ร้านกาแฟที่ไม่ได้นิยามวัฒนธรรมการดื่มกาแฟว่า Slow Life

ร้านที่คนแน่นขนัด พบเห็นได้ในหลายจังหวัด

และบางจังหวัดก็มีถึง 14 สาขา เดินไปทางไหนก็เจอ

หลายคนอาจนึกถึงร้านกาแฟชื่อดังที่มาจากต่างประเทศ แต่หากบอกว่าร้านนี้เป็นร้านของคนไทย และเปิดสาขาแรกที่โคราช ยังไงก็ต้องนึกถึง Class Cafe เมื่ออดีตผู้บริหารสายโทรคมนาคมลาออกมาเปิดร้านกาแฟ ร้านนี้ย่อมไม่ใช่คาเฟ่ธรรมดา และไม่ได้ขายแค่กาแฟ

กอล์ฟ-มารุต ชุ่มขุนทด

กอล์ฟ-มารุต ชุ่มขุนทด สร้างนิยามธุรกิจใหม่ขึ้นมาเป็น Open Coffee Platform คาเฟ่ที่เป็น Co-working Space สร้างกิจกรรมและพื้นที่แห่งโอกาสให้คนทั่วประเทศ ขยายสาขามาแล้ว 30 สาขา เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งมากในภาคอีสาน

หากแหล่งพบปะพูดคุยทำกิจกรรมในร้านกาแฟยุคก่อนเรียกว่า สภากาแฟ Class Cafe อาจเรียกได้ว่าเป็นนิยามใหม่ของร้านกาแฟ 4.0 ยุคโมเดิร์น

หลับตาแล้วลืมภาพร้านกาแฟในหัวไปก่อน เพราะเรื่องเล่าต่อไปนี้อาจไม่ใช่ภาพจำร้านกาแฟที่ทุกคนเคยเห็น  

Class Cafe แบรนด์ร้านกาแฟแดนอีสานที่อยากสร้างแพลตฟอร์มแห่งโอกาสให้คนทั่วประเทศ

Grand Opening ณ ถิ่นบ้านเกิด

กอล์ฟเห็นว่ากรุงเทพฯ เป็นตลาดปราบเซียน การแข่งขันสูง ต้องใช้เม็ดเงินในการโฆษณาเยอะ การสร้างแบรนด์ให้เกิดขึ้นท่ามกลางร้านกาแฟที่มีมากมายอยู่แล้วค่อนข้างยาก จึงเริ่มทำร้านที่ภาคอีสานก่อน

“เราควรเลือกสนามที่เราแข่งได้ โคราช ขอนแก่น อุดรราชธานี บุรีรัมย์ คือเมืองหลวงของคลาส มีประชากรเกือบสิบล้านคน” นี่คือมุมมองของกอล์ฟ คนโคราชผู้ไม่มองข้ามโอกาสทางธุรกิจท่ีบ้านตัวเอง

ช่วงที่เริ่มทำร้านนั้น โคราชยังมีร้านกาแฟน้อย กอล์ฟจึงเริ่มเปิดสาขาแรกที่นั่น และทยอยเปิดเรื่อยมาจนตอนนี้มีทั้งหมด 30 สาขา ทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ

เดินทางเข้าเมืองใหญ่ 

จากความนิยมอย่างล้นหลามในภาคอีสาน เมื่อคลาสตัดสินใจเดินทางเข้าเมืองกรุงมาขยายสาขา ทำให้ The Cloud มีโอกาสมานั่งฟังเรื่องราวที่ร้านใจกลางสยามสแควร์สาขาหนึ่งของคลาสในวันนี้

กอล์ฟเล่าว่า การเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดนั้นเป็นคนละบริบท หลายสาขาในต่างจังหวัดคลาสใช้พื้นที่ใหญ่ถึง 1,500 – 2,000 ตารางเมตรสำหรับดึงดูดความสนใจและจัดกิจกรรม

แต่สำหรับกรุงเทพฯ ที่ค่าเช่าแพง พาร์ตเนอร์ในการทำธุรกิจคือเพื่อนคนสำคัญที่จะพาผู้บ่าวจากโคราชเข้าไปใกล้ชิดวิถีชีวิตคนเมืองและเติบโตได้เร็วขึ้น

หนึ่งในธุรกิจที่มีพื้นที่เยอะที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คือ ธนาคาร ซึ่งเป็นผู้เล่นใหญ่ของเมืองอยู่แล้ว

Class Cafe แบรนด์ร้านกาแฟแดนอีสานที่อยากสร้างแพลตฟอร์มแห่งโอกาสให้คนทั่วประเทศ

การกลายพันธ์ุของ Co-working Space กับธนาคาร

“เราเจอความเป็นตัวตนเรามากขึ้นตอนมาเจอแบงก์” กอล์ฟเล่าเรื่องราวการทำความรู้จักกันของคลาสกับธนาคารซึ่งอยากทำพื้นที่ Co-working Space ให้ผู้ประกอบการทางธุรกิจร่วมกัน

“ธนาคารที่มีร้านกาแฟ หรือร้านกาแฟที่มีธนาคาร” เป็นคำถามที่ทั้งสองแบรนด์ถกกันตั้งแต่วันที่เริ่ม

ในขณะที่ธนาคารเป็นบริการที่มีความเป็นทางการและน่าเชื่อถือ คลาสเป็นเหมือนแบรนด์ของเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่มีกติกาอะไรเลย

พนักงานธนาคารมักดูแลลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา อำนวยความสะดวกให้ใช้บริการได้สะดวกรวดเร็วที่สุด การออกแบบในแต่ละสาขามักกำหนดโต๊ะ เก้าอี้ ชัดเจนว่าควรอยู่ตรงไหน และยังมีอากาศค่อนข้างเย็น

