28 มิถุนายน 2562
30.44 K

เคเลบ จอร์แดน เป็นคนไทย ถ้ามองแค่ภายนอกต้องคิดว่าเป็นชาวต่างชาติร้อยเปอร์เซ็นต์

จากคนที่หาอะไรในชีวิตไม่ได้ อยู่ๆ วันหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าพระเจ้าบอกให้เขาก้าวเข้าไปใน ‘โลกของกาแฟ’  

เขาปลูกกาแฟอยู่บนดอยมณีพฤกษ์ จังหวัดน่าน มานานถึง 15 ปี 

เริ่มจากไม่มีอะไรเลย จนทุกวันนี้กาแฟของเคเลบ จอร์แดน ได้รับการยอมรับว่าเป็นกาแฟไทยที่ดีอันดับต้นๆ ของไทย ได้รับรางวัลติด 1 ใน 3 การประกวดเมล็ดระดับประเทศ คะแนนดีเทียบเท่ากาแฟชั้นนำของโลก

โอกาสที่จะได้ขึ้นไปหาเคเลบถึงไร่บนดอยมณีพฤกษ์ไม่ได้มีบ่อยมากนัก วันหนึ่งเพื่อนในวงการกาแฟแจ้งข่าวดีว่ากำลังจะขึ้นไปจังหวัดน่านเพื่อไปพบกับเคเลบ ผมไม่มีทางที่จะปล่อยให้โอกาสไปพบเขาครั้งนี้หลุดลอยไปแน่

เดินทางออกจากอำเภอเมืองน่านแต่เช้าตรู่ รถยนต์ไต่ระดับความสูงมาถึงที่ระดับ 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ข้างบนอากาศดีกว่าในเมืองมาก ทั้งตัวเลขฝุ่นละอองและตัวเลขอุณหภูมิ เราจอดรถที่หัวมุมถนนดินลูกรัง ก่อนที่จะต้องเดินเท้าต่อไปอีกไม่ไกล บ้านไม้ภายนอกดูคล้ายกันทุกหลัง เหมือนสร้างด้วยช่างคนเดียวกันทั้งหมู่บ้าน วางตัวเรียงรายไล่ลงไปตามเนิน 

หนึ่งในบ้านหลังนั้นเป็นบ้านของเคเลบ จอร์แดน นักพัฒนากาแฟผู้สร้างโรงคั่วกาแฟ Gem Forest ชื่อที่มาจากความหมายเดียวกันกับชื่อหมู่บ้าน

เคเลบ จอร์แดน ฝรั่งบนดอยผู้ใช้กาแฟพัฒนาชีวิตคนเผ่าปรัยและชวนกันสร้างกาแฟดีระดับประเทศ

ฝรั่งบนดอย

เคเลบ จอร์แดน ฝรั่งบนดอยผู้ใช้กาแฟพัฒนาชีวิตคนเผ่าปรัยและชวนกันสร้างกาแฟดีระดับประเทศ

หมู่บ้านมณีพฤกษ์เป็นหมู่บ้านของคนปรัย หนึ่งในชาติพันธุ์ลัวะที่อาศัยอยู่บนดอยนี้มาแต่ดั้งเดิม เดาได้ไม่ยากว่าบ้านไหนน่าจะเป็นบ้านของเคเลบ ภายนอกทุกหลังดูคล้ายกันไปหมด แต่หลังหนึ่งที่มีเตาอบพิซซ่าและกองฟืนกองใหญ่อยู่หลังบ้าน ต้องเป็นบ้านเขาไม่ผิดแน่นอน

เคเลบออกมาต้อนรับที่หน้าบ้าน ชายไทยเชื้อสายอเมริกันรูปร่างสูงใหญ่ ผมหยิกฟู ยิ้มใจดี ก่อนชวนเราเข้าไปดื่มกาแฟข้างใน กว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ก็ใกล้เวลาเที่ยง ภรรยาของเคเลบกำลังเตรียมอบขนมปังและทำสปาเกตตี้กินเป็นอาหารกลางวันพอดี พวกเราถูกเชิญให้กินอาหารกลางวันร่วมกัน 

ระหว่างรออาหารผมเลยได้นั่งคุยกับเคเลบถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต และสิ่งดลใจให้เขาเริ่มทำกาแฟ

“ผมเกิดและโตที่นี่มาตลอด พ่อกับแม่ของผมมาอยู่บนดอยตั้งแต่ปี 2520 พวกเขาเป็นมิชชันนารี เลือกมาอยู่ที่นี่เพราะรู้ว่าที่นี่มีชนเผ่าที่ยังไม่เคยมีใครมาสอนเรื่องพระเจ้าก่อน ตอนพ่อมาใหม่ๆ ยังไม่มีถนน ทุรกันดาร องค์กรของพ่อเน้นเอาข่าวดีของพระเจ้าไปเล่าให้คนที่ไม่เคยได้ยินฟัง

“คนไทยในเมืองเขาได้ยินมาแล้ว คนบนดอยเขายังไม่ได้ยินก็อยากเล่าให้เขาฟังเผื่อเขามีโอกาสเชื่อ องค์กรก็เลยแนะนำว่าเผ่าปรัย หนึ่งในชนชาติลัวะ ยังไม่เคยมีใครสอนนะ เขาก็เลยเลือกที่นี่ พ่อเลยขึ้นมาสำรวจ แต่ก่อนบนดอยเป็นเขตสีแดง ยังรบกันอยู่ ตอนพ่อมาใหม่ๆ คอมมิวนิสต์ยังอยู่ มีหมู่บ้านเดียวที่เข้าหาได้ คือบ้านแพะกลาง สมัยนั้นต้องนอนฟังเสียงระเบิดทุกคืน (หัวเราะ)” เคเลบเล่าย้อนถึงอดีตด้วยภาษากลางเจืออู้คำเมืองเล็กน้อย

โบสถ์ที่เป็นโรงคั่วกาแฟ

“ผมเข้าโรงเรียนที่อำเภอทุ่งช้างตอนเป็นเด็ก แล้วไปเรียนต่อโรงเรียนนานาชาติที่เชียงใหม่ จบแล้วเรียนมหาวิทยาลัยที่รัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา ตอนไปผมก็ไม่รู้จะทำอะไรกับชีวิต เลยเรียนสลับกันไปเรียนทั้งวิศวะเครื่องกล เรียนภาษาศาสตร์ เรียนศิลปะ เรียนหลายอย่าง ไม่รู้ว่าเราจะเอาปริญญาอะไรดี เลยออกไปฝึกงานที่โบสถ์ ฝึกงานที่นั่นเหมือนกับเรียนฟรี เรียนครึ่งวัน อีกครึ่งวันทำงาน แล้วงานที่เขาให้ทำคือคั่วกาแฟ

“ที่มีโรงคั่วกาแฟอยู่ในโบสถ์เพราะว่าเขามีโปรแกรมสอนพระคัมภีร์ เขาอยากให้เป็นโปรแกรมเรียนฟรี และพอดีว่าโบสถ์ได้เครื่องคั่วกาแฟมา เขาก็เลยตัดสินใจคั่วกาแฟขายเพื่อให้มีรายได้ ให้ทุกคนอยู่ฟรีเรียนฟรี 

“มีเด็ก 20 คนอยู่ด้วยกัน คั่วกาแฟด้วยกัน ตอนผมเข้าไปเขาเพิ่งเริ่มได้สามสี่ปีเอง สมัยนั้นยังไม่มีใครรู้อะไรเกี่ยวกับกาแฟมากนัก วงการกาแฟยังไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรเลย กูเกิลหาอะไรก็ไม่เจอ สมาคมกาแฟพิเศษ (SCA : Specialty Coffee Association) มีแล้วนะ แต่เพิ่งตั้งใหม่เอี่ยมเลย (หัวเราะ) 

“ผมอยู่กับโบสถ์ได้ 1 ปี เขาให้ผมเป็นหัวหน้าฝ่ายคั่ว ผมก็เลยตัดสินใจสละเวลา 1 วันต่ออาทิตย์เป็นวันศึกษากาแฟ ตอนนั้นคิดว่าเราน่าจะทดลองอะไรบ้าง เราคิดออกแค่ว่าถ้าแต่ละครั้งคั่วไม่เหมือนกันรสชาติก็ต้องไม่เหมือนกัน เลยทดลองลองคั่วหลายๆ แบบ ลองชงแล้วชิม ทำทุกอย่าง พยายามศึกษาเอง เน้นทดลองเอง อ่านหนังสือด้วย อ่านสิ่งที่คนอื่นพบเจอด้วย จนสุดท้ายเราเข้าใจกาแฟแต่ละตัวดีมากเลย

“เราก็ส่งคนคั่วคนหนึ่งไปแข่งงานคั่วกาแฟที่จัดโดยสมาคมคั่วกาแฟของเขา ปรากฏว่าคนที่เราส่งไปก็ได้ที่หนึ่งเลยในครั้งแรก”  เขาเล่าพลางหัวเราะ

พระเจ้าช่วย

เคเลบเป็นลูกชายของมิชชันนารี ก่อนหน้านี้เขาเหมือนจะได้เพียงแค่รู้เรื่องพระเจ้าจากสิ่งต่างๆ รอบตัว แต่ไม่ได้เชื่อ จนเมื่อเกิดบางสิ่งขึ้นในชีวิต ก็เป็นจุดพลิกผลันกับเรื่องราวทั้งหมดของเขาหลังจากนั้น

“เราก็รู้เรื่องพระเจ้าตั้งแต่เป็นเด็ก ถามว่าเชื่อมั้ย ก็เชื่อ แต่ยังไม่ได้เอาแบบวางใจกับพระเจ้าจริงๆ นึกออกไหม ที่เริ่มเชื่อในพระเจ้าก็คิดเรื่องชีวิตนี่แหละ เราทำอะไรกับชีวิตตัวเองอยู่ กำลังเริ่มรู้สึกว่าชีวิตไม่มีเป้าหมาย เพื่ออะไรก็ไม่รู้ สุดท้ายก็สงสัยขึ้นมาว่าเราเชื่อพระเจ้าจริงๆ รึเปล่า

“พอถึงจุดหนึ่งที่เรียนมา 2 ปีแล้วตัดสินใจ โอเค ถ้าพระเจ้ามีจริง เราก็จะเอาทุกอย่างในชีวิตให้พระเจ้าตัดสินว่าเราต้องทำอะไร

