18 มิถุนายน 2561
6 K

บทความนี้จะพาคุณไปเที่ยวกรุงเทพมหานคร

ใจเย็นๆ ก่อน แม้คุณอาจคุ้นเคยกับเมืองหลวงนี้เป็นอย่างดี แต่อย่าพึ่งรีบปิดหน้าเว็บหนีกันไป เราไม่ได้พาไปเที่ยวกรุงเทพฯ ในแบบปกติ

แต่เราจะปั่นจักรยานเที่ยวกรุงเทพฯ แล้วมองที่นี่จากมุมมองบนยานพาหนะสองล้อ

ถีบกันไปช้าๆ แล้วทำความรู้จักมุมอบอุ่นของเมืองหลวงที่วันนี้ดูไม่เย็นชาเหมือนเคย

ในโลกที่พลเมืองโซเชียลต่างอวดการเดินทางของตัวเอง ไม่ว่าในหรือนอกประเทศอย่างน่าอิจฉา ฉันไม่มีความปรารถนาอยากเดินทางมากนัก ฉันพอใจในชีวิตที่อยู่นิ่งเฉยในห้อง หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ การเดินทางที่ฉันพอใจมากที่สุดเห็นทีจะเป็นห้างสรรพสินค้าย่านชานเมือง หรืออิเกีย บางนา (ที่พักของฉันอยู่แบริ่งน่ะคุณ)

หัวใจของฉันไม่ได้โหยหาการเดินทางขนาดนั้น

วันแรกของการเป็นนักศึกษาฝึกงานที่นี่ ฉันได้รับมอบหมายให้ติดต่อเอเจนซี่แห่งหนึ่งที่จัดการท่องเที่ยวโดยใช้ ‘จักรยาน’ เป็นยานพาหนะหลักสำหรับเที่ยวชมกรุงเทพมหานคร ชื่อว่า Co van Kessel Bangkok Tour เพื่อขอติดตามการเดินทาง

ถ้าคุณอ่านประวัติผู้เขียนในส่วนสุดท้ายของบทความจะระบุไว้ว่า

‘อยากปั่นจักรยาน แต่แม่ไม่ยอมให้ปั่น’

แน่อยู่แล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยในการปั่นจักรยานต่ำมาก ต่อให้
เทรนด์การปั่นจักรยานจะเป็นที่นิยมขนาดไหน แต่ถนนร้อยละ 70 ของประเทศนี้กลับไม่เอื้อให้เราได้ปั่นจักรยานเป็นยานพาหนะหลักสักเท่าไหร่

ถ้าแม่เป็นห่วงขนาดนี้ แล้วจะนับประสาอะไรกับการปั่นจักรยานท่องเที่ยว

คำถามต่อมาที่ฉันคิดเพิ่มอีกคือ แล้วการปั่นจักรยานเที่ยวกรุงเทพฯ จะน่าสนใจจริงๆ เหรอ

ฉันเชื่อในหลักการวิทยาศาสตร์ที่ว่า ไม่เชื่อต้องพิสูจน์

ดังนั้น ฉันจึงอาสาที่จะแอบแม่ไปปั่นจักรยานเที่ยวกรุงเทพฯ

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์

06.30 น.

เช้านี้ฉันขึ้นรถไฟฟ้าเร็วกว่าปกติ จนมาถึงสำนักงานของ Co van Kessel Bangkok Tour ในอาคาร The River City ซอยเจริญกรุง 24 ก่อนเวลานัดหมายครึ่งชั่วโมง

ระหว่างที่ฉันกำลังรอเพื่อนร่วมทาง ฉันได้ฟังเรื่องเล่าการเริ่มต้นธุรกิจนี้จากคุณน้อง-จันทร์มณี พลภักดี ผู้ร่วมก่อตั้ง Co van Kessel Bangkok Tour คุณน้องเล่าว่าเดิมทีคุณน้องขายแพ็กเกจท่องเที่ยวอยู่ที่ถนนข้าวสาร ก่อนจะได้พบกับ Mr.Co van Kessel หรือลุงโก้ เพื่อนจากเนเธอร์แลนด์ ดินแดนของนักปั่นจักรยาน เขาชักชวนให้เธอร่วมสร้างการท่องเที่ยวด้วยจักรยานจากเส้นทางที่เขาออกแบบด้วยตนเอง คุณน้องตอบปฏิเสธอยู่หลายครั้ง จนได้ลองปั่นจักรยานไปตามเส้นทางดังกล่าว คุณน้องเกิดความสนใจด้วยวิธีการนำเสนอการเดินทางที่เล่า ‘วิถีการดำรงชีวิตของคนไทย’ ทั้งไชน่าทาวน์ บางกรวย ตลิ่งชัน เป็นต้น เธอตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ กับลุงโก้ และจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2548

07.00 น.

