ตอนนี้อุณหภูมิของลอนดอนสูงไม่ถึง 10 องศาเซลเซียส ถึงฟ้าจะมืดเร็วแต่ทั่วเมืองก็ยังสว่างไสว เพราะสองข้างทางประดับด้วยของตกแต่งรับคริสต์มาส เหมาะแก่การเดินเตร็ดเตร่ในเมืองอย่างยิ่ง

จังหวะอากาศกำลังดีของลอนดอนมีมาให้เห็นไม่มาก ฉันมักจะชอบใช้มันให้คุ้มด้วยการปล่อยให้ตัวเองหลงทางไปตามท้องถนน ลัดเลี้ยวเข้าตรอกซอกซอย ดูว่ามีอะไรใหม่ๆ น่าตื่นเต้นผุดขึ้นมาในเมืองบ้าง 

แม้ค่าครองชีพและค่าที่อยู่อาศัยของเมืองนี้แพงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้ทุกตารางเมตรคือเงินคือทอง พื้นที่ถูกใช้อย่างแน่นขนัด บนถนนมีรถไม่ขาด ผู้คนเดินเบียดไหล่กัน แต่เมืองก็ยังหาทางเพิ่มพื้นที่สาธารณะรูปแบบต่างๆ อยู่เสมอ เพราะเขาให้ความสำคัญแก่ความเป็นอยู่ที่ดีของชาวเมือง

ตัวอย่างล่าสุดอยู่ที่คิงส์ครอส สถานีรถไฟที่ซ่อนชานชาลาที่ 9 ¾ สำหรับเดินทางไปฮอกวอตส์เอาไว้ คิงส์ครอสเป็นชุมทางใหญ่ที่ส่งคนอังกฤษเดินทางทั่วประเทศมาเป็นเวลาเกือบ 200 ปีแล้ว และตอนนี้ย่านคิงส์ครอสกำลังเปลี่ยนหน้าตาไป

แค่เดินทะลุสถานีไปสัก 500 เมตรก็จะถึงคลองขนาดเล็ก ที่เมื่อข้ามไปแล้วจะพบพื้นที่โฉมใหม่ลอนดอน อาคารยุคอุตสาหกรรมที่ดูทันสมัยด้วยหลังคาทรงเฟี้ยว ภายในตัวอาคารมีร้านแนวๆ เรียงรายทั้งซ้ายขวา สลับกับร้านอาหารและม้านั่ง

Coal Drops Yard โกดังเก็บถ่านหินเก่า

นี่คือ Coal Drops Yard โกดังเก็บถ่านหินเก่าที่ผันตัวมาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ประจำย่าน

ที่นี่มันมีดีอะไร ให้เราเล่าให้ฟัง แล้วคุณจะอยากจองตั๋วตามเรามาทันทีแน่นอน

อาคารอิฐบันทึกประวัติศาสตร์

ตึกที่ตั้ง Cold Drops Yard มีอายุเก่าแก่พอๆ กับตัวสถานีรถไฟคิงส์ครอสเลย

อาคารแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Great Northern Railway, King’s Cross Goods Station สร้างในช่วง ค.ศ. 1850 – 1860 ในขณะที่สถานีรถไฟหลักมีไว้พาคนเดินทางไปทางเหนือของสหราชอาณาจักร ที่นี่ก็มีไว้รับส่งข้าวของต่างๆ จากทางเหนือ เช่น อิฐ ผ้า ปลา ผัก ผลไม้ และสินค้าอีกหลากชนิดที่เคยต้องส่งทางเรือ ซึ่งใช้เวลานานเป็นสัปดาห์กว่าจะมาถึงลอนดอน รางรถไฟช่วยย่นระยะเวลาให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง

Coal Drops Yard โกดังเก็บถ่านหินเก่า,

ในยุคนั้นถ่านหินเป็นหนึ่งในสินค้าหลักเพราะมีไว้สร้างความอบอุ่นให้คนทั้งเมือง รวมถึงเป็นเชื้อเพลิงให้โรงงานต่างๆ ด้วย นับว่ามีค่ามากในประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมเช่นอังกฤษ โกดังเก็บถ่านหินที่ผู้คนไปซื้อถ่านโดยตรงได้เลยจึงเป็นของสำคัญมาก

