เมืองที่ดีของคุณเป็นแบบไหน?

เราเชื่อว่าการพัฒนาเมืองในยุคนี้ จะให้มีแค่ ‘น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก’ คงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว เพราะถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เราเชื่อว่าใครๆ ก็ฝันอยากจะมี ‘เมืองที่ดี’ ที่ตอบโจทย์ความต้องการในแบบของตัวเองทั้งนั้น

แต่การจะมี ‘เมืองที่ดี’ ที่ถูกใจทุกคนได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จะให้รอการพัฒนาจากภาครัฐที่เคยทำแบบบนลงล่างโดยไม่ฟังเสียงของประชาชน ไม่ฟังเสียงความต้องการของผู้ใช้งานก็อาจจะไม่เวิร์กอีกต่อไปแล้วในปัจจุบัน หรือจะให้ภาคเอกชนพัฒนาอยู่ฝ่ายเดียวโดยที่รัฐไม่เอาด้วย การพัฒนาก็คงไม่ยั่งยืนและเกิดการขยายผลเท่าที่ควร

รองศาสตราจารย์ ดร.พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เราจึงชวน รองศาสตราจารย์ ดร.พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการ City Lab ซึ่งศูนย์สร้างเสริมสุขภาวะเมือง (Healthy Space Forum) อยากทดลองออกแบบพื้นที่สนุกๆ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่สาธารณะ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาพูดคุยถึงอนาคตในการออกแบบพื้นที่สาธารณะในประเทศไทยผ่านการใช้ย่านสีลมเป็นห้องทดลอง

City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน

ทำไม ‘เมือง’ ต้องมีพื้นที่สาธารณะ?

หากคุณอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวในหมู่บ้านหมู่จัดสรร หรืออยู่ย่านชานเมืองซึ่งที่พักอาศัยยังขยายตัวเป็นแนวนอนและไม่แออัดเท่าไรนัก คุณอาจไม่ได้นึกถึงการมีสวนสาธารณะในละแวกบ้าน เพราะในรั้วบ้านของคุณอาจจะพอมีพื้นที่ว่างให้มีสวนส่วนตัวอยู่แล้ว

แต่ในตอนนี้กรุงเทพฯ และอีกหลายมหานครทั่วโลกไม่ได้เป็นเช่นนั้น คนที่อาศัยในเมืองเหล่านี้กำลังต้องการสิ่งที่เรียกว่า ‘พื้นที่สาธารณะ’

“ตอนนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเรื่องที่พักอาศัย ปัจจุบันกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีคนอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวประมาณสี่สิบสองเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นมหานครที่มีบ้านเดี่ยวเยอะมาก การมีบ้านเดี่ยวมันเป็นการดึงเอาพื้นที่สวนสาธารณะเข้าไปอยู่ในรั้วบ้านของตัวเองแล้ว คนไทยจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการมีสวนสาธารณะมากเท่าไหร่ เพราะเรายังมีสวนเป็นของตัวเองกันอยู่ 

“แต่ในอนาคตคนไทยกำลังจะต้องการพื้นที่สาธารณะมากขึ้น เพราะรูปแบบที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่กำลังเปลี่ยนแปลงไปและเป็นการขยายตัวในแนวตั้งมากขึ้น คนอยู่ในอาคารสูงกันมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจน ทุกคนก็จะอยู่ในกล่องที่พักอาศัยของตัวเอง จะเล็กหรือใหญ่ จะสวยงามหรือไม่ก็ตามฐานะของคุณ 

รองศาสตราจารย์ ดร.พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เมื่อทุกคนอยู่ในกล่อง พื้นที่อื่นๆ จะถูกผลักให้ออกไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะ เราจึงต้องมีทั้งสวนสาธารณะและพื้นที่สาธารณะมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของคนเมืองในอนาคต”

หลายคนเข้าใจว่า ‘พื้นที่สาธารณะ’ ต้องเป็นพื้นที่ของรัฐเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าของพื้นที่จะเป็นรัฐหรือเอกชนก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้สาธารณะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้