ฉันและเพื่อนนักเดินทางชาวเนเธอร์แลนด์ 8 คนเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง พี่อิ๋ม หัวหน้าไกด์ และพี่ป๊อปปี้ ผู้ช่วยไกด์ ให้พวกเราเลือกจักรยานตามชอบใจ โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลการเลือกจักรยานของเราให้เหมาะสมกับการปั่นเพื่อท่องเที่ยวในวันนี้ ด้วยส่วนสูง 170 เซนติเมตรตามมาตรฐานชายไทย ฉันเลือกจักรยานที่ขนาดเล็กหน่อย เพื่อให้การเดินทางคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

‘Safety is our first priority’ หรือความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ นั่นเป็นสิ่งแรกที่พี่อิ๋มพูดกับเพื่อนร่วมทริปทุกคน การทัวร์จักรยานวันนี้จึงมีเงื่อนไขสามข้อ ประการที่หนึ่ง ปั่นจักรยานเป็นแถวตอนเรียงหนึ่งตลอดเส้นทาง ประการที่สอง เชื่อฟังคำสั่งของไกด์อย่างเคร่งครัด และประการสุดท้ายคือ หากต้องการความช่วยเหลืออะไรให้เรียกไกด์ได้ทันที

การผจญภัยในกรุงเทพมหานครที่ฉันไม่ได้รู้เส้นทางได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

07.30 น.

ล้อหมุนที่เวลา 7 โมงครึ่ง

ไม่ใช่ล้อที่หมุนด้วยการสันดาปน้ำมันกับเครื่องยนต์ แต่เป็นการหมุนด้วยแรงถีบของเราเอง

เจริญกรุงถือเป็นส่วนหนึ่งของไชน่าทาวน์ในกรุงเทพฯ​ เราปั่นเข้าสู่ย่านตลาดน้อยจนมาถึงจุดหมายแรกคือ ศาลเจ้าโจวซือกงซึ่งเป็นศาลเจ้าขนาดไม่ใหญ่มากหลบซ่อนอยู่ลึกพอสมควร ศาลเจ้าแห่งนี้อาจเป็นที่รู้จักของชาวไทยเชื้อสายจีนหรือประชาชนทั่วไปด้านการขอพรให้มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีลูกง่าย แต่สำหรับฉันแล้ว มันคือ Hidden Place ที่แรกซึ่งเป็นการเริ่มต้นการเดินทางที่น่าสนใจทีเดียว

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์ Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์

เราเคลื่อนขบวนไปที่ศาลเจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า เป็นศาลเจ้าที่มีขนาดเล็กลงมา ผู้คนต่างมาขอพรให้ประสบพบแต่โชคดี

ในย่านนี้มีศาสนสถานมากมายทั้งวัดไทยและวัดจีนขนาดเล็กใหญ่ปนกัน เราสามารถจำแนกความแตกต่างได้จากสี ลวดลาย และงานประกอบที่ตกแต่งเอาไว้ในศาสนสถานนั้นๆ

เรามาถึงเยาวราช ไม่ต้องอธิบายให้มากความถึงความนิยมของย่านนี้ เยาวราชแบ่งได้เป็นหลายโซน เราผ่านมาในโซนตลาดเก่า มีทั้งร้านขายรองเท้าแตะ อาหารแห้ง เครื่องเทศ ของใช้จุกจิก และร้านอาหารอยู่ในซอกซอยต่างๆ ที่ฉันไม่คาดคิดเลยว่าจะมีร้านรวงเหล่านี้ตั้งอยู่ในซอยด้วย

การปั่นจักรยานผ่านซอยแคบในย่านตลาดเก่า ทำให้ฉันรู้สึกตื่นตาตื่นใจอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าไกด์จะอนุญาตให้เราถ่ายภาพได้อย่างเต็มที่ แต่ฉันเลือกซึมซับและบันทึกภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ด้วยสองตาของฉันเอง

ภาพของอากงอาม่านั่งพูดคุยกันหน้าบ้านในตอนเช้า ชาวบ้านที่ยืนดูพวกเราขับจักรยานผ่านไป คุณพ่อคุณแม่ส่งลูกไปโรงเรียน ผู้คนมากมายในตลาดตอนเช้า เป็นอีกความรู้สึกที่ฉันไม่มีโอกาสเห็นเลยเมื่อมาเยาวราช

เราผ่านโรงเรียนวัดปทุมคงคาในช่วงเช้าที่นักเรียนกำลังทยอยมาโรงเรียน มีเด็กประถมสองสามคนมายืนหน้าประตูและขอตีมือพวกเรา

น่ารักไม่ใช่เล่น

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์


08.00 น.

