ถอยหลังย้อนไป 10 ปีที่ผ่านมา มีบันทึกดับไฟป่าแล้ว 52,837 ครั้ง รวมพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ทั้งสิ้น 1,008,946 ไร่ หรือคิดเป็น 1,614 ตารางกิโลเมตร

น่าสังเกตว่าตัวเลขพื้นที่เสียหายจากไฟป่าภายในทศวรรษเดียว รวมแล้วมากกว่าขนาดพื้นที่กรุงเทพฯ (1,569 ตารางกิโลเมตร) แน่นอน พื้นที่ป่าต้นน้ำที่หายไป เช็กบิลคืนอย่างโหดเหี้ยมในรูปแบบของสภาพอากาศร้อนและแล้งจัด ตัวเลขค่าไฟในเดือนเมษายนของแต่ละบ้านน่าจะยืนยันได้เป็นอย่างดี

ก่อนความร้อนที่มาพร้อมความแล้ง ความแห้งผิดปกติที่ส่งผลมาถึงในเมือง ด่านหน้าที่ได้รับผลกระทบหนัก เพราะปะทะกับไฟป่าก่อนใคร ด้วยพิกัดและที่ตั้งส่วนใหญ่แนบชิดติดพื้นที่ป่าต้นน้ำเห็นจะหนีไม่พ้น ‘สวนกาแฟ’

สวนกาแฟไพรวัลย์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่
สายพันธุ์คาดหวังสูญ 1,000 ต้น 

ใครจะไปคิดว่าต้นกาแฟสายพันธุ์พิเศษที่เฝ้าฟูมฟักดูแลมา 2 ปีกว่า แถมกำลังออกดอกสมบูรณ์ จะหายวับไปเป็นพันต้นภายในค่ำคืนเดียว

“ในสวนนี้มีสายพันธุ์ Syrina, Java, Orange Bourbon, Konga, Geisha, Batian, San Ramón และ Mokka etc. ที่โดนไฟเสียหายไป ประเมิน 1 ใน 3 คร่าว ๆ พันกว่าต้นครับ” แสนชัย จูเปาะ เกษตรกรกาแฟเจ้าของสวนกาแฟไพรวัลย์ เล่าด้วยน้ำเสียงที่แห้งพอ ๆ กับความรู้สึกของเขา

แสนชัย จูเปาะ ผู้ก่อตั้ง Saenchai Estate เขาอยู่ในวงการกาแฟมานานนับสิบปี สวนไพรวัลย์เป็นหนึ่งในอาณาจักรกาแฟที่ปลูกและโปรเซสด้วยตัวเอง แสนชัยยังเป็นเกษตรกรกาแฟมือรางวัล ชื่อติด Top Rank ติดต่อกันหลายปี

“แต่เดิมพื้นที่เคยเป็นไร่หมุนเวียน จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีก่อน พ่อยกที่ให้ ผมจึงตั้งใจจัดการกับแปลงนี้มาก ตั้งแต่เลือกเมล็ดพันธุ์โดยเฉพาะสายพันธุ์พิเศษ ปรับปรุงดิน ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยขี้ค้างคาว ตัดแต่งกิ่ง ฯลฯ ทุกอย่างประณีตตามตำราเลย มันเติบโตดี สมบูรณ์มาก เพิ่งดีใจที่ได้เห็นมันออกดอก”

ด้วยตัวพื้นที่อยู่ลึกเข้าไปจากทางหลักประมาณ 200 เมตร การขนส่ง การดูแลต่าง ๆ ทำด้วยความยากลำบาก เช่นเดียวกับการเข้าระงับเหตุไฟป่าลามเข้าสวน

“ช่วงที่ผ่านมาพ่อเคยไปนอนเฝ้าในบางคืน เพราะกลัวว่ามันจะเกิดขึ้น จุดนี้มองเห็นควันได้ยากเพราะเป็นที่ราบสูง ประกอบกับพื้นที่เดิมเป็นต้นสน ซึ่งใบสนแห้งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี แม้ว่าที่สวนได้ทำแนวกันไฟไว้บ้าง แต่มีตอไม้ติดไฟหักและตกข้ามแนวกันไฟมาอีกที ไฟโหมเข้ามาทุกทิศทางทำให้ดับได้ยาก”

