27 พฤศจิกายน 2564
19 K

ตั้งแต่เชียงใหม่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของการเป็นศูนย์รวมร้านคาเฟ่สวย ๆ เป็นแหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์กาแฟดี ๆ เป็นที่รับอากาศหนาวพร้อมชมวิวดอยสวยงาม มีวิถีและวัฒนธรรมเฉพาะตัว และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ทำให้บรรยากาศของเมืองเชียงใหม่พิเศษขึ้นมา ตัวเมืองเชียงใหม่ในแต่ละปีจึงมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ย่านนิมมานฯ เมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ แม้แต่ย่านช้างม่อย ย่านที่กำลังบูมสุด ๆ ในตอนนี้ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็เป็นย่านค้าขายเก่าแก่ที่กำลังซบเซาอยู่เลย ต่อไปเชียงใหม่จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีก จะมีย่านไหนได้รับความนิยมขึ้นมา นั่นก็ล้วนเป็นเรื่องของอนาคตที่เราไม่อาจคาดเดาได้ 

ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องไม่ดีเสมอไป บางครั้งมันก็ทำให้หลายสิ่งดีขึ้น 

แต่ต้องยอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ทำให้หลายอย่างที่เคยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ถูกเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม จะคงอยู่ก็เพียงในภาพถ่ายหรือความทรงจำของผู้ที่เคยพานพบเท่านั้น

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

สถานที่ที่เราชวนทำความรู้จักต่อไปนี่ คือที่พักเล็ก ๆ ชื่อ ‘Cochet de Nimman’ ตั้งอยู่บนถนนห้วยแก้ว บริเวณเชิงดอยสุเทพ ใกล้กับย่านนิมมานฯ และย่านมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันเป็นพื้นที่ที่มีความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้น ที่พักแห่งนี้กลับคงบรรยากาศดั้งเดิมของเชียงใหม่เมื่อ 50 – 60 ปีที่แล้วเอาไว้ได้

Cochet de Nimman ทำได้อย่างไร มีเหตุผลอะไรที่อยากจะเก็บบรรยากาศพื้นที่เชิงดอยสุเทพ เมื่อ 50 ปีที่แล้วไว้ บรรยากาศในอดีตของพื้นที่นี้เป็นเช่นไร และมีอะไรบ้างที่หายไปจากความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาตลอด 50 ปี

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต จุลาสัย อาจารย์และอดีตคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในสามสถาปนิกไทยที่ได้รับเลือกให้เป็นสถาปนิกเอกของโลกแห่งศตวรรษที่ 20 และเป็นเจ้าของที่พัก Cochet de Nimman พร้อมพาคุณเข้าไปเดินชมบรรยากาศในอดีตเมื่อ 50 ปีที่แล้วของเชียงใหม่ และความคิดเบื้องหลังที่พักแห่งนี้ของเขา

“ผมเป็นคนเชียงใหม่ เกิดที่นี่ โตที่นี่ ไปเรียนต่อมหาลัยและทำงานที่กรุงเทพฯ พื้นที่ตรงนี้เมื่อห้าสิบถึงหกสิบปีก่อน มันคือป่าเชิงดอย เป็นป่าจริง ๆ ยังไม่มีมหาลัยเชียงใหม่มาตั้ง และคำว่า ‘ห้วยแก้ว’ ที่เป็นชื่อถนน ก็ตั้งมาจากชื่อของลำห้วยแก้วที่เคยไหลผ่านตรงนี้ สมัยเด็กเวลาผมจะเข้ามาในพื้นที่ตรงนี้ต้องข้ามสะพานเล็ก ๆ ปัจจุบันถูกถมเป็นถนนเส้นห้วยแก้วไปแล้ว นี่คือลักษณะของพื้นที่นี้ในอดีต” อาจารย์บัณฑิตเริ่มต้นเล่าย้อนความหลังของพื้นที่

“ถ้ามองจากตอนนี้ จะนึกภาพไม่ออกเลยว่าบริเวณนี้เคยเป็นป่ามาก่อน ครั้งหนึ่งทางจังหวัดเชียงใหม่เคยประกาศให้คนเข้ามาจับจองพื้นที่ทำกิน บริเวณตั้งแต่ย่านนิมมานฯ ทั้งหมดไล่มาจนถึงบริเวณ มช. ได้ฟรี ๆ แต่มีเงื่อนไข ว่าพอได้ไปแล้วต้องทำประโยชน์กับพื้นที่ ตอนนั้นคนยังไม่กล้ามาเลย เพราะมันเป็นป่า ดูอันตราย มช. ก็ยังไม่มี คนส่วนใหญ่ที่มาจอง ถ้าไม่ใช่คนมีฐานะที่จับจองไว้เพื่อทำโครงการจัดสรรแบ่งขาย ก็จะเป็นคนที่ต้องการพื้นทำสวนทำไร่

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่
Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

“ตอนนั้นครอบครัวผมเปิดร้านค้า และมีบ้านอยู่บริเวณตลาดกาดหลวงในปัจจุบัน แม่ของผมได้ยินประกาศการจับจองที่ แต่ก็ไม่กล้าไป เพราะต้องดูแลร้านในตัวเมือง ไม่รู้จะเอาเวลาไหนมาจัดการที่ตรงนั้น พอเวลาผ่านมา ตรงนั้นเริ่มเจริญมากขึ้น มีมหาลัยเชียงใหม่มาตั้ง มีร้านโบ๊ต (ร้านอาหารและเบเกอรี่) มีผู้คนอยู่อาศัย แม่เลยตัดสินใจซื้อกับเจ้าของที่ที่ได้ที่มาตอนยุคจับจอง ต่อมาเขาก็ทยอยแบ่งขายให้กับคนที่สนใจ เราเรียกที่ดินตรงที่แม่ซื้อว่า สวน เป็นสวนของแม่ เป็นที่ดินที่แม่ซื้อไว้ก่อน ระหว่างที่รอทุนทรัพย์ของครอบครัวพร้อมสำหรับสร้างบ้านบนที่ดินนั้น

