ธุรกิจ : บริษัท โคคา โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ร้านอาหาร

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2500

อายุ : 64 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : คุณศรีชัย และ คุณปัทมา พันธุ์เพ็ญโสภณ

ทายาทรุ่นสอง : คุณพิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ

ทายาทรุ่นสาม : คุณนัฐธารี พันธุ์เพ็ญโสภณ

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

“ความทรงจำที่ดีที่สุด ครั้งแรกที่เคยกินสุกี้กับเพื่อนๆ สมัยหิ้วกระเป๋า ใส่คอซอง ปัจจุบันอายุ 53 ปี”

“ร้านในความทรงจำเลยครับ ป๊าบอกกินตั้งแต่หนุ่มๆ แว้นมอ’ไซค์ไปกินกับเพื่อน จนอุ้มลูกๆ ไปกินตั้งแต่จำความได้ จนตอนนี้เดินประคองพาป๊าไปกินครับ”

“เป็นร้านในความทรงจำ และมีช่วงเวลาดีๆ เยอะ คิดถึงป้าๆ ป้าจะไปอยู่ไหน ไปทำอะไรกันต่อครับ”

“คิดถึงวันที่นั่งเม้ามอยกันจนร้านปิด”

“ขอบคุณสำหรับมื้อดีๆ หลายๆ มื้อเลยครับ”

“ร้านแรกที่ไปกินด้วยกัน”

ถ้าต้องวัดความเป็นที่รักของแบรนด์ อาจไม่มีวิธีไหนแน่นอนกว่าเสียงตอบรับของลูกค้าในวันที่แบรนด์ต้องปิดกิจการลง

วิกฤต COVID-19 เข้ามากระทบ ‘โคคาสุกี้’ เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ ทายาทรุ่นสามที่เพิ่งรับช่วงต่อมาได้ไม่กี่ปีต้องเจอกับทางแยกและการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้สืบทอด แต่ในบทบาทของหลานสาวของผู้ก่อตั้ง

ปลาย พ.ศ. 2559 แนท-นัฐธารี พันธุ์เพ็ญโสภณ กลับมารับตำแหน่งทายาทรุ่นสาม พร้อมปริญญาและประสบการณ์ด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหาร เธอเข้ามาสร้าง Coca Boutique Farm ปลูกผลผลิตออร์แกนิกสำหรับใช้ในร้านโดยเฉพาะ ทำโครงการซื้อข้าวโดยตรงจากเกษตรกร เพราะอยากเห็นพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขยายสาขาใหม่ที่อยู่หัวเมืองชั้นนอก ด้วยการตกแต่งทันสมัยและขนาดเล็กลงเพื่อตอบรับความต้องการของคนรุ่นใหม่ ปรับโครงสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ให้ตัดสินใจได้รวดเร็วในวิกฤตที่เกิดขึ้น

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

แนทเข้ามาบริหารในวันที่องค์กรมีพนักงานรุ่นเก่าถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และตัดสินใจปิดสาขาสยามหลังจากเปิดมา 54 ปี เพราะไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจอีกต่อไป

เธอเปรียบว่าเหมือนต้องเลือกระหว่างบ้านหลังหนึ่ง กับครอบครัวที่ยังต้องเดินต่อไปด้วยกันอีกนาน

หลังจากต่อสู้กับยอดขายที่ลดลงไปครึ่งหนึ่งมาหนึ่งปีครึ่ง แนทตัดสินใจประกาศปิดสาขาสยามล่วงหน้าเพียง 1 วัน ด้วยเหตุผลเดียวคือ กลัวลูกค้ามาเก้อ

#ตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป

สาขา สยามสแควร์ เปิดให้บริการวันสุดท้ายในวันที่ 18 พ.ค. 64 นี้

แต่สาขาอื่นยังให้บริการตามปกตินะคะ

“โคคาและพนักงานทุกคนขอขอบคุณลูกค้าตลอดระยะเวลา 54 ปี ที่อยู่เคียงข้างโคคามาตลอด

“หลายคนมีความทรงจำที่ดีกับที่แห่งนี้มาก โคคาอยากเชิญลูกค้าทุกท่านในโอกาสสุดท้ายที่ได้ถ่ายรูปกับความทรงจำดีๆ ที่สาขานี้”

ข้อความนี้ถูกแชร์ออกไปมากกว่าพันครั้ง และมีคอมเมนต์เล่าความทรงจำที่ร้านเกือบครึ่งพัน 

และแน่นอนว่า เธอเลือกครอบครัว

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

COCA = Kekou = ถูกปาก

จากสเตตัสอำลาสาขาสยาม ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2500 คุณปู่ศรีชัย และ คุณย่าปัทมา พันธุ์เพ็ญโสภณ เดินทางมาจากเมืองจีนแบบที่เรียกว่า เสื่อผืนหมอนใบ

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

สมัยนั้นมีร้านอาหารจีนจำนวนนับนิ้วได้ คุณย่าเป็นคนทำอาหารเก่ง เลยตั้งใจทำร้านอาหารเล็กๆ ขนาด 20 ที่นั่งขึ้นมา เป็นอาหารจีนตามสั่ง โดยตั้งชื่อว่า โคคา (Coca) ซึ่งเพี้ยนเสียงมาจากคำจีน ‘เขอโข่ว’ (Kekou) ที่มีความหมายว่า ‘ถูกปาก’

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

ร้านแรกประสบความสำเร็จจนต้องขยับขยาย จากร้าน 20 ที่นั่งในซอยเดโช มาเป็นภัตตาคาร 4 ชั้นขนาด 400 ที่นั่ง บนถนนสายธุรกิจอย่างสุรวงศ์ พร้อมกับคอนเซปต์ ‘ร้านสุกี้’ แบบใหม่ที่คุณปู่คิดค้นขึ้น 

“สุกี้โบราณจะเสิร์ฟเป็นถาด มีวัตถุดิบรวมกันหลายอย่างแล้วตอกไข่ข้างบน คนๆ ทุกอย่างแล้วเทลงในหม้อสุกี้ แต่คุณปู่เป็นคนพิถีพิถันเรื่องการกิน ท่านไม่ชอบกินเครื่องใน ก็เลยตั้งคำถามว่าแล้วฉันจะจ่ายเงินค่าเครื่องในทำไม เลยกลายมาเป็นคอนเซปต์สุกี้ à la carte ขึ้นครั้งแรก ฉันอยากกินผักบุ้ง ฉันจะสั่งผักบุ้ง ฉันอยากกินตับ ฉันจะสั่งตับ

