ในไทย คาดว่ามีผู้พิการทางสายตาอยู่มากถึง 5 แสนคน

ถ้าคนกว่า 5 แสนคนที่ว่านี้ได้มีโอกาสใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นๆ ทำกิจกรรมที่อยากทำโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร เราจะได้ประชากรคุณภาพเพิ่มมาร่วมผลักดันประเทศอีกเยอะแยะ

แต่จากคนจำนวน 5 แสนนี้กลับมีอยู่เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ที่ได้มีโอกาสดังกล่าว

ถ้าเป็นคุณ คุณจะเพิ่มโอกาสให้คนกลุ่มนี้อย่างไร

บริษัท Goldenland เลือกแก้ด้วยโครงการ Classroom Makeover เปลี่ยนห้องสมุดเก่าของโรงเรียนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยาให้กลายเป็นห้องเรียน ไม่ใช่แค่ห้องเรียนอย่างที่เคยเห็นกันทั่วๆ ไป แต่เป็นการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ พร้อมหลักสูตรการสอนเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ ประกอบด้วย 4 วิชา คือสัมผัส แสง เสียง และกลิ่น

Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา

วิชาสัมผัส ให้เด็กๆ ได้ลองจับ สัมผัสพื้นผิว เรียนรู้รูปทรงต่างๆ ที่เสียบอยู่ตามผนัง เพื่อฝึกฝนให้แยกแยะสัมผัส เวลาจับแล้วบอกได้ว่าเป็นสิ่งใด กลมหรือเหลี่ยม แข็งหรือนุ่ม

วิชาลำแสง สำหรับเด็กๆ ที่มองเห็นเลือนราง จะได้ฝึกใช้สายตาที่เห็นแสงของตัวเอง เดินไปตามลำแสง แยกแสงสีแดง สีเขียว และเดาว่าตอนนี้แสงกำลังจำลองสถานที่อะไรอยู่

วิชาเดซิเบรลล์ ฝึกเด็กๆ ให้รู้จักการแยกแยะเสียง ผ่านการฟังเสียงที่อัดมา แล้วลองบอกทิศทางของเสียง ซ้ายขวาหน้าหลัง และระยะใกล้ไกล เพื่อที่เวลาเดินไปตามถนนพวกเขาจะได้รับรู้สภาพแวดล้อม

และวิชาลมหายใจ ให้เด็กๆ ลองดมกลิ่นแปลกๆ เผื่อในยามที่อันตรายอยู่ตรงหน้าจะใช้จมูกแทนการมองเห็นได้

ห้องเรียนขนาด 19 ตารางเมตรอาจฟังดูเล็กเกินกว่าจะแก้ไขปัญหาระดับชาติได้ แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือแนวคิดอันยิ่งใหญ่ และความตั้งใจที่จะสร้างแรงกระเพื่อม โดยหวังว่าผลในระยะยาวคือจะช่วยเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีต่อเด็กผู้พิการทางสายตา

ที่มาที่ไปคืออะไร แล้วจะเปลี่ยนอย่างไร เราได้ ธนพล ศิริธนชัย ผู้บริหารบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GOLDENLAND กับ ป๋อม-กิตติ ไชยพร จากครีเอทีฟ เอเจนซี มานะ ผู้ดูแลโปรเจกต์ มาร่วมกันเล่าให้ฟัง

Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา

มองเห็นโอกาสที่ขาดไป

“สิ่งที่เราอยากแก้คือความกลัวครับ” ป๋อมบอก

ทัศนคติของคนทั่วไปคือ ไม่เชื่อว่าเด็กตาบอดมีศักยภาพ ไม่คิดว่าพวกเขาจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ เหมือนแค่เห็นว่าตาบอดก็ยอมแพ้ที่จะเลี้ยงดูเสียแล้ว

“เราพบว่าเด็กพิการทางสายตาน้อยมากที่ถูกส่งไปโรงเรียน เพราะพ่อแม่รู้สึกว่าไม่จำเป็น กลัวเป็นภาระ กลัวอันตรายเปล่าๆ โตไปก็คงไปทำอะไรไม่ได้” ป๋อมเล่า

Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนตาบอดที่ได้รับการศึกษาที่เหมาะสมกลับทำอะไรๆ ได้ไม่ต่างจากคนอื่น ตั้งแต่เป็นทนายถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ NASA เรียกได้ว่าความกลัวที่เกิดแก่ผู้ปกครองเด็กตาบอดเป็นความกลัวที่แก้ไขได้ หากมีโรงเรียนที่ดีช่วยรองรับเด็กๆ