เมื่อมารู้จักกัน กอล์ฟรู้ว่าคนที่อยากใช้พื้นที่นั่งทำงาน มีความต้องการต่างออกไปจากคนที่อยากมาใช้บริการทั่วไปของธนาคาร สิ่งสำคัญคือ ต้องต้อนรับคนเหล่านั้นให้รู้สึกเหมือนมาบ้านเพื่อนให้ได้   

กอล์ฟ-มารุต ชุ่มขุนทด
Class Cafe แบรนด์ร้านกาแฟแดนอีสานที่อยากสร้างแพลตฟอร์มแห่งโอกาสให้คนทั่วประเทศ

คลาสกับ SCB จึงออกแบบเคาน์เตอร์พนักงานไม่ให้มีเส้นสายตาที่สบตาลูกค้ามากเกินไป ดูแลอุณหภูมิห้องให้อบอุ่นเพื่อไม่ให้รบกวนการนั่งทำงาน มีเก้าอี้ลากเคลื่อนย้ายไปมาได้ง่าย หากอยากได้ความช่วยเหลือเมื่อไหร่ ก็เดินมาขอได้ตามอัธยาศัย

กอล์ฟให้ความเห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นเพื่อนกัน คือการเปิดใจ

“การที่มานั่งบ้านใครสามชั่วโมงแล้วไม่ต้องรู้สึกเกรงใจคือบริบทใหม่ในการทำแบรนด์  ปกติใครจะยอมให้เรามารื้อบ้าน เธอเย็น แต่ฉันร้อน มันเป็นเรื่องใหญ่มาก”

พื้นที่ตรงนี้จึงเป็นที่มาของชื่อ CLASS.SCB ไม่ใช่ธนาคารที่มีร้านกาแฟ หรือร้านกาแฟที่มีธนาคาร แต่เป็นการกลายพันธ์ุของทั้งคู่ เป็นการใช้คลาสในบริบทของร้านกาแฟที่เป็น Co-working Space มาสร้างไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าธนาคาร

จับมือกันเติบโต

สำหรับ CLASS.SCB ที่อยากช่วยผู้ประกอบการทางธุรกิจ หากใครมาใช้บริการ แบรนด์ก็พร้อมแนะนำเพื่อนผู้รู้จริงที่ให้คำปรึกษาทางธุรกิจได้

ไม่ว่าจะเป็น Wongnai ที่มีระบบจัดการหน้าร้านหรือ POS (Point of Sale) พร้อมช่วยครบวงจรตั้งแต่การนำร้านออฟไลน์ขึ้นออนไลน์จนอยู่ในแอป Wongnai ได้ ไปรษณีย์ไทยที่ช่วยเรื่องการส่งของ GET ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่ง และ Google My Business ที่ช่วยในการปักหมุดร้าน

“ธุรกิจยุคใหม่คือเรื่องพวกนี้ ทำเสร็จ ออนไลน์ ส่งของ” กอล์ฟกล่าวเหตุผลที่ CLASS.SCB ต้องมีเพื่อนมากขนาดนี้

กิจกรรมที่ CLASS.SCB จัดให้ก็เน้นการให้ความรู้ด้านธุรกิจ มีการชักชวนร้านในสยามสแควร์มาเรียนรู้การทำการตลาด ให้ความรู้ด้านการบุกตลาดจีน การทำธุรกิจแพลตฟอร์มและอีกมากมาย 

กอล์ฟให้ความเห็นว่า “เราไม่ต้องทำเองทุกอย่าง เราเก่งตรงไหน ก็ทำตรงนั้น ตรงไหนที่ไม่เก่ง ก็ไปหาพาร์ตเนอร์มาช่วย”

ไม่เพียงแค่บริการสำหรับลูกค้าเท่านั้นที่มีเพื่อนเข้ามาช่วย ระบบหลังบ้านของคลาสเอง ก็มีเพื่อนเข้ามาช่วยด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Workforce ที่เข้ามาช่วยบริหารการทำงานของพนักงานพาร์ตไทม์ที่ตารางทำงานเปลี่ยนทุกวัน Seekster แอปพลิเคชันที่ส่งแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาด 

ลำพังร้านกาแฟร้านเดียวคงไม่มีทางพัฒนาเทคโนโลยีและระบบที่ซับซ้อนเพื่อทำทุกอย่างได้ แต่เมื่อนำแพลตฟอร์มของแต่ละคนมาเชื่อมกัน ทุกคนได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ธุรกิจของแต่ละคนก็เติบโต

กอล์ฟจึงให้นิยาม Class Cafe ว่าเป็น Open Coffee Platform

Class Cafe แบรนด์ร้านกาแฟแดนอีสานที่อยากสร้างแพลตฟอร์มแห่งโอกาสให้คนทั่วประเทศ

เพื่อนนักกิจกรรม

ในความให้นิยามตัวเองว่าเป็นธุรกิจแพลตฟอร์มที่ดูยิ่งใหญ่นั้น กอล์ฟได้ขยายความว่า

“เราไม่อายที่บอกว่าเราเป็นคาเฟ่ด้วย เพราะเราก็หลงใหลในกาแฟ รายได้หลักของร้านมาจากกาแฟ แต่คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้ามีมากกว่าคาเฟ่ นั่นคือคุณค่าการเป็นคอมมูนิตี้และพื้นที่แห่งโอกาส”

นอกจาก CLASS.SCB แล้ว แต่ละสาขาของคลาสก็มีกลุ่มเป้าหมายและจัดกิจกรรมต่างกัน หากอยากร่วมงานยิ่งใหญ่ คลาสก็เคยจัดงานสัมมนาขนาดใหญ่และงานคอนเสิร์ตที่ Class Arena มาแล้วซึ่งเป็นพื้นที่ของคลาสที่โคราชเพื่อจัดกิจกรรมโดยเฉพาะ