“แล้วมันก็สนุก ทุกคนกินรวมกันได้เหมือนปาร์ตี้ กินกับครอบครัวก็สนุก กินกับเพื่อนก็สนุก”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

สาขาถัดมาคือสยามแสควร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในยุคหนึ่ง ด้วยขนาดใหญ่โอ่อ่าถึง 6 ห้องแถว 4 ชั้น มีที่นั่งรองรับโดยประมาณ 100 คน เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งที่เล็งเห็นบทบาทสำคัญของ Shopping Mall ต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งสมัยนั้นมีเพียงไม่กี่ที่ในกรุงเทพฯ 

มาถึงเจเนอเรชันที่ 2 คุณพ่อพิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ รับไม้ต่อเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน โดยมีหมุดหมายอยากพาอาหารไทยไปสู่ครัวโลก ขยายสาขาไปยังประเทศต่างๆ ตั้งแต่สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน ลาว พม่า เกาหลีใต้ และจีน พร้อมสร้างแบรนด์ Mango Tree ซึ่งเน้นอาหารไทย เป็นเหตุผลหลักที่สาขาของ โคคาสุกี้ ในประเทศมีไม่มากเท่าคู่แข่งที่ทำธุรกิจคล้ายๆ กัน

เข้าใจคุณค่าของธุรกิจอย่างลึกซึ้ง

“เรารู้อยู่แล้วว่ามาต้องกลับมาต่อยอดโคคาสุกี้”

ทายาทรุ่นสามเล่าถึงตอนเลือกคณะสมัยมหาวิทยาลัย

“ในการทำร้านอาหาร มันมีไม่กี่วิชาหรอก หนึ่ง เรียนเป็นเชฟ สอง เรียน Business Management เราคิดว่าการบริหารค่อยเรียนต่อก็ได้ หรือเชฟ เราก็ไม่ได้อยากทำอาหาร เราชอบจัดการ ชอบอยู่หน้าร้าน ชอบทำงานกับคน เลยตัดสินใจเรียนด้านโภชนาการ สาขา Nutrition & Food Science ที่ King’s College ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท”

น่าสนใจที่ทายาทคนนี้เลือกเรียนสาขาที่จะทำให้เธอเข้าใจแก่นแท้ของธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่แค่ในเชิงธุรกิจ แต่หยั่งลึกไปถึงคุณค่าและสิ่งที่เลือกทำ

เมื่อเป็นธุรกิจอาหาร ก็ต้องรู้เรื่องโภชนาการ ในยุคที่คนทั่วไปยังไม่ได้พิถีพิถันกับทุกสิ่งที่บริโภค ในวันที่คำว่าคีโตหรือวีแกนยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แม้จะคลุกคลีอยู่ในร้านอาหารของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก นี่ก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับแนท 

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

“ในฐานะร้านอาหาร เราต้องเข้าใจว่าอาหารแต่ละอย่างทำอะไรกับร่างกายลูกค้าเวลากินเข้าไป โดยมีหลัก 3 ข้อ หนึ่ง ต้องปลอดภัย สอง มีประโยชน์ต่อเขา และสาม ไม่ส่งผลเสียต่างๆ

“ว่าไปแล้วก็เหมือนหมอ สมมติเราเป็นมะเร็ง เราไปหาหมอคนนี้เพราะมีคนแนะนำว่าเขารักษาให้หายได้ เราอาจไม่รู้จักเขามาก่อน และคงไม่ไปนั่งถามว่า หมอคะ หมอจบอะไรมา รักษาหายมากี่คนแล้ว แต่เรามั่นใจในตัวเขา เช่นเดียวกับร้านอาหาร ลูกค้าหรือคนที่เดินเข้ามาต้องมั่นใจว่าร้านนี้ไม่ได้ช่วยแค่ให้อิ่มท้อง แต่กินแล้วปลอดภัยและมีประโยชน์กับเรา”

หลังเรียนจบ เธอเข้าทำงานกับ เฮสตัน บลูเมนธาล (Heston Blumenthal) เชฟชื่อดังที่ The Fat Duck ร้านอาหารแนว Gustronomy ระดับมิชลิน 3 ดาวในกรุงลอนดอน ก่อนจะย้ายไปทำงานกับบริษัทอุปโภคบริโภคระดับนานาชาติอย่าง Unilever, Lipton Ice Tea และย้ายไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการอย่างจริงจัง

เธอกลับมารับหน้าที่ทายาทรุ่นสามในธุรกิจครอบครัวที่มั่นคงอยู่แล้ว มีระบบดีอยู่แล้ว เธอไม่รู้จะเริ่มตรงไหนหรือเปลี่ยนอะไร ทุกก้าวของแนทมีโอกาสผิดพลาดได้ เป็นอย่างนั้นอยู่ 4 เดือนที่เธอไม่รู้ว่ามาถูกทางหรือเปล่า จนตัดสินใจขอประชุมกับคุณพ่อเพื่อถามว่า ในฐานะลูกน้องคนหนึ่ง พ่อคาดหวังอะไรจากเธอ

“อยากเห็นโคคาอยู่ถึงห้าร้อยปี”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

“อยากเห็นโคคาอยู่ถึงห้าร้อยปี” 

คุณพ่อพิทยาพูดกับเธอในวันนั้นพร้อมประกาศเกษียณตัวเอง เป็นทั้งความคาดหวัง ความไว้วางใจ และความกดดันในเวลาเดียวกัน และทุกครั้งไม่ว่าจะทำหรือตัดสินใจอะไร เธอจะคิดถึงประโยคนี้ก่อนเสมอ

หน้าที่แรกที่เข้ามารับผิดชอบในบริษัทคือการดูแลฝ่ายปฏิบัติการทั้งหมด เป็นเหมือนพนักงานคนหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ทุกอย่าง ซึ่งไม่ได้สวยงามหรือง่ายดายอย่างที่หลายคนคิด

“เบื้องหลังธุรกิจครอบครัวหกสิบปีมันมีอะไรเยอะ มีความซับซ้อน เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีตำนาน มีห้องเก็บของเยอะๆ แล้วเราต้องเข้าไปเก็บของให้เรียบร้อย ให้ทันยุคทันสมัย