อาคารที่เรียกกันว่า Coal Drops Yard ประกอบด้วยตึกยาว 2 หลัง มีช่องให้รถไฟวิ่งเข้ามาทิ้งถ่านหินลงในห้องชั้นล่าง อาคารทั้งสองเป็นโกดังเก็บถ่านหินอยู่พักหนึ่ง จนถึง ค.ศ 1875 มีการสร้างโกดังใหม่อีกฝั่งของคลองรีเจนท์ ซึ่งออกแบบให้ขนย้ายถ่านหินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า อาคารกลุ่มนี้จึงผันตัวไปเป็นโกดังเก็บสินค้าหลากประเภทตลอดช่วงร้อยกว่าปี

ใน ค.ศ. 1985 ตัวตึกเกิดความเสียหายอย่างหนักจากเหตุไฟไหม้และถูกทิ้งร้างจนถึง ค.ศ. 1991 คนรุ่นใหม่ของลอนดอนพาเสียงดนตรีแบบ Acid House และชีวิตกลางคืนอันสุดเหวี่ยงมาแต่งแต้มให้ที่นี่มีสีสันอีกครั้ง ด้วยการเปิด Bagley’s, The Key และ The Cross กลุ่มไนต์คลับที่โด่งดังที่สุดของลอนดอนในยุคนั้น หากดูดีๆ บนผนัง จะยังเห็นรอยทาสีตกแต่งคลับเหลืออยู่ด้วย

Coal Drops Yard โกดังเก็บถ่านหินเก่า

นอกจากนั้นยังมีการใช้งานอื่นๆ เช่น เป็นที่ตั้งของธุรกิจเล็กๆ เป็นสตูดิโออัดเพลง เป็นโกดังเก็บของของ London Symphony Orchestra และ English National Opera หรือแม้แต่เป็นสนามโกคาร์ทอยู่ช่วงหนึ่ง รวมถึงเป็นที่ถ่ายทำหนังอังกฤษย้อนยุคหลายเรื่อง

และทุกคนที่ใช้งานอาคารซึ่งทรุดโทรมลงไปทุกขณะ ต่างก็รู้ดีว่าในไม่ช้าจะต้องเกิดการปรับปรุงครั้งใหญ่

การเปลี่ยนแปลงระดับย่าน

เมื่อถอยออกมาดูภาพรวมจะพบว่า เจ้าโกดังถ่านหินนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโปรเจกต์พัฒนาเมืองครั้งใหญ่

โปรเจกต์พลิกโฉมย่านคิงส์ครอสเริ่มต้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 2001 เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์สีเทาทึมของย่านที่ทรุดโทรมให้ดูสะอาด สว่าง และเป็นมิตรมากขึ้น รวมถึงเพิ่มพื้นที่ให้คนลอนดอนมีโอกาสใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะเก็บกลิ่นอายประวัติศาสตร์เอาไว้ด้วย

งานนี้ได้ Argent บริษัทพัฒนาพื้นที่ของอังกฤษเข้ามาเป็นผู้ดูแล โดยผู้บริหารของบริษัทยืนยันความใส่ใจในชุมชนดั้งเดิมด้วยการเล่าว่า ตนปั่นจักรยานไปรอบย่านด้วยตัวเอง พูดคุยกับคนหลายพันคน และมีประชุมเล็กใหญ่รวมกันหลายร้อยครั้ง ก่อนจะลงมือเริ่มวางแผนพัฒนา

Coal Drops Yard โกดังเก็บถ่านหินเก่า

แผนการพัฒนาเริ่มต้นเมื่อ Granary Building โกดังเก็บสินค้าเก่าด้านตะวันออกของ Coal Drops Yard กลายมาเป็นฐานที่ตั้งใหม่ของ University of the Arts London (UAL) มหาวิทยาลัยสอนศิลปะหลากแขนงที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อมีโรงเรียนที่สร้างบุคลากรสร้างสรรค์จำนวนมากมาตั้งอยู่ ความเป็นไปได้มากมายจึงเกิดขึ้น

ส่วนอีกด้านหนึ่งของ Coal Drops Yard เคยเป็น Gasholders หรือถังแก๊ส 4 ถังสำหรับเก็บแก๊สที่เกิดจากอุตสาหกรรมในย่าน เช่นการผลิตถ่านหิน ในปัจจุบันโครงการเข้าปรับปรุงถังหนึ่งให้กลายเป็นสวน และอีก 3 ถังเป็นแฟลตสำหรับอยู่อาศัย นี่เป็นเพียงหนึ่งในที่อยู่อาศัยจำนวนกว่า 2,000 แห่งที่สร้างขึ้นใหม่ในย่านนี้ โดยตั้งใจให้ครึ่งหนึ่งมีราคาไม่แพงเกินไป คนทั่วไปเข้าถึงได้

