7 พฤษภาคม 2565
2.62 K

เตรียมพร้อมร่างกายก่อนขึ้นภูเขา

เราเดินทางมาจาก กรุงเทพฯ (DMK) – มาเลเซีย (KLIA) – โกตา คินาบาลุ (KKIA) มาพักในตัวเมืองโกตา คินาบาลุ ก่อน 1 วัน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทางขึ้นยอดเขา วันแรกที่มาถึง เราเดินเล่นชมบรรยากาศในตัวเมือง ด้วยความที่เมืองนี้ติดทะเล ทำให้เห็นวิวสวยงามยามพระอาทิตย์ตก มาถึงเมืองติดทะเลทั้งทีเลยตัดสินใจกินอาหารทะเลในย่านสตรีทฟู้ดของเมือง อาหารทะเลที่ว่าสด อร่อย เด็ด แล้วนั้น เจอของเด็ดกว่าคือ น้ำจิ้ม เพราะเป็นน้ำจิ้มที่ดูเหมือนน้ำพริกกะปิบ้านเรา แต่ผสมน้ำเปล่าลงไปเพื่อให้รสชาติจางลง เปิดประสบการณ์ใหม่ในชีวิตเลย

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เดินทางไป Kinabalu Park เพื่อเริ่มต้นการเดินขึ้นเขา Gunung Kinabalu

วันต่อมาเราต้องเดินทางไปที่ Kinabalu Park เพื่อเดินขึ้นเขา Kinabalu การมาปีนเขาที่นี่ต้องจองก่อน ซึ่งจองได้ที่เว็บไซต์ของอุทยาน มีหลากหลายโปรมแกรม ทั้ง 2 วัน 1 คืน หรือ 3 วัน 2 คืน โดยจะออกไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ในอุทยานด้วย เลือกได้ว่าจะพักในตัวเมืองก่อน แล้ววันรุ่งขึ้นให้รถจากอุทยานมารับ หรือจะมาพักที่อุทยานก่อนก็ได้ จะแตกต่างกันแค่เวลาพักผ่อน ถ้าเรานอนที่ตัวเมืองก่อน ในวันเดินขึ้นเขาต้องตื่นเช้าขึ้นเพื่อมาอุทยาน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าเลือกนอนที่อุทยาน จะมีเวลาพักร่างกายได้นานขึ้น

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เมื่อเดินทางมาถึงที่ Kinabalu Park จะพบกับนักท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทางไปกับเรา ซึ่งในหนึ่งวันจำกัดนักท่องเที่ยวไม่เกิน 185 คน ก่อนจะเดินทางขึ้นเขาต้องไปลงทะเบียนและเราได้พี่ไกด์ 1 ท่านเพื่อมาดูแลกลุ่ม แต่ถ้ามาคนเดียวก็แชร์ค่าไกด์กับคนอื่นได้ หรือจะขอไกด์ดูแลเราคนเดียวก็ได้เช่นกัน 

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย เราได้บัตรประจำตัวเพื่อยืนยันตัวตนว่าจะขึ้น-ลงเขาวันไหน บัตรประจำตัวนี้เปรียบเสมือนของที่ระลึกอันแรก และเป็นสิ่งยืนยันตัวนักท่องเที่ยวท่านนั้นได้ ที่อุทยานมีบริการฝากอุปกรณ์เดินทางขนาดใหญ่ เช่น กระเป๋าเป้ใบใหญ่หรือสัมภาระ ซึ่งควรแบกแค่กระเป๋าเล็ก ๆ เอาสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการอยู่บนนั้นในหนึ่งวันก็พอ

การเดินทางอันแสนยาวไกลได้เริ่มต้น ณ ประตู Timpohon gate

การพิชิต Low’s Peak Summit ที่มีความสูง 4,095 เมตร (ภูเขานี้ถือว่าเป็น ‘ภูเขาใหม่’ ตัวเลขเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะยอดเขาสูงขึ้นทุกปี) สูงกว่าภูกระดึงประมาณ 3 เท่า และสูงกว่าฟูจิซัง (3,776 เมตร) ต้องแบ่งเวลาการเดินเขาเป็น 2 วัน วันแรกเดินจาก Timpohon Gate จุดเริ่มต้นไปที่พัก Laban Rata ระยะทาง 6 กม. (ใช้เวลา 5 – 8 ชม.) วันที่สองเดินจากที่พักไปยัง Low’s Peak Summit อีก 2.5 กม. (ใช้เวลา 3 – 4 ชม.) ต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 2 เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า 

