ยามบ่ายวันธรรมดาที่อากาศอบอ้าว เราเรียกแท็กซี่ไปยังกิจการล่าสุดของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย 

 เมื่อรถแล่นผ่านร้านก๋วยเตี๋ยวรู เราก็นึกได้ว่ารถยนต์เข้าไปยังจุดหมายที่อยู่บนถนนแคบมากกว่านี้ไม่ได้ แท็กซี่จึงจอดส่งเราลงที่ปากซอยเจริญกรุง 20 

เราออกเดินต่อ ผ่านบ้านแล้วบ้านเล่า ผ่านเซียงกงมากมายจนถึงซอยวานิช 