ที่น่าเศร้าและน่าเสียดาย ใช่ว่าไม่มีการเตรียมป้องกัน หากแต่สถานการณ์จริงนั้นไฟลามรวดเร็ว และรุนแรงมากเกินรับมือ

ในสวนเตรียมแทงก์น้ำพลาสติกขนาด 2,000 ลิตรเก็บน้ำฝนสำรองไว้ ไฟไหม้จากพาเลตไม้ที่วางรองลามถึงตัวแทงก์ ซึ่งภายในเหลือน้ำอยู่ครึ่งหนึ่ง แสนชัยทิ้งท้ายว่า อนาคตคงต้องเลือกใช้ถังน้ำสเตนเลสที่ราคาสูงแต่ปลอดภัยกว่า และถ้าเป็นไปได้ หากทางการมีช่องทางช่วยแจ้งเตือนจุดความร้อนหรือแจ้งผ่านกลุ่มไลน์ได้ทันท่วงที ความเสียหายก็น่าจะไม่มากเช่นนี้

หมู่บ้านห้วยน้ำกืน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 
คนรุ่นใหม่สู้ภัยไฟป่า

ปีนี้ที่หมู่บ้านห้วยน้ำกืน ต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย คึกคักไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านมาทำงานกาแฟ ทว่าภารกิจใหญ่ในช่วงนี้คืองานดับไฟป่า

น้ำหวาน-นันทนา จันทวี เกษตรกรสาวอายุ 27 ปี เจ้าของสวนชื่อเดียวกันกับชื่อร้าน Rotator Cuff Coffee เธอกลับมาทำกาแฟที่บ้านอย่างเต็มตัวนับเป็นปีที่ 4 แล้ว

“อดีตไฟป่าในพื้นที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกปีค่ะ 4 – 5 ปี เกิดครั้งหนึ่ง แต่ปัจจุบันพื้นที่รอบข้างเริ่มมีการเผาที่มากขึ้น ทำให้ไฟลุกลามเข้ามาในพื้นที่และรุนแรงเกินแนวกันไฟที่ชาวบ้านช่วยกันทำไว้ ได้ไปดับไฟป่าเองหลายครั้งในปีนี้ ต้องเดินเท้าข้ามเขาหลายต่อหลายลูก ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะถึงจุดทำแนวกันไฟ เราเข้าใกล้ไฟหรือดับไฟไม่ได้โดยตรง”

ไฟที่ไหม้จากทิศทางเชิงเขาจากด้านล่างขึ้นสู่ยอดเขา รุนแรงและรวดเร็วมากกว่าไฟที่ไหม้จากบนยอดเขาลงมา หลังจากที่ทำแนวกันไฟแล้ว ถ้าเป็นไปได้ เราต้องเฝ้าจนกว่าไฟจะไหม้มาสิ้นสุดที่แนวกันไฟ เพื่อตรวจสอบว่าไฟดับและไม่มีไฟข้ามแนวกันไฟเข้ามา

นอกจากนี้ บริเวณที่ไฟไหม้ค่อนข้างกว้างและไฟมาหลายทิศทางพร้อมกัน จึงต้องแบ่งเขตพื้นที่ช่วยกันดูแล แต่จำนวนชาวบ้านที่ขึ้นไปช่วยกันทำแนวกันไฟมีน้อยมาก จึงใช้ระยะเวลาหลายชั่วโมงหรือต้องข้ามคืนในการควบคุมไฟแต่ละจุด และต้องมีฝ่ายสำรวจที่กลับขึ้นไปย้อนตามเส้นทางแนวกันไฟเพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว

แรงงานทั้งหมดเป็นชาวบ้านกลุ่มเดิม ๆ เพราะหมู่บ้านมีกันไม่กี่คน ปีนี้เราดับไฟต่อเนื่องมาสัปดาห์กว่าแล้ว ทุกคนเริ่มเหนื่อยล้า