“หลังจากนั้นเราก็เหมือนฝันบ่อยมากว่าเราต้องกลับไปอยู่เมืองไทย ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยวางแผนอย่างนั้น ก่อนนั้นคือวางแผนจะทำงานวิศวะ หาเงินอยู่ที่นั่น แต่พอคิดว่ายกชีวิตให้พระเจ้าตัดสินหมดเลยว่าจะทำอะไร พระเจ้าก็ส่งสัญญาณบอกเราชัดอยู่ว่าอยากให้เรากลับไทย และเราก็รู้สึกในใจว่ามันจริง มันเป็นทางที่ถูกต้อง

“ตอนที่กำลังจะไปใช้เงินทุกบาทที่มีซื้อตั๋วเครื่องบิน One way ไปเมืองไทย ไม่รู้จะจบยังไง มันก็เสียวๆ อยู่นะ เราบ้ารึเปล่าเนี่ย เคยคิดอยู่”

ก่อนกลับไทยไม่กี่อาทิตย์ เคเลบประสบอุบัติเหตุจากการขี่จักรยาน สมองได้รับการกระทบกระเทือนที่เขาเองใช้คำว่า ‘เละ’ จากภาพสแกนสมองที่เห็นความเสียหายไปซีกหนึ่ง ทางโรงพยาบาลบอกให้เรียกญาติมาด่วน เพราะเขาอาจจะเหลือเวลาอีกไม่มาก คนที่โบสถ์ก็ร่วมกันสวดอธิษฐานต่อพระเจ้า พร้อมยอมรับและทำใจ แต่สุดท้ายไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น เคเลบกลับอาการดีขึ้นจนหายดีในที่สุด ทำเอาหมองงกันไปหมด 

ผมสังเกตได้ว่าเคเลบเลี่ยงที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ดูเป็นเรื่องปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติ และทำให้มันดูเป็นเรื่องราวการบาดเจ็บและหายแบบธรรมดา แต่ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เขาเชื่อในพระเจ้าแล้วอย่างเต็มใจ

เคเลบ จอร์แดน ฝรั่งบนดอยผู้ใช้กาแฟพัฒนาชีวิตคนเผ่าปรัยและชวนกันสร้างกาแฟดีระดับประเทศ

ช่วยพระเจ้า

“ตอนกลับมาผมไม่ได้วางเป้าเล่นเรื่องกาแฟ แต่เป้าหมายชีวิตตอนแรกคือรับใช้พระเจ้า พอเรารู้จักพระเจ้าเราก็อยากทำอะไรในชีวิตที่เป็นประโยชน์ ตอนแรกปรึกษากับพ่อผมว่ามีอะไรที่ผมจะช่วยคนปรัยได้รึเปล่า 

“พ่อผมก็บอกว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของคนปรัยคือไม่มีอาชีพที่หาเลี้ยงชีพใกล้ตัว ทางเลือกเดียวคือไปทำงานที่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ทำให้ครอบครัวแตกแยกกัน สังคมก็ไม่ค่อยสมบูรณ์ ถ้าจะสอนเรื่องพระเจ้า คนก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน หนีไปทำงานหมด ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นก็ไปทำงานต่างจังหวัด หรือบางครั้งพ่อก็จะไปทำงานต่างประเทศ หายไปเป็นปีสองปี ลูกก็โตโดยไม่มีพ่อ ก็เลยเริ่มมีปัญหาในสังคมเยอะ 

“ตอนแรกคิดว่ากลับมาจะช่วยพ่อแปลพระคัมภีร์ แต่พ่อก็เสนอขึ้นมาว่า ไหนๆ รู้เรื่องกาแฟอยู่แล้ว ทำไมไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ ทำอะไรที่จะช่วยให้ชาวบ้านมีอาชีพยั่งยืน

“พอได้ยินพ่อบอกแบบนั้นเลยนึกถึงตอนไปเรียนที่โบสถ์ รอบๆ ตัวเราตอนนั้นก็อยู่กับคนที่ตามพระเจ้าเหมือนกันกับเรา เลยคิดขึ้นมาว่าหรือกาแฟนี่อาจจะเป็นอะไรสักอย่าง อาจจะเป็นเครื่องมืออะไรสักอย่างที่ช่วยคนได้ 

“พอกลับมาเมืองไทยเราก็เห็นว่ากาแฟยังไม่ค่อยดีนะ ยังไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับมัน เราเห็นกาแฟดีๆ มาจากอเมริกา เรารู้ว่ามันมีความเป็นไปได้อะไรบ้าง เรารู้ว่าถ้าทำดี ๆ จะเจอรสชาติยังไงบ้าง แบบที่คนชอบกาแฟเขาต้องการ

“โอเค งั้นลองดู 3 ปีแรกแค่ทดลองเอง ไม่ได้แนะนำใครให้ใครปลูกเลย ความจริงเขาก็ขอปลูกด้วย แต่ผมไม่ให้ปลูก ผมบอกว่ารอให้ผมลองดูก่อนว่ามันดีหรือไม่ดีก่อน” เคเลบเล่า

ขอแค่กล้า

“ตอนนั้นมีโครงการของป่าไม้แจกต้นกล้ากาแฟสายพันธุ์คาติมอร์ให้ชาวบ้าน แต่แค่แจกกล้าไม่ได้สอน พอชาวบ้านปลูก แล้วตอนหลังมารู้ว่าต้องรอ 3 ปีกว่าจะได้กิน เขาก็ฟันทิ้ง กล้ากาแฟ 14,000 ต้นหายเกลี้ยง อย่างน้อยปลูกกะหล่ำ 3 เดือนก็ได้แล้ว

“มีบางคนที่เก็บต้นกาแฟไว้อยู่บ้างนะ แต่มันก็ไม่มีตลาด ไม่มีใครคิดว่ากาแฟจะมีอนาคตหรอก ผมก็เลยคิดว่าอากาศอย่างนี้น่าจะปลูกกาแฟได้ 

“ผมคิดว่าต้องหาสายพันธุ์อื่นมาทดลองปลูกเพิ่ม เสิร์ชกูเกิลเล่นๆ เจอคนที่เขากำลังทดลองทำกาแฟสายพันธุ์ปานามา เกอิชา (กาแฟที่ดีติดอันดับต้นๆ ของโลก) ตอนนั้นเกอิชายังไม่ดังเลยนะ เลยอีเมลขอมาลองปลูก เขาก็ส่งไปรษณีย์มาให้ สุดท้ายมันไม่งอกบ้าง เป็นราบ้าง ตายเรียบ เหลือแค่ต้นเดียว หลังจากนั้นเกอิชาดังมาก ขอไปอีกทีเขาก็ไม่ให้แล้ว (หัวเราะ)

“ตอนนั้นอยากได้กาแฟสายพันธุ์อื่นๆ มาลองปลูก เขียนอีเมลหาทั้งแอฟริกา ไม่มีใครตอบเลย เลยเริ่มอธิษฐานขอกับพระเจ้า

เคเลบ จอร์แดน ฝรั่งบนดอยผู้ใช้กาแฟพัฒนาชีวิตคนเผ่าปรัยและชวนกันสร้างกาแฟดีระดับประเทศ
เคเลบ จอร์แดน ฝรั่งบนดอยผู้ใช้กาแฟพัฒนาชีวิตคนเผ่าปรัยและชวนกันสร้างกาแฟดีระดับประเทศ

แล้วพระเจ้าก็พาคนคนหนึ่งมา

“วันหนึ่งผมออกมาจากไร่กลับมาบ้าน เจอคนคนหนึ่งรออยู่ที่หน้าบ้าน เขาบอกได้ยินมาว่าผมกำลังหาเมล็ดกาแฟอยู่ใช่ไหม แล้วเขาก็พาไปเก็บที่สวน เมื่อก่อนแปลงของเขาถูกใช้เป็นแปลงทดลองสายพันธุ์กาแฟขององค์กรหนึ่ง องค์กรนี้เอากาแฟหลายพันธุ์มาลงแปลงทดลองปลูก แต่ตอนนี้ข้อมูลเดิมมันหายไปหมด มันไม่รู้ว่าพันธุ์ไหนเป็นพันธุ์ไหน เราเห็นมันปลูกเป็นแถว เป็นคนละสีคนละทรงต้นไปหมด เราก็เลือกมั่วๆ เอาอันที่สวยๆ

“หลังจากนั้นก็เริ่มได้มาจากที่ต่างๆ เอามาลองปลูกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่กล้าให้ชาวบ้านปลูก ต้องรอดูว่าแข็งแรงไหม อร่อยไหม ให้มันแน่ใจว่าดีก่อน

“แต่สุดท้ายเราก็เลือกพันธุ์ที่เหมือนจะมีอนาคตคือ จาวา กับอีกพันธุ์ที่ผสมมาจากหลายพันธุ์ เลยตั้งชื่อใหม่ว่า ‘ซิรินา’ ตามชื่อลูกสาวของผม สองพันธุ์นี้อร่อยและทนทาน ถึงได้เริ่มให้ชาวบ้านปลูกตาม

“ช่วงแรกเราก็จัดอบรมบ้าง การปลูก การดูแลรักษา ช่วงแรกมีบางคนที่สนใจ แต่หลายคนก็ยังไม่สนใจเพราะยังไม่เห็นเกิดผล เริ่มมีมาสนใจตอนเห็นสวนผมออกลูกปีแรก เขาก็เริ่มอยากปลูกเอง แต่เขาก็กลัวว่าเขาจะปลูกแล้วไม่มีใครซื้อ 

“แต่วันหนึ่งมีคนจากกรุงเทพฯ มาดูเกอิชาและพันธุ์อื่นที่ผมปลูก ชาวบ้านก็มาถามผมว่าแขกกรุงเทพฯ เป็นใคร เขามาทำไม เขาขับรถมาตั้งจากกรุงเทพฯ มาดูกาแฟเพราะเขาอยากซื้อ นั่นเปลี่ยนมุมมองเขาหมดเลยนะว่าขนาดนั้นเลยเหรอ ตอนแรกเขาคิดว่าปลูกแล้วจะไม่มีใครสนใจ แต่นี่ขับรถมาตั้งจากกรุงเทพฯ แค่ดูเกอิชา ขนาดยังไม่ออกลูกก็มาดูแล้ว น่าจะมีอนาคต หลังจากนั้นทุกคนก็เริ่มปลูกกัน พอเริ่มได้ผลผลิตผมก็ทำโรงสีเล็กๆ ไว้ให้เขา ที่นี่ เขาก็อุ่นใจว่าจะมีคนรับซื้อตลอด จะมีอนาคต แต่ตั้งแต่แรกผมกะว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 ปี กว่ามันจะไปเองได้ ตอนนี้กำลังปีที่ 15 พอดีเลย”