“พื้นที่ของรัฐทุกที่ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ เพราะในหลายสถานที่ แม้ว่าจะเป็นสถานที่ราชการ แต่รัฐก็อาจจะไม่ได้ระบุให้คนทั่วไปเข้าไปใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้นๆ ได้ ในขณะที่พื้นที่ของเอกชนก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลเสมอไป เพราะในกฎหมายผังเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2495 มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีคำว่า ‘พื้นที่อุปกรณ์’ หมายถึง ที่ดินของเอกชน ซึ่งผังเมืองเฉพาะจัดให้เป็นที่เว้นว่างหรือใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างอื่นด้วย 

City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน

“เช่น ทางเท้า ทางเดิน ตรอกหลังหรือข้างอาคาร ทางน้ำ ทางหรือท่อระบายน้ำ จึงนับเป็นพื้นที่สาธารณะได้ ซึ่งผมมองว่าพื้นที่เหล่านี้มันมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อการพัฒนาเมืองในอนาคต ถ้าเรามีการออกแบบพื้นที่เหล่านี้ให้ตอบรับความต้องการของคนได้ ก็จะเกิดการใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะได้มากขึ้น” 

ปรับพื้นที่ให้เข้ากับวิถีชีวิตคน

เมื่อถามถึงปัญหาของพื้นที่สาธารณะในเมืองไทย ดร.พนิต บอกว่า ‘สวนสาธารณะ’ คือตัวอย่างหนึ่งในประเทศไทยที่เห็นภาพชัดที่สุด แม้ว่าเราจะมีสวนสาธารณะเกือบ 30 แห่งภายใต้การดูแลของกรุงเทพฯ แต่พื้นที่เหล่านี้กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าเท่าที่ควรจะเป็น

สวนสาธารณะในกรุงเทพฯ มีปัญหา ดังนี้ 

รองศาสตราจารย์ ดร.พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

1. ประชาชนเข้าไม่ถึงสวนสาธารณะ เพราะการออกแบบผังเมืองไม่มีการกำหนดสวนสาธาณะในละแวกบ้านเข้าไปด้วย หากเราไม่ใช่คนในละแวกนั้นและต้องการใช้สวนสาธาณะก็ต้องเดินทางหลายต่อเพื่อจะไปให้ถึงสวนที่ใกล้ที่สุด ทำให้การใช้งานสวนที่อยู่แล้วขาดหายไป การมีอยู่ของสวนสาธาณะในละแวกบ้านจะทำให้คนเมืองได้พบปะและมีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งต่างจากการออกกำลังกายในฟิตเนส หรือการอยู่ในพื้นที่สีเขียวของคอนโดซึ่งไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ และเป็นการใช้ชีวิตส่วนตัวในพื้นที่ส่วนรวมเพราะความจำเป็นเท่านั้น

2. พื้นที่สาธารณะของคนไทยไม่ได้ปรับให้เข้ากับพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ต่างจากสวนสาธารณะของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นสวนที่ปรับตัวเองเข้ากับพฤติกรรมของคนที่อาศัยอยู่ในเมือง หากใครมีโอกาสไปเดินสวนสาธารณะญี่ปุ่นคุณจะพบความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะที่สวนสาธารณะโยโยกิ (Yoyogi Park) สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สุดในโตเกียว เป็นสวนสาธารณะที่ตอบสนองกับวิถีชีวิตคนเมืองจริงๆ ซึ่งในกรุงเทพฯ เราไม่มีสวนแบบนี้เลย 

สวนสาธารณะในกรุงเทพฯ ห้ามนำสุนัขเข้าไป แค่กฎข้อนี้ก็ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่แล้ว เพราะตอนนี้วิถีชีวิตของคนเมืองคือเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนหรือเป็นลูก แต่คนรุ่นก่อนเลี้ยงสัตว์เป็นสัตว์เลี้ยง แค่คอยให้ข้าวให้น้ำก็พอ ภายในสวนสาธารณะญี่ปุ่นจึงมีโซนที่นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปได้ และมีคอกกั้นไว้เพื่อไม่ให้สุนัขเล็กและสุนัขใหญ่กัดกัน พื้นที่ดื่มน้ำก็มีความสูงที่แตกต่างกันเพื่อให้ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ตำแหน่งที่ตั้งของสวนอยู่ติดกับลานจอดรถขนาดใหญ่เพื่อรองรับกับการใช้งานของคนจำนวนมากและอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ 