“สมัยเด็กผมมีพาหนะคู่กายคือจักรยาน ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมและเพื่อนจะปั่นจักรยานจากตลาดมาที่สวนของแม่ กว่าจะปั่นจากตลาดมาถึงสวนใช้เวลานานเป็นชั่วโมง พอถึงสวนก็หมดแรงพอดี ทุกครั้งผมกับเพื่อนจะดับกระหายด้วยการดื่มน้ำจากลำห้วยแก้วที่ใสสะอาดและเย็นชื่นใจ จากนั้นเดินข้ามลำห้วยแก้วด้วยสะพานไม้เล็ก ๆ ที่แม่ทำไว้ เข้าไปในสวนหาผลไม้ที่เจ้าของที่คนก่อนปลูกไว้กิน มีมะม่วง ชมพู่ ขนุน ส้มโอ มะนาว ลำไย เมื่อกินจนอิ่มท้องก็กลับไปกระโจนเล่นน้ำในลำห้วยแก้ว พอใกล้ค่ำก็ปั่นกลับบ้านที่ตลาด นี่คือความทรงจำแรก ๆ ที่ผมมีต่อพื้นที่ตรงนี้”

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่
Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

หากเทียบภาพความทรงจำที่อาจารย์บัณฑิตเล่าให้เราฟัง กับพื้นที่บริเวณนั้นในปัจจุบัน แนวป่าที่เคยเต็มไปด้วยผลไม้นานาพันธุ์ กลายเป็นแนวอาคารพาณิชย์ไปแล้ว ลำห้วยแก้วที่เคยไหลผ่านจากดอยสุเทพลงมาจนถึงคูเมือง ให้ผู้คนแถวนั้นได้รับไอเย็นจากผืนน้ำและความสงบจากเสียงลำน้ำไหล ปัจจุบันถูกถมกลายเป็นถนนคอนกรีต 4 เลน เต็มไปด้วยเสียงของเครื่องยนตร์ของรถราที่วิ่งกันสวนไปมาจำนวนมาก ห้วยแก้วที่เคยเป็นลำน้ำก็เหลือเพียงแค่ชื่อของถนน 

ภาพในอดีตที่อาจารย์บัณฑิตเล่าให้ฟัง ก็เป็นได้ภาพที่อยู่แค่ในความทรงจำเท่านั้น…

“ทุกวันนี้ ถนนห้วยแก้วมีรถราจอดยาวรอสัญยาณไฟ ไม่มีสายลม ไม่มีร่มไม้ มีแต่แสงแดดที่ร้อนระอุ น้ำใจจากดอยถูกจำกัดอยู่ในท่อคอนกรีต เหมือนผู้คนอาศัยอยู่ในกำแพงบ้านและหน้าต่างกระจก เช่นเดียวกับผู้ขับรถยนต์อยู่ในถังโลหะปรับอากาศติดฟิล์ม สายลมร้อนและแสงแดดวนเวียนอยู่ภายนอก แม้ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำรงอยู่ได้ แต่แยกส่วนและไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ” ส่วนหนึ่งจากหนังสือ เจียงใหม่เมืองฮา ที่เล่าเรื่องราวจากความทรงจำของอาจารย์บัณฑิต 

หลังจากครอบครัวของอาจารย์บัณฑิตสะสมทรัพย์ได้เพียงพอ พวกเขาก็ได้สร้างบ้านอยู่อาศัยบนที่ดินที่เคยเป็นสวนของแม่ และอยู่เรื่อยมาถึงปัจจุบัน จนวันหนึ่ง ผู้เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณด้านหลังของบ้านอาจารย์บัณฑิตก็ประกาศขายที่ถูก ๆ เนื่องจากผู้เป็นเจ้าของที่ตั้งใจจะสร้างโครงการคอนโดฯ สูง แต่ข้อบังคับของกฎหมายผังเมืองไม่อนุญาตให้มีอาคารสูงสร้างบริเวณนี้ จนบดบังทัศนียภาพของดอยสุเทพ สุดท้ายผู้เป็นเจ้าของตัดสินใจขายที่ในราคาถูก

“เราเห็นที่ดินอยู่ใกล้กับบ้านเรา ก็เลยซื้อเก็บไว้ แต่ยังไม่รู้จะทำอะไร มันเลยยังเป็นป่าเหมือนเดิม” 

Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่
Cochet de Nimman ที่พักในสวนเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าผืนสุดท้ายของย่านนิมมานฯ จ.เชียงใหม่

ที่ดินตรงนี้ถูกเก็บไว้แบบเดิมหลายปี กระทั่ง 7 ปีที่แล้ว อาจารย์บัณฑิตต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ กลับมาบ้านที่เชียงใหม่บ่อยครั้งเพื่อมาดูแลแม่ ระหว่างที่กลับมาเขาไม่รู้จะทำอะไร เลยฆ่าเวลาด้วยการเข้ามาเดินเล่นในที่ดินที่ยังเป็นป่านี้อีกครั้ง ณ เวลานั้นบริเวณ โดยรอบแปรเปลี่ยนไปเป็นอาคารต่าง ๆ จนไม่เหลือเค้าของความเป็นป่าแล้ว