สู้กับขิง

“แต่ปัญหาคือขิงมาปุ๊บ เขาได้เงินเร็วกว่า ปลูกขิงได้เงินเร็ว เขาก็เลยเอากาแฟไว้เป็นตัวรอง ทุ่มเทเวลากับขิงหมดเลย ซึ่งขิงนี่ปลูกยาก เสี่ยงเยอะ ต้องลงทุนเป็น 2 เท่าของกาแฟ แต่บางครั้งราคามันดีเขาก็ได้เงินคืนเร็ว เขาก็อยากซื้อรถ อยากซื้อบ้าน ทำบ้านใหม่ เขาก็เลยใช้เวลากับขิง บางคนก็แทบไม่มีเวลาดูแลกาแฟ

“ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าขิงมันอันตรายเท่าไร แต่ขิงมันทำลายป่าเยอะ ใช้ยาใช้เคมีเยอะ ก็ไม่ค่อยอยากให้ปลูกขิง ดีอย่างเดียวคือได้เงินไว แต่ไม่ยั่งยืนเลย 

“ขิงปลูกซ้ำที่เดิมไม่ได้ ปลูกแล้วต้องรอ 20 ปี กว่าดินจะกลับมา เพราะมันเป็นโรคครับ เป็นขิงพันธุ์อุตสาหกรรมที่แพ้โรคง่าย ต้องใช้ยา ใช้เคมีหลายอย่าง ใช้เยอะมาก ไม่งั้นขิงก็จะตาย ถ้าโรคเข้าในขิงปุ๊บจะตายทั้งสวนเลย เรียบร้อยเลย ต้องปลูกที่ใหม่ตลอดเพื่อเบิกป่าใหม่ๆ ป่าหมดเกลี้ยง อันนี้เป็นปัญหาที่มาทีหลัง

“ที่ดินที่ปลูกขิงไม่ได้แล้วผมก็บอกให้เขาปลูกกาแฟ อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ที่เปล่าๆ จะไปเปลี่ยนความคิดเขาให้เลิกปลูกขิงทันทีเลยก็ไม่ได้ แต่อย่างน้อยให้มีอะไรรองรับหลังหลังจากที่ดินหมดจริงๆ ให้เขามีทางเลือกที่ยั่งยืนได้ เขาก็จะมาเลือกกาแฟ” 

เคเลบเคยบอกว่า ปกติคนปรัยปลูกข้าวโพด แล้วจู่ๆ ก็มีสาเหตุที่ทำให้ทั้งดอยปลูกขิงขึ้นมาพร้อมๆ กัน

“วันหนึ่งมีพ่อค้าขึ้นมาบนหมู่บ้าน พูดประโยคเดียว ‘ปีนี้เรารับซื้อขิงราคากิโลฯ ละ 20 บาท’ แล้วก็หายไปเลย ชาวบ้านกระตือรือร้นกันใหญ่

“เรื่องนี้ทำให้ผมเรียนรู้หนึ่งอย่างกับการพัฒนาเกษตรคือ เห็นหลายองค์กร เห็นหลายหน่วยงาน มาส่งเสริมเกษตรโดยแบ่งความรู้ แบ่งกล้าพันธุ์ แบ่งเมล็ด อบรมรณรงค์อะไรต่างๆ แล้วไม่เกิดผล อันนี้พ่อค้าขายของไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะ กับคำพูดคำเดียว ชาวบ้านหาข้อมูลพันธุ์ว่าต้องใช้พันธุ์ไหนปลูก พันธุ์นี้ต้องใช้ยาตัวไหน ปลูกยังไง เอาจนได้ (หัวเราะ) ทั้งหมดเกิดจากแค่พ่อค้าขึ้นมาพูดคำเดียวเท่านั้น ก็เลยทำให้เราคิด ความจริงกาแฟก็ไม่ต่างกัน เราอยากให้ชาวบ้านปลูกพันธุ์จาวา เราไม่ต้องสอนมาก 

“ผมเลยเขียนราคาคาติมอร์ตอนแรก 20 บาท ราคาจาวา 30 บาท ราคาเกอิชา 40 บาท เขียนไว้ ไม่ได้พูดอะไร ชาวบ้านมาเห็น หลังจากนั้นไม่ต้องทำอะไรเลย เขาก็เพาะกล้าเอง หาพันธุ์เอง คือทุ่มเทเองเหมือนขิงเลย เพราะเขาเห็นว่ามีราคาต่าง มีคนซื้อจริง มันไม่ใช่แบบพ่อค้าที่ขึ้นมาแล้วก็หายไป อยู่ประจำกับเขาจนเขาไว้ใจ

“ตอนนี้ก็ยังใช้กระดานนี้อยู่เลย (หัวเราะ)”

มณีพฤกษ์

“ผมใช้วิธีขายต้นกล้าในราคาต้นทุนให้เขาได้รู้สึกเป็นเจ้าของ ดีกว่าได้รับของฟรีแล้วไม่เห็นคุณค่า แล้วเขาก็ปลูกกัน ปลูกแล้วผมก็รับซื้อ ผมพยายามดูว่าคนอื่นรับซื้อเท่าไร แล้วก็ดูว่าราคาของเราจะต้องแพงกว่าคนอื่นตลอด อยากให้เขาไม่รู้สึกว่าโดนกดโดนเอาเปรียบ เพราะว่าถ้ามีความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นปุ๊บมันแก้ยาก ยิ่งเป็นคนฝรั่งนะ โอ้โห มาเอาเปรียบชาวบ้าน เจอหมด เลยตัดสินใจตั้งแต่แรกว่าจะไม่ยอมให้มีคนอื่นในประเทศซื้อแพงกว่าเรา (หัวเราะ) สุดท้ายก็ขายได้ ของดีก็ขายได้ อยากให้เขารู้สึกว่าของเขามีมูลค่า ไม่ใช่แบบราคาตลาด แต่ต้องเป็นตามราคาที่มันจะขายได้”

เคเลบคุยเรื่องโปรเจกต์กาแฟนี้กับเพื่อนสมัยเรียนที่ช่วยสนับสนุนเงินทุนช่วงแรก เพื่อนำไปรับซื้อกาแฟจากชาวบ้าน พอเริ่มคั่วขายได้ก็หมุนกำไรไปเรื่อยๆ ทุกปีได้กำไรก็เอากำไรไปขยายต่อ ไปสร้างให้ใหญ่ขึ้น

“สิ่งหนึ่งที่ช่วยผมเยอะมากคือมีผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่ง ผู้ว่าฯ ได้ข่าวว่าผมขึ้นมาทำกาแฟเขาก็แปลกใจ ‘เคเลบจบวิศวะจากอเมริกา ทำไมมาทำกาแฟอยู่บนดอย’ เขาสงสัยเลยขึ้นมาคุยกับผม ผมก็คุยกับเขายาวเลย ทำไมมาอยู่นี่ เป้าหมายชีวิตอะไร เขาก็บอกว่า โอ้ โอเค นี่ดีนะ แล้วเขาก็ไปพูดออกวิทยุ ตอนนั้นทุกอาทิตย์มีรายการวิทยุชั่วโมงหนึ่ง แล้วเกือบทุกอาทิตย์เลยเขาก็จะเล่าเรื่องกาแฟที่นี่ สุดท้ายทุกคนในจังหวัดก็รู้เรื่องนี้จากผู้ว่าฯ ร้านกาแฟที่ต้องการใช้กาแฟท้องถิ่นก็เริ่มติดต่อมามากขึ้น

สร้างภาษาเพื่อสอนศาสนา

“ตอนผมขึ้นมาผมร่วมงานกับอาจารย์สอนพระคัมภีร์ เขาเป็นคนตั้งคริสตจักรที่นี่ ทุกวันเสาร์ก็ใช้เวลากับผู้นำในคริสตจักรเพื่อช่วยสอนให้คนหมู่บ้านอ่านพระคัมภีร์ได้เข้าใจด้วยตัวเอง”

เผ่าปรัยมีภาษาเป็นของตัวเอง แต่มีเพียงแค่ภาษาพูด ไม่มีตัวอักษร พ่อของเคเลบเป็นคนที่สร้างภาษาเขียนโดยใช้ตัวอักษรไทยบางตัวมาผสมผสานให้คำพูดเป็นภาษาที่อ่านออกเขียนได้

“เขาอ่านได้หลายคน แต่อ่านไม่ค่อยคล่อง คือเขาไม่ค่อยเห็นคุณค่า เขาไม่ค่อยฝึกอ่าน อ่านพอได้ เป็นสิ่งที่เราพยายามสนใจให้เขาอ่านเขียนเยอะขึ้น

“พี่สาวผมเขาทำงานกับองค์กร SIL เป็นองค์กรเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ที่ทำงานทั่วโลก แล้วโครงการของเขาคือช่วยให้ใช้ระบบการศึกษาสอนภาษา สอนการอ่านเขียนภาษาแม่ตั้งแต่เด็กอายุยังน้อย เด็กจะได้ถนัดอ่านเขียนในภาษาแม่ของเขา เพราะถ้ารอเป็นผู้ใหญ่มันจะยาก 

“ความจริงเวลาเด็กเรียนอ่านเขียนนี่ถ้าเรียนแบบหลักการอ่าน หลักการเขียนในภาษาที่เป็นภาษาแม่ก็จะเรียนรู้ได้เร็วกว่า เพราะว่าภาษากลางไม่ได้เป็นภาษาแม่ ถ้าเราเรียนอ่านเขียนในภาษาที่สองที่สามมันจะจำยาก

“ถ้าได้หลักการอ่านเขียนภาษาตัวเองแล้วก็ค่อยเรียนเป็นภาษาไทยมันก็จะง่ายมาก ตัว ก ก็เป็น ก เหมือนกัน ตัว ข ก็เป็น ข เหมือนกัน นอกนั้นมันแค่รู้จักเพิ่มตัวหนังสือบางตัวเอง”

