จะดีแค่ไหน หากอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอที่มีสถิติว่าสร้าง Carbon Footprint มากที่สุด สามารถผลิตเสื้อผ้าที่ทุกกระบวนการไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อหมดอายุขัย เสื้อผ้าเหล่านี้จะหวนกลับคืนธรรมชาติ

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี

นวัตกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว โดย ขจรศักต์ นาคปาน นักออกแบบสิ่งทอผู้คิดค้นไอเดียการเปลี่ยนดินเป็นผ้า (วิทยานิพนธ์ระดับปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการออกแบบ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) มาพร้อมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.สุภาวี ศิรินคราภรณ์ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ The Cloud ชวนทั้งสองคนมานั่งจับเข่าคุยท่ามกลางดินที่ถูกปั้นให้เป็นดาวในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ถึงจุดเริ่มต้น แนวคิด จนไปถึงความฝันสูงสุดในวงการแฟชั่น

01

หัวใจของสรรพสิ่ง 

“ทุกอย่างล้วนเป็นอิสระของธรรมชาติ” 

ประโยคเปิดบทสนทนาของขจรศักต์ อธิบายถึงความแตกต่างของผืนผ้าที่มีลวดลายแตกต่างกัน ผิวสัมผัสต่างกันตามระยะเวลาของการหมักดิน บางผืนให้ความรู้สึกเหมือนกำลังหยิบจับแจ็กเก็ตหนังชั้นดี หรือบางผืนให้ความรู้สึกเบาบางเหมือนเสื้อคลุมกันฝน ทุกผิวสัมผัสที่กล่าวมาข้างต้นล้วนออกแบบจากธรรมชาติ จนเรียกได้ว่าผ้าแต่ละชิ้นเสื้อแต่ละผืนมีชิ้นเดียวบนโลก

ก่อนเป็นนวัตกรรมวัสดุสิ่งทอทดแทนจากการสังเคราะห์ดิน เพื่อสร้างเครื่องนุ่งห่มแห่งอนาคต ขจรศักต์ได้ศึกษาค้นคว้าทบทวนกว่า 2 ขวบปี จนคิดค้นนวัตรกรรมเหล่านี้ได้

  ด้วยการเริ่มต้นตั้งคำถามของดีไซเนอร์หนุ่มถึง ‘สีเสื้อผ้า’ ที่ส่งผลต่อผิวของมนุษย์ จนพบว่า ‘ดิน’ มีเซลล์เม็ดสีเมลานินใกล้เคียงกับสีผิวของมนุษย์ จนจำแนกได้ถึง 6 เฉดสีที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของแต่ละชนชาติและทุกสีผิว ว่าทุกคนล้วนมีความงามในแบบของตัวเอง ดินจึงกลายเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์สิ่งทอ ซึ่งสนับสนุนการสร้างความมั่นใจในความงามทุกรูปแบบ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี
เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี
02

ดลบันดาลจิตใจ 

ที่ ATTA Gallery เราเดินทางมาเยือนนิทรรศการ ดิน.ดล.คน ที่ดินถูกปั้นจนกลายเป็นดาวเด่นของงานครั้งนี้

ขจรศักต์อธิบายถึงชื่อนิทรรศการว่า ดิน ความหมายตรงตัวคือทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำนวนมหาศาลซึ่งเป็นพระเอกในโปรเจกต์นี้ ส่วนคำว่า ดล มาจากคำว่าบันดลบันดาลจิตใจ และคำสุดท้าย คน เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติมากที่สุด เมื่อนำทั้ง 3 คำมารวมกัน จึงกลายเป็นการบันดลบันดาลจิตใจให้มนุษย์เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

“สถานการณ์ตอนนี้เราเจอทั้งโรค COVID-19 ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตมนุษย์ เราควรหันกลับมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับวัสดุที่ไม่ให้โทษกับโลกมากที่สุด” ขจรศักต์อธิบายแนวคิดเพิ่มเติม

