19 มิถุนายน 2560
1.02 K

ใครที่สนใจสั่งซื้อจิ๊กซอว์ชุด Tropical Rainforest of Thailand ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร สามารถสั่งซื้อได้ [ ที่นี่ ] ส่วนใครที่ยังไม่รู้จักจิ๊กซอว์ชุดนี้มาทำความรู้จักไปพร้อมกันเลย

นอกจาก The Cloud จะพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของโครงการดีๆ สู่ผู้อ่านแล้ว เรายังอยากขยับไปรับอีกบทบาท นั่นก็คือ การช่วยระดมทุนให้โครงการสร้างสรรค์ที่น่าสนับสนุน ผ่านระบบ Crowdfunding หรือการระดมทุนสาธารณะ ซึ่งเราทำร่วมกับ MEEFUND

เราเน้นการระดมทุนประเภท Reward-based ถ้าอธิบายให้เห็นภาพก็คือ เมื่อมีคนคิดโครงการที่น่าสนใจได้ แต่ไม่มีเงินลงทุน จะเอาโครงการนั้นมาบอกเล่าให้คนทั่วไปฟังว่าต้องการเงินทั้งหมดเท่าไหร่ ถ้ามีคนช่วยกันลงเงินจนครบตามเวลาที่กำหนด เจ้าของโครงการก็มีเงินไปทำจริง ส่วนผู้ที่ร่วมสมทบทุนก็จะได้รับผลตอนแทนเป็นสิ่งต่างๆ ตามที่เจ้าของแจ้งไว้

การจ่ายเงินก็คล้ายการจองโรงแรมผ่านเว็บไซต์ คือจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต ระบบยังไม่หักเงินทันที แต่จะหักเมื่อถึงวันเข้าพัก กรณีนี้ เมื่อลงเงินสนับสนุนโครงการ การตัดบัญชีจะเกิดขึ้นเมื่อถึงวันสุดท้ายของการระดมทุน และได้เงินครบหรือเกินกว่าที่กำหนดเท่านั้น ถ้าระดมทุนได้ไม่ครบตามเป้าก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ไม่มีการหักบัญชีแต่อย่างใด

โครงการแรกที่เราอยากช่วยส่งเสริมให้เกิดก็คือ จิ๊กซอว์ชุด Tropical Rainforest of Thailand ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งสร้างสรรค์โดยเอเจนซี่ชื่อดังอย่าง Ogilvy Group Thailand และผู้ทำภาพอันดับหนึ่งของโลกอย่างบริษัท Illusion ความแสบๆ คันๆ ของจิ๊กซอว์ชุดนี้ก็คือ หน้ากล่องเป็นภาพป่าไม้เมืองไทยที่อุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อต่อจนเสร็จ ภาพตรงหน้ากลับกลายเป็นป่าผืนเดียวกับบนหน้ากล่อง แต่ว่าถูกตัดจนเหี้ยน พร้อมข้อมูลว่า ช่วงเวลา 3 ชั่วโมงที่ใช้ต่อจิ๊กซอว์นั้น พื้นที่ป่าไม้ 350 ไร่ หรือ 138 สนามฟุตบอล ได้ถูกมนุษย์ทำลายจนไม่สามารถกลับคืนมาเหมือนเดิม

เริ่มแรก จิ๊กซอว์ชุดนี้ทางมูลนิธิทำขึ้นจำนวนจำกัดเพื่อส่งให้ influencer ช่วยส่งข่าวนี้ต่อในโลกออนไลน์ ในวันที่ 21 มีนาคม 2560 ซึ่งเป็นวันป่าไม้โลก แต่หลังจากที่เผยแพร่ไปก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก จนมีผู้คนมากมายเรียกร้องให้ผลิตขายเพื่อระดมทุนให้มูลนิธิสืบฯ นำไปใช้ในการดูแลป่าไม้ที่เหลืออยู่ไม่ให้หายไปเหมือนดังในภาพ และยังชวนกันสร้างความตระหนักถึงปัญหานี้ด้วยการซื้อจิ๊กซอว์ชุดนี้มอบให้กันในวันสืบนาคะเสถียร 1 กันยายน

วิธีการนั้นคล้ายพรีออร์เดอร์ แต่โครงการนี้จะเกิดขึ้นจริงเมื่อมีคนร่วมสั่งซื้ออย่างน้อย 600 ชุด