 “พื้นที่ป่าต้นน้ำของหมู่บ้านได้รับผลกระทบจากไฟป่า เพราะตาน้ำธรรมชาติช่วยหล่อเลี้ยงทุกชีวิตที่นี่ สัตว์น้อยใหญ่ ต้นไม้เล็กที่กำลังจะเติบโต โชคดีที่เราควบคุมไฟไว้ได้ ไม่เกิดความเสียหายร้ายแรง ซึ่งเราคงจะรักษาสวนชา สวนกาแฟ รวมถึงพื้นที่ทำกินของทุกคนไว้ไม่ได้ ถ้าทุกคนไม่สละเวลาไปช่วยกัน”

เพื่อให้เห็นภาพ น้ำหวานสรุป 4 กลุ่มการทำงานเพื่อดับไฟป่าของหมู่บ้านห้วยน้ำกืน

  1. กลุ่มทำแนวเพื่อเปิดทาง : เคลียร์พื้นที่ ขอนไม้ เถาวัลย์ต่าง ๆ ระยะความกว้างของแนวกันไฟ อุปกรณ์ที่ต้องใช้ คือพร้า เครื่องตัดหญ้า
  2. กลุ่มเคลียร์พื้นที่แนวกันไฟ : ใช้คราดหรือไม้กวาดทางมะพร้าว เพื่อเคลียร์กิ่งไม้ขนาดกลาง-เล็ก ที่เครื่องเป่าลมเป่าไม่ได้
  3. กลุ่มใช้เครื่องเป่าลม : เป่าเคลียร์พื้นที่อีกรอบ เพื่อไม่ให้มีใบไม้ที่เป็นเชื้อเพลิงได้
  4. กลุ่มเฝ้าระวัง : เดินสำรวจแนวกันไฟที่ทำเสร็จและรอจนกว่าไฟที่ไหม้จะมาจนถึงแนวกันไฟจะดับสนิท ซึ่งกลุ่มที่ 1 และ 2 ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เนื่องจากเป็นงานที่หนัก ต้องวางแผนบริหารจัดการแรงงานตามความเหมาะสมของหน้าที่ และต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งานเสมอ

“เพราะเราพบปัญหาขาดแรงงาน ในระยะสั้นจึงอยากได้อุปกรณ์ช่วยทุ่นแรง เช่น เครื่องเป่าลม เครื่องตัดหญ้า คราด น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องเป่าลมและเครื่องตัดหญ้า ฯลฯ ส่วนในระยะยาว อยากให้เกิดความยั่งยืนในการปลูกฝังเรื่องดูแลรักษาป่าในทุก ๆ พื้นที่ ทั้งชาวบ้านในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรต่าง ๆ ช่วยขับเคลื่อน ส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้านมีรายได้จากการรักษาป่าได้ อย่างเช่น การปลูกกาแฟใต้ร่มไม้”

ผู้บริโภคก็เป็นอีกส่วนสำคัญในการเลือกสนับสนุนเกษตรกรได้โดยตรง เพราะคนคือแนวกันไฟที่แข็งแกร่งที่สุด

น่าสังเกตว่าไฟป่ารุนแรงและมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ความสูญเสียเกิดขึ้นเป็นวงกว้างโดยเฉพาะป่าสาธารณะ เนื่องจากพื้นที่ในความดูแลมหาศาล แต่ผู้ทำหน้าที่โดยตรงมีแค่ไม่กี่คน 

หมู่บ้านแม่จันใต้ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย 
ชาวบ้านทุกคนเป็นแนวกันไฟที่มีชีวิต

สินธพ จือปา หัวหน้าหมู่บ้านแม่จันใต้ เล่าวิธีการจัดการปัญหาไฟป่า โดยชาวบ้านทุกคนต้องเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังกันตลอดเวลา ทุก ๆ วันแต่ละคนเข้าไปทำงานในสวนของตัวเอง แต่เมื่อไรที่ใครก็ตาม สังเกตเห็นควันไฟก็จะรีบกลับมาแจ้งที่ตัวหมู่บ้าน จากนั้นประกาศเสียงตามสาย LINE, Facebook แจ้งทุกช่องทาง ชาวบ้านทุกคนจะวางงานในมือทั้งหมด เพื่อมารวมตัวกันแล้วไปช่วยกันดับไฟก่อนเป็นอย่างแรก