แต่โรงเรียนสอนคนตาบอดในไทยกลับมีไม่ถึง 50 แห่ง

ไม่เพียงเท่านั้น โรงเรียนแต่ละแห่งไม่ได้มีบุคลากรเพียงพอหรือมีเครื่องมือที่มีคุณภาพ แถมยังรับนักเรียนได้ไม่เท่าไร การศึกษาที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องหายากสุดๆ ในแวดวงคนตาบอด จนกลายเป็นว่ามีคนตาบอดที่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเพียง 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ถ้าสร้างการศึกษาที่เหมาะสมและช่วยเปลี่ยนทัศนคติพ่อแม่ผู้ปกครองได้ จะช่วยเปิดโอกาสให้คนอีกมากมาย

Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา

รวมพลังผู้เชี่ยวชาญ

ถ้าจะมีอะไรที่ Goldenland เก่ง ก็คือการพัฒนาพื้นที่

หากให้ขยายความคือ Goldenland เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ แปลว่าต้องรู้จักคนเก่งจำนวนมากที่มาช่วยกันสร้างพื้นที่ที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ เช่นสถาปนิกและนักออกแบบแขนงต่างๆ

ดังนั้น พอเกิดโจทย์ว่าจะสร้างพื้นที่การศึกษาที่จะเปลี่ยนทัศนคติด้านการเรียนการสอนคนตาบอด พวกเขาเลยใช้วิธีการเรียกทีม Avengers มารวมพลังกันสร้างสรรค์

เริ่มจากสถาปนิก ได้ แบงค์-เอกฉันท์ เอี่ยมอนันต์วัฒนา จากบริษัท ครีเอทีฟครูส์ จำกัด เขาเป็นสถาปนิกที่ทำงานให้ Goldenland อยู่แล้ว เพียงแค่คราวนี้โจทย์เป็นการออกแบบห้องเรียนที่ใช้ทุกส่วน ผนัง พื้น และเพดาน สำหรับการเรียนรู้ได้หมด

แบงค์ทำงานร่วมกับ วริฎฐา ผลเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก จากบริษัท แปลนทอยส์ จำกัด บริษัทซึ่งผลิตของเล่นขายทั่วโลก ในงานนี้เธอต้องทำของเล่นด้วยมือเพียงอย่างละชิ้น เพื่อทดลองใช้ในห้องเรียนนี้เป็นห้องแรกก่อน

ต่อมาวิชาลำแสง ได้ อ.อ้อ-ผศ. ดร.วรรณภา พิมพ์วิริยะกุล จากบริษัท วิธ ไลท์ จำกัด ผู้จัดแสงภายในอาคารให้อสังหาริมทรัพย์ของ Goldenland โจทย์ครั้งนี้พิเศษตรงที่แสงจะเป็นมากกว่าการให้ความสว่าง แต่ต้องสื่อสารข้อมูลด้วย

ส่วนเรื่องวิชาคลื่นเสียงเป็น อู่-ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ จากบริษัท กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ ปกติแล้วอู่มีหน้าที่มิกซ์เสียงให้ภาพยนตร์ ในงานนี้เขาต้องหาวิธีอัดเสียงในชีวิตประจำวันมาเก็บไว้ในหูฟัง ให้น้องๆ ได้ทดลองฟังเสียงของโลกข้างนอกดู

ในขณะที่วิชาลมหายใจ ดูแลโดย ก้อย-ชลิดา คุณาลัย นักออกแบบกลิ่นที่ปกติทำงานเชิงพาณิชย์ให้ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคต่างๆ เช่นผงซักฟอกและผลิตภัณฑ์ดับกลิ่น งานนี้เธอต้องเปลี่ยนมาออกแบบกลิ่นเหม็น เช่น กลิ่นนมบูด กลิ่นควันไฟ เพื่อเตรียมน้องให้พร้อมต่ออันตรายทุกรูปแบบ

ส่วนคนสุดท้ายที่ขาดไปไม่ได้คือ สา-มณิสรา ปาลวัฒน์ นักวิชาการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ ที่คอยให้คำปรึกษาตลอดการทำงาน

ทั้ง 6 คนต่างมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เพียงแค่ไม่เคยได้มีโอกาสทำเพื่อคนอื่นเช่นนี้