ด้วยเล็งเห็นผลกระทบของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า Fast Fashion ที่ผลิตมาเป็นจำนวนมาก ราคาถูก แต่กลับถูกทิ้งอย่างรวดเร็ว สสารที่ดูดาษดื่นและแสนจะธรรมดาจึงถูกเคี่ยวปั้นเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้า โดยใช้ระยะเวลาการสร้างเพียง 14 – 21 วัน แต่มีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่า 2 ปี และหากเบื่อเมื่อไหร่ ก็นำเสื้อผ้าเหล่านั้นคืนสู่วัฏจักรธรรมชาติได้

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี
เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี
03

ปั้นดินเป็นผ้า

14 วัน

นี่คือเวลาในการผลิต ‘ผ้า’ ที่มาจากดิน ระยะเวลาขึ้นอยู่กับภาชนะใส่ดินและขนาดของผ้าที่ต้องการ โดยกระบวนการผลิตเริ่มต้นจากดิน ไม่ว่าจะเป็นดินจากภูมิภาคไหน จังหวัดไหน ก็เปลี่ยนเป็นผ้าได้ทั้งสิ้น ขจรศักต์และสุภาวีพูดถึงกระบวนการผลิตที่ทุกขั้นตอนเป็นไปโดยธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่านี่คือ เสื้อผ้าที่ธรรมชาติสรรสร้างและออกแบบมาอย่างสมบูรณ์

วิธีการสังเคราะห์ดินให้กลายเป็นเครื่องนุ่งห่ม แรกเริ่มให้นำดินใส่ในผ้ากรองแล้วต้มน้ำ เติมความหวานให้น้ำร้อนด้วยน้ำตาลจากธรรมชาติ จากนั้นนำดินและน้ำที่เติมความหวานมาแช่รวมกันประมาณ 40 – 60 นาที

เมื่อครบกำหนดแล้ว ให้นำผ้ากรองบรรจุดินมาละลายตะกอนออก และใส่ส่วนผสมของสารเพาะเลี้ยงแบคทีเรียลงไป เช่น กรดอะซิติกและยีสต์ขนมปัง หลังจากนั้นคนทุกอย่างให้เข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 14 – 21 วัน แล้วแต่ขนาดของภาชนะ เมื่อครบกำหนดนำดินที่กลายเป็นผ้าไปตากแดด

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี

“ยิ่งหมักนาน ยิ่งหนา” ขจรศักดต์กระซิบบอกกระบวนการผลิตที่ปล่อยให้ธรรมชาติและเวลาเป็นผู้ออกแบบ นอกจากนี้ ลวดลายที่ปรากฏในผืนผ้าที่แตกต่างกันออกไป ก็เป็นการรังสรรค์จากธรรมชาติอีกเช่นกัน

หลังการหมักก็จะเข้าสู่กระบวนการทำความสะอาด โดยการนำน้ำบริสุทธิ์มาใส่ภาชนะแล้วผสมน้ำยาทำความสะอาด นำวัสดุสังเคราะห์จากดินมาทำความสะอาดด้วยมือเปล่า เพื่อขจัดตะกอนของดิน และนำมาล้างด้วยน้ำเปล่าบริสุทธิ์อีกครั้ง

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี

“ตอนตากก็ต้องอยู่กับธรรมชาติเท่านั้น หากไม่อยู่กับธรรมชาติก็จะเกิดผลทันที” ขจรศักต์อธิบายกระบวนการตาก หากนำเครื่องนุ่งห่มที่ผ่านการสังเคราะห์จากดินไปวางตากไว้บนพื้นไม้ จะได้ผ้าพื้นผิวเรียบ แต่หากนำผ้าสังเคราะห์จากดินไปวางตากบนเหล็กหรือโลหะ ผ้าก็จะมีรูปทรงที่แตกต่างกันออกไป ถือว่าเอฟเฟกต์แต่ละครั้งเป็นการสร้างลวดลายให้กับเนื้อผ้า

เสื้อผ้าที่มาจากดินเหล่านี้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติความแข็งแรง ทั้งการประเมินจากสายตา รวมไปถึงการสัมผัส และยังเข้ารับการประเมินด้วยระบบมาตรฐานการทดสอบที่เรียกว่า JIS (Japanese Industrial Standards) จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อทดสอบคุณสมบัติของเนื้อผ้า

