21 ธันวาคม 2562
1.43 K

ตอนนี้อุณหภูมิของลอนดอนสูงไม่ถึง 10 องศาเซลเซียส ถึงฟ้าจะมืดเร็วแต่ทั่วเมืองก็ยังสว่างไสว เพราะสองข้างทางประดับด้วยของตกแต่งรับคริสต์มาส เหมาะแก่การเดินเตร็ดเตร่ในเมืองอย่างยิ่ง

จังหวะอากาศกำลังดีของลอนดอนมีมาให้เห็นไม่มาก ฉันมักจะชอบใช้มันให้คุ้มด้วยการปล่อยให้ตัวเองหลงทางไปตามท้องถนน ลัดเลี้ยวเข้าตรอกซอกซอย ดูว่ามีอะไรใหม่ๆ น่าตื่นเต้นผุดขึ้นมาในเมืองบ้าง 

แม้ค่าครองชีพและค่าที่อยู่อาศัยของเมืองนี้แพงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้ทุกตารางเมตรคือเงินคือทอง พื้นที่ถูกใช้อย่างแน่นขนัด บนถนนมีรถไม่ขาด ผู้คนเดินเบียดไหล่กัน แต่เมืองก็ยังหาทางเพิ่มพื้นที่สาธารณะรูปแบบต่างๆ อยู่เสมอ เพราะเขาให้ความสำคัญแก่ความเป็นอยู่ที่ดีของชาวเมือง

ตัวอย่างล่าสุดอยู่ที่คิงส์ครอส สถานีรถไฟที่ซ่อนชานชาลาที่ 9 ¾ สำหรับเดินทางไปฮอกวอตส์เอาไว้ คิงส์ครอสเป็นชุมทางใหญ่ที่ส่งคนอังกฤษเดินทางทั่วประเทศมาเป็นเวลาเกือบ 200 ปีแล้ว และตอนนี้ย่านคิงส์ครอสกำลังเปลี่ยนหน้าตาไป

แค่เดินทะลุสถานีไปสัก 500 เมตรก็จะถึงคลองขนาดเล็ก ที่เมื่อข้ามไปแล้วจะพบพื้นที่โฉมใหม่ลอนดอน อาคารยุคอุตสาหกรรมที่ดูทันสมัยด้วยหลังคาทรงเฟี้ยว ภายในตัวอาคารมีร้านแนวๆ เรียงรายทั้งซ้ายขวา สลับกับร้านอาหารและม้านั่ง

Coal Drops Yard โกดังเก็บถ่านหินเก่า

นี่คือ Coal Drops Yard โกดังเก็บถ่านหินเก่าที่ผันตัวมาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ประจำย่าน

ที่นี่มันมีดีอะไร ให้เราเล่าให้ฟัง แล้วคุณจะอยากจองตั๋วตามเรามาทันทีแน่นอน

อาคารอิฐบันทึกประวัติศาสตร์

ตึกที่ตั้ง Cold Drops Yard มีอายุเก่าแก่พอๆ กับตัวสถานีรถไฟคิงส์ครอสเลย

อาคารแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Great Northern Railway, King’s Cross Goods Station สร้างในช่วง ค.ศ. 1850 – 1860 ในขณะที่สถานีรถไฟหลักมีไว้พาคนเดินทางไปทางเหนือของสหราชอาณาจักร ที่นี่ก็มีไว้รับส่งข้าวของต่างๆ จากทางเหนือ เช่น อิฐ ผ้า ปลา ผัก ผลไม้ และสินค้าอีกหลากชนิดที่เคยต้องส่งทางเรือ ซึ่งใช้เวลานานเป็นสัปดาห์กว่าจะมาถึงลอนดอน รางรถไฟช่วยย่นระยะเวลาให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง

Coal Drops Yard โกดังเก็บถ่านหินเก่า,

ในยุคนั้นถ่านหินเป็นหนึ่งในสินค้าหลักเพราะมีไว้สร้างความอบอุ่นให้คนทั้งเมือง รวมถึงเป็นเชื้อเพลิงให้โรงงานต่างๆ ด้วย นับว่ามีค่ามากในประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมเช่นอังกฤษ โกดังเก็บถ่านหินที่ผู้คนไปซื้อถ่านโดยตรงได้เลยจึงเป็นของสำคัญมาก