โปรเจกต์ที่ทั้งยากและใหญ่จึงสำเร็จได้เพราะทุกคนพร้อมใจทุ่มเท

Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา

ออกแบบแบบฝึกหัด

เมื่อได้ทีมมาแล้ว ป๋อมก็แจกเกณฑ์การออกแบบให้ทุกคน

เกณฑ์ที่ว่าคือเช็กลิสต์ซึ่งป๋อมพบระหว่างค้นคว้าหาข้อมูล อันที่จริงแล้วทั้งในสหรัฐอเมริกาและในประเทศไทยมีมาตรฐานการพัฒนาศักยภาพของผู้พิการทางสายตาอยู่แล้ว ในรูปแบบของเช็กลิสต์สำหรับประเมินเด็กๆ ในร้อยกว่าด้าน เช่น กล้ามเนื้อมัดเล็กใช้งานได้ดีไหม เข้าใจความหมายของใหญ่ เล็ก หนา บาง ไหม รู้หรือไม่ว่าอะไรคือเหม็น อะไรคือหอม เอานิ้วแหย่รู คีบของได้ไหม เป็นต้น

แม้จะมีมาตรฐานเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ป๋อมพบว่าในไทยยังไม่มีแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เด็กเติบโตไปถึงมาตรฐานเหล่านั้นเลย

นั่นคือสิ่งที่นักออกแบบทั้งหลายจะต้องสร้างขึ้นมา

พวกเขานั่งอ่านเช็กลิสต์ร่วมกัน ให้เห็นภาพเดียวกัน แล้วต่างคนต่างก็ไปออกแบบส่วนที่ตนรับผิดชอบมา โดยระหว่างทางก็มีการปรับแก้และดูเสียงตอบรับจากเด็กๆ กับอาจารย์ กว่างานจะเป็นรูปเป็นร่างก็ใช้เวลาร่วม 1 ปี นับว่าเกินความหนักหน่วงระดับปกติที่เอเจนซีโฆษณาต้องเผชิญไปมาก

การคิดคำนวณอย่างละเอียดนำมาซึ่งผลงานที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย นำไปปรับใช้ง่าย เกิดประโยชน์ได้จริง

จนได้ห้องเรียนแสนพิเศษออกมาอย่างที่เห็น

Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา

เผยแพร่องค์ความรู้

“เราไม่ได้ทำอะไรใหม่” ป๋อมบอก ทำให้เราเลิกคิ้วสงสัย

เขาอธิบายคลายความสงสัยของเราว่า มาตรฐานการศึกษานั้นก็มีอยู่แล้ว ส่วนการนำมาปรับใช้ก็มีหลายรูปแบบทั่วโลก เพียงแค่แบบฝึกหัดที่มีอยู่นั้นมักจะราคาแพง ในโปรเจกต์นี้พวกเขาจึงตั้งใจว่าจะใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้คนเกิดความรู้สึกว่าต้องรวยเท่านั้นถึงจะเป็นคนตาบอดที่มีประสิทธิภาพได้

เพราะในงานนี้สิ่งที่สำคัญมากกว่าผลงานที่ออกมา คือองค์ความรู้ที่นำไปใช้ต่อได้

“โปรเจกต์นี้เราอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ดูแลเด็กตาบอดว่าเขาพัฒนาได้ ให้เขาพามาโรงเรียน หรืออย่างน้อยเอาองค์ความรู้นี้ไปสอนลูกที่บ้าน ให้เขาไปพัฒนา พลิกแพลงต่อด้วยตัวเอง เช่น เอากระป๋องแป้งที่ไม่ใช้แล้วมาใส่เกลือ ใส่พริกไทย ให้ลองเขย่าฟังเสียงแทน” ป๋อมอธิบาย

นี่คือสาเหตุที่พวกเขากำลังทำหนังสือรวบรวมองค์ความรู้ที่ได้จากการทำงาน เตรียมเผยแพร่บนโลกออนไลน์เร็วๆ นี้

เผื่อว่าใครจะสร้างห้องเรียนนี้ขึ้นมาเองบ้าง

Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา

แล้วค่อยกลับมาหาแบรนด์

ทำมาทั้งหมดนี้ แล้ว Goldenland ได้อะไร

ธนพลอธิบายถึงสาเหตุที่พวกเขาเลือกทุ่มทุนกับโครงการแบบนี้ ว่า “ผมเชื่อว่าการจะทำให้คนจำแบรนด์เราได้มันเป็นเรื่องของกระบวนการ ที่จะทำแค่ปีสองปีมันไม่ได้ มันต้องทำไปเรื่อยๆ แล้วให้มันเกิดประโยชน์งอกเงยต่อในรูปแบบอื่นๆ แล้วสุดท้ายคนจะค่อยกลับมาคิดถึงว่าเราเป็นตัวเริ่มต้น อย่างนี้มากกว่าคนถึงจะจำเราได้”

