19 มิถุนายน 2560
1 K

ใครที่สนใจสั่งซื้อจิ๊กซอว์ชุด Tropical Rainforest of Thailand ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร สามารถสั่งซื้อได้ [ ที่นี่ ] ส่วนใครที่ยังไม่รู้จักจิ๊กซอว์ชุดนี้มาทำความรู้จักไปพร้อมกันเลย

นอกจาก The Cloud จะพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของโครงการดีๆ สู่ผู้อ่านแล้ว เรายังอยากขยับไปรับอีกบทบาท นั่นก็คือ การช่วยระดมทุนให้โครงการสร้างสรรค์ที่น่าสนับสนุน ผ่านระบบ Crowdfunding หรือการระดมทุนสาธารณะ ซึ่งเราทำร่วมกับ MEEFUND

เราเน้นการระดมทุนประเภท Reward-based ถ้าอธิบายให้เห็นภาพก็คือ เมื่อมีคนคิดโครงการที่น่าสนใจได้ แต่ไม่มีเงินลงทุน จะเอาโครงการนั้นมาบอกเล่าให้คนทั่วไปฟังว่าต้องการเงินทั้งหมดเท่าไหร่ ถ้ามีคนช่วยกันลงเงินจนครบตามเวลาที่กำหนด เจ้าของโครงการก็มีเงินไปทำจริง ส่วนผู้ที่ร่วมสมทบทุนก็จะได้รับผลตอนแทนเป็นสิ่งต่างๆ ตามที่เจ้าของแจ้งไว้

การจ่ายเงินก็คล้ายการจองโรงแรมผ่านเว็บไซต์ คือจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต ระบบยังไม่หักเงินทันที แต่จะหักเมื่อถึงวันเข้าพัก กรณีนี้ เมื่อลงเงินสนับสนุนโครงการ การตัดบัญชีจะเกิดขึ้นเมื่อถึงวันสุดท้ายของการระดมทุน และได้เงินครบหรือเกินกว่าที่กำหนดเท่านั้น ถ้าระดมทุนได้ไม่ครบตามเป้าก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ไม่มีการหักบัญชีแต่อย่างใด

โครงการแรกที่เราอยากช่วยส่งเสริมให้เกิดก็คือ จิ๊กซอว์ชุด Tropical Rainforest of Thailand ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งสร้างสรรค์โดยเอเจนซี่ชื่อดังอย่าง Ogilvy Group Thailand และผู้ทำภาพอันดับหนึ่งของโลกอย่างบริษัท Illusion ความแสบๆ คันๆ ของจิ๊กซอว์ชุดนี้ก็คือ หน้ากล่องเป็นภาพป่าไม้เมืองไทยที่อุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อต่อจนเสร็จ ภาพตรงหน้ากลับกลายเป็นป่าผืนเดียวกับบนหน้ากล่อง แต่ว่าถูกตัดจนเหี้ยน พร้อมข้อมูลว่า ช่วงเวลา 3 ชั่วโมงที่ใช้ต่อจิ๊กซอว์นั้น พื้นที่ป่าไม้ 350 ไร่ หรือ 138 สนามฟุตบอล ได้ถูกมนุษย์ทำลายจนไม่สามารถกลับคืนมาเหมือนเดิม

เริ่มแรก จิ๊กซอว์ชุดนี้ทางมูลนิธิทำขึ้นจำนวนจำกัดเพื่อส่งให้ influencer ช่วยส่งข่าวนี้ต่อในโลกออนไลน์ ในวันที่ 21 มีนาคม 2560 ซึ่งเป็นวันป่าไม้โลก แต่หลังจากที่เผยแพร่ไปก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก จนมีผู้คนมากมายเรียกร้องให้ผลิตขายเพื่อระดมทุนให้มูลนิธิสืบฯ นำไปใช้ในการดูแลป่าไม้ที่เหลืออยู่ไม่ให้หายไปเหมือนดังในภาพ และยังชวนกันสร้างความตระหนักถึงปัญหานี้ด้วยการซื้อจิ๊กซอว์ชุดนี้มอบให้กันในวันสืบนาคะเสถียร 1 กันยายน

วิธีการนั้นคล้ายพรีออร์เดอร์ แต่โครงการนี้จะเกิดขึ้นจริงเมื่อมีคนร่วมสั่งซื้ออย่างน้อย 600 ชุด

ผู้สนับสนุนโครงการต้องสั่งซื้อจิ๊กซอว์อย่างน้อย 1 ชุด ราคาชุดละ 990 บาท (รวมค่าจัดส่งในประเทศ) พร้อมระบุชื่อและที่อยู่ที่จะให้จัดส่งทางไปรษณีย์ เปิดให้สั่งซื้อตั้งแต่วันนี้ถึง 18 สิงหาคม 2560 โดยจะจัดส่งจิ๊กซอว์ถึงมือผู้รับในวันที่ 1 กันยายน 2560 รายได้ได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดมอบให้มูลนิธิสืบนาคะเถียร

ขอย้ำอีกครั้งว่า โครงการนี้จะเกิดขึ้นจริง และจะหักเงินจากบัตรเครดิตผู้สนับสนุนก็ต่อเมื่อมีผู้สั่งซื้อเกิน 600 ชุดในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น