จุดเริ่มต้นวันแรกเริ่มจากประตู Timpohon Gate มีการลงทะเบียนอีกครั้งก่อนออกเดินทาง ซึ่งไกด์ให้คำแนะนำก่อนออกลุยกันตอนเวลา 09.00 น. วิวระหว่างทางในช่วงแรกเห็นต้นไม้หลากหลายชนิดพร้อมน้ำตกน้อย ๆ คอยตอนรับ แต่ความหิน ความโหด ความเจ๋งของที่นี่ คือการได้เจอสภาพอากาศครบ 3 ฤดู ช่วงเริ่มต้นรู้สึกร้อนอบอ้าว พอขึ้นมาอีกสักพักอากาศเย็นขึ้น เพราะไต่มาอยู่ระดับเดียวกับก้อนเมฆ และเมื่อเดินผ่านเข้ากลุ่มก้อนเมฆจะเจอกับฝนและหมอกที่ถาโถมเข้ามา ตลอดเวลาที่เดินขึ้นจึงไม่รู้สึกเบื่อเลย เพราะต้องรอรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ระหว่างทางมีจุดให้พัก มีห้องน้ำให้เข้า เฉลี่ยทุก ๆ 1 กม. เสน่ห์ของการเดินเขาแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งคือการได้เดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวกลุ่มก่อนหน้าที่กำลังเดินลงมา เราได้สนทนากับนักท่องเที่ยวหลากหลายชาติ หลายภาษา แต่มีคำพูดหนึ่งที่แปลความหมายเหมือนกันและพบเจอได้ทุกภูเขาทั่วโลก นั่นคือ “สู้ ๆ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว” 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ตลอดเส้นทางการขึ้นเขานั้น บอกเลยว่ามันคือการเดินขึ้น ขึ้นแบบขั้นบันไดอย่างเดียว ทางลาดปกติมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากเส้นทางทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องเตรียมร่างกายมาให้แข็งแรงพอสมควร เพราะมีบางคนเจ็บระหว่างทางจนไปไม่ถึงที่พัก เราเดินมาถึงที่พักตอน 19.00 น. พอถึงก็รีบจัดแจงวางกระเป๋าเพื่อไปกินบุฟเฟต์มื้อเย็นตุนพลังงาน 

ห้องพักที่นี่เป็นเตียง 2 ชั้น ห้องน้ำรวมแยกชายหญิง น้ำสำหรับใช้บอกเลยว่าโคตรเย็น เย็นจนแสบผิว ถ้าใครคิดจะอาบน้ำต้องบอกว่าใจกล้ามาก ที่พักมีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ แต่ต้องมีแสงแดดด้วย เพราะใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ซึ่งวันที่เราไปหมอกลงจัด ไฟปั่นไม่มีกำลังพอ น้ำที่อาบวันนี้เลยโคตรหนาวแบบหาคำมาเปรียบไม่ได้จริง ๆ

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

จุดสูงสุดที่ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงได้ง่าย ๆ Kota Kinabalu Low’s Peak Summit

ณ เวลา 02.00 น. เสียงใน Laban Rata เริ่มดังขึ้นอีกครั้งจากนักท่องเที่ยวที่กำลังเตรียมตัวไป Low’s Peak Summit จุดสูงสุดของการเดินทางในครั้งนี้ แต่การเดินทางไปต่อนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ Laban Rata อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,272 เมตร บางคนจึงเจอกับอาการ AMS (Acute Mountain Sickness) ที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่บนที่สูงมากกว่า 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย หรือนอนไม่หลับ ต้องใช้เวลา 1 – 2 วัน เพื่อปรับตัว บางคนอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ทำให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจไม่เดินทางต่อ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

การเดินทางรอบนี้ต้องเดินตอนกลางคืน มีแค่แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวที่คอยนำทางเท่านั้น ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัว อุทยานไม่อนุญาตให้เดินขึ้น เมื่อถึงเวลาเดินทุกคนก็เริ่มทยอยต่อแถว ความยากคือการเดินขึ้นแบบขั้นบันได มองเห็นทางข้างหน้าแค่ 3 ขั้นเท่านั้น บวกกับสภาพอากาศหนาวเย็นและมีลม ทำให้เราต้องใส่เสื้อกันลมไว้ แต่เมื่อเราใช้พลังงานที่มากขึ้น เริ่มมีเหงื่อ ร่างกายต้องการระบายความร้อนแต่ระบายออกมาไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าไม่ระบายอากาศ ทำให้รู้สึกอึดอัดตัวเองหรือเกิดอาการหน้ามืดได้ จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจถอยหลังกลับไปที่พัก

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

“จะไปให้ถึงหรือจะหันหลังกลับ แล้วมาแก้ตัวอีกรอบ” 