ป๋อมเสริมจากมุมมองของเอเจนซีว่า “งานแบบนี้ดีตรงที่เราได้ใช้ศักยภาพขององค์กรโดยตรง ถ้าเราไปทำกับข้าว เลี้ยงอาหาร ก็คงไม่ใช่ แต่นี่เรานำสิ่งที่องค์กรมีอยู่แล้วมาใช้ ผลงานที่ออกมามันเลยไปได้สุดมาก โปรเจกต์นี้ถ้าไม่ใช่ Goldenland ก็คงทำให้สำเร็จไม่ได้ ผมว่ามันเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานเพื่อสังคมขององค์กร”

ธนพลถามกลับว่า แล้วฉันล่ะเห็นอะไร

ฉันคิดว่าการได้แสดงความสามารถว่านอกจากงานเชิงพาณิชย์ที่ทำอยู่ประจำ องค์กรยังมีพันธมิตรที่เต็มไปด้วยศักยภาพ และพร้อมจะทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคมเมื่อโอกาสเหมาะสม

แค่นี้ก็มากเพียงพอให้เราอยากใช้บริการแบรนด์นี้แล้ว

หากใครอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบห้องเรียนให้น้องๆ โทรไปติดต่อขอรับคู่มือฟรีได้ที่ 02-764-6244 เลย

Classroom Makeover, ผู้พิการทางสายตา

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographers

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

พิชาญ สุจริตสาธิต

ช่างภาพอิสระ ชอบทำงานเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ ชอบปลูกต้นไม้ ชอบทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับศิลปะโดยไม่จำกัดอุปกรณ์ เพราะเชื่อว่าความรู้ทุกอย่างจะส่งเสริมกัน และทำให้เราเป็นคนที่มองโลกได้ละเอียดขึ้น

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

สัปดาห์ที่ผ่านมา คนอายุสามสิบกว่าๆ ต่างสนุกสนานกับการย้อนดูอดีตชีวิตตัวเองผ่านหนังโฆษณาเรื่อง ‘สบายดีหรือเปล่า’ ของธนาคารกสิกรไทย

ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น

ดูแล้วก็สงสัยว่าใครคือผู้กำกับหนังโฆษณาเรื่องนี้ ผมเดาว่าเขาต้องเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันแน่ๆ ถึงได้อินกับเรื่องราวในโฆษณาขนาดเก็บรายละเอียดทุกเม็ด พอเสิร์ชหาข้อมูลก็พบว่า

โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล คือผู้กำกับคนนั้น

ถ้าเขาเคยทำหนังรายได้ถล่มทลายหลายร้อยล้านมาหลายเรื่อง ก็ไม่แปลกที่เขาจะทำหนังโฆษณาระดับทอล์กออฟเดอะทาวน์ เพราะเขาคงรู้ดีว่า คนดูต้องการอะไร

ผมส่งข้อความชื่นชมไปหาโต้ง และชวนคุยหลายเรื่องที่ผมสงสัย

ข้อมูลที่ได้รับกลับมาสนุกเกินกว่าจะเก็บไว้คนเดียว

ผมก็เลยต่อสายไปสัมภาษณ์เขาถึงฮ่องกง เพื่อสัมภาษณ์แบบจริงจัง เอามาแบ่งปันผู้อ่าน นั่นทำให้ได้รู้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นไอเดียของเอเจนซี่ GREYnJ United หนังเป็นแค่่ส่วนประกอบเล็กๆ ยังมีงานสนุกๆ และฮือฮา เตรียมปล่อยออกมาอีกเพียบ

จากนั้นผมต่อสายคุยกับ หนึ่ง-อัศวิน พานิชวัฒนา Executive Creative Director ของ GREYnJ United หัวเรือใหญ่ของโปรเจกต์นี้ เพื่อสัมภาษณ์รายละเอียดเพิ่มเติม หลายงานสนุกกว่าหนังโฆษณาเรื่องนี้อีก ทางเกรย์ก็เลยชวน The Cloud มาร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ของแคมเปญนี้