เครื่องคั่วมันแพง ก็ทำเองมันเสียเลย

เคเลบพาขึ้นไปตรงโรงเรือนเล็กๆ ไม่ไกลจากบ้าน ตรงนี้มีทั้งที่ผสมปุ๋ย และเป็นห้องสตูดิโองานช่างของเขา เหล็กและอุปกรณ์ช่างครบมือจัดอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ผมเข้าใจว่านี่คืองานอดิเรก นักพัฒนากาแฟที่ไหนจะต้องใช้ค้อน สิ่ว หรือที่เชื่อมเหล็ก

“บริเวณนี้เป็นที่จัดประชุมอบรมอะไรต่างๆ ผมวาดผนังด้านหนึ่งไว้เพื่อจะมีอะไรชี้เวลาอธิบายชาวบ้าน เมื่อก่อนผมต้องวาดรูปให้เขาเห็นภาพ วาดรูปที่ไวท์บอร์ด เอ๊ะ ผมต้องวาดซ้ำๆ ตลอด น่าจะให้มีรูปถาวรไปเลย ผมก็เอาปากการ่างไว้ก่อน ภรรยาของผมก็เอาสีมาเพนต์ลง เขาอาจจะไม่เข้าใจละเอียดทุกข้อ แต่ว่าเขาก็เรียนรู้เรื่อยๆ”  เคเลบอธิบายที่มาของผนังด้านหนึ่งในโรงเรือนที่วาดรูปความรู้เกี่ยวกับกาแฟไว้เต็มผนัง 

จนสายตาหันไปมองผนังด้านหนึ่งที่เขียนแปลนแบบคร่าวๆ เหมือนจะเป็นเครื่องคั่วกาแฟ ทั้งอุปกรณ์ช่างและแปลนบนผนังทำให้ผมต้องหันกลับไปมองหน้าเขา

“อย่าบอกนะว่ากำลังทำเครื่องคั่วกาแฟเอง” ผมถาม

“คือเครื่องคั่วมันแพงมาก” เขาพูดพร้อมหัวเราะออกเสียง

เคเลบ จอร์แดน ฝรั่งบนดอยผู้ใช้กาแฟพัฒนาชีวิตคนเผ่าปรัยและชวนกันสร้างกาแฟดีระดับประเทศ
เคเลบ จอร์แดน ฝรั่งบนดอยผู้ใช้กาแฟพัฒนาชีวิตคนเผ่าปรัยและชวนกันสร้างกาแฟดีระดับประเทศ

“คือตอนเริ่มทำกาแฟมันต้องมีตัวอย่างกาแฟที่ถูกคั่ว เพื่อวัดผลสิ่งที่กำลังทำอยู่ กำลังทดลองสายพันธุ์ ต้องมีวิธีรู้ว่าอันไหนอร่อย อันไหนไม่อร่อยใช่ไหม แล้วตอนนั้นไม่มีเพื่อน ไม่รู้ใครที่มีเครื่องคั่ว เครื่องคั่วก็ราคาสูง เราต้องหาวิธีที่จะคั่วเองได้ ก็เลยไปหาเศษเหล็กที่รับซื้อของเก่า ประกอบเครื่องคั่วแบบเอาที่มันคั่วกาแฟได้ ต้นทุนประมาณ 500 บาท (หัวเราะ) ทำเครื่องคั่ว

“ตอนนั้นเราก็แค่ต้องรู้หลักการของเครื่องคั่ว รู้ว่าต้องการให้เครื่องมันทำอะไร แล้วก็สร้างมัน เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เรารู้ว่ากาแฟที่เราทำอยู่เราไปถูกทางรึเปล่า เครื่องแรกที่ทำไว้คั่วกาแฟ ใช้งานอย่างคุ้มเลย” 

คำว่าเครื่องแรกของเคเลบบอกว่า นอกจากพัฒนาสายพันธุ์กาแฟแล้ว เขายังพัฒนาเครื่องคั่วกาแฟของเขาไปด้วย โรงคั่วกาแฟของเคเลบมีเครื่องคั่วที่สามารถคั่วกาแฟขนาดต่างๆ ถึง 3 ขนาด ทั้งหมดเขาลงมือทำขึ้นมาด้วยตัวเอง ใช้ต้นทุนทั้งหมดเท่ากับราคาเครื่องคั่วมียี่ห้อขนาดเล็กสุดที่ขายกันราคาตลาด มองเผินๆ ดูไม่ต่างจากเครื่องคั่วมาตรฐานจากโรงงานเลยแม้แต่นิดเดียว 

“สิ่งนี้ได้มาจากตอนเรียนวิศวะใช่มั้ยครับ” ผมถาม 

การคั่วกาแฟ

“ก็ไม่ได้โดยตรงนะ ของขวัญวันเกิดตอนผมอายุ 3 ขวบพ่อซื้อขวานเล็กให้ ผมก็ใช้แกะไม้ ทำดาบ ทำปืน ทำอะไรจากไม้ ฟันมือตัวเองบ้าง (หัวเราะ) คือชอบหาอะไรทำตั้งแต่เด็ก ชอบประดิษฐ์ของ ผมอาจจะเลือกวิศวะเพราะชอบทำอะไรแบบนี้มั้ง แต่สุดท้าย เราเห็นว่าคนอื่นที่เรียนวิศวะ เขาจบที่งานตรงโต๊ะคอม ผมเลยคิดว่าไม่เอาดีกว่า เราต้องทำงานแบบเดินไปเดินมาได้ หมายถึงอยู่โต๊ะคอมทั้งวันไม่ได้หรอก ก็เลยออกไปเรียนศิลปะ ศิลปะที่เกี่ยวกับเหล็กโดยเฉพาะ ที่โรงเรียนมีคอร์สศิลปะเหล็ก วาดรูปไม่เก่ง เพนต์ไม่เก่ง แต่ชอบงานเหล็ก มีคอร์สเหล็ก ทอง เงิน เครื่องทองเหลือง อะไรแบบนี้ เราชอบตอนนั้นมาก ตอนนั้นเป้าหมายชีวิตก็เปลี่ยนพอสมควร เหมือนพระเจ้ามีแผนที่ดีกว่านี้สำหรับชีวิตเรา”

วิชาศิลปะจากงานเหล็กไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้เคเลบประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ที่เป็นประโยชน์กับการทำกาแฟของเขาเท่านั้น แต่ยังมีงานอดิเรกคือการตีมีด เขาบอกว่า บางทีก็ใช้มันเป็นการระบายอะไรบางอย่าง บางทีก็ใช้สร้างสมาธิ เขาสร้างโรงตีมีดเล็กๆ เอาไว้ แล้วใช้เวลาอยู่กับมันได้เป็นวัน

“ที่จริงก็อยากสอนชาวบ้านด้วย ให้มาตีมีดด้วยกัน เมื่อก่อนคนปรัยมีศิลปินในท้องถิ่น แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว มีแต่คนทำงานเกษตร คนออกไปทำงานที่อื่น คืออยากให้เขาเห็นว่าจริงๆ มันมีทางเลือกกว้างกว่านั้น

“สุดท้ายถ้าสังคมที่ดีที่สมดุล ไม่ควรมีเกษตรกรล้วนๆ หรือวิศวกรล้วนๆ คือต้องมีความหลากหลาย ต้องมีเกษตรกรบ้าง ช่างบ้าง ศิลปิน นักเขียนบ้าง หลายๆ แนวทาง เด็กวัยรุ่นที่เกิดมาใหม่ทุกปีก็จะไม่ใช่ทุกคนมีเป้าหมายอยากเป็นเกษตรกร”

เคเลบ จอร์แดน ฝรั่งบนดอยผู้ใช้กาแฟพัฒนาชีวิตคนเผ่าปรัยและชวนกันสร้างกาแฟดีระดับประเทศ

เพราะเป็นคนในหมู่บ้าน เลยต้องช่วยหมู่บ้าน

ผมถามเคเลบว่า ที่ทำทั้งหมดไม่ใช่ปัญหาของตัวเองเลย ทำไมเขาถึงเลือกแก้ปัญหาให้คนอื่น 

“ก็ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนของสังคม ผมก็เป็นหนึ่งคนในหมู่บ้าน ถ้าหมู่บ้านมีปัญหาก็เป็นปัญหาของผมด้วย ผมก็เป็นสมาชิกหมู่บ้านเหมือนกัน คนอื่นเจ็บผมก็เจ็บด้วย คนอื่นได้ดีผมก็ได้ดีด้วย ก็อาจเป็นเพราะผมโตกับคนปรัยตั้งแต่เกิด อาจจะรู้สึกผูกพันกับเขา เหมือนรู้สึกว่าในใจผมเข้าใจเขา ความจริงผมเข้าใจคนปรัยมากกว่าคนฝรั่งอีก คนอเมริกันนี่ผมไม่ค่อยเข้าใจเลยนะ (หัวเราะ) ไปอเมริกานี่ผมงงเลยอะ ทำไมเป็นอย่างนี้อย่างนั้น รู้สึกไม่เข้าเลย มาอยู่กับคนปรัยรู้สึกมันง่าย เหมือนเรารู้อยู่ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เขาก็รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่

“คนปรัยมีความผูกพันกับสังคมสูงมาก อาจเกิดจากการอยู่ด้วยกันในป่า คือต้องพึ่งพากันจริงๆ คือถ้าเราอยู่กรุงเทพฯ เราไม่ต้องพึ่งใคร อาหารเราก็ไปซื้อเองได้ งานเราก็ทำงานอะไรของเรา คนอื่นก็ทำงานของเขา อยู่แบบอิสระได้ 

ดอยมณีพฤกษ์ จังหวัดน่าน

“แต่คนปรัยเขาต้องพึ่งกันจริงๆ อย่างสร้างบ้านเขาสร้างคนเดียวไม่ได้ เขาต้องมีทีมช่วยกัน ทำไร่ทำสวนก็ทำคนเดียวไม่ได้ต้องมีหลายๆ คนช่วยกัน ทำทีเดียวเลย ตอนนี้เรารุมกันทำไร่ของคนนี้ ก็รุมกันทำ 30 – 40 คน มาทำ ช่วยกันทำให้เสร็จ มันมีการช่วยกัน การคิดแบบเป็นวิธีคิดของคนปรัยนี่ผมว่าดีนะ ไม่เคยมีคนหิวข้าว ไม่เคยมีคนขาด อย่างเขาดูแลกันดีมาก เขาจะไม่ยอมให้มี 1 คนในหมู่บ้านขาดอะไร