“ช่วงกลับมาเชียงใหม่ เวลาว่างผมจะเข้ามาเดินที่นี่ เลยพบว่าที่ตรงนี้มีบรรยากาศแบบป่าเชิงดอยสุเทพสมัยก่อน ที่ผมเคยปั่นจักรยานมาเล่นกับเพื่อน แม้ที่รอบข้างจะเปลี่ยนไป แต่ตรงนี้ยังเป็นป่ารก ๆ มีต้นไม้ใหญ่ มีหญ้า ผมเห็นว่าตรงนี้อยู่ติดกับบ้านของครอบครัวที่ก็เริ่มมีอายุกันแล้ว และปกติผมจะมีพรรคพวกขึ้นมาเที่ยวที่เชียงใหม่กันเยอะ เลยตัดสินใจทำที่พักตรงนี้ เพื่อให้มีคนมาเข้ามา จะได้ช่วยทำให้พื้นที่ตรงนี้ไม่อันตราย ครอบครัวผมก็ไม่เหงา 

“แต่ที่สำคัญ เขาได้มาพักและสัมผัสกับความเป็นป่า ซึ่งบางคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่เคยได้สัมผัส”

เมื่อได้ไอเดียอยากจะทำที่พักกลางป่า อาจารย์บัณฑิตจึงตั้งใจว่า จะไม่ตัดต้นไม้ในพื้นที่เลยสักต้น

สถาปนิกคนนี้เลือกสร้างที่พักง่าย ๆ ให้แทรกตัวอยู่ระหว่างต้นไม้ในพื้นที่

“ผมไม่ได้ต้องการให้อะไรมันดูพิเศษ เอาแบบธรรมดาที่สุด เพราะสิ่งที่พิเศษคือป่าเหล่านี้ ผมนึกไปถึงตอนสอนหนังสือ มีนักศึกษาลาวมาเรียนกับผม ช่วงนั้นมีเหตุการอุทกภัยเกิดขึ้นที่ประเทศลาว ผมกับนักศึกษาชาวลาวเลยคิดกันว่า จะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ลาวได้ เราตัดสินใจทำบ้านเพื่อผู้ประสบภัย ทำยังไงก็ได้ให้สร้างได้เร็ว อยู่ได้จริง ไม่ต้องใช้เงินเยอะ และใครก็ทำได้ เพื่อให้เกิดผลเร็วที่สุด ซึ่งตอนนั้นเราใช้เวลาสร้างเพียงเจ็ดวัน ด้วยเงินเก้าหมื่นบาท ซึ่งผมมองว่ามันง่าย เลยหยิบมาใช้สร้างที่พักในที่ดินแห่งนี้ด้วย”

อาจารย์บัณฑิตใช้เมทัลชีทมาทำหลังคา ผนังทำด้วยไฟเบอร์ซีเมนต์ แบบเดียวกับตอนที่ทำบ้านพักผู้ประสบภัย แต่เพิ่มงบประมาณในส่วนประตูอะลูมิเนียมเก็บเสียง และผ้าม่านป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

“กลายเป็นว่าหน้าต่าง ผ้าม่าน ที่นอน และแอร์ รวมกัน แพงกว่าตัวอาคารเสียอีก” อาจารย์หัวเราะอารมณ์ดี

ด้วยความที่ตัวบ้านถูกออกแบบมาให้ใครก็สร้างขึ้นได้ อาจารย์บัณฑิตจึงไม่ได้จ้างผู้รับเหมา แต่ใช้คนสวนที่บ้านค่อย ๆ ช่วยกันสร้างขึ้นมาทีละหลัง จนกระทั่งคนสวนของเขาตั้งใจสร้างบ้านของตนเอง ก็ขออนุญาตอาจารย์นำแบบบ้านนี้ไปใช้สร้างด้วย เพราะเห็นว่ามีราคาประหยัดและใช้งานได้จริง 

เมื่อ Cochet de Nimman สร้างตัวอาคารเสร็จ ในส่วนของพื้นที่สวนต่าง ๆ อาจารย์เลือกใช้วิธีย้ายต้นไม้ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่เข้ามาตกแต่ง แทนการซื้อหรือปลูกใหม่

“เมื่อวานเพิ่งมีคนมาพักแล้วติขึ้นมาว่า ที่นี่ไม่มีดอกไม้สีสันสวย ๆ เลย แน่นอนว่ามีไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นป่าที่ต้นไม้สูงปกคลุม ดอกไม้ไม่โดนแดด และผมไม่ต้องการให้ที่นี่เป็นทุ่งดอกไม้แบบสวิตเซอร์แลนด์ ต้นไม้ที่เห็นทั้งหมดคือต้นไม้ที่เติบโตมาในพื้นที่นี้ ไม่ได้ซื้อเพิ่ม แค่โยกย้ายนิดหน่อย และปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ อาจไม่สวยเหมือนที่คุณเคยเห็นจากสื่อหรือที่ไหน แต่นี่คือความสวยในแบบของมัน นี่คือป่าตามธรรมชาติของพื้นที่เชิงดอยที่หาได้ยากเต็มที”

พื้นที่ตรงนี้ถูกล้อมรอบด้วยความเจริญ เดินไปนิดเดียวก็ถึงย่านนิมมานฯ และห้างสรรพสินค้า 

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ
ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

