตอบรับของการทำงานร่วมกันครั้งนี้ถล่มทลายเช่นเดียวกับสินค้าทุกชิ้นของ BNK48

ตาลเป็นตัวแทนของสมใจเล่าถึงสิ่งที่ได้รับว่า เธอมองยอดขายเป็นเรื่องรองจากการรับรู้และตอบรับของแฟนคลับแบรนด์ทั้งสองแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น

เครื่องเขียนเสี่ยงทาย

“เราไม่ได้มองว่าต้องเป็นแฟนคลับรุ่นใหญ่ซื้อชุดเครื่องเขียนนี้มากที่สุด เราแค่อยากให้เด็กๆ ได้ใช้จริงๆ สำหรับเรา เราคิดว่าเครื่องเขียนเป็นของแทนใจ ตอนเด็กๆ ที่เราชอบไอดอลหรือชอบตัวการ์ตูนอะไรเราก็อยากใช้ มีลูกพนักงานที่ออฟฟิศเดินมาหาเราทั้งชุดนักเรียนเลยบอกว่าอยากได้ ทุกครั้งที่เด็กมาคุยด้วยจะดีใจมากเพราะว่ารู้สึกว่าได้ทำตามโจทย์แล้ว เด็กได้ใช้จริงๆ” ตาล ตัวแทนของสมใจเล่า

“ถ้าเราจะทำเพื่อให้ตอบกลุ่มแฟนคลับรุ่นใหญ่ เราก็ทำเองได้เลยเพราะเป็นรูปแบบที่เราทำมาอยู่แล้ว และเราอาจจะได้ยอดขายมากกว่านี้ เพราะสามารถขายในราคาแพงกว่านี้ได้ แต่การร่วมกันทำงานกับสมใจครั้งนี้เราอยากขยายกลุ่มแฟนคลับจริงๆ เพราะเราเห็นแล้วว่าเรามันกลุ่มเด็กนักเรียน กลุ่มผู้หญิงที่ไม่มีของแทนใจแบบนั้นบ้าง” โรสกล่าว

สวยงามตามที่เป็น

“เราดูแลงานออกแบบชุดเครื่องเขียนก็จริง เราเห็นรูปเขาในจอคอมพิวเตอร์ตลอด แต่ก็ไม่คิดว่าจะอินตามขนาดนี้ จนกระทั่งไปงานคอนเสิร์ตจึงเข้าใจ ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา แต่เป็นพัฒนาการของน้องๆ ทุกคน เราชอบคำที่พี่โรสและพี่ต้อม (จิรัฐ บวรวัฒนะ) พูดว่า เขามองผู้หญิงสวยเหมือนดอกไม้ที่ต่างกัน ทุกคนมีคาแรกเตอร์ มีความดีงามในแบบของตัวเอง และแตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนสมัยรุ่นตาลที่ความสวยจะถูกจำกัดอยู่เพียงไม่กี่แบบ ความสวยที่สมบูรณ์แบบมาแล้ว และในคอนเสิร์ต ไม่ใช่แค่การประกาศคนที่ชนะเป็นเซ็นเตอร์ของเพลงใหม่ แต่สำหรับสมาชิกใหม่ๆ ที่ไม่เคยขึ้นอันดับมาก่อน แล้วพยายามจนมาเป็น 1 ใน 16 คนของเพลงใหม่มันยิ่งใหญ่มาก” ตาลเล่าถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไป

เช่นเดียวกับโรส ในฐานะที่เห็นเด็กๆ ทุกคนมาตั้งแต่วันแรก นอกจากความรู้สึกภูมิใจและดีใจกับเด็กทุกคน ที่ทำได้ขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ เธอนับถือหัวใจที่ร่วมสู้ด้วยกันมาตลอด ทั้งที่ในวันแรกแทบไม่มีอะไรทำให้แน่ใจเลยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48 เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48 เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