นี่เป็นคำพูดที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาท่ามกลางความมืด ความเหนื่อยล้าจากสภาพร่างกายและจิตใจ แต่การนึกภาพว่าเห็นตัวเองอยู่จุดที่สูงสุดพร้อมกางแขนรับความสำเร็จ คือแรงผลักดันทำให้เราก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนถึง Sayat Sayat Gate เป็นจุด Check Point โดยอุทยานแจ้งว่าต้องมาถึงจุดนี้ก่อนเวลาตี 5 ถ้าช้ากว่านี้ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปจุด Low Peak เพราะการเดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปแล้วและกำลังลงมาอาจเป็นอันตรายได้ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

หลังจากเดินผ่านจุดนี้ไปเหมือนจะเดินสบายขึ้น เพราะมองไปไม่เห็นขั้นบันไดแล้ว แต่ที่เห็นคือ เชือกเส้นเดียวใหญ่ ๆ เชือกที่ต้องคอยจับเพื่อไต่ขึ้นเขาต่อไป ใช่ครับ… ต้องไต่ขึ้นไปโดยไม่มีที่กั้นข้างทางเพราะที่นี่เป็นภูเขาหินแกรนิต ไม่มีต้นไม้หรือใบหญ้าบนยอดเขา มีแต่หินก้อนใหญ่ ๆ ที่จับเกาะเพื่อปีนป่ายได้เท่านั้น วันที่เดินทางขึ้นไปนั้นเป็นวันที่หมอกลงเยอะมาก ทำให้วิสัยทัศน์ในการมองค่อนข้างจำกัด การมองหาพี่ไกด์เป็นไปได้ยากมาก หลังจากไต่เชือกขึ้นมาได้ ก็เจอทางเรียบ ๆ แต่มันคือทางเรียบที่เอียงขึ้นไปยอดเขา ต้องเดินระมัดระวัง เพราะค่อนข้างลื่น อาจกลิ้งลงได้

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ในวันที่เรายืนเหนือก้อนเมฆ เปรียบเสมือนดั่งอยู่ในสวรรค์ ณ Low’s Peak Summit

เราเดินขึ้นมาจนถึงเวลาประมาณ 06.00 น. ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น มองเห็นรอบด้านชัดเจน ความอลังการของมันก็ปรากฏตัวออกมา เปรียบเสมือนเราได้ชาร์จพลังตัวเองด้วยความสวยงามจากภาพที่ได้เห็น ทำให้มีแรงเดินต่อเพื่อไปจุด Low’s Peak Summit จุดสูงสุดที่ขึ้นไปถึงได้ ต้องปีนป่ายขึ้นยอดเขาอีกเล็กน้อย จนในที่สุดเราก็ถึงเป้าหมาย 

ความรู้สึกแรกที่รู้สึกนั้น มันปลื้มปริ่ม เต็มไปด้วยความสุขทั้งกายและหัวใจ รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่พาตัวเองมาถึงจุดนี้จนได้ มองเห็นภาพที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ไม่ดีเท่ากับเห็นด้วยตาตัวเอง มองไปรอบทิศได้เห็นยอดเขาอีกมากมาย เห็นตัวเองยืนเหนือก้อนเมฆ พร้อมได้รับแดดอุ่น ๆ จากพระอาทิตย์ยามเช้า ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าจริง ๆ

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย
การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถึงเวลาที่ต้องลงจากยอดเขากันแล้ว ขาขึ้นเราเดินในความมืด จึงไม่ได้มองเห็นวิวข้างทางมากนัก แต่พอถึงเวลาเดินลง พอฟ้าเปิดแล้ว ทำให้มองเห็นภาพได้เต็มตา เป็นภาพเมืองจุดเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยธรรมชาติกว้างใหญ่ เราใช้เวลาเดิน 2 ชั่วโมงจากยอดเขาลงมาถึงที่พัก Laban Rata เพื่อทานอาหารเช้าพร้อมเก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินลงไป Timpohon Gate ต่อไป แต่การที่เราใช้พลังขาไปอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เดินขึ้นมา ทำให้ตอนเดินลงมีอาการปวดหัวเข่าเวลาก้าวลงขั้นบันไดทุกครั้ง ต้องฝืนลากตัวเองลงไป 6 ชั่วโมงพร้อมกับโชคที่เข้าข้างอย่างหนัก นั่นคือ ฝนตกตลอดทาง 

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถือว่าเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลยในชีวิต เรากลับมาเช็กอินตรง Timpohon Gate และเดินทางต่อไปที่จุดลงทะเบียนในวันแรก สำหรับนักท่องเที่ยวทุกท่านที่ขึ้นไปถึง Low’s Peak Summit จะได้ใบ Certification ว่าเป็นผู้พิชิต สำหรับคนที่ไปถึงเพียงที่พักก็ได้เช่นกัน แต่รูปแบบต่างกันเท่านั้นเอง