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี
เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี

 ผลการทดสอบปรากฏว่า เนื้อผ้าที่มาจากดินมีความคงทน ผิวสัมผัสแข็งแรง และสีที่ได้จากดินเมื่อผ่านการซักทำความสะอาดแล้วสีไม่ตกหรือซีดจาง มีความทนทานต่อเหงื่อและคราบไคล โดยมีคุณสมบัติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะไม่มีการเติมแต่งสารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น และย่อยสลายได้ 100 เปอร์เซ็นต์

  “เสื้อผ้าที่จัดแสดงตอนนี้ก็มีอายุสองปีครึ่งแล้ว” ขจรศักต์อธิบายถึงอายุการใช้งานของเสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  เสื้อผ้าที่มาจากดินแต่ละชิ้นทำความสะอาดโดยใช้ผงซักฟอกได้เหมือนเสื้อผ้าทั่วไป ส่วนอายุการใช้งานของเสื้อผ้านั้น ธรรมชาติก็จะเป็นผู้ตอบคำถามนี้อีกเช่นเดิม

  “อย่างที่เราเห็น พอผ่านระยะเวลามาวัสดุก็จะเริ่มกรอบคล้ายกระดาษมากขึ้น นี่คือเสียงที่ธรรมชาติบอกเราแล้วว่า ถึงเวลาที่เราต้องคืนมันกลับสู่ธรรมชาติ” ส่วนวิธีการทิ้งหรือกำจัดเสื้อผ้าที่มาจากดิน ทั้งสองให้ความเห็นว่า สามารถนำเสื้อผ้าเหล่านี้ฝังดินหรือเผา เพราะถือว่าคืนดินสู่ผืนดิน

04

ปั้นดินให้เป็นดาว

“อยากกระจายความรู้สู่ภูมิภาค เพื่อสร้างเสน่ห์ในแต่ละวัฒนธรรม” ขจรศักต์พูดด้วยรอยยิ้ม เมื่อเราถามถึงเป้าหมายสูงสุดในโปรเจกต์นี้ พวกเขาต้องการนำนวัตกรรมการสังเคราะห์ดินให้เป็นเครื่องนุ่งห่ม เข้าสู่ภูมิภาคเพื่อสร้างจุดขาย เพิ่มรายให้กับประชาชนในแต่ละภูมิภาค พร้อมกับตั้งความหวังว่า จะเป็นไปได้ไหม หากเรานำดินมาสร้างเครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะภูมิภาค และนี่คือเสน่ห์ของการออกแบบจากธรรมชาติ เพราะดินแต่ละที่จะมีสีแตกต่างกันออกไป แต่คุณภาพยังเหมือนเดิม

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี

 การรักสิ่งแวดล้อมโดยการสนับสนุน Sustainable Fashion หรือแฟชั่นแบบยั่งยืนยังไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ด้วยราคา แต่โปรเจกต์ ดิน.ดล.คน หวังให้คนเข้าถึงแฟชั่นยั่งยืนได้มากขึ้น และรักสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการรักตัวเอง รวมไปถึงแก้ปัญหาการเงินด้วย

 “ดินกระสอบละยี่สิบบาท น้ำตาลที่ใช้ในการผลิตแต่ละครั้งไม่เกินสองร้อยบาท” นี่คือต้นทุนในการสังเคราะห์เสื้อผ้าที่มาจากดินในแต่ละครั้ง โดยทั้งสองมีเป้าหมายอยากให้ผู้คนเล็งเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม 

สิ่งแวดล้อมที่ดีเกิดขึ้นได้พร้อมกับการรักตัวเอง ทั้งเฉดสีเสื้อผ้าที่สะท้อนความงามในแบบตัวเอง การรักธรรมชาติโดยไม่ทำร้ายเงินในกระเป๋า และเสื้อผ้าเหล่านั้นก็สามารถหวนคืนบ้านเกิดโดยการย่อยสลายได้ 100 เปอร์เซ็นต์