“เราเชื่อในเสน่ห์ที่มีรูปแบบแตกต่างกันจากทัศนคติที่ดี และสุดท้ายทุกอย่างจะฉายแววออกมา ถ้าเปรียบเทียบรูปก่อนและหลังของแต่ละคน ทุกคนมาไกลจนเราเองยังตกใจ เราไม่มีการทำศัลยกรรมเลยนะ ทุกคนแค่รู้สึกต้องพยายามฝ่าฟัน ยังคุยกับผู้ปกครองของน้องๆ อยู่เลยว่า BNK48 เป็นเวทีที่เปิดโอกาสจริงๆ เพราะเป็นโครงการเดียวที่ไม่ประกาศส่วนสูงขั้นต่ำ และเรายืนยันเลยว่าไม่เด็กเส้นจริงๆ แม้ที่ผ่านมาเราจะเจอคนฝากเยอะมาก มาทุกทาง ในเมืองไทยอาจจะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ แต่เราอยากทำ BNK48 ของเราแบบนี้” คำยืนยันจากโรส ทำให้เราสมัครใจขอร่วมเข้าทีมแฟนคลับผู้หญิงของ BNK48 ทันที ก่อนที่ตาลจะทิ้งท้ายถึงการทำงานร่วมกันครั้งนี้

“เรื่องนี้สำคัญมากๆ เลยนะ ผู้บริหารสมใจทุกคนนับถือสิ่งที่ BNK48 ทำ เรื่องความตั้งใจนำเสนอความเก่งด้านต่างๆ นอกจากการเป็นตัวของตัวเองแล้ว เราได้เห็นว่าแฟนคลับเขารักชอบไอดอลของเขาในสิ่งที่เป็นจริงๆ”

แม้จะหมดเขตสั่งซื้อล่วงหน้าชุดเครื่องเขียน Box Set Special Edition สมใจ X BNK48 ไปแล้ว ซึ่งใครหลายคนคงกำลังรอรับและรอใช้ด้วยใจจดจ่อ ใครที่พลาดไป เร็วๆ นี้ สมใจ X BNK48 กำลังจะกลับมาอีกครั้ง ติดตามได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียของ สมใจ และ BNK48

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

ขอบคุณสถานที่
ร้าน Bar Storia del Caffè สาขาเพลินจิต
ภาพ : สมใจ

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

สูตรคูณ

เบื้องหลังงานสร้างสรรค์ครั้งพิเศษจากการ...

‘ถ้าจะเท่ ยุคไหนก็ยังเท่’

เป็นความรู้สึกแรกเมื่อได้เห็นรองเท้าคอลเลกชันใหม่ล่าสุดจาก DoiTung x Onitsuka Tiger ที่อวดลวดลายของผ้าทอมือลงบนรองเท้า Onitsuka Tiger แบรนด์เก่าแก่ของญี่ปุ่นได้อย่างเท่ไม่หยอก เชื่อว่าใส่แล้วไม่เชย แม้ว่าจะเป็นการโคจรมาเจอกันของสองแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานก็ตาม

ดูเหมือนว่าการรวมตัวกันครั้งนี้จะทำให้รองเท้ารุ่น Mexico 66 จาก ค.ศ. 1966 จับมือกับผ้าทอไทย เดินไปกับยุคสมัยได้อย่างไม่ขัดเขิน

DoiTung x Onitsuka Tiger เมื่อผ้าทอมือไทยไปอยู่บนรองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นอายุ 72 ปี

ชวนเพื่อนมาทำรองเท้า

เราได้รับแรงบันดาลใจจากโปรเจกต์ DoiTung & Friends ที่ประสบความสำเร็จ จึงทำให้เรากล้าเดินไปออกไปหาเพื่อนใหม่ในระดับอินเตอร์ อย่าง Onitsuka Tiger เพื่อจัดทำโปรเจกต์พิเศษในครั้งนี้

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ อาสาพาเราไปทำความรู้จักและเล่าเรื่องเพื่อนใหม่คนนี้ให้เราฟัง

“ผมชอบรองเท้า Onitsuka Tiger มาก เพราะใส่สบายและเป็นรองเท้าที่ยูนีค เขามีโมเดลคงกระพัน และมีวิธีประยุกต์โมเดลด้วยการใช้สีสันต่างๆ จะเห็นได้ว่าคนไทยเดินเข้าช็อปแบรนด์นี้ที่ญี่ปุ่นเยอะมาก เราเลยคิดว่านี่เป็นแบรนด์ที่น่าร่วมงานด้วย ไม่มีอะไรต้องเสียอยู่แล้ว เลยพยายามติดต่อไป”