ถ้าใครสนใจก็คลิกเข้าไปร่วมสั่งซื้อได้ [ ที่นี่ ]

แต่ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าจิ๊กซอว์กล่องนี้คืออะไร ก็ขอเชิญมาทำความรู้จักกันสักนิด

Jigsaw for Forest

ข้อมูลเก่าเอามาเล่าใหม่

งานอย่างหนึ่งของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรคือการรณรงค์สร้างความตระหนักในเรื่องปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ข้อมูลที่ว่าในแต่ละชั่วโมงมีพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลายไปเท่าไหร่ เป็นสิ่งที่สื่อสารกันมาสิบกว่าปี แต่ข้อมูลน่าตกใจชุดนี้ก็ไม่ได้กลายเป็นประเด็นพูดคุยของสังคม ทั้งที่เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับอนาคตของป่าไม้ไทย ทางโอกิลวี่เลยอยากหยิบเอาข้อมูลชุดนี้มาบอกเล่าอีกรอบ ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์และแตกต่างจากเดิม

ฝั่งครีเอทีฟโยนไอเดียแรกมาว่าอยากลองทำเป็นพรินต์แอด เปลี่ยนพื้นที่ป่าบนภูเขาให้กลายเป็นสนามฟุตบอลสุดลูกหูลูกตา เพื่อเล่าว่าในเวลา 1 ชั่วโมงพื้นที่ป่าไม้หายไปเท่ากับกี่สนามฟุตบอล แต่ดูเหมือนจะไม่มีพลัง เลยคิดจะเปลี่ยนตัวหนังสือที่เขียนบอกเวลาให้กลายเป็นอะไรที่สนุกกว่านั้น

Jigsaw for Forest

เปลี่ยนสื่อจาก Print มาเป็น Direct

ชาวครีเอทีฟโยนไอเดียที่สองลงมาใหม่ว่า ทำเป็นจิ๊กซอว์แล้วส่งเป็น Direct Mail ให้กลุ่มเป้าหมายน่าจะดี เพราะแทนที่จะเขียนบอกเวลาตรงๆ ก็พลิกมุมไปบอกว่า ในช่วงเวลาที่คุณต่อจิ๊กซอว์ภาพนี้ พื้นที่ป่าไม้หายไปแค่ไหน แล้วก็ใช้วิธีเล่าแบบ Before After มาครอบ บนฝากล่องจิ๊กซอว์เป็นภาพป่าไม้เขียวชอุ่ม แต่พอต่อเสร็จกลับเห็นเป็นป่าที่โดนตัดหมดแล้ว พร้อมกับข้อความว่า ‘ช่วงเวลา 3 ชั่วโมงที่ใช้ต่อจิ๊กซอว์นั้น พื้นที่ป่าไม้ 350 ไร่ หรือ 138 สนามฟุตบอล ได้ถูกมนุษย์ทำลายจนไม่สามารถกลับคืนมาเหมือนเดิมได้’ เจอแบบนี้เข้าไป คนต่อจิ๊กซอว์น่าจะเซอร์ไพรส์ดี เพราะเป็นครั้งแรกที่จะได้เห็นกับตาว่าป่าไม้ถูกทำลายเร็วกว่าที่คิด

Jigsaw for Forest

ปลูกป่าบนกล่อง

ถ้าจะใช้ลูกเล่นของการต่อจิ๊กซอว์ก็ต้องเอาให้สุด เริ่มแรกต้องออกแบบกล่องด้วยเลย์เอาต์ที่เหมือนจิ๊กซอว์เป๊ะ แบบที่กวาดตาผ่านมาก็รู้ว่าเป็นกล่องจิ๊กซอว์ ส่วนภาพป่าบนหน้ากล่องนั้นก็ต้องเอาให้เหมือนภาพวิวของจิ๊กซอว์ทั่วไป คือเป็นวิวสวยๆ แบบภาพป่าในฝัน ความยากก็คือ ภาพป่าไม้เมืองไทยที่เขียวครึ้มนั้นหายากมาก เพราะไม่ค่อยมีใครถ่ายภาพในมุมนี้และลักษณะเช่นนี้ไว้ เลยต้องรีทัชกันขนานใหญ่ เอาภาพป่าจากเขาใหญ่มาวางเป็นฉากหลัง แล้วเติมต้นไม้เพิ่มเข้าไป รวมถึงต้นไม้ที่มีสีสันตรง foreground ปิดท้ายด้วยนกและเมฆเพื่อให้ดูสวยตามสูตร

สิ่งที่อาจจะแปลกหูแปลกตาไปบ้างก็คือ ต้นไม้ใหญ่กลางภาพ ซึ่งตามธรรมชาติอาจจะไม่ได้ขึ้นโดดเดี่ยวแบบนั้น แต่ต้องยอมใส่ไปเพื่อให้เป็นจุดนำสายตา และใช้เป็นจุดเทียบระหว่างทั้งสองภาพ ในแง่ของภาษาภาพแล้ว จะช่วยให้คนดูเข้าใจได้เร็วขึ้น