City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน

นอกจากนี้ในสวนมีพื้นที่ที่ใช้เสียงได้ โดยอนุญาตให้นำเครื่องดนตรีเข้ามาเล่นในสวน เพราะการอาศัยอยู่ในคอนโดในเมืองใหญ่ เราใช้เสียงดังในห้องรบกวนเพื่อนบ้านไม่ได้อยู่แล้ว พื้นที่สาธารณะจึงจำเป็นอย่างมากสำหรับคนที่หาสถานที่เล่นดนตรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในขณะเดียวกันที่นี่ยังเป็นสวนที่มีโซนเงียบสำหรับเล่นโยคะและคนที่ชอบอ่านหนังสือ รวมถึงมีพื้นที่ออกกำลังกาย เล่นกีฬาได้หลากหลาย แบบนี้จึงเรียกว่าเป็นพื้นที่สาธารณะที่ถูกปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนเมืองแล้ว 

ในขณะที่สวนสาธารณะของไทยยังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการใช้งานของคนทุกกลุ่ม พื้นที่สาธาณะที่มีคนใช้งานอยู่ในทุกวันนี้เป็นพื้นที่สำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่คือกลุ่มคนที่มาออกกำลังกาย แต่เราไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กที่เพิ่งหัดเดิน คนแก่ที่มาเดินเล่นในสวน หรือกลุ่มคนพิการที่ควรจะเข้าถึงสวนสาธารณะได้ด้วยเช่นกัน

ใครสามารถเพิ่มพื้นที่สาธารณะในเมืองได้บ้าง?

ใครๆ ก็มักจะคิดว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวน้อยเมื่อหารค่าเฉลี่ยต่อหัว แต่ในความเป็นจริงเมื่อดูจากภาพถ่ายทางอากาศ เรามีทั้งพื้นที่สีเขียวจากสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวอีกมากที่เป็นของรัฐ แต่ไม่ได้เปิดเป็นพื้นที่สาธาณะให้ประชาชนเข้าไปใช้งาน

การจะเพิ่มพื้นที่สาธาณะในเมืองได้ไม่ใช่แค่สร้างสวนสาธารณะแล้วจบไป แต่ยังมีอีกหลายวิธีที่ช่วยพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นด้วยการสนับสนุนของภาครัฐและการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม

City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน

“ผมเคยทำโครงการเสนอให้เอาพื้นที่ของรัฐบางส่วนมาทำถนนสาธารณะ โดยที่ไม่ได้จะตัดถนนผ่ากลางพื้นที่เลย แค่ทำถนนเลียบทางตามเขตพื้นที่ไป แต่รัฐก็ไม่ยอมให้พื้นที่ ทั้งที่เรามีพื้นที่ของรัฐจำนวนมากที่สามารถเป็นพื้นที่สาธารณะได้ 

“ผมไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องสละพื้นที่ทั้งหมดให้กับประชาชน ถ้าส่วนไหนเป็นความลับ ส่วนไหนสำคัญ ก็ไม่จำเป็นต้องเปิด แต่ถ้าพื้นที่ไหนแบ่งได้ก็จะช่วยพัฒนาเมืองได้มาก ปัจจุบันนี้รัฐมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นเขตหวงห้ามเยอะมาก และมีพื้นที่ที่สงวนไว้ให้คนบางกลุ่มเข้าใช้งานเท่านั้น ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่สาธาณะได้ 

“อย่างโครงการทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ในความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ ถ้าหน่วยงานรัฐในบริเวณนั้นสละพื้นที่มาเป็นพื้นที่สาธารณะ ทำให้คนมีทางเท้าเพิ่มมากขึ้น แค่นี้ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างทางเดินเพิ่มเลย แต่เมื่อไม่มีหน่วยงานใดยอมให้ เราจึงยังไม่มีพื้นที่สาธารณะที่คนเข้าถึงง่ายหรือใช้งานได้จริง”

นอกจากนี้ในทางกฎหมายยังมีสิ่งที่เรียกว่า พื้นที่อุปกรณ์ (Privately Owned Public Space) ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นของเอกชน เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปใช้งานได้อย่างเสรีตามกฎหมาย ซึ่งส่วนนี้คือสิ่งที่เอื้อประโยชน์กับรัฐได้ หากมีกลไกการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ

“ในต่างประเทศมีข้อแลกเปลี่ยนให้เอกชนอุทิศพื้นที่ของตัวเองให้เป็นพื้นที่สาธารณะ โดยที่แลกกับสิทธิ์ในการก่อสร้างตึกตามจำนวนชั้นที่ต้องการ เช่น หากอุทิศพื้นที่ให้กับรัฐเพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะสามสิบเปอร์เซ็นต์ คุณจะกู้เงินได้เต็มจำนวน และต้องทำสัญญาเพื่อให้ประชาชนเข้ามาใช้งานได้จริง มีเวลาใช้งานกำหนด ดูแลรักษาสวน และออกแบบตามข้อกำหนดของรัฐ โดยที่รัฐไม่ได้เป็นเจ้าของสวนนี้และไม่ได้เสียงบประมาณในการดูแลเลยสักบาท 

“จากเดิมที่กำหนดให้สร้างอาคารได้แค่ห้าชั้น อาจจะสามารถเพิ่มเป็นสามสิบชั้นได้หากสร้างประโยชน์ให้รัฐ หรือแม้แต่การเพิ่มพื้นที่ทางเท้า รัฐสามารถกำหนดระยะถอยร่นได้เพื่อแลกกับผลประโยชน์บางอย่างที่เอกชนจะได้รับ 

“ผมเชื่อว่ามันมีหลายวิธีมากที่ทำให้เรามีพื้นที่สาธารณะมากขึ้น แต่ที่ไทยไม่เคยทำได้แบบนั้น ทั้งๆ ที่เรามีเครื่องมือทางกฎหมายหลายอย่าง เป็นเพราะเรายังไม่เคยมีการบังคับใช้งานกฎหมายให้ครบทุกมาตรา และไม่มีกำหนดกลไกในการบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม 

City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน
City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน

“ที่สำคัญพื้นที่สาธาณะคือสิ่งที่รัฐต้องลงทุน ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาฟรีๆ คุณไม่สามารถไปบังคับให้ประชาชนคืนที่ดินมาเพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวหรือเป็นพื้นที่สาธาณะฟรีๆ ได้ เพราะมันไม่ยุติธรรมสำหรับเขา”

โครงการห้องทดลองเมือง

เพราะเชื่อว่า ‘เมืองที่ดี’ คือเมืองที่คนเมืองมีส่วนร่วมในการออกแบบ 

โครงการ City Lab Silom เป็นโครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับศูนย์สร้างเสริมสุขภาวะเมือง (Healthy Space Forum) ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร และผู้ประกอบการกลุ่มคนรักสีลม จึงนำพื้นที่หน้าอาคารของเอกชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการมาเป็นส่วนหนึ่งของ ‘พื้นที่ทดลองชั่วคราว’ ในการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะสำหรับ ‘คนเมือง’ ที่ไม่ได้เป็นเพียงการออกแบบตามหลักการ แต่เป็นการออกแบบตามต้องการของผู้คนจริงๆ โดยการให้ประชาชนในย่านสีลมได้ทดลองใช้งานในพื้นที่จริง และฟังเสียงตอบรับเพื่อนำไปพัฒนาต่อ

ใครที่มีโอกาสผ่านไปย่านสีลมในวันที่ 11 – 27 ธันวาคม 2562 คงได้เห็นสีลมในโฉมใหม่ มีทั้งสีสัน รูปทรง และฟังก์ชันการใช้งานที่แปลกตาไป โดยจะมีพื้นที่ต้นแบบทั้งหมด 7 พื้นที่ ร่วมออกแบบโดย Cloud-floor, Palette Me, VAWA, คุณณัฐกิตติ์ กังสดาลเสนานนท์ และศูนย์สร้างเสริมสุขภาวะเมือง (Healthy Space Forum) 

โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน
โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน

โดยจะมี 10 พื้นที่ที่มีผลงานตั้งอยู่ ได้แก่ โรงแรมดุสิตธานี อาคารธนิยะ พลาซ่า อาคารญาดา อาคารสีบุญเรือง อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ อาคารลิเบอร์ตี้ สแควร์ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อาคารอาคเนย์ประกันภัย และอาคารยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ 