การได้สิทธินั่งฟังเบื้องหลังวิธีคิดสนุกๆ ของแคมเปญดีๆ แบบนี้ มีหรือที่เราจะปฏิเสธ

ตอนแรกนี้เราจะเริ่มต้นกันจากหนังโฆษณา ซึ่งผมไม่อยากเล่าตามขั้นตอนการทำงาน แต่อยากเล่าตามสิ่งที่ผมสงสัย และเชื่อว่าหลายคนก็คงสงสัย

ก่อนจะเริ่มพูดคุยเรื่องที่ไปที่มา เรามาย้อนดูหนังเรื่องนี้กันอีกสักรอบก่อนดีกว่า

เราจะเรียกหนังประเภทนี้ว่าอะไรดี

โต้งบอกว่า ชาวเอเจนซี่เรียกหนังประเภทนี้ว่า web film บ้าง online film บ้าง ซึ่งมีรูปแบบเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เมื่อก่อนหนังต้องสั้นมากห้ามเกิน 3 นาที ช่วง 5 วินาทีแรกต้องอิมแพ็คมาก แต่เทรนด์เปลี่ยนไปเพราะหนังโฆษณาเรื่อง Lalin ของพรเกษมคลินิก และ The Only One (จีบได้แฟนตายแล้ว) ของ The 1 Card ทำให้เจ้าของแบรนด์เริ่มยอมรับการทำหนังโฆษณาที่ยาวได้ ถ้ามีเรื่องที่ดี

ความยาวของหนังที่มากขึ้นทำให้ผู้กำกับได้ใช้ทักษะแบบการทำหนังมากขึ้น งานที่ออกมาจึงมีความเป็นหนังสั้นมากกว่าหนังโฆษณา และด้วยความยาวที่เพิ่มขึ้นทำให้หนังไม่สามารถทำเนื้อหาขายของแบบฮาร์ดเซลได้อีกต่อไป เพราะถ้าคนดูเห็นการขายของเมื่อไหร่ก็จะปิดทันที แบรนด์ทั้งหลายจึงเริ่มปรับตัวเข้าหาผู้บริโภค หน้าที่ของผู้กำกับจึงไม่ได้เน้นการขายของ แต่เป็นการทำหนังที่สมบูรณ์ที่สุด พยายามส่งไอเดียของหนังออกไปสู่คนดูให้สนุกที่สุด ดีที่สุด ซึ่งโต้งบอกว่าฟินมาก

ถ้าเป้าหมายคือทำหนังให้ดีมีชั้นเชิง แล้วจะแปะแบรนด์ลงไปยังไงให้คนรัก

โจทย์นี้ครีเอทีฟและผู้กำกับต้องขบคิดร่วมกัน และต้องบาลานซ์ให้ดี คือทำหนังที่คนดูจบแล้วรู้สึกว่า ไม่ยัดเยียดขายของ แต่ก็ได้สารที่แบรนด์อยากจะบอก วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ ลองเทสต์ดู

 

ลูกค้ากสิกรไทยบรีฟมาว่าอะไร ถึงไม่มีเรื่องเกี่ยวกับธนาคารเลย

ธนาคารกสิกรไทยใช้สโลแกนว่า ‘บริการทุกระดับประทับใจ’ มาตั้งแต่ปี 2514 บรีฟของงานนี้ก็คือ ทำให้คนรู้สึกถึงสโลแกนนี้อีกครั้ง จึงอยากให้ทำแคมเปญที่เกี่ยวกับ ‘ความประทับใจ’ จะใช้สื่ออะไรก็ได้ ขอแค่ใช้หนังโฆษณาด้วย เพราะเป็นสื่อหลักที่คนไทยชอบ

