เมื่อ 2 เดือนก่อนค่ะ ส่งลูกเสร็จ กำลังจะเดินกลับไปที่รถ อยู่ดี ๆ ก็มีพ่อคนหนึ่ง ลูกอยู่อนุบาลห้องเดียวกับอนีคา เดินเข้ามาถามว่า

“อยากเป็นนายกฯ คู่กับไอไหม”

อุ้มผงะไปนิดหนึ่ง… คือ?!?

“สมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนเรากำลังหานายกฯ คนใหม่ ที่ผ่านมามีทั้งแบบคนเดียวกับเป็นคู่กัน 2 คน ไอกำลังจะสมัคร ยูมาเป็นคู่กันไหม” เพื่อนขยายความ

อุ้มใช้สมองคิดอย่างหนักอยู่ 5 วินาที แล้วก็ตอบไปว่า

“เอาดิ้!”

ไม่ได้รู้ตัวเล้ยยยยว่างานจะเข้า

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
 อุ้มกับเพื่อนนายกฯ 

คือรับส่งลูกที่โรงเรียนนี้มาเข้าปีที่ 5 โรงเรียนให้ทำอะไรอิฉันก็ทำกับเขาหมด จะให้ไปร่วมกิจกรรม บริจาคเงิน อาสาสมัครเป็นตัวแทนชั้นเรียน รับครูฝึกสอนญี่ปุ่นมาอยู่บ้าน ซื้อก้อนอิฐปูสนามเด็กเล่นใหม่อะไรก็บอกมาเถอะจ้า ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ศรีทำได้

แต่นี่มันงานช้างเลยนะยู! รู้อะไรกับเขาบ้างมั้ย… ไม่ ตอบรับเสร็จแล้วก็กลับไปเที่ยวหัวหกก้นขวิดอยู่เมืองไทย ลืม ๆ ไปแล้วด้วยซ้ำว่ากลับมาพอร์ตแลนด์ แล้วหูจะตูบไปอีก 2 ปี

พอกลับมาถึงค่ะ นายกฯ คนเก่าเมสเสจเรียกไปประชุมทันที เฮ้ย ยังไม่หายเจ็ตแล็กเลย เอ้า ไปก็ไป เลยได้รู้ว่ามีงานรอให้ทำเยอะม้ากกกกก เจ้าประคุณทูนหัวของนม โรงเรียนนี้ทำไมมันขยันอย่างงี้ ดีที่เราก็เคยเป็นมนุษย์บ้าพลัง ทำบริษัท จับแพะมาชนแกะเป็นอาชีพ ก็เลยไม่ตกใจมาก ภาษาอังกฤษเราก็พอใช้ได้ แล้วคนเห็นชื่อ Oom เขาคงรู้แหละว่านางไม่ได้โตที่ประเทศนี้ อีกอย่างที่ดีคือนายกฯ ที่เป็นคู่กันเคยเป็นนักข่าวมาก่อน เรื่องการเขียนอะไรยาว ๆ อย่างจดหมายจากนายกฯ ถึงทั้งโรงเรียนไรงี้ก็ส่งไปให้ฮี

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

ความสนุกบังเกิดตอนได้รู้ว่า เบื้องหลังงานต่าง ๆ ที่เราเห็นมาตลอด มีคณะทำงานแยกย่อยเยอะมาก แต่ละงานใช้เงินหรือหาเงินได้เท่าไหร่ เหมือนแต่ก่อนเคยไปงาน Fat โดด ๆ อยู่หน้าเวที อยู่ดี ๆ ได้ Backstage Pass ให้เข้าไปดูข้างหลังแบบนั้นน่ะค่ะ แต่ความอิ๊บอ๋ายก็คือ เขาไม่ได้ให้เข้าไปดูเฉย ๆ เขาบอกมรึง เอ๊ย ยูต้องเป็นพี่เต็ดไปด้วยเลย เอ๊า! ไม่ต้องมาเหวอ ไปรับปากเขาเอง

โอเค เป็นก็เป็น จะเข้าสู่โหมดจะทำงานละ ไหน ต้องทำอะไร ยังไงบ้าง นายกฯ คนเก่าเอางานที่เคยทำมาให้ดู มีเอกสารแฟ้มใหญ่เท่าขา กับลิสต์งานที่ต้องทำแต่ละเดือน แถมด้วยอีเมลรัว ๆๆๆ แล้วก็พาสเวิร์ดสำหรับแอคเคานต์ร้อยแปดพันประการที่จากนี้เราต้องบริหาร เสร็จแล้วก็บอกว่า งานแรกอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า โชคดีน้า พวกยูทำได้อยู่แล้วล่ะ สมัยไอก็อาศัยถาม ๆ เอา ว่าแล้วนางก็ทิ้งเรา 2 คนไว้ที่ปลายสระฝั่งที่น้ำลึกที่สุด