เมื่อทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญร่วมกันในการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ จึงได้นำแนวคิดพื้นที่เอกชนซึ่งเปิดให้ใช้งานอย่างสาธารณะ (Privately Own Public Space) มาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันคือ ทำให้พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมสาธารณะ สนับสนุนให้คนเมืองมีกิจกรรมทางกายมากขึ้น เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงหลักด้านสุขภาพที่นำไปสู่การเจ็บป่วยและสูญเสียชีวิต นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้มีพื้นที่สีเขียวทั้งในร่มและกลางแจ้งเพื่อให้ประชาชนได้ออกมามีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น

“ในช่วงแรกที่เราลงไปสำรวจพื้นที่เราพบปัญหาหลายเรื่อง เช่น ไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ ความปลอดภัยในการใช้ทางเท้าและถนน การจัดการขยะ ป้ายรถเมล์ไม่เหมาะสมกับการใช้งาน และมีบางพื้นที่บนทางเท้าที่ถูกปล่อยว่างไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ 

City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน
City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน

“เราจึงมีการออกแบบผังแม่บทการพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาให้กับย่านสีลมครั้งใหญ่ แต่ปัญหาคือมันต้องใช้งบประมาณสูงมาก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ทั้งภาครัฐหรือภาคเอกชนจะเอาด้วย ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะล้มเลิกโครงการไปแล้ว 

“แต่สิ่งที่เราเอากลับไปหาเขาอีกครั้งไม่ใช่ผังแม่บท แต่เราเสนอว่าเราจะใช้สีลมเป็นพื้นที่ในการทดลองร่วมกัน เราจะทดลองระยะสั้น ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน และทดลองเฉพาะในจุดสำคัญของสีลม เพื่อดูว่าพื้นที่สาธารณะแบบไหนที่ถูกใจคนในย่านนี้ หลังการทดลองเราจะนำผลการทดลองนำเสนอต่อสาธารณะ ไม่ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาดีหรือไม่ดี เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เราก็รับไว้หมด 

“ผลที่ได้จะถูกนำไปพัฒนาพื้นที่สีลมและส่งต่อให้กับผู้รับผิดชอบในการดูแลพื้นที่นี้ต่อไป เมื่อต้องมีการของบประมาณเพื่อก่อสร้างหรือพัฒนาอะไรสักอย่าง ก็ใช้ข้อมูลจากการทดลองของ City Lab เป็นตัวซัพพอร์ตได้ ซึ่งวิธีการนี้เป็นเรื่องปกติที่ทั่วโลกเขาทำกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการพัฒนาก่อนใช้งบประมาณจำนวนมาก”

การจะแก้ปัญหาพื้นที่สาธารณะใดๆ ก็ตาม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่นี้มีปัญหาอะไรบ้าง แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ Stakeholder หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับพื้นที่นี้ด้วย สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือต้องดูก่อนว่าคนในพื้นที่เขามองเห็นปัญหาอะไรบ้าง เพราะการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่คือสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนา คนกลุ่มนี้คือกลุ่มคนที่ใช้พื้นที่สาธาณะในสีลมจริงๆ หลังการทดลองจบลง คนกลุ่มนี้เองที่มีศักยภาพที่จะผลักดันให้เกิดการพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน

City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน

ก่อนจะออกแบบทีมงาน City Lab ได้สำรวจปัญหาในย่านสีลมก่อน มีตั้งแต่การสังเกต ติดตาม สำรวจ สัมภาษณ์ ทดลอง ฟังเสียงตอบรับ ระดมความคิดเห็น เชิญชวนผู้ใช้งานจริงมาร่วมออกแบบ และอีกสารพัดวิธีที่จะช่วยให้เมืองนี้เป็นเมืองที่ดีขึ้นได้ แล้วค่อยออกแบบเพื่อทดลองแก้ปัญหาไปทีละจุด 

แต่เนื่องจาก City Lab เป็นโครงการทดลองระยะสั้น จึงมีข้อจำกัดในการทำงานหลายอย่าง เช่น การทดลองต้องไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการก่อสร้างถาวรหรือไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะทาสี หรือทำโครงสร้างใดๆ ก็ต้องทำให้เหมาะสมกับการทดลองใช้งานในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น 