สิ่งที่กอล์ฟภูมิใจไม่ใช่ยอดขาย แต่คือการได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตลูกค้า

“เรามีความสุขที่พบเจอเรื่องราวใหม่ๆ มีคนเรียนจบปริญญาเอกได้เพราะคลาส มีคนเจอภรรยาห้าปีที่แล้วที่คลาสสาขาแรก คนทำงานฟรีแลนซ์ชอบมานั่งทำงานคลาสแล้วเช็กอินว่ามีงานอยู่นะ”  

กอล์ฟ-มารุต ชุ่มขุนทด

กอล์ฟพบว่าการทำร้านมีผลต่อการใช้ชีวิตของคน โดยเฉพาะสาขาต่างจังหวัด

“เวลาออกโปรโมชันเที่ยง คนก็ล้นเที่ยง ออกโปรโมชันเช้า รถก็ติดตอนเช้า เวลารถติดหน้าสาขา คลาสก็ทำงานร่วมกับเมืองเพื่อลดมลภาวะ มีหลายสาขาที่คลาสเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าหลายกลุ่มที่มาร้านคนละช่วงเวลาในแต่ละวัน”

การที่คลาสขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วมาจากการสังเกตว่าคนใช้ชีวิตแบบไหน และขยับเข้าไปเป็นเพื่อนที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเหล่านั้นได้  

ทำเยอะแต่ยังเป๊ะ 

แม้จะมีเพื่อนเยอะและมีสาขามากแต่กอล์ฟก็ตั้งใจคงมาตรฐานแต่ละสาขาให้เป๊ะ 

60 : 40 คือสูตรลับในการทำร้านของคลาส 60 คือสิ่งที่เป็นมาตรฐาน กาแฟต้องอร่อย พนักงานบริการดี ส่วน 40 คือการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับแต่ละพื้นที่

นอกจากเรื่องกิจกรรมแล้ว เรื่องกาแฟคลาสก็จริงจังไม่แพ้กัน คลาสมี Co-founder และทีมที่จบ Food Science ซึ่งลงลึกและลุ่มหลงในเรื่องกาแฟ ใส่ใจทุกรายละเอียดตั้งแต่น้ำ อุณหภูมิ ความเข้มข้น คุณภาพบาริสต้า
ออกไปเสาะหาเมล็ดกาแฟคุณภาพราคาดีจากคองโก บราซิลและในหลายประเทศ เพื่อให้ได้กาแฟที่ไม่แพงเกินไป คนเข้าถึงได้ทุกวัน รวมทั้งมีโรงคั่วกาแฟของตัวเองถึง 4 แห่ง

แม้บางสาขาคนจะแน่นเป็นพิเศษ แต่กอล์ฟก็เชื่อว่า บาริสต้าของคลาสทุกสาขาควรชงกาแฟให้เสร็จภายใน 53 วินาที เสิร์ฟได้ภายใน 2 นาที และในทุกๆ 10 วินาทีจะต้องมีแก้วที่ 2 ออกมาให้ได้เหมือนกันทั้งหมด

“ถ้าบาริสต้าเสิร์ฟให้เร็วขนาดนี้ไม่ได้ เขาก็จะไม่เก่ง เวลามาสยาม ร้านไหนขายดีมักจะคิวยาว แต่เราไม่ต้องการให้มีคิว มีคิวแล้วรู้สึกบาป” กอล์ฟบอกว่า นี่เป็นมุมมองที่ต่างจากคนอื่นอยู่สักหน่อย แต่การเสิร์ฟได้เร็วทำให้รองรับความต้องการของลูกค้าในช่วงเวลาเร่งด่วนได้ เช่น  ช่วงจัดโปรโมชันเวลาพักเที่ยงถึงบ่าย 2 ซึ่งเป็นเวลาที่พนักงานออฟฟิศเพิ่งกินข้าวเสร็จ และต้องได้ของกลับเข้าออฟฟิศให้เร็วที่สุด รวมทั้งเวลาที่ลูกค้าสั่งแบบ Drive Through มาเร็ว ไปเร็ว เมื่อมาถึงแล้วต้องได้เลย

เสิร์ฟกาแฟเร็วขนาดนี้นิยามการดื่มกาแฟของกอล์ฟไม่ใช่ Slow Life แน่นอน กอล์ฟเชื่อว่ากาแฟคือ Energy Drink และคลาสเป็นจุดเริ่มต้นของวันที่อยากให้ทุกคนมีพลัง

หากร้านกาแฟร้านอื่นเปิดเพลง Bossa ที่สื่อถึงชีวิตเนิบช้าเรื่อยๆสบายๆ การที่คลาสเปิดเพลง EDM ก็คงทำให้เห็นภาพความเป็นคลาสได้ดี ในบางสาขา เช่น Class Cafe สาขาวัดบูรณ์มี DJ Live เปิดเพลงที่ร้านทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

กอล์ฟ-มารุต ชุ่มขุนทด

Retail is detail, Detail is Retail 

สังเกตได้ว่าสิ่งที่กอล์ฟให้ความสำคัญในการทำ Co-working Space คือการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมด แม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างกระดาษทิชชูและหลอดก็ยังไม่ปล่อยผ่าน

หากสังเกตจะพบว่ากระดาษทิชชู่ของร้านคลาสหนาเป็นพิเศษ

“ทิชชู่นี่เป็น Magic Moment อย่างหนึ่งที่ลูกค้ารู้สึกว่าเราใส่ใจ ถ้าไปดูรถของลูกค้าประจำร้านเรา จะมีทิชชูของคลาสเรียงไว้ใช้”