ผู้สนับสนุนโครงการต้องสั่งซื้อจิ๊กซอว์อย่างน้อย 1 ชุด ราคาชุดละ 990 บาท (รวมค่าจัดส่งในประเทศ) พร้อมระบุชื่อและที่อยู่ที่จะให้จัดส่งทางไปรษณีย์ เปิดให้สั่งซื้อตั้งแต่วันนี้ถึง 18 สิงหาคม 2560 โดยจะจัดส่งจิ๊กซอว์ถึงมือผู้รับในวันที่ 1 กันยายน 2560 รายได้ได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดมอบให้มูลนิธิสืบนาคะเถียร

ขอย้ำอีกครั้งว่า โครงการนี้จะเกิดขึ้นจริง และจะหักเงินจากบัตรเครดิตผู้สนับสนุนก็ต่อเมื่อมีผู้สั่งซื้อเกิน 600 ชุดในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น

ถ้าใครสนใจก็คลิกเข้าไปร่วมสั่งซื้อได้ [ ที่นี่ ]

แต่ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าจิ๊กซอว์กล่องนี้คืออะไร ก็ขอเชิญมาทำความรู้จักกันสักนิด

Jigsaw for Forest

ข้อมูลเก่าเอามาเล่าใหม่

งานอย่างหนึ่งของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรคือการรณรงค์สร้างความตระหนักในเรื่องปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ข้อมูลที่ว่าในแต่ละชั่วโมงมีพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลายไปเท่าไหร่ เป็นสิ่งที่สื่อสารกันมาสิบกว่าปี แต่ข้อมูลน่าตกใจชุดนี้ก็ไม่ได้กลายเป็นประเด็นพูดคุยของสังคม ทั้งที่เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับอนาคตของป่าไม้ไทย ทางโอกิลวี่เลยอยากหยิบเอาข้อมูลชุดนี้มาบอกเล่าอีกรอบ ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์และแตกต่างจากเดิม

ฝั่งครีเอทีฟโยนไอเดียแรกมาว่าอยากลองทำเป็นพรินต์แอด เปลี่ยนพื้นที่ป่าบนภูเขาให้กลายเป็นสนามฟุตบอลสุดลูกหูลูกตา เพื่อเล่าว่าในเวลา 1 ชั่วโมงพื้นที่ป่าไม้หายไปเท่ากับกี่สนามฟุตบอล แต่ดูเหมือนจะไม่มีพลัง เลยคิดจะเปลี่ยนตัวหนังสือที่เขียนบอกเวลาให้กลายเป็นอะไรที่สนุกกว่านั้น

Jigsaw for Forest

เปลี่ยนสื่อจาก Print มาเป็น Direct

ชาวครีเอทีฟโยนไอเดียที่สองลงมาใหม่ว่า ทำเป็นจิ๊กซอว์แล้วส่งเป็น Direct Mail ให้กลุ่มเป้าหมายน่าจะดี เพราะแทนที่จะเขียนบอกเวลาตรงๆ ก็พลิกมุมไปบอกว่า ในช่วงเวลาที่คุณต่อจิ๊กซอว์ภาพนี้ พื้นที่ป่าไม้หายไปแค่ไหน แล้วก็ใช้วิธีเล่าแบบ Before After มาครอบ บนฝากล่องจิ๊กซอว์เป็นภาพป่าไม้เขียวชอุ่ม แต่พอต่อเสร็จกลับเห็นเป็นป่าที่โดนตัดหมดแล้ว พร้อมกับข้อความว่า ‘ช่วงเวลา 3 ชั่วโมงที่ใช้ต่อจิ๊กซอว์นั้น พื้นที่ป่าไม้ 350 ไร่ หรือ 138 สนามฟุตบอล ได้ถูกมนุษย์ทำลายจนไม่สามารถกลับคืนมาเหมือนเดิมได้’ เจอแบบนี้เข้าไป คนต่อจิ๊กซอว์น่าจะเซอร์ไพรส์ดี เพราะเป็นครั้งแรกที่จะได้เห็นกับตาว่าป่าไม้ถูกทำลายเร็วกว่าที่คิด