Jigsaw for Forest

Jigsaw for Forest

Jigsaw for Forest

Jigsaw for Forest

Jigsaw for Forest

ปลูกป่าว่ายากแล้ว ตัดป่ายากยิ่งกว่า

ในชีวิตจริง การเปลี่ยนป่าผืนนี้ให้กลายเป็นเขาหัวโล้นนั้นง่ายแสนง่าย แต่ในแง่ของการทำภาพมันคือการสร้างภาพใหม่ขึ้นมาอีกภาพ เริ่มต้นจากการดราฟต์ภูมิทัศน์ของป่าออกมา แล้วรีทัชภาพป่าที่โดนตัดใส่เข้าไป ฟังดูเหมือนง่าย แต่สต็อกภาพป่าไม้ที่โดนตัดนั้นหายากยิ่งกว่าภาพป่าสมบูรณ์ แถมยังเป็นภาพขนาดเล็ก แล้วก็เป็นภาพภูเขาหัวโล้น ไม่ใช่ป่าที่เพิ่งถูกตัด ทางทีม Illusion ก็เลยต้องค่อยๆ เอาตอไม้มาหยอด เอาเศษไม้มาวาง เติมควัน ให้รู้สึกเหมือนป่าเพิ่งโดนตัด และถ้าใครสังเกตดีๆ จะพบว่า ภูเขาในรูปที่โดนตัดจะเตี้ยกว่าภูเขาในรูปป่าสมบูรณ์นิดนึง เพราะต้นไม้บนภูเขาหายไป
Jigsaw for Forest

ต้องสวยแบบจิ๊กซอว์

เนื่องจากคนส่วนใหญ่ต่อจิ๊กซอว์จากขอบก่อน ดังนั้นภาพป่าไม้ที่โดนตัดต้องใกล้เคียงกับภาพหน้ากล่องที่สุดเพื่อไม่ให้คนงง และภาพป่าที่โดนตัดแล้วก็ควรมีสีเขียวๆ ปนอยู่บ้าง เวลาเทจิ๊กซอว์จากถุงออกมาจะได้เห็นอะไรเขียวๆ ที่คล้ายภาพหน้ากล่อง แต่เมื่อเอาภาพแรกที่ทุกคนพอใจไปลองพิมพ์จริงก็พบปัญหาว่า รายละเอียดของภาพโดยรวมแบนไปหมด เนื่องจากโดนร่องและลายของจิ๊กซอว์กวน จึงต้องกลับมาทำภาพใหม่ให้ลึกขึ้น และอีกประเด็นก็คือ ภาพป่าที่ติดเขียว พอไปอยู่บนร่องจิ๊กซอว์แล้วมันออกดำๆ ทึมๆ ไปหมด เลยต้องปรับสีแดงเพิ่มเข้าไป เอาให้เห็นกันชัดๆ เลยว่า มันคือพื้นดินที่ร้อนแล้ง แตกต่างจากบนกล่องชัดเจน

ติดพัน

คนที่ต่อจิ๊กซอว์บ่อยๆ คงรู้ดีว่า จิ๊กซอว์จำนวน 500 ชิ้นนั้นค่อนข้างง่าย แป๊บเดียวก็เสร็จ จิ๊กซอว์ขนาดมาตรฐานที่ขายกันอยู่ในตลาดส่วนใหญ่จะเป็น 1,000 ชิ้น แล้วก็จะได้ภาพขนาดใหญ่เต็มตา งานชิ้นนี้เลยเลือกพิมพ์แบบ 1,000 ชิ้น ด้วยกระดาษรีไซเคิล เป็นเหมือนการเอาต้นไม้ที่ตายจากไปแล้วมาช่วยเล่าเรื่องต้นไม้ที่กำลังจะล้มหาย

Jigsaw for Forest ระดมทุนทำจิ๊กซอว์ต่ออายุป่าไม้

บอกต่อ

โดยปกติแล้วในกล่องจิ๊กซอว์จะมีคู่มือแนบมาด้วย ทางทีมครีเอทีฟเลยจัดการแปลงคู่มือนี้ให้กลายเป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องการหายไปของป่าไม้ ถึงจะไม่ได้ต่อจิ๊กซอว์สักชิ้น ก็ยังได้สารจากทางมูลนิธิอยู่ดี

ต่อเนื่อง

เมื่อจัดทำเสร็จจิ๊กซอว์เหล่านี้ก็ถูกส่งต่อให้เหล่า influencer เอาไปต่อ แล้วพวกเขาก็เอาไปขยายผลต่อในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินคาด ไม่เพียงแต่คนจะชอบไอเดียนี้ แต่ยังมีคนจำนวนมากอยากได้บ้าง จึงเสนอให้ทางมูลนิธิทำออกมาขายระดมทุนเข้ามูลนิธิด้วย แต่เนื่องจากทางมูลนิธิไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง และไม่แน่ใจว่าควรทำออกมาจำนวนเท่าไหร่ จึงเลือกใช้วิธีที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด นั่นก็คือ ระดมทุนผ่านระบบ Crowdfunding เพราะถ้าคนสนใจไม่มากพอก็ไม่ต้องพิมพ์จริง ไม่ต้องหาเงินไปลงทุนก่อน และไม่ต้องมีปัญหากับสต็อก

ส่งต่อ

เรื่องราวของจิ๊กซอว์ที่ทำขึ้นมาเพื่อชวนคนต่ออายุป่าไม้ก็เป็นเช่นนี้ ถ้าใครอยากร่วมส่งมอบเรื่องราวดีๆ ผ่านจิ๊กซอว์ชุดนี้ให้กันในวันสืบนาคะเสถียรก็คลิกเข้าไปร่วมได้ [ ที่นี่ ] นะ