ที่ตั้งใจออกแบบเพราะกอล์ฟบอกว่า แก้วเมื่อกินเสร็จก็ทิ้งอยู่ที่ร้าน แต่ทิชชูเก็บไว้ใช้ต่อได้ ทำให้เป็นเรื่องคุ้มที่จะลงทุน

“อยากให้แบรนด์เราอยู่กับเขาไปตลอดทั้งวัน เป็นเพื่อนตลอดในช่วงชีวิตในวันหนึ่ง การเกิดของแบรนด์มันยากมาก เราเป็นหนึ่งในล้านท่ีสร้างแบรนด์ขึ้นมาจึงต้องคิดว่าทำยังไงให้เขาเห็นเรา ใช้เราบ่อยๆ”

ด้วยเหตุนี้กอล์ฟจึงออกแบบโลโก้ที่ทิชชูให้ใหญ่ เห็นชัด ส่วนแก้วที่คนมักใช้แล้วทิ้งก็มีโลโก้ไว้เพียงแค่เล็กๆ

สำหรับหลอด มีการทดสอบว่าพลาสติกที่ใช้ย่อยสลายได้จริงไหม และเลือกใช้หลอดใสเพราะคนทำแบรนด์กับหลอดเยอะแล้ว “หลอดเป็นสงคราม ถ้าหลอดสีเขียวจำได้เลยว่าของใคร เรามาทีหลัง สีใสเลยแล้วกัน”

นอกจากใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆในสิ่งที่จับต้องได้ให้คนจำแบรนด์ได้แล้ว กอล์ฟยังวิเคราะห์ลงลึกไปถึงประสบการณ์การใช้บริการของลูกค้า

“อย่าง CLASS.SCB ลูกค้าไม่ได้เริ่มใช้บริการเราที่นี่ เขาเตรียมตัวมาตั้งแต่บ้าน ตั้งแต่นั่ง BTS เปิดแอพ SCB Easy เตรียมมาใช้โปรโมชัน บางคนอาจจะอยากแชร์ให้เพื่อนได้โปรโมชันด้วย เพราะมานั่งคนเดียวแล้วเหงา เรานั่งคิดเรื่องพวกนี้ว่าลูกค้ามาแล้วจะทำอะไรบ้างระหว่างทาง เกิดปฏิสัมพันธ์อะไรต่อ”

กอล์ฟเชื่อว่าพอทำโปรโมชันหลายวันติดต่อกัน ลูกค้ามักไม่ได้มาซื้อแค่ 1 แก้วแล้วจากไป แต่มาใช้บ่อยจนเกิดความเชื่อใจและอยากมาเยี่ยมบ่อยมากขึ้น

Class Cafe แบรนด์ร้านกาแฟแดนอีสานที่อยากสร้างแพลตฟอร์มแห่งโอกาสให้คนทั่วประเทศ

ชงกาแฟแบบไม่ใส่อีโก้

อ่านมาถึงตรงนี้คงเห็นแล้วว่า Class Cafe ไม่ใช่ร้านกาแฟธรรมดา

และร้านที่ไม่ธรรมดาย่อมเกิดจากกึ๋นการบริหารที่ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน

กอล์ฟบอกว่าเคล็ดลับคือ “เริ่มจากโจทย์ที่สนุก แล้วจะอยากเห็นเส้นทางการเติบโตที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ความเป็นคลาสสนุก ทำให้ขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว”

แม้เคยทำตำแหน่งใหญ่ในบริษัทโทรคมนาคมมาก่อน แต่กอล์ฟพบว่าการควบคุมคุณภาพกาแฟนั้นมีความยากกว่าคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งวัดคุณภาพได้เป็นตัวเลขความถี่ แต่สำหรับกาแฟ พอฝนตก รสชาติก็เปลี่ยนทันทีเพราะกาแฟดูดความชื้น ปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ อย่างการใช้น้ำ การกรอง ล้วนมีผลในการควบคุมคุณภาพทั้งหมด 

Class Cafe แบรนด์ร้านกาแฟแดนอีสานที่อยากสร้างแพลตฟอร์มแห่งโอกาสให้คนทั่วประเทศ

ในแง่การบริหารก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงด้วยเช่นกัน การทำงานในบริษัทต้องคุยกันอย่างมีทฤษฎี แต่เมื่อมาทำคลาส กอล์ฟต้องสอนงาน น้องๆ หลายคนที่ไม่เคยทำงานและไม่มีประสบการณ์มาก่อน

“เราต้องเข้าใจธรรมชาติเขา ไม่สอนแบบทฤษฎีจ๋า ไม่ห้ามเขาใช้โทรศัพท์ ติดต่อกับโลกภายนอก เพราะเด็กรุ่นใหม่เติบโตมากับโซเชียลเน็ตเวิร์ก”

เมื่อถามว่ามีอะไรที่ตอนทำบริษัทใหญ่เอามาใช้ได้ กอล์ฟตอบว่า

“ใช้ได้เยอะ แต่เราคืออดีต คนรุ่นใหม่คืออนาคต ถ้าถามเรื่องโบราณมาถามพี่ เรื่องส่งอีเมลมาถามพี่ แต่ถ้าเรื่องทำ Line Group ต้องไปถามน้องๆ”

กล่าวได้ว่าสเน่ห์การบริหารคนแบบเติบโตเร็วของคลาส คือการวางอีโก้ลง ไม่นำจุดของคำว่าสำเร็จในอดีตมาทำให้หลงลืมจุดเริ่มต้น  

Class Cafe แบรนด์ร้านกาแฟแดนอีสานที่อยากสร้างแพลตฟอร์มแห่งโอกาสให้คนทั่วประเทศ

“เราอยากส่งต่อโอกาสที่ตัวเองเคยประสบความสำเร็จจากองค์กรใหญ่ให้คนอื่นมีโอกาสการเติบโตในแบบของตัวเองบ้าง” กอล์ฟบอกว่า นี่เป็นความตั้งใจแรกที่ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจเริ่มทำร้านกาแฟ Class Cafe จึงเป็นพื้นที่ที่ไม่หยุดสร้างโอกาสในสถานที่และบริบทที่ต่างกัน 