Cochet de Nimman ในพื้นที่ตรงนี้จึงเป็นเหมือนผืนป่าเล็ก ๆ ที่ล้อมรอบด้วยป่าคอนกรีต หากเข้ามาด้านในนี้ นอกจากอุณหภูมิที่เย็นลงกว่าที่อื่น หากหลับตาเงี่ยหูฟังให้ดี คุณจะได้ยินเสียงเพลงของธรรมชาติที่มีวาทยกรอย่างสายลมคอยพัดผ่านให้กิ่งไม้ ใบไม้ เสียดสีกันส่งเป็นเสียงประสาน กับเสียงเล็กเจื้อยแจ้วของนกนานาพันธุ์

“ที่นี่อาจจะเซลฟี่ไม่สวย แต่สิ่งที่จะอยู่กับเขาขณะมาพัก คือ ภาพบรรยากาศป่าแบบดั้งเดิม ต้นไม้ที่นี่เติบโตเอง ยืนต้นมานาน บรรยากาศแบบที่นี่ แม้ว่าผมจะเป็นสถาปนิก ผมก็ออกแบบเขาไม่ได้หรอกครับ ถ้าเป็นตึกคุณยังสร้างได้ จะเอาแบบไหนบอกมาเลย แต่ธรรมชาติแบบนี้… ต้องพระเจ้าทำเท่านั้น” เขาพูดด้วยแววตาจริงจัง

เหตุผลของเขาในการตั้งชื่อที่พักว่า Cochet de Nimman นอกจากสถานที่ตั้งอยู่ใกล้ย่านนิมมานฯ แล้ว หากลองค้นหาความหมายของคำว่า Cochet ก็พบว่ามันแปลว่า ไก่ตัวผู้ ในภาษาฝรั่งเศสด้วย

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ
ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

“เดิมทีตอนที่นี่ยังไม่มีใครมาอยู่ มีไก่ตัวผู้ตัวหนึ่ง ไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่มันก็เลือกที่จะใช้ที่ตรงนี้เป็นบ้าน พอเรามาอยู่มันก็ไม่หนีไปไหน คนสวนเห็นอยู่ตัวเดียวก็เลยสงสาร เอาไก่ตัวเมียมาปล่อยเพิ่ม เลยออกลูกออกหลานเต็มไปหมด ถ้าคุณเดินสักพักจะเจอครอบครัวของมันเดินเล่นอยู่ตามสวน กลายเป็นว่าไก่ตัวนั้นคือเจ้าของที่แท้จริง เราก็ควรจะเคารพมัน ไม่ไปรบกวนในสิ่งที่มันอยู่มาก่อน” อาจารย์บัณฑิตเล่าที่ไปที่มาของ ‘ไก่หนุ่ม’

“เราเติบโตมาจาก Eco แต่ถูกหล่อหลอมจนมีความคิดเป็น Economic ไปหมด ทุกวันนี้เราชอบมองสิ่งต่าง ๆ โดยวัดจากมูลค่า หนอนมีมูลค่าน้อยกว่าคน ปลวกไม่มีประโยชน์ ทำลายบ้านที่มีมูลค่ามากกว่า แต่ในธรรมชาติไม่มีการให้มูลค่า ทุกสิ่งมีหน้าที่มีบทบาทของมัน แล้วช่วยส่งเสริมกันให้ดำเนินต่อไปได้ ถ้าไม่มีปลวก เราก็ต้องเผาเศษใบไม้จนเกิดปัญหาควัน พอธรรมชาติเริ่มน้อย คนเริ่มออกห่าง ไม่มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติ ความสัมพันธ์พวกนี้ก็เลยหายไป

“ผมไม่ได้มองว่าที่พักของผมพิเศษนะ ที่นี่คือที่อยู่ที่โคตรจะธรรมดา ไม่มีอาหารเช้าให้ด้วย ข้างในที่พักก็ไม่ได้ตกแต่งสวยหรู เพราะนี่คือวิถีชีวิตในอดีตที่คนทั่วไปเคยสัมผัสความธรรมดามาก่อน แต่ตอนนี้เมืองพัฒนาจนธรรมชาติเดิมมันผิดธรรมดาไปแล้ว ผมหวังว่าที่ตรงนี้จะทำให้คุณกลับมาสู่ความธรรมดาอย่างที่เคยเป็น 

“คุณได้มาฟังเสียงไก่ขัน เสียงนกร้อง ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ นี่แหละความพิเศษของที่นี่”

จะมีที่พักสักกี่แห่งที่ให้คุณกลับจากการท่องราตรี แล้วตื่นเช้าขึ้นมาท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ

Cochet de Nimman คือสถานที่แห่งนั้น สถานที่ที่อยากให้การสัมผัสธรรมชาติกลายเป็นเรื่องธรรมดา

ที่พักสุดแสนธรรมดาย่านนิมมานฯ แต่รักษาป่าเชิงดอยในอดีต ไม่ตัดต้นไม้เลยสักต้น และให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติเป็นพิเศษ

Cochet de Nimman

ที่อยู่ : 137/2 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 3576 6888

Facebook : Cochet de Nimman

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

ท่ามกลางความจอแจของยวดยานนานาที่ติดแหง็กอยู่กลางสี่แยกหมอเหล็ง อันมีทางยกระดับพาดผ่าน ฟาซาดลายเปลือกไม้แผ่นยักษ์ยังคงทอประกายล้อเปลวแดดจ้ามาแต่แรกเห็น