อาคารที่เรียกกันว่า Coal Drops Yard ประกอบด้วยตึกยาว 2 หลัง มีช่องให้รถไฟวิ่งเข้ามาทิ้งถ่านหินลงในห้องชั้นล่าง อาคารทั้งสองเป็นโกดังเก็บถ่านหินอยู่พักหนึ่ง จนถึง ค.ศ 1875 มีการสร้างโกดังใหม่อีกฝั่งของคลองรีเจนท์ ซึ่งออกแบบให้ขนย้ายถ่านหินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า อาคารกลุ่มนี้จึงผันตัวไปเป็นโกดังเก็บสินค้าหลากประเภทตลอดช่วงร้อยกว่าปี

ใน ค.ศ. 1985 ตัวตึกเกิดความเสียหายอย่างหนักจากเหตุไฟไหม้และถูกทิ้งร้างจนถึง ค.ศ. 1991 คนรุ่นใหม่ของลอนดอนพาเสียงดนตรีแบบ Acid House และชีวิตกลางคืนอันสุดเหวี่ยงมาแต่งแต้มให้ที่นี่มีสีสันอีกครั้ง ด้วยการเปิด Bagley’s, The Key และ The Cross กลุ่มไนต์คลับที่โด่งดังที่สุดของลอนดอนในยุคนั้น หากดูดีๆ บนผนัง จะยังเห็นรอยทาสีตกแต่งคลับเหลืออยู่ด้วย

Coal Drops Yard โกดังเก็บถ่านหินเก่า

นอกจากนั้นยังมีการใช้งานอื่นๆ เช่น เป็นที่ตั้งของธุรกิจเล็กๆ เป็นสตูดิโออัดเพลง เป็นโกดังเก็บของของ London Symphony Orchestra และ English National Opera หรือแม้แต่เป็นสนามโกคาร์ทอยู่ช่วงหนึ่ง รวมถึงเป็นที่ถ่ายทำหนังอังกฤษย้อนยุคหลายเรื่อง

และทุกคนที่ใช้งานอาคารซึ่งทรุดโทรมลงไปทุกขณะ ต่างก็รู้ดีว่าในไม่ช้าจะต้องเกิดการปรับปรุงครั้งใหญ่

การเปลี่ยนแปลงระดับย่าน

เมื่อถอยออกมาดูภาพรวมจะพบว่า เจ้าโกดังถ่านหินนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโปรเจกต์พัฒนาเมืองครั้งใหญ่

โปรเจกต์พลิกโฉมย่านคิงส์ครอสเริ่มต้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 2001 เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์สีเทาทึมของย่านที่ทรุดโทรมให้ดูสะอาด สว่าง และเป็นมิตรมากขึ้น รวมถึงเพิ่มพื้นที่ให้คนลอนดอนมีโอกาสใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะเก็บกลิ่นอายประวัติศาสตร์เอาไว้ด้วย

งานนี้ได้ Argent บริษัทพัฒนาพื้นที่ของอังกฤษเข้ามาเป็นผู้ดูแล โดยผู้บริหารของบริษัทยืนยันความใส่ใจในชุมชนดั้งเดิมด้วยการเล่าว่า ตนปั่นจักรยานไปรอบย่านด้วยตัวเอง พูดคุยกับคนหลายพันคน และมีประชุมเล็กใหญ่รวมกันหลายร้อยครั้ง ก่อนจะลงมือเริ่มวางแผนพัฒนา

Coal Drops Yard โกดังเก็บถ่านหินเก่า

แผนการพัฒนาเริ่มต้นเมื่อ Granary Building โกดังเก็บสินค้าเก่าด้านตะวันออกของ Coal Drops Yard กลายมาเป็นฐานที่ตั้งใหม่ของ University of the Arts London (UAL) มหาวิทยาลัยสอนศิลปะหลากแขนงที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อมีโรงเรียนที่สร้างบุคลากรสร้างสรรค์จำนวนมากมาตั้งอยู่ ความเป็นไปได้มากมายจึงเกิดขึ้น

