เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศโดยทั่วกันแล้วว่าประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูหนาวและได้เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว โดยที่หลายคนยังงงๆ ว่าฤดูหนาวผ่านมาตอนไหน

สำหรับประเทศในเขตร้อนชื้นที่ไม่ว่าจะอยู่ฤดูไหนก็รู้สึกเป็นฤดูร้อน ทุกๆ ครั้งเวลาก่อนออกจากบ้านเรามักจะมองแดดปนรู้สึกพ่ายแพ้และปลอบตัวเองเสมอๆ ว่า อย่างน้อยผ้าที่ตากไว้ก็คงจะแห้งไวขึ้น

ทำให้วันไหนที่เราเห็นว่าแดดดี เวลาออกไปนอกบ้านในวันนั้น เราก็มักจะพบชุดเสื้อผ้าหลากหลายสีสันที่แขวนตากริมข้างทางเต็มไปหมด ไม่ว่าจะชุดทำงาน ชุดอยู่บ้าน ชุดนอน ยันชุดชั้นใน ที่พร้อมเพียงกันแขวนโชว์อย่างไม่เคอะเขิน 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า

แม้กระทั่งระเบียงของที่พักอาศัยในแนวตั้งหรือพวกคอนโดต่างๆ เราก็มักจะเห็นเสื้อผ้าที่ถูกตากแขวนไว้มากมายจนเต็มพื้นที่ระเบียงตามช่องหน้าต่างทั่วไปทั้งอาคาร จนหน้าตาของคอนโดที่ถูกออกแบบให้ดูเรียบหรู กลายเป็นแปลกตาไปจากภาพขายของโครงการ

ราวตากผ้า

ภาพ Pantip.com

ราวตากผ้า

ภาพ Prakard.com

ก็แหงล่ะ ในเมื่ออากาศชวนเหงื่อออกได้ง่ายแบบนี้ การซักเสื้อผ้าชะล้างสิ่งสกปรกออกไปก็เป็นกิจกรรมหลักๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันกับบ้านทุกหลังในประเทศ ซักผ้าเช่นไรก็ต้องตากผ้าเช่นนั้น ทุกอย่างก็ดูเป็นเรื่องปกติดี ไม่มีอะไรใช่ไหมครับ

แต่ถ้าเราลองย้อนกลับไปที่ย่อหน้าที่ 3 อีกทีแล้วลองตั้งข้อสังเกตดู เราก็จะพบคำถามที่ว่า เหตุใดเราถึงสามารถเห็นพื้นที่ตากผ้าของคนอื่นได้ง่ายดายนัก ในขณะที่คนผ่านบ้านเราเอง เขาก็สามารถเห็นผ้าที่เราตากได้เช่นกัน 

ซึ่งหลังจากที่ผมเห็นพื้นที่แบบนี้ซ้ำๆ อยู่บ่อยครั้ง ก็พบว่าลักษณะการตากผ้าที่โชว์หมดเปลือกอย่างไม่เกรงคนมาเห็นที่หน้าบ้าน จนคล้ายเป็นดิสเพลย์ของร้านขายเสื้อผ้าที่ไม่ได้ขายจริงๆ จะมองเผินๆ เป็น Pop-up Store ก็เป็นได้แบบนี้ ค่อนข้างสะท้อนถึงรูปแบบลักษณะของวิธีแก้ปัญหาการใช้สอยเชิงพื้นที่ในเมืองเขตร้อนได้อย่างดี หรือเป็น Urban Vernacular ประเภทหนึ่งได้เช่นกัน อีกทั้งนี่ยังแสดงออกถึงเอกลักษณ์และลักษณะเฉพาะของเจ้าของพื้นที่ได้ด้วย นับเป็นศาสตร์และศิลป์ที่สร้างจากการตากผ้า จนผมตั้งชื่อพื้นที่แบบนี้ไว้ว่า ‘ตากศิลป์’ 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า ราวตากผ้า

เหตุหนึ่งของการเกิดรูปแบบตากผ้าหน้าบ้านแบบนี้ คำตอบง่ายๆ ก็เพราะว่าพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านหรือคอนโดนั้นมีไม่เพียงพอสำหรับการตากผ้า รวมทั้งพื้นที่จะโดนแดดได้อย่างเหมาะสม 