Jigsaw for Forest

ภาพ: Illusion

ทีมงาน

Ogilvy Group Thailand
Vice Chairman: นพดล ศรีเกียรติขจร
Group Executive Creative Director: วิศิษฎ์ ล้ำศิริเจริญโชค
Creative Director: กำพล ลักษณะจินดา
Group Head, Graphic Design: เมธินี จราญไพรี
Creative Group Head: พัชร์ณัฏฐ์ จามรจุรีกุล
Copywriter: กฤตน์ การ์ฟอร์ด สปินเล่อร์, Eugene Cheong
Art Director: สุภเศรษฐ์ อินทมาศน์, อทิตยา พรหมสุวรรณ
Agency Producer: ไพบูลย์ สุวรรณแสงโรจน์, กรรณิกา มงคลรัตนชาติ
Communications Director: วารุณอร สุพรรณานนท์
Senior Communications Executive: วศิน ศิริอมรสุข
Strategic Planning Director: ศศิภาส์ มงคลนาวิน
Digital Planner: วรันย์ ศิริประชัย
Audio/Visual Projectionist: ณัฐวัฒน์ ศรีธัญรัตน์, ณัฐพล แสงร่มโพธิ
Production House: อิลลูชั่น
Video Footage: บางปะกง สายน้ำแห่งชีวิต The River of Life 1OFOTOS

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

“มีไหน ๆ…

มีเจียงแสนหลวง”

ภาษาเหนือที่แปลได้ว่า “อยู่ที่ไหน… อยู่เชียงแสนหลวง” ถ้าถามว่าไปเที่ยว ‘เชียงแสนหลวง’ กันไหม อาจจะได้คำตอบเป็นความเงียบ แต่ถ้าถามถึง ‘เชียงแสน’ และทะเลสาบเชียงแสน คงมีคนรู้จักมากกว่า แต่ก่อนแขวงเชียงแสนหลวงเป็นชื่อเดิมของพื้นที่ที่มีภูเขาล้อมรอบ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงแยกแขวงเชียงแสนหลวงเป็น 3 อำเภอของจังหวัดเชียงรายใน พ.ศ. 2452 คือ อำเภอแม่จัน แม่สาย อำเภอเชียงแสน 

ส่วนตัวเมืองเชียงแสน คนในพื้นที่ยังคงเรียกว่าเวียงเก่า ด้วยความที่เป็นเมืองโบราณรุ่นแรก ๆ ก่อนเกิดล้านนา จึงมีตำนานเกิดขึ้นมากมาย เดินทางไหน หันไปทางใด ก็ต้องเจอสักเรื่อง นอกจากนี้เชียงแสนหลวงยังมีแม่น้ำจัน แม่น้ำคำ แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง หล่อเลี้ยงพื้นที่ ภายในพื้นที่แอ่งเชียงแสนจึงมีพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีความสำคัญระดับชาติ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่โด่งดัง ทั้งทะเลสาบเชียงแสนและเวียงหนองหล่ม ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ทำให้มีการปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ เฉพาะที่อำเภอเชียงแสน มีการสำรวจชื่อพันธุ์ข้าวทั้งข้าวเหนียวและข้าวจ้าวถึง 78 สายพันธุ์ ที่ยังคงพบและปลูกอยู่มีเพียง 36 สายพันธุ์ และสูญหายไปถึง 42 สายพันธุ์ หนึ่งในนั้นคือ ‘ข้าวเหนียวเขี้ยวงู’ ราชาแห่งข้าวเหนียวที่หายไปจากสารบบการปลูกข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจากนโยบายเอาข้าวพันธุ์เก่ามาแลกข้าว กข.6 ใน พ.ศ. 2520 เน้นการผลิตแบบอุตสาหกรรมเพื่อขาย เพราะข้าว กข.6 ให้น้ำหนักและผลผลิตมากกว่า

การเดินทางในครั้งนี้ เราจึงอยากชวนคุณมากินข้าวเหนียว พร้อมท่องตำนานของเชียงแสนหลวงไปด้วยกัน

ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน

เมื่อราชาข้าวเหนียวกลับบ้าน

เมื่อหลายปีก่อน ข้าวเหนียวเขี้ยวงูได้กลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายนำข้าวเหนียวเขี้ยวงูพันธุ์ 8974 กลับมาปลูก ความเป็นพันธุ์ท้องถิ่นทำให้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูมีความต้านทานโรค ดูแลง่าย ใช้สารเคมีน้อย เข้าระบบเกษตรอินทรีย์ได้ง่าย ด้วยต้นทุนทางเคมีที่ต่ำลง ทำให้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูกลับมาทวงพื้นที่ปลูกอีกครั้ง และกลับมาครองบัลลังก์ข้าวอันดับหนึ่งที่โดดเด่นในจานของหวานอย่างเต็มภาคภูมิ จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศให้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงรายเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิสาสตร์หรือ GI ความอร่อยเหนียวนุ่มของข้าวชนิดนี้ ทำให้ใน พ.ศ. 2564 มียอดจองผลผลิตข้าวเหนียวเขี้ยวงูที่ออกมาในปีนั้นเกือบทั้งหมด กลายเป็น ‘A Must’ ของการทำข้าวเหนียวมูน