“เราไม่เคยรอเจ้าหน้าที่มาช่วยหรอก ต้องช่วยกันเองนี่แหละ ทุก ๆ ทีที่มีไฟป่าก็มาจากทางอุทยานฯ เพราะคนของเขาไม่พอยิ่งกว่าเรา เมื่อก่อนนี้ชาวบ้านไปดูสวนใครสวนมัน เวลาไฟลาม คนสองคนมันช่วยไม่ได้ ต้องหาคนไปช่วยกัน 20 – 30 คน ก็ไปหมดทั้งหมู่บ้าน อย่างน้อยบ้านละคน เพราะถ้าไม่ช่วยกัน ไฟก็จะลามเข้ามาในสวนเราอยู่ดี”

ทุกคนที่ไปช่วยดับไฟเป็นจิตอาสา นอกจากทิ้งงานในมือแล้วยังเสียแรงกาย เสียค่าน้ำมัน ค่าอาหารอีก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนในหมู่บ้านต้องทำ

ถามถึงการช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ หัวหน้าหมู่บ้านเล่าให้ฟังว่าเคยได้รับเงินสนับสนุนแบ่งมาจากหมู่บ้านหลัก ซึ่งหารเฉลี่ยตามจำนวนหมู่บ้านรองที่มี เหลือมาถึงมือประมาณ 1,000 บาท

งานดับไฟป่าเป็นงานประจำทุกปีที่เหนื่อยกันมาก และต้องใช้ทุนกายทุนทรัพย์ส่วนตัวเสมอ

“เราทำเพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่มีทางเลือกอื่น หากอยากรักษาสวนกาแฟเอาไว้ให้ได้ ก็ต้องรักษาป่ารอบ ๆ ให้รอดด้วย”

หมู่บ้านแม่จันใต้ จ.เชียงราย เป็นแหล่งปลูกกาแฟที่มีชื่อเสียงแหล่งหนึ่งของประเทศไทย ชาวบ้านเป็นชาวอาข่า มีอาชีพหลักคือการปลูกกาแฟเสริมด้วยพืชผลไม้เมืองหนาว ถือเป็นหมู่บ้านที่เข้มแข็งมากเพราะยังยึดถือกฎและธรรมเนียมดั้งเดิมของอาข่า ประวัติหมู่บ้านในอดีตเคยถูกไฟไหม้ หายวับไปทั้งหมู่บ้าน (แต่ครั้งนั้นชาวบ้านไม่ได้รับอันตรายเพราะทุกคนออกไปทำงานในสวน) บทเรียนจากไฟไหม้ในครั้งนั้นทำให้ทุกคนตื่นตัวและเคารพกฎธรรมชาติอย่างเคร่งครัด

สวนกาแฟ Nine One Coffee Organic Farm อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ 
หยุดไฟป่า : ไม่ใช้น้ำ ใช้ข้อเท็จจริง

ดูเหมือนว่าทั้งกฎหมายห้ามเผา แนวกันไฟ เงินสนับสนุน และอีกสารพัดความพยายามลดปัญหาไฟป่าในรูปแบบต่าง ๆ ยังไม่มีวิธีไหนพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพพอจะหยุดภัยพิบัตินี้ได้

ถามความเห็นคนทำสวนกาแฟ ผู้ที่อยู่กับป่ามานานกว่า 30 ปี อย่าง พี่วัล-วัลลภ ปัสนานนท์ อดีตนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย เจ้าของสวนกาแฟ Nine One Coffee Organic Farm ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนยืนยันว่าไฟป่ามาทุกปีเป็นเรื่องจริง และแนะนำแก้ที่ต้นเหตุ ต้องทำข้อมูลจริงจัง