เอเจนซี่ตีโจทย์ยังไงถึงกลายมาเป็นหนังเรื่องนี้

ทีมครีเอทีฟตั้งต้นจากความคิดที่ว่า โลกยุคนี้ไม่ควรจะทำงานสื่อสารบนความคิดที่ว่า ‘เราอยากบอกอะไร’ แต่ต้องเป็น ‘คนอยากฟังอะไร’ ก็เลยพัฒนาสตอรี่บอร์ดของหนังโฆษณาออกมา 2 แนวทาง แนวทางแรก เป็นหนังที่เล่าวิสัยทัศน์ของธนาคาร ซึ่งทำด้วยท่ามาตรฐานทั่วไป อีกแนวทาง ทีมวิเคราะห์ว่ากลุ่มเป้าหมายถึงคือ first-jobber ก็ลองมาหาอินไซต์ของคนกลุ่มนี้ เมื่อพูดถึง ‘ความประทับใจ’ ทีมงานพบว่าความประทับใจเป็นสิ่งพิเศษ แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไป เราก็ยังจำความประทับใจในอดีตได้ ยังจำความรู้สึกนั้นได้ การที่เราเก็บของบางชิ้นเอาไว้ ก็เพราะมันมีเรื่องราวอยู่ในนั้น เก็บดอกไม้แห้งเพราะเก็บความรู้สึกตอนได้รับดอกไม้ช่อนั้น แล้วก็กลายเป็นไอเดียว่า แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไป แต่ความประทับใจยังเหมือนเดิม ซึ่งลูกค้าก็เห็นด้วยและเลือกแบบหลัง

 

ตั้งใจกดสูตร Music Marketing ไหม

เรื่องการทำหนังเพลงมีจุดเริ่มต้นจาก เวลาที่เหล่าครีเอทีฟนั่งคิดงานกันในออฟฟิศมักจะเปิดเพลงฟัง ซึ่งส่วนใหญ่ชอบฟังเพลงตอนที่เป็นวัยรุ่น ก็เลยมีคนปิ๊งไอเดียว่า ถ้าจะพูดเรื่องโลกเปลี่ยนไป ก็น่าจะเอาเพลงเก่าที่ความหมายใช่มาเล่าเรื่อง เพลงแรกที่นึกถึงก็คือเพลง สบายดีหรือเปล่า ของวง XYZ ช่วงนั้นวงไทยเทเนี่ยมเพิ่งเอาเพลงนี้มาคัฟเวอร์ใหม่พอดี ทีมครีเอทีฟคิดว่าน่าจะเล่าหนังเรื่องนี้ด้วยเพลง 2 เวอร์ชัน พอยุคเปลี่ยนเพลงก็เปลี่ยน แต่ผู้กำกับรู้สึกว่าเยอะไป เลยใช้วิธีเติมเนื้อท่อนใหม่ของวงไทยเทเนีี่ยมเข้าไปแทน ทีแรกผู้กำกับกังวลว่า มันจะเข้ากับหนังไหม แต่ตอนพอตัดต่อมาจริงๆ มันพอดีมาก โดยเฉพาะเนื้อร้องท่อนที่ว่า “I miss you so and I wanna know ว่า…” มันเป็นการชงเพื่อให้เข้าสู่ประโยคที่พระเอกจะพูดพอดีเป๊ะ

เพลงถือเป็นส่วนสำคัญมากของหนังเรื่องนี้ เพราะเพลงช่วยให้คนรู้สึกได้ บางอย่างก็อาจจะไม่ต้องเล่าผ่านหนัง แต่ใช้เพลงเล่าแทน และที่สำคัญที่สุด ถ้าจะทำหนังที่พูดถึงความรู้สึก ก็ควรจะใช้เพลงประกอบ

พัฒนาเนื้อหาในเรื่องไปในทิศทางไหน

ทางทีมครีเอทีฟมองว่าการเล่าเรื่องความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เห็นภาพได้ง่ายที่สุดก็คือ เล่าผ่านเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งพฤติกรรมคนในแต่ละยุคก็จะเปลี่ยนตามเทคโนโลยี แต่ที่สุดแล้ว ถึงเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปยังไง แต่ความรู้สึกของคนก็ยังไม่เปลี่ยน ก็เลยพัฒนาเรื่องผ่านความสัมพันธ์ของชายหญิงคู่หนึ่งผ่านการสื่อสารต่างๆ สิ่งที่ผู้กำกับเข้ามาปรับเล็กน้อยก็คือ ให้เรื่องเริ่มต้นด้วยการจากกัน แล้วก็เติมเรื่องไปเมืองนอก ให้มีการเลิกกัน เติมความโรแมนติกเข้าไป เพื่อเล่าว่าเหตุการณ์สำคัญในชีวิตก็ยังนึกถึงกัน เช่น เห็นหิมะครั้งแรก เพื่อให้ซีนที่เจอกันตอนจบมันมีความหมายมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่ยิ้มให้กัน มันต้องเจอกันด้วยความรู้สึกว่า ฉันคิดถึงคนนี้เหลือเกิน ไม่ได้เจอกันมา 20 ปี โต้งก็เลยเขียนบทให้ทั้งเรื่องทั้งคู่ไม่เคยพูดคำว่า สบายดีหรือเปล่า จนกระทั่งได้มาพูดตอนกลับมาเจอกันอีกครั้ง เพื่อให้ฉากจบพีกที่สุด