โดดมั้ย… ก็ต้องโดดสิเธอ

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

งานแรกที่เราต้องไปเสนอหน้า เรียกว่า Ice Cream Social จัดก่อนโรงเรียนเปิด 3 วัน เป็นงานที่ให้ทุกคนได้มาเจอกันหลังจากปิดเทอมใหญ่ ก็จะจ้อกแจ้กจอแจมาก เพราะเด็ก ๆ เพิ่งรู้ว่าชั้นเรียนใหม่ได้อยู่กับเพื่อนคนไหนบ้าง แล้วก็มีไอศกรีมฟรีแจก หน้าที่นายกฯ​ คือ ยก (สมชื่อ) โต๊ะไปตั้งให้คนเห็นว่ามีสมาคมผู้ปกครอง แล้วก็คอยตอบคำถามต่าง ๆ

โต๊ะอยู่ไหน จัดยังไง จะเอาอะไรมาตอบคำถาม… ไม่มีใครบอกเลยค่า

วันนั้นอุ้มนี่ก็แต่งตัวแต่งหน้าสวยไปสู้ คนมาก็ไม่รู้หรอก แต่ข้างในนี่คือตาลีตาเหลือก ว่ายเอาตัวรอดกันกับเพื่อนนายกฯ อีกคน กลับถึงบ้านแทบสลบเลยเพราะใช้พลังไปเยอะมาก แล้วมารู้ทีหลังอีกว่า มีป้ายอะไรต่าง ๆ ให้ใช้ได้ เก็บอยู่ที่ใต้ถุนของโรงเรียน ทำไมเพิ่งมาบ๊อกกกกก!

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

จบงานยังไม่หายเหนื่อยดี ต้องเตรียมงานที่มาจ่ออีก 3 งาน เลี้ยงน้ำชากาแฟต้อนรับครอบครัวเด็กอนุบาลที่เพิ่งมาเข้าปีนี้ กับประชุมบอร์ดและประชุมใหญ่ของโรงเรียน แถมด้วยการคุยแยกย่อยกับคณะทำงานแต่ละกลุ่ม เพราะพวกเขาไม่รู้จักพวกดิฉัน บารมียังไม่มา อีเมลถามอะไรไปก็ไม่ตอบ ต้องไปคอยดักเจอเอาตามสนามเด็กเล่น แล้วนัดคุยเป็นคน ๆ ไป 

ผู้อำนวยการโรงเรียนก็จะขอพบ เว็บไซต์ก็ต้องอัปเดตใหม่หมด ต้องไปธนาคารเปลี่ยนชื่อคนเซ็นเช็คแล้วอ่านงบประมาณของปีนี้ ครูสอนเต้นรำก็จะมาขอเปลี่ยนพื้น Dance Studio ใหม่ แถมสมาคมผู้ปกครองของอีกโรงเรียนติดต่อมาจะขอร่วมงานกันอีก

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลา 4 วัน!!!

นี่มันน้อง ๆ คุณชัชชาติละมั้ยเนี่ย

พูดไปอย่างงั้นแหละค่ะ จริง ๆ คือสนุกมาก เหมือนเลือดลมสูบฉีดอยู่ตลอดเวลา สมคิดก็ดีใจ เพราะอิเมียมีอะไรทำ จะได้ไม่ไปช้อปปิ้ง (หัวเราะ) ขณะที่เขียนอยู่นี่ อีกมือหนึ่งก็เช็กอีเมลในมือถือไปด้วย เพราะต้องส่งวาระการประชุมเข้าบอร์ด แล้วก็ต้องกดสั่งซื้อกางเกง Zara (ฮ่า ๆ สมคิดไม่รู้จักอิทธิฤทธิ์ภรรเมียซะแล้ว) แล้วก็เพิ่งให้เพื่อนออกแบบโปสเตอร์อีก 2 อัน เพราะไอ้เจ้าโรงเรียนลูก ๆ ของฉันนั้นมันมีหลายสมาคมกันจริง ๆ เลยจ้า มีทั้งสมาคมญี่ปุ่น สมาคมหาเงินรักษาตำแหน่งครูโดยเฉพาะ แล้วก็สมาคมผู้ปกครองที่อุ้มกับเพื่อนไปนั่ง (จริง ๆ คือวิ่งไปวิ่งมา) เป็นนายกฯ อยู่นี่