Google HQ สาขาลอนดอน

ข้างๆ กันนั้นเป็น Pancras Square ที่มีตึกสำนักงานจำนวนมาก และตึกล่าสุดที่กำลังจะเสร็จเร็วๆ นี้คือ Google HQ สาขาลอนดอน ข้อดีของการมีทั้งมหาวิทยาลัยและสำนักงานแบบนี้ คือจะทำให้ย่านมีทั้งนักศึกษาและพนักงานบริษัทอยู่ตลอด ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีเหงา

นอกจากนี้ ในโปรเจกต์ยังมี Pancras Leisure Centre สถานที่ออกกำลังกายซึ่งมีสระว่ายน้ำสาธารณะให้เข้าไปใช้ได้ในราคาไม่ถึงร้อยบาทต่อครั้ง มีลานน้ำพุกว้างให้เด็กๆ มาวิ่งเล่นในฤดูร้อน มีแกลเลอรี่ โรงหนัง โรงละคร และท้ายที่สุดคือมี Coal Drops Yard พื้นที่สำหรับนัดเจอ กินข้าว ช้อปปิ้ง เดินเล่น และทำกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ที่มีจัดตลอดทั้งปี

Pancras Leisure Centre

โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ครบวงจรแบบนี้ เมื่อใช้งานจริงแล้ว พื้นที่ถึงจะดูมีชีวิต

ดีไซน์ที่ใหม่แต่ก็เก่า

เรื่องการปรับปรุงตัวโกดังถ่านหินนั้น บริษัท Argent เลือกจ้าง Heatherwick Studio มาเป็นสถาปนิกออกแบบ

ตัวอย่างผลงานของ Heatherwick Studio ก็อย่างเช่น The Vessel สถาปัตยกรรมแลนมาร์กใหม่ล่าสุดที่นิวยอร์ก Garden Bridge สวนสะพานกลางลอนดอน ที่แม้สุดท้ายจะไม่ได้สร้างแต่ก็เป็นการออกแบบที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก รวมถึงรถเมล์แดง 2 ชั้นรุ่นใหม่ล่าสุดของลอนดอน ที่ชาวเมืองใช้เดินทางไปไหนมาไหนทุกวัน ก็เป็นผลงานของสตูดิโอนี้เช่นกัน

Coal Drops Yard จากโกดังถ่านหินโบราณ สู่หน้าที่พื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่ใจกลางลอนดอน

ในคราวนี้ โจทย์ที่สถาปนิกได้รับมอบหมายคือให้ออกแบบสะพาน

เนื่องจากอาคารแบ่งเป็น 3 ส่วน มีฝั่งตะวันออกและตะวันตก และมีออฟฟิศสำหรับจัดการเข้าออกของถ่านหิน (Coal Offices) ตรงท้ายอาคารทั้งสอง ภาพที่ออกมาคือเห็นเป็นตึกที่ต่างคนต่างอยู่ จนในทีมออกแบบเรียกกันเล่นๆ ว่าเป็นตึกคิทแคท เพราะเหมือนขนมคิทแคท 2 แท่งที่วางแยกกัน หากทิ้งไว้เฉยๆ พื้นที่ตรงกลางระหว่างแต่ละอาคารจะไม่มีความหมาย ผู้ออกแบบจึงต้องหาบางสิ่งมาเติมเพื่อเชื่อมอาคารเข้าด้วยกัน

Coal Drops Yard จากโกดังถ่านหินโบราณ สู่หน้าที่พื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่ใจกลางลอนดอน

แต่ทีนี้ ถ้าทำเป็นแค่สะพานสวยๆ เฉยๆ ก็คงไม่สนุก ทีมจึงเลือกเชื่อมอาคารด้วยการปรับปรุงหลังคาแทน ทำให้เกิดทรงสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ปราดตามองนิดเดียวก็รู้เลยว่าคือที่นี่ และในขณะเดียวกันก็เน้นให้พื้นที่เปิดกว้างดูสำคัญพอๆ กับตัวอาคาร และเจ๋งที่สุดคือมันสร้างพื้นที่ระหว่างหลังคา ทำให้กลายเป็นอีกชั้นหนึ่งขึ้นมา