ชื่อ ‘Bonsai Hotel’ บนยอดตึกนั่นก็เช่นกัน แบบอักษรรูปทรงคล้ายใบไม้ของมันสะกดสายตา ชนิดมองเห็นได้จากชานชาลารถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ซึ่งอยู่สี่แยกถัดไปเลยทีเดียว

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

ด้วยป้ายชื่อโรงแรมที่เด่นหราตรงหัวมุมแยก เราหวังว่าจะได้เห็นไม้ดัดขนาดจิ๋วในกระถางดินเผาสักต้นให้สมกับชื่อ ‘บอนไซ’ ของที่นี่ หากนั่นเป็นความเข้าใจผิดมหันต์ เมื่อเราข้ามถนนราชปรารภมาแล้วไม่พบบอนไซเลยสักต้น มีแต่ ‘ต้นไทร’ แผ่กิ่งก้านอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าโรงแรมหนึ่งต้น

“ไทรต้นนี้อายุ 50 – 60 ปีแล้วครับ” จอนนี่-วรุตม์ วงศ์วโรทัย ยิ้มบอกด้วยความภาคภูมิใจ

“ตอนยังไม่ตัด มันดูใหญ่และเขียวชอุ่มมากกว่านี้เยอะเลยค่ะ” ปูน-ธรบงกช วงศ์วโรทัย กล่าวเสริมก่อนจาระไนที่มาชื่อโรงแรมให้เราฟัง

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

“ชื่อภาษาไทยเราสะกดว่าโรงแรม ‘บนไทร’ ให้มันล้อไปกับชื่อ ‘Bonsai’ ในภาษาอังกฤษที่หมายถึงต้นไม้ดัด เมื่อมีต่างชาติมาพัก เราก็ต้องอธิบายให้เขาฟังอย่างนี้”

เพราะเหตุใดต้นไทรจึงกลายเป็นจุดเด่นของโรงแรมนี้ได้ สามีภรรยาคู่นี้จะเป็นผู้ให้คำตอบ

จากคลินิกเก่า 

ถึงรูปลักษณ์โรงแรมบนไทรในวันนี้ดูเป็นโรงแรมใหม่เอี่ยม แต่ความเป็นจริง ราว 60 ปีที่แล้ว ตึกหลังนี้เคยเปิดเป็นคลินิกศัลยกรรมมาก่อน ในยุคที่คนไทยจำนวนมากยังไม่รู้จักการเสริมสวยด้วยมีดหมอ

“คลินิกนี้เป็นของคุณอาของคุณพ่อผม เรียกว่าคุณปู่แล้วกันครับ” จอนนี่พาเราย้อนระลึกความหลังไปพร้อม ๆ กัน “ผมเคยมาเจอคุณปู่ของผมที่นี่ครั้งหนึ่งตอนผมอายุ 13 เขาเล่าว่าที่นี่เป็นที่ทำจมูก ทำหน้าอก ที่แรกในประเทศไทย ไม่รู้ว่าเขาพูดเล่นหรือเปล่า”

ในวัยเด็กที่แวะมาเยี่ยมเยือนคลินิกศัลยกรรมของคุณปู่น้อย จอนนี่ยังจดจำกลิ่นอายของตึกแถวเก่าในวันเวลาเหล่านั้นได้ดี เป็นต้นว่าพื้นหินขัดที่พบได้ทั่วไปตามบ้านคนไทยเชื้อสายจีน

“ผมเป็นลูกคนจีน ถ้าได้ไปบ้านเก่า ๆ ของคุณปู่ คุณย่าคนจีนก็จะเห็นว่าพื้นห้องน้ำปูกระเบื้องหินขัด นี่คือสิ่งที่แสดงความเก่า แสดงรากเหง้าของตัวเรา”

สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่ตึกเก่าแห่งนี้มาตลอด คือ ต้นไทรที่เขาชี้ชวนเราดูเมื่อครู่

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

ราชปรารภในอดีตที่ความเจริญยังคืบคลานมาไม่ถึงก็เหมือนกับถนนอีกหลายเส้นในกรุงเทพฯ ที่ปลูกต้นไม้รายทางมากมาย ผู้ใหญ่ในตระกูลเคยเล่าสู่กันฟังว่าต้นไม้ริมทางเหล่านั้นเคยอยู่คู่ถนนราชปรารภมานานครัน จนกระทั่งมีการตัดทางด่วนผ่าน สร้างสะพานข้าม พรรณไม้ที่ทางการเป็นผู้ปลูกไว้ประดับถนน จึงต้องถอนต้นก่นรากออกไปเพื่อหลีกทางให้สาธารณูปโภคของชาวเมือง

แต่บังเอิญว่าไทรต้นหนึ่งซึ่ง กทม. เป็นผู้ปลูก ดันมาอยู่ในโฉนดที่ดินของคลินิกแห่งนี้

“คุณปู่เล่าให้ฟังว่าตัดต้นไม้ไปเยอะ แต่ต้นไทรต้นนี้มาอยู่ในโฉนดของเขา กทม.จะมาตัด คุณปู่ก็ไม่ยอม เพราะอยู่ในโฉนดของเขา ถึง กทม.จะปลูกเอง แต่ก็ตัดไม่ได้ ทำได้แค่ดูแลรักษา”

ถึงวันนี้คลินิกของคุณปู่จะเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ ทว่าต้นไทรที่มีมาตั้งแต่แรกเปิดคลินิกเมื่อ 60 ปีก่อนยังคงยืนหยัดท้าแดดฝน ซึ่งจอนนี่เน้นย้ำว่า