“ทุกคนควรหันมาพึงตระหนักว่าธรรมชาติคือทุกสิ่งรอบตัวเรา และเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ก็คือธรรมชาติ” การสร้างหรือผลิตเสื้อผ้าในแต่ละครั้งสร้างมลพิษและทำลายธรรมชาติอย่างมาก ทั้งสองคนหวังว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอในอนาคตจะหันกลับมาให้คุณค่าต่อสิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องนุ่งห่มที่เล็งเห็นกระบวนการผลิตทั้งหมด วัฏจักรของแฟชั่นควรคำนึงต่อสิ่งแวดล้อม   เพราะท้ายที่สุดแล้ว แม้กระทั่งคนสร้างสรรค์แฟชั่น ก็ต้องกลับคืนสู่ดิน

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในทุกๆ 5 ปี จะมีนิทรรศการยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง The World Exposition หรือเรียกสั้นๆ ว่า World Expo ซึ่งขึ้นจัดต่อเนื่องยาวนานจากครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพที่เป็นภาคีสมาชิก ภายใต้ลิขสิทธิ์การจัดงานซึ่งดูแลโดยสํานักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Expositions : BIE)

มหกรรมโลกนี้ นับว่าเป็นงานอลังการที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากกีฬาโอลิมปิกและฟุตบอลโลก ภายในงาน แต่ละประเทศจะนำนวัตกรรมล้ำๆ มานำเสนอเพื่อแสดงศักยภาพของตัวเอง ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เกิดการค้าระหว่างประเทศ การลงทุน การต่อยอดทางธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ๆ

ประเทศไทยเข้าร่วมงานนี้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2405 ตรงกับปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จากอดีตถึงปัจจุบันก็นับเป็นจำนวนกว่า 30 ครั้งแล้ว และในโอกาสดีที่ประเทศไทยเตรียมการครั้งใหญ่เพื่อเข้าร่วม World Expo 2020 Dubai อีกครั้ง หลังงานเลื่อนมา 1 ปีเต็ม ซึ่งครั้งนี้ความพิเศษไม่ได้อยู่แค่ศักยภาพรอบด้านที่เราพกไปอวดโฉมเต็มเปี่ยม หรือตัวอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่ออกแบบโดยหยิบเอาเสน่ห์ของ Thai Hospitality มาร้อยเรียงทุกองค์ประกอบเท่านั้น แต่ยังประจวบเหมาะเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศเจ้าภาพ ในวันที่ 12 ธันวาคม อยู่ระหว่างวันจัดแสดงนิทรรศการ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ด้วย

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนเต็ม จะมีอะไรเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย ศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ความก้าวหน้าทางนวัตกรรม ตลอดจนความเชื่อมั่นภายใต้ “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” (Mobility for the Future) ของประเทศไทย จะประจักษ์แก่สายตานักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยว และผู้มาร่วมงานอย่างไรบ้าง นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะ Commissioner General of Section for Thailand Pavilion พร้อมเล่าเบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่ากลางทะเลทรายดูไบ เป็นพื้นที่แสดงการพัฒนา-ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตให้ฟังอยู่นี่แล้ว

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

Connecting Minds, Creating the Future

World Expo 2020 Dubai จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายใต้หัวข้อหลัก (Theme) ‘เชื่อมความคิด สร้างอนาคต’ (Connecting Minds, Creating The Future) มีผู้เข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ

สำหรับอาคารแสดงประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่โซน Mobility บนพื้นที่กว่า 3,606 ตารางเมตรหรือ 2.25 ไร่ ได้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบทุกส่วน ตั้งแต่จัดหาผู้ออกแบบอาคาร จัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อย่อย การขับเคลื่อนสู่อนาคต (Mobility for the Future) และหมุนเวียนจัดการแสดงโชว์ด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงเฟ้นหา 25 ตัวแทน Thailand Pavillion Ambassador รุ่นใหม่สำหรับพาชมนิทรรศการตลอด 6 เดือน