ทว่าเพื่อนคนนี้ไม่ใช่คนที่จะเจอตัวกันได้ง่ายๆ หลังจากที่เสาะหาทางเข้าไปทำความรู้จักอยู่นาน ฟ้าก็เริ่มเปิดทางให้ โดยมีกงสุลใหญ่ของเมืองโอซาก้าอาสาเป็นแม่สื่อแม่ชัก พาดอยตุงจากเหนือสุดแดนสยามมาเจอกับเสือโอนิซึกะจนได้ จากน้ำเสียงของเขา เราเชื่อว่าการพบกันครั้งแรกนั้นน่าประทับใจและเป็นไปได้ด้วยดี

“ผมถือกระเป๋าเดินเข้าไปในออฟฟิศคนเดียว นั่งรอในห้องประชุมสักพัก เขาก็เดินมานั่งคุยด้วย สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากๆ คือตอนที่เขาเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่ง เป็นภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ฉลองรองเท้า Onitsuka Tiger พอเขารู้ว่าเราเป็นโครงการของสมเด็จย่า เขาเลยสนใจจะทำร่วมกับเรา นี่คือจุดเริ่มต้น” เขาเล่าให้เราฟัง

ใช้รองเท้ากีฬาเยียวยาหัวใจคนในชาติ

ค.ศ. 1949 หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ประชากรชาวญี่ปุ่นต่างก็บอบช้ำจากเหตุการณ์ครั้งนั้น Onitsuka Tiger เป็นแบรนด์รองเท้ากีฬาแบรนด์แรกของญี่ปุ่นที่ถือกำเนิดขึ้น ด้วยความตั้งใจของนายทหาร คิฮะชิโร โอนิซึกะ (Kihachiro Onitsuka) วัย 32 ปี ผู้อยากให้รองเท้าบาสเกตบอลที่เขาออกแบบมีส่วนช่วยให้กีฬาในประเทศกลับมาเฟื่องฟู Onitsuka Tiger จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยความหวังที่อยากเยียวยาหัวใจคนญี่ปุ่น และผนึกคนในชาติให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง

DoiTung x Onitsuka Tiger เมื่อผ้าทอมือไทยไปอยู่บนรองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นอายุ 72 ปี

“เรามีความเชื่อในผู้คนเหมือนกัน Onitsuka Tiger ต้องการสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ผ่านกีฬา DoiTung เองก็ทำเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้ทำเรื่องกีฬาหรือออกแบบรองเท้า เราพัฒนาคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม สร้างความยั่งยืนให้กับคนในพื้นที่ด้วยการสร้างรายได้ที่มั่นคง เราเอากำไรที่ได้ไปเติมเต็มเรื่องการศึกษาของเด็กๆ ปรับปรุงการเรียนการสอน พอยิ่งศึกษาเข้าไปเรื่อยๆ เราก็ยิ่งเห็นจุดที่ทั้งสองแบรนด์ใกล้เคียงกัน” 

เมื่อทั้งคู่ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน มีเรื่องราวเบื้องหลังคลายคลึงกัน โปรเจกต์สนุกๆ บนความเชื่อเดียวกันจึงถือกำเนิดขึ้น

มกราคม 2563 Onitsuka Tiger มาเยือน DoiTung ที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก และแลกเปลี่ยนเรื่องผ้ากันอย่างออกรส หลังจบบทสนทนาในวันนั้น แบรนด์ญี่ปุ่นเห็นว่าสิ่งพวกเขากำลังมองอยู่นั้นคือเป้าหมายเดียวกัน จากที่แรกเริ่มตั้งใจวางขายรองเท้าแค่ในไทย สุดท้ายก็ตัดสินใจพารองเท้าผ้าทอไปวางอยู่ในทุกสาขาทั่วโลก

DoiTung x Onitsuka Tiger เมื่อผ้าทอมือไทยไปอยู่บนรองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นอายุ 72 ปี