อร่อยจนเกิดปรากฏการณ์ ‘แสร้งว่าข้าวเหนียวเขี้ยวงู’

เราเดินทางมาที่แม่จันเพื่อตามหาข้าวเหนียวเขี้ยวงู เพราะสืบค้นมาได้ว่า มีการนำข้าวเหนียวเขี้ยวงูพันธุ์แท้มาปลูกที่นี่เป็นพื้นที่แรก กลุ่มเกษตรกรกลุ่มแรก ๆ ที่เริ่มปลูกคือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรแปรรูปข้าวปลอดภัยแบบยั่งยืน แม่จัน

ภายใต้แบรนด์อู่ข้าวแม่จัน เราไปเยี่ยมนาของ ประดิษฐ์ ราวิชัย เวลานั้นเป็นช่วงดำนาพอดี คนสำคัญผู้ขับเคลื่อนกลุ่มเล่าให้ฟังว่า

“บ้านเรามีแม่น้ำจันหล่อเลี้ยงพื้นที่ แม่น้ำคำที่มาจากเทือกเขาดอยตุงเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้ได้ผลผลิตข้าวหอมนุ่มเพราะไม่ขาดน้ำ มีคนพูดว่า ข้าวที่ดีที่สุดในการมูนข้าวเหนียวคือข้าวเหนียวเขี้ยวงู ซึ่งคุณสมบัติที่โดดเด่นของข้าวชนิดนี้ คือ อุ่นได้หลายครั้งโดยที่ข้าวไม่เสียรูปและไม่อืดแฉะติดมือ เมื่อเอาไปทำข้าวเหนียวมูน ข้าวจึงยังคงชักเงาเรียงเมล็ดสวย แม้นำเข้าตู้เย็นแล้วกลับเอามาอุ่นไมโครเวฟอีกครั้ง นอกจากนี้ยังกินได้เรื่อย ๆ จนอิ่ม โดยไม่รู้สึกแน่นหรืออึดอัด เมื่อเทียบกับข้าว กข. 6 ข้าวเหนียวเขี้ยวงูจะค่อย ๆ ย่อย ค่อย ๆ ให้พลังงานไป น่าจะดีต่อสุขภาพของคนที่ต้องการคุมอาหาร ย่อยเป็นน้ำตาลช้า ดีต่อคนที่รักษาสุขภาพ โดยเฉพาะคนเป็นเบาหวาน”

นั่งคุยกันสักพัก พี่ประดิษฐ์ก็ทอดข้าวแต๋นเพื่อให้ลองกินเปรียบเทียบข้าวสองชนิด คือ ข้าว กข.6 ซึ่งปัจจุบันโรงสีบางแห่งนำไปขัดสีให้เมล็ดเล็กเรียวเหมือนข้าวเหนียวเขี้ยวงู และข้าวเหนียวเขี้ยวงูของแท้ ดูจากหน้าตาแล้ว เมล็ดข้าว กข.6 จะอ้วนกว่าเล็กน้อย แต่ในเรื่องความแน่นของเมล็ด ข้าว กข.6 พรุนกว่า ร่วนกว่า ในขณะที่ข้าวเหนียวเขี้ยวงูแม้จะทอดแล้ว แต่เนื้อก็ยังอัดแน่นด้วยรสชาติและหอมมันกว่า 

  เมื่อความต้องการของข้าวเหนียวเขี้ยวงูเพิ่มขึ้น ปรากฏการณ์ ‘แสร้งว่าข้าวเหนียวเขี้ยวงู’ จึงเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้น การที่จะได้รับรอง GI ว่าเป็นของแท้นั้นจึงต้องมีกฎกติกา คือ ต้องเป็นข้าวเหนียวพันธุ์ 8974 สายพันธุ์บริสุทธิ์ที่ปลูกในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดเชียงรายเท่านั้น ได้แก่ อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่สาย อำเภอแม่จัน อำเภอพาน และยังมีข้อจำกัดอื่น ๆ ในการปลูก โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์กษิดิศ ใจผาวัง จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เล่าให้เราฟังว่า

“กระบวนการปลูกข้าวเหนียวเขี้ยวงูใช้เวลา 150 วัน ในขณะที่ข้าวสายพันธุ์อื่นเก็บเกี่ยวได้ใน 90 วันขึ้นไป นอกจากนี้ ข้าวเหนียวเขี้ยวงูพันธุ์ 8974 ได้รับการรับรองเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ทำให้มีการระบุเรื่องขั้นตอนการปลูก คือ ต้องปลูกด้วยวิธีการดำนาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถดำนาหรือใช้คนก็ได้ ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรผู้ปลูกจึงต้องใช้เวลารอคอยผลผลิตยาวนานกว่า

“ปัญหาอีกข้อคือปริมาณผลผลิตต่อไร่ของข้าวเหนียวเขี้ยวงูค่อนข้างต่ำ ประมาณ 60 ถังต่อไร่ เพราะเป็นข้าวเมล็ดเล็ก ในขณะที่ข้าวสายพันธุ์อื่นเน้นทำน้ำหนัก ขายตามน้ำหนักได้ ด้วยข้อจำกัดดังกล่าวจึงเป็นโจทย์ให้คณะวิจัยว่า จะทำอย่างไรให้เกษตรกรหันมานิยมปลูกข้าวเหนียวเขี้ยวงูเพิ่มขึ้น เราก็เลยเอาแนวคิดการผลิตข้าวเหนียวเขี้ยวงูแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมผสานกับการปลูกแบบ Eco Rice เข้ามาใช้”