“เรามองว่ามันอยู่ติดกับดิน เราต้องดูแลรักษา”

สู่โรงแรมสุดเก๋

ผ่านไปหลายปี คลินิกเสริมความงามต้องปิดตัวลงเนื่องจากสังขารร่วงโรยของคุณปู่น้อย คุณพ่อของจอนนี่ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานอาได้ซื้อตึกแถวห้องนี้มาจากกองมรดก ก่อนจะตกมาถึงมือเขาในที่สุด

“ตำแหน่งที่ตั้งตรงนี้อยู่กลางเมือง ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร จนเรามาเดินเซอร์เวย์ เลยได้ความคิดว่าทำโรงแรมก็ได้นะ” จอนนี่เท้าความถึงเหตุการณ์หลายปีก่อน

‘โรงแรม’ คือสิ่งที่ตัวเขากับปูนผู้เป็นภรรยาคิดได้ในตอนนั้น เนื่องจากทั้งสองคนโตมากับธุรกิจโรงแรมของครอบครัว ตระกูลฝ่ายชายมีโรงแรมกึ่งอพาร์ตเมนต์ที่จังหวัดสงขลา ส่วนบ้านฝ่ายหญิงเป็นเจ้าของโรงแรมเก่าที่เขาใหญ่ ประสบการณ์ที่มีติดตัวช่วยให้แผนการบูรณะตึกเก่าเป็นโรงแรมใหม่ดำเนินไปได้ไม่ยาก

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

“เราเริ่มคิดจะก่อสร้างประมาณปี 2016 เพราะเห็นว่าย่านประตูน้ำมีชาวต่างชาติมามาก แล้วก็ใกล้กับสถานีแอร์พอร์ตลิงก์ราชปรารภ เราคิดว่าเราทำโรงแรมได้ เพราะที่บ้านพอมีประสบการณ์ทำโรงแรมที่ต่างจังหวัดอยู่แล้ว” จอนนี่เกริ่นถึงที่มาของการเปิดโรงแรมริมถนนราชปรารภซึ่งพลุกพล่านตลอดทั้งวัน

“ย่านนี้เป็นแยกราชปรารภหรือแยกหมอเหล็ง ถัดจากประตูน้ำมานิดเดียว เลยจากพญาไทมาแยกเดียว แต่ผู้คนกลับไม่ค่อยรู้จักราชปรารภกันเท่าไหร่ ทั้งที่จริง ๆ ย่านนี้เป็นย่านกลางเมืองมาก” ปูนช่วยขยายความในให้กระจ่างยิ่งขึ้น “พอเราได้ตึกเก่ามา ก็อยากทำอะไรเพื่อเป็นแลนด์มาร์กของย่านนี้ ทำให้บริเวณนี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น มีตึกที่เป็นสัญลักษณ์ ให้คนรู้สึกว่ามาพักผ่อนโดยไม่ต้องไปไหนไกล”

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

แม้ได้ไอเดียมาแล้ว แต่ขั้นตอนการสร้างโรงแรมกลับไม่ง่ายอย่างใจคิด ด้วยบทบัญญัติอาคารแสนเข้มงวดที่เป็นปัญหาสำคัญ

“ตามกฎหมายอาคารของประเทศไทย จะทุบทิ้งก็เป็นเรื่องยาก เพราะถ้าทุบไปแล้วจะขึ้นตึกใหม่ก็อาจมีอุปสรรคขัดขวางตามมา เลยคิดว่าใช้วิธีดัดแปลงอาคารเดิมดีกว่า” จอนนี่ว่า

อีกปัญหาหนึ่งคือรูปทรงอาคาร ความที่ตึกนี้เป็นตึกเก่าอายุหลายทศวรรษ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมสี่แยก หันหน้าทำมุมเฉียงกับถนน แกนของตึกจึงไม่ตรง ตีเส้นแบ่งห้องให้ออกมาเท่ากันไม่ได้  

ทางออกของปัญหาข้างต้นอยู่ที่ต้นไทรอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมนี่เอง…

ที่ตั้งอยู่บนต้นไทร 

เพราะความตั้งใจที่จะเก็บไทรต้นนี้ไว้กับผืนดินแม้ตอนบูรณะใหม่ ปูนกับจอนนี่จึงได้ไอเดียว่าอยากให้โรงแรมใหม่ของพวกเขาเป็นเหมือนต้นไทรเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยราก มีรูปร่างบิดเบี้ยว แปรผันตามกาลเวลา

ความคิดดังกล่าวผลักดันให้สองสามีภรรยาผู้เป็นเจ้าของพร้อมด้วยทีมสถาปนิก ตัดสินใจออกแบบห้องพักแต่ละห้องบนชั้นเดียวกันให้มีขนาดและรูปทรงไม่เหมือนกันแม้แต่ห้องเดียว พร้อมกันนั้นก็ใส่องค์ประกอบของความเป็นต้นไทรไว้ตามจุดต่าง ๆ ของตัวอาคารด้วย

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

เริ่มจากตัวฟาซาดหรือเปลือกอาคารที่ดูเด่นเห็นมาแต่ไกล ทั้งคู่ให้คำตอบกับเราว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากลำต้นของต้นไม้ใหญ่ ใช้ทองแดงเป็นวัสดุในการสร้างทั้งหมด

“วัสดุทองแดงเข้ากับแนวคิดของตึกที่ต้องการนำของเก่ามาดัดแปลงให้มีคุณค่า ไม่ใช่ว่าตึกของเราจะคงสภาพเดิมตลอดไป แต่ตึกหรือผืนที่ดินมันมีค่าของมันอยู่ตลอด ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะทำอะไรกับมัน”