เราปั่นจักรยานมาหยุดที่ท่าเรือราชวงศ์ พวกเราทุกคนช่วยกันขนจักรยานขึ้นไปไว้บนเรือ ผูกเชือกมัดให้ปลอดภัย และข้ามฟากจากฝั่งพระนครมาฝั่งธนฯ ด้วยเวลาไม่นาน

ก่อนที่เราจะออกตัวไปยังจุดหมายต่อไป ไกด์ชวนเราดื่มกาแฟจากรถเข็นกาแฟที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพื่อนร่วมทริปของฉันสั่งกาแฟหวานน้อยทุกคน

เมื่อได้ดื่มกาแฟที่ชงสดจากบาริสต้าไทยในผ้ากันเปื้อนสีชมพูหวานแหววแล้ว ทุกคนบอกว่ามันหวานเกินไป เพราะคนไทยใช้นมข้นหวานในการชงเครื่องดื่ม จึงทำให้กาแฟแบบไทยๆ มีรสชาติหวานมันกว่าการใช้น้ำเชื่อมชงแบบฝรั่ง

ฉันบอกกับเพื่อนใหม่ว่า ‘หวานน้อย is the new หวานปกติ’ (Low sugar is the normal sweet level for Thai people.)

โชคดีที่ทุกคนหัวเราะกับมุกตลกของฉัน

จุดต่อไปที่ไกด์พามาจอดคือ ตลาดสด

ไม่ต้องตกใจ มันคือตลาดสดที่เราแวะซื้อของก่อนกลับบ้านนั่นแหละ

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์

ฉันตกใจมากว่าทำไมถึงต้องมาตลาดสด แต่เมื่อเราตามไกด์มาดู ไกด์พาเรามาชิมขนมสอดไส้และขนมครกจากร้านในตลาดที่อร่อยไม่หยอก พร้อมกับการเดินสำรวจตลาดแบบไทยๆ ที่ทำให้เพื่อนร่วมทริปของฉันตื่นตาตื่นใจ ทั้งการบดมะพร้าวด้วยเครื่องจักรเพื่อคั้นออกมาเป็นน้ำกะทิ หรือไข่เยี่ยวม้าที่คนไทยคุ้นเคย เพื่อนร่วมทริปของฉันตื่นเต้นกับไข่เป็ดสีชมพูที่ตอกออกมาแล้วจะได้พบกับไข่เนื้อเยลลี่ ที่รสชาติอาจจะแปลกประหลาดสำหรับชาวต่างชาติไปสักหน่อย

พักดื่มน้ำดื่มท่าเรียบร้อยแล้ว เราทุกคนจึงเดินทางต่อ

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์

เส้นทางการปั่นจักรยานนั้นค่อนข้างลดเลี้ยวเคี้ยวคดด้วยความแคบ ฉันนึกชมทีมสำรวจอยู่ในใจถึงการหาเส้นทางที่ทำให้เราทุกคนสนุกกับการปั่นจักรยานได้ขนาดนี้

เราลัดเลาะย่านกุฎีจีนจนมาจอดไหว้พระกันที่วัดกัลยานมิตรวรมหาวิหาร เราได้ซึมซับถึงพุทธศาสนาผ่านความเงียบสงบภายในวิหารอันเป็นสถานที่ประดับสถานของหลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายก) เราใช้เวลาสั้นๆ ก่อนออกจากวัดและเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป

09.30 น.

เรายกจักรยานขึ้นเรือหางยาว ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงข้ามฟากมาถึงย่านตลิ่งชัน โดยปกติจะมีตลาดน้ำตลิ่งชันทุกวันเสาร์-อาทิตย์ แต่เราเดินวันจันทร์จึงเห็นแต่แผงขายของที่ไม่มีสินค้าและผู้คน

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์ Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์

พี่อิ๋มให้พวกเราหยุดพักสักครู่เพื่อให้เพื่อนร่วมทริปของฉันได้ชิมเงาะโรงเรียน หนึ่งในผลไม้ประจำฤดูฝนของไทย พี่อิ๋มเล่าว่าผลไม้ไทยนั้นมีราคาถูกมาก เงาะโรงเรียนน้ำหนัก 1 กิโลกรัมที่เธอซื้อมาให้พวกเราทุกคนได้ชิม ราคาเพียงกิโลกรัมละ 40 บาทเท่านั้น

