City of Ghosts (2021) 

Created : Elizabeth Ito

Country : United States

Episode : 6

Original Network : Netflix 

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์

“Hi, I’m Zelda, and welcome to City of Ghosts. 

“On our show, we, the Ghost team, look for ghosts around the city to tell us their stories.”

City of Ghosts แอนิเมชันล่าท้าผีฉบับเด็ก ไม่น่ากลัว แถมชวนสำรวจความหลากหลายใน L.A.

เสียงเจื้อยแจ้วของหนูน้อยเซลด้า หัวหน้านักสืบแห่งชมรมวิญญาณ กำลังพูดใส่แปรงหวีผม (ไมค์) เป็นอันรู้กันว่าเรื่องราวทั้งหมดกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ‘City of Ghosts’ เป็นซีรีส์แอนิเมชันสำหรับเด็ก (อายุ 7 ขวบขึ้นไป) ความยาว 6 ตอน ตอนละ 18 – 20 นาที ว่าด้วยกลุ่มเด็ก 4 คนที่มองเห็นผี ชวนกันก่อตั้งชมรมวิญญาณ (Ghost Club) ขึ้นมา 

ซีรีส์พาเราตามติดและผจญภัยการล่าท้าผีเวอร์ชันผูกมิตร อ่อนโยน ทั้งสืบสวนชีวประวัติผี ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เชื้อชาติ ผ่านการสัมภาษณ์และถ่ายทำสารคดีผีของเด็กๆ ซึ่งเรื่องราวทั้ง 6 ตอน เกิดขึ้นที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

โดยผู้สร้างแอนิเมชันเมืองแห่งวิญญาณ คือ เอลิซาเบธ อิโตะ (Elizabeth Ito) แอนิเมเตอร์สาวผู้เขียนและผู้กำกับการ์ตูน Adventure Time แถมเธอเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่อาศัยอยู่ในลอสแอนเจลิสมาทั้งชีวิต

City of Ghosts แอนิเมชันล่าท้าผีฉบับเด็ก ไม่น่ากลัว แถมชวนสำรวจความหลากหลายใน L.A.

เอลิซาเบธเคยให้สัมภาษณ์ว่าตอนเด็กเธอเคยเจอผี เด็กกับผีเหมือนเป็นของคู่กัน ตอนเป็นเด็กๆ ไม่คุณก็เราต้องเคยเห็นผีกันบ้างแหละน่า ทั้งผีจิน (ตนาการ) ผีจีน หรือผีจริง แต่รับรองว่าซีรีส์ชุดนี้ไม่มีผีให้ร้องบรื๊อ หรือออกมาตุ้งแช่! ให้ต๊กกะใจ คนจิตอ่อน ขวัญผวา ก็ดูได้ เพราะมันละมุนเสียเหลือเกิน และเจ้าผีก็มาในร่างขนมสายไหมนุ่มฟู

เอาล่ะ กลับเข้าเรื่องก่อนจะเลยเถิด ขอแนะนำตัวละครกันสักนิด ตัวละครหลักในชมรมวิญญาณมีอยู่ 4 คน ได้แก่ เซลด้า หัวหน้านักสืบ, โทมัส ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุ อายุ 7 ขวบ (เอลิซาเบธ เขียนบทให้โทมัสเป็นนอนไบนารี มีสรรพนามแทนตัวว่า ‘พวกเขา’ (They / Them)), อีวา อายุ 5 ขวบ และปีเตอร์ อายุ 6 ขวบ เป็นสองสมาชิกในชมรม ส่วนตัวละครอื่นจะหมุนวนไม่ซ้ำกันทั้ง 6 ตอน อ้อ เกือบลืมอีกหนึ่งคน พี่ชายของเซลด้า ผู้รับหน้าที่ถ่ายทำสารคดีผี

City of Ghosts แอนิเมชันล่าท้าผีฉบับเด็ก ไม่น่ากลัว แถมชวนสำรวจความหลากหลายใน L.A.