“ส่วนตัวเชื่อว่า 99% สาเหตุไฟป่าเกิดจาก ‘คน’ แต่ใครก็ไม่รู้ เพราะคนที่เข้าป่าต้องจุดไฟไล่แมลง หุงหาอาหาร หรือแม้แต่ก้นบุหรี่ที่ดับไม่สนิท คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ไฟไหม้ภูเขาเป็นลูก ๆ วอดไปมันอาจเกิดจากตัวเอง ไปดูสิ ชาวบ้าน อย่าว่าแต่คนดั้งเดิม แม้แต่คนหนุ่ม ๆ ก็ยังชอบเข้าป่า มันเป็นวิถีชีวิตคนอยู่กับป่า หาของป่า ล่าสัตว์ ฯลฯ อย่างที่บอกไป ไฟป่าไม่มีใครอยากให้เกิดแน่นอน เขาจุดไฟแต่ไม่ใช่ตั้งใจเผาป่า มันถึงเป็นปัญหายาก”

การแก้ปัญหาไฟป่าต้องเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาจริงจังและส่งผลกระทบกับทุกชีวิต ทุก ๆ ปี ความสูญเสียเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่สวนกาแฟที่ได้รับผลกระทบ

“ไฟจะไหม้ มันไม่เลือกเขตบ้านใคร จังหวัดไหน ป่าเขาพื้นที่ติดต่อมันลาม ปลิวไหม้ไปหมดทั้งภูเขา มีบางคนเขาว่าให้เกิดไฟป่าทุกปีไปแหละ ดีกว่าให้ 10 ปีไหม้ที เพราะถ้านาน ๆ เกิดขึ้นทีมันจะรุนแรง คนแย้งไปได้แต่เดา เพราะไม่มีข้อมูล ยังไม่เคยมีการทำสำรวจเรื่องไฟป่าในพื้นที่ แต่ละคนมีความคิดยังไง เห็นด้วยหรือไม่ ต้องให้ความรู้และคุยกับคนพื้นที่เยอะ ๆ”

คนยังมองภาพไม่ออกว่าไฟป่าที่เกิดทุก ๆ ปีเป็นปัญหาใหญ่

“ทำยังไงให้คนตระหนักให้มาก พูดถึงให้มาก เสนอแนวคิดของแต่ละคน ลองเสนอมา วิธีแก้ไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง เอาข้อมูลมาคุยกัน โดยเราต้องกระตุ้นไปถึงแหล่งพื้นที่ หมู่บ้าน คนกาแฟหรือไม่ใช่คนกาแฟได้รับผลกระทบหมด ทุก ๆ คนจึงต้องช่วยกัน แม้แต่คนกินที่อยู่ปลายน้ำ สนับสนุนสวนกาแฟที่สนใจความอุดมสมบูรณ์ได้ ให้ความสำคัญกับความหลากหลายในพื้นที่

“ภาครัฐหรือเอกชนใหญ่ ๆ ควรให้ความรู้ประชาชนในพื้นที่ที่สร้างปัญหา โดยเฉพาะผู้นำท้องถิ่น ให้เขามีโอกาสไปเห็นพื้นที่ที่แห้งแล้ง พาไปดูความลำบากของคนอีสานที่ต้องหาแหล่งน้ำกินน้ำใช้อย่างยากลำบาก หรือพาผู้นำชุมชนไปดูตัวอย่างประเทศที่เป็นทะเลทรายว่าคนเขาต้องอยู่ลำบากแค่ไหนที่แผ่นดินไม่มีต้นไม้”

ปัญหาเกิดในพื้นที่ต้องให้คนพื้นเข้าใจแก้ไขพวกเขาเอง คนนอกพื้นที่รวมทั้งภาครัฐแก้ไขให้ไม่ได้ จะออกกฎหมายห้ามก็ห้ามไม่อยู่ ต้องให้คนในพื้นที่เหล่านี้เข้าใจ และเห็นกับตาถึงความลำบาก แล้วให้พวกเขาหยุดเอง

“พี่ไม่ค่อยกังวลเรื่องไฟป่าในสวนกาแฟ เพราะเชื่อว่าคนปลูกกาแฟเอาอยู่ แต่เรื่องที่กังวลและหนักใจที่สุด คือไฟป่าที่ไหม้ในเขตพื้นที่สาธารณะ ในป่าอุทยานฯ ความเสียหายจะเกิดผลระยะยาว ต้นไม้ใหญ่ ๆ จะตาย ต้นเล็ก ๆ ที่งอกขึ้นมาก็ตาย ต้นไม้บางชนิดอาจสูญพันธุ์ นิเวศต่าง ๆ จะถูกทำลาย และส่งผลมาถึงความเป็นอยู่ของทุกคน สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างสัมผัสได้ หรือแม้แต่ฝุ่นควันที่อันตรายกับการหายใจ