“เพราะทองแดงเปลี่ยนสีไปได้เรื่อย ๆ ตามกาลเวลาค่ะ” ปูนเฉลยเมื่อเธอเห็นเราทำหน้างงกับคำพูดของจอนนี่ “ตอนแรกที่เพิ่งเอามาติดมันเป็นสีชมพูมาก แต่มันถูกแดดบ่มจนกลายเป็นสีน้ำตาล สิบปีข้างหน้าคิดว่าจะกลายเป็นสีเขียวเหมือนพวกอนุสาวรีย์หรือหลังคาโบสถ์ในยุโรป”

เนื่องจากแผ่นทองแดงพวกนี้ยึดติดกับหน้าต่างห้อง หนำซ้ำเนื้อวัสดุยังค่อนข้างบางและพลิ้ว พวกเขาจำเป็นต้องแยกออกเป็นซี่ ๆ ให้รับความแข็งแรงในตัวมันเองได้ และไม่ต้านลมเกินไป ด้วยรูปทรงสีสันที่เป็นอยู่ในตอนนี้ชวนให้เรานึกถึงแผ่นเปลือกไม้ดังความต้องการของพวกเขาจริง ๆ

ขยับเข้ามาในตัวโรงแรม จะพบว่าพื้น ผนัง และเฟอร์นิเจอร์หลายส่วนทำจากวัสดุที่เป็นไม้ ไม่ก็เลียนแบบลายไม้ นอกจากนี้ยังมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งแฝงแรงบันดาลใจจากต้นไทรไว้ได้อย่างแนบเนียน

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง
การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

“ต้นไทรมีรากเยอะ เป็นต้นไม้ที่มีแกนหลักตรงกลาง แล้วก็มีรากอากาศที่เป็นเส้นยาว ๆ ลงมา บันไดของเราเลยตกแต่งด้วยเหล็กเส้นตรงที่ได้คอนเซ็ปต์มาจากรากอากาศของต้นไทร ส่วนห้องต่าง ๆ ที่ล้อมรอบบันไดก็จะเหมือนกิ่งใบของต้นไม้ที่รายรอบต้น” ปูนพูดพลางชี้ให้เราดูบันไดกลางโรงแรม

และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาอาคารที่แนวเส้นไม่ตรง สถาปนิกจึงใส่ความโค้งลงไปตามแนวผนังเพื่อมิให้ดูขัดสายตา ทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดลำต้นของต้นไม้อีกต่างหาก

พักผ่อนสบาย 

กว่าครึ่งชั่วโมงในโรงแรมบนไทร เราใช้เวลาแต่ละนาทีไปกับการละเลียดรสชาติน้ำอัญชันที่แม่บ้านนำมาเสิร์ฟ ฟังจอนนี่และปูนเล่าเบื้องหลังของโรงแรมบูทีกหลังนี้ทีละเรื่อง ก็สมควรแก่เวลาที่พวกเขาจะพาเราชมบรรยากาศสักที เริ่มจากล็อบบี้สีทองแดงที่ให้อารมณ์เหมือนย้อนเวลาไปยุค 80 เล่นกับความรู้สึกของผู้มาเยือนตึกเก่าที่ปรารถนาจะได้เห็นอะไรเก่า ๆ จากที่นี่

ตึกนี้มีทั้งหมด 4 ชั้น ซึ่งอาจจะนับรวมชั้น 5 ที่เป็นดาดฟ้าเก่าไปด้วยก็ได้ และยังมีชั้นลอยเหนือล็อบบี้ที่ตกแต่งด้วยสีชมพูเข้มขึ้น เหมาะสำหรับเป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจและถ่ายรูปเล่น

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

ห้องพักที่นี่มีทั้งหมด 17 ห้อง 4 ประเภท แบ่งออกเป็นสวีท ดูเพล็กซ์ ซูพีเรียร์ และดีลักซ์ มีจุดเด่นรายละเอียดต่างกันออกไป โดยห้องสวีทจะอยู่บนชั้นหนึ่ง ติดกับล็อบบี้ มีห้องน้ำและห้องนั่งเล่นอยู่ชั้นล่าง ด้านหลังเป็นวิวสวนหินและลายผนังเก่า หากจะล้มตัวลงนอนบนเตียง ต้องปีนขึ้นไปบนชั้นลอย

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง
การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

อีกประเภทห้องที่เก๋ไก๋ไม่แพ้กัน คือห้องซูพีเรียร์ที่แต่ละห้องมีหน้าตาและลูกเล่นที่ต่างกัน เช่น ห้องหนึ่งเป็นประตูลูกฟักบานเลื่อนที่เลือกปิด-เปิดระหว่างห้องน้ำหรือตู้เสื้อผ้าได้ บางห้องมองเห็นลวดลายผนังเก่าของตึกแถวข้าง ๆ ที่ผู้ออกแบบจงใจดีไซน์กรอบหน้าต่างเป็นสีขาวบาง ๆ ให้ดูเหมือนกรอบรูป ดูเหมือนกำลังดูงานจิตรกรรมบนฝาผนังทั้งที่ความจริงเป็นกระจกใส

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง
การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