กลับบ้านกันไหม

แม้จะขยายสาขามาแล้วมากมาย แต่กอล์ฟก็บอกว่า สิ่งที่ชี้วัดความสำเร็จไม่ใช่ยอดขาย แต่เป็นการสร้างไลฟ์สไตล์แห่งโอกาสให้ใกล้ชีวิตคน

“คนรุ่นใหม่เป็น Digital Nomad ชอบทำงานที่ไหนก็ได้ พนักงานออฟฟิศไม่จำเป็นต้องอยู่ออฟฟิศอีกต่อไป พอ PM2.5 มาจะหนีไปทำงานที่ทะเล หรือ เชียงใหม่ก็ได้”

กอล์ฟชวนคิดว่าหากเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า ‘ไกล’ ไม่ได้หมายถึงระยะทางแต่เป็นเวลาในการเดินทาง ต่างจังหวัดก็อาจไม่ได้ไกลอย่างที่คิด เพราะเดี๋ยวนี้ใช้เวลานั่งรถไฟไม่นานก็เดินทางถึงนอกเมืองได้ง่ายขึ้นแล้ว คนเมืองไม่จำเป็นต้องซื้อคอนโดฯ หรือบ้านในเมือง แต่ออกไปใช้ชีวิตที่ต้องการในต่างจังหวัดได้มากขึ้น

Class Cafe จึงเป็นร้านกาแฟที่ไม่ได้ขยายสาขามั่วๆ แต่สร้างสาขาตามรางรถไฟ โคราช ขอนแก่น อุดร หนองคาย ล้วนเป็นจังหวัดตามแนวรถไฟที่กำลังเกิดขึ้น

“พอคลาสมีอยู่หลายสาขาในกรุงเทพฯ เราหวังให้ลูกค้าเดินทางไปจังหวัดไหนแล้วไม่เหวอ เจอคลาสทุกที่ ลงเครื่องบินมาจังหวัดไหนก็ไปที่คลาสได้ ใช้เรานั่งทำงาน หาลูกค้า หาพาร์ตเนอร์ที่ไหนก็ได้เพื่อพร้อมบุกตลาดใหม่ๆ”

กอล์ฟเห็นว่าธุรกิจส่วนใหญ่มักเริ่มที่เมืองหลวง แต่ความจริงแล้วคนที่เป็นกลไกของเมืองมาจากทุกที่ทุกจังหวัด สิ่งที่กอล์ฟผลักดันจึงมีกิจกรรมมากมายที่ดูไปไกลกว่าคำว่าร้านกาแฟเยอะ ทั้งการทำ Smart City ที่ขอนแก่น หรือ Summit 2020 สัมมนาที่ชวนสปีกเกอร์ชื่อดังในวงการธุรกิจมาที่โคราช 

เนื่องจากนักธุรกิจและผู้บริหารหลายคนเป็นคนอีสานอยู่แล้ว กอล์ฟจึงชวนหลายคนมาด้วยคำชวนง่ายๆ ว่า “อาทิตย์นี้กลับบ้านกันไหม”   

นี่คือแนวคิดของ Class Cafe ที่กอล์ฟบอกว่ายังห่างไกลความสำเร็จ แต่การมีเพื่อนก็ทำให้เดินไปได้เร็วขึ้น

กอล์ฟ-มารุต ชุ่มขุนทด

Lesson Learnt

กอล์ฟเชื่อว่าในยุค Digital Disruption การเปลี่ยนแปลงที่ดีจะเกิดขึ้นได้เมื่อทำงานเร็ว ยืดหยุ่น และไม่หยุดเรียนรู้จากคนอื่นเสมอ แม้ Class Cafe จะมีตัวตนที่ต่างจากธนาคารมาก ก็ได้เรียนรู้จากธนาคารว่าการตั้งกฎหรือมาตรฐานที่คุมเข้มไว้ในบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน

สำหรับการลาออกมาทำธุรกิจของตัวเองนั้น กอล์ฟคิดว่าไม่ได้เหมาะกับทุกคน “บางคนเป็นนักสู้พร้อมลุย แต่บางคนทำงานคลุกฝุ่น ยกของหนักไม่ได้ ตั้งแต่เราทำมาจำไม่ได้ว่าหยุดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ยิ่งเปิดร้านยี่สิบสี่ชั่วโมง เวลาลูกน้องมีปัญหาก็ต้องพร้อมช่วย”

ธุรกิจร้านกาแฟจึงไม่ได้สบายและง่ายๆ อย่างที่ใครหลายคนคิด การเป็นนักธุรกิจคือต้องพร้อมเหนื่อยและอาจไม่ได้มีวันหยุดมากมายนัก แต่เหตุผลที่กอล์ฟยังสนุกกับการทำ Class Cafe อยู่เรื่อยๆ เพราะความตั้งใจดีที่อยากสร้างพื้นที่แห่งโอกาส หากคนทำธุรกิจมีความตั้งใจดี แม้ไม่รับประกันชีวิตสบาย แต่ก็รับประกันได้ว่าได้สร้างธุรกิจที่มีคุณค่าเพื่อคนอื่นขึ้นมา

Facebook : Class Cafe

Writer

Avatar

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

2 กุมภาพันธ์ 2566
496

การประกาศยุติบทบาทการเป็นบริษัทพัฒนาและดูแลศิลปินของ บริษัท นาดาว บางกอก จำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 หลังจากดำเนินธุรกิจอย่างโดดเด่น สร้างผลงานและศิลปินผู้เป็นที่รักมาประดับวงการบันเทิงไทยมากมายตลอด 12 ปี ทิ้งคำถามให้หลายคนสงสัยว่า ทีมงานนาดาวบางกอกจะไปทำอะไรกันต่อ