Jigsaw for Forest

ปลูกป่าบนกล่อง

ถ้าจะใช้ลูกเล่นของการต่อจิ๊กซอว์ก็ต้องเอาให้สุด เริ่มแรกต้องออกแบบกล่องด้วยเลย์เอาต์ที่เหมือนจิ๊กซอว์เป๊ะ แบบที่กวาดตาผ่านมาก็รู้ว่าเป็นกล่องจิ๊กซอว์ ส่วนภาพป่าบนหน้ากล่องนั้นก็ต้องเอาให้เหมือนภาพวิวของจิ๊กซอว์ทั่วไป คือเป็นวิวสวยๆ แบบภาพป่าในฝัน ความยากก็คือ ภาพป่าไม้เมืองไทยที่เขียวครึ้มนั้นหายากมาก เพราะไม่ค่อยมีใครถ่ายภาพในมุมนี้และลักษณะเช่นนี้ไว้ เลยต้องรีทัชกันขนานใหญ่ เอาภาพป่าจากเขาใหญ่มาวางเป็นฉากหลัง แล้วเติมต้นไม้เพิ่มเข้าไป รวมถึงต้นไม้ที่มีสีสันตรง foreground ปิดท้ายด้วยนกและเมฆเพื่อให้ดูสวยตามสูตร

สิ่งที่อาจจะแปลกหูแปลกตาไปบ้างก็คือ ต้นไม้ใหญ่กลางภาพ ซึ่งตามธรรมชาติอาจจะไม่ได้ขึ้นโดดเดี่ยวแบบนั้น แต่ต้องยอมใส่ไปเพื่อให้เป็นจุดนำสายตา และใช้เป็นจุดเทียบระหว่างทั้งสองภาพ ในแง่ของภาษาภาพแล้ว จะช่วยให้คนดูเข้าใจได้เร็วขึ้น

Jigsaw for Forest

Jigsaw for Forest

Jigsaw for Forest

Jigsaw for Forest

Jigsaw for Forest

ปลูกป่าว่ายากแล้ว ตัดป่ายากยิ่งกว่า

ในชีวิตจริง การเปลี่ยนป่าผืนนี้ให้กลายเป็นเขาหัวโล้นนั้นง่ายแสนง่าย แต่ในแง่ของการทำภาพมันคือการสร้างภาพใหม่ขึ้นมาอีกภาพ เริ่มต้นจากการดราฟต์ภูมิทัศน์ของป่าออกมา แล้วรีทัชภาพป่าที่โดนตัดใส่เข้าไป ฟังดูเหมือนง่าย แต่สต็อกภาพป่าไม้ที่โดนตัดนั้นหายากยิ่งกว่าภาพป่าสมบูรณ์ แถมยังเป็นภาพขนาดเล็ก แล้วก็เป็นภาพภูเขาหัวโล้น ไม่ใช่ป่าที่เพิ่งถูกตัด ทางทีม Illusion ก็เลยต้องค่อยๆ เอาตอไม้มาหยอด เอาเศษไม้มาวาง เติมควัน ให้รู้สึกเหมือนป่าเพิ่งโดนตัด และถ้าใครสังเกตดีๆ จะพบว่า ภูเขาในรูปที่โดนตัดจะเตี้ยกว่าภูเขาในรูปป่าสมบูรณ์นิดนึง เพราะต้นไม้บนภูเขาหายไป
Jigsaw for Forest

ต้องสวยแบบจิ๊กซอว์

เนื่องจากคนส่วนใหญ่ต่อจิ๊กซอว์จากขอบก่อน ดังนั้นภาพป่าไม้ที่โดนตัดต้องใกล้เคียงกับภาพหน้ากล่องที่สุดเพื่อไม่ให้คนงง และภาพป่าที่โดนตัดแล้วก็ควรมีสีเขียวๆ ปนอยู่บ้าง เวลาเทจิ๊กซอว์จากถุงออกมาจะได้เห็นอะไรเขียวๆ ที่คล้ายภาพหน้ากล่อง แต่เมื่อเอาภาพแรกที่ทุกคนพอใจไปลองพิมพ์จริงก็พบปัญหาว่า รายละเอียดของภาพโดยรวมแบนไปหมด เนื่องจากโดนร่องและลายของจิ๊กซอว์กวน จึงต้องกลับมาทำภาพใหม่ให้ลึกขึ้น และอีกประเด็นก็คือ ภาพป่าที่ติดเขียว พอไปอยู่บนร่องจิ๊กซอว์แล้วมันออกดำๆ ทึมๆ ไปหมด เลยต้องปรับสีแดงเพิ่มเข้าไป เอาให้เห็นกันชัดๆ เลยว่า มันคือพื้นดินที่ร้อนแล้ง แตกต่างจากบนกล่องชัดเจน