เงาะหมดถุง การเดินทางจึงดำเนินต่อ

การปั่นจักรยานในครั้งนี้เราซอกซอนชอนไชด้วยความยากลำบากไปอีกหนึ่งระดับ ไกด์ได้พาเราเข้าสู่หมู่บ้านที่ถนนนั้นแคบมากเสียจนจะเป็นชุมชนแออัด เราได้รับคำเตือนให้ปั่นจักรยานด้วยความระมัดระวัง เพราะนอกจากทางที่แคบแล้ว ยังไม่มีอะไรกั้นขอบถนน ซึ่งอาจจะทำให้เราตกลงไปในคูคลอง

Co van Kessel Bangkok Tour : ปั่นจักรยานซอกซอนทั่วกรุงเทพฯ แบบชาวเนเธอร์แลนด์

10.00 น.

เราผ่านเส้นทางอันหฤโหดมาได้ รางวัลที่ได้รับคืออาหารมื้อใหญ่ประจำวันนี้

ไกด์พาพวกเราทุกคนแวะทานอาหารที่น่าจะเรียกว่า ‘บรันช์’ หรือมื้อควบเช้า-กลางวันตามวิถีฝรั่ง ที่ร้านคุณแก ร้านอาหารท้องถิ่นในย่านบางกรวย

ทางร้านจัดอาหารไทยง่ายๆ แต่แสดงออกถึงความเป็นไทยได้อย่างครบเครื่องทั้งหมด 4 เมนู ได้แก่ ต้มจืดเต้าหู้ไข่หมูสับ พะแนงไก่รสเข้มข้น ไข่เจียวหมูสับ และผัดผักรวม

ฉันเห็นเพื่อนร่วมทริปเหงื่อตกกับรสชาติเผ็ดร้อนของพะแนงก็แอบสงสารเขานิดหน่อย เพราะฝรั่งทานเผ็ดมากไม่ได้ แต่การที่เพื่อนใหม่ของฉันได้สัมผัสกับอาหารไทยรสชาติถึงเครื่องน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีไม่น้อย

เมื่อสังเกตดีๆ ตลอดทั้งโปรแกรมการปั่นจักรยานไม่มีการแวะตามร้านอาหารดังหรือร้านขนมที่มีชื่อเสียงเลย พี่อิ๋มเลือกร้านที่อยู่ในพื้นที่ท้องถิ่น เพราะพันธกิจอย่างหนึ่งของ Co van Kessel Bangkok Tour คือการสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น ไม่มีการผูกขาดร้านค้าเพื่อแบ่งเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือร้านค้าภายในพื้นที่ให้มีรายได้

11.00 น.

ทิ้งท้ายเส้นทางวันนี้ด้วยการปั่นจักรยานลัดเลาะกลับเข้ามาที่ย่านบางขุนนนท์มาที่วัดสุวรรณนาราม เพื่อขนจักรยานขึ้นเรือหางยาวกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเรา สำนักงานของ Co van Kessel Bangkok Tour

การนั่งเรือกลับในครั้งนี้เป็นการเดินทางกลับโดยผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา คนเรือเตือนให้พวกเราทุกคนสวมใส่เสื้อชูชีพเพื่อความปลอดภัย ฉันทำตามอย่างว่าง่าย แล้วก็เข้าใจว่าทุกอย่างย่อมมีเหตุผลของมัน

เพราะการนั่งเรือกลับไปที่สำนักงานนั้นหฤโหดเอาเรื่องด้วยความเร็วของเรือทำให้น้ำกระเซ็นเข้าหน้า และมีน้ำหนักการเหวี่ยงที่ค่อนข้างแรง ฉันพูดกับพี่อิ๋มเล่นๆ ว่าเหมือนกำลังเล่นบานาน่าโบ๊ตที่พัทยาเลย

การขึ้นเรือครั้งนี้เกินความคาดหมายของฉันมาก ก่อนขึ้นเรือฉันพูดคุยกับพี่อิ๋มถึงการออกแบบเส้นทาง และการเตรียมงานในแต่ละทริป ถึงได้รู้ว่า Co van Kessel Bangkok Tour มีโปรแกรมการเดินทางที่หลากหลาย ทั้งแบบครึ่งวัน เต็มวัน ทั้งกลางวันและกลางคืน มีการปล่อยตัวนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มในช่วงเวลาเดียวกัน ทุกกลุ่มจะมีเส้นทางในการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนกัน โดยจะมีการสำรวจเส้นทางซึ่งใช้ทีมงานหลายคน แล้วนำเส้นทางที่ได้มาประชุมเพื่อวางแผนการเดินทางให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปทุกครั้ง (มีนักท่องเที่ยวเคยมาใช้บริการซ้ำมากที่สุด 28 ครั้งเลยนะ!)