“อย่างวันนั้นผมลงข้างล่างแล้วขึ้นมา ลืมเอาข้าวสารมาด้วย ไม่มีข้าวสารกิน เราก็คุยกันสองคนกับภรรยาในบ้านเรื่องลืมเอาข้าวมาเหรอ คุยกันแป๊บเดียว พอดีมีคนเดินผ่านได้ยินเราคุยว่าไม่มีข้าวสาร 5 นาทีก็มีคนมาก๊อกๆ ที่หน้าประตู เอาข้าวสารมาให้ถุงหนึ่ง เขาจะเป็นอย่างนี้ (หัวเราะ) ห่วงกันมาก คือใครป่วยใครเข้าโรงพยาบาลเขาก็จะดูแลกัน เขาไม่ได้มองแต่ละคนต่างหาก แต่เขาจะมองทั้งสังคมเป็น 1 หน่วย” 

ดอยมณีพฤกษ์ จังหวัดน่าน

มันไม่ใช่กาแฟคนใดคนหนึ่ง เป็นกาแฟรวมทั้งหมู่บ้าน

“เรามีดริปกาแฟสาธารณะ ชาวบ้านจะมาชงกาแฟกิน เราก็เอากาแฟวางตรงนั้นตลอด ผมก็สอนดริปให้หลายคน น่าจะประมาณ 20 คน ที่ชงเป็น ส่วนใหญ่มาดริปตอนเช้าก่อนไปทำงาน เขาจะมากินกาแฟกัน  บางครั้งตอนเย็นก็มี คือสร้างเป็นพื้นที่ที่เขาเรียนรู้ได้แล้วก็กินกาแฟของตัวเองได้ด้วย ไหนๆ เราก็สี ตาก คั่วกาแฟ เขาอยู่แล้ว เราก็แบ่งส่วนหนึ่งให้เขามีโอกาสชิมกาแฟของเขาเองกับของหมู่บ้านอื่นเปรียบเทียบกัน บางครั้งเขาก็อยากรู้ว่ากาแฟบ้านคนอื่นกับบ้านตัวเองมันต่างกันยังไง เรายังดีกว่าเขาอยู่มั้ยอะไรแบบนี้”

ในโรงสีเล็กๆ ที่เป็นพื้นที่กลางที่เคเลบใช้สอนและรับซื้อกาแฟชาวบ้าน มีอุปกรณ์สำหรับให้ชงกาแฟวางเรียงรายไว้ บนชั้นด้านหลังมีถุงกาแฟที่มีชื่อเขียนอยู่ที่ซองว่าเป็นกาแฟใครบ้าง ชาวบ้านจะมาหยิบกาแฟชงเมื่อไหร่ก็ได้

“มันอาจจะไม่สำคัญมาก แต่ผมเชื่อว่ามันต้องมีผลกับการเอาใจใส่กาแฟอยู่ ถ้าเรารู้ว่าเพื่อนๆ เราจะมากินกาแฟของเรา เราจะรู้ว่าเป็นของเรานะ เราก็อยากจะทำดีๆ ไม่อยากอายเขาอะ ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้เขาอยากจะทำดีๆ ด้วย” (หัวเราะ)

Gem Forest Coffee

ต่างกันกับชื่อของเจ้าของที่ติดอยู่บนถุงกาแฟสาธารณะสำหรับดริป เวลาเคเลบส่งกาแฟประกวดเขาจะส่งในชื่อของหมู่บ้านมณีพฤกษ์ กาแฟจากมณีพฤกษ์ได้รับรางวัลสุดยอดเมล็ดกาแฟไทยจากสมาคมกาแฟพิเศษไทยในงาน Thailand Coffee Fest คะแนนติดอันดับ 1 ใน 3 และยังได้รับการประมูลในราคาที่สูงมาก นอกจากนั้น กาแฟจากมณีพฤกษ์ยังได้รับการยอมรับจากคนทำกาแฟอีกมากมาย 

“อันที่ผมประกวดนผมก็เอาของหลายๆ คนมารวมกัน เพราะว่าผมไม่อยากเอาเป็นคนใดคนหนึ่งมายกย่องเป็น อ๋อ คนนี้เก่ง คนอื่นไม่เก่ง ไม่อยากให้เป็นภาพแบบนั้น แต่ผมก็เอาของหลายๆ คนในหมู่บ้านมณีพฤกษ์มาเบลนด์รวมกัน บอกเขาด้วยว่าปีนี้เราจะเอากาแฟส่งประกวดนะ ทุกคนก็เหมือนลุ้นๆ อยู่ว่าจะได้มั้ย 

“พอได้รางวัลกาแฟ เขาก็ประมูลมาได้ เงินก้อนที่ได้มาก็เอามาทำระบบน้ำให้ชาวบ้านด้วย คือให้ชาวบ้านเห็นว่ากาแฟทำให้มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่กับแต่ละคน แต่เกิดกับภาพรวมได้ด้วย ไม่ใช่ว่าคนนี้ปลูกกาแฟรวยคนเดียว เราต้องเข้าใจว่าคนปรัยคิดแบบเป็นสังคม เป็นภาพรวม พอเขาเห็นกาแฟเป็นสิ่งที่ช่วยทั้งสังคมทีเดียวเขาก็ชอบ ชอบมาก 

“อยากให้เขาเข้าใจว่ากาแฟที่เขาทุกคนทุ่มเททำ แล้วเห็นมั้ย เนื่องจากทุกคนทำกาแฟดีๆ เนี่ย เราก็ได้รางวัลกลับมา”

เพราะมันไม่ใช่กาแฟคนใดคนหนึ่ง เป็นกาแฟรวมทั้งหมู่บ้าน

ผมบอกเขาว่า ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด

เขาตอบทันทีว่า ไม่ ที่เราคุยกันมันคือภาพใหญ่ มันยังมีปัญหาเล็กๆ อีกหลายอย่างที่ต้องค่อยๆ แก้ไข ที่ผมบอกว่าลงตัวนั้นหมายถึงชีวิตของเขา สิ่งที่เคเลบชอบตั้งแต่เด็ก การไปเรียนที่อเมริกา การที่ไปเจอโบสถ์ที่คั่วกาแฟ (เขาหัวเราะ) การที่กลับมาที่นี่ เจอมณีพฤกษ์ รวมถึงความขวนขวายและความพยายามของตัวเขา

“ผมตามพระเจ้าทีละก้าวเลย ถ้าถามผม 15 ปีก่อนว่าจะเป็นยังไง ผมตอบไม่ถูกเลย นึกภาพไม่ออก ขนาด 10 ปีก่อนก็ยังไม่รู้ว่าจะทำโรงคั่วกาแฟ เหมือนกับถึงเวลาทำพระเจ้าก็บอกว่าถึงเวลาทำแล้ว ก็ทำ เสี่ยงทำดูมันก็ไปเรื่อยๆ มันก็มีอุปสรรค มีสิ่งที่เหมือนเป็นปัญหาใหญ่เกิดขึ้น แต่เราก็รอดู รอคอย นึกถึงพระเจ้าแล้วคำตอบก็จะมา มาตามเวลาที่สมควรเอง

“กาแฟเป็นหนึ่งอย่างที่พระเจ้าให้ผม แต่พระเจ้าไม่ได้บังคับผม แค่เอาของขวัญให้ เอาครอบครัวคนปรัยมาอยู่ในชีวิต เป็นประสบการณ์หนึ่งที่ช่วยให้เรามีมุมมองที่มีอยู่ทุกวันนี้ ให้ของขวัญเป็นความรู้กาแฟ แล้วพระเจ้าก็แค่รอดูว่าผมจะทำอะไรกับมัน จะเอาไปใช้ยังไง”

เคเลบ จอร์แดน ฝรั่งบนดอยผู้ใช้กาแฟพัฒนาชีวิตคนเผ่าปรัยและชวนกันสร้างกาแฟดีระดับประเทศ

Writer & Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ขบฟันกั้นกอดวันทองไว้ ขุนช้างร้องไปชิงไว้หวา

เพชฌฆาตดาบยาวก้าวย่างมา ขุนแผนโถมถาคร่อมเมียไว้

ฉุดคร่าคว้ากันอยู่ดันดึง ฟันผึงถูกขุนแผนหาเข้าไม่

ดาบยู่บู้พับยับเยินไป เข้ากลุ้มรุมฉุดได้ขุนแผนมา

ขุนแผนฮึดฮัดกัดฟันเกรี้ยว บิดตัวเป็นเกลียววางกูหวา

เพชฌฆาตแกว่งดาบวาบวาบมา ย่างเท้าก้าวง่าแล้วฟันลง

ต้องคอนางวันทองขาดสะบั้น ชีวิตวับดับพลันเป็นผุยผง

พอพระไวยถึงโผนโจนม้าลง ตรงเข้ากอดตีนแม่แน่นิ่งไป

หลังจากพระพันวษาทรงสั่งประหารนางวันทองด้วยข้อหาเป็นหญิงหลายใจ เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กับขุนแผนหรือขุนช้าง พระไวย บุตรของขุนแผนกับนางวันทองจึงไปทูลขอชีวิต จนในที่สุดก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เมื่อเจ้ากรมยมราชเห็นคนควบม้ามาพร้อมธงขาวส่งสัญญาณยกเลิก เจ้ากรมกลับคิดว่าพระเจ้าแผ่นดินกริ้วที่ตนสั่งประหารช้า จึงรีบให้เพชฌฆาตตัดคอนางวันทองไปเสียก่อน!?

“อ้าว!!!”