ส่วนการเก็บรักษาอาคารเดิมนั้น เน้นการเปลือยอิฐและเหล็กที่เป็นโครงสร้างให้เห็น เพื่ออวดสไตล์สถาปัตยกรรมยุคอุตสาหกรรม แม้จะต้องถมพื้นและปรับผนังหลายส่วนเพื่อให้อาคารใช้ง่ายขึ้น แต่รูปลักษณ์ความเป็นอาคารเก่าก็ยังคงไว้อย่างชัดเจน

ภาพที่ออกมาจึงเป็นอาคารที่ทั้งใหม่และเก่าไปพร้อมกัน

พื้นที่ที่ทำให้พลังไหลเวียน

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน Coal Drops Yard เปิดใช้งานมาครบขวบปี มีคนมานั่งกินอาหาร ทำงาน ดื่มกาแฟ นัดเจอกัน ไม่รู้ล่ะว่ามาเขาทำอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ คือมีคนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย แม้จะเป็นช่วงเที่ยงของวันทำงานก็ตาม

เมื่อเดินแวะเข้าออกร้านรวงในอาคาร จะพบว่ามีร้านหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดกะทัดรัดครึ่งห้อง ไปจนถึงขนาดใหญ่ 3 ห้อง การเช่าที่นี่มีทั้งสัญญาระยะยาวและสั้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่จบการออกแบบจากมหาวิทยาลัยข้างๆ เข้ามาเปิดร้านได้

สินค้าที่ขายในร้านส่วนใหญ่ มีตั้งแต่เสื้อผ้า ของใช้เด็ก กางเกงยีนส์ ชุดว่ายน้ำ เครื่องครัว ทุกร้านของน่ารักและพิเศษ ดูไม่เหมือนร้านตามท้องถนนทั่วไป มีหลายร้านที่ขายสินค้าซึ่งผลิตอย่างถูกหลักจริยธรรม ดีต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนชั้นบนสุดที่เป็นช่องว่างระหว่างหลังคา ล่าสุดซัมซุงเข้ามาเปิดห้องสำหรับให้ทดลองสินค้าใหม่ที่ทางแบรนด์ปล่อยออกมา

ที่นี่จัดกิจกรรมต่างๆ ให้เข้าร่วมตลอดในช่วงเย็นเกือบทุกวัน ช่วงคริสต์มาสแบบนี้ก็จะมีเวิร์กช็อปห่อของขวัญ ทำเครื่องหนัง ทำเทียน และอีกมากมาย

เพราะมีผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกไหลเวียนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ลอนดอนจึงเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหว ทั้งในแง่สินค้าและความคิดสร้างสรรค์ แต่สถานะนี้จะมีอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องได้พื้นที่สำหรับคอยสนับสนุนให้คนมาปะทะเจอะเจอกัน พลังของการแลกเปลี่ยนจึงจะเกิดขึ้น

สถานที่แบบ Coal Drops Yard เป็นเครื่องช่วยย้ำข้อเท็จจริงนี้ให้ชัดเจน


ข้อมูลจาก

www.coaldropsyard.com/history-of-coal-drops-yard/

hydeparknow.uk/2018/10/28/coal-drops-yard-a-critique/

www.designcurial.com/news/coal-drops-yard-by-heatherwick-studio-6860525

www.kingscross.co.uk/

www.coaldropsyard.com/history-of-coal-drops-yard/

www.theguardian.com/artanddesign/2014/oct/12/regeneration-kings-cross-can-other-developers-repeat-trick

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ปรารถนา สำราญสุข

อดีตเจ้าหน้าที่โครงการพัฒนา สนใจเรื่อง ผู้คน วัฒนธรรม ชนพื้นเมือง การพัฒนาชนบทและพื้นที่ชายแดน ปัจจุบันเรียนมานุษยวิทยา เพื่อกลับไปเป็นนักพัฒนาที่เข้าใจผู้คนมากกว่าเดิม

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

29 พฤศจิกายน 2565
202

‘สวนแก้วคำเอ้ย’ เป็นสวนสาธารณะชุมชนแห่งใหม่ที่ผุดขึ้นกลางดงหมู่บ้านจัดสรรของชานเมืองเชียงใหม่ หากฟังจากชื่อหรืออ่านจากป้ายทางเข้า ชื่อนี้ก็อาจจะให้ความรู้สึกวินเทจแบบคนเมืองล้านนา แต่เรื่องราวของการเกิดสวนสาธารณะแห่งนี้ สร้างขึ้นจากความคิดฝันของคุณป้าเพียงหนึ่งคน 