ซึ่งในเวลานี้ก็มีแหล่งปลูกข้าวเหนียวเขี้ยวงูแบบอินทรีย์ที่ได้ GI แล้วที่อำเภอพาน อำเภอแม่จัน ข้าวชนิดนี้จึงกลายเป็นสินค้าสำคัญของเชียงรายในที่สุด 

ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน
ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน

‘ควาย’ แรงงานในนาข้าว ฮีโร่แห่งเวียงหนองหล่ม

เวียงหนองหล่มมีพื้นที่ราว 10,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่จันและอำเภอเชียงแสน มีตำนานเล่าว่า เดิมที่นี่เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง แต่วันหนึ่งมีชาวบ้านฆ่าปลาไหลเผือกแล้วนำมาแบ่งกันกินทั้งเมือง จึงเกิดอาเพศ เมืองล่มหายลงไปใต้สายน้ำ เหลือเพียงบ้านของแม่หม้ายที่รอดเพราะไม่ได้รับส่วนแบ่งปลาไหล บริเวณนั้นจึงเรียกว่าดอนแม่หม้าย ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวัดป่าหมากหน่อ ซึ่งเราสามารถไปตามหาเรื่องราวของแม่หม้ายผู้รอดพ้นจากน้ำท่วมได้ในตำนานโยนกนคร 

ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน

เวียงหนองหล่มนอกจากเป็นพื้นที่ในตำนานแล้ว ยังเป็นพื้นที่เลี้ยงควายตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มีปางควายอยู่หลายแห่ง เช่นที่บ้านป่าสักหลวง บ้านป่าถ่อน บ้านต้นยาง บ้านห้วยน้ำราก ปางควายทำหน้าที่เหมือนธนาคารควาย ชาวบ้านจะเอาควายมาฝากเลี้ยง เมื่อถึงฤดูกาลปลูกข้าวก็มาเอาไปทำนา 

ในช่วงเดือนสิงหาคม หลังจากทำนาก็มีการทำขวัญควาย เป็นการขอขมาที่ทุบตีหรือดุด่าระหว่างการปลูกข้าว ดังนั้น หากต้องการเห็นพิธีการทำขวัญควาย ก็มาเข้าร่วมได้ในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี เนื่องจากควายเหล่านี้ไม่ได้สนตะพาย พวกมันไม่คุ้นเคยกับผู้คน จึงควรมีคนในพื้นที่ให้ข้อมูลและนำเที่ยว

ควายเป็นแรงงานสำคัญในการทำนาเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของเกษตรกร จึงมีความสำคัญต่อเกษตรกรในพื้นที่ ที่นี่จึงไม่มีการกินลาบควาย หรือทำอาหารที่มาจากเนื้อควาย แต่ชาวบ้านก็ใช้ประโยชน์จากควายอีกทางหนึ่งคือ การทำกาแฟขี้ควาย โดยเอาผลเบอร์รี่ของกาแฟให้ควายกิน กาแฟจะย่อยอยู่ในท้องควาย 2 วันและถ่ายลงบนพื้นในคอก เหลือเพียงเมล็ดและสารกาแฟ จากนั้นจึงนำมาล้าง ตาก และคั่วกระทะแบบบ้าน ๆ นำมาบดแล้วชงด้วยไซฟอน เพราะในพื้นที่ยังไม่มีไฟฟ้า จึงไม่มีเครื่องชงกาแฟไฟฟ้า รสชาติไม่เลวเลย มีกลิ่นควันฟืน ต่างจากเมล็ดที่คั่วตามร้าน จิบกาแฟไป คนดูแลปางควายก็บอกว่า

“ความสำคัญของการเลี้ยงควายที่ปางควาย ก็คือถ้ามีควาย ก็มีนา ถ้าคนยังเลี้ยงควาย พื้นที่ชุ่มน้ำปางควายก็จะคงอยู่ได้ ป้องกันคนบุกรุกเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย” นั่นหมายถึงทั้งคน นา และควาย ต่างพึ่งพาอาศัยกัน ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำของเชียงแสนยังคงสมบูรณ์อยู่

ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน
ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน

ตำนานสะพานทองคำ กับความอุดมสมบูรณ์ของแม่จัน

จากนาของพี่ประดิษฐ์ จะมองเห็น ผาม้า ผาขนาดใหญ่ตระหง่าน และที่อยู่ไม่ไกลคือผาคอกวัว ซึ่งมีตำนานเล่าถึงสะพานทองคำที่เชื่อมสองผานี้เข้าด้วยกัน วันหนึ่งมีแม่หม้าย (แม่หม้ายอีกแล้ว น่าจะคนละคนกับดอนแม่หม้าย) มาเลื่อยสะพานจะเอาทองคำไปใช้ สะพานก็เลยหดตัวกลับ เศษทองที่เลื่อยไปก็ตกลงในน้ำกลายเป็นที่ร่อนทองคำ เป็นที่มาของชื่อแม่น้ำคำ 