“โมเดลของโคคามีลูกค้าเป็นเจเนอเรชันสู่เจเนอเรชัน ซึ่งสะท้อนกลับมาที่พนักงานเราเช่นกัน มีตั้งแต่อายุสิบแปดจนถึงหกสิบปี วันที่เราเข้ามาทำ แปดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นคนเก่าคนแก่ เราต้องดูแลทั้งกลุ่มคนที่อยู่กับเรามานาน และก็ต้องเข้าใจคนรุ่นใหม่”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

ถ้าอยากอยู่ไปถึง 500 ปี แนทไม่สามารถบริหารธุรกิจแบบเดิมต่อไปได้ โคคาสุกี้ ต้องไปพร้อมกับยุคสมัยอย่างสมดุลโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

“คำถามคือ เราจะทำให้คนทุกรุ่นพอใจได้ยังไง สิ่งหนึ่งที่พูดกันบ่อยมากเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวคือ ‘อ๋อ ที่เปลี่ยนไปขนาดนี้เพราะลูกหลานมารับช่วงต่อ’”

แนทใช้เวลา 5 ปีในการศึกษาโปรดักต์ของโคคาสุกี้อย่างละเอียด หาคำตอบว่าลูกค้าจริงๆ ของแบรนด์คือใคร จะทำอย่างไรให้เข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่ ขณะยังเป็นที่รักของลูกค้าเก่าแก่ไม่เสื่อมคลาย จึงเกิดเป็น Coca Pop Up ที่หัวหิน สาขาแรกของเธอที่ต่อยอดมาจากไอเดียคุณพ่อ ปรับเปลี่ยนโฉมให้เก๋และเท่ ถ่ายรูปออกมาก็ดูดี ผลคือได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เด็กลงกว่าเดิม

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น
ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

“มันทำให้เห็นว่าอาหารเรายังเวิร์กอยู่นะ กับทุกกลุ่มรวมถึงกลุ่มใหม่ด้วย เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นร้านแบบ Fine Dining หรืออาหารฟิวชันแบบที่เขาฮิตกัน เราแค่ต้องแต่งตัวให้มันดูดีขึ้น เปรียบเทียบเหมือนคุณป้าอายุหกสิบกว่า แต่แกเจ๋งนะ แต่งตัวสดใส ทันสมัย 

“สิ่งที่เรามีมากกว่าเครื่องแต่งกายภายนอกคือประวัติยาวนาน มันเป็น Sweat and Tears เราซื้อได้ทุกอย่าง เราซื้อ Interior สวยได้ เราซื้อจานชามสวยได้ เราซื้อโฆษณา เราซื้อพีอาร์ได้ แต่ตำนานหกสิบกว่าปี เราซื้อไม่ได้ ฉะนั้น การเข้ามาของเราก็ต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ ในขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนให้มันดีขึ้น”

ไม่ใช่แค่อาหารอร่อย ปลอดภัย แต่ต้องรู้ถึงแหล่งที่มา

โคคาสุกี้มีวิธีดำเนินการแบบ Farm to Table มาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า เริ่มจากคุณย่าไปเดินตลาดเอง ซื้อผักเอง ซื้อเนื้อสัตว์เอง แนทบอกว่าเรียนรู้ว่าปลาสดตาต้องใสก็จากคุณย่าเช่นกัน จากที่เริ่มใช้ผักออร์แกนิกจากแหล่งที่ไว้ใจได้เมื่อ 30 ปีก่อน มาถึงมือของทายาทรุ่นปัจจุบันที่ยกให้ความยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญ จึงสร้างฟาร์มไร้สารพิษเป็นของตัวเองขึ้นมา

“น้องสาวเราเรียนจบจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และสารเคมีเป็นประเด็นใหญ่มาก เคมีบางตัวต่างประเทศสั่งห้าม ในไทยกลับหาซื้อได้ในราคาถูก เขาเลยตั้งคำถามว่าทำไมบ้านเราถึงโอเคกับสิ่งนี้ แล้วเกิดไอเดียว่าโคคาควรปลูกผักกันเอง อย่างน้อยให้ลูกค้าเรากิน ให้คนในครอบครัวเรากิน เกิดเป็น Coca Boutique Farm ซึ่งเราพยายามจะสร้างวัฏจักรข้างใน อย่างเช่น เราเลี้ยงไก่ มูลไก่เอามาทำปุ๋ย ส่วนไข่เอาไปขาย เปลือกไข่ก็เอากลับไปทำปุ๋ย เช่นเดียวกับบ่อปลา มูลของปลาในน้ำก็เอามารดน้ำพืชผักต่างๆ เรามีผักตามฤดูกาล อะไรสดเราก็เอามาขาย อันไหนปลูกไม่ได้เราก็มีแหล่งผลิตที่ไว้ใจ หรือถ้าวัตถุดิบไหนมีมากจนเหลือก็นำมาขายที่ร้าน”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น
ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

แต่แค่นั้นยังไม่พอสำหรับทายาทผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหารเป็นพิเศษ เธอตั้งคำถามต่อว่า ข้าวที่โคคาเสิร์ฟนั้นมาจากไหน

ก่อนหน้านี้ทุกๆ ปี Mango Tree ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือจะจัด Chef Trip ไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อสอนวิธีการอยู่แบบไทย ดูว่ากว่าจะได้วัตถุดิบมาต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ต้องใส่ความรัก ความเอาใจใส่ เธอจึงตั้งมั่นว่าจะสนับสนุนเกษตรกรเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด โดยตัดพ่อค้าคนกลางออกไปจากการซื้อขาย

“การปลูกข้าวยากมาก และสิ่งที่เศร้าที่สุด คือชาวนาเข้าใจว่าต้องใส่สารเคมีในนาข้าวเยอะๆ ไม่อย่างนั้นข้าวคุณไม่โตแน่นอน เขาเลยเสียเงินไปกับสารเคมีเยอะมาก แล้วมันไม่ใช่แค่ใส่เข้าไปนะ ผลกระทบอาจร้ายแรงไปถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อร่างกาย พอเขาได้ข้าวมาก็ไปขายให้กับโรงสี สมมติกิโลกรัมละสิบบาท แต่เวลาเราซื้อขาวที่ซูเปอร์มาร์เก็ตกิโลละหกสิบบาท จากสิบบาทไปหกสิบบาท ตรงกลางมันหายไปไหน ทั้งๆ ที่คนไทยกินข้าวมากที่สุด”