ติดพัน

คนที่ต่อจิ๊กซอว์บ่อยๆ คงรู้ดีว่า จิ๊กซอว์จำนวน 500 ชิ้นนั้นค่อนข้างง่าย แป๊บเดียวก็เสร็จ จิ๊กซอว์ขนาดมาตรฐานที่ขายกันอยู่ในตลาดส่วนใหญ่จะเป็น 1,000 ชิ้น แล้วก็จะได้ภาพขนาดใหญ่เต็มตา งานชิ้นนี้เลยเลือกพิมพ์แบบ 1,000 ชิ้น ด้วยกระดาษรีไซเคิล เป็นเหมือนการเอาต้นไม้ที่ตายจากไปแล้วมาช่วยเล่าเรื่องต้นไม้ที่กำลังจะล้มหาย

Jigsaw for Forest ระดมทุนทำจิ๊กซอว์ต่ออายุป่าไม้

บอกต่อ

โดยปกติแล้วในกล่องจิ๊กซอว์จะมีคู่มือแนบมาด้วย ทางทีมครีเอทีฟเลยจัดการแปลงคู่มือนี้ให้กลายเป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องการหายไปของป่าไม้ ถึงจะไม่ได้ต่อจิ๊กซอว์สักชิ้น ก็ยังได้สารจากทางมูลนิธิอยู่ดี

ต่อเนื่อง

เมื่อจัดทำเสร็จจิ๊กซอว์เหล่านี้ก็ถูกส่งต่อให้เหล่า influencer เอาไปต่อ แล้วพวกเขาก็เอาไปขยายผลต่อในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินคาด ไม่เพียงแต่คนจะชอบไอเดียนี้ แต่ยังมีคนจำนวนมากอยากได้บ้าง จึงเสนอให้ทางมูลนิธิทำออกมาขายระดมทุนเข้ามูลนิธิด้วย แต่เนื่องจากทางมูลนิธิไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง และไม่แน่ใจว่าควรทำออกมาจำนวนเท่าไหร่ จึงเลือกใช้วิธีที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด นั่นก็คือ ระดมทุนผ่านระบบ Crowdfunding เพราะถ้าคนสนใจไม่มากพอก็ไม่ต้องพิมพ์จริง ไม่ต้องหาเงินไปลงทุนก่อน และไม่ต้องมีปัญหากับสต็อก

ส่งต่อ

เรื่องราวของจิ๊กซอว์ที่ทำขึ้นมาเพื่อชวนคนต่ออายุป่าไม้ก็เป็นเช่นนี้ ถ้าใครอยากร่วมส่งมอบเรื่องราวดีๆ ผ่านจิ๊กซอว์ชุดนี้ให้กันในวันสืบนาคะเสถียรก็คลิกเข้าไปร่วมได้ [ ที่นี่ ] นะ

Jigsaw for Forest

ภาพ: Illusion

ทีมงาน

Ogilvy Group Thailand
Vice Chairman: นพดล ศรีเกียรติขจร
Group Executive Creative Director: วิศิษฎ์ ล้ำศิริเจริญโชค
Creative Director: กำพล ลักษณะจินดา
Group Head, Graphic Design: เมธินี จราญไพรี
Creative Group Head: พัชร์ณัฏฐ์ จามรจุรีกุล
Copywriter: กฤตน์ การ์ฟอร์ด สปินเล่อร์, Eugene Cheong
Art Director: สุภเศรษฐ์ อินทมาศน์, อทิตยา พรหมสุวรรณ
Agency Producer: ไพบูลย์ สุวรรณแสงโรจน์, กรรณิกา มงคลรัตนชาติ
Communications Director: วารุณอร สุพรรณานนท์
Senior Communications Executive: วศิน ศิริอมรสุข
Strategic Planning Director: ศศิภาส์ มงคลนาวิน
Digital Planner: วรันย์ ศิริประชัย
Audio/Visual Projectionist: ณัฐวัฒน์ ศรีธัญรัตน์, ณัฐพล แสงร่มโพธิ
Production House: อิลลูชั่น
Video Footage: บางปะกง สายน้ำแห่งชีวิต The River of Life 1OFOTOS