11.30 น.

พวกเราเข็นจักรยานกลับมาที่ห้องจักรยานพร้อมรับผ้าเย็นจากเจ้าหน้าที่

เช็ดหน้าเช็ดตาจนชื่นใจ ฉันยื่นนามบัตรของ The Cloud ให้กับเพื่อนใหม่ของฉัน พวกเขารอคอยที่จะดูภาพประกอบบทความนี้อย่างใจจดใจจ่อ (เพราะเขาอ่านภาษาไทยไม่ได้) สมควรแก่เวลา เพื่อนใหม่จึงบอกลาฉันพร้อมอวยพรให้โชคดีในการฝึกงาน ซึ่งเป็นเวลาประจวบเดียวที่ฉันได้พบคุณน้องอีกครั้งเพื่อถามไถ่เกี่ยวกับการเดินทาง

“มันคือการจ่ายเงินมาเหนื่อย” คุณน้องเปิดบทสนทนากับฉันด้วยประโยคนี้ในห้องทำงานของเธอ ซึ่งทำให้ฉันอดหัวเราะไม่ได้

“พี่ทำธุรกิจนี้ด้วยวงกลม 4 วง ที่มีตรงกลางเรียกว่าความสุข ประการแรก เราทำงานกับคนที่อยากทำงานจริงๆ และมีความสุขกับการทำงาน ประการที่สอง ลูกค้าต้องมีความสุขกับสิ่งที่เราให้ ประการต่อมา เวลาที่เราไปตามชุมชน ชาวบ้านต้องได้กับเขาด้วย และประการสุดท้าย พี่มองหาความยั่งยืน เมื่อองค์กรอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ ไกด์อยู่ได้ ทั้งหมดจะขับเคลื่อนให้กลายเป็น Niche Market ที่มีคุณภาพ ลูกค้าอยากจะมาร่วมทัวร์ในเชิงสร้างสรรค์ ทัวร์ที่ไม่มีการสร้างภาพ ทำในสิ่งที่มีความรู้สึกว่าลูกค้าได้ให้อะไรกลับไปยังชุมชนด้วย ให้เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนมากเสียกว่าที่จะยัดเยียดไปตามเส้นทาง”

เสียงตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าผู้มาใช้บริการ รางวัลและรีวิวมากมายจากเว็บไซต์ชื่อดัง คุณน้องมองภาพการพัฒนาของ Co van Kessel Bangkok Tour ให้เป็นแฟรนไชส์ที่จะขยายไปตัวไปในหลายจังหวัด หลายประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อส่งต่อการเดินทางที่ไม่เหมือนใครในแบบฉบับเดียวกันให้ผู้คนได้สัมผัสมากกว่าเดิม

ชักอยากเห็นแล้วสิ

13.00 น.

ฉันร่ำลาทุกคนที่ออฟฟิศของลุงโก้หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น รวมถึงตึ๊ดต๋อ สุนัขประจำออฟฟิศซึ่งมีสติกเกอร์ไลน์เป็นของตัวเอง

เป็นวันที่ฉันสนุก สุข จนแทบอยากจะเข้าไปจองทัวร์โปรแกรมต่อไปในทันที

ฝากบอกแม่ฉันทีว่าไม่ต้องห่วงนะ ฉันปั่นจักรยานเที่ยวกรุงเทพฯ ได้แล้ว

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

Avatar

วริศรา ศิริพลไพบูลย์

เด็กบัญชี ปีสอง ถิ่นกำเนิดจากขอนแก่น ชอบตื่นเช้ามาออกกำลังรับวิตามินดี รักการท่องเที่ยวธรรมชาติ กำลังเรียนรู้วิถีการเป็นช่างภาพ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

28 กรกฎาคม 2560
5 K

เช้าในฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่น เราออกเดินทางจากซัปโปโรมุ่งหน้าสู่เมืองฟุราโนะ เป้าหมายหลักของครอบครัวคือการไปดูทุ่งลาเวนเดอร์และทุ่งดอกไม้หลากสีที่มีชื่อเสียงระดับโลกของเมืองนี้ แต่ความตั้งใจหลักของฉันกลับเป็นการไปพิพิธภัณฑ์กล้องคาไลโดสโคป (Kaleidoscope Museum of Furano)