ส่วนอีกด้านหนึ่งของ Coal Drops Yard เคยเป็น Gasholders หรือถังแก๊ส 4 ถังสำหรับเก็บแก๊สที่เกิดจากอุตสาหกรรมในย่าน เช่นการผลิตถ่านหิน ในปัจจุบันโครงการเข้าปรับปรุงถังหนึ่งให้กลายเป็นสวน และอีก 3 ถังเป็นแฟลตสำหรับอยู่อาศัย นี่เป็นเพียงหนึ่งในที่อยู่อาศัยจำนวนกว่า 2,000 แห่งที่สร้างขึ้นใหม่ในย่านนี้ โดยตั้งใจให้ครึ่งหนึ่งมีราคาไม่แพงเกินไป คนทั่วไปเข้าถึงได้

Google HQ สาขาลอนดอน

ข้างๆ กันนั้นเป็น Pancras Square ที่มีตึกสำนักงานจำนวนมาก และตึกล่าสุดที่กำลังจะเสร็จเร็วๆ นี้คือ Google HQ สาขาลอนดอน ข้อดีของการมีทั้งมหาวิทยาลัยและสำนักงานแบบนี้ คือจะทำให้ย่านมีทั้งนักศึกษาและพนักงานบริษัทอยู่ตลอด ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีเหงา

นอกจากนี้ ในโปรเจกต์ยังมี Pancras Leisure Centre สถานที่ออกกำลังกายซึ่งมีสระว่ายน้ำสาธารณะให้เข้าไปใช้ได้ในราคาไม่ถึงร้อยบาทต่อครั้ง มีลานน้ำพุกว้างให้เด็กๆ มาวิ่งเล่นในฤดูร้อน มีแกลเลอรี่ โรงหนัง โรงละคร และท้ายที่สุดคือมี Coal Drops Yard พื้นที่สำหรับนัดเจอ กินข้าว ช้อปปิ้ง เดินเล่น และทำกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ที่มีจัดตลอดทั้งปี

Pancras Leisure Centre

โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ครบวงจรแบบนี้ เมื่อใช้งานจริงแล้ว พื้นที่ถึงจะดูมีชีวิต

ดีไซน์ที่ใหม่แต่ก็เก่า

เรื่องการปรับปรุงตัวโกดังถ่านหินนั้น บริษัท Argent เลือกจ้าง Heatherwick Studio มาเป็นสถาปนิกออกแบบ

ตัวอย่างผลงานของ Heatherwick Studio ก็อย่างเช่น The Vessel สถาปัตยกรรมแลนมาร์กใหม่ล่าสุดที่นิวยอร์ก Garden Bridge สวนสะพานกลางลอนดอน ที่แม้สุดท้ายจะไม่ได้สร้างแต่ก็เป็นการออกแบบที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก รวมถึงรถเมล์แดง 2 ชั้นรุ่นใหม่ล่าสุดของลอนดอน ที่ชาวเมืองใช้เดินทางไปไหนมาไหนทุกวัน ก็เป็นผลงานของสตูดิโอนี้เช่นกัน

Coal Drops Yard จากโกดังถ่านหินโบราณ สู่หน้าที่พื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่ใจกลางลอนดอน

ในคราวนี้ โจทย์ที่สถาปนิกได้รับมอบหมายคือให้ออกแบบสะพาน

เนื่องจากอาคารแบ่งเป็น 3 ส่วน มีฝั่งตะวันออกและตะวันตก และมีออฟฟิศสำหรับจัดการเข้าออกของถ่านหิน (Coal Offices) ตรงท้ายอาคารทั้งสอง ภาพที่ออกมาคือเห็นเป็นตึกที่ต่างคนต่างอยู่ จนในทีมออกแบบเรียกกันเล่นๆ ว่าเป็นตึกคิทแคท เพราะเหมือนขนมคิทแคท 2 แท่งที่วางแยกกัน หากทิ้งไว้เฉยๆ พื้นที่ตรงกลางระหว่างแต่ละอาคารจะไม่มีความหมาย ผู้ออกแบบจึงต้องหาบางสิ่งมาเติมเพื่อเชื่อมอาคารเข้าด้วยกัน

Coal Drops Yard จากโกดังถ่านหินโบราณ สู่หน้าที่พื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่ใจกลางลอนดอน

แต่ทีนี้ ถ้าทำเป็นแค่สะพานสวยๆ เฉยๆ ก็คงไม่สนุก ทีมจึงเลือกเชื่อมอาคารด้วยการปรับปรุงหลังคาแทน ทำให้เกิดทรงสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ปราดตามองนิดเดียวก็รู้เลยว่าคือที่นี่ และในขณะเดียวกันก็เน้นให้พื้นที่เปิดกว้างดูสำคัญพอๆ กับตัวอาคาร และเจ๋งที่สุดคือมันสร้างพื้นที่ระหว่างหลังคา ทำให้กลายเป็นอีกชั้นหนึ่งขึ้นมา