วันนี้ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ในบทบาท Chief Executive Officer จับมือกับผู้บริหารอีก 3 คน ทั้ง แท๊ด-รดีนภิส โกสิยะจินดา Chief Commercial Officer, ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ Artist Strategy Director (SONRAY MUSIC Co., Ltd.) และ ปิง-เกรียงไกร วชิรธรรมพร Managing Director (5×6 House Co., Ltd.) มาแถลงข่าวเปิดตัวบริษัทใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 บริษัทย่อย ภายใต้บริษัทแม่ที่ชื่อว่า ‘TADA Entertainment (ทาดา เอ็นเทอร์เทนเมนท์)

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ชื่อ ‘ทาดา’ พ้องเสียงกับ ‘ธาดา’ ที่แปลว่าผู้สร้าง 

และเป็นเสียงประกอบเวลาที่ใครมีอะไรภูมิใจนำเสนอ

เราเคยคุยกับย้งเมื่อครั้งยังเป็นนาดาวบางกอก แล้วประทับใจกับความเป็นบริษัทที่พัฒนาศิลปินให้เป็น ‘คนมีคุณภาพ’ แบบที่คิดว่าให้วันหนึ่งศิลปินอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีนาดาวบางกอก และวันนั้นเขาก็ตั้งใจอยากหาคนมารับช่วงต่อในการบริหาร แต่ติดว่าต้องหาคนที่เชื่อและคิดเหมือนกัน เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าผู้บริหารคนใหม่จะดูแลศิลปินเหล่านี้ได้อย่างที่เขาตั้งใจ

ในบทบาทการเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรรอบที่ 2 ของย้ง เขาจึงอยากสร้างทั้งผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่และศิลปินไอดอลคุณภาพสูง มาประดับวงการบันเทิงไทยแบบที่เขาภูมิใจนำเสนอ

แต่ก่อนจะคุยเรื่องการเปิดประตูบานนี้ เราเชื่อว่าทุกคนคงอยากรู้สาเหตุที่แท้จริงของการปิดประตูบ้านนาดาวบางกอกจากปากของย้ง ซึ่งเขายังไม่เคยพูดเรื่องนี้กับสื่อไหน เขายินดีจะพูดวันนี้ เพราะเขาบอกว่าฝุ่นหายตลบและทุกอย่างตกตะกอนแล้ว จึงมั่นใจว่าจะตอบคำถามนี้ได้ตรงกับใจจริง ๆ

เขาเล่าว่าก่อนยุติบทบาทของนาดาวบางกอก ทีมผู้บริหารใช้เวลาพิจารณา วางแผน และเตรียมตัวมาร่วม 3 ปี และยืนยันว่าไม่ได้มีใครในบริษัทหมดแพสชัน

“การปิดนาดาวฯ คือการไปต่อ ไม่ใช่การสิ้นสุด เพราะนาดาวฯ คือหมู่มวลคนซึ่งรักจะทำสิ่งที่สนใจเหมือนกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่พอถึงเวลาที่ต่างคนต่างมีเป้าหมายใหม่ น้อง ๆ นักแสดงเติบโตในวงการบันเทิงได้ดี หลายคนเรียนจบแล้ว บางคนก็แข็งแรงจนเปิดบริษัทเองได้ บางคนมีแนวคิดในการบริหารศิลปินหรือนักแสดงในแบบของตัวเอง เราก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการเป็นนาดาวบางกอกต่อไป เราแยกกันไปสนุกกับทางที่ตัวเองสนใจดีกว่า ซึ่งก็หมายถึงการต้องยุติธุรกิจเดิม เพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่”

การเลือกปิดประตูบานเก่าอันโด่งดังและมั่นคงเพื่อเปิดประตูบานใหม่นี้ ย้งบอกว่าไม่มีอะไรที่เขาเสียดายเลย 

“มีแต่กลัวจะเสียดายเวลาและโอกาสของทุกคน ถ้าเราไม่ได้ให้อิสระพวกเขาไปเติบโตงอกงามในผืนดินของตัวเอง” ย้งบอก

สำหรับย้งและพนักงานบางส่วน เป้าหมายใหม่ของพวกเขาคือการสร้างศิลปินไอดอลชาวไทยประดับวงการบันเทิงไทยที่พวกเขารัก เพื่อเป็นความสุขและแรงบันดาลใจให้กับผู้คน 

“มันน่าสนุกดี” ย้งบอกเหตุผลที่คิดจะทำงานนี้

“ตอนเปิดออดิชัน เราได้เจอน้อง ๆ หลายคนที่มีความฝันอยากเป็นศิลปิน แต่เขาไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์หรือเก่งมาแล้ว พวกเขาเป็นเด็กที่ยังอยู่ในจุดเริ่มต้น มีความฝันและมีความพยายาม ผมว่ามันน่าสนุกที่เราจะได้เริ่มต้นกับคนที่มีความฝัน แล้วเราก็ฝึกหัดไปด้วยกัน เพื่อไปสู่ปลายทางซึ่งเขาเป็นศิลปินที่มีมาตรฐานที่ดีได้”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ยุคนี้เป็นยุคของคนที่พยายามและตั้งใจ

SONRAY MUSIC (ซันเรย์ มิวสิค) ลูกชายที่สดใสเหมือนแสงแดด และ ILY LAB (ไอลี่ แล็บ) กลุ่มเด็กสาวที่เรียบง่ายและงดงาม เป็นบริษัทลูกของ TADA Entertainment สำหรับสร้างและพัฒนากลุ่มศิลปินไอดอล 