ต้องบอกเลยว่าเป็นสวนสาธารณะที่ลงทุนโดยเอกชนเพื่อชุมชนที่ไม่ธรรมดาเลย คอลัมน์นี้เราจึงอยากแบ่งปันเรื่องราวของสวนแก้วคำเอ้ย และความพยายามของหน่วยงานท้องถิ่นในการสร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อว่าเราจะมีสวนแบบนี้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ ๆ ในโลกที่อนาคตและคุณภาพชีวิตของพวกเราที่อยู่อาศัยในเมือง ขึ้นอยู่กับการมีพื้นที่สีเขียวที่มีทั้งคุณภาพ ปริมาณ และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

เมื่อการสร้างสวนสาธารณะ = การทำบุญ

หลายเมืองสำคัญของโลกออกแบบมาตรการและกลไกในการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมสร้างพื้นที่สาธารณะสีเขียวให้กับเมือง ภายใต้แนวคิด Privately Owned Public Space (POPS) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน แทนการเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐแต่ฝ่ายเดียว โดยรัฐจะออกมาตรการสร้างแรงจูงใจต่างๆ เช่น การให้สิทธิ์เอกชนในการพัฒนาเพิ่มขึ้น รวมทั้งการลดหย่อนภาษี เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากกัน 

สมมติฐานของแรงจูงใจของการพัฒนาเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ ในโลกที่กรอบคิดของการตัดสินใจตั้งอยู่บนหลักของเศรษฐศาสตร์และการลงทุน แต่ถ้ามองกลับเข้ามาในบริบทของเมืองไทย หลายครั้งการเริ่มต้นการพัฒนาไม่ได้มาจากหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นหลักคิดที่มาจากความเชื่อ ความศรัทธา หรือระบบคุณค่าที่อยู่ภายในล่ะ เราจะนับหลักการแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสาธารณะ สำหรับอนาคตชุมชนเมืองของเราได้รึเปล่า 

นี่จึงเป็นคำถามนี้น่าคิดและสืบค้น เพื่อขยายโมเดลนี้ในบริบทแบบไทย ๆ ที่มีต้นทุนอยู่แล้วในวัฒนธรรมของเรา 

“บางครั้งการทำบุญ ไม่จำเป็นต้องทำกับวัดเสมอไปก็ได้นะ” ณัฏฐ์รมณ อยู่เย็น หรือ น้าปุ๊ก บอกกับเราว่าทำไมถึงเอาที่ดินมรดกกว่า 12 ไร่ในทำเลทอง บนถนนวงแหวนย่านเศรษฐกิจและหมู่บ้านจัดสรร มาทำเป็นสวนสาธารณะให้คนมาใช้ฟรี 

“น้าไม่ได้ต่อต้านการเข้าวัดนะ น้าก็ยังไปทำบุญที่วัดที่เคารพและศรัทธาอยู่ แต่การสร้างสวนให้คนในชุมชนรอบ ๆ ได้มาใช้เวลาด้วยกัน คนแก่มากับหลาน ๆ พ่อแม่จูงตายายมาเดินเล่น น้าว่าอันนี้ก็เป็นการทำบุญนะ และสวนแบบนี้เป็นภาพที่น้าอยากเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ น้าเลยทำเพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษของน้า” 

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ สวนแก้วคำเอ้ย ซึ่งทำเพื่ออุทิศให้คุณทวดผู้ชายนามว่า ‘แก้ว’ และคุณทวดผู้หญิง นามว่า ‘คำเอ้ย’

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่
สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

ความจริงวันนี้ จากความฝันเมื่อวันวาน

หากฟังเรื่องราวชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนมาถึงปัจจุบันของน้าปุ๊ก เธอเป็นเด็กสตรีวิทย์ที่อยากเรียนศิลปากรคณะออกแบบ แต่เข้าเรียนพยาบาล โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ก่อนเข้ารับราชการเป็นนักวิจัยการแพทย์ทหาร ต้องอยู่ในป่ารักษาทหารพรานที่ติดเชื้อมาลาเรีย จากนั้นเธอผันตัวเองมาเป็นนักข่าวและทำงานด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศให้กับกองทัพ ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองแผน ก่อนตำแหน่งสุดท้ายจะกลายมาเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ รับหน้าที่ดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองและแม่ป่วยที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ พร้อมลงมือทำธุรกิจโรงแรมของตัวเองเพื่อดูแลที่ดินมรดก 

นี่คือชีวิตโลดโผนของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย จนท้ายที่สุดก็พบว่า อะไรคือคุณค่าสำหรับตัวเองแล้วยังไม่ได้ลงมือทำ และเป็นสิ่งที่อยากทำไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป 

“มีคนมาขอซื้อและขอเช่าเป็นโกดังเก็บของบ้าง ทำสนามฟุตบอลบ้าง คอนโดบ้าง หลายปีก่อนก็มีโครงการจะทำโลมาโชว์” น้าปุ๊กร่ายยาวถึงโครงการต่าง ๆ ที่มีนักพัฒนาและนักลงทุนมาติดต่อ 

“แต่น้าเสียดายถ้าที่ดินของบรรพบุรุษจะต้องกลายเป็นพื้นที่พาณิชย์ไปทั้งหมด เพราะใจจริงน้าอยากให้พื้นที่นี้เป็นคล้าย ๆ Senior Living Campus แต่ก็ต้องลงทุนสูงมาก ๆ เลยมาลงตัวที่การเริ่มทำสวนขึ้นมาก่อน 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

“ซึ่งในอนาคตอยากให้คนมาร่วมทำตลาดอินทรีย์ชุมชนวันเสาร์-อาทิตย์ มีร้านเครื่องดื่มสุขภาพ มีศาลาไม้สำหรับกิจกรรมศิลปะหรือวัฒนธรรมล้านนาให้กับเด็ก ๆ เช่น ทำตุง ทำของเล่น หรือย้อมผ้า ให้เด็กซ่อมผ้าได้เอง มีพ่อครูแม่ครูจากชุมชนต่าง ๆ หรือคนสูงอายุที่ว่างอยู่บ้านเฉย ๆ มาสอน มีพื้นที่เกษตรสอนให้เด็ก ๆ ได้ปลูกต้นไม้ ตอนกิ่งเป็น ในสวนมีเลนวิ่ง เลนจักรยานขาไถให้เด็ก หรือช่วงซัมเมอร์ก็จัดแคมป์ให้เด็ก ๆ เล่นในพื้นที่ธรรมชาติได้ เด็กจะได้ไม่ติดอยู่กับบ้านและจอมือถือ”

ช่วงปีโควิด ซึ่งเป็นปีที่คนต้องอยู่แต่ในบ้าน ไปไหนไม่ได้ และไม่มีที่ผ่อนคลายจิตใจ น้าปุ๊กเลยติดต่อสถาปนิก ใจบ้านสตูดิโอ JaiBaan Studio ให้ลองมาดูพื้นที่ และเสนอดูว่าจะวางผังและปรับปรุงที่ดินอย่างไร เพราะที่ดินถูกทิ้งร้างมานาน มีเพียงต้นจามจุรีใหญ่ 2 ต้น สระน้ำเดิมกลางที่ดิน และเศษปูนจากการก่อสร้างทางลอดของถนนวงแหวน 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่
สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

เมื่อจุดสีเขียวเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายสวนในเมือง 

หากใครผ่านไปบนถนนวงแหวนรอบสอง ย่านแม่โจ้-สันทราย จะเห็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ตั้งอยู่ ซึ่งปัจจุบันสวนแก้วคำเอ้ยเปิดให้คนมาใช้แล้ว กลายเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียวอีกแห่งของเมืองเชียงใหม่ที่คนอยู่อาศัยในย่านเทศบาลตำบลสันทรายหลวงได้มาใช้ 

หากเราลากรัศมีวงกลมโดยมีสวนแก้วคำเอ้ยอยู่ตรงกลางออกไปเป็นระยะทาง 800 ม. ซึ่งเป็นระยะการเดินทางด้วยเท้าแบบสบาย ๆ ประมาณ 15 นาที หรือถ้าปั่นจักรยานก็ราว 5 นาทีไม่เกินนั้น จะเห็นว่าสวนแห่งนี้มีศักยภาพให้บริการผู้คนที่ในหมู่บ้านจัดสรรรอบ ๆ ถึง 11 หมู่บ้าน รวมทั้งบ้านเรือนในละแวกรวม 1,000 กว่าหลังคาเรือน 