ทุกคนอาจจะสงสัยว่ากล้องคาไลโดสโคปหรือกล้องสลับลายคืออะไร ถ้าอธิบายง่ายๆ หรือจากที่เคยเห็นมาตอนเด็กๆ มันคือวัตถุทรงกระบอก ปลายด้านหนึ่งเจาะไว้สำหรับส่องดู ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งจะมีช่องให้แสงเข้าและช่องใส่วัตถุต่างๆที่จะทำให้เกิดภาพ เช่น เศษกระดาษสี ลูกแก้ว ลูกปัด หรือแม้แต่ภาพถ่าย ตามแต่ศิลปินจะออกแบบ ด้านในประกอบไปด้วยกระจก 2 ชิ้นหรือมากกว่านั้น กระจกจะทำมุมต่างๆ กันและเมื่อยกส่องเข้าหาแหล่งกำเนิดแสง จะเห็นภาพสมมาตรที่เกิดจากการสะท้อนไปมาระหว่างกระจกกับสิ่งที่บรรจุลงไป ภาพที่เกิดขึ้นจะดูแปลกและสามารถเปลี่ยนแปลงไปไม่ซ้ำเดิมเมื่อเราหมุนหรือขยับดู

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

ฉันรู้จักพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จากรายการทีวีที่พาเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อปีสองปีก่อน ครั้งแรกที่เห็นในทีวีก็ตกหลุมรักซะแล้ว เพราะมันแปลก ไม่เหมือนใคร แล้วก็น่าสนใจสุดๆ ยิ่งพิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในบรรยากาศของอดีตโรงเรียนประถมของญี่ปุ่นที่มีอายุถึง 110 ปี ก็ยิ่งคิดว่านี้คือขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมและศิลปะที่หาชมได้น้อยมาก

10 โมงเช้า คือเวลาเปิดทำการของพิพิธภัณฑ์ แต่เรามาถึงก่อนเวลาเปิดด้วยความตื่นเต้น เรียกว่ามาก่อนคนที่จะมาเปิดประตูพิพิธภัณฑ์ด้วยซ้ำ เมื่อเลี้ยวรถเข้าบริเวณโรงเรียนก็ค่อนข้างแปลกใจเพราะโรงเรียนมันดูเก่าจริงๆ และรกร้างกว่าที่เคยเห็นในทีวี สนามหญ้ากว้างๆ กลายเป็นป่าหญ้ารกๆ แถมไม่มีรถคันอื่นเลยนอกจากรถครอบครัวฉัน แต่ไม่นานก็มีรถคันนึงเข้ามาจอด มีชาวญี่ปุ่นที่ฉันคาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของลงมาจากรถและเดินไปเปิดประตูพิพิธภัณฑ์

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

เมื่อก้าวเข้าโรงเรียน บรรยากาศของการ์ตูนญี่ปุ่นที่เคยอ่านมันแวบขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียวเพราะที่นี่ได้ความรู้สึกเก่าแต่ก็อบอุ่นในขณะเดียวกันมากกว่า ส่วนที่ยืนอยู่คือทางเข้าทางออกหลักของโรงเรียน มีช่วงพื้นที่เว้นให้เป็นที่ถอดและใส่รองเท้า พื้นไม้ยกระดับขึ้น ฝั่งขวาเป็นตู้เก็บรองเท้า ฝั่งซ้ายมีตู้หยอดเงินและป้ายที่มีตัวอักษรญี่ปุ่นเขียนเต็มไปหมด ระหว่างที่ทุกคนกำลังถอดรองเท้า ก็มีชายชาวญี่ปุ่นใส่แว่นท่าทางใจดี เดินออกมาทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น ฉันก็เลยใช้ความสามารถที่มีอันน้อยนิดของศิษย์เก่านักเรียนสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่น ตอบโต้กลับไป แต่ลงท้ายด้วยว่า “ถ้าคุยเป็นภาษาอังกฤษจะดีกว่าค่ะ” ทุกคนก็หัวเราะกันใหญ่ หลังจากที่ฟังเขาแนะนำตัว และอธิบายการเข้าชม ก็เป็นไปอย่างที่ฉันเดาว่าเจ้าบ้านคนนี้คือ คุณอิคุยะ มิซซึย (Ikuya Mitsui) เจ้าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นเอง

กล้องคาไลโดสโคป

คุณอิคุยะ มิซซึย (Ikuya Mitsui) คือเจ้าของไอเดียการทำให้โรงเรียนไม้แห่งนี้กลับมามีชีวิตในฐานะสถานที่จัดแสดงงานศิลปะกล้องคาไลโดสโคปที่เขาสะสมจากทั่วทุกมุมโลก เขาตั้งใจส่งต่อความสวยงามและความน่าหลงใหลของศิลปะจากภาพสะท้อนให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ อย่างไรก็ตาม คุณมิซซึยต้องเผชิญกับปัญหามากมายกว่าจะทำให้พิพิธภัณฑ์นี้เกิดขึ้นได้ เขาได้รับความช่วยเหลือจากคนที่มีความฝันร่วมกัน คือบรรดาศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นี้โดยเฉพาะ เช่น สร้างเทคนิคการฉายภาพใหม่ๆ หรือการนำโถส้วมและถังบ่มไวน์มาเป็นตัวกล้อง