แต่ไม่ว่าจะเลือกพักห้องใดใน 17 ห้องนี้ สิ่งที่ทุกคนได้รับเหมือนกันคือความรู้สึกสบายที่แฝงด้วยกลิ่นอายของตึกเก่า ด้วยเตียงนอนหนาถึง 12 นิ้ว กับห้องน้ำที่กว้างขวางเมื่อเทียบกับเนื้อที่ห้องพักตามโรงแรมทั่วไป วัสดุที่ใช้ในห้องน้ำ เช่น หินขัดและกระเบื้องแผ่นเล็ก ที่จอนนี่มองว่าเป็นรากเหง้าของตัวเขา

“ผมรู้สึกว่าคนมานอนโรงแรมส่วนใหญ่ ใช้เวลาอยู่บนเตียงกับอยู่ในห้องน้ำ ไม่ได้ใช้พื้นที่อื่น”

“จริง ๆ จะอัดแน่นกว่านี้ก็ได้ค่ะ แต่เราคิดว่าคนสมัยใหม่น่าจะอยากได้ห้องที่ใหญ่หน่อย เหยียดแข้งเหยียดขาได้เต็มที่ เลยทำแต่ละห้องให้มีพื้นที่เหลือเฟือ”

คู่สามีภรรยาช่วยกันอธิบายถึงสาเหตุที่พวกเขายอมเสียพื้นที่ทำห้องพักเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่แขกผู้เข้าพักให้มากที่สุด

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

ใจกลางกรุงเทพฯ 

ตึกแถวกับต้นไทรอาจยืนตระหง่านเคียงคู่กันมานานกว่า 60 ปี แต่โรงแรมบนไทรเพิ่งเปิดใหม่เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เท่านั้น ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการปิดประเทศยาวนาน อันเป็นผลจากโรคโควิด-19 ใบหน้าของปูนและจอนนี่กลับเจือด้วยยิ้มบาง ๆ เมื่อเราถามถึงสาเหตุที่พวกเขากล้าตัดสินใจเปิดโรงแรมใหม่ในวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติร่อยหรอ

“ตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่าเปิดได้มั้ย แต่เราเห็นต่างชาติเริ่มทยอยเปิดประเทศกันแล้ว เลยมองว่าถ้าไม่ใช่วันนี้หรือต้องรอไปอีกสักพัก มันอาจจะไม่ดีขึ้น เปิดตอนนี้เพื่อตรียมระบบให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า

“ผมหวังว่าอีก 6 หรือ 7 เดือนข้างหน้า ประเทศไทยน่าจะคิดว่าโรคโควิดอยู่กับเรา คนทั่วโลกก็คิดว่าเป็นโรคประจำถิ่น เป็นความเสี่ยงที่น่าจะยอมรับได้ เหมือนเวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศ ก็มีเรื่องเป็นหวัด อาหารเป็นพิษ เป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ สักวันหนึ่งโควิดก็คงเป็นแบบนั้นเหมือนกัน ตอนนี้ทุกคนอยากเที่ยวแล้วครับ เห็นเพื่อนไปสวิตฯ ก็อยากไปบ้าง หรือดูคลิปเก่าตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น เราก็แทบจะกดจองตั๋วไปแล้ว เราอยากเที่ยวเมืองนอก ต่างชาติก็คงอยากเที่ยวไทยมากเหมือนกัน”

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

จริงอยู่ที่โรงแรมเพิ่งเปิดตัวได้เพียงหลักเดือน ในสภาวะเช่นนี้ แต่บนไทรก็มีลูกค้าเข้าพักทั้งชาวต่างชาติและชาวไทย ทั้งที่มาจากต่างจังหวัดหรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ เอง

“เราไม่เคยคิดว่าลูกค้าจะต้องอยู่ในห้องเราทั้งวัน เพราะว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองท่องเที่ยว ผู้คนที่มาก็อยากจะออกจากโรงแรมให้เร็ว คำว่า ‘เร็ว’ ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าแต่เช้านะครับ แต่หมายถึงว่าถ้าคุณตื่น 10 โมง คุณก็ออก 10 โมงครึ่ง แล้วก็อาจจะกลับมาดึก ๆ หน่อย เราต้องตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้ อยากให้ตอนที่กลับมาถึง คุณวางกระเป๋าแล้วนอนได้เลย อยู่ให้สบาย ไม่อึดอัด มีที่ให้แต่งตัวเพื่อให้ออกไปข้างนอกได้ภายในครึ่งชั่วโมง” จอนนี่เปิดเผยเจตนารมณ์ในการทำโรงแรมนี้

“อยากให้ทุกคนมาลองสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ในตึกเก่า เพราะเรายกเครื่องใหม่หมด คิดว่าเขาน่าจะได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ทั้งจากตัวตึกและตัวย่านนี้ด้วย โดยที่เขายังไปช้อปปิ้งได้ ไปทำงานได้ หรือว่าถ้าขาดเหลืออะไร ในบริเวณนี้มีพร้อมทั้งหมด” ปูนกล่าวปิดท้าย

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

มา Bonsai Hotel แล้วไม่เจอต้นไม้แคระอย่างที่เคยคิด

แต่เราพบกับโรงแรมน้องใหม่ที่พร้อมให้ความสุขกายสบายใจแก่ผู้มาเยือน เฉกเช่นต้นไทรใหญ่ ซึ่งมอบร่มเงาแก่ตึกแถวเก่าแห่งนี้มายาวนาน

Bonsai Hotel (โรงแรมบนไทร)

ที่ตั้ง : 275, 24-25 ถนนราชปรารภ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

โทรศัพท์ : 0 2120 6607

เว็บไซต์ : www.bonsaihotelbangkok.com

Facebook : Bonsai Hotel Bangkok 

Instagram : bonsaihotelbangkok

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load