“เป็นครั้งแรกของไทยที่เรากล้าไปออกงานในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าทุกครั้ง ทำให้เรานำเสนอสถาปัตยกรรมอาคารและการจัดแสดงเทียบเท่าประเทศอื่น เพื่อนบ้านข้างเราเป็นเบลเยียม ถัดไปสหรัฐอเมริกา และเป็นครั้งนี้เราได้ร่วมมือกับภาคเอกชน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นำความก้าวหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Mobility for the Future ไปนำเสนอ และนำศักยภาพของผู้ประกอบการไทยไปแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในทุกๆ ด้าน”

ท่านปลัดฯ ยังกล่าวเสริมอีกว่า นอกจากความร่วมมือของภาคเอกชนรายใหญ่ ยังนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของสตาร์ทอัพไปจัดแสดงด้วย โดยศักยภาพโดดเด่นที่สุดที่เราจะพาไปนำเสนอมีด้วยกัน 3 ด้าน

“หนึ่ง วัฒนธรรมไทยที่นำเสนอในเรื่องรูปลักษณ์ สอง คือความทันสมัยและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่จะช่วยให้เขาทำธุรกิจในทุกด้านได้ และสาม คือความเป็นมิตรและอัธยาศัยอันดีของคนไทย”

Thailand Pavilion

ทั้งหมดได้รับการรังสรรค์ให้อยู่ภายในอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่แสดงศักยภาพผ่านการออกแบบอัตลักษณ์อาคาร โดยนำดอกรัก สื่อถึงการพัฒนาแผ่ขยายวงกว้าง และส่งต่อการเจริญเติบโตเสมือนเกสรดอกไม้ มาทอให้คล้ายกับม่านดอกไม้ ผสานเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยอย่างซุ้มโค้ง แสดงถึงความอ่อนช้อยในลักษณะคล้ายการประนมมือไหว้อันงดงาม ทรงจอมแห ลักษณะของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ หรือจั่วของบ้านเรือนไทย มาเรียงร้อยเข้าไว้ด้วยกัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ส่วนสัญลักษณ์ (Logo) เลือกใช้พวงมาลัยที่ลดทอนเป็นลายเส้น ดังการเชื่อมต่อของดิจิทัลแบบไร้ขีดจำกัด และมีอุบะ 4 ช่อแสดงถึง Thailand 4.0 รวมถึงเลือกใช้สีทองเป็นหลัก เพื่อสื่อถึงแผ่นดินสุวรรณภูมิ มาพร้อมมาสคอตที่มีชื่อว่า น้องรักและน้องมะลิ ซึ่งมาจากดอกไม้ทั้งสองนั่นเอง

ภายในอาคารแสดงประเทศไทยแบ่งเป็น 4 ห้องนิทรรศการ มีคอนเซ็ปต์คือนำเสนอพัฒนาการของประเทศไทยตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน ให้สอดคล้องไปกับแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็น Thailand 4.0 ตลอดจนแนวคิดทางการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การขนส่ง การเดินทาง การสำรวจ การใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล โลจิสติกส์ การเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลเพื่อมุ่งสู่การเป็นดิจิทัลฮับ และประตูสู่ธุรกิจการค้าทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

“การนำเสนอยุครุ่งเรืองอย่างสุวรรณภูมิ ไม่ได้ต้องการอ้างประวัติศาสตร์ แต่มุ่งชี้ให้เห็นความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เราเลือกตั้งประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค รวมถึงการขับเคลื่อนอย่างการเดินทางด้วย ส่วนปัจจุบัน แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ประเทศในยุคดิจิทัล

“รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ ด้วยดิจิทัล เราจะแสดงให้เห็นภาพเมืองไทยในยุคดิจิทัลว่า ประเทศเราพร้อมก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ถ้าเรามีความพร้อมทางด้าน Digital Infrastructure ทั้งหมดที่ลงทุนไปซึ่งเกิดขึ้นแน่นอน ทุกอย่างกำลังดำเนินการอยู่ ตัวอย่างเช่น EEC รถไฟความเร็วสูง การทำ Telesurgery หรือการผ่าตัดจากทางไกล Submarine Cable ที่เราขยายไป เรื่อง 5G ที่เราให้บริการทางคอมเมอร์เชียลแล้ว ซึ่งจะพัฒนาต่อเนื่องไป ไม่ใช่แค่รองรับการใช้มือถือ แต่เพื่อการเป็น Smart Factory, Smart Farming, Smart Logistic เป็นต้น รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัลทั้งหลาย

“ส่วน Smart City ก็นำเสนอว่า แต่ละเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยสอดแทรกจุดเด่นของประเทศไทย ทั้งอัธยาศัยไมตรี ความเอื้ออาทร ที่มีทั้งความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ เพื่อทำให้เขาประทับใจในการมาค้าขาย มาลงทุน หรือมาเที่ยวที่ประเทศไทย” คุณอัจฉรินทร์อธิบายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย

Mobility for the Future

สำหรับนิทรรศการทั้ง 4 ห้อง นำเสนอในรูปแบบแอนิเมชัน ประกอบไปด้วย

ห้องที่ 1 Thai Mobility 

ย้อนประวัติศาสตร์ให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ของอารยธรรมไทย ผ่าน VR (Virtual Reality) เล่าเรื่องยานพาหนะของไทยในอดีตโดยราชรถและเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ 

ห้องที่ 2 : Mobility of Life 

แสดงถึงพัฒนาการการสร้างชาติ ตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงนำเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำมาพัฒนาประเทศ และเห็นถึงความก้าวหน้าจนปัจจุบัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 3 : Mobility of The Future

เป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน 360 องศา นำเสนอให้เห็นความพร้อมทุกด้านของประเทศไทยสู่การเป็น Smart City ในอนาคตอันใกล้ ผ่านโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ ไม่ว่าจะเป็น EEC รถไฟความเร็วสูง 5G และการใช้ประโยชน์ในยุคดิจิทัลทำธุรกิจและบริการ เช่น Telesurgery รวมถึงการเกษตรยุคใหม่หรือ Smart Farming ด้วย

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก
เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 4 : Heart of Mobility

นำเสนอเรื่องราวของชาวต่างชาติที่รักและหลงเสน่ห์ประเทศไทย ตั้งแต่อเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชีย จนเลือกมาพำนัก ท่องเที่ยว ลงทุนทำธุรกิจ หรือนำร้านอาหารไทยไปเปิดทั่วโลก เช่น เชฟ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ผู้กำกับฮอลลีวูดชื่อดัง เพื่อให้นักลงทุน-นักท่องเที่ยวมั่นใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น

นอกจากห้องนิทรรศการ ยังมีร้านอาหารไทย (The Taste of Thai) ให้ได้ลิ้มความอร่อยของเมนูไทยสี่ภาค และร้านขายของที่ระลึก (Thai Souk) ให้เลือกสรรสินค้าคุณภาพดีติดมือกลับบ้าน

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

The Best of Thailand

ความน่าตื่นตาตื่นใจยังไม่หมดเท่านี้ เพราะตลอด 6 เดือนเต็ม จะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยภายใต้แนวคิด Thai Iconic เช่น การแสดงโขน การแสดงสี่ภาค บริเวณหน้าทางเข้าหมุนเวียนให้ชมในแต่ละวัน ที่ท่านปลัดฯ แอบกระซิบเป็นพิเศษ คือการแสดงจากเหล่า Thai Ambassador ซึ่งซุ่มเตรียมการไว้โดยเฉพาะ ใบ้นิดเดียวว่า หนึ่งในนั้นเป็นนักแซกโซโฟน อาจได้เห็นโชว์วง Trio ก็เป็นได้

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

ส่วนเทศกาลเสริมเป็นระยะๆ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Best of Thailand โดยมีไฮไลต์เป็นกิจกรรมในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE ประเทศเจ้าภาพ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 ธันวาคมพอดี พร้อมกับการแสดงโชว์เสมือนวันชาติ (5 ธันวาคม) ซึ่งทุกประเทศต้องนำธีมวันชาติของตัวเองเข้าร่วมขบวนพาเหรดและกิจกรรมที่ World Expo จัดขึ้น