แล้วถ้าถามว่าทำไมส่วนมากบ้านเราถึงไม่มีพื้นที่ตากผ้าล่ะ ให้เราลองเดินสำรวจแล้ววาดผังอาคารเดิมในบ้านมาคร่าวๆ แล้วลองมานั่งไล่จิ้มห้องดูว่าแต่ละฟังก์ชันมันคืออะไรบ้าง เราจะพบว่านอกจากห้องครัว ห้องน้ำ ห้องนอนแล้ว บ้านส่วนใหญ่มักไม่ได้ถูกวางแผนให้มีพื้นที่ตากเสื้อผ้าอยู่แต่แรก อย่างมากจะมีเพียงแค่ห้องซักล้าง ไม่ได้มีการกำหนดห้องตากผ้าไว้ชัดเจน จะเหลือพื้นที่ไว้ตากผ้าก็เพียงแค่ที่ระเบียงบ้านและดาดฟ้าให้โดนแดด ยิ่งโดยเฉพาะบ้านที่เป็นตึกแถวหรือชุมชนขนาดเล็กทั่วไป พื้นที่ในการตากผ้าในบ้านยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เหตุที่ไม่ได้เผื่อพื้นที่ไว้ให้ตากผ้า ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเกิดจากการที่เราไม่ได้มองเห็นความสำคัญของพื้นที่ตากผ้าให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก เพราะเพียงคิดว่าแค่มีห้องน้ำหรือห้องนอนก็พอแล้ว

และก็ต้องยอมรับด้วยว่าแม้กระทั่งเหล่าสถาปนิกผู้ออกแบบอย่างผมเอง ก็ยังแอบหลงๆ ลืมๆ พื้นที่ตากผ้าระหว่างการออกแบบอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน เพราะเรามักติดภาพบ้านสวยๆ จากในหนังสือแมกกาซีนหรือ Pinterest ซึ่งแน่นอนว่าภาพจากสื่อเหล่านี้ไม่ได้โชว์มุมตากผ้าให้เราได้เห็นแน่นอน อีกทั้งภาพตัวอย่างเหล่านี้มักมาจากฝั่งตะวันตกที่ไม่มีวัฒนธรรมตากผ้าและแดดดีเหมือนบ้านเรา นั่นทำให้ส่วนใหญ่ในตะวันตกนิยมใช้เครื่องอบผ้าแทนการตากผ้า

ซึ่งในเมื่อในบ้านไม่มีพื้นที่ตากแล้ว เราก็เอาผ้าออกมาตากที่หน้าบ้านซะเลย 

และนี่ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่การตากผ้าได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะนอกจากจะเป็นตำแหน่งที่สามารถรับแสงแดดได้อย่างเต็มที่แล้ว การตากผ้านั้นเป็นกิจกรรมที่ใช้พื้นที่แค่ชั่วครั้งชั่วคราว ทำให้หน้าบ้านที่ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรต้องใช้สอยตลอดเวลานั้นเกิดประโยชน์ กลายเป็นการสร้างพื้นที่ที่ไม่ตายตัวที่เรียกในเชิงสถาปัตยกรรมว่า ‘Adaptive Reuse’ บริเวณหน้าบ้านซะอย่างนั้น ซึ่งแม้กระทั่งบ้านที่มีดาดฟ้าไว้ตากผ้าอยู่แล้ว เราก็ยังเห็นเขานิยมเลือกที่จะตากผ้าที่หน้าบ้านเช่นกัน เนื่องด้วยระยะการเดินสะดวกกว่า

และเมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องสร้างพื้นที่การตากผ้าขึ้นมาแล้ว สำหรับหน้าบ้านบางหลังก็อาจจะง่ายดายมากๆ เพียงแค่ซื้อราวโครงเหล็กแขวนผ้ามาตั้งเฉยๆ  

แต่สำหรับในกรณีของบางพื้นที่นั้นค่อนข้างจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สูงหน่อย เพราะว่าในบางพื้นที่ไม่ได้มีพื้นที่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถใช้โครงเหล็กแบบมาตรฐานได้ จึงทำให้เกิดวิธีการดีไซน์อุปกรณ์บางอย่างสำหรับการตากผ้าเฉพาะพื้นที่ขึ้นมา 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า