Coca Feels Good คือโครงการถาวรที่จับมือกับชาวนารุ่นใหม่ เกษตรกรคนแรกที่เข้าโครงการคือหลานของพนักงานคนหนึ่งในบริษัท โดยเริ่มจากที่นาแปลงเล็กๆ บริษัทส่งอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกข้าวเข้าไปสอน เมื่อมีผลิตภัณฑ์ออกมาก็รับซื้อทั้งหมด ถ้ามากเกินกว่าจะใช้ทำอาหารในร้าน ก็ขายปลีกในร้านให้ลูกค้าซื้อกลับไป

ผลปรากฏว่าแปลงนานี้ได้ผลผลิตเท่ากับเมื่อก่อน แต่ประหยัดเงินค่าสารเคมีไปได้ถึงเดือนละ 30,000 บาท เขาได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรอยู่ได้ ธุรกิจอยู่ได้ ลูกค้าได้ประโยชน์ เพราะได้กินข้าวคุณภาพดี

โคคาสุกี้ของแนทจึงไม่ใช่แค่อาหารอร่อย สะอาด ปลอดภัย แต่ต้องรู้เบื้องหลังทั้งหมด และทำให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น

เปลี่ยนกระบวนการคิดเพื่ออยู่รอด

ถ้าลองสังเกตดีๆ จะพบว่าสาขาส่วนใหญ่ของโคคาสุกี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง พึ่งพาลูกค้าชาวต่างชาติถึง 60 เปอร์เซ็นต์ โมเดลธุรกิจคือการนั่งทานในร้านทั้งหมด ไม่มีระบบเดลิเวอรี่ อะไรที่เคยเป็นจุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อนทันทีเมื่อมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 หลายประเทศงดการเดินทางเข้าออก พฤติกรรมของคนในประเทศเปลี่ยนไป จากการเดินทางเข้ามาทำงานในตัวเมือง เป็นการ Work From Home อย่างไม่มีกำหนด หลายบริษัทถึงขนาดเปลี่ยนนโยบายเป็นการทำงานออนไลน์ไปถาวร

“ในรุ่นคุณพ่อ เขามองประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว ร้านใจกลางเมืองมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ คุณพ่อขยายธุรกิจไปต่างประเทศก็ได้รับการตอบรับดีมาก พอเกิดวิกฤต เราได้กลับมาวิเคราะห์อีกครั้ง ลูกค้าต่างชาติไม่เข้ามา คนในประเทศกลับไปใช้ชีวิตรอบนอกเมือง ก็ต้องปรับโมเดลให้ยืดหยุ่นขึ้น Agile ขึ้น

“ถ้าจะขยายร้านโคคาใหญ่ๆ ไม่น่าจะเวิร์กแล้วในวันนี้ เราขายได้เฉพาะแบบเดลิเวอรี่ มันไม่เมกเซนส์ ถ้าจะอยู่รอดในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในยุค COVID-19 เราต้องตั้งโมเดลใหม่ ปรับตัวไปกับยุคในเร็วขึ้น ย่อไซส์ลงมา เลยเป็นเหตุผลที่ปิดสาขาสยาม ทั้งๆ ที่คุณปู่กับคุณย่าสร้างมาใหญ่โต ส่วนคุณพ่อก็สืบทอดทำให้ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นไอคอนคู่สยามสแควร์ พอมารุ่นเรา เราต้องเป็นคนประกาศปิด แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างบ้านหลังหนึ่งกับครอบครัว ไม่เป็นไร เราย้ายตำแหน่งได้ แต่วันนี้เราต้องพาครอบครัวไปให้รอด”

COCA Pop Up คือทางรอดแรก รื้อภาพจำของภัตตาคารโคคาออกทั้งหมด เหลือเพียงหนึ่งห้องแถวที่กระจายไปอยู่นอกตัวเมือง พร้อมเมนูที่ดึงเฉพาะรายการยอดนิยม ปรับโฉมร้านให้ดูทันสมัย บรรยากาศจะดูสบายๆ ต่างจากสาขาเก่าในเมืองที่เน้นรับรองลูกค้าในย่านธุรกิจ ทำให้มีลูกค้ากลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ และแน่นอนว่าลูกค้าเก่าแก่ก็ยังแวะเวียนไปทั้งสาขาหัวหินและกรุงเทพกรีฑา

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

ทางรอดที่สองคือ จิ๊กโก๋ แนทดึงเมนูของทานเล่นที่ขายดีของโคคาสุกี้มาปรับเป็นโมเดลธุรกิจแบบ Kiosk ที่ไปเปิดตามอีเวนต์ในที่ต่างๆ ได้ เลือกปาท่องโก๋เพราะเป็นอาหารที่เข้าถึงคนง่าย คนไทยทุกคนรู้จัก และเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

ทำให้ธุรกิจอายุกว่าครึ่งศตวรรษทำงานแบบสตาร์ทอัพ

วิกฤตยังสร้างผลกระทบต่อวัฒนธรรมองค์กรอายุกว่า 60 ปีที่มีพนักงานหลากหลายเจเนอเรชัน

โคคาสุกี้ได้ข่าว COVID-19 ครั้งแรกจากสาขาที่ประเทศจีน สิ่งแรกที่ทายาทรุ่นสามทำ คือการเรียกประชุมทุกแผนก ต้อง Work From Home แต่ละแผนกต้องไปทำการบ้านมาว่าจะทำงานของตัวเองอย่างไร 3 วันถัดมา รัฐบาลสั่งปิดกิจการร้านอาหาร วัฒนธรรมในองค์กรเลยต้องปรับเปลี่ยนมาใช้วิธี Agile ที่พยายามลดขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้การตัดสินใจเกิดขึ้นได้เร็ว

“พนักงานทุกคนต้องปรับตัว มีอายุแค่ไหนก็ต้องเรียนรู้คอมพิวเตอร์ให้ได้ พอร้านปิด ใครไม่มีตารางงานแล้วขับมอเตอร์ไซค์ได้ก็มาเป็น Coca Man รับส่งเดลิเวอรี่ เพราะเราขายหน้าร้านไม่ได้ ค่าส่งทั้งหมดให้พนักงาน

“เราจะยึดระบบเหมือนสมัยก่อนไม่ได้แล้ว สมัยก่อนส่งอีเมล ตอนนี้ไลน์กรุ๊ป อัปเดตวันต่อวัน สมัยก่อนมี KPI ปีหน้าจะทำอะไร มาเป็นพรุ่งนี้จะทำยังไง สมัยก่อนวางแผนไปขยายสาขาที่นั่นที่โน่น มีกี่ที่ ร้อยที่พอไหม เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว พฤติกรรมคนเปลี่ยน คนกินข้าวในบ้านมากขึ้น Take Away มากขึ้น อาหารของเราก็ต้องปรับเปลี่ยน ต้องเป๊ะมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนไปถึงบ้านลูกค้า 