SONRAY MUSIC ผลิตศิลปินไอดอลชาย และ ILY LAB ผลิตศิลปินไอดอลหญิง ย้งเล่าว่าจากประสบการณ์ การดูแลศิลปินชายและหญิงมีรายละเอียดแตกต่างกัน จึงอยากแยกการบริหารออกเป็น 2 บริษัท แต่ศิลปินจาก 2 ค่ายก็จะได้ทำงานร่วมกันในบางโอกาส

สำหรับใครที่ไม่ใช่แฟนไอดอล เราขอชวนมาแวะฟังนิยามคำว่าศิลปินไอดอลจากย้งกันสักนิด

“ศิลปินไอดอลเป็นศิลปินที่มีการฝึกหัดและพัฒนาให้มาเป็นศิลปิน บอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ปสมัยก่อนอาจอาศัยหน้าตาดี ความสามารถกลาง ๆ ได้ แต่ยุคนี้ผู้บริโภคต้องการศิลปินที่นอกจากภาพลักษณ์และบุคลิกดีแล้ว เขายังต้องมีความสามารถสูง ทั้งด้านการร้องเพลง การแสดง และการเต้นด้วย”

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ย้งผู้ติดตามและชื่นชอบศิลปินไอดอลต่างชาติ มองไอดอลเหล่านั้นด้วยสายตานักปั้นดาวแล้วฟันธงว่า มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่มีเสน่ห์ความเป็นไอดอลอยู่ในตัว 

“วัยรุ่นไทยมีจุดเด่นอย่างความสนุกสดใส ไม่ซีเรียสกับชีวิตมากเกินไป แต่ถ้าเขาจะเอาจริงกับอะไร เขาก็ตั้งใจและจริงจังกับมันได้ ความทะเล้น ความกวนที่มากับความมุ่งมั่นนี่แหละเป็นบุคลิกที่ผมอยากทำงานด้วย อยากเห็นพวกเขาค่อย ๆ เก่ง ค่อย ๆ เติบโต จนเป็นศิลปินที่ชนะใจแฟนเพลงหรือคนดูได้” 

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ความฝันของหนุ่มสาวกับหน้าที่การสร้างความสุขและแรงบันดาลใจ

ศิลปินไอดอลกลุ่มแรกที่ TADA Entertainment จะเปิดตัว เป็นกลุ่มศิลปินหญิงนามว่า ‘MXFRUIT (มิกซ์ฟรุต)’ ภายใต้สังกัด ILY LAB (ซึ่งย่อมาจาก I Love You)

ย้งไม่คิดแบบ Fail Fast, Fail Cheap และเราก็เห็นด้วยว่า ความฝันของเด็กสาวไม่ควรถูกเอามาใช้เป็นการทดลองทางธุรกิจ ศิลปินไอดอลหญิงกลุ่มนี้จึงเป็นเด็กที่เทรนมาแล้วเกือบ 2 ปี และพวกเธอกำลังจะได้เดบิวต์ในเดือนมีนาคมนี้

ย้งเล่าว่าเขาชวนสมาชิกทั้ง 5 ที่ตอนแรกต่างคนต่างมามารวมเป็น Girl Group และทำวงด้วยกัน เพื่อใช้พื้นที่นี้ค้นหาแนวทางของตัวเองในวัยที่เพิ่งเริ่มต้น และผนึกกันเป็นทีมที่แข็งแรงมากพอจะพากันไปสู่ความสำเร็จ 

“จริง ๆ ทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความสามารถในการเป็นศิลปินเดี่ยว แต่โชคดีที่เด็ก 5 คนนี้มีความแตกต่างที่อยู่ด้วยกันแล้วลงตัว และยอมที่จะเปิดตัวร่วมกัน วันหนึ่งถ้าพวกเขามีประสบการณ์และความสามารถมากพอ มีอะไรที่อยากเล่าจากตัวเอง หรือมีแนวทางของตัวเองแล้ว อาจจะได้ทำเพลงแบบโซโล่ก็ได้” ย้งวางแผนแบบเล่นเกมยาวเอาไว้

ศิลปินไอดอลอีกกลุ่มที่พวกเขาปลุกปั้นอยู่เป็นกลุ่มศิลปินไอดอลชาย ชื่อ 789 TRAINEE ภายใต้สังกัด SONRAY MUSIC

ด้วยจุดแข็งการเป็นคนทำคอนเทนต์ของย้ง และประสบการณ์ในบริษัท SM Entertainment ของปรุง กลุ่มศิลปินฝึกหัดชายที่ปิดตัวบนโลกออนไลน์มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 จึงเป็นสีสันใหม่ในวงการที่น่าจับตามอง ศิลปินหนุ่มฝึกหัด 24 คนกำลังจะมีโปรเจกต์รายการ 789 SURVIVAL เป็นเรียลิตี้โชว์ ออกอากาศทางช่อง ONE31 พวกเขาจะได้ทำบททดสอบต่าง ๆ เพื่อแสดงความมุ่งมั่น ความตั้งใจพัฒนาตัวเองและทีม เพื่อเดบิวต์เป็นวงบอยกรุ๊ปวงต่อไป ซึ่งจำนวนคนในวงนั้นยังไม่แน่นอน อาจจะเป็น 7 8 หรือ 9 คนก็ได้ ย้งบอกไว้อย่างนั้น

สิ่งที่ย้งหมายมั่นปั้นมือในตัวศิลปินไอดอลก็คือ อยากให้พวกเขาสร้างความสุขให้แฟน ๆ และอยากให้เก่งพอที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้แฟน ๆ ได้