เช่นนำท่อนไม้ไผ่หรือท่อพีวีซียาวๆ มาผูกที่ปลายสองฝั่งแล้วแขวนไว้กับกำแพงหน้าบ้านให้เป็นราวตากผ้า หรือการสร้างสรรค์ด้วยการแขวนเสื้อผ้าไว้กับโครงเหล็กของผ้าใบกันสาดหน้าบ้าน และแม้กระทั่งการแขวนผ้าไว้ตามรั้วหล็กดัดหรือราวเหล็กหน้าบ้าน เพียงสร้างสรรค์แค่นี้เราก็จะได้พื้นที่ในการตากผ้าได้สมใจ

ถ้าเรามองการออกแบบพื้นที่ตากผ้าแต่ละรูปแบบ เราก็จะเห็นถึงวิธีการคิดในการจัดพื้นที่ด้วยชุดความคิด ‘เกี่ยวแขวน’ ที่ผมเคยเขียนถึงไว้ก่อนหน้าในคอลัมน์นี้ ซึ่งแน่นอนว่าการใช้ชุดความคิดออกแบบนี้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพและสามารถปรับลงได้กับทุกพื้นที่ได้ ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน อีกทั้งยังสามารถสร้าง Maximum ความจุในการแขวนเสื้อผ้าที่อาจคาดไม่ถึงได้อีกด้วย 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า ราวตากผ้า

ซึ่งนอกจาก ‘ตากศิลป์’ จะช่วยแก้ปัญหาในเชิงพื้นที่แล้ว พื้นที่แบบนี้ยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์และลักษณะของเจ้าของพื้นที่ตากผ้าได้อย่างที่ผมเกริ่นไว้ช่วงแรกด้วยนะ

ไม่ว่าเขาประกอบอาชีพอะไร มีจำนวนคนในครอบครัวกี่คน มีเด็กกี่คน เป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง เราก็จะสามารถรับรู้ได้ทันทีผ่านการสังเกตเสื้อผ้าที่ถูกแขวนเอาไว้ เช่น ถ้ามีเสื้อเชิ้ตเรียบร้อยพร้อมเสื้อสูทแขวนอยู่ เราก็จะรู้ว่าคนบ้านหลังนี้อาจจะทำงานเป็นนายธนาคารก็ได้นะ หรือถ้ามีเสื้อเด็กแขวนไว้ก็แสดงว่าบ้านนี้มีเด็กอยู่ด้วย หรือแม้กระทั่งรสนิยมความชอบสี เราสามารถสังเกตได้จากความถี่ของสีที่ซ้ำอยู่ในการตากผ้าตรงนั้นได้เช่นกัน

ซึ่งถ้าให้ผมมวิเคราะห์ลงลึกไปกว่านี้ ผมคิดว่าผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะแจ้งตำรวจให้มาจับในข้อหาโรคจิต! (ผมยังปกติดีอยู่ครับ)

แต่นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับมุมสถาปัตยกรรมมากๆ ว่าเพียงแค่พื้นที่ตากผ้าเล็กๆ นี้ก็สามารถแสดงออกถึงลักษณะผู้อยู่อาศัยได้เฉยเลย ซึ่งรูปของพื้นที่ในเชิงการตากผ้าแบบที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นจริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการสถาปัตย์นัก 

ไม่ได้มีเพียงประเทศเราประเทศเดียวที่มีการตากผ้านอกบ้านแบบนี้ แต่หลายๆ ในประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะเห็นการใช้พื้นที่การตากผ้าคล้ายๆ กัน เช่น ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่าง ‘สิงคโปร์’ ก็มีวิธีตากผ้าที่กระเด็นออกมาจากอาคารเหมือนกัน

โดยใช้วิธีตากเสื้อผ้าด้วยการนำเสื้อผ้ามาเสียบกับแท่งไม้ไผ่หรือท่อพีวีซี แล้วแทงยื่นออกจากระเบียงไปในอากาศ และยึดไว้กับช่วงระเบียง ซึ่งรูปแบบการตากผ้าแบบนี้จะพบมากในโครงการการเคหะของรัฐ ที่เรียกว่า HDB (Housing & Development Board) ของประเทศสิงคโปร์