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส

สิ่งแรกที่อุ้มพบหลังจากเข้าไปทำงานไม่นาน ก็คือพ่อ ๆ แม่ ๆ ที่อาสาสมัครมาทำงานให้โรงเรียนแบบนี้ล้วนมาด้วยใจจริง ๆ เพราะเงินทองอะไรก็ไม่มีให้ มีแต่จะเหนื่อยหัวปั่น ทำดีก็เสมอตัว แล้วไม่ใช่ว่ามาทำแล้วลูกฉันจะได้อภิสิทธิ์อะไรกว่าเพื่อนเขา ดีไม่ดีต้องมาเป็นแรงงานช่วยแม่จัดโต๊ะผูกลูกโป่งอีก

สิ่งที่สองก็คือ อุ้มว่าสมาคมผู้ปกครองและครูที่โรงเรียนนี้น่ารักดี เพราะไม่ใช่เอะอะจะมาเรี่ยไรขอเงินเข้าโรงเรียนกันเฉย ๆ แต่เขาหากิจกรรมสนุก ๆ ที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมและได้ประโยชน์ แล้วรายได้ก็ตามมาเอง (โรงเรียนหาเงินได้เยอะมาก จนปลายปีต้องหาทางเอาไปบริจาคให้โรงเรียนอื่นเลยล่ะค่ะ) นี่คือตัวอย่างกิจกรรมที่อยากเอามาเล่าให้ฟังค่ะ เผื่อคุณผู้ปกครองท่านไหนอยากเอาไปใช้กับที่โรงเรียนลูก ๆ บ้าง

Rich Coffee 

อันนี้เป็นคณะทำงานโดยเฉพาะ มีหน้าที่ตั้งโต๊ะขายชากาแฟยามเช้าตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนไปจนหลังส่งลูกเสร็จ ถือเป็นสภากาแฟแห่งโรงเรียนริชมอนด์ก็ว่าได้ (เลยชื่อ Rich Coffee ไง ไม่ใช่กาแฟของคนมีกะตังค์ หรือกาแฟเข้มข้นแต่ประการใดเด้อ) ใครจะนัดคุยกันก็บอก เจอที่ริชคอฟฟี่นะ นอกจากขายตอนเช้า เวลามีงานออกร้านอะไรที่โรงเรียนก็มีบูทกับเขาอีก อุ้มนี่ชอบไปสั่งมัทฉะลาเต้อยู่เนือง ๆ ขายแก้วละ 2 – 3 เหรียญฯ เอง แต่ทำรายได้ให้โรงเรียนอย่างเยอะเลยล่ะจะขอบอก

อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
อุ้ม สิริยากร กับบทบาทนายกฯ ที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนป๋าเต็ดในงานแฟตเฟส
งาน Apple & Pear Sale

ทุกเดือนตุลาคมคือหน้าแอปเปิลกับลูกแพร์ ที่โรงเรียนก็เลยไปผูกปิ่นโตกับสวนผลไม้ของคนญี่ปุ่นที่นี่ ชื่อ Kiyokawa Family Orchards แล้วให้สั่งซื้อกันได้เป็นลัง ๆ เอามากินสด ทำซอส ทำแยมกันเป็นที่ครึกครื้น ข้อดีของสวนเก่าแก่อายุร้อยกว่าปีแห่งนี้ คือมีแอปเปิลเป็นร้อยสายพันธุ์ แถมมีพันธุ์แปลก ๆ ที่ไม่มีขายในท้องตลาดด้วย บ้านอุ้มอุดหนุนอยู่บ่อย ๆ เพราะลังหนึ่งแค่ 30 กว่าเหรียญฯ ถ้าไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตนี่คงปาเข้าไปสัก 60 เหรียญฯ ได้ แบบนี้เรียกว่าวิน-วินกันทุกฝ่าย

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
Bull Dog Gear

ส่วนอันนี้คือเสื้อยืดกับเสื้อแจ็กเก็ตมีฮู้ด ที่มีตราหมาบูลด็อกสัญลักษณ์โรงเรียน อุ้มซื้อให้ลูก ๆ กับตัวเองใส่มาตลอด ก็มันน่ารักเนอะ ใส่ไปไหนได้ไม่อายใคร นี่เพื่อนนายกฯ ร่ำ ๆ จะเพิ่มเสื้อคลุมแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่าฮัปปิ (Happi) เขียนชื่อโรงเรียนเข้าไปด้วย อุ้มว่าต้องขายดีแน่นอนเลย โรงเรียนไหนมีผู้ปกครองเป็นศิลปิน ออกแบบเสื้อยืดให้โรงเรียน รับรองขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
คาโดมัทสึ
ภาพ : www.artsjapan.us