โดยตอนแรกเริ่มต้นด้วยร้านอาหารญี่ปุ่นของเชฟโจ ย่านบอยล์ไฮต์ (Boyle Heights) ลอสแอนเจลิสตะวันออก อดีตเคยมีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่เยอะ ซึ่งเชฟโจกำลังจะเปิดร้านอาหาร แต่ดันมีผีมาป่วนภายในร้าน ของย้ายที่เองบ้าง ก๊อกน้ำเปิดเองบ้าง และหลายเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน จนเรื่องถึงหูแก๊งปราบผีรุ่นจิ๋ว ต้องเข้ามาช่วยไขปริศนา หลังได้รับการติดต่อจากมาริโกะ (เพื่อนเชฟโจ) เซลด้าเรียกประชุมทีมที่ห้องสมุดสาธารณะลอสแอนเจลิสทันที

หลังจากชมรมวิญญาณหารือกัน เซลด้าก็ออกโรงไปทักทายคุณผีด้วยตนเอง จนชวนมานั่งสัมภาษณ์และได้ความว่า คุณผีเจเน็ต เป็นชาวญี่ปุ่นอเมริกัน บ้านอยู่แถวบอยล์ไฮต์ เธอคิดถึงเทมปุระ เมนูอร่อยจากรสมือแม่ นั่นทำให้เชฟโจถึงกับคลายสงสัยว่า ทำไมเจเน็ตถึงโยนหม้อทอดในครัวทิ้งไว้นอกร้าน เพราะเทมปุระฉบับญี่ปุ่นดั้งเดิมต้องทอดในหม้อ คุยไปคุยมาได้ความอีกว่า เจเน็ตชอบทำเกี๊ยวซ่า แถมลูกชายของเธอก็ชอบเกี๊ยวซ่าชีสด้วย ความน่ารักคือมีฉากทำเกี๊ยวซ่าอย่างง่าย 3 สไตล์ (รวมสไตล์ของเชฟเจเน็ตด้วย) ให้เราพออมยิ้ม จนสุดท้ายผีกับคนตกลงอยู่ร่วมกันได้

ปิดฉากผีโยนหม้อทอด ด้วยการที่เชฟโจบรรจุเมนู ZJ All-Day Special สำหรับเซลด้าและเจเน็ต ลงในเมนูพิเศษ นั่นคือ เกี๊ยวซ่าชีสโรยหน้าด้วยแป้งเทมปุระทอด และดูเหมือนว่าเชฟเจเน็ตจะควบคุมการทอดเทมปุระเองด้วย

City of Ghosts แอนิเมชันล่าท้าผีฉบับเด็ก ไม่น่ากลัว แถมชวนสำรวจความหลากหลายใน L.A.
City of Ghosts แอนิเมชันล่าท้าผีฉบับเด็ก ไม่น่ากลัว แถมชวนสำรวจความหลากหลายใน L.A.

การผสมผสานของแอนิเมชัน 2 มิติ และ 3 มิติ สมจริงด้วยฉากที่ใช้ภาพถ่ายจากสถานที่จริงของเมือง มีการตกแต่งนิดหน่อยด้วยโปรแกรมตกแต่งภาพ และบางสถานที่ที่ปรากฏในแอนิเมชันก็มีจริงๆ เช่น Soot Bull Jeep, Leimert Plaza Park, Bob Baker Marionette Theatre และ Los Angeles Public Library เป็นต้น

ความใส่ใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้ นักพากษ์ส่วนใหญ่ยังเป็นคนท้องถิ่นในลอสแอนเจลิสด้วย 

ซีรีส์แอนิเมชันผีน่ารักของเด็กชมรมวิญญาณ ที่ทำสารคดีสัมภาษณ์ผีและคนท้องถิ่นในลอสแอนเจลิส
ซีรีส์แอนิเมชันผีน่ารักของเด็กชมรมวิญญาณ ที่ทำสารคดีสัมภาษณ์ผีและคนท้องถิ่นในลอสแอนเจลิส