ทำยังไงลูกค้าถึงกล้าตัดสินใจทำหนังโฆษณาที่ไม่ขายของเลย

ทีมงานบอกว่า หนังโฆษณาแบบนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ถ้าไม่ได้รับไฟเขียวจากคุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจสำคัญของงานนี้ เนื่องจากคุณบัณฑูรมีตารางงานที่แน่นมาก ทีมงานจึงได้พบครั้งละ 15 นาทีเท่านั้น เป็น 15 นาทีที่คุณบัณฑูรฟังทุกอย่างอย่างตั้งใจ ตรงไหนเห็นด้วยก็บอกเห็นด้วย ตรงไหนไม่เห็นด้วยก็บอกตรงๆ เช่นกัน สิ่งหนึ่งที่คุณบัณฑูรไม่เห็นด้วย และให้เอาออกจากเนื้อหาก็คือ เรื่องเกี่ยวกับธนาคารกสิกรไทย เพราะท่านมองว่า การขายของมันเชยแล้ว สิ่งสำคัญของยุคนี้คือทำให้คนรู้สึกให้ได้ งานนี้จึงไม่ได้มาขายของ แต่มาขายความรู้สึก เมื่อครีเอทีฟถามว่าสตอรี่บอร์ดร่างสุดท้ายมีปัญหาอะไรอีกไหม ท่านตอบว่า ไม่มีปัญหา แต่จะออกมาดีหรือเปล่าไม่รู้ เพราะขึ้นอยู่กับว่าใครกำกับ จะดึงอารมณ์ของนักแสดงออกมาได้ไหม พอทีมงานบอกว่า โต้ง บรรจง จะเป็นผู้กำกับงานนี้ คุณบัณฑูรก็บอกว่า มั่นใจว่าโต้งทำได้ แล้วก็บอกว่า ดึงอารมณ์ออกมาให้ได้แบบเรื่อง แฟนเดย์ฯ นะ

หนังเรื่องนี้โต้งตั้งใจขยี้ตรงไหนบ้าง

โต้งเป็นผู้กำกับที่ขึ้นชื่อในเรื่องการขยี้ซีนอารมณ์ ทำให้มันออกมาจี๊ดที่สุด ว้าวที่สุด เขาบอกว่า เวลากำกับหนังโฆษณาเขาจะคิดเหมือนทำหนังใหญ่ คือทำยังไงให้หนังเรื่องนี้พุ่งที่สุด ไอเดียพุ่งที่สุด ฉากที่โต้งเน้นมากก็คือ ฉากจบ ซึ่งเขามองว่าต้องเล่าความรู้สึกของคนที่ไม่ได้เจอกัน 20 ปีให้ได้ ต้องขยี้ไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้ แต่ความยากก็คือ หนังเรื่องนี้ดันถ่ายซีนนี้เป็นซีนแรก แต่สุดท้ายโต้งก็กำกับออกมาได้ดีจนหลายคนน้ำตาซึมตาม

ในรายละเอียดต่างๆ ของหนังโต้งก็มั่นใจว่าคนอายุสามสิบขึ้นไปต้องโดนทุกคนแน่นอน เพราะเขาตั้งใจลงลึกกับสิ่งที่เป็นความทรงจำของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพกรูปในกระเป๋าสตางค์ โทรไปหาสาวแล้วพ่อรับเลยต้องดัดเสียง หรือโต๊ะบริการเช่าโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเสิร์ชหารูปไม่เจอเลย ตู้โทรศัพท์การ์ดโฟนนั่นก็เป็นทีมองค์การโทรศัพท์ฯ มาช่วยติดให้ ส่วนเด็กวัยรุ่น โต้งก็ใช้วิธีเลือกตัวแสดงขวัญใจวัยรุ่นและเติมฉากจี๊ดๆ ที่น่าจะอินได้ทุกเพศทุกวัย