คนไทยมีสงกรานต์ คนจีนมีตรุษจีน ส่วนคนญี่ปุ่นก็มีปีใหม่เหมือนกัน เรียกว่า โอโชกัทสึ (お正月) ตรงกับวันที่ 1 มกราคมเหมือนชาติตะวันตก แต่วิธีการฉลองช่างญี่ปุ๊นญี่ปุ่น ทำให้ที่โรงเรียนริชมอนด์มีงานปีใหม่แบบเฉพาะไม่เหมือนโรงเรียนไหน เริ่มตั้งแต่มีอาหารญี่ปุ่นขาย มีประดิษฐ์ของมงคลที่เรียกว่าคาโดมัทสึ (門松) สำหรับเอาไว้ตั้งคู่กันหน้าบ้านตอนปีใหม่ มีศิลปินมาแสดงการเขียนพู่กันจีน มีการแสดงตีกลองญี่ปุ่นที่เรียกว่าไทโกะ

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
ภาพ : www.bainbridgeisland.com

ไฮไลต์คือการตำข้าวเหนียวให้กลายเป็นโมจิ ที่เรียกว่า โมจิดสุกิ (เคยเห็นมั้ยคะ ที่มีครกอันใหญ่ ๆ แล้วเอาก้อนข้าวเหนียวร้อน ๆ ก้อนใหญ่ ๆ ใส่ลงไป คนหนึ่งตำด้วยค้อนไม้อันเบ้อเริ่ม ส่วนอีกคนคอยยื่นมือไปกลับข้าวเหนียวอย่างเร็ว (ก็มันร้อน แล้วไม่งั้นมือจะโดนตำลงไปคลุกข้าวเหนียว เจ็บตายเลย) จนมันกลายเป็นโมจิหนืด ๆ ดึงออกมากินได้ เด็ก ๆ ได้ลองช่วยกันตำคนละปุกคนละปัก น่ารักน่าเอ็นดู

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
ภาพ : www.artsjapan.us

เสร็จแล้วได้กินโมจิจิ้มซอสมิตาราชิเค็ม ๆ หวาน ๆ หรือคลุกแป้งถั่วเหลืองอบที่เรียกว่าคินาโกะ อากาศหนาว ๆ กินขนมอุ่น ๆ สบายท้องดีจริง ๆ

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน
งาน Walk & Bike Day
ภาพ : www.walkbiketoschool.org

กิจกรรมนี้เป็นของคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม ชื่อว่า Super Green Team ปีหนึ่งจะมี 2 หน เดือนตุลาคมกับเดือนพฤษภาคม เขาจะส่งเสริมให้ผู้ปกครองกับเด็ก ๆ เดินหรือขี่จักรยานมาโรงเรียนกันตลอดทั้งเดือน ใครร่วมกิจกรรม มาถึงโรงเรียนก็จะได้ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างดินสอ สติกเกอร์ หรือ ริสแบนด์ ลูก ๆ อุ้มชอบมาก เอาสติกเกอร์ไปติดจักรยานด้วยความภูมิใจกันใหญ่ ปีนี้อุ้มว่าจะออกแบบสติกเกอร์ให้เท่เลย แต่เดี๋ยวขอไปเสนอที่ประชุมก่อนนะ

นอกเหนือจากกิจกรรมเหล่านี้ ก็ยังมีงาน Spring Festival ที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้ว หรืองานเล็กงานน้อยที่หยุดจัดไป 2 ปีเพราะโควิด-19 แต่กำลังจะกลับมา อย่าง Science Fair ที่ให้เด็ก ๆ มานำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือ Movie Night ที่ครอบครัวมาดูหนังด้วยกัน กับงานอื่น ๆ อีกเยอะแยะ

บทบาทใหม่ที่แสนสนุกของ อุ้ม สิริยากร กับงานนายกสมาคมผู้ปกครอง ที่ต้องจัดงานสารพัดรูปแบบให้เด็กทั้งโรงเรียน

ตอนนี้อุ้มเริ่มเข้าใจแล้วว่า พอบอกใครว่าปีนี้อุ้มเป็น Co-President ของ PTA (Parent Teacher Association หรือสมาคมผู้ปกครองและครูนั่นแหละค่ะ) ทุกคนก็จะร้อง “โว่ววววว ขอบคุณมากนะ” ทีแรกอุ้มไม่ค่อยแน่ใจว่าเขามาขอบคุณกันทำไม อาทิตย์หนึ่งผ่านไปก็พอจะรู้แล้วว่า เขาขอบคุณที่มารับงานไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ซึ่งคนอื่นเขาอาจจะไม่มีเวลา หรือไม่อยากมาปวดหัวกับการประสานงานคนเยอะ ๆ แบบนี้ไง

แต่เรามันพวกชอบหาเหา เราก็เลยงานเข้าด้วยประการฉะนี้แล

Writer & Photographer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ช็อก! อุ้ม สิริยากรร่ำไห้ ต้นไม้ใหญ่โค่นใส่บ้านพังยับ ซับน้ำตาเล่าถึงวินาทีระทึกขวัญ!