“ในเดือนพฤศจิกายนมีวันลอยกระทง เราจะมีเทศกาลแห่งสายน้ำ มีเทศกาลอันว่าด้วยการท่องเที่ยวและสุขภาพที่ ททท. รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวกับสุขภาพจะมาร่วมกันจัดแสดงโชว์เคสเพิ่มเติม ในส่วน Innovation Week เหล่า Digital Star-up ก็จะมาร่วมโชว์ศักยภาพของพวกเขา ส่วน Energy Week ก็จะมีการจัดแสดงจากบริษัทพันธมิตรด้านพลังงาน”

คุณอัจฉรินทร์เล่าถึงการแสดงรายเดือน เพื่อหวังให้เกิดความประทับใจแก่คนที่มาชมงาน โดยเชื่อว่าหลังจบ World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ จะมีผู้เข้ามาเที่ยวและเข้ามาลงทุนธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมเสริมว่า นี่เป็นนิทรรศการที่ไปเปิดศักยภาพของประเทศในด้านอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การทำธุรกิจยุคใหม่ ไปจนถึงการท่องเที่ยว ซึ่งขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัลให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจหลังโควิด-19

“เรื่องนวัตกรรมทางด้านดิจิทัล ณ ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีการเติบโต มีความพร้อม เรามีสตาร์ทอัพที่ทำอยู่พอสมควร เริ่มมียูนิคอร์น อาจเห็นบางคนที่เขาออกไปอยู่จากาตาร์ สิงค์โปร์ ซึ่งมี Ecosystem ที่พร้อมกว่า แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังแก้ไขกฎระเบียบ Ecosystem ให้เอื้อเพิ่มขึ้น

“ถ้าถามว่านวัตกรรมประเทศไทยเป็นอย่างไร เราก็มีศักยภาพพอสมควร ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่เราลงทุนไป จะเป็นตัวเชื่อมโยงให้เกิดนักลงทุนรายใหญ่เข้ามา เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักลงทุนรายเล็กเติบโตได้ ซึ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมเร็วๆ นี้ เราควรจะเห็นอะไรก้าวหน้าไปเยอะ แต่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การลงทุนใหญ่ๆ หลายโครงการในประเทศไทยชะลอออกไป และหลายบริษัทที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนก็ยังเข้ามาไม่ได้ 

“เราเชื่อว่าหลังสถานการณ์โรคระบาด เมื่อประเทศกลับมาเปิดแล้วจะมีความพร้อมมาก เพราะฉะนั้น งาน World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ อยู่ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวการเปิดประเทศหลังโควิด-19 เราเชื่อว่านักธุรกิจหรือคนที่เขาไปชมงานแล้วประทับใจ เขาจะอยากเข้ามาประเทศไทย ส่วนคนไทยเองก็บินไปดูงานนี้ได้เหมือนกัน”

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

มากไปกว่าการสร้างโอกาสแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ในการพัฒนาสร้างสรรค์เชิงเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับนานาประเทศ อีกทั้งประชาสัมพันธ์ประเทศไทยบนเวทีโลกแล้ว นี่จะเป็นโอกาสสำคัญให้นานาประเทศเชื่อมั่นในศักยภาพการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในมิติต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และกำลังคน ในฐานะประเทศศูนย์กลางทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

สำหรับคนไทยที่รอชมทางบ้าน ติดตามความเคลื่อนไหวและรับชมการถ่ายทอดสดกิจกรรม ซึ่งจะหมุนเวียนไปในแต่ละวันได้ที่ Expo2020DubaiThailand/

ติดตามข่าวสารของอาคารแสดงประเทศไทยได้ที่

Facebook : Expo 202 Dubai Thailand

Instagram : expo2020dubaithailand

Youtube : Expo2020DubaiThailand

Website : www.expo2020dubaithailand.com/

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load