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

1 มิถุนายน 2565
427

ช่วงปีที่ผ่านมา โลกของเราก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วในสารพัดมิติจนตามแทบไม่ทัน

อาจดูน่ากลัว แต่หากเรามองเห็นโอกาสและฝึกปรือตัวเองหรือผู้คนรอบข้างให้พร้อมวิ่งไปข้างหน้า เราอาจพบความเป็นไปได้ใหม่ที่น่าตื่นเต้นมากมาย

ที่คือปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นที่ขอนแก่น เมืองที่ได้รับการผลักดันเป็น Smart City ที่ทันสมัยไม่แพ้ใคร ตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชน ด้วยพลังของภาคเอกชน ท้องถิ่น และประชาชนด้วยกันเอง เช่น การคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบาที่ได้รับการร่วมลงทุนจากบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่เกิดจากการรวมตัวของนักธุรกิจและนวัตกรกว่า 20 บริษัทที่ตั้งใจร่วมกันขับเคลื่อนเมืองให้ไปข้างหน้า

ล่าสุด พวกเขาร่วมกันผลักดันสร้างโทเคนดิจิทัลชื่อ KGO Token (Knowledge Governance Token) ด้วยพลังของบล็อกเชน โดยจุดมุ่งหมายไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์เท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการสร้างพลเมืองและธุรกิจที่พร้อมสำหรับโลกอนาคต 

“เราไม่ได้ต้องการบอกสังคมว่าเศรษฐกิจจะโตขึ้นได้ด้วยบล็อกเชนเท่านั้น แต่เราอยากบอกว่าบล็อกเชนหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถสร้างสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยสร้างมาก่อน มันสำคัญมากที่ประเทศเราจะก้าวเข้าสู่ Digital Economy อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นแบบนั้นได้ คนต้องไม่เห็นแต่แง่ร้าย เช่น การมุ่งเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว เราหวังว่าโทเคนนี้จะช่วยให้คนเห็นด้านดีและพัฒนาคนไปพร้อมกัน” สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย หนึ่งในทีมงานของขอนแก่นพัฒนาเมืองที่ร่วมผลักดันโปรเจ็กต์นี้ เล่าแนวความคิดให้เราฟัง

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของ Local Economic Forum Khon Kaen 2022 จะได้รับ KGO ไปลองใช้กันด้วย

KGO Token และภารกิจสร้าง Metaverse พัฒนาพลเมืองขอนแก่นให้เข้มแข็ง พร้อมสำหรับโลกอนาคต

ที่จริงแล้ว Token นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ตอนนี้ทีมของเขากำลังซุ่มพัฒนาพื้นที่บนโลก Metaverse ที่มีเป้าหมายปลายทางคือการช่วยให้ผู้คนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียม

จะเป็นไปได้อย่างไร แล้วมีอะไรให้เมืองอื่น ๆ ได้เรียนรู้บ้าง ชวนคุณมาฟังวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของขอนแก่นกัน

ภารกิจพัฒนาเมืองเพื่อทุกคน

“ขอนแก่นพัฒนาเมืองเกิดขึ้นมาเพื่อทำเรื่องสังคม” สุรเดชประกาศภารกิจที่ชัดเจนของกลุ่ม ก่อนจะลงลึกคุยกันเรื่อง Token หรือเทคโนโลยีใด ๆ 

เพราะเทคโนโลยีเป็นเรื่องของเครื่องมือที่ตามมาทีหลัง จุดหมายสำคัญที่ทำให้ขอนแก่นพัฒนารุดหน้าได้อย่างทุกวันนี้ เป็นเพราะแนวคิดตั้งต้นของผู้คน

“เราทำงานที่ถ่ายทอดวิธีคิดแบบคนตัวเล็กมาเป็นสิบปีแล้ว เช่น ที่ผ่านมา เราร่วมกันทำรถรางเบาเพื่อแก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำ พาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอาเงินมาทำกองทุนเพื่อพัฒนาเมือง ให้คนรู้สึกถึง Sense of Belonging กับเมืองที่เขาอยู่ และด้านอื่น ๆ (เช่น รถโดยสารประจำทาง) ที่เราลงเงินมาพัฒนาโดยไม่หวังผลกำไร มีคนถามกลุ่มเราเหมือนกันว่าโง่หรือเปล่า ไปทำอะไรเหล่านี้ทำไม แต่เราเชื่อเรื่องการคิดถึงคนตัวเล็กก่อน” 