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

ตกใจเลย! ใครเห็นข่าวนี้ก็ต้องรีบคลิกไปดูใช่มั้ยคะ อุ้ม สิริยากร ยังคลิกเลย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่นาทีเพิ่งนั่งกินกาแฟคุยกับพี่สาวสมคิดเรื่องล้างผักยังไงไม่ให้เหี่ยว (จะเขียนละเอียดทำไม)

แล้วอยู่ดี ๆ ไลน์ก็เด้งรัว ๆ พ่อ เพื่อน แม้แต่แม่ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยโทรหา ยังโทรไลน์มาเล้ย คิดดู ทุกคนถามหมดว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ทางเราก็ตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทางโน้นตอบกันมาว่าเห็นข่าว พ่อบอกเพื่อนที่อยู่ออสเตรเลียไลน์มาถาม แม่บอกว่าช่างทำผมส่งไลน์มาบอก หืมม… ข่าวอะไร ก็เลยใช้วิชานิเทศศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา ค้นคว้าด้วยศัพท์เทคนิคขั้นสูงว่า ‘อุ้ม สิริยากร บ้านพัง’

เฮ้ยยยยยยย​… ขึ้นมาล้นหน้ามือถือ!

อย่างแรกที่คิดคือ เธ้ออออ นั่นไม่ใช่บ้านชั้น ชั้นไม่ได้อาศัยในโรงรถ! และอย่างที่สองคือ ชั้นเล่าวินาทีระทึกขวัญไม่ได้ เพราะชั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์! เอ้า ๆ เป่าเทียนก่อน เดี๋ยวจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ ให้ฟังนะ

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

เรื่องมันเริ่มมาตั้งแต่ปลาย ๆ เดือนธันวาปีที่แล้วค่ะ เด็ก ๆ ปิดเทอม 2 อาทิตย์ บ้านอุ้มก็เลยตัดสินใจขับรถลงไปหาพี่สาวสมคิดที่แคลิฟอร์เนียกัน ระหว่างทางก็แวะเมืองโน้นเมืองนี้ กับไปสกีด้วย แล้วก็ได้ยินข่าวจากเพื่อน ๆ ที่พอร์ตแลนด์ว่า หลังจากเราออกมา หิมะตก หนาวมาก ลมแรงสุด ๆ น่ากลัวมาก จากนั้นฝนก็ตกไม่หยุดมาเป็นอาทิตย์ เรียกว่าอากาศวิปริตแปรปรวนผิดธรรมดาอีกละ (แต่ธรรมดาคืออะไรไม่รู้เหมือนกันแล้วนะเดี๋ยวนี้)

พวกเราฟังแล้วก็แอบคิดว่า เออดีเหมือนกัน ได้หนีหนาวลงมาเยี่ยมครอบครัว เพราะพี่ชายสมคิดบินตามมาสมทบจากแคนาดาด้วย หลังจากไม่เจอกันเลยช่วงโควิด นี่ระหกระเหินแวะนอนเมืองโน้นเมืองนี้มาอาทิตย์กว่า สุดท้ายก็มาถึงบ้านพี่สาวสมคิดที่โอ๊กแลนด์เสียที จะได้พักหลายวันหน่อย

แล้วอยู่ ๆ เช้าวันรุ่งขึ้น แอปฯ Ring กริ่งประตูบ้านก็ดังที่โทรศัพท์สมคิด พวกเราแปลกใจว่าใครฟระกดอยู่นั่น ปกติถ้าไม่มีใครมาเปิดเขาก็ไปใช่ปะคะ แต่นี่ไม่ยอมหยุด สมคิดเลยเปิดแอปฯ มาคุยด้วย

ปรากฏว่าเป็นเพื่อนบ้านที่หลังบ้านเยื้อง ๆ กันค่ะ อยู่มา 10 ปี ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากัน แต่สายวันนั้นฮี (ทราบชื่อภายหลังว่าจอห์น) บอกว่ามีเรื่องด่วนต้องติดต่อให้ได้ สมคิดคุยไปหน้าก็เริ่มซีดลงเรื่อย ๆ พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็เริ่มมองหน้ากัน ใครเป็นอะไรตาย หรือบ้านไฟไหม้!