“ผมหมายมั่นปั้นมือที่ 2 อย่างนี้ เพราะเชื่อว่ายุคนี้มีคนไม่น้อยที่มีศิลปินเป็นกำลังและแรงบันดาลใจ ไม่รู้จะเรียกว่ายกระดับวงการบันเทิงไทยไหม แต่น่าจะทำให้คนไทยมีความสุข และในมุมคนทำงาน ผมคิดว่าผลลัพธ์จากความพยายามที่สังคมจะได้เห็น อาจไปสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ให้ทำงานดี ๆ เหมือนที่เราเคยได้แรงบันดาลใจจากคนรุ่นพี่ที่ทำงานดี ๆ ออกมาก่อนหน้านี้ก็ได้ ผมอยากทำศิลปินให้วงการบันเทิงไทย ให้คนไทยดู แล้วถ้าวันหนึ่งจะไประดับสากล เราก็จะไปแบบเป็นศิลปิน T-POP ของไทย”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

โครงสร้างบริษัทย่อยที่เป็นอิสระ และมีบริษัทแม่ดูแลแบบไม่กำกับ

นอกจาก SONRAY MUSIC และ ILY LAB ซึ่งเป็นธุรกิจที่ย้งโฟกัสอยู่แล้ว TADA Entertainment ยังมีบริษัทโปรดักชันชื่อ 5×6 House ทำงานด้านคอนเทนต์อย่างที่พวกเขาถนัด ดูแลโดย ปิง เกรียงไกร 

3 บริษัทย่อยนี้บริหารในแบบของตัวเอง โดยมีบริษัทแม่เป็นหน่วยกลางดูแลเรื่องส่วนรวมต่าง ๆ เช่น การตลาด กฎหมาย บัญชี เป็นต้น 

ย้งบอกว่า “นี่อาจจะเป็นช่วงท้าย ๆ ในชีวิตการทำงานของผมแล้ว การมีบริษัทยิบย่อยคือการให้คนอื่นได้ขึ้นมาลองบริหารบริษัทนั้นในมุมมองของเขาเอง เขากำหนดทิศทางที่อยากเป็นได้เอง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เรามีอิสระมากขึ้นหลังจากมาเปิดบริษัทใหม่”

5×6 House เป็นบริษัทโปรดักชันเฮาส์ที่ย้งบอกว่าให้อิสระปิงออกแบบได้เต็มที่ ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นงานที่เข้ากับศิลปินไอดอล หรือเป็นงานที่เน้นสร้างนักแสดงจากศิลปินในค่าย ซึ่งทำให้ปิงสร้างสรรค์และบริหารบริษัทของตัวเองได้เต็มที่ยิ่งขึ้น

ย้งบอกอีกว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นบริษัทภายใต้ TADA Entertainment เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย หากมีคนสนใจอยากมาร่วมทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน “ถ้าใครทำดี ความสำเร็จก็จะเป็นของเขา โดยมีพวกผมเป็นเบื้องหลัง ซัพพอร์ตและให้ความช่วยเหลือ แนะนำในพาร์ตหลังบ้าน” 

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

สุดท้าย ผู้บริหารที่โดดเด่นคนหนึ่งในยุคสมัยของเรายังยืนยันว่า เขาอยากเป็นคนทำงานมากกว่าเป็นผู้บริหารมืออาชีพ เขายังรอวันที่จะได้สร้างศิลปินไอดอลและผู้บริหารรุ่นใหม่ให้แข็งแรงพอที่เขาจะปล่อยมือจากงานบริหารและหันไปจับกล้อง จับงานกำกับที่รักได้อีกครั้ง

“ผมโชคดีที่ได้ใช้ชีวิตในงานที่ผมรัก สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือ การให้อิสระกับทุกคนในการบริหารงานและชีวิตของตัวเอง

“การปิดนาดาวบางกอกทำให้เรียนรู้ว่า อย่าไปยึดติดกับทั้งความทุกข์และความสุข เพราะในช่วง 2 – 3 ปีที่ต้องตัดสินใจและเตรียมการปิดนาดาวฯ เป็นช่วงเวลาที่กังวลมาก เป็นห่วงอะไรเต็มไปหมด แต่พอตัดสินใจได้แล้ว ใกล้เวลาที่จะปิดแล้วจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากขนาดนั้น การไม่มีนาดาวฯ ไม่ได้ทำโลกแตกสลาย ไม่ได้จะทำให้เด็กนักแสดงไปต่อไม่ได้ หรือแม้กระทั่งน้อง ๆ พนักงานเขาก็จะเดินต่อไปได้ด้วยตัวเองกันทั้งนั้น”

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

เขาเล่าด้วยว่าแม้แต่งานฉลองเพื่อร่ำลาอย่างการไป Outing นาดาวฯ ที่ย้งต้องพลาดเพราะติดโควิด สุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าฟูมฟายอย่างที่เขารู้สึกในตอนแรก เพราะมิตรภาพที่ชาวนาดาวฯ ยังมีให้กันและกันก็เห็นได้ชัดว่ามันยังอยู่ 

“เท่านั้นก็พอแล้วมั้ง” ย้งกล่าวปิดท้ายก่อนขอพุ่งตัวไปดูน้องซ้อมและมีประชุมต่อ

Lessons Learned

  • อย่ายึดติดกับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จที่เคยเป็นมาก่อน เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยน ยิ่งถ้าเราเคยล้มมาก่อนแล้วลุกขึ้นมาได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
  • สร้างงานแล้ว อย่าลืมสร้างคนทำงานด้วย เพราะการจะทำให้ธุรกิจที่เราฝันอยู่เป็นไปได้อย่างยั่งยืน วันหนึ่งจำเป็นต้องมีคนรับช่วงต่อ
  • เลือกทำสิ่งที่อยากทำให้ดีจนกลายเป็นธุรกิจได้ เป็นหนทางแห่งความสุขที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมไปกับงาน

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load