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน พวกเขาขยับขยายเข้าสู่การทำงานโลกดิจิทัลด้วยวิธีคิดแบบเดียวกัน ลงทุนสร้างโครงสร้างเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มุ่งหวังการพัฒนาผู้คนและเมืองให้เติบโตขึ้นด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล

ด้วยเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวย พวกเขาตั้งเป้าหมายไปถึงการสร้างทีมที่พลิกโฉมไปจากองค์กรเดิม ๆ ไม่ต้องมีตำแหน่งระดับขั้นหรือกฎระเบียบในลักษณะเดิม แต่เป็นองค์กรที่คนธรรมดามีสิทธิ์เสียงและดำเนินอย่างเป็นธรรม เป็นรูปแบบองค์กรแห่งอนาคตที่กระจายอำนาจและมีระบบอัตโนมัติคอยบริหารจัดการการตัดสินใจต่าง ๆ เรียกว่า DAO (Decentralized Autonomous Organization)

KGO Token และภารกิจสร้าง Metaverse พัฒนาพลเมืองขอนแก่นให้เข้มแข็ง พร้อมสำหรับโลกอนาคต
KGO Token และภารกิจสร้าง Metaverse พัฒนาพลเมืองขอนแก่นให้เข้มแข็ง พร้อมสำหรับโลกอนาคต

“เป้าหมายสูงสุดของพวกเราคือ ในอีก 3 ปีข้างหน้า คนจะตั้งคำถามกันเป็นเรื่องปกติว่า เราจำเป็นต้องมี ส.ส. หรือหน่วยงานกลางในหลาย ๆ เรื่องหรือเปล่า ในเมื่อเรารวมตัวกันแล้วส่ง Proposal สั่งให้กระทรวงต่าง ๆ และข้าราชการทำงานได้โดยตรงเลย ไม่ต้องผ่านขั้นตอนของมนุษย์แบบเดิม ๆ นั่นเป็นเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

“แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เราต้องมีสนามเด็กเล่นให้คนเข้าใจก่อนว่ามันคืออะไร เหมือนเกม SimCity™ ที่ช่วยให้คนเข้าใจเรื่อง Urban Development ได้ง่ายขึ้นมาก” สุรเดชเล่าวิสัยทัศน์ ทีมงานของพวกเขาฝันถึงบ้านเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วมและผลักดันเมืองไปข้างหน้าได้ ไม่จำเป็นต้องมียศฐาบรรดาศักดิ์อะไร

KGO Token และภารกิจสร้าง Metaverse พัฒนาพลเมืองขอนแก่นให้เข้มแข็ง พร้อมสำหรับโลกอนาคต

KGO Token 

เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น KGO Token คือเครื่องมือในการปูทางให้แก่สังคม

KGO เป็น Utility Token หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีคุณสมบัติเป็นแต้มส่วนลดดิจิทัล ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนได้ใช้กับสินค้าและบริการของกิจการต่าง ๆ เหมือนเป็น E-Voucher ที่สามารถเปลี่ยนมือผ่านการแลกเปลี่ยนเหรียญ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นรวมกว่า 22,000 กระเป๋าผู้ใช้งาน และ 270 กว่าร้านค้า

คนที่ถือเหรียญสามารถใช้ KGO เป็นแต้มส่วนลด เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการกับร้านค้าในระบบ (ทั้งในโลกออฟไลน์และโลกเสมือน) โดยเก็บสะสมเหรียญนี้ได้จากตอนลงทะเบียนครั้งแรก การซื้อของด้วยเงินบาท และการทำกิจกรรมกับหน่วยงานหลากหลายประเภทที่ได้รับการกระจาย KGO ซึ่งมักเป็นงานที่ไม่แสวงผลกำไร หรือเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม

KGO Token และภารกิจสร้าง Metaverse พัฒนาพลเมืองขอนแก่นให้เข้มแข็ง พร้อมสำหรับโลกอนาคต