ราวตากผ้า

ภาพ flickr.com

คาดว่าการตากผ้าแบบนี้มีมาตั้งแต่ราวปี 1900 เนื่องด้วยการใช้พื้นที่ที่จำกัดเลยต้องพยายามเพิ่มพื้นที่ตากผ้าเข้าไปในอากาศซึ่งมันก็ค่อนข้างเวิร์กมาก และก็มีการลองผิดลองถูกในการใช้งานของคนทั่วไปเรื่อยมา จนการตากผ้าแบบนี้ได้เคยกลายเป็นวาระแห่งชาติในปี 1995 และนั่นทำให้มีการพัฒนาจากไม้ไผ่มาเป็นรูปแบบวัสดุเหล็กอย่างในปัจจุบัน ซึ่งมันเวิร์กมากๆ จนหลายคนในประเทศยอมเรียกวิธีการตากผ้าแบบนี้ว่า เป็นนวัตกรรมของการอยู่อาศัยกันเลยทีเดียว

ย้อนกลับมาที่บ้านเรา เราจะพบว่าจริงๆ แล้วพื้นที่การตากผ้าในบ้านเราก็มีเป็นนวัตกรรมไม่แพ้สิงคโปร์เลย ถ้าเราตั้งใจมองลงไปในไอเดียของเหตุการเกิดขึ้นของพื้นที่ที่มีความเฉพาะแบบนี้ แล้วลองนำมาคิดต่อยอดพัฒนาให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งไม่ลืมคำนึงในดีเทลกิมมิกแบบไทยๆ เล็กๆ น้อยๆ 

ผมเชื่อว่าพื้นที่ ‘ตากศิลป์’ นั้นสามารถนำมาต่อยอดพลิกแพลงให้กลายเป็นพื้นที่ไทยๆ ที่มีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งมีความยั่งยืนเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของคนเมืองในอนาคตได้ และอาจมีชื่อการออกแบบเต็มๆ ว่า ‘ตากศิลป์ มหาชน’ ก็เป็นได้นะครับ

ขอให้มีความสุขกับการได้เก็บผ้าในวันที่มีแดดดี และได้ชื่นชมกับกลิ่นแดดที่ติดอยู่บนเสื้อนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ราวตากผ้า

บรรณานุกรม

www.matichon.co.th/entertainment/arts-culture/news_199951

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

เป็นระยะเวลาปีกว่าๆ แล้วที่ผมทำคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่พยายามพาทุกท่าน ย้อนสำรวจความน่าสนใจในการใช้พื้นที่แบบไทยๆ ที่ซ่อนอยู่รอบตัว ไม่นานมานี้ผมเพิ่งค้นพบความเชื่อมโยงในบทความของผมเอง ที่เกิดเป็นแพตเทิร์นซ้ำบ่อยๆ ในการเลือกประเด็นในการเขียน ก็คือเรื่อง ‘งานดีไซน์ทำมือ’ ที่ผมมักเรียกว่าสถาปัตยกรรมทำมือนั่นเอง ซึ่งคืองานออกแบบที่คนทั่วไปคิดและทำกันเอง ตั้งแต่งานดีไซน์เรือแสนแสบ ยันที่นั่งพักรอผู้โดยสารของพี่วินมอเตอร์ไซค์

กล่าวคือสิ่งทำมือเหล่านี้ที่เกิดขึ้นรอบตัวนั้น ผมเองก็เพิ่งได้ศัพท์จากอาจารย์ที่เคารพรักท่านหนึ่ง ท่านให้คำของปรากฏการณ์ทำมือที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไว้ว่า ‘Urban Vernacular’ ซึ่งก็มีความหมายว่า ‘ความเป็นอยู่พื้นถิ่นที่เกิดขึ้นในเมือง’