ถัดจากย่านบอยล์ไฮต์ ชมรมวิญญาณเดินสายต่อที่เวนิส บีช แหล่งรวมศิลปะและชุมชนคนรักสเก็ตบอร์ด เลอเมิร์ตพาร์ก ศูนย์รวมคนรักดนตรีแจ๊ส เชือกสีแดง อีกา และโทวางงาร์ ชนเผ่าพื้นถิ่นที่เกือบหายไปของลอสแอนเจลิส เรื่องราวของลูกสาวและคุณแม่ ‘แนนซี่ปรมาณู’ ที่ช่วยแก๊งเด็กล่าท้าผีสืบต้นเสียงประหลาดของโรงละครหุ่นกระบอกบ๊อบ เบเกอร์ ตอนนี้สนุกตรงที่มีการเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์อเมริกัน-ญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย ความพิเศษอีกอย่างคือ ผีคุณแม่แนนซี่ปรมาณูถูกออกแบบให้มี 2 บุคลิก เมื่อเศร้าหรือเบื่อเธอจะตัวกลมสีขมุกขมัว หางตาชี้สูง แต่เมื่อไหร่ที่คุณแม่ตื่นเต้นดีใจ จะเปลี่ยนทรงผมและเครื่องหน้าเป็นสไตล์พังค์หลากสี ซึ่งเป็นไอคอนของยุค 70 

และตอนสุดท้ายเป็นการช่วยครูสอนดนตรีวาฮากา (วาฮากาเป็นเขตหนึ่งในเม็กซิโก) ตามหาผีเพื่อนรัก ‘เชเป’ ที่สื่อสารกันด้วยภาษาซาโปเทโกและการผิวปาก ถึงกับติดประกาศตามหาเชเปกันเลยทีเดียว หนำซ้ำมีคนเคยเจอด้วยนะ เป็นสาวเกาหลีที่อาศัยในย่านโคเรียนทาวน์ เธอเลยส่งต่อแก๊งเด็กให้อาจารย์สอนละตินอเมริกาศึกษาที่สอนเธอช่วยสืบต่อ จนอาจารย์เฉลยว่าเจ้าเชเป ละม้ายคล้ายกับอาลาบริเฮ ลักษณะคล้ายเสือจากัวร์ อิมพอร์ตจากวาฮากา 

ทั้งอาจารย์ ลีน่า (สาวเกาหลี) และชมรมวิญญาณยกโขยงไปร้านบาร์บีคิวเกาหลี เพราะได้ยินเสียงเชเปออกมาจากปล่องดูดควันเตาบาร์บีคิว สงสัยผีหิว แถมบอกอีกว่าเนื้อวัวที่นี่อร่อยมาก พอตั้งเตาบาร์บีคิว เนื้อวัวลงเตา เจ้าเชเปก็โผล่หน้าออกมา สุดท้ายเพื่อนรักต่างภพก็ได้เจอกัน เป็นการสะท้อนเรื่องราวและความเชื่อมโยงของชุมชนเม็กซิกันในพื้นที่โคเรียนทาวน์ของลอสแอนเจลิส ที่เอลิซาเบทตั้งใจนำเสนออย่างแยบยล และเต็มเปี่ยมด้วยมิตรภาพของคนกับผี

ซีรีส์แอนิเมชันผีน่ารักของเด็กชมรมวิญญาณ ที่ทำสารคดีสัมภาษณ์ผีและคนท้องถิ่นในลอสแอนเจลิส
ซีรีส์แอนิเมชันผีน่ารักของเด็กชมรมวิญญาณ ที่ทำสารคดีสัมภาษณ์ผีและคนท้องถิ่นในลอสแอนเจลิส

City of Ghost ถูกหีบห่อด้วยความน่ารักของเด็กๆ และเจ้าผีปุกปุย แต่เมื่อคลี่กล่องออกมาดู ทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ มากมายที่ซ่อนอยู่ ทั้งการตั้งคำถามอย่างซื่อตรงของเด็กจากชมรมวิญญาณ การฟังเสียงของ ‘เด็ก’ จนถึงความหลากหลาย ตั้งแต่สมาชิกในกลุ่มชมรมวิญญาณ การสร้างบทให้โทมัสเป็นนอนไบนารี จนถึงความหลากหลายของย่าน ผู้คน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ที่เกิดขึ้นและหล่อหลอมให้ลอสแอนเจลิสเป็น City of Angels เช่นวันนี้