“ต่อไปเวลามหาวิทยาลัยทำวิจัย หน่วยงานสามารถให้ KGO เป็นค่าตอบแทนในการทำแบบสอบถาม ใครอยากได้เพิ่ม ก็ไปทำกิจกรรมกับเทศบาล หน่วยงานจังหวัด หาซื้อไม่ได้ สิ่งนี้จะทำให้คนเริ่มได้ยินเกี่ยวกับบล็อกเชนมากขึ้นแบบที่เข้าถึงได้ง่าย เริ่มเข้าใจว่า Digital Economy เป็นอย่างไร ไม่ใช่มีแต่เรื่องการเก็งกำไรเท่านั้น นี่คือสิ่งที่ขอนแก่นอยากทำให้สังคมเห็น” 

ทางด้านร้านค้าหรือกิจการ สิ่งที่พวกเขาได้รับคือเครื่องมือส่งเสริมการขายได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาก พวกเขาบริหารจัดการ KGO ให้เป็นแต้มส่วนลด โปรโมชั่น สำหรับลูกค้า อย่างง่ายดาย เช่น ลูกค้าใช้ 100 KGO เพื่อส่วนลด 5 เปอร์เซ็นต์ หรือใช้ 50 KGO กับเงินอีก 1 บาท เพื่อขึ้นรถเมล์ (รวมถึงร้านค้ายังสามารถใช้จ่ายเพื่อประชาสัมพันธ์ตามช่องทางต่าง ๆ ของพาร์ทเนอร์ในระบบนิเวศด้วย) 

KGO Token และภารกิจสร้าง Metaverse พัฒนาพลเมืองขอนแก่นให้เข้มแข็ง พร้อมสำหรับโลกอนาคต

ด้วยพลังของบล็อกเชน ข้อมูลทุกอย่างจะถูกบันทึกไว้และตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด และเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานร่วมกัน เหมือนมีเครื่องมือที่เป็นตัวกลางไว้ใช้ได้ตามที่ต่าง ๆ โดยไม่ได้มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นเจ้าของที่กุมอำนาจแท้จริง ทุกอย่างผ่านระบบอัตโนมัติที่คอยจัดสรรให้เป็นไปตามกลไก

เมื่อระบบนิเวศขยายใหญ่ขึ้น การสร้างสังคมที่คนมีทักษะดิจิทัลจะง่ายขึ้นตามไปด้วย

แต่นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น

INFINITLAND

“เรากำลังพัฒนาพื้นที่ Metaverse บนแพลตฟอร์มระดับโลก เรียกว่า INFINITLAND (เดิมชื่อ Siam Metaverse)” สุรเดชเล่าถึงงานน่าตื่นเต้นที่กำลังพัฒนาอยู่ 

พื้นที่เสมือนนี้ไม่ได้ติดอยู่กับกรอบของโลกออฟไลน์ เป็นการสร้างพื้นที่ที่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์การจัดสรรพื้นที่ได้ใหม่
เช่น พื้นที่ 30 เปอร์เซ็นต์ของ INFINITLAND จะถูกแจกจ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อย เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้คน ส่วนที่เหลืออีก 50 เปอร์เซ็นต์จะเปิดให้มีการซื้อขาย ซึ่งการซื้อขายทั้งหมดจะทำผ่าน Digital Currency เช่น Bitcoin 

และคนยังใช้ KGO เพื่อเป็นแต้มส่วนลดในการซื้อที่ดินหรือสิทธิ์ในการโหวตเรื่องต่าง ๆ ด้วย ทำให้ KGO มีความต้องการในระบบมากขึ้นไปอีก

ในอนาคต ถ้าพื้นที่บนโลกเสมือนนี้มีกิจกรรมที่ดึงดูดให้คนสนใจจำนวนมาก ที่ดินจะมีมูลค่ามากขึ้น เปิดโอกาสให้คนปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้ได้ต่อเนื่อง ซึ่งสุรเดชกระซิบบอกเราว่ากำลังจะมีอีเวนต์ใหญ่เกิดขึ้นให้ติดตามดูเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม NFT ที่เพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ให้คนท้องถิ่น และเกม (GameFi) ให้คนเล่นไปพร้อมกับการทำความเข้าใจการทำงานของเทคโนโลยีแห่งอนาคต 

“เราตั้งใจจะเป็นตัวอย่างของการพัฒนา Digital Economy เพื่อแก้ปัญหาที่ประเทศนี้ยังแก้ไขไม่ได้มานานหลายสิบปีอย่างเรื่องความยากจน และทำให้สังคมเข้าใจเศรษฐกิจแบบนี้ ประเทศเราจะได้ไปสู่โลกดิจิทัลเร็วขึ้น”

เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีที่พาคนขอนแก่นและสังคม ขึ้นขบวนเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเท่าทันและเข้มแข็ง

The Future is Here, Evenly Distributed 

“ทำเรื่องดิจิทัลอาจง่ายกว่าทำรถรางอีกนะ” สุรเดชตอบ เมื่อเราถามว่าเขาและทีมขับเคลื่อนภารกิจใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร  

หนึ่งในข้อดีของการขับเคลื่อนด้านดิจิทัลคือการไม่ค่อยติดอยู่กับกรอบเกณฑ์ โครงสร้างหรือผู้คนเดิม ๆ (แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี) และมีคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีเหล่านี้ที่พร้อมเข้ามาร่วมหัวจมท้าย กล้าทดลองอะไรเหนือจินตนาการไปด้วยกัน

“คนอายุเยอะแล้วอย่างเรามีหน้าที่เป็นคนให้กำลังใจเด็ก ๆ เวลาทำงาน บางทีเด็กอาจกลัวจากการถูกจำกัดกรอบตามระบบมาตลอด กังวลว่าจะมีปัญหาทางกฎหมายเวลาทำอะไรใหม่ ผมบอกเลยเดี๋ยวผมรับผิดชอบเอง บอกคนไปเลยว่าเราให้ลองเอง” สุรเดชกล่าว เขามองเห็นว่าคนรุ่นใหม่มีพลังมหาศาล หากได้รวมพลังกับผู้ใหญ่ที่เข้าใจ พร้อมรับฟังและแนะนำ ยิ่งเกิดความเป็นไปได้ใหม่

เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีที่พาคนขอนแก่นและสังคม ขึ้นขบวนเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเท่าทันและเข้มแข็ง
เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีที่พาคนขอนแก่นและสังคม ขึ้นขบวนเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเท่าทันและเข้มแข็ง

“สุดท้าย เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เรากล้าเดินหน้าก่อนสังคม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคต พอเราทำได้ คนรุ่นต่อไปก็จะกล้าเดินเหมือนกัน เป็นสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นที่ขอนแก่น”

อีกความพิเศษคือ ความไร้พรมแดนของโลกดิจิทัล ที่ทำให้เมืองอื่น ๆ เชื่อมต่อและสร้างปรากฏการณ์เช่นเดียวกันนี้ เพียงแต่ต้องมีแนวคิดและทีมที่ใช่ด้วย

“ถ้าคิดว่าจะรวย มันเริ่มไม่สำเร็จหรอก เพราะในแนวคิดนี้ มันแฝงเรื่องการทำเพื่อคนอื่น ถ้าคิดว่าอยากทำอะไรให้คนอื่นจริง ไม่ได้คิดเลี้ยวเข้ามาหาประโยชน์ส่วนตัว คิดงานอะไรก็ออก ถ้าใจเราเชื่อแบบนั้นเมื่อไร มาเรียนรู้จากที่ขอนแก่นแล้วไปทำต่อง่ายมาก”

แน่นอนว่าระหว่างทางอาจมีอุปสรรคบ้าง การทำสิ่งใหม่มักไปรบกวนสิ่งเดิม ๆ ที่ไม่ยอมเปลี่ยน รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะไม่สำเร็จ แต่เราต้องไม่กลัว

“เราต้องไม่อายที่จะล้มเหลว ประเทศนี้เราอยู่กับการทำฟอร์มให้ดีมาเยอะ ต้องทำตัวให้ดูดี แต่พอฟอร์มเยอะ เราก็จะคิดถึงตัวเองมากและกลัวความล้มเหลว แต่ทีมผมไม่กลัว ล้มก็ทำใหม่ ถ้าเราทำสำเร็จขึ้นมาหนึ่งอัน เดี๋ยวคนก็ลืมเรื่องล้มเหลว 15 เรื่องที่ผ่านมาเอง แป้กก็ช่างมัน โดนหัวเราะเยาะอยู่สองวัน แต่สำเร็จเมื่อไร เดี๋ยวเราจะปรบมือให้สิ่งนี้ด้วยกัน”

เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีที่พาคนขอนแก่นและสังคม ขึ้นขบวนเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเท่าทันและเข้มแข็ง

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load