แน่นอนว่าความพื้นถิ่นในภาพจำของหลายๆ คน ก็คืออะไรใดๆ ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อยู่กลางป่าไม้ และมีคนใส่เสื้อม่อฮ่อม แต่จริงๆ แล้วหัวใจของความหมายว่าพื้นถิ่นจริงๆ ก็คือ กระบวนการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านกันเอง เช่นประเทศไทยฝนตกหนัก บ้านก็เลยต้องมีหลังคาใหญ่ หรือว่าน้ำท่วมบ่อย บ้านจึงต้องยกใต้ถุนสูง เช่นเดียวกัน เมื่อวิธีคิดแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองที่ปัจจัยที่เยอะขึ้น มีเรื่องทำมาหากินหรือเรื่องการเดินทางเข้ามาผนวก กระบวนการพื้นถิ่นจึงถูกแปรสภาพไปไกลกว่าแค่แก้ปัญหาแดดลมฝน ทำให้ Urban Vernacular เกิดขึ้นด้วยกลไกธรรมชาติจากคนที่อยู่อาศัยในเมือง โดยมักออกมาในรูปแบบผลงานดีไซน์สิ่งของข้างทาง ยานพาหนะ หรือการจัดการพื้นที่ต่างๆ ในลักษณะทำมือ จนผมเองอยากใช้คำของกระบวนการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยคำว่า ‘ศาสตร์ทำมือ’

สำหรับตอนนี้ มันมีศาสตร์ทำมือเล็กๆ ศาสตร์หนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก และเป็นอะไรที่น่าลองหยิบยกให้ทุกท่านเห็นถึงภูมิปัญญาแบบ Urban Vernacular ที่ปูมา 3 ย่อหน้าแรกได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งเรื่องเล็กๆ เรื่องนั้นที่ผมอยากภูมิใจนำเสนอก็คือ  ‘ยุทธการลดความลำเค็ญ รถเข็นผักปากคลองตลาด’

ถ้าถามว่าทำไมเรื่องรถเข็นผักที่ปากคลองตลาดจึงน่าสนใจ ก็เนื่องด้วยไม่นานมานี้ ผมเดินผ่านตลาดนี้แล้วก็พบรถเข็นคันหนึ่งที่สามารถแบกลังบรรจุพืชพรรณจำนวนมหาศาลซ้อนกันจนท่วมหัว กำลังถูกลากให้เคลื่อนที่ไปอย่างสบายๆ มันดูค่อนข้างเซอร์เรียล และทำให้ผมประทับใจมาก จนเมื่อผมลองสังเกตมันด้วยมุมมองแบบ Urban Vernacular กับเหล่าอุปกรณ์ทุ่นความลำเค็ญที่กำลังถูกเข็นเหล่านี้ ก็ทำให้ผมพบความศาสตร์ทำมือซ่อนอยู่ และมีความน่าสนใจมากๆ จนน่าหยิบมาเล่าให้ฟังกัน

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

แต่ก็ต้องขอย้อนไปดูที่มาที่ไปของรถเข็นคร่าวๆ เหล่านี้เสียก่อน

กล่าวกันว่าปากคลองตลาดเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจากการเป็นย่านชุมชน เพราะเป็นจุดที่มีคูคลองและแม่น้ำเข้ามาบรรจบกัน ทำให้เป็นจุดนัดพบของผู้คนที่สัญจรทางน้ำ การค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของจึงเกิดขึ้น จนปัจจุบันกลายเป็นตลาดสินค้าเกษตรกรรมที่เน้นการค้าส่งผัก ผลไม้ และดอกไม้สด ติดอันดับ 4 ของโลก

กว่าที่ปากคลองตลาดจะเป็นแหล่งสินค้าขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพอย่างทุกวันได้ เหตุหนึ่งก็เกิดจากเหล่าลูกผู้ชายเข็นผักรับส่งสินค้าที่เดินขวักไขว่ไปมาภายในตลาด คล้ายเป็นกลไกฟันเฟืองเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Lineman ผู้มีความคล่องตัวรวดเร็ว และเป็นการโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากๆ ในพื้นที่ของตลาดเอง