เหล่านี้คือเสน่ห์ที่ถูกเล่าผ่านความไร้เดียงสาและมุมมองของเด็กวัยไม่ถึง 10 ขวบ กับการตะลุยสัมภาษณ์ผีและผู้คนในท้องถิ่น เราขอยกให้เป็นแอนิเมชันดูเพลิน จนเผลอคิดว่าถ้ามีเอลิซาเบธ อิโตะ ที่ไทยสักคน แล้วทำแอนิเมชันแนวนี้ออกมาคงสนุกไม่น้อย เริ่มจากกรุงเทพฯ ก่อนเลย แค่นึก ก็สัมผัสได้ถึงความหรรษาที่จะเกิดขึ้น

ซีรีส์แอนิเมชันผีน่ารักของเด็กชมรมวิญญาณ ที่ทำสารคดีสัมภาษณ์ผีและคนท้องถิ่นในลอสแอนเจลิส
ภาพ : Netflix

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

ก่อนหน้าที่จะมากำกับ After Yang และล่าสุดซีรีส์ Pachinko ของช่อง Apple TV+ ผู้กำกับชาวเกาหลี-อเมริกันที่ชื่อ Kogonada โด่งดังมาจาก Video Essay ที่เขานำหนังและซีรีส์มาวิเคราะห์ชำแหละจนเห็นถึงความสวยงาม แก่น และสุนทรียศาสตร์ของคำว่า ‘Story’ และ ‘Cinema’ ตั้งแต่ซีรีส์ Breaking Bad จนถึงหนังผู้กำกับ Stanley Kubrick, Quentin Tarantino, Wes Anderson, Darren Aronofsky และอีกมากมาย ต่อมาเขาก็ได้ผันตัวจากนักวิเคราะห์และนักเฝ้ามองตัวยง มาเป็นผู้กำกับหนังเรื่อง Columbus (2017) ที่ได้รับคำชมมากมาย จนได้จับงานที่สเกลใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

หนังที่หยิบยกมาพูดถึงนี้ ผมได้มีโอกาสชมในเทศกาลหนังออนไลน์ Sundance เมื่อปีที่แล้ว พอได้ยินว่าจะนำมาฉายที่ไทยก็รู้สึกดีใจมาก ๆ ครับที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงอีกรอบ (สักที) After Yang เป็นหนังแนวไซไฟ-ดราม่าของค่าย A24 นำแสดงโดย Colin Farrell และดัดแปลงจากเรื่องสั้นเรื่อง Saying Goodbye to Yang ในหนังสือ Children of the New World ของผู้เขียน Alexander WeinStein บอกเล่าเรื่องราวในโลกอนาคตเกี่ยวกับครอบครัวแห่งความหลากหลาย ที่มีพ่อผิวขาว ภรรยาผิวดำ ลูกสาวเป็นคนเอเชีย และลูกชายคนโตเป็นแอนดรอยด์ แต่แล้ววันหนึ่งแอนดรอยด์ Yang กลับพังและหยุดทำงาน กำลังจะย่อยสลายในไม่ช้า หนังเรื่องนี้จึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ราวกับมีชื่อที่แท้จริงว่า ‘After Yang Death’

การตายของหยางบอกอะไร ทิ้งอะไรเอาไว้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ การรื้อค้นความทรงจำของหยางจะทำให้ครอบครัวนี้ค้นพบอะไร นำไปสู่อะไร สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่เราต้องถามไปพร้อมกับตัวละคร จนถึงหนังจบ และแม้กระทั่งดูจบไปพักใหญ่แล้วก็ตาม

หนังไซไฟ-ดราม่าจากความสงสัยใคร่รู้ของผู้กำกับ Kogonada ชวนคนดูตั้งคำถามถึงการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

คำว่า Love, Death + Robots ในชื่อแอนิเมชันซีรีส์ชื่อดังของ Netflix เป็นชื่อที่ผมอยากหยิบยืมมาใช้นิยาม After Yang เพราะหนังเกี่ยวข้องกับ 3 สิ่งนี้อย่างตรงไปตรงมา ความรักที่ครอบครัวนี้ (โดยเฉพาะคนลูกสาวอย่าง Mika มีให้กับ Yang) ความตายของ Yang ที่นำไปสู่การได้ทบทวน สังเกต และขบคิดเสมือนเป็นอุบัติการณ์ Thought-provoking (กระตุ้นความคิด) และความหมายของการเป็นมนุษย์และหุ่นยนต์ อะไรคือความแตกต่าง และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Being (สิ่งมีชีวิต) เป็น Being ได้