สวนนี้จึงเป็น ‘สวน 15 นาที’ หรือ ‘15-Minute Garden’ โมเดลของการทำให้สวนเพื่อให้คนเข้าถึงได้ด้วยการเดินไม่เกิน 15 นาที ซึ่งไม่ได้มีอยู่แต่ในต่างประเทศ แต่เกิดขึ้นจริงที่นี่ด้วยความร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และชุมชนที่ร่วมมือกันอย่างแข็งขันที่เทศบาลตำบลสันทรายหลวง

เราได้มีโอกาสฟังแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวของเทศบาลตำบลสันทรายหลวง จากท่านนายกเทศมนตรี นที ดำรงค์ ที่เล่าถึงการอนาคตของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของตำบลสันทรายหลวง ย่านที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ด้านทิศเหนือชานเมืองเชียงใหม่ ท่านนายกเทศมนตรีได้ริเริ่มพัฒนาคลองน้ำโจ้ ซึ่งเป็นลำน้ำที่สำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำเสีย และน้ำแล้ง และที่สำคัญคือลำน้ำเส้นนี้ ไหลผ่านกลางเขตพื้นที่เทศบาลถึง 8.4 กม. หากทำให้ลำน้ำเส้นนี้กลายเป็นพื้นที่ริมน้ำสาธารณะชั้นดีได้แล้ว พื้นที่ริมน้ำนี้จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเชื่อมโยงสวนสาธารณะของรัฐและเอกชนเข้าไว้ด้วยกันเป็นโครงข่าย เพื่อให้คนในย่านนี้เข้าถึงสวนของรัฐและเอกชนได้ด้วยการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานอย่างปลอดภัย ที่สำคัญคือร่มรื่นและรื่นรมย์ จากนโยบายและการลงมือทำจริง 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

ปัจจุบันนี้จึงมีสวนทั้งของรัฐและเอกชนเกาะไปกับแม่น้ำโจ้ถึง 8 แห่ง กลายเป็นโมเดลต้นแบบของการพัฒนาเมืองที่สำคัญและเกิดขึ้นจริง เพื่อให้ทำให้เมืองสันทรายหลวงที่มีขนาด 36 ตร.กม. ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยกว่า 15,000 ครอบครัว เป็นเมืองที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี ด้วยการเดินเข้าถึงพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพ

หากเราลองหลับตาแล้วจินตนาการว่า ทุกเมืองมีนายกเทศมนตรีที่มีวิสัยทัศน์พร้อมให้การสนับสนุนภาคเอกชนในการร่วมสร้างพื้นที่สาธารณะดี ๆ ให้เกิดขึ้น แล้วมีคนอย่างน้าปุ๊กและภาคเอกชนรายอื่น ๆ ที่พร้อมเปลี่ยนและแบ่งปันที่ดินของตนเองให้กลายเป็นสวนสาธารณะ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมในเมือง หรือเป็นพื้นที่ค้าขายร่วมสมัย ที่ให้คนในย่านได้เข้าไปใช้ประโยชน์สาธารณะฟรี สภาพนิเวศทางธรรมชาติของเมือง และความสัมพันธ์ของผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองร่วมกันจะเปลี่ยนไปแบบไหนกันนะ เราคงจะรักเมืองที่เราอยู่มากกว่านี้เป็นแน่ คนที่มาเที่ยวเมืองของเรา ก็คงตกหลุมรักเมืองของเราจากความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ คลองที่สะอาดใส และเสียงของนกนานา

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่
สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

นิเวศของความสัมพันธ์ที่พึ่งเริ่มต้น

ตอนนี้สวนแก้วคำเอ้ยผ่านมา 1 ฤดูฝนแล้ว

 ต้นจามจุรีใหญ่ 2 ต้นเดิมได้รับการฟื้นฟู จนแผ่กิ่งก้านใหญ่ให้คนได้มานอนปูเสื่อกลางลานหญ้าเขียว ทางเดินในสวนเริ่มคึกคักทั้งช่วงเช้าตรู่และตอนค่ำ ลูกหลานจูงพ่อแม่และปู่ย่ามาเดินเล่นเหมือนในภาพที่น้าปุ๊กตั้งใจไว้ มีที่ให้เด็ก ๆ และน้องหมาได้ปล่อยพลัง 