รองเท้าผ้าทอคู่แรกของ Onitsuka Tiger 

รองเท้า 2 คู่ ถือเป็นรองเท้ารุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่วางจำหน่ายเฉพาะในไทยเท่านั้น คือ MEXICO 66™ ซึ่งเป็นรองเท้าที่คลาสสิกที่สุดของแบรนด์ ออกแบบใหม่ด้วยการปักลายเสือสีดำและโลโก้แบรนด์ลงไปแบบเรียบๆ ความพิเศษของสองคู่นี้คือใช้ผ้าทอจากเส้นใยพลาสติก PET รีไซเคิลทั้งหมด 

ส่วนอีก 3 คู่ ถูกอวดโฉมทั้งในไทยและเดินทางไปโชว์ในช็อปทั่วโลก คือ MEXICO 66™, MEXICO 66™ PARATY และ SERRANO ที่เหล่าดีไซเนอร์เปลี่ยนลายพาดสีน้ำเงินแดงสุดคลาสสิกให้กลายเป็นลายปักสีเดิม และใช้เส้นด้ายจากผ้าฝ้ายประหยัดน้ำ (Better Cotton)

จึงถือเป็นความพิเศษสุดที่ประเทศไทยมีรองเท้าคอลเลกชันพิเศษนี้ให้ได้ชมกันถึง 5 รุ่น ในขณะที่ทั่วโลกมี 3 รุ่น 

“ผมคิดว่า Onitsuka Tiger ไม่เคยทำผ้าทอมือบนรองเท้า ความยากมันอยู่ที่ว่า เราจะเอาผ้าของเราไปปักบนรองเท้าได้หรือเปล่า”

การทำรองเท้าจากผ้าทอมือเป็นความท้าทายสำหรับพวกเขา เพราะเบื้องหลังนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องผ้า แต่ยังมีมิติของผู้คน ซึ่งเป็นแรงงานทอผ้าที่ต้องคำนึงถึงเรื่องค่าแรง ค่าล่วงเวลา และต้นทุนของคน อีกทั้งการนำเอาผ้าทอมือไปทำเป็นรองเท้ายังต้องอาศัยเทคนิคใหม่ที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

“มันเป็นกระบวนการที่ต้องเตรียมตัวค่อนข้างนาน ต้องหาคนที่จะเข้ามาทำสิ่งนี้ให้กับเรา เราต้องอธิบายให้ป้าๆ ของเราฟัง ความท้าทายคือ ทำอย่างไรถึงจะเอาผ้าไปทำเป็นรองเท้าได้และต้องทนทานด้วย เวลาเอาผ้าทอมือไปขึงทำรองเท้าแล้วมันตึง ก็มีโอกาสเบี้ยวได้ ยืดได้ ดีไซเนอร์เองก็ต้องเข้าใจว่าต้องดึงผ้ามาทำอย่างไร เพื่อให้ออกมาเป็นรองเท้าแล้วใส่ได้จริง ต้องหาวิธีการและเทคนิคในการทำ”

DoiTung x Onitsuka Tiger เมื่อผ้าทอมือไทยไปอยู่บนรองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นอายุ 72 ปี
DoiTung x Onitsuka Tiger เมื่อผ้าทอมือไทยไปอยู่บนรองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นอายุ 72 ปี

ตั้งโจทย์ไว้ว่าต้องยั่งยืน

DoiTung เปิดโอกาสให้นักทอผ้าอวดฝีมือลงบนรองเท้าทรงคลาสสิก ได้ออกมาเป็นลวดลายเอกลักษณ์ของผ้าทอไทย เบื้องหลังของความสวยงามคือโจทย์ที่ทั้งสองแบรนด์ตั้งไว้เหมือนกันเสมอมาคือ ‘ผลิตอย่างไรให้ยั่งยืน’ 

นี่ไม่ใช่รองเท้าที่เล่าเรื่องผ้าอย่างเดียว แต่ยังใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และบอกเล่าวิถีที่ยั่งยืนของทั้งสองแบรนด์ด้วย

“เราตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเราต้องเข้าใจว่าธุรกิจส่วนใหญ่กว่าจะผลิตสินค้าออกมาได้ชิ้นหนึ่ง มันต้องแลกด้วยทรัพยากรค่อนข้างมาก เราทุ่มเทมากในการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ในกระบวนการการผลิต เพราะถ้าเราไม่ดูแล ทรัพยากรก็จะหมดไปเรื่อยๆ มีไม่พอให้ลูกหลานใช้กันในอนาคต 

“ความยั่งยืนจึงต้องเกิดจากการเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจ เราเลยเลือกใช้ผ้า Better Cotton ซึ่งเป็นผ้าฝ้ายที่ปลูกแล้วใช้น้ำน้อย ผ้าปริมาณหนึ่งกิโลกรัมจะใช้น้ำน้อยกว่าปกติสามสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือก็เก็บเอาไว้ใช้ในอนาคตได้ เนื้อผ้าที่ทอออกมาก็เหมาะที่จะเอาไปทำรองเท้า

“อีกแบบคือเส้นใยรีไชเคิลจากพลาสติก PET ที่ปกติต้องใช้ทรัพยากรน้ำมันในการผลิตเส้นใยพลาสติก พอเราใช้เส้นใยที่ได้จากการรีไซเคิล เท่ากับว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันในการผลิตเส้นใยนั้น นี่คือมิติความยั่งยืนในการใช้วัตถุดิบทำธุรกิจ วัสดุทั้งสองชนิดก็สอดคล้องกับมิติของ Onitsuka Tiger ที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเหมือกัน

 “ส่วนความยั่งยืนในชุมชน โปรเจกต์นี้เป็นการสร้างงานให้กับคนในพื้นที่ได้ เช่น ถ้าเราทำตรงนี้แล้วมีออเดอร์ มีคนสนใจ คนในพื้นที่โครงการของเราก็จะมีงานทำ โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ที่งานเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เราจะได้ไม่ต้องไปลดเงินเดือนพนักงาน ทำให้เขาสามารถวางแผนชีวิต ว่าจะเติบโตไปในอนาคตได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นแผนในการลงทุน แผนจะส่งลูกเรียนต่อ นี่เป็นสร้างรากฐานของความยั่งยืนให้กับคนในชุมชนได้”

รองเท้าจากผ้าทอมือคอลเลกชันใหม่ เมื่อ ‘DoiTung’ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการผ้าทอ และ ‘Onitsuka Tiger’ รองเท้าแบรนด์แรกในญี่ปุ่น จับมือแปลงโฉมรองเท้ารุ่น Mexico 66 จาก ค.ศ. 1966

เดินไปพร้อมยุคสมัยอย่างไม่ขัดเขิน

เรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับ DoiTung เพราะถือเป็นการร่วมทำงานกับแบรนด์ระดับโลกอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เคยทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์ เช่น IKEA, MUJI, Converse และครั้งสุดท้ายที่พวกเขาทำ Collaboration กับแบรนด์รองเท้าก็มากกว่าสิบปีมาแล้ว

“คนรู้จัก DoiTung ในนามแบรนด์แฟชั่น ทำงานเสื้อ งานเซรามิก งานกระดาษสา จริงๆ งานเหล่านี้ที่เราเห็นมันเป็นงานแบบดั้งเดิมที่ได้เห็นทั่วๆ ไป เอากระดาษสามาทำเป็นสมุด เป็นพัด เซรามิกก็เป็นเครื่องใช้ภายในบ้าน งานหัตถกรรมก็ทำเป็นเสื้อ กางเกงม้ง ผ้าพันคอ ปลอกหมอน แต่พอเราขยับมาทำตรงนี้ คนก็จะเริ่มเห็นแล้วว่ามันมีอะไรแปลกใหม่ เรากำลังพยายามทำให้เกิดความโมเดิร์น

รองเท้าจากผ้าทอมือคอลเลกชันใหม่ เมื่อดอยตุงผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการผ้าทอ และ โอนิซึกะ ไทเกอร์ รองเท้าแบรนด์แรกในญี่ปุ่น จับมือแปลงโฉมรองเท้ารุ่น Mexico 66 จาก ค.ศ. 1966