“สมัยก่อนเราไม่มีเดลิเวอรี่ เพราะเราไม่เชื่อว่าอาหารจะไปถึงที่บ้านแล้วอร่อยเท่าที่ปรุงสด เราเริ่มทำเมื่อปลาย พ.ศ. 2562 เพราะเห็นแล้วว่าถ้าไม่ปรับเป็นเดลิเวอรี่น่าจะยาก ตอนแรกจำกัดเมนูด้วยซ้ำไป ไม่ได้ใส่ทุกอย่าง มันเป็น Modern-way Thinking เป็น Modern-way Execution สำคัญมากต้องเร็ว เราจะช้าไม่ได้”

วางอัตตา ถ้าผิดต้องขอโทษ

เป็นธรรมชาติของคนที่ชอบอยู่ใน Comfort Zone ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ยิ่งเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ยิ่งเปลี่ยนยาก 

แนทบอกว่าเธอใช้พลังภายในในการโน้มน้าวคน วางอัตตาของการเป็นผู้สืบทอด และยอมรับว่าสิ่งที่เธอคิดอาจไม่ถูกต้องเสมอ

“เราจะเปิดใจมาก เราขอโทษคนได้ ถ้าวิธีที่เราเสนอ ลองแล้วไม่เวิร์กก็กลับไปใช้วิธีเก่า ไม่เป็นไร เอาประสบการณ์ของทั้งเราและพนักงานมาแบ่งปันและจูนกัน จนถึงวันนี้ก็ยังใช้วิธีนี้อยู่

“ในร้านอาหารมันมีเรื่องใหม่ๆ ปัญหาใหม่ๆ ให้แก้ทุกวัน เราไม่ใช่ธุรกิจอุตสาหกรรม เราไม่ใช่ธุรกิจไอที เราเกี่ยวข้องกับคนล้วนๆ ลูกค้าก็คน พนักงานก็คน ซัพพลายเออร์ก็คน ฉะนั้น เราต้องนึกถึงใจเขาใจเราในทุกๆ วันที่ทำงาน”

ของดีไม่ได้เกิดจากทางลัด

สิ่งหนึ่งที่ทายาททุกรุ่นของโคคาสุกี้เชื่อเหมือนกันมาตลอด 64 ปีคือ ธุรกิจร้านอาหารอยู่ในสายเลือดของครอบครัว และจะไม่เดินทางลัด

“คุณย่าเคยสอนว่า อาหารที่อร่อยที่สุดมาจากวัตถุดิบที่ดีที่สุดเท่านั้น ไม่สามารถเอาปลาเน่ามาทอดแล้วทำให้มันอร่อยได้ ทุกอย่างจึงไม่มี Short Cut เราต้องพิถีพิถัน เราต้องซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์กับพนักงาน ซื่อสัตย์กับลูกค้า ซื่อสัตย์กับธุรกิจ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ นี่คือหัวใจสำคัญของโคคามาตลอด”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

นอกจากอาหาร สิ่งที่เป็นหัวใจของโคคาคือบริการ และเป็นอุปสรรคครั้งใหญ่ของธุรกิจในยุควิกฤต เพราะการเดลิเวอรี่ไม่สามารถนำส่งประสบการณ์ความรู้สึกในร้านใส่หีบห่อ

พนักงานเสิร์ฟหลายคนมีอายุพอๆ กับสาขาเก่าแก่ จนกลายเป็นความสัมพันธ์แบบครอบครัว เหมือนเวลาทานข้าวที่บ้านอย่างไรอย่างนั้น

“วันนี้กินผักหรือยัง”

“ไม่ได้กินปลานานแล้ว กินปลาด้วยนะ”

นี่คือบทสนทนาระหว่างลูกค้าและพนักงานโคคาสุกี้ที่แนทได้ยินจนชินหู และเป็นสิ่งสำคัญที่เธอพยายามจะปลูกฝังพนักงานรุ่นใหม่ให้เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรอย่างถ่องแท้ โดยวิธีการก็ไม่ซับซ้อน คือทำให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โพสต์ประกาศปิดตัวสาขาสยามจะถูกแชร์ออกไปมากกว่าพันครั้ง และมีคอมเมนต์เล่าความทรงจำที่ร้านเกือบครึ่งพัน เพราะธุรกิจนี้ออกแบบมาให้เป็นมากกว่าร้านอาหาร แต่เป็นความรู้สึก เป็นช่วงหนึ่งของชีวิต เป็นประสบการณ์พิเศษที่ทายาทคนนี้จะรักษาไว้กับอีกหกสาขาที่เหลือ

เหมือนที่มีใครบอกไว้ #ตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

ขอบคุณภาพบางส่วนจากโคคาสุกี้

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ผมเกิดวันที่ 5 ม.ค. พ.ศ. 2528 

อาม่าเคยบอกว่าเป็นวันดี แต่ไม่ได้บอกว่าดียังไง

วันหนึ่งระหว่างวิ่งเล่นในบ้าน ผมเจอแผ่นกระดาษที่ฉีกจากปฏิทินกระดาษประจำบ้าน หุ้มซองพลาสติกอย่างดี วันที่ในกระดาษคือวันเกิดผม มีข้อมูลเป็นภาษาไทยและจีนที่เด็กอย่างผมอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ

ถ้าคุณมีเชื้อสายจีน มีครอบครัวและมีลูกประมาณช่วงยุค 80 การตัดปฏิทินกระดาษที่เรียกว่า ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ หน้าที่เป็นวันเกิดของลูกถือเป็นธรรมเนียมปกติ หลายครอบครัวเก็บรักษาไว้ประหนึ่งเป็นเอกสารสำคัญ 

หลายสิบปีต่อมา ผมถึงรู้ว่าปฏิทินนั้นไม่ได้บอกแค่เวลา แต่ยังบอกข้อมูลสำคัญทางโหราศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาจีน 4 แถวเรียกว่า ‘ปาจื๊อ’ เราสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ ‘ขึ้นดวง’ เพื่อดูว่าเด็กที่เกิดวันนี้เป็นคนธาตุไหน ลักษณะเป็นอย่างไร 

ประหนึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวของชีวิต ช่วยแนะนำพ่อแม่ว่าควรเลี้ยงลูกให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ปฏิทินน่ำเอี๊ยง คือของที่ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนต้องมีติดบ้าน น่ำเอี๊ยงไม่ได้เป็นแค่ชื่อปฏิทิน แต่ยังเป็นชื่อสำนักโหราศาสตร์จีนที่อยู่คู่ประเทศไทยมากว่า 80 ปี สถาบันแห่งนี้เป็นเสาหลักทางจิตใจของคนจีนที่อพยพมาในประเทศไทยหลายทศวรรษ 

พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงยังคงยืนหยัดภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่สาม กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล พาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ล่าสุด เขากำลังนำเทคโนโลยีปรับธุรกิจให้กลายเป็นแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย เตรียมเปิดตัวในเทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 ที่กำลังจะถึงนี้

ภารกิจของทายาทรุ่นนี้ท้าทาย ไม่ต่างจากที่อากงของเขาเคยทำเมื่อหลายทศวรรษก่อน 

สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย มีบางเหตุการณ์ในบางช่วงเวลาที่สำคัญ ควรค่าแก่การเน้นย้ำ เราจึงอยากเล่าเรื่องการเดินทางของน่ำเอี๊ยงผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้งการฉกฉวยโอกาสในยามโชคดี และการหลีกเลี่ยงโชคร้ายในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

ธุรกิจ : โหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2499 (นับจากปีที่ตั้งสำนักถาวร)

ประเภท : สำนักโหราศาสตร์

ผู้ก่อตั้ง : ซินแสเฮียง แซ่โง้ว

ทายาทรุ่นสอง : ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล

ทายาทรุ่นสาม : กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล

เฮียง แซ่โง้ว เดินทางจากจีนถึงไทย ลงเรือที่จังหวัดสงขลา

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีไม่ได้จากบ้านมาทำงานเฉกเช่นคนจีนในวัยเดียวกัน เขามาตามหาพ่อที่หายตัวไป 

หลายปีก่อนหน้า พ่อของเฮียงจากบ้านมาทำงานแล้วส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ประเทศจีน วันหนึ่งพ่อขาดการติดต่อ ลูกชายจึงเดินทางมาตามหา สุดท้ายเขาพบข่าวร้ายว่าพ่อเสียชีวิตกะทันหันในประเทศไทย จึงขาดการติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศจีน 

แม้โศกเศร้า แต่นายเฮียงก็ไม่กลับบ้านเกิด ตั้งใจสืบปณิธานทำงานที่เมืองไทยส่งเสียครอบครัวแทนพ่อผู้ล่วงลับ

ด้วยความสนใจทางโหราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก นายเฮียงศึกษาและพัฒนาจนสามารถใช้ความรู้โหราศาสตร์เป็นอาชีพ ซินแสเฮียง แซ่โง้ว หรือ ‘เหล่าซินแส’ กลายเป็นที่รู้จักในชุมชนคนจีนอย่างรวดเร็ว งานหลักของเหล่าซินแสคือการดูฤกษ์งามยามมงคลให้กับธุรกิจชาวจีนที่เปิดใหม่ในเมืองไทย และรับทำนายดวงชะตาด้วยวิธีหลายรูปแบบ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

การทำงานช่วงแรกหนักหน่วงไม่น้อย ซินแสพูดไทยไม่ได้ ต้องอาศัยให้เพื่อนช่วยเป็นล่ามแปล ไม่มีหน้าร้านหรือสำนักถาวร เขารับงานแบบไม่หวั่นงานหนัก เดินทางช่วยผู้คนทั่วหล้าแบบถึงไหนถึงกัน

โหราศาสตร์จีนมีหลายแขนง หลากความเชื่อ สำหรับเหล่าซินแส เขาเชื่อว่าทฤษฎีการดูดวงชะตามิได้ทำขึ้นเพื่อให้คนงมงาย แต่เพื่อให้เรามีหลักในการตัดสินใจ 

ชีวิตคนย่อมมีขึ้นมีลง เมื่อเราโชคดี ทำอย่างไรจึงจะฉวยโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเผชิญปัญหา ทำอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงโชคร้ายไม่ให้เป็นอันตรายกับเรามากที่สุด

หากเราเข้าใจโชคชะตาของตัวเอง ย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะปรับชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 

นี่เป็นหลักการที่เหล่าซินแสมอบให้คนจีนที่มาเผชิญโชคในต่างแดน ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงทั้งทางกายและจิตใจ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ชื่อเสียงของเหล่าซินแสแพร่กระจายไปทั่วสงขลา ได้รับเชิญให้เดินทางไปดูฤกษ์ยามทำนายชะตาชีวิตในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

วันหนึ่งเขาได้รับเชิญจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้มาตั้งสำนักโหราศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อว่า ‘น่ำเอี๊ยง’ แปลว่า แสงจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้ (ทิศมงคลตามความเชื่อของโหราศาสตร์จีน) เป็นความหมายที่ดีงามและเหมาะสมกับภารกิจของซินแสในตอนนั้น 

ยุคนั้นคนจีนรู้จักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงเป็นอย่างดี เป้าหมายต่อไปของซินแส คือการแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กว้างขึ้น ปัญหาแรกที่ต้องแก้คือกำแพงภาษา 

แม้เป้าหมายแรกคือทำให้คนจีนมีชีวิตดีขึ้น แต่ชีวิตคนไม่มีพรมแดน เส้นเขตแดนและสัญชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติที่แบ่งแยกผู้คน เหล่าซินแสจึงเริ่มใส่ภาษาไทยเข้าไปในผลงาน เปิดกว้างให้ความรู้ทางโหราศาสตร์เข้าถึงผู้คนยิ่งขึ้น

อีกปัญหาที่ซินแสอยากแก้คือ คนจีนในไทยยุคนั้นไม่รู้ว่าต้องจัดงานตามเทศกาลเมื่อไหร่ ปฏิทินที่ใช้ในไทยไม่ได้บอกว่าช่วงตรุษจีน สารทจีน หรือช่วงที่เทพเจ้าตามความเชื่อของคนจีนมาเยือนในทิศใด วันที่เท่าไหร่

ประเพณีเหล่านี้ทำสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวเสริมสร้างกำลังใจตลอดปี น่ำเอี๊ยงจึงทดลองนำความรู้ทางโหราศาสตร์มาใส่ในปฏิทิน ผลิตและจำหน่ายครั้งแรกใน พ.ศ. 2518