รถเข็นผักจึงเป็นอุปกรณ์ดำรงชีพสำคัญที่ถูกใช้งานอย่างจริงจังในปากคลองตลาดตั้งแต่อดีตจนทุกวันนี้ จนมีการวิวัฒนาการที่ผนวกศาสตร์ทำมือลงไปในรถเข็น แม้ว่าเจ้ารถเข็นเหล่านี้จะดูหน้าตาธรรมดาๆ และดูคล้ายกันไปหมดทั่วทั้งตลาด แต่ถ้าเรายืนสังเกตดีๆ จะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นแต่ละคันที่จอดทิ้งไว้ รวมทั้งที่กำลังล้อหมุนนั้น มีหน้าตาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว และแต่ละคันต่างมีดีเทลทำมือที่น่าสนใจ รวมทั้งมีความสัมพันธ์ในแง่งานดีไซน์อีกด้วย ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจอย่างจริงจังแล้ว ก็ทำให้ผมสามารถจำแนกความทำมือออกมาเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. เรื่องขนาดและความสัมพันธ์ของรถเข็น ถ้าเราเอาตลับเมตรวัดรถเข็นผัก เพื่อถอดรหัสที่มาที่ไปของรถเข็นในตลาดทั้งหมด เราจะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นที่เขาใช้งานกันจะมีอยู่ 2 ไซส์หลักๆ คือ รุ่นสองล้อ และรุ่นสี่ล้อ โดยรุ่นสองล้อจะค่อนข้างมีให้เห็นมากกว่า มีขนาดกว้าง 45 ซม. สูง 120 ซม. และมีลักษณะการวางเป็นตัวแอลตั้งฉาก ซึ่งนอกจากความกว้าง 45 ซม. จะเป็นระยะความกว้างของไหล่ที่เหมาะสมกับการยืนจับแฮนด์รถเข็นแล้ว ระยะความสูง 120 ซม. ยังเป็นระยะของระดับหน้าอกของผู้ชาย จึงสอดคล้องกับสรีระและท่าการดันรถเข็นไปข้างหน้า ในขณะที่สามารถลากจากข้างหลังก็ได้แล้วแต่ถนัด อีกทั้งความสูง 120 ซม. ยังเป็นขนาดมาตรฐานในการซ้อนกล่องลังพลาสติกที่มีความสูง 30 ซม. จำนวน 4 ชั้นแบบสวยๆ ได้อย่างพอดิบพอดี

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ในขณะที่รุ่นสี่ล้อจะหาดูได้ยากในตลาด มีขนาดยาวกว่าด้วยขนาดกว้าง 45 ซม. และยาว 200 ซม. วางเทินเป็นสามเหลี่ยม คาดว่าวิธีคิดในการผลิตง่ายๆ คือเพื่อพยายามบรรจุให้ได้สองเท่าของแบบสองล้อ วิธีเข็นจะเปลี่ยนมาลากจากข้างหลังแทน เนื่องด้วยของที่หนักกว่า ทำให้ตัวรถเข็นมีระยะแฮนด์จับที่ล็อกความสูงลอยจากพื้นไว้ที่ 80 ซม. ซึ่งคือระยะของความยาวของแขนที่ทิ้งในแนวดิ่ง ทำให้เป็นระยะที่เหมาะสมกับท่าเดินลากของพอดีๆ