ส่วนการเก็บรักษาอาคารเดิมนั้น เน้นการเปลือยอิฐและเหล็กที่เป็นโครงสร้างให้เห็น เพื่ออวดสไตล์สถาปัตยกรรมยุคอุตสาหกรรม แม้จะต้องถมพื้นและปรับผนังหลายส่วนเพื่อให้อาคารใช้ง่ายขึ้น แต่รูปลักษณ์ความเป็นอาคารเก่าก็ยังคงไว้อย่างชัดเจน

ภาพที่ออกมาจึงเป็นอาคารที่ทั้งใหม่และเก่าไปพร้อมกัน

พื้นที่ที่ทำให้พลังไหลเวียน

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน Coal Drops Yard เปิดใช้งานมาครบขวบปี มีคนมานั่งกินอาหาร ทำงาน ดื่มกาแฟ นัดเจอกัน ไม่รู้ล่ะว่ามาเขาทำอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ คือมีคนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย แม้จะเป็นช่วงเที่ยงของวันทำงานก็ตาม

เมื่อเดินแวะเข้าออกร้านรวงในอาคาร จะพบว่ามีร้านหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดกะทัดรัดครึ่งห้อง ไปจนถึงขนาดใหญ่ 3 ห้อง การเช่าที่นี่มีทั้งสัญญาระยะยาวและสั้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่จบการออกแบบจากมหาวิทยาลัยข้างๆ เข้ามาเปิดร้านได้

สินค้าที่ขายในร้านส่วนใหญ่ มีตั้งแต่เสื้อผ้า ของใช้เด็ก กางเกงยีนส์ ชุดว่ายน้ำ เครื่องครัว ทุกร้านของน่ารักและพิเศษ ดูไม่เหมือนร้านตามท้องถนนทั่วไป มีหลายร้านที่ขายสินค้าซึ่งผลิตอย่างถูกหลักจริยธรรม ดีต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนชั้นบนสุดที่เป็นช่องว่างระหว่างหลังคา ล่าสุดซัมซุงเข้ามาเปิดห้องสำหรับให้ทดลองสินค้าใหม่ที่ทางแบรนด์ปล่อยออกมา

ที่นี่จัดกิจกรรมต่างๆ ให้เข้าร่วมตลอดในช่วงเย็นเกือบทุกวัน ช่วงคริสต์มาสแบบนี้ก็จะมีเวิร์กช็อปห่อของขวัญ ทำเครื่องหนัง ทำเทียน และอีกมากมาย

เพราะมีผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกไหลเวียนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ลอนดอนจึงเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหว ทั้งในแง่สินค้าและความคิดสร้างสรรค์ แต่สถานะนี้จะมีอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องได้พื้นที่สำหรับคอยสนับสนุนให้คนมาปะทะเจอะเจอกัน พลังของการแลกเปลี่ยนจึงจะเกิดขึ้น

สถานที่แบบ Coal Drops Yard เป็นเครื่องช่วยย้ำข้อเท็จจริงนี้ให้ชัดเจน


ข้อมูลจาก

www.coaldropsyard.com/history-of-coal-drops-yard/

hydeparknow.uk/2018/10/28/coal-drops-yard-a-critique/

www.designcurial.com/news/coal-drops-yard-by-heatherwick-studio-6860525

www.kingscross.co.uk/

www.coaldropsyard.com/history-of-coal-drops-yard/

www.theguardian.com/artanddesign/2014/oct/12/regeneration-kings-cross-can-other-developers-repeat-trick

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ปรารถนา สำราญสุข

อดีตเจ้าหน้าที่โครงการพัฒนา สนใจเรื่อง ผู้คน วัฒนธรรม ชนพื้นเมือง การพัฒนาชนบทและพื้นที่ชายแดน ปัจจุบันเรียนมานุษยวิทยา เพื่อกลับไปเป็นนักพัฒนาที่เข้าใจผู้คนมากกว่าเดิม

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

25 พฤษภาคม 2565
2.43 K

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load