รายละเอียดอีก 3 อย่างที่น่ารู้ก็คือ ตอนแรกจะถ่ายหมู่บ้านในวัยเด็กที่บ้านแม่กำปอง แต่ทีมงานไปเจอบ้านป๊อกซึ่งสวยมาก และไม่เคยมีใครไปถ่ายหนังมาก่อน โต้งเลยตัดสินใจเปลี่ยนโลเคชันก่อนถ่ายจริง 1 วัน เรื่องที่สอง พระเอกโฆษณาเรื่องนี้เป็นลูกของ เจี๊ยบ-พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร นักร้องชื่อดังระดับตำนานอีกคนที่ดังในช่วงที่หนังพูดถึงพอดี และเรื่องสุดท้าย เบอร์เพจเจอร์ในเรื่อง คือเบอร์เพจที่โต้งเคยใช้

ทำหนังย้อนยุคแบบนี้ไม่กลัวคนเข้าใจผิดว่าเป็นโฆษณาของบริษัทสื่อสาร หรือไม่กลัวแก่หรือ

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนกังวลเหมือนกันหมดก็คือ กลัวจะเหมือนหนังโฆษณาการสื่อสารแห่งประเทศไทย แต่ตอนถ่ายทำทุกคนคุยกันว่า คนจะไม่รู้สึกแบบนั้น ถ้าเราสื่ออารมณ์ความคิดถึงและความรักได้ คนจะไม่สนใจประเด็นอื่นเลย ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ส่วนเรื่องแก่ ทีมเชื่อว่าธนาคารจะดูแก่หรือไม่แก่ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ของธนาคาร ถ้าผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารมีมันดูไม่แก่ ยังไงธนาคารก็ดูไม่แก่ ถ้าหนังเรื่องนี้เชื่อเรื่องการขายความรู้สึก ก็ต้องมุ่งมั่นมาทางนี้ให้ดีที่สุด

 

ธนาคารกสิกรไทยได้อะไรจากแคมเปญนี้

ถ้าเป็นเมื่อก่อน การทำหนังโฆษณาทางโทรทัศน์ครีเอทีฟต้องคิดว่าจะเล่ายังไงให้มาจบที่สินค้าหรือโลโก้ตอนท้าย แต่ตอนนี้ถ้าอยากดูหนังเรื่องนี้ ต้องคลิกเข้าไปดูที่เพจธนาคารกสิกรไทย ไม่ต้องดูจบก็รู้แล้วว่า นี่เป็นแคมเปญของกสิกรไทย ซึ่งเป็นแนวคิดของการตลาดสมัยใหม่ หากเป็นเมื่อก่อนคงเหมือนเสียเงินเปล่า แต่ยุคนี้คนดูผ่านการแชร์จากเพจธนาคารก็ถือว่าแบรนด์ได้แล้ว โลกมันเปลี่ยนไปแล้วเหมือนกับที่หนังพูด หนังก็ต้องวิ่งตามคนดูให้ทัน

เราจะได้เห็นอะไรอีกหลังจากหนัง

สิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจมากก็คือ ยุคนี้หลายแบรนด์มักจะตั้งเป้าไว้แค่ทำหนังโฆษณาที่ดัง แต่แคมเปญนี้กลับไม่คิดแบบนั้น เพราะหลังจากนี้ เราจะได้เห็นการต่อยอดจากหนังไปสู่ทุกสื่อทั้งสื่อเก่าสื่อใหม่แบบครบครัน เรียกว่าหลากหลายมาก และจะอะไรให้ได้ฮือฮากันอีกเรื่อยๆ ลากยาวกันไปทั้งปี ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในตอนนี้ แต่เท่าที่บอกได้ก็คือ ทุกอย่างอยู่บนไอเดียที่ว่า ไม่ว่าโลกและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปยังไง ธนาคารก็ยังบริการทุกระดับประทับใจเหมือนเดิม

 

ภาพ GREYnJ United

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

ทีมงาน

เอเจนซี่ GREYnJ United

Creative Team
Creative Chairwoman จุรีพร ไทยดำรงค์
Executive Creative Director อัศวิน พานิชวัฒนา
Creative Director ธัญลักษณ์ พงษ์อัชฌา
Senior Copy Writer ชนิกานต์ สิทธิอารีย์
Art Director วนาลี ไกรระวี
Copy Writer สรศักดิ์ ธรรมโกศล

Producer Team
Producer Director กนกศักดิ์ กาญจนจูฑะ
Producer ณัฐกิตติ์ วงศ์ปกรณ์

Production House : Hub Ho Hin
Director บรรจง ปิสัญธนะกูล
Producer ณัฐพล กรแก้ว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load