สมคิดวางหู แล้วบอกอุ้มว่า ต้นไม้หลังบ้านล้ม อุ้มฟังแล้วสมองไม่ประมวลผล ต้นไม้ไหน ต้น Douglas Fir ใหญ่ยักษ์ที่ดูแข็งแรงบึกบึนคู่บ้านเราเนี่ยเหรอ

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

เสียงเมสเซจดังรัว ๆ สมคิดกดดูแล้วยื่นให้อุ้มดูรูปที่เพื่อนบ้านส่งมาให้

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

ทรงอย่างแบดค่ะ บอกเลย

งานนี้ไม่ใช่ญาติเสียก็เหมือนเสียญาติ อุ้มเป็นคนรักต้นไม้มาก โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่อายุเยอะ ๆ เห็นแล้วชอบไปกอดเพราะเหมือนเจอปู่ย่าตายาย แล้วนี่ต้นไม้บ้านเราแท้ ๆ ที่เล่นใต้ต้นมาเกือบ 10 ปี ลูก 2 คนโตมากับร่มเงาและกิ่งก้านของเค้า ถอนรากถอนโคนหมดไม่เหลือดี

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

จริงๆ เราตั้งใจจะอยู่โอ๊กแลนด์กันอีก 3-4 วัน แต่สมคิดเห็นรูปแล้วบอกว่าไอต้องขับกลับเดี๋ยวนี้ พี่ชายสมคิดเหวอไป เพราะเพิ่งเจอหน้ากันได้แค่ไม่ถึง 3 ชั่วโมง อุ้มที่นั่งรถปวดก้นมาหลายวัน คิดว่าจะได้พักซักหน่อยก็เหวอเหมือนกัน เพราะขับกลับรวดเดียวนี่มันสิบกว่าชั่วโมงเชียวนะ แล้วลูก ๆ อีกล่ะ

รีบเช็กตั๋วเครื่องบิน แล้วตัดสินใจส่งสมคิดขับกลับไปคนเดียว ส่วนอุ้มอยู่ต่อกับลูก ๆ จนถึงวันเสาร์ ตอนฮีขับออกไป บอกเลยว่าไม่ห่วงโรงรถห่วงต้นไม้อะไรทั้งนั้น กลัวจับขั้วหัวใจขึ้นมาอย่างเดียวว่าสมคิดจะปลอดภัยหรือเปล่า เพราะพายุฝนและหิมะกำลังจะมา ระหว่างทางต้องผ่าน Mt.Shasta ถนนเริ่มเป็นน้ำแข็งอันตรายด้วย อย่าเป็นอะไรนะ ชั้นยังไม่อยากเป็นม่ายเลี้ยงลูกคนเดียว!

แต่สุดท้ายฮีก็ถึงบ้านได้ตอนเกือบเที่ยงคืน อุ้มนี่ไม่เคยหัวใจเต้นแรงติดต่อกัน 10 ชั่วโมงรวดแบบนั้นมาก่อนเลยค่ะ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเมสเซจหาสมคิด เพราะกลัวฮีต้องละสายตาจากถนน ได้แต่โทรส่งเสียงแหลมสูงเป็นระยะป้องกันฮีง่วง (อาจจะแย่กว่าส่งเมสเซจ) แล้วถึงบ้านแทนที่จะโทรมาบอก ฮีทำไมรู้มั้ย กดกริ่งประตูบ้านให้มันมาดังบนแอปฯ ในมือถือดิฉันเหมือนเพื่อนบ้านเมื่อเช้านี้ค่าาาา ยังมีหน้ามาทำเป็นเล่น ถามว่าหลังบ้านเป็นไง ฮีบอกมืดมองอะไรไม่เห็น เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน

รุ่งขึ้นค่ะ สมคิดบอกว่าของจริงดูวินาศสันตะโรกว่าที่เห็นในรูปอีก ดีแล้วที่รีบกลับไปแสดงความรับผิดชอบกับเพื่อนบ้าน ทุกคนก็ดีใจหาย ไม่มีใครโวยวาย ทั้งที่บ้านติดกันรั้วหลังบ้านพังไปทั้งแถบ ส่วนบ้านชายชื่อจอห์น โรงจอดจักรยานกับ Trampoline ใหญ่ที่ลูก ๆ เอาไว้โดดก็โดนหางเลขเบี้ยวไปข้าง แต่ประโยคแรกที่ทั้งสองบ้านพูดตรงกันก็คือ เสียใจด้วยนะที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้และโรงรถบ้านยูเสียหายหนัก ไม่ต้องรู้สึกผิดนะที่บ้านพวกไอเสียหาย เพราะมันเป็นภัยธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดของพวกยู ต้นไม้ล้มใครจะไปป้องกันได้