เชื่อว่าจุดที่สะพานหายไป ก็คือจุดที่ชาวบ้านทำฝายผาม้าเพื่อทดน้ำเข้าเหมืองหลวง แจกจ่ายน้ำให้กับพื้นที่ทางการเกษตร เส้นทางระหว่างการไปผาม้าในช่วงเย็นสวยงาม ยิ่งถ้ามาในช่วงฤดูที่ข้าวเขียว จะยิ่งเปลืองเมมโมรี่กล้องถ่ายรูปเข้าไปอีก จากผาม้าเราอยากชวนไปดูจิตรกรรมลายคำ ภายในวิหารวัดพระธาตุนางคอย ผลงานของ อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง ลวดลายอ่อนช้อยที่สร้างจากแรงศรัทธาในพุทธศาสนา

ช้างงู ต้อนรับคุณสู่เวียงเชียงแสน

เชียงแสนหรือที่คนเก่าคนแก่เรียกว่า เวียงเก่า เป็นเมืองที่มากด้วยตำนาน เริ่มตั้งแต่ก่อนเข้าเชียงแสนจะเจอกับวงเวียนสัตว์ในจินตนาการ มีตัวเป็นงู หัวเป็นช้าง ตามตำนานสิงหนวัติเล่าว่า พญาพรหม ราชบุตรองค์ที่ 2 ของพระเจ้าพังคราชแห่งเวียงพางคำ เป็นผู้กอบกู้เมืองครั้งที่ขอมครองเมือง โดยมีช้างศึกที่ชื่อช้างพางคำ ได้มาจากเห็นงูในแม่น้ำโขงแล้วจับมาได้กลายเป็นช้างมาช่วยรบ พอรบเสร็จก็กลายร่างกลับไปเป็นงูเลื้อยหายไปที่ดอยสะโง้ ดังนั้น เวลาไปวัดในเชียงแสน ก็จะเห็นช้างงูนี้อยู่ตามที่ต่าง ๆ ในวัด

ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน
ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน

การท่องเที่ยวเชียงแสนจะสนุกครบสมบูรณ์ ถ้าคุณได้เจอกับคุณน้ำหวานที่บ้านฮอมพญ๋าล้านนาเชียงแสน เธอจะชวนคุณไป ‘นุ่งซิ่น กินปิ่นโต เที่ยวเวียงเก่า’ ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น สายมูไม่ควรพลาดทริปนี้ เพราะนอกจากเขาจะพาคุณไปเที่ยวเมืองเก่าเชียงแสนแล้ว ยังจบที่การเสริมดวงชะตาเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตอีกด้วย 

เมืองเชียงแสนสร้างมาตั้งแต่สมัยพญาแสนภู ประกอบด้วยกำแพงสองชั้นคั่นด้วยคูน้ำ มี 12 ประตู 7 ป้อม เส้นทางนุ่งซิ่นกินปิ่นโต จะเล่าเรื่องเริ่มจากแผนที่เชียงแสน สู่เส้นทางท่องเที่ยว 9 วัด 8 ทิศ ตามทักษาโหราโบราณ ทีมของเรานั้นเริ่มจากการฟังเรื่องทักษาเมือง แล้วจึงพากันทำหมากเบ็งหมากพุ่ม ดูดวงว่าควรจะไปเอาหมากเบ็งหมากพุ่มที่ทำเสร็จไปไหว้ที่วัดไหน เพื่อเสริมดวงชะตาเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต แล้วก็หิ้วปิ่นโตไปกินข้าวใต้ร่มไม้ที่วัดป่าสัก กลับมาทำผ้าพิมพ์ลายใบสัก ถือว่าเป็นทริป 1 วันที่ครบวงจรมาก ๆ ทำให้เรารู้จักวัดเก่าในเมืองเชียงแสน รู้ประวัติเมือง และเที่ยวอย่างเข้าใจเมืองเชียงแสนไปในคราวเดียวกัน

วัดพันปีบนดอยเชี่ยงเมี่ยง

ถ้าอยากเห็นวิวของสามเหลี่ยมทองคำสวย ๆ จะต้องขึ้นไปที่วัดนี้ ตั้งอยู่บนดอยเล็ก ๆ เรียกว่าดอยเชี่ยงเมี่ยงริมน้ำรวก ที่นี่มีตำนานของพระธาตุปูเข้า เล่าเรื่องราวของกษัตริย์องค์ที่ 2 ของเวียงหิรัญเงินยางผู้ปราบปูยักษ์ มีพระนามว่าพระยาลาวแก้วเก้าเมืองมา ได้รับภารกิจจากพระบิดาคือพระเจ้าลวจังกราช มาปราบปูที่ทำลายนาของชาวบ้าน จับปูยักษ์ได้ตัวหนึ่ง แต่อีกตัวนั้นหนีไปได้ พอพระองค์ขึ้นครองราชย์ ก็เลยสร้างพระธาตุปิดทางไม่ให้ปูเข้าเสียเลย เห็นหลักฐานของปูได้ที่ฐานบันไดนาค ด้านบนเดินจากจุดชมวิวขึ้นไปอีกจะพบวิหารเก่าแก่และร่องรอยพระธาตุปรักหักพัง ภายในวิหารนั้นเย็นสบาย แม้ด้านนอกร้อนระอุมอดไหม้ นั่งแล้วจิตใจสงบมาก