City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน

สีบนทางข้ามที่ค่อยๆ หลุดลอก หรือทางเท้าและทางข้ามที่ไม่เอื้อต่อการใช้รถวีลแชร์ เพราะทางโครงการไม่สามารถก่อสร้างทางราบเพิ่มเติม จึงเป็นอีกหนึ่งเสียงสะท้อนที่ดังพอจะทำให้ทุกคนเห็นว่าสีลมยังยังมีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจังบ้าง

เปลี่ยนเมืองด้วยข้อมูล

“ความตั้งใจของเรา คือเราอยากเปลี่ยนพื้นที่ทางเท้าที่คนเคยรีบเดินหนี รีบเดินผ่านไปเร็วๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่คนมาทำกิจกรรมต่างๆ ได้ เพราะก่อนที่ทีมของเราจะมาทำโครงการนี้ในนาม City Lab เราเคยทำโครงการอื่นๆ มาหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในสวนสาธารณะ ซึ่งจากประสบการณ์ตรงนั้นทำให้เรารู้ว่าคนเมืองต้องการพื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น เราเห็นว่าพื้นที่ระหว่างต้นไม้หรือบนทางเท้าบางส่วน เป็นพื้นที่สาธารณะที่ไม่ได้เกิดการใช้งาน เราจึงไปดูว่ามีวิธีไหนที่เราจะทำให้คนมาใช้งานได้มากขึ้นบ้าง” 

ดร. พนิตบอกว่า City Lab มีหลักในการออกแบบอยู่ว่า

1. ต้องเป็นการออกแบบที่เข้าใจง่าย ไม่จำเป็นต้องมีคนคอยอธิบายวิธีใช้งาน จึงใช้การขีดสีตีเส้นลงไปในพื้นที่และสื่อสารให้เข้าใจง่ายที่สุด ที่แม้แต่เด็กเล็กก็เข้าใจได้ เช่น สัญลักษณ์รูปเท้า 2 ข้าง เป็นการกำหนดเส้นทางเดิน หรือการตีช่องให้กระโดดเพื่อออกกำลังกายเหมือนเกมที่เราเคยเล่นกันตอนเด็กๆ

2. ต้องมีความปลอดภัยกับผู้ใช้งาน ซึ่งสิ่งนี้เป็นความท้าทายของทีม City Lab เพราะปัญหาของโครงการระยะสั้น คือไม่สามารถทำสิ่งที่คงทนถาวร เนื่องจากต้องรื้อถอนภายในระยะเวลาที่กำหนด 

3. ต้อง Over Scale เพราะมันสามารถดึงดูดให้คนจำนวนมากเข้ามาสนใจและเข้ามาทำกิจกรรมนี้ได้มากขึ้น

4. ต้องบำรุงรักษาง่าย และไม่จำเป็นต้องดูแลตลอดเวลา

เมื่อโจทย์ปัญหาต่างๆ รวมกับจากแนวคิดในการออกแบบทั้งหมดนี้ ทีม City Lab จึงได้ออกมาเป็น 7 พื้นที่ทดลองเพื่อหาคำตอบให้กับย่านสีลม

เติม Safety ให้สีลม คือการออกแบบทางม้าลายหน้าโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนและอาคารเอเชียอาคเนย์ร่วมกับ Cloud-floor โดยเน้นแก้ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนถนนสีลม เพราะจุดข้ามถนนของสีลมคือทางข้ามช่วงกลางถนนหรือ Mid-Block ที่รถมักจะวิ่งตรงมาด้วยความเร็ว ไม่มีสัญญาณไฟจราจรมากั้น ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้มากกว่าบริเวณที่มีสัญญาณไฟ ทีม City Lab จึงออกแบบด้วยการใส่จิตวิทยาลงไป ใส่เส้นหยักทั้งก่อนและหลังทางข้าม ให้คนขับรถรู้สึกว่าช่องทางมันแคบลงเพื่อที่จะได้ชะลอความเร็ว และใช้สีที่โดดเด่นเพื่อทำให้คนขับเห็นชัดๆ ว่านี่คือทางข้าม จะได้ขับรถด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และคนข้ามถนนก็จะข้ามได้อย่างปลอดภัย

City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน
City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน

เติม Energy ให้สีลม บริเวณป้ายรถประจำทางหน้าโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน คือป้ายรถประจำทางที่เสริมที่นั่งให้สูงขึ้นเพื่อให้เหมาะกับสรีระของผู้ใช้งาน และเพิ่มฟังก์ชันการออกกำลังกายเข้าไปด้วย เพื่อให้ระหว่างรอมีกิจกรรมให้ทำ

City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน

ออกมา ‘เล่น!’ @สีลม บริเวณหน้าอาคารธนิยะ พลาซ่า โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน อาคารยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ และอาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ เป็นทางเท้าเราที่เพิ่มกระดานหมากรุกยักษ์เข้าไป เพราะต้องการให้กิจกรรมนี้มีคนเห็นมากขึ้น ดึงดูดให้คนรอบข้างสนใจและอยากเข้ามาเล่นด้วยกัน และเปลี่ยนพื้นที่ว่างหน้าอาคารให้เป็นพื้นที่ที่คนมาใช้ทำกิจกรรมร่วมกันได้ ในอนาคตวางแผนไว้ว่าจะเปิดให้นักเรียนที่เรียนดนตรีในละแวกนั้นมาเล่นดนตรีได้ เป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ให้มากขึ้น 

City Lab โครงการที่เปลี่ยนสีลมเป็นห้องทดลอง และชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ Public Space ด้วยกัน

ซึ่งหลังจากที่เปิดตัวโครงการและนำชิ้นงานไปติดตั้งในพื้นที่แล้ว ทีมงานก็ได้ติดตามผลลัพธ์จากการทดลองและพบข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับการพัฒนาอย่างที่คาดไว้ 

“จากเดิมพื้นที่หน้าโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนจะมีต้นไม้ขวางและมีคอกกั้นไว้ทุกๆ ยี่สิบเมตร เราพบว่าคนเดินตามทางที่กำหนดไว้ แต่ตรงระหว่างคอกต้นไม้เป็นพื้นที่ที่ไม่ถูกใช้งานเลย เราจึงเอาพื้นที่ว่างตรงนั้นมาขีดสีตีเส้นให้คนกระโดด ใส่ต้นไม้ ใส่ที่นั่งลงไป การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พื้นที่ที่ไม่ถูกใช้งาน ได้ถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น 

“แต่ผลตอบรับที่เราได้กลับมาทำให้เรารู้ว่าคอกต้นไม้ที่เราใส่ลงไปเต็มขอบมันทำให้คนเดินชนได้ง่ายมาก และเป็นอันตรายกับคนใช้ทางเท้า สิ่งที่เราได้จากการทดลองนี้คือเราต้องทำไซส์เล็กลง นี่คือผลลัพธ์ที่เรานำไปพัฒนาต่อได้ เราไม่ได้หวังว่ามันจะประสบความสำเร็จทุกอย่างในทันที แต่สิ่งที่เราได้รับกลับมาคือเราต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน 

“เพราะนี่คือการใช้เมืองเป็นห้องทดลอง แต่ถ้าไม่มีการทดลองเลยสักครั้ง เราอาจจะเสียงบประมาณมหาศาลจากการผลิตเก้าอี้ที่ผิดขนาด”

แม้ว่าโครงการนี้จะไม่ได้จบลงที่การใช้ผังแม่บทในการพัฒนา แต่เราเชื่อว่าข้อมูลที่ City Lab ได้กลับไป จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาเมืองได้

“เราไม่ได้หวงไอเดียเรื่อง City Lab เลย ใครเห็นว่าดีก็เอาไปทำต่อได้ เพราะตอนนี้สิ่งที่เราทำคือการทำต้นแบบ เพื่อให้คนอื่นสามารถเอาไปพัฒนาต่อได้ หรือเอาไปปรับใช้ได้กับพื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น อโศกหรือรัชดา

และในฐานะต้นแบบ “สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่สร้างต้นแบบเพิ่ม ไม่ใช่ผลิตต้นแบบเป็นร้อยพันอย่างไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีการพัฒนาต่อ ในอนาคตเราอยากเห็นของจริงที่มันงอกเงยมาจากผลลัพธ์ในการทดลองของเรา” ดร. พนิตกล่าวทิ้งท้าย

รองศาสตราจารย์ ดร.พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load