รู้ตอนจบกี่ครั้งก็อดอุทานไม่ได้กับความตายอันน่าสลดของ นางวันทอง โฉมงามผู้เกิดในยุคสมัยที่ไม่อาจเลือกอะไรเพื่อชีวิตตัวเอง

ใครหลายคนคงจดจำตัวละครจากวรรณคดีรักสามเส้าเรื่อง ขุนช้างขุนแผน กันได้เป็นอย่างดี เพราะมีบรรจุอยู่ในวิชาภาษาไทยหลายระดับ แต่น่าเสียดายว่าเป็นการหยิบยกมาเพียงบางช่วงบางตอน นักเรียนจึงไปไม่ถึงจุดจบของเรื่องโดยสมบูรณ์เสียที 

แต่การไปไม่ถึงหน้ากระดาษแผ่นสุดท้าย กลับทำให้เกิดสำนวนที่พูดกันอย่างติดปากมาจนถึงปัจจุบันอย่าง ‘วันทองสองใจ’ ซึ่งมักมีความหมายสื่อถึงพฤติกรรมของผู้หญิงมากรัก เลือกไม่ได้ จิตใจโลเล

ในจุดนี้ ไม่ใช่เราเพียงคนเดียวที่อัดอั้นตันใจจนอยากหยิบปากกามาเปลี่ยนชีวิตของวันทองเสียใหม่ เพราะ มุ เจ้าของผลงานอันโด่งดังเรื่อง วันทองไร้ใจ ที่ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนยอดนิยมอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มการ์ตูนดิจิทัล WEBTOON ขณะนี้ ได้ลงมือเปลี่ยนพล็อตชีวิตของวันทองด้วยตัวเองจนมีผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน มีคนอ่านไปมากกว่า 18.5 ล้านครั้ง! แถมยังมีแฟนคลับนำไปคอสเพลย์กันอย่างจริงจังตั้งแต่ตัวเอกยันตัวประกอบ! ความปังครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีว่า ชีวิตวันทองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

โดยวันทองในเวอร์ชันใหม่ แท้จริงแล้วเป็นสาวยุคปัจจุบันอีกคนที่ตื่นขึ้นมาในร่างของตัวละครในวรรณคดี เธอต้องเผชิญหน้ากับตัวละครอีกมากมายที่เคยได้ยินชื่อ ไม่ว่าจะเป็น สายทอง หรือนางศรีประจัน รวมถึงโจทก์หัวใจอย่าง ขุนช้าง และ ขุนแผน

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ ความน่าสนใจของเรื่องยังไม่ได้หยุดเพียงว่า สาวหลงยุคคนนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตที่ถูกบังคับให้อยู่กับขนบธรรมเนียมและแนวคิดแบบเดิม ๆ แต่เธอจะทำอย่างไรไม่ให้จบชีวิตลงที่ลานประหารต่างหาก!

เราชวนคุณมุพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองด้านวรรณคดีจากคนที่เรียนเอกภาษาไทย รวมถึงเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และความอัดอั้นตันใจที่นำมาสู่การสร้างเนื้อเรื่องและตอนจบรูปแบบใหม่ของตัวเอง

ต่อจากนี้ วันทองไม่ต้องโดนหาว่าสองใจอีกต่อไป เพราะเธอจะไร้ใจไปเลย!

ว่าแต่ทำไมวันทองต้องไร้ใจด้วย

เป็นการตั้งล้อสำนวนวันทองสองใจค่ะ ในเรื่องคือเลือกไม่ได้ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง เราเลยไม่เอาทั้งสองคน ก็ไร้ใจไป แต่ถ้าไม่เอาเลยสักคนจริง ๆ เรื่องนี้คงอยู่ WEBTOON หมวดโรแมนซ์ไม่ได้ (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

คุณไม่ชอบเนื้อเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แบบเดิม เลยเขียนเวอร์ชันใหม่

ต้องเล่าก่อนว่า ตอนนั้นติดอ่านนิยายจีน ชอบอ่านแนวทะลุมิติเข้าไปในนิยาย หรือแนวทะลุมิติเข้าไปแก้ไขชีวิตตัวเอง ก็เลยคิดว่าของไทยน่าจะมีบ้าง เลยนึกถึงวันทองขึ้นมา เรื่องแรกเป็นแนวทะลุมิติเหมือนกันค่ะ แต่เป็นเรื่องจีน ก่อนหน้านี้เขียนให้ Comico Thailand ตอนนั้นอยากล้อว่ามีแนวทะลุมิติเยอะ ก็เลยเอาทุกคนมาทะลุมิติหมดเลย แนวเบาสมอง ชื่อ เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

ส่วนเรื่อง วันทองไร้ใจ คือเราคิดว่าพวกตัวเอกของเรื่องแนวนี้มักจะชีวิตรันทด ไม่ได้รับความยุติธรรม วันทองก็เข้าแก๊ปอยู่นะ จริง ๆ เคยมีคนเขียนนิยายเกี่ยวกับวันทอง หรือคนอื่นทะลุมิติที่เป็นตัวละครใน ขุนช้างขุนแผน อยู่แล้ว เราไม่ใช่คนแรกที่เขียน แต่ตอนที่เราอ่าน ขุนช้างขุนแผน เหมือนเราดูละครแล้วขัดใจ ทำไมนางเอกต้องตายด้วยล่ะ! ไม่ได้ผิดสักหน่อย! เราเลยอยากให้วันทองได้มีสิทธิ์มีเสียง ได้แก้ไขชีวิตตัวเอง เพราะเธอคือนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกคนหนึ่ง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
การ์ตูนเรื่อง เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

แสดงว่าจริง ๆ แล้วมีนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกหลายคน

ใช่ค่ะ

หลายคนมองว่า โมรา กากี ก็กลายเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายใจไปเหมือนกัน

ไม่คิดว่าทั้งสองเป็นตัวแทนผู้หญิงหลายใจ แต่เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เลือกอะไรไม่ได้เลยมากกว่า อย่างโมรา สะท้อนชีวิตสมัยก่อนที่ผู้หญิงต้องขึ้นอยู่กับผู้ชาย ผู้ชายเก่ง ฉันก็รอด ถ้าผู้ชายไม่เก่ง ฉันก็ตายตาม โมราเลยดิ้นรนให้อยู่ในความครอบครองของผู้ชายที่เก่งกว่า แต่มันขัดกับศีลธรรมของสิ่งที่สมัยนั้นคิดว่าดีงาม เธอเลยกลายเป็นตัวร้าย เธอเจอผู้ชายคนนี้ก่อนก็ต้องอยู่กับเขาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งเกิดจากผอบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ส่วนกากี อันนี้เป็นพล็อตนิยายอีโรติก (หัวเราะ) ถูกครุฑพาไปอยู่บนวิมานชั้นฟ้า ให้ทำยังไงล่ะ ไม่ยอมแล้วให้กระโดดเมฆตายหรอ แล้วมีคนธรรพ์ไปซ้ำอีก จะให้ทำยังไง เลือกอะไรไม่ได้เลย แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันทองสองใจถึงติดหูคนมากกว่า

อีกอย่างคือเรามีการเอาขนบของทางอินเดียมาด้วยว่า ผู้หญิงต้องผุดผ่อง รักเดียวใจเดียว ถ้าหากสามีตายต้องเผาตัวเองตายตาม เป็นการรับอิทธิพลมา และเมื่อก่อนมีความเชื่อว่าผู้หญิงคือสมบัติของพ่อแม่ แต่งงานไปก็เป็นสมบัติของสามี ผู้หญิงจึงไม่มีแนวคิดว่า เราเป็นคน เป็นตัวเอง ไม่ใช่ของใคร มันก็เลยไปในแนวนั้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เห็นในเรื่อง วันทองไร้ใจ

(หัวเราะ) เพราะว่าเรื่องนี้นางเอกไม่ได้เป็นคนในยุคนั้น เธอเป็นคนยุคปัจจุบันทะลุมิติไป เธอเลยออกมือออกไม้ได้มากกว่า แต่เธอจะไปฉอดทุกคนที่ขวางหน้าก็ไม่ได้ ตรงนี้คือข้อจำกัด เธอต้องอยู่ให้ได้ ถึงไม่อยากประนีประนอมก็ต้องทำหน่อย ไม่งั้นจะถูกหาว่าบ้า

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ฟังแล้วรู้เลยว่าผู้หญิงถูกกดทับในวรรณคดีอยู่บ่อย ๆ

เพราะว่าวรรณคดีเป็นภาพสะท้อนสังคมในอดีต สมัยก่อนสถานะผู้หญิงเป็นอย่างไร ในวรรณคดีก็สะท้อนออกมาเป็นแบบนั้นเลย อย่างตอนนี้ถ้าเทียบกับวรรณคดี สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือผู้หญิงเป็นคนเขียนเองมากขึ้น จากแต่ก่อนที่ผู้ชายจะเป็นคนเขียนวรรณคดี มันก็ช่วยไม่ได้ที่เนื้อเรื่องจะเป็นไปในมุมมองของผู้ชาย แต่ก่อนมีหน้าที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ผู้หญิงต้องอยู่ในบ้าน ผู้ชายอยู่นอกบ้าน ปัจจุบันยังมีบ้าง แต่ก็เปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนผ่านสื่อ ผ่านเรื่องราวของยุคสมัยอย่างที่เราเห็นกัน

ในวรรณคดี สิ่งที่คนเขียนยุคนั้นเขียนออกมาก็สะท้อนเรื่องของคนยุคนั้น พอเราเขียนก็เลยสะท้อนเรื่องของยุคนี้แบบไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน ต่อ ๆ ไปก็จะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มมา เช่น พ่อค้า ชนชั้น เรื่องทาส แต่อันนี้เป็นทาสในสมัยก่อน หรือความคิดที่ว่าเวลาทำงานจะต้องทำถวายหัว มีบางกลุ่มที่คิดแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน แต่อันนี้ต้องรอซีซั่นหน้า

แล้วพอจะมีวรรณคดีหรือนิทานเรื่องไหนบ้างไหมที่ผู้หญิงไม่ถูกกดทับ หรือค่อนข้างมีอิสระมากกว่าที่เรานึกออก

มีเรื่องเดียวเท่าที่คิดออกตอนนี้คือ แก้วหน้าม้า มีสิทธิ์มีเสียงหน่อย มีอำนาจ มีอิทธิฤทธิ์ กำหนดชีวิตตัวเองได้มากกว่า อย่างน้อยก็มากกว่าตัวละครหญิงคนอื่น ๆ 

ตอนที่เขียนเรื่อง วันทองไร้ใจ ขึ้นมา คุณมีเป้าหมายไหมว่าอยากให้ใครมาอ่าน

ตอนแรกคือแค่คนที่อัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ) เธอคิดเหมือนฉันใช่ไหม (หัวเราะ) แต่ตอนที่มีการประกวดวาดการ์ตูนของ WEBTOON ในปี 2020 เขาให้วาดเรื่องแนวไหนก็ได้ เราเลยลองส่งเรื่องนี้ไป แต่ไม่ผ่าน ตอนหลังเขาถึงค่อยมาติดต่อว่าสนใจจะวาดไหม เพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจ ก็เลยได้วาด เรื่องนี้น่าจะได้รับการติดต่อประมาณปี 2021