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงรุ่นแรกมีแต่ภาษาจีน เป็นตำราปฏิทิน มีข้อมูลโหราศาสตร์ที่บอกว่าแต่ละวันควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร วันธงไชยหรือวันดีที่เหมาะกับการทำงานใหญ่คือวันไหน เทพเจ้าอยู่ทางทิศไหน ควรกราบไหว้บูชาเมื่อไหร่ ลูกหลานจะได้ดำเนินชีวิตตามเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นเหมือนอาวุธข้างกายในการฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างดำเนินชีวิต บนแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ปฏิทินกลายเป็นสินค้าพลิกชีวิตของซินแส นอกจากจะขายดียังเปลี่ยนแนวการดำเนินธุรกิจสำนักโหราศาสตร์ไปไม่น้อย หลายทศวรรษผ่านไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงยังคงมีขาย ครอบครัวคนจีนยังนิยมซื้อไว้ติดบ้าน กลายเป็นสินค้ามงคลที่ผู้คนซื้อไว้ทั้งใช้งานเองและซื้อให้คนที่เคารพเพื่ออวยพรให้มีโชคดีทั้งปี 

นอกจากปฏิทิน ซินแสยังพยายามส่งต่อความรู้ทางโหราศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง ด้วยการเขียนเป็นตำราชื่อว่า ตำราทงจือน่ำเอี๊ยง เนื้อหาจะสอนการใช้โหราศาสตร์ มีทั้งภาษาไทยและจีน นอกจากนี้ยังมีการทำตำราฉบับตัดทอนให้สั้น เข้าใจง่าย เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นและนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ความจริงการบริหารสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงที่กรุงเทพฯ ไม่ง่าย ต้องเผชิญปัญหาสารพัด ซินแสสู้ทำสำนักจนยืดหยัดได้มั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาไม่เคยทิ้งวิสัยทัศน์ที่ว่า ต้องทำโหราศาสตร์ให้เข้าใจง่าย อย่ามองเป็นแค่การค้า แต่คือทางเลือกที่ช่วยให้คนฉวยโอกาสเป็น ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้จริง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

เมื่อถึงช่วงทายาทรุ่นสองเข้ามาสืบต่อ ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล เริ่มขยายธุรกิจออกไปให้กว้างขึ้น รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยที่ยังไม่ทิ้งหลักการของสำนักโหราศาสตร์ที่เหล่าซินแสสร้างไว้ บริการดูฤกษ์ยามมงคลให้บริษัทและองค์กรยังมีเหมือนเดิม เริ่มตั้งโรงงานผลิตปฏิทินอย่างจริงจังเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

ตัวปฏิทินก็มีการพัฒนาผลิตออกเป็น 2 แบบ คือสมุดฉีกก้อนสีแดง อัดแน่นด้วยข้อมูลโหราศาสตร์ตลอด 365 วัน ออกแบบให้ใช้วางบนโต๊ะหรือเก็บในลิ้นชัก เป็นเหมือนคู่มือการดำรงชีวิต หยิบใช้งานง่าย แบบที่สองคือเป็นแผ่นกระดาษขนาดใหญ่รายเดือน ปฏิทินแบบนี้ออกแบบให้ใช้แบบแชร์กันในครอบครัว เหมาะกับการแขวนไว้กลางบ้านให้ทุกคนได้ดู ไหว้เจ้าวันไหน สารทจีนเมื่อไหร่ เดินมาดูได้สะดวก

มีนวัตกรรมน่าสนใจสองอย่างที่น่ำเอี๊ยงริเริ่มขึ้นในยุคนี้ หนึ่งคือการขายโฆษณาบนตัวปฏิทิน ช่วงหลังมีหลายองค์กรนิยมสั่งปฏิทินเพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวาระพิเศษ น่ำเอี๊ยงจึงปรับรูปแบบปฏิทินให้มีพื้นที่ว่าง สามารถประทับตราบริษัทหรือใส่โฆษณา เป็นการเพิ่มรายได้ขยายโอกาสไปในตัว ในขณะเดียวกันก็ยังมีปฏิทินที่ไม่มีโฆษณาสำหรับคนทั่วไปได้เลือกซื้อ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

สองคือการขายแบบของปฏิทินให้โรงพิมพ์อื่น ๆ ได้พิมพ์ปฏิทินของตัวเอง ยุคนั้นโรงพิมพ์หลายเจ้าได้รับโจทย์จากลูกค้าให้ทำปฏิทิน โรงพิมพ์ก็มาจ้างน่ำเอี๊ยงทำให้ ช่วงหลังโรงงานผลิตปฏิทินไม่ทัน จึงเกิดการร่วมมือแบบที่สมัยนี้เรียกว่า Collaboration น่ำเอี๊ยงจะขายแบบปฏิทินในลักษณะเป็นกระดาษที่มีวันที่และข้อมูลโหราศาสตร์ครบถ้วน เว้นช่องว่างด้านบนและล่าง ให้โรงพิมพ์ไปพิมพ์ตราโลโก้ของบริษัทคู่ค้าเอง เพิ่มความเร็วในการผลิตโดยไม่ต้องเหนื่อยทำเองทุกชิ้นเหมือนเมื่อก่อน 

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่เราเห็นทุกวันนี้จึงมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งของที่น่ำเอี๊ยงผลิตเอง และของที่โรงพิมพ์อื่นผลิตจนดูเหมือนเป็นสินค้าคู่แข่ง แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการผลิตส่งออกขายไปยังต่างประเทศ ถ้าแวะไปบ้านครอบครัวชาวจีนในพม่า เวียดนาม ลาว และสิงคโปร์ เราจะได้เห็นปฏิทินน่ำเอี๊ยงหน้าตาไม่ต่างจากของไทยเราเลย

ค้นชื่อโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงวันนี้ เราจะได้เห็นทั้งหน้าและชื่อของ กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล บ่อยขึ้น 

เขาคือลูกชายคนโตของชาญชัย ตั่วซุงของตระกูลผู้รับตำแหน่งทายาทรุ่นสามของสำนักโหราศาสตร์อายุกว่า 80 ปีแห่งนี้ 

เมื่อคนรุ่นใหม่รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะคิดค้นวิธีการที่ทันสมัยมาพัฒนาธุรกิจ บางครั้งก็มีความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้น กิตติธัชโชคดีที่ไม่ค่อยมีเรื่องนี้ แม้การทำงานช่วงแรกเมื่อ 4 ปีก่อนจะมีเรื่องต้องพิสูจน์บ้าง แต่การทำงานโดยรวมถือว่าค่อนข้างราบรื่นและไปได้ดี