“นี่คือการเปลี่ยนภาพของ DoiTung จากงานคราฟต์ เราก็ทำให้จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เรายังทำงานผ้าเหมือนเดิม ทำงานเซรามิกเหมือนเดิม แต่อยากจะทำด้วยวิธีใหม่ๆ เราเลยหวังว่าการร่วมงานกันในครั้งนี้จะเป็นการแสดงให้เห็นว่าเรากำลังทำสิ่งใหม่ๆ

“การบริหารธุรกิจอะไรก็ตามมันยากตรงที่ทำสินค้าและบริการอย่างไรให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค ทำเสร็จแล้วไม่มีใครซื้อก็ไปต่อไม่ได้ มันตายเลย พอเรารู้อย่างนี้ก็ต้องมานั่งคิดแล้วว่าเราจะเข้าไปหาคนเจนวาย เจนซีได้อย่างไร เราพยายามปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ดูทันสมัยและน่าสนใจมากขึ้น การร่วมงานกับ Onitsuka Tiger ก็เป็นหนึ่งทางที่ทำให้เราปรับอิมเมจของตัวเองได้”

“Enjoy the journey”

‘Enjoy the journey’ หม่อมหลวงดิศปนัดดาเชื่อแบบนั้น

“ผม Enjoy the journey เพราะผมได้ทำกับพาร์ตเนอร์ที่ผมอยากทำ เราได้เดินไปหาเขา และเขาก็เปิดประตูรับเราเป็นอย่างดี แล้วเราก็มีความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีมากๆ ตั้งแต่การเดินทางครั้งแรกจนถึงตอนนี้

“ผมไม่อยากให้การทำงานกันจบลงที่ครั้งนี้ครังเดียว อยากจะร่วมงานกันต่อไปอีก สิ่งสำคัญที่สุดคือกระแสตอบรับ เราต้องมานั่งดูว่าวิธีการที่เราทำด้วยกัน แผนที่เราวางเอาไว้ มันตอบโจทย์ลูกค้าหรือเปล่า อาจต้องกลับมานั่งคุยกันอีกว่าปีหน้าจะทำอะไร 

“Onitsuka Tiger ไม่ได้ทำเฉพาะรองเท้า แต่ยังมีแฟชั่นอื่นๆ ด้วย นี่เป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะทำให้เราเติบโตควบคู่กันไปได้ บนความเชื่อที่เหมือนกัน บนระบบการทำงานที่มีจังหวะที่ดี การทำงานกับบริษัทระดับโลกทำให้เราได้เรียนรู้วิธีและหลักการทำงาน ในมุมมองผม นี่คือการเตรียมตัวที่จะทำต่อไปเรื่อยๆ ทำอย่างไรให้แบรนด์ของเราไปสู่ตลาดระดับโลกให้ได้

“เรามีความคาดหวังต่อผลลัพธ์ที่จะออกมา มันต้องฮิต คนต้องซื้อ ต้องขายหมด แต่เราก็ควบคุมไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือสนุกกับการเดินทางทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนที่เราออกแบบ ตั้งแต่เราไปคุยกับเขา จนคิดคอนเซปต์พีอาร์ มันคือสิ่งที่เราทำได้อย่างเต็มที่ และทำให้ดีที่สุดได้ ดีไซเนอร์ของเราทำดีที่สุด ป้าๆ ของเราทำดีที่สุด และเราก็ผสมผสานการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างดีที่สุด” 

ทั้งหมดนี้เพื่อให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดอย่างที่ทุกคนได้เห็น

รองเท้าจากผ้าทอมือคอลเลกชันใหม่ เมื่อดอยตุงผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการผ้าทอ และ โอนิซึกะ ไทเกอร์ รองเท้าแบรนด์แรกในญี่ปุ่น จับมือแปลงโฉมรองเท้ารุ่น Mexico 66 จาก ค.ศ. 1966

ภาพ : DoiTung

DoiTung x Onitsuka Tiger

ดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่ www.onitsukatiger.com/th

Line ID : @doitung_lifestyle

หรือ Onitsuka Tiger Global Flagship Store สยามสแควร์วัน

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load