ความน่าทึ่งคือกล้องคาไลโดสโคปที่จะได้สัมผัสในพิพิธภัณฑ์นี้มีจำนวนมากกว่า 100 ชิ้น แต่ละชิ้นแตกต่างกันออกไปและไม่ธรรมดาอย่างที่เคยเห็นอย่างแน่นอน ฉันได้มองศิลปะชนิดนี้ผ่านวัตถุหลายประเภทที่ไม่คิดว่าจะสามารถเอามาทำได้ อีกทั้งการตกแต่งที่ดูแปลกตาของรูปลักษณ์ภายนอกของตัวกล้องและภาพสวยๆ ที่ขยับไปมาเวลาเราหมุนดู ทำเอาทั้งแขนและคอล้าไปบ้าง เพราะอยากจะยกมาส่องดูทุกชิ้น

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

กล้องคาไลโดสโคป

นอกจากตัวกล้องคาไลโดสโคปที่น่าสนใจแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน โรงเรียนไม้ทั้งหลัง แน่นอนโครงสร้างแทบจะทั้งหมดนั้นคงเดิม เฟอร์นิเจอร์หรือของใช้บางอย่างก็ผ่านมือนักเรียนที่เคยเรียนที่โรงเรียนนี้มาแล้วทั้งนั้น

ส่วนหลักๆ ที่ฉันจำได้แม่นมีอยู่ 3 – 4 ส่วน ส่วนแรกคือห้องพยาบาลที่มีประตูทางเข้าค่อนข้างต่ำ มีอุปกรณ์ตรวจร่างกายและสื่อการสอนเกี่ยวกับการร่างกายมนุษย์ บนเตียงพยาบาลมีกล้องคาไลโดสโคปเรียงรายให้เลือกดูกัน

ส่วนที่สองคือห้องดนตรีที่มีแกรนด์เปียโนสีดำอยู่หน้าห้อง มีเครื่องวิทยุเก่า เครื่องเล่นแผ่นเสียง มีโต๊ะเรียนลายคีย์บอร์ด และเหนือกระดานดำมีภาพนักดนตรีระดับโลกแปะเรียงกันเป็นแถว กล้องคาไลโดสโคปในห้องนี้จะวางอยู่บนโต๊ะเรียนและตั้งอยู่เรียงกันริมหน้าต่าง แต่มันพิเศษมากๆ ตรงที่ตัวกล้องทำมาจากหีบเพลงไขลาน เมื่อยกส่องดูก็จะมีเพลงประกอบพร้อมเห็นภาพสะท้อนที่หมุนไปเรื่อยๆ ดูนานๆ คล้ายจะสะกดจิตตัวเองเหมือนกันนะ

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

กล้องคาไลโดสโคป

ห้องถัดไปไม่แน่ใจว่าเดิมเคยเป็นห้องอะไรของโรงเรียน แต่เดาว่าน่าจะเกี่ยวกับการทำอาหาร เพราะมีอ่างล้างจาน ตู้กับข้าวและโมเดลอาหารวางโชว์อยู่ ห้องนี้มีกล้องคาไลโดสโคปจัดแสดงอยู่เยอะที่สุดในพิพิธภัณฑ์ กล้องที่ฉันชอบมากที่สุดก็อยู่ในห้องนี้ นั่นก็คือ กล้องที่มีลูกแก้วใหญ่เต็มกำมือ สีสันสวยงาม และมีหลายชิ้นให้เราเลือกส่องดู คือลูกแก้วนี้มองด้วยตาเปล่าก็สวยมากอยู่แล้ว แต่พอนำไปส่องดูจากกล้องคาไลโดสโคปมันก็ยิ่งสวยและแปลกตามากขึ้น บางชิ้นฉันใช้เวลาดูอยู่นานเลย เพราะฉะนั้นการมาพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่เช้ามันจะมีประโยชน์ตรงนี้ คือเราดูได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องแย่งกับใคร คือ ณ ตอนที่เราเดินชม ทั้งพิพิธภัณฑ์มีแค่ครอบครัวของฉัน คู่คุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่น และคุณมิซซึยเท่านั้น เมื่อถามคุณมิซซึยเรื่องจำนวนการเข้าชมของนักท่องเที่ยว เขาบอกว่า ก็แล้วแต่ช่วง บางช่วงก็เยอะมาก คือมากันเป็นทัวร์ เป็น 100 คนต่อวันก็มี แต่บางวันไม่มีคนมาเลยก็มี ฉันคิดว่าเป็นเพราะคนรู้จักค่อนข้างน้อย และการเดินทางก็ค่อนข้างยาก ถ้าไม่ได้มีรถส่วนตัวขับมาก็ต้องนั่งแท็กซี่มาเท่านั้น