หลังจากนั้นคุณก็ได้เขียนต่อยาว ๆ เลย แถมลายเส้นยังสวยมากด้วย เริ่มวาดภาพจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

มาเริ่มฝึกตอนที่มีเว็บบอร์ด สมัยมหาวิทยาลัย และมีเพื่อนที่ชอบวาดด้วยกันก็ได้แลกเปลี่ยนผลงานกัน เหมือนเป็นการช่วยกระตุ้นเรา เราก็ได้เรียนรู้กับคนที่เรียนมาโดยตรงหรือกับคนที่วาดมาเยอะกว่า

แต่ตอนอนุบาลก็วาดเป็นงานอดิเรกค่ะ วาดเด็กผู้หญิง ดอกไม้ วาดแล้วมีเพื่อนชมก็ยิ่งวาด พอโตขึ้นมาหน่อยสักประถมก็เริ่มวาดเป็นเรื่อง เขียนเองอ่านเอง เป็นลายเส้นญี่ปุ่นหน่อย เพราะชอบการ์ตูนตาหวาน แรงบันดาลใจตอนวาดก็มาจากคุณพ่อด้วย คุณพ่อวาดให้ดู เราก็วาดตาม

แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย คณะที่เรียนไม่ได้เกี่ยวกับวาดรูปนะคะ เรามาฝึกเอง เปลี่ยนลายเส้นด้วย เพราะตอนแรกก็ไม่ใช่คนวาดสวย ส่วนการเรียนเอกภาษาไทยอาจจะช่วยบ้าง เพราะเราเรียนวิเคราะห์วรรณกรรมมาเยอะ ก็พอมีพื้นฐานการลำดับเรื่อง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

การที่เรียนเอกภาษาไทยคงทำให้คุณต้องคลุกคลีอยุ่กับวรรณคดีเยอะเลย

เยอะค่ะ เพราะต้องเรียนวรรณคดีซ้ำไปซ้ำมาหลายตัวเหมือนกัน คนอื่นเรียน ขุนช้างขุนแผน ช่วงมัธยมครั้งหรือสองครั้ง แต่พอเราเรียนเอกวรรณคดีจึงเอ็กซ์ตร้าเข้าไปอีก ไม่ถึงกับเรียนจนจบหลายรอบ แต่ได้เรียนจนจบและได้เห็นเวอร์ชันที่หลากหลาย

เท่าที่ตกตะกอนมา คุณคิดว่าอะไรคือคุณค่าของวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

ถ้าตามที่เรียนมา มันเป็นความจริงที่วรรณคดีเรื่องนี้บันทึกประวัติศาสตร์ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยนั้นได้ค่อนข้างจะครบถ้วน ถือว่าแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เป็นจักร ๆ วงศ์ ๆ ในรั้วในวัง เรื่องนี้เป็นชีวิตชาวบ้านจริง ๆ 

โดยส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องสนุก ตื่นเต้น มีความลุ้น บางฉากมีความเป็นละคร ดราม่าเหมือนซีรีส์เกาหลีอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น ฉากที่วันทองจะถูกลากไปแต่งงานกับขุนช้าง แล้วขุนแผนจะมาช่วยไหม ฉากนั้นคือลุ้นมาก แต่พออ่าน ๆ ไปปรากฏว่า ขุนแผนมา ไม่สนใจ นางเอกโดนลากเข้าห้องหอ ม่ายยยย!!! มีความเมโลดราม่าหน่อย หรือจังหวะถูกประหาร พระพันวษาให้อภัยแล้ว คนอ่านก็เสียดายเล่น หรืออีกฉากคือ ขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่เพื่อทำกุมารทอง อันนี้จะมีความสยอง เป็นตัวเอกสายดาร์ก

รู้สึกยังไงตอนที่ขุนแผนใช้ความรุนแรง

จริง ๆ แอบตั้งคำถามว่า ทำไมคนแบบนี้ถึงมาเป็นพระเอกได้เนี่ย (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ก็เลยเป็นที่มาของการอยากเปลี่ยนพระเอกของเรื่องหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งค่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องมีพระเอกคนใหม่เลย ตอนแรกจะเอนไปทางให้ขุนช้างเป็นพระเอกด้วยซ้ำ แต่พอเขียน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า ให้มีคนใหม่ไปเลยน่าจะสนุกกว่าในเมื่อเราดัดแปลงใหม่

หรือจริง ๆ แล้ว ขุนแผนไม่มีคุณสมบัติจะเป็นพระเอกแล้ว

(หัวเราะ) ถ้าในความคิดของเราจะให้เขาเป็นพระเอกก็ได้ แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอีกแบบไปเลย วันทองจะต้องเหนื่อยหนักมากในการจะเปลี่ยนผู้ชายสักคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นคนใหม่มาเลยจะได้อีกรสชาติหนึ่ง เราอยากให้เรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัลของเรา ไม่ใช่เอาขุนช้างขุนแผนมารีเมก

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ตอนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา คิดว่าจะมีคนสนใจไหม

ก็แอบคิดว่าน่าจะมีคนสนใจ น่าจะมีคนคิดเหมือนกับเราเยอะนะ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเขียนนิยายมาก่อน ผลตอบรับตอนประกวดถือว่าดีค่ะ มีคนอ่านเยอะกว่าที่คิด มีคนอัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ)

จากวันแรกจนถึงตอนนี้ คุณเดินไปไกลกว่าจุดประสงค์เดิมตอนที่เริ่มเขียนบ้างไหม

ตอนแรกเราคิดแค่เอานางเอกไปฟาดกับผู้ชายสองคนนี้ แต่พอเขียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มใส่รายละเอียดเพิ่ม นางเอกไม่ได้จะไปต่อกรกับขุนแผนเหมือนตอนแรก ๆ เพราะคนที่เธอต้องต่อกรมากที่สุดคือ แม่ศรีประจัน เพราะสุดท้ายคนที่เป็นเจ้าของชีวิตวันทองในตอนนี้คือแม่ ไม่ใช่ขุนแผน เป็น Last Boss ของซีซั่นแรก ด้วยความเป็นแม่ เรายังทำอะไรมากไม่ได้ ต้องหาวิธีอื่นที่จะทำให้เรามีชีวิตอิสระจากเขาได้ โดยไม่ทำให้เขาเจ็บช้ำมากเกินไป 

ตอนที่วาดนางวันทอง มีการใส่ตัวตนของคนวาดลงไปในตัวละครบ้างไหม

นิสัยเราสองคนไม่เหมือนกันเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราไม่ค่อยจะไปฉอดใคร แต่อะไรที่เราอยากทำ เราจะให้ตัวละครทำแทน ถ้าให้เหมือนกัน คือเรื่องทัศนคติว่าเราคิดอย่างไร ซึ่งจะคล้ายกัน มีความเหมือนแค่บางส่วน

ถ้าอย่างนั้นวันทองเวอร์ชันนี้มีต้นแบบมาจากไหน

เหล่าทวิตเตี้ยนทั้งหลายค่ะ ชาวทวิตเตอร์ เราคิดว่าถ้าเป็นคนในทวิตเตอร์จะคิดอย่างไร (หัวเราะ) เป็นเหมือนเฟมินิสต์ แค่บังเอิญเล่นทวิตเตอร์

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พูดถึงการทำงาน ได้ข่าวว่าตอนแรกคุณทำงานแบบโซโลคนเดียว

ตอนแรกทำคนเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ไม่ไหว ตอนนี้เลยมี 3 คน เพิ่มมาทีละคน ๆ ให้เพื่อนมาช่วย ทำทุกอย่างเลยประมาณ 10 ตอนแรก มีแค่เรากับโปรแกรมช่วยบ้าง ใช้ 3D ช่วยทำฉาก หรือใช้หุ่นโมเดลสามมิติก็ร่างได้ไวขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องให้คนช่วยจริง ๆ 

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พวกโปรแกรมก็เรียนรู้การใช้งานเองทั้งหมดเลยไหม

ใช่ค่ะ ยากเอาเรื่อง เรื่อง วันทองไร้ใจ เป็นเรื่องแรกที่ใช้ 3D ประกอบ เพราะเรือนไทยหาโหลดฉากไม่ได้ แล้วเราต้องใช้หลายมุม ถ้าปั้นเป็น 3D จะคุ้มกว่า เพราะเราปรับได้หลายมุม ก็เลยลองปั้นเอง ตอนแรกใช้ SketchUp แต่เพราะเราไม่มีพื้นฐานเลยเริ่มต้นลำบาก บังเอิญมาเจอโปรแกรมที่มันง่ายขึ้นก็เลยใช้

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ตอนทำงานคนเดียว อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด

ลงสี 50 กว่าช่องค่ะ มันเยอะ อดนอนอยู่พักหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะต้องส่งงานวันศุกร์ เนื่องจากมีกำหนดออนแอร์ ตอนนี้ยังทำทัน เพราะเราทำตอนตุนไว้ก่อน เรารู้ตัวว่าต้องมีเลทแน่นอน เลยมีทำตุนเอาไว้ 1 ตอนใช้เวลา 6 – 7 วัน บางตอนที่รายละเอียดไม่เยอะ 5 วันครึ่งหรือ 6 วันก็เสร็จ

ต้องมีการทำการบ้านระหว่างตอนเยอะไหม

มีบ้าง อย่างการเปิดเสภา หรือเปิดพจนานุกรมเทียบ แต่หลัก ๆ คือเสภา ขุนช้างขุนแผน เรายึดของห้องสมุดวชิรญาณเป็นหลัก ถ้าหากมีฉากไหนที่เราสงสัยลำดับเนื้อเรื่อง ตลอดจนสีผ้าก็ไปเปิดดูได้ โชคดีที่มีออนไลน์ แต่อันนี้เป็นเรื่องของรายละเอียด

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ดูละเอียดจนถึงลายผ้าเลยทีเดียว