ไฟป่าทำลายทุกอย่าง ทำลายชีวิตทั้งคน สัตว์ พืช พรรณไม้ เพราะน้ำสร้างชีวิต ถ้าไม่มีน้ำ ทุกชีวิตอยู่ไม่ได้ และต้นไม้ ป่าไม้ สร้างน้ำอีกต่อหนึ่ง

ทำลายสุขภาพไม่ตายทันที แต่ตายผ่อนส่ง

ทำลายชุมชน ทำลายบ้านเมือง เมื่อเข้าฤดูฝน ภูเขาและดอยต่าง ๆ จะเทน้ำฝนลงแม่น้ำลำคลองอย่างรวดเร็ว ต้นไม้มีไม่พอที่จะชะลอความเร็วความแรงของน้ำฝน ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ปลายน้ำทุกปี ดังที่เราได้เห็นข่าวน้ำท่วมนาแถวภาคกลาง นครสวรรค์ ชัยนาท อ่างทอง ฯลฯ ทำลายเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคเหนือ ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก แต่เมื่อเข้าฤดูร้อน นักท่องเที่ยวหายหมด เพราะมีแต่ควันไฟ เศรษฐกิจภาคเหนือทรุดทันที และเป็นเช่นนี้ตลอดมา

การทำกาแฟช่วยฟื้นฟูธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม แค่เกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกพืชล้มลุก อย่างกะหล่ำ ข้าวโพด มาเป็นสวนกาแฟ เราก็ได้ไม้ยืนต้นแล้ว ดังนั้น การกินกาแฟคือการขยายพื้นที่มีไม้ยืนต้นให้มากขึ้น

แต่ก็นั่นแหละ เหตุการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีกระทั่งกลายเป็นฤดูภูเขาเพลิง ไม่ได้แปลว่าเป็นหน้าที่แค่ของคนปลูกกาแฟ อย่างที่พี่วัลบอกไว้ ไฟป่าเวลามามันไหม้หมด ไม่สนเขตบ้านใคร จังหวัดไหน สวนกาแฟเป็นแค่หน้าด่าน ต้นน้ำได้รับผลกระทบอย่างไร ไม่ช้านาน ปลายน้ำย่อมได้รับผลกระเพื่อมในที่สุด

ข้อมูลพื้นที่เสียหายจากไฟป่าภายในทศวรรษเดียว รวมแล้วมากกว่าขนาดพื้นที่กรุงเทพฯ มันอาจเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญต่อสภาพอากาศที่มีแนวโน้มเลวร้ายลงทุกปี

ความร้อนแล้งที่ทุก ๆ คนได้เผชิญมา ไม่ใช่ภัยพิบัติเดียวที่จะมาถึง บางทีความน่ากลัวของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วอาจไม่ได้เรื้อรังและรุนแรงมากเท่ากับ ‘ความนิ่งเฉย’ หลังจากคนทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนกาแฟหรือไม่ หากได้รับรู้ปัญหาแล้ว แล้วได้แต่เพียงแค่ถอนหายใจออกมาอีกหนึ่งเฮือกใหญ่

ไฟป่าไม่ใช่เรื่องปกติตามธรรมชาติ 

มันแก้ไขและเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นไม่ได้เลยหรือ

ภาพ : พี่น้องเกษตรกรกาแฟ

Writer

เกศรินทร์ สีหเนตร

เกศรินทร์ สีหเนตร

อดีตนักข่าวไลฟ์สไตล์หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ผลงานหนังสือกาแฟ : ที่เรียกว่ากาแฟดริป พ็อกเก็ตบุ๊คท่องเที่ยว : Cooool อินเดีย สิกขิม-ดาร์จีลิ่ง ปัจจุบันงานหลักเป็นคุณแม่ของลูกสาววัย 7 ขวบ ควบคู่ไปกับการเป็น Content Creator / Media Planner / Back Office / Admin Page ร้านแกลลอรีกาแฟดริป