2. การโมดิฟายส่วนวางของให้มีพื้นที่มากขึ้น มีให้เห็นได้ตั้งแต่แบบจริงจังจนถึงแบบบ้านๆ ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดข้อพับเหล็กเพิ่ม ให้สามารถพับขยายที่วางของให้กว้างขึ้น หรือแค่นำชิ้นส่วนเศษเหล็กหรือเศษไม้ มามัดรวบขัดไว้ที่ด้านท้ายเพื่อเพิ่มพื้นที่ หรือแม้กระทั่งต่อแผงเหล็กด้านข้างเพิ่ม การโมดิฟายพวกนี้มักจะมาต่อเติมทีหลังจากการใช้งานตอนเริ่มต้น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากรอยเชื่อมเหล็กต่างๆ ที่เพิ่มจากเดิม ทำให้หน้าตารถเข็นทุกคันจะดูคราฟต์ๆ หน่อย เพราะมีลักษณะแตกต่างกัน ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3. เข่ง อุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง ทำหน้าที่เป็นตัวรวบสินค้าให้เป็นกระจุกเดียว ซึ่งถ้ามีรถเข็นแล้วแต่ไม่มีเข่งคู่กัน มันก็น่าจะรู้สึกขาดๆ อะไรไปสำหรับการเข็นของ อารมณ์คล้ายๆ ว่า ซื้อมือถือแล้วไม่ซื้อเคสกันกระแทก ในปัจจุบันนี้ เข่งที่มีอยู่ในปากคลองตลาดก็มีให้เราเห็นหลากหลายวัสดุ ตั้งแต่เข่งตะกร้าสานจากไม้ไผ่ เข่งพลาสติกสีเขียวๆ ยันเข่งที่ทำจากเหล็ก กระทั่งล่าสุด มีเข่งที่ทำจากอะลูมิเนียมแล้ว ซึ่งดูมีทีท่าว่าเข่งในปากคลองตลาดน่าจะถูกพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึงเข่งที่ทำไฟเบอร์กลาสก็เป็นได้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.1 รู้หรือไม่ว่าไอ้เจ้าเข่งนี่แหละมีดีเทลทำมือที่ซ่อนอยู่เยอะมาก จนต้องแยกออกมาเป็น 3.1 ตอนที่เราไปยืนสำรวจไอ้เจ้าเข่งเหล่านี้ เราพบว่าเข่งส่วนมากที่เจอ บริเวณขอบจะมีซับกันของลื่นด้วยยางรถมอเตอร์ไซค์ และเมื่อไต่สวนกับพี่วินรถเข็นจึงค้นพบว่า ไอ้ซับยางกันลื่นตรงปากเข่งนี้ต้องใช้คู่กับแผ่นไม้กระดาน ซึ่งเราก็จะเห็นว่าเกือบทุกเข่งมีแผ่นไม้ติดมาด้วย วิธีการใช้งานคู่กันก็คือ เมื่อเข่งถูกใส่ของไปเยอะๆ จนเริ่มเต็ม การเอาแผ่นไม้นี้เข้าไปขัดวางลงบนปากเข่ง ไม้จะทำหน้าที่เหมือนคาน และทำให้สามารถซ้อนของขึ้นไปอีกจำนวนหนึ่งได้นั่นเอง

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.2 ความน่าสนใจอีกอย่างของการใช้แผ่นไม้คู่กับเข่งคือ สามารถทำเป็นที่นั่งคอยของพี่วินรถเข็น เพียงแค่วางไม้พาดไว้เฉยๆ แล้วก็นั่งเลย เหล่าพี่ๆ วินต่างบอกมาว่า ฟังก์ชันนี้สำคัญมากๆ เพราะว่าในตลาดไม่มีเก้าเอาไว้นั่งสำหรับทุกคน เมื่อต้องคอยรับงานขนของระหว่างวัน การทำเข่งเป็นเก้าอี้นี่แหละเวิร์กที่สุด!

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

4. เส้นยางในรถมอเตอร์ไซค์เก่าที่ถูกดัดแปลงรีไซเคิลให้มีตะขอคล้ายเข็มขัด มักถูกพาดพันคล้องไปมาที่แฮนด์จับรถเข็นตลอดเวลา โดยที่จริงๆ แล้ว ยางในนี้มีหน้าที่ไว้มัดรวมสินค้าที่มีปริมาณมากจนเริ่มพูนไม่ให้หล่นกระจายจากรถเข็น ซึ่งนอกจากจะได้ทั้งความเหนียวและยืดหยุ่นสูงแล้ว ยังสามารถหาซื้อขายได้ง่ายภายในตลาด ในราคาเพียง 25 บาท ทำให้เข็มขัดยางในกลายเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมในการขนของไปโดยปริยาย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

5. การรวบเส้นยางรถมอเตอร์ไซค์แนบลงบนผิวแท่งโครงเหล็กรถเข็น เป็นการทำซับกันลังพลาสติกลื่นขณะเข็นรถ รวมทั้งกันรอยกระแทกในโอกาสต่างๆ ที่แลดูทำได้ง่ายมาก เพียงเอายางมาผ่าครึ่ง แล้วสวมกับเหล็กได้เลย ซึ่งดีเทลทำมือนี้น่าสนใจมากๆ เพราะมันทำให้เรานึกถึงวิธีการออกแบบซับในกันกระแทกของพวกบานประตูหรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มักถูกสอนในวิชาอินทีเรีย ซึ่งการมีดีเทลแบบนี้ให้เห็นได้ ค่อนข้างแสดงออกถึงความเข้าใจปัญหาของผู้ใช้งานจริงๆ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