ด้านข้างของวัดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่น เล่าเรื่องราวความหลากหลายของชาติพันธุ์ในเชียงราย การปลูกฝิ่น และที่น่าสนใจที่สุดน่าจะเป็นที่เก็บของสะสมสิงห์รมควัน ตั้วแต่กล้องสูบฝิ่น กล้องสูบยาดินเผา หรือมูยาอายุ 200 – 300 ปี

รู้จักแขวงเชียงแสนหลวงผ่านตำนานและของดีประจำแขวง ที่มีตั้งแต่ข้าวเหนียวเขี้ยวงู จนถึงกาแฟขี้ควาย
รู้จักแขวงเชียงแสนหลวงผ่านตำนานและของดีประจำแขวง ที่มีตั้งแต่ข้าวเหนียวเขี้ยวงู จนถึงกาแฟขี้ควาย

ตำนานเวียงเปิกสา ที่เชียงแสนน้อย

ในเชียงแสนหลวง ยังมีเชียงแสนน้อย หรืออีกชื่อหนึ่งคือเวียงเปิกษา ตามตำนานเชียงแสนน้อยเป็นเมืองที่สร้างขึ้นหลังจากที่เมืองโยนกนาคพันธุ์หรือเวียงหนองหล่มล่มลง คนที่เหลือ (นอกจากแม่หม้ายคนนั้นที่ยังอยู่ที่เดิม) นำทีมโดยขุนลัง ก็พากันมาตั้งเมืองใหม่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองเดิม ให้ชื่อว่าเวียงเปิกสา คือถ้าใครอยากเป็นเจ้าเมืองก็ให้มาเปิกสากันก่อน 

แต่ทว่าในพงศาวดารบันทึกว่า เชียงแสนน้อยนั้นเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นเมืองชั่วคราว เป็นแคมป์ไซต์ของพญาแสนภูที่อยู่ตอนสร้างเมืองเชียงแสน ปัจจุบันถ้าเราอยากเห็นเมืองเชียงแสนน้อย ก็ให้ขึ้นไปที่พระธาตุผาเงา ที่จุดชมวิวถ้ามองลงไปจะเห็นชุมชนบ้านเรือน เขาว่านั่นคือเมืองเชียงแสนน้อย

รู้จักแขวงเชียงแสนหลวงผ่านตำนานและของดีประจำแขวง ที่มีตั้งแต่ข้าวเหนียวเขี้ยวงู จนถึงกาแฟขี้ควาย

การเดินทางไปเชียงแสนหลวงมีเรื่องราวมากมาย จากตำนานหลากหลายที่มาที่คนพื้นที่ผลัดกันเล่า ตั้งแต่ตำนานเมื่องล่ม ช้างงู ปูยักษ์ ไปจนถึงการล่มสลายของเมือง (มีแม่หม้ายหลายคน) ถ้าตั้งตัวไม่ดีฟังไม่ถ้วนถี่ อาจจะเกิดอาการเมาตำนานได้ 

เชียงแสนเป็นเมืองร้างมาหลายครั้ง คนพื้นที่ของเชียงแสนเดิมก็ถูกย้ายไปอยู่หลายที่ ทั้งที่บ้านฮ่อม เชียงใหม่ สระบุรี และกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย คนพื้นที่ปัจจุบันมีทั้งชาวยอง ชาวอีสาน และอีกหลากหลายชาติพันธุ์ที่กลืนกลายเป็นคนเมืองพูดคำเมือง ข้าวที่ปลูกปัจจุบันมีทั้งข้าวเหนียวเขี้ยวงู ข้าวเจ้าหอมมะลิ และข้าวจากหลากหลายชาติพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่เชียงแสน

ในความหลากหลายนี้ มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน คือ ความรักเชียงแสน รักประวัติศาสตร์และตำนานของเชียงแสน พร้อมที่จะบอกเล่าเรื่องราวของเชียงแสนหลวงให้กับคนรุ่นใหม่ และทุกคนที่มาเยือนอย่างจริงใจ

ข้อมูลติดต่อ

ปางควาย และ กาแฟขี้ควาย : ติดต่อคุณอนันต์ เทศบาลตำบลจันจว้า 08 7177 6769

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรแปรรูปข้าวปลอดภัยแบบยั่งยืน อำเภอแม่จัน : คุณประดิษฐ์ 08 7657 1650

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเพื่อสังคมเชียงแสน : คุณมัชฌิมา ยกยิ่ง (น้ำหวาน) 06 2809 5831

Writer

นฤมล ชมดอก

นักผจญอาหาร ชอบเล่าเรื่องการเดินทาง ตั้งใจจะเปิดเพจรีวิวให้เพื่อนเพราะขี้เกียจตอบคำถาม งานงอกลุกลามกลายเป็นเว็บไซต์ go2askanne.co และแฟนเพจ go2askanne ที่มีมิตรรักนักกินเข้าร่วมมากมาย

Photographer

ฉัตรชัย ยิ้มแย้ม

ช่างภาพสายงานแต่งที่ผันตัวเองมาถ่ายงานสายสารคดีและอาหาร ด้วยใจรักในการผจญภัยจึงเก็บสะสมเรื่องราวการเดินทางมาเป็นเพจพายเรือไปแคมป์ สำหรับนักเดินทางที่รักการแคมป์ปิ้ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load