เพื่อนบ้านประเสริฐช้างมูลกันขนาดนี้ เรายิ่งเกรงใจ สมคิดรีบติดต่อบริษัทตัดต้นไม้ให้มาตีราคา เพราะเป็นสิ่งแรกที่ต้องเอาออกไปจากพื้นที่ก่อนจะซ่อมแซมอย่างอื่นได้

ส่วนอุ้มรีบติดต่อประกัน ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะ ใครมีบ้าน จงทำประกัน!!!! แล้วเลือกกรมธรรม์ที่ครอบคลุมวินาศภัยหลาย ๆ อย่าง จากบริษัทที่ดี เชื่อถือได้ ติดต่อง่าย จ่ายเร็ว อ่านจากรีวิวของคนอื่นและถามจากคนที่รู้จักเป็นดีค่ะ อุ้มนี่ไม่รู้จะขอบคุณยังไง เพราะประกันของเรา (ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่) ติดต่อไปปุ๊บ อนุมัติปั๊บ โอนเงินเข้าบัญชีแทบจะทันที ไม่ถึงอาทิตย์ต่อมา Arborists (หรือที่คนไทยเรียกรุกขกร) ก็มาจัดการเอาท่อนซุงและกิ่งก้านที่หักอยู่ออกไปหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง ถ้าประกันไม่จ่ายนี่ต้องควักกระเป๋าเอง 7,000 กว่าเหรียญฯ (คิดเป็นเงินไทยประมาณสะ… สะ… สองแสนห้า! นี่แค่ค่าตัดต้นไม้นะ ยังไม่รวมรื้อถอนสร้างโรงรถใหม่)

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

อีกเรื่องที่เอ็นดู๊เอ็นดู แต่ตอนนั้นฟังแล้วอยากเอาหัวเดินต่างเท้า คือตอนคนรอบตัวรู้ว่าคนตัดต้นไม้จะมา ก็ไอเดียบรรเจิดแนะนำกันใหญ่เลยว่า “เก็บต้นไม้เอาไว้เลื่อยเป็นแผ่นยาว ๆ ทำหน้าโต๊ะ หัวเตียง หรือเอาไว้ทำโน่นทำนี่เป็นที่ระลึกสิ” พี่คนหนึ่งส่งลิงก์มาให้รัว ๆ อันนึงไป Pin มาให้ เอาต้นไม้ไปแปรรูปทำชุดม้านั่งในสวน หูยยยยย…

อุ้มดูไปทึ้งหัวตัวเองไป พี่คะ บ้านหนูประสบวินาศภัย! ไอเดียเหล่านี้มันดีมากเลย แต่ว่าหนูไม่มีเวลาและที่ทางจะเก็บอะไรเอาไว้ทำของสวยงามแล้วค่ะพี่คะ วัน ๆ โทรหาประกันจนจะได้กันอยู่แล้วเนี่ย อิวันที่คนตัดต้นไม้มาก็โกลาหลเสียงเครื่องโน้นนี้ดังสนั่น เดินไปดูก็บอกอย่ามาใกล้ อันตราย นี่จะไปบอกว่าเอ่อ ขอเก็บท่อนนั้นท่อนนี้ไว้หน่อยได้มั้ยคะ อารมณ์ก็จะเหมือนถูกรถชนขาขาดแล้วบอก หมอคะ ช่วยหั่นกระดูกขาไว้ให้ท่อนหนึ่งได้มั้ยคะ จะเอาไปตะไบทำจี้ห้อยคอ มันถูกต้องเหรอคะคุณว่า! 

สิ่งเดียวที่เหลือเก็บไว้คือกองท่อนไม้สำหรับผ่าทำฟืน ขนาดนี้ยังมองหน้ากันกับสมคิดว่าจะผ่ายังไงฟะ ลำบากต้องไปหาเครื่องผ่าฟืนมาอีก ตอนนี้ก็เลยยังกลิ้งตากฝนรอ ๆ กันไป อุ๊ย ๆๆๆ ส่งรูปกลับไปให้พี่คนนั้นดูดีกว่าว่าเราเอามาทำงานศิลปะจัดวาง พี่เขาจะได้เชื่อว่าเราเป็นคนมี #ความคิดสร้างสรรค์

‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

กลับมาที่ต้นไม้ สงสัยใช่มั้ยคะว่าทำไมมันถึงล้ม อุ้มถามรุกขกรที่มาตัดต้นไม้บ้านเรา เขาพาเดินไปดูตรงรากที่ถอนหลุดขึ้นมาจากดิน แล้วเอามือบี้ให้ดูว่า น่าจะเป็นจาก Root Failure (แปลเป็นไทยว่าอะไรดี รากล้มหรือรากพังไหมนะ) เพราะรากฝั่งนั้นร่วนเป็นผงเลยตอนเอามือบี้ดู ในขณะที่อีกฝั่งไม่เป็นไร (แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่ารากฝั่งนี้ป่วยเพราะอะไร) บวกกับฝนตกหนักมากจนดินอ่อนตัว และลมกรรโชกแรงเข้าไปอีก ต้นไม้ที่ดูเหมือนแข็งแรงมั่นคงมาก ๆ วันดีคืนดีก็เลยเป็นลมล้มใส่โรงรถหักครึ่งมันเสียเลย

อุ้มลองคำนวณด้วยสายตา ถ้าล้มมาทางบ้านก็คงทับหลังคาหายไปครึ่งหลัง บวกกับห้องนอนของเมตตา-อนีคา และห้องน้ำที่ชั้น 2 ด้วย บ้านอยู่ต่อไม่ได้แน่นอน ต้องลี้ภัยไปเช่าบ้านอยู่อีกเป็นปีแน่ นี่มาล้มตอนไม่มีคนอยู่บ้าน ของในโรงรถก็แทบไม่มีอะไรพัง นอกจากจักรยาน 2-3 คัน โต๊ะปิงปองทั้งโต๊ะยังรอดเลยค่ะ เพราะพับเก็บไว้ด้านหน้า บุญรักษาพระคุ้มครองมาก

‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ
‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

เอาต้นไม้ออกไปแล้วก็ต้องมีคิดเรื่องซ่อมโรงรถ ไม่ใช่สิ ซ่อมไม่ไหวแล้วแบบนี้ ต้องรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่เลย ซึ่งอันที่จริงต้องขอบคุณต้นไม้มากที่ล้มใส่ เพราะถ้าล้มไปที่โล่ง ๆ ไม่โดนสิ่งก่อสร้าง ประกันจ่ายค่ามาเอาต้นไม้ออกไปแค่ 500 เหรียญฯ ถ้วนค่ะ ต้นเดียวกันนี่แหละ ที่เหลือต้องจ่ายเอง

ทั้งหมดนี่ทำให้อุ้มรู้สึกอะไรรู้มั้ยคะ รู้สึกขอบคุณต้นไม้ต้นนี้มาก คือปกปักรักษาพวกเราจนนาทีสุดท้ายของชีวิตเลย เลือกทางที่จะล้มให้ไม่เดือดร้อนใคร ล้มใส่โรงรถประกันจะได้จ่าย ทั้งค่าตัดต้นไม้และค่าสร้างโรงรถใหม่ด้วย แล้วที่ล้มไปใส่หลังบ้านข้าง ๆ เชื่อมั้ยคะ ต้นพลัมเด็ก ๆ 2-3 ต้นที่เพิ่งลงไว้ได้ไม่กี่ปี ไม่มีต้นไหนหักเลย ทั้งที่ต้น Douglas Fir ของเราใหญ่เท่าตึก 5-6 ชั้นได้ นี่นึกถึงแล้วน้ำตาจะไหลจนต้องยกมือขึ้นมาพนม ขอบคุณนะต้นไม้ ที่ผ่านมาอุ้มมัวแต่วุ่นวายติดต่อคนเต็มไปหมด อยู่ในโหมดทำงานจนลืมไปว่าจริง ๆ แล้วเสียใจมาก เหมือนเสียญาติผู้ใหญ่ 

จริง ๆ นะคะ ใครที่ผูกพันกับต้นไม้ใหญ่ ๆ คงเข้าใจ คนในบ้านนี่รู้ดีเลยว่าแต่ก่อนนี้ เวลาอุ้มไม่สบายใจ มักจะออกไปหลังบ้านเพราะเป็นที่ที่รู้สึกสุขสงบ อุ้มยังเคยบอกลูก ๆ เลยว่า หลังบ้านเรามีเทวดานะลูก อยู่ในต้นไม้ คนไทยเรียกรุกขเทวดา

ตอนนี้เทวดาหลังบ้านเรากลับไปอยู่บนฟ้าแล้ว เหลือแต่อากาศว่าง ๆ ที่มองไปกี่ครั้งก็ยังใจหาย

ไม้ล้ม คนเดินต่อ หายใจลึก ๆ เข้าไว้แล้วสร้างโรงรถใหม่

เอ๊ะ หรือเราจะเลื่อยไม้มาทำหน้าโต๊ะอย่างที่ญาติโยมแนะนำดี

Writer & Photographer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load