6. การเคลือบผิวปิดทับบนแผงโครงเหล็กรถเข็นด้วยกระดาษลัง เนื่องด้วยสินค้าบางชนิดพันธุ์อาจมีเศษตกหล่นทะลุผ่านโครงไปได้ระหว่างการขนส่ง การมีผิวซ้อนรองรับไว้จะทำให้การขนส่งปลอดภัยขึ้น ซึ่งกล่องกระดาษลังที่เหลือใช้จากการบรรจุสินค้าในตลาดคือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะสามารถคลี่ออกมาได้กว้างแล้ว ยังสามารถเดินหาเอาได้เลยในพื้นที่ตลาด ซึ่งไอ้วิธีเคลือบผิวรถเข็นแบบนี้ยังกลายเป็นฟังก์ชันเสริม ที่สามารถปูให้กลายเป็นเตียงนอนชั่วคราวของพี่วินระหว่างวันได้อีกด้วย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

7. ฟอนต์เหล็กดัดและรหัสลับ ความสนุกอย่างหนึ่งในการเดินดูรถเข็นผักในปากคลองก็คือ ตัวรถเข็นมักจะมีตัวหนังสือที่ทำจากเหล็กดัด เชื่อมติดไว้ตรงที่ว่างของแผงโครงเหล็กแทบทุกคัน และไม่ซ้ำกันเลย ตัวอักษรนั้นมักจะเป็นชื่อของใครสักคนและห้อยท้ายด้วยชุดตัวเลข อย่างเช่น ‘สิงห์99’ ‘หนุ่ม888’ ‘เจ้ติ๋ม381’ ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าพวกโค้ดเหล่านี้คือชื่อของเจ้าร้าน ผู้เป็นเจ้าของรถเข็นนั่นเอง ถ้าเกิดรถเข็นไปตกหล่นอยู่ตรงไหน ก็สามารถนำมาคืนได้ถูกร้าน ซึ่งโค้ดชื่อพวกนี้จะรู้แค่วงการคนในตลาดกันเองว่าใครเป็นเจ้าของและอยู่ส่วนไหนในตลาด แต่ถ้าหากรถเข็นคันไหนไม่มีฟอนต์เหล็กพวกนี้ ก็สามารถเดาได้เลยว่าเป็นรถเข็นที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับสังกัดใดๆ เป็นรถเข็นผักปัจเจกชน ซึ่งเจ้าของรถเข็นส่วนมากต่างต้องดูแลรถเข็นกันเองอย่างหวงแหน ด้วยการจอดล็อกล่ามโซ่เอาไว้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราก็จะสังเกตเห็นว่าเพียงแค่รถเข็นผักธรรมดาๆ คันเดียว เมื่อผ่านกระบวนการของ Urban Vernacular ที่มีโจทย์ตั้งต้นคือ จะทำยังไงให้ขนของด้วยรถเข็นได้มากที่สุด ในบริบทของปากคลองตลาด เราได้เห็นกระบวนที่คนในพื้นที่นั้นพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ แบบง่ายๆ ด้วยการหยิบจับของรอบตัว หรือดัดเเปลงอะไรนิดๆ หน่อยๆ รวมทั้งพยายามเพิ่มประสิทธิภาพกันเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาจึงทำให้เราได้เห็นรูปแบบศาสตร์ทำมือในดีเทลต่างๆ ตามแต่ละข้อที่ผมไปสำรวจมา

ซึ่งแน่นอนว่า ศาสตร์ทำมือที่เกิดขึ้นด้วยกระบวนการ Urban Vernacular เหล่านี้ไม่ได้มีแค่ในปากคลองตลาด แต่ยังมีอยู่รายล้อมรอบตัวเราอีกเพียบ โดยมีความเฉพาะของรูปแบบอีกมากมายในบริบทที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่คอลัมน์นี้กำลังสนใจและพยายามค้นหาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองแบบสถาปัตยกรรม

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินเที่ยวชื่นชมพืชพรรณดอกไม้ในปากคลองตลาด และเดินหลบรถเข็นดัดแปลงทำมือที่สวนไปมาอย่างทันท่วงที

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load