สระน้ำใหญ่ในสวนแวดล้อมด้วยบัวหลวงไทย บัวสาย และพืชชายน้ำพื้นถิ่นที่เด็ก ๆ รุ่นนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักแล้ว อย่างกระจูด บอน กระจับ และกกต่าง ๆ ขึ้นผสมผสานกันเหมือนกับบึงในธรรมชาติ มีนกนางแอ่นหางลวด นกที่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของน้ำและเมืองบินโฉบน้ำให้เห็น โซนทุ่งดอกไม้เริ่มค่อย ๆ เซ็ตตัวเองให้รู้จักสภาพของดินที่นี่ 

ในโซนสนามเด็กเล่น แม้จะยังไม่มีเครื่องเล่นไม้ แต่เนินหญ้ากลางลานทรายและบึงน้ำบึงเล็กที่ผู้ออกแบบตั้งใจไว้ให้เด็กได้คุ้นเคยกับการเล่นกับธรรมชาติ ก็กลายเป็นสวรรค์ของเด็กเล็ก ๆ ที่ให้เขาได้ลองเอาเท้าคู่เล็ก ๆ จุ่มโคลน เล่นในสระตื้น ๆ อย่างปลอดภัย เพื่อจะได้เรียนรู้เองว่าธรรมชาติอาจไม่ใช่สิ่งสกปรก ปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคเสียทุกอย่าง เงาของดอยสุเทพและตึกสูงสะท้อนในบึงอยู่เคียงกัน ปลายหนาวนี้คงมีเด็ก ๆ เอาว่าวมาเล่นลมเหมือนปีก่อน

หลายคนที่มาวิ่งออกกำลังกายที่นี่บ่อย ๆ ก็กลายเป็นคนคุ้นหน้ากัน ทักและไถ่ถามสารทุกข์กัน คนในย่านก็สัมผัสสัมพันธ์กันผ่านการมาใช้สวน คงเหมือนกับความสัมพันธ์ของธรรมชาติที่ค่อย ๆ ถูกฟื้นคืนที่นี่

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

อีกไม่กี่ฤดูฝนข้างหน้า กล้าไม้พื้นถิ่นในโซนป่าปลูกจะกลายเป็นไม้ใหญ่ คนแถบนี้จะได้เห็นต้นไม้ที่เคยขึ้นอยู่ในนิเวศแถบนี้แต่หายไปนาน อย่างตะเคียนหนู ไคร้นุ่น โมกมัน หรือคำมอกหลวง ผลไม้ต่าง ๆ ที่ลงไว้เมื่อปีที่แล้วก็คงจะโต ให้ผลที่หอมหวาน และเปลี่ยนโลกทัศน์ที่เคยมีว่าสวนสาธารณะไม่ควรมีผลไม้ ให้กลายเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าในอดีต

“น้ารอดแล้ว แต่คนอื่น ๆ ต้องรอดด้วย” 

น้าปุ๊กตอบคำถามด้วยประโยคสั้น ๆ ที่เราวกกลับมาถามซ้ำอีกที ว่าทำไมน้าถึงเอาที่ดินที่มีมูลค่ามหาศาลมาทำสวนให้คนอื่นใช้ ปลูกต้นไม้และผลไม้ให้คนอื่น ๆ ได้ชื่นชม ได้ชิม เราจึงหมดคำถามด้วยคำตอบของน้าและความรู้สึกที่ว่า เมื่อชีวิตคนคนหนึ่งไปสู่จุดที่พบความร่มเย็นในชีวิตแล้ว เขาคงไม่ปรารถนาจะอยู่ในร่มเงานั้นเพียงคนเดียว ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังทุกข์ร้อน ต้นไม้ที่เขาปลูกและดูแล จึงเผื่อแผ่ให้กับทุกคนที่ปรารถนาความร่มเย็นนั้น 

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

ปัจจุบันทางโครงการกำลังมองหาผู้ประกอบการและผู้จัดการพื้นที่เพื่อร่วมกันต่อยอดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครอบครัวและคนทั่วไปในพื้นที่ ทำให้สวนแก้วคำเอ้ยมีรายได้หมุนเวียนในการดูแลสวนในระยะยาว

สวนแก้วคำเอ้ย

ที่ตั้ง : ถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 06.00 – 20.00 น.

Facebook : สวนแก้วคำเอ้ย สวนสุขภาพ ลู่วิ่ง ลู่จักรยาน สนามเด็กเล่น เชียงใหม่

เจ้าของโครงการ : ณัฏฐ์รมณ อยู่เย็น (ติดต่อ 08 1906 2226 หรือ [email protected])

ภาพ : ใจบ้านสตูดิโอ

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load