กล้องคาไลโดสโคป

กลับมาที่ส่วนสุดท้ายคือโรงยิมที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ขนาดใส่สนามบาสครึ่งสนามได้ อีกทั้งอุปกรณ์การกีฬาก็ครบครัน มีห่วงชู้ตลูกบาส โต๊ะปิงปอง (เดาว่าอันนี้น่าจะของใหม่) อุปกรณ์กีฬายิมนาสติก จักรยานล้อเดียวก็ยังมี นอกจากจะเป็นพื้นที่เล่นกีฬาแล้ว ฉันคิดว่าน่าจะเป็นที่รวมพลและพื้นที่จัดกิจกรรมสันทนาการเพราะมีเวทีและม่านสีแดงสูงถึงหลังคาของโรงยิม ดูอลังการมากๆ พ่อบอกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่านี่ขนาดเป็นโรงเรียนเก่า อยู่ต่างจังหวัด แต่มีสื่อการสอนที่ดีขนาดนี้ ฉันก็เห็นด้วย

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

ก่อนกลับฉันสังเกตว่า บนกระดานดำในแต่ละห้องจะมีข้อความของคนที่มาเยี่ยมชมหรือคนที่มาทำกิจกรรมกับพิพิธภัณฑ์ คุณมิซซึยบอกฉันว่า ลองมาเขียนบนกระดานดำห้องนี้ได้นะ ฉันก็จัดเลย ทั้งวาดรูปและเขียนเป็นภาษาไทยและญี่ปุ่นว่า ‘สวัสดี ฉันมาจากประเทศไทย’ ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังอยู่บนกระดานรึเปล่า (ผ่านมา 1 ปีเต็มแล้ว) แต่ก็ได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว

ห้องเรียนญี่ปุ่น

ความประทับใจของฉันต่อเมืองที่โด่งดังเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ คือศิลปะภาพสะท้อนเล็กๆ ที่ไม่เล็กสำหรับใครบางคน คุณมิซซึยรวบรวมความสวยงามที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ และแสดงออกอย่างมีเสน่ห์กลมกลืนไปกับเมืองฟุราโนะ การมองภาพสะท้อนที่สวยงามแต่นามธรรมและไร้ขีดกำจัด ทำให้จิตใจฉันสงบและโล่งไปชั่วขณะ ขณะที่ความฝันในกล้องของคุณมิซซึยกลายเป็นความจริง ประสบการณ์จากพิพิธภัณฑ์นี้ก็สะท้อนกลับเป็นภาพความทรงจำที่ดีในใจฉันเรียบร้อยแล้ว

ห้องเรียนญี่ปุ่น

พิพิธภัณฑ์กล้องคาไลโดสโคป
(Kaleidoscope Museum of Furano)

www.kaleidoscopes.jp
GPS: 43.270971, 142.373292
TEL: 0167- 42 – 3303
OPEN: 10.00 – 21.00 น. (ตั้งแต่ 18.00 – 21.00 น. ต้องจองล่วงหน้า)
PRICE: ผู้ใหญ่ 800 เยน เด็ก 500 เยน ผู้สูงอายุ (65ขึ้นไป) 700 เยน
HOW TO GO: ประมาณ 8 กม. จากตัวเมืองฟุราโนะไปทางใต้ หรือนั่งรถไฟสาย Nemuro จากเมืองฟุราโนะ ลงสถานี JR Nunobe (1สถานี) หรือ Yamabe (2สถานี) แล้วต่อรถแท็กซี่อีกประมาณ 4 กม.

อ้างอิง : วศิน เพิ่มทรัพย์และDPlus Guide Team. (2559). ตะลุยฮอกไกโด [edition2] Hokkaido. (พิมพ์ครั้งที่1). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์DPlusในเครือบริษัท โปรวิชั่น จำกัด.

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ปวิตรา ชำนาญโรจน์

บัณฑิตที่เพิ่งจบจากศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เอก exhibition design ยังว่างงานและเคว้งคว้าง แต่ขยัน ใจดี และเรียบร้อย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load