After Yang เป็นหนังที่ดูได้ 2 เลเยอร์ คือเลเยอร์บนในแง่ความบันเทิง ด้วยความเป็นหนังดราม่าที่มีพล็อตน่าสนใจและความยาวไม่มากไม่น้อยเกินไป กับเมื่อปอกเปลือกไปเรื่อย ๆ เลเยอร์ล่างคือในแง่อภิปรัชญา

เพราะหนังถือกำเนิดจากธรรมชาติแห่งความสงสัยใคร่รู้ของตัวผู้กำกับ Kogonada ที่ค่อนข้างจะเป็นคนสาย Philosophical หรือเจ้าปรัชญา/นักตั้งคำถามเกี่ยวกับสรรพสิ่งตัวยง เขานำความสงสัยในการอยู่ระหว่างกลางของความเป็นเอเชียและอเมริกัน – ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ และอะไรคือความเป็นเอเชียและอเมริกัน หรือที่เขานิยามว่าคือความรู้สึกแปลกแยกและเป็นคนต่างถิ่นตลอดเวลา มาใช้ตั้งคำถามผ่านหนังเรื่องนี้ 

ด้วยการดัดแปลงจากบทพ่อแม่คนขาวสองคน ให้เป็นคนหนึ่งผิวขาว คนหนึ่งผิวดำ จากนั้นก็นำตัวละครลูกชาวเอเชียอย่าง Mika กับหุ่นยนต์แอนดรอยด์ชาวเอเชียอย่าง Yang จากเรื่องดั้งเดิมที่ต้องมาทำหน้าที่เป็นหุ่นยนต์ ‘Chinese Fun Facts’ และให้ความรู้เกี่ยวกับ Asian-ness และถิ่นกำเนิดรวมถึงชาติพันธุ์ให้กับเด็กน้อย มาตั้งคำถามต่อว่า “แล้วอะไรคือความเอเชีย อะไรคือความจริงแท้กันล่ะ” หรือ “ถ้าหุ่นยนต์ถูกโปรแกรมให้เป็นเอเชีย ถ้าอย่างนั้นแล้วคนจะต่างอะไรกัน”

นี่เป็นแค่หนึ่งในนั้น เพราะหนังยังมีคำถามเหล่านี้อีกมากมาย แบบที่ดูแล้วต่อให้ไม่ได้อ่านบทความนี้ ก็สัมผัสได้ผ่านบทสนทนาในเรื่องว่า ผู้กำกับคนนี้ต้องสนใจเรื่องปรัชญาเป็นพิเศษแน่ ๆ เขาแม้กระทั่งนำเรื่องการ Grafting หรือตัดต่อกิ่งแม้ข้ามสายพันธุ์ มาพูดถึงประเด็นที่ทางและความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างผู้เกี่ยวข้องทางพันธุกรรมกับผู้ที่ถูกรับเลี้ยง หรือนำความชอบเรื่องชาไปให้ตัวละครตั้งคำถามต่อให้ว่า อะไรคือชา มันดียังไง และทำไมตัวละครพ่ออย่าง Jake ที่รับบทโดย Colin Farrell ถึงหมกมุ่นกับมัน จนไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าเรื่องเล็ก ๆ ที่เป็นเสมือน Soft Power เอเชียกลาย ๆ สะท้อนกระจายวงกว้างแบบคลื่นบนผิวน้ำไปถึงคำถามของการเป็นมนุษย์เลยทีเดียว ซึ่งคำตอบนั้นก็คือ ‘เรื่องราว’ และ ‘ความทรงจำอันประกอบขึ้นมา (Collective Memories)’ นั่นคือสาเหตุที่ผู้กำกับให้คำอธิบายสั้น ๆ กับหนัง “เราทุกคนคือ Yang” ครับ เราทุกคนคือ Hardware ที่มี Software และ File กับ Folder เป็นของตัวเอง