ใช่ค่ะ อย่างน้อยก็ตอนต้น ๆ แต่พอดำเนินเรื่องไป เราจะเริ่มปรับไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อิงตามเดิมเป๊ะแล้ว แต่บางตัวละครออกมาครั้งแรกเป็นฉากที่มีในเรื่อง เราก็อยากให้สีตรงกัน อย่างตอนแรกที่วันทองออกมาก็จะใส่สีแดง วาดไปสักพักก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูแทน ตรงนี้เราไม่ได้ใส่คำอธิบายอะไร เพราะเป็นความฟินส่วนตัวที่ได้ใส่ลงไป แต่ก็มีคนรู้นะคะ คนที่เรียนมา เราประมาทคนอ่านไม่ได้เลยค่ะ มีคนที่รู้มากกว่าเราอยู่เสมอ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

กว่าจะเป็นหนึ่งตอนนี่ทำอะไรหลายอย่างเลย หลังเสร็จงานค้นคว้าแล้วคุณต้องทำอะไร

การบ้านอันนี้จะไปอยู่ตรงเขียนสตอรี่บอร์ด เขียนเสร็จแล้วก็เริ่มร่าง ตัดเส้น ส่งให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งเทสี แล้วส่งให้ผู้ช่วยคนที่สองลงเงา ใส่เครื่องประดับ จากนั้นก็ส่งกลับมาให้เราแต่งสี ใส่ฉากหลัง พิมพ์คำพูด แล้วส่งกลับไปให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งจัดฟอนต์ให้อีกที จากนั้นส่งกลับมาให้เรา มันจะส่งไปส่งมาหน่อยนะคะ ส่งมาให้เราดูความเรียบร้อย แล้วส่งให้ผู้ดูแล WEBTOON เขาจะเช็กคำผิด บางทีก็มีแก้บางช่อง เช่น ตอนจบขอค้างกว่านี้หน่อย เรื่องตรงนี้ละเอียดอ่อน ช่วยเพิ่มอะไรหน่อย

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

การบ้านที่ต้องทำหนักที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร

ความเป็นอยู่ในยุคนั้น เพราะตอนแรกไม่มีในหัวเลยว่าคนยุคนั้นอยู่กันอย่างไร เราจะนึกเนื้อเรื่องไม่ออก ต้องไปศึกษาตรงนั้นก่อนค่ะ

สำหรับสถาปัตยกรรม บ้านเรือน มีหนังสือเล่มไหนที่คุณใช้อ้างอิงบ้างไหม

อาจจะไม่ถึงกับเป็นหนังสือ แต่อย่างบ้านของนางวันทอง เราใช้พระตำหนักทับขวัญที่จังหวัดนครปฐมเป็นต้นแบบ มีเมืองโบราณด้วย ช่วยได้เยอะ บางอย่างที่มันหาไม่ได้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ โชคดีที่มีละครทำมาก่อน เขาค้นคว้ามาแล้ว เราก็ขอมาใช้บ้าง บุพเพสันนิวาส นี่ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะพอ บุพเพฯ ออกมาก็มีหนังสือเกี่ยวกับอยุธยาตามมาเยอะมาก เราจึงได้เดินตามรอยเขา

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แบบนี้ถึงจะเป็นนักศึกษาเอกภาษาไทยที่ผันตัวมาเป็นนักวาดการ์ตูน แต่การอ่านหนังสือก็ขาดไม่ได้เลย

ใช่ค่ะ เป็นนิสัยส่วนตัวด้วยว่า เวลาเราคิดพล็อต จะชอบคิดจากข้อมูลมากกว่า

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แต่จินตนาการเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางตัวละครจึงไม่มีอยู่จริงในวรรณคดี

อย่างปรงทองกับเปลวคำก็ใส่เข้าไปเพื่อให้เรื่องมีความเป็นของเรามากขึ้น เป็นโอเอซิสของเรื่อง เป็นจุดดึงดูดความสนใจของคนอ่าน เพราะถ้ามีแค่ขุนช้างกับขุนแผน คนที่ไม่ชอบทั้งสองคนก็จะไม่มีเมน เราเลยใส่สองคนนี้เข้าไปให้ แล้วก็เหมือนชูใจคนวาดด้วย อย่างปรงนี่ คนวาดชอบ อยากวาดผู้หญิงน่ารักค่ะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

เท่าที่ฟังมาคุณทำงานกับประวัติศาสตร์และค่านิยมอยู่ตลอด มีเรื่องอะไรที่กังวลบ้างไหม

บางอย่างเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ปฐมภูมิ ไม่ได้เป็นข้อมูลแรกเริ่มดั้งเดิม ของบางคนอาจจะผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาแล้ว เราก็ไม่ทราบ ไม่แน่ใจว่าถูกไหม อย่างเรื่องช้างใช้เท้าหลังเดินก่อน เราก็ต้องไปเปิดคลิปช้างเดินดู แต่ข้อดีคือเราเซ็ตให้นางเอกทะลุเข้าไปในวรรณคดี ไม่ใช่ย้อนอดีต ในเสภาจะมีการปนกันของยุคสมัยอยู่ บางฉากก็เหมือนอยู่ในอยุธยา แต่บางเมนูอาหารหรือเสื้อผ้าบางอย่างกลับเป็นสมัยรัตนโกสินทร์ มันจึงปนกันอยู่ในนั้น เราเลยไม่ได้ซีเรียสเรื่องยุคสมัยมาก เรายึดว่าเป็นเรื่องในวรรณคดี ถ้าแยกออกมาทีละยุคจะเป็นงานที่หนักไปหน่อย (หัวเราะ)

คุณมองเห็นความน่ากลัวของค่านิยมจากเรื่องนี้บ้างไหม

ส่วนมากพอเกิดเป็นค่านิยม เราก็ไหลไปตามนั้น ไม่ได้ตรวจสอบตัวเองจนไหลไปตามกระแส บางครั้งจึงเกิดการทำร้ายกันเองด้วยค่านิยม ความเชื่อ อย่างวันทองนี่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คิดด้วยซ้ำว่าเธอคิดได้ เลือกได้ เขาไม่เอ๊ะเลย เราก็ไม่เอ๊ะ พอไปเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นค่านิยมมองผู้หญิงเป็นสิ่งของ วันทองเป็นคนยุคนั้น เขาก็อยู่อย่างนั้น แล้วคนที่กำหนดค่านิยมในยุคนั้นก็เป็นชนชั้นสูง ขุนนางด้วย

หลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานมาพอสมควร อะไรคือความท้าทายในการทำงานชิ้นนี้

เรื่องทำเป็นทีมนี่แหละค่ะ ก่อนหน้านี้ทำงานคนเดียวมาก่อน มันจึงเป็นเหมือนการเรียนรู้กันระหว่างผู้ช่วยและทีมงานว่า เราจะทำอย่างไรให้ตารางเวลาลงตัว เป็นครั้งแรกที่ได้จ้างคน เพราะเพิ่งมีเงินจ้างค่ะ (หัวเราะ) เป็นเรื่องแรกที่มีคนติดตามเยอะขนาดนี้ เลยมีความกดดันด้วย กลัวว่าเราจะมีอะไรบ้งโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วเผลอปล่อยออกไป แต่โชคดีที่ทำงานเป็นทีมก็เลยมีคนช่วยดู

ตอนนี้ก็ทำงานการ์ตูนเป็นอาชีพหลักเลย เพราะถ้าไม่หลักคงจะไม่มีเวลาวาดใช่ไหม

ไม่สามารถทำงานอื่นได้เลย จากที่เคยรับมาก็ต้องวางกองไว้ก่อน เพื่อเรื่อง วันทองไร้ใจ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ถามเรื่องความต่างระหว่างเรื่องของคุณกับวรรณคดีไปเยอะแล้ว มีอะไรที่ไม่แตกต่างกันบ้างไหม

อันที่จริงก็มีบางอย่างที่พยายามคงไว้ เช่น ประเพณี ข้าวปลาอาหาร อันนี้คือเอามาจากเสภา และความปากจัดของแม่ศรีประจันก็ด้วย นอกนั้นก็มีเปลี่ยนไปเยอะเลย

กระแสตอบรับตอนที่เรื่องนี้ออกไปแล้วทำให้ใจฟูบ้างไหม

ดีกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่มีคอมเมนต์ให้อ่านทุกสัปดาห์ ชอบมากที่ได้อ่านความเห็นของทุกคน มีคนที่สังเกตเยอะ ๆ ก็ทำให้เราดีใจ เช่น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ได้บอก หรือแม้กระทั่งเกิดการถกเถียงกันว่า ขุนแผนก็ไม่ได้แย่นะ มันเป็นเพราะสภาพสังคมในสมัยนั้น เขาเลยเป็นแบบนี้

เหล่าผู้อ่านน่ารักมาก ต้องขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนมาก ๆ WEBTOON เราเขียนเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เราไม่รู้เลยว่าจะเขียนได้ยาวแค่ไหน จะถูกตัดจบไหม แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเลยได้เขียนต่อยาว ๆ ทุกคนช่วยเปย์อ่านล่วงหน้า ทำให้ได้เงินมาสนับสนุนผู้ช่วย อันนี้สำคัญมาก ช่วยได้เยอะจริง ๆ ค่ะ อ้อ! เห็นคอมเมนต์ของเพื่อนบ้านชาวลาวด้วย เขามาอ่านก็ดีใจจริง ๆ อนาคตอยากให้ไปต่างประเทศ มีการแปลด้วย อันนี้ก็ได้แต่ภาวนาค่ะ

แฟนคลับคุณแน่นหนามาก ชุมชนวันทองไร้ใจแข็งแกร่งจนมีคนนำไปคอสเพลย์ด้วย

อันนี้ดีใจมาก เป็นความใฝ่ฝันของนักวาดหลายคน แต่งกันสวยเหมือนหลุดออกมาจากในเรื่องเลย ขนาดเป็นตัวละครที่ไม่ใช่ตัวหลักอย่างแม่ศรีประจันก็มี แปลกใจมาก ต้องขอบคุณอีกครั้งนะคะ

ก่อนจากกันขอถามย้ำอีกครั้งว่า จุดจบวันทองจะเหมือนเดิมไหม

(หัวเราะ) ต้องไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่วันทองแล้ว แต่เป็นนางเอกคนใหม่ เนื้อเรื่องก็ต้องต่าง ติดตามกันต่อไปนะคะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ภาพ : มุ

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load