ความสุขที่เกิดจากการลงมือทำ ไม่ใช่แค่คิดว่าจะทำแล้วไม่ได้ทำ

มนุษย์ทุกคนย่อมมีพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) ที่ทำให้เราอยู่อย่างสบายใจ จนเกิดเป็นความเคยชินโดยไม่ต้องทำอะไรใหม่ ๆ ในชีวิต ตัวผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น กลัวการไปเจอสิ่งใหม่ ๆ กลัวเป็นเรื่องเลวร้ายที่ทำให้ชีวิตแย่ลง จนวันหนึ่งผมได้รู้สึกว่าตัวเองหมดแรงผลักดันทำสิ่งต่าง ๆ เบื่อทุกสิ่งที่ทำทั้งหมด ทำให้ผมต้องตัดสินใจทำอะไรใหม่ ๆ จนเลือกมา Low’s Peak Summit เพื่อปลุกพลังกายและพลังใจให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น ถึงผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 14 ชั่วโมง ต้องตื่นตี 2 เพื่อมาเดินในที่มืด ๆ ปีนป่ายเชือกเพื่อข้ามก้อนหินต่าง ๆ บนภูเขาโดยไม่มีอะไรกั้นระหว่างทาง

ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อย มีความคิดมากมายลอยเข้ามาในหัวอยู่ตลอดเวลาว่าเอาตัวเองมาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก นอนอยู่บ้าน ดูหนังเล่นเกมก็สบายใจแล้ว แต่พอมาถึงจุดสูงสุด ได้เห็นด้วยตาจริง ๆ กลับทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจเลือกออกเดินทาง แล้วพาตัวเองมาเจอสิ่งที่ทุกคนไม่ได้มีโอกาสมาเจอแบบนี้ ขอบคุณ Kota Kinabalu ที่ทำให้ชีวิตคุ้มมากขึ้น และผมอยากให้ทุกคนได้มาเยือนสักครั้งในชีวิต 

บางครั้งความสุขอาจจะต้องแลกกับความยากลำบาก ความเหนื่อยล้า ความท้อใจ ความคิดตีกันในหัวตลอดเวลาว่า ควรจะกลับดีไหม มาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก แต่ถ้าตัดสินใจย้อนกลับระหว่างที่เดินขึ้นเขานั้น ผมจะไม่มีทางได้รู้เลยว่าข้างบนสวยเพียงไหน ผมได้แต่หวังว่ามันจะคุ้มที่เสียแรงเดินทางขึ้นไปบนนั้น

คำตอบที่ผมได้ก็เป็นจริงอย่างที่ตั้งใจ มันงดงามมากกว่าที่ผมคาดหวังไว้เสียอีก นั่นทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเอง รักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม และการเดินทางครั้งนี้ก็สอนผมอยู่อย่าง ‘อย่าประเมินตัวเองว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ลงมือทำ’

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

อุปกรณ์สำคัญ

  • ถุงมือกันหนาว
  • ไฟฉายคาดหัว! (ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัวจะไม่ให้ขึ้น Low Peak)
  • ไม้เดินเขา (แล้วแต่ความฟิต ไม่ได้บังคับต้องมี)
  • เสื้อกันลม เสื้อกันฝน
  • ยาแก้อาการ AMS หรือยารักษาโรคประจำตัว

สิ่งที่ควรรู้

  • ทางขึ้นค่อนข้างชันและมีการไต่เชือกในบางเส้นทาง ต้องระวังการเดินให้ดี ๆ
  • ข้างบนที่พักมีแผงโซลาร์เซลล์ทำน้ำอุ่นไว้อาบน้ำ แต่ขึ้นอยู่สภาพอากาศวันนั้น ถ้าแสงแดดไม่พอก็จะได้น้ำเย็นมากมาอาบแทน
  • ต้องเตรียมร่างกายมาพอสมควร เพราะต้องเจออากาศหนาว ร้อน ฝนตก ตลอดเส้นทางมีหลายคนที่ไปถึงที่พักและไม่ได้ไปต่อ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธลินท์ ท.ธรรมธาดา

พนักงานบริษัทฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวผจญภัยทุกรูปแบบ เดินป่า ปีนเขา ดำน้ำ แคมป์ปิ้ง ชอบสถานที่ประวัติศาสตร์ อารยธรรมโบราณ เพื่อต้องการใช้ชีวิตให้คุ้มค่ามากที่สุด และสร้างความทรงจำการท่องเที่ยวของตัวเองไว้ที่ Tlintrip

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
9

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load