ถ้าดูอย่างละเอียด สิ่งที่กิตติธัชทำมีความน่าสนใจใหญ่ ๆ อยู่ 2 ข้อ 

หนึ่ง เขามีทัศนคติที่ดีมากกับครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องโหราศาสตร์ 

คนอื่นอาจมองว่าการดูดวง ดูฤกษ์ยาม เป็นเรื่องงมงาย แต่กิตติธัชมองว่านี่คือ Data เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ผกผันตามการเคลื่อนของดวงดาว ถูกรวบรวมและวิเคราะห์มาเป็นพันปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

“ความจริงโหราศาสตร์คือ Data อยู่แล้ว มันคือสถิติที่บันทึกมาเป็นพันปี คนจีนในวังสมัยก่อนจะบันทึกว่าเมื่อดวงดาวกลุ่มนี้เคลื่อนมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในเมืองบ้าง คำนวณ วิเคราะห์ แล้วก็เอามาใส่ในปฏิทิน เพื่อบอกว่าเมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงดาวเคลื่อนไหว เหมาะกับการทำและไม่ทำอะไร ทิศมงคลอยู่ด้านไหน นี่คือที่มาของหลักโหราศาสตร์จีน เนื้อหาในปฏิทินจึงเป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตของเรา”

กิตติธัชยังมองว่า คุณค่าของแบรนด์คือการมองโหราศาสตร์เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง การรักษาหลักการของมัน ก็เท่ากับรักษาวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาช้านานด้วย

“เราพยายามจะสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามและมีมานาน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ทำยังไงให้วัฒนธรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ เพราะคนในสังคมนำโหราศาสตร์มายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ทำให้แต่ละคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง ผมว่าตรงนี้มันอยู่ในวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ถูกนำออกมาให้เห็น ผมคิดว่าโหราศาสตร์จะทำให้สังคมอยู่อย่างมีความสุขได้” ทายาทรุ่นสามเล่า

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

เรื่องที่สองที่กิตติธัชโดดเด่น คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เล่าเรื่องธุรกิจ 

นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์ใหม่ให้สวย ใช้งานง่าย การเปิดบริการของน่ำเอี๊ยงทาง Line Official Account ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใครก็ทำกัน แต่มันเป็นวิธีที่ได้ผลมากสำหรับน่ำเอี๊ยง เพราะลูกค้าของน่ำเอี๊ยงต่างถามถึงการให้บริการทางมือถือ หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในต่างประเทศ ไม่สะดวกเดินทางมาที่สำนัก

ตอนนี้บริการปกติของสำนักสามารถทำผ่านออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งระบบซินแสคอยให้คำปรึกษาเป็นพิเศษสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากใช้บริการโดยเฉพาะ

การทำคอนเทนต์ผ่าน Social Media ก็เช่นกัน กิตติธัชไม่อยากให้น่ำเอี๊ยงเป็นสำนักโหราศาสตร์แบบปิด เมื่อจุดแข็งของที่นี่คือความรู้ เขาก็พยายามเปิดสำนักให้คนมาเรียนรู้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อคนเข้าใจโหราศาสตร์ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น คนก็จะกลับมาใช้บริการด้วยความคิดว่าเขายึดสิ่งนี้เป็นที่ปรึกษาให้ชีวิตได้

เทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงจะเปิดบริการใหม่ นำหลักโหราศาสตร์มาทำเป็นแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้บริหารหนุ่มก็มีเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลือกทางนี้

“หลายคนซื้อปฏิทินน่ำเอี๊ยงมา เจอข้อมูลเป็นภาษาจีนค่อนข้างเยอะ เราพออ่านคำจีนได้จะเข้าใจ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่อยู่ด้านหลัง โจทย์ของเราคือทำยังไงให้ข้อมูลเข้าใจง่ายมากขึ้น 

“แอปฯ ของน่ำเอี๊ยงไม่ใช่ปฏิทินทั่วไป แต่สามารถใส่วันเดือนปีเกิดของเราลงไป จะมีระบบหลังบ้านของสำนักโหราศาสตร์นำมาขึ้นดวงให้แต่ละคนได้ดู ได้ใช้ เขาสามารถนำดวงนี้มาคำนวณเวลามงคล ทิศมงคล เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงในแต่ละวันให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ทำให้โหราศาสตร์จีนผสมผสานเข้าไปในชีวิตคนมากขึ้น” 

ฟังกิตติธัชเล่าก็เบาใจ แผ่นปฏิทินวันเกิดผมหายไปนานแล้ว นี่คือข้อดีของเทคโนโลยีในการช่วยเก็บรักษาข้อมูลบนอากาศ เขานำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ยุคนี้โหราศาสตร์กลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ของยุคสมัย ใคร ๆ ก็หาวอลเปเปอร์เสริมดวงแปะหน้าจอมือถือ กิตติธัชบอกว่าเขาค่อนข้างระวังในการเลือกสื่อที่จะใช้ในการสื่อสาร มันต้องตอบโจทย์สิ่งที่เขาคิดไว้ ความรู้ของน่ำเอี๊ยงเป็นก้อนสถิติชุดใหญ่ มีกลุ่มผู้ใช้กว้างมาก การพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่เก็บข้อมูลได้มากน่าจะตอบโจทย์การใช้มากที่สุด

อันที่จริง หากวันหนึ่งน่ำเอี๊ยงไม่ทำปฏิทินกระดาษอีก ผมก็เชื่อว่าสำนักโหราศาสตร์แห่งนี้จะยังคงยืนหยัดต่อไป เพราะสิ่งที่ทายาทหนุ่มรุ่นสามทำไม่ใช่แค่การทำปฏิทินให้เป็นดิจิทัล แต่เป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ของเหล่าซินแสที่เคยให้ไว้ในวันแรกของการทำธุรกิจ ชี้ช่องทางสว่างให้ผู้คนเห็นช่องทางการพัฒนาชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ 

ยิ่งทำให้ความรู้นี้เข้าใจง่าย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น สมกับเป็นแสงอาทิตย์ที่ฉายแสงสว่างในใจคนมากว่า 80 ปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม
ข้อมูลอ้างอิง
  • www.numeiang.com
  • www.theguardian.com

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load