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าพอมานึกดูอีกที หนังเรื่องนี้เล่าโดยที่ Yang ไม่ได้อยู่แล้ว แต่เป็นการ Revisit Memories ของ Yang ราวกับไปเยี่ยมงานศพของเขา (แต่ในเรื่องสั้นจะเล่าผ่านความทรงจำ Jake) นี่คืองานศพที่มีพินัยกรรมเป็นไฟล์ของผู้เฝ้ามองที่เห็นอะไร ๆ มาโดยตลอด และมีแง่มุมในการมองเห็นที่แตกต่าง เหมือนที่หนังจะนำเสนอบทพูดและเปลี่ยนมุมกล้องเป็นในมุมมองของ Jake และ Yang ติด ๆ กัน ซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ อยู่เสมอ เพราะแต่ละมุมมองนั้นไม่ใช่มุมกล้อง ไม่ใช่แค่ไฟล์เสียง แต่คืออีกหนึ่งชีวิตที่ทั้งมีความสำคัญ ที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงความทรงจำของคนรักที่ล่วงลับไปแล้วได้อย่างนี้

ดู After Yang แล้วจึงทำให้ผมอดนึกถึงหนังเรื่อง 36 (2012) หนังแจ้งเกิดของ เต๋อ-นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ ไม่ได้เลยครับ ตัดความไซไฟของหนังเรื่องนี้ออกไป หนังสองเรื่องพูดประเด็นเดียวกัน คือการบันทึกภาพความทรงจำเอาไว้ ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เลือกช็อตที่ดีที่สุด (ทั้งการถ่ายภาพและตัวหนัง 36 เองที่ทั้งเรื่องเล่าด้วย 36 ช็อต/36 คัท) เพื่อให้เป็นเหมือนจุดต่าง ๆ ที่พอลากไปแล้ว เราเห็นภาพรวมที่มีชื่อเรียกว่า ‘เรื่องราว’ หรือ ‘ชีวิต’ โดยสิ่งนี้เองทำให้ปัญญาประดิษฐ์หรืออุปกรณ์ประเภทกล้องถ่ายรูป วิดีโอ และมนุษย์ ทำงานคล้ายกันอย่างแปลกประหลาด คือมีหน้าที่เก็บความทรงจำ และดึงมาใช้เมื่อต้องการหรือจำเป็น

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

จะว่าไปแล้ว หนังที่แจ้งเกิดให้กับเขาอย่าง Columbus ก็พูดถึงเรื่องเหล่านี้เหมือนกันครับ ประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ตัวตน ปรัชญา ผ่านตัวละครสองตัวที่ชื่อ Jin ชายเอเชียผู้ห่างเหินกับพ่อ กับ Casey หญิงสาวผิวขาวที่สนิทกับแม่ และเลือกไม่ไปไหนเพราะต้องดูแลแม่ที่ต้องการจะเลิกยาเสพติด ทั้งสองพูดคุยเรื่องสถาปัตยกรรม งานศิลปะ สิ่งรอบตัว จนสะท้อนมาถึงตัวเอง และเกิดเป็นความเข้าอกเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง (แถมหนังทั้งสองเรื่องนี้ยังมีฉากเปิดที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างมากอีกด้วย)

พอหันกลับมามอง After Yang นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้กำกับคนนี้หรือการทำหนังของเขาสะท้อนถึงทัศนคติในการมองโลกที่ซาบซึ้งต่อสิ่งรอบ ๆ ตัว ผมเคยอ่านเจอว่า เพราะพ่อเขาเป็นคนแบบนี้และเคยบอกให้เขามองกิ่งไม้กับก้อนหินเฉย ๆ แล้วหาความหมายจากมันด้วย นี่น่าจะเป็นเหตุให้เนื้อหาของ Kogonada เกี่ยวข้องกับ ‘การสังเกต’ ว่าเราเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวมาก-น้อยแค่ไหน หรือไม่เห็นเลย 

เพราะใน After Yang คนที่เป็นพ่อแม่มอง Yang เป็นสมาชิกครอบครัวก็จริง แต่ก็เป็นในฐานะพี่ชายที่ช่วยดูแล Mika ในขณะที่กับ Mika เขาเป็นมากกว่านั้น และการสำรวจความทรงจำของ Yang ที่ Jake (คนพ่อขุดคุ้ยเจอ) เขายังพบว่าแอนดรอยด์ตัวนี้สังเกตและบันทึกอะไรไว้มากกว่าที่คิด สิ่งที่อาจดูธรรมดาในสายตามนุษย์จึงเป็นสิ่งที่พิเศษไปเลย เราเจออะไรเหล่านั้นจนชินชา จนมันกลายเป็นความถี่ที่ไม่ได้ยิน หรือวอลเปเปอร์ด้านหลังที่ไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว

จึงกลายเป็นว่าคำถามของ Yang ตอนเขายังมีชีวิตอยู่ กับการตายของ Yang ที่ Jake พยายามหักล้างด้วยการพยายามซ่อมหรือปลุกเขาด้วยการศึกษาความทรงจำ ทั้งสองอย่างทำหน้าที่กับ Jake มากกว่ากับ Yang คำถามเรื่องชา คนที่ได้คำตอบคือ Jake และการได้เรียนรู้จากความทรงจำของแอนดรอยด์ก็ไม่ใช่เพื่อเข้าใจในตัวเขา แต่ Jake เข้าใจความหมายว่า การมีชีวิตนั้นคืออะไรกันแน่ จากการสำรวจไฟล์ความทรงจำของสิ่งสังเคราะห์เหล่านั้น

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

นอกจากนี้ หนังยังทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ร่วมกันในครอบครัวของคนหลากหลายชาติพันธุ์ หรือแม้กระทั่งทำให้การที่แอนดรอยด์มาใช้ชีวิตอยู่กับมนุษย์ ไม่ใช่เพราะผิดปกติหรือน่าตื่นเต้นอะไร และไม่ได้เล่นประเด็นน่าสนใจ แม้ว่าโดยส่วนใหญ่คนทำหนังไซไฟจะไม่พลาดโอกาสสำรวจตรงนี้ อย่าง ‘A.I. อยากเป็นมนุษย์’ แต่กลับเป็นเล่าไปให้เห็นถึงอนาคตที่ A.I. ไม่ต่างจากมนุษย์ แถมยังถูกเรียกว่า Techno-sapien จึงเป็นเรื่องน่าค้นหาว่า แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น การตายหรือมุมมองของมนุษย์-แอนดรอยด์ แตกต่างกันอย่างไรมากกว่า

และหนังยังพูดถึงประเด็นการเหยียดชนชาติ หรือไม่ชอบผู้ที่มาจากต่างถิ่น (Xenophobia/Racism) บ้าง การหรือบอกใบ้ถึงสถานการณ์ที่ดูจะไม่สู้ดีของจีนบ้าง แต่ After Yang ก็เลือกที่จะไม่เน้นหรือลงดีเทลตรงนั้น อันที่จริงเลือกที่จะเล่าแบบผิวเผิน แล้วปล่อยให้เราเก็บดีเทลที่ใส่เข้ามาเพื่อคิดต่อยอดเอาเอง แล้วเลือกโฟกัสไปที่เรื่องราวของมนุษย์ จิตวิญญาณ และครอบครัวอย่างแน่วแน่แทน หนังจึงค่อนข้างที่จะไปสุดทางทางด้านนี้ ด้านการตั้งคำถามให้คนดูไปคิดต่อ หรือการโต้ตอบกันระหว่างสองตัวละครที่ทำให้เรานำไปคิดต่อด้วยเช่นกัน 

ทั้งหมดของหนังขับเน้นด้วยมุมกล้องกับการนำเสนอที่ไม่หวือหวา ตัวบทเองก็เน้นความธรรมดาของสมาชิกครอบครัวนี้ ไดอะล็อกก็ดูจะเรียล ๆ แบบที่คนธรรมดาพูดกัน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวเสริมให้หนังเต็มไปด้วยความธรรมดาอย่างที่ผู้กำกับตั้งใจครับ ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งพิเศษที่เราสังเกตเห็นได้เองผ่านความธรรมดา

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

นอกจากด้านเนื้อหาและประเด็นแล้ว ความพิเศษของ After Yang อยู่ที่ Setting (พื้นหลัง) โทน บรรยากาศ และสถาปัตยกรรมครับ อย่างที่ได้กล่าวไปว่าผู้กำกับ Kogonada มีธรรมชาติของการสนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

โลกอนาคตในแบบของเขาจะไม่ได้มีความ Futuristic แบบตึกทันสมัย หลังจากอุปกรณ์ไฮเทค โชว์อะไรล้ำ ๆ ความไซเบอร์พังก์ หรือมีลักษณะเป็นโลหะมันวาว (จริง ๆ คือแทบไม่มีเลย) ตรงกันข้าม เป็นแนวโมเดิร์นผสมมินิมอล หรือด้วยนี่คือโลกอนาคตที่เขาใฝ่ฝันถึง ในหนังจึงเต็มไปด้วยต้นไม้และสีเขียว เพราะภาพที่ Kogonada วาดไว้ไม่ใช่อนาคตที่คิดว่าจะเป็น แต่ ‘ควรจะเป็น’ และโลกที่ควรจะเป็นในสายตาเขา คือโลกที่ทุกคนตระหนักว่าควรให้ความสนใจกับปัญหาโลกร้อน และให้ความสำคัญกับต้นไม้มากกว่านี้ ผลคือเราได้เห็นต้นไม้ทั้งแต่บริเวณสวน ในตึก ในอุโมงค์ แม้กระทั่งในรถยนต์ ทำให้หนังออกมาค่อนข้างมีความออร์แกนิกิดูแล้วสบายสายตาเหมือนสูดออกซิเจนเข้าทางลูกตายังไงอย่างงั้น

ส่วนสถาปัตยกรรมในเรื่อง ตัวบ้านก็มีความเป็นเอเชียสูงมาก ๆ หากจะให้นิยามแบบดิบ ๆ คงจะเป็น ‘Asian-Modern’ แต่ถ้าเป็นทางการที่ข้อมูลในหนังระบุไว้ บ้านในหนังเรื่องนี้เป็นบ้านประเภท ‘California-Modern’ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าแถบแคลิฟอร์เนียมีประชากรเชื้อสายเอเชียจำนวนมาก หนังเรื่องนี้ที่แสดงถึงอนาคตและขับเน้นความหลากหลายกับความรู้สึก Belong แต่ไม่ Belong จึงเลือกใช้ตัวบ้านสไตล์นี้ที่โปร่ง เน้นวัสดุไม้ ไฟซ่อน ทำให้ดูทันสมัย และเฟอร์นิเจอร์กับของตกแต่งบ้านที่คุมโทนและดูแตกต่าง แต่เข้ากันอย่างบอกไม่ถูกในเวลาเดียวกัน

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

ดูเหมือนว่าความรู้ที่สั่งสมมาจากการสังเกตวิเคราะห์ของผู้กำกับคนนี้จะผลิดอกออกผลอย่างสวยงามครับ จากเป็นคนทำ Video Essay ตอนนี้มีคนนำหนังทั้งสองเรื่องของเขาไปวิเคราะห์และทำ Video Essay เช่นเดียวกับที่เขาเคยทำกับผลงานของคนอื่น ๆ บทและโปรดักชันของหนังเรื่องนี้คือ Collective Memories  ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ และสั่งสมความชอบเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ด้านภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม และปรัชญา เข้าไว้ด้วยกัน การเป็นคนขี้สงสัยเองก็มีส่วนอย่างมากในการชวนให้คนอื่นดูแล้วต้องมาคิดต่อ

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะใช่สำหรับทุกคนมั้ย แต่ถ้าเป็นแฟนหนังไซไฟ หรือเป็นคนชอบดูอะไรอย่างซีรีส์ Westworld หรือหนังเรื่อง Ex Machina เพราะสนใจประเด็นคำถามเกี่ยวกับชีวิตและตัวตนแล้วล่ะก็ หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่กำลังตามหาอยู่ครับ

รับชมภาพยนตร์ After Yang ในโรงภาพยนตร์ได้ในวันที่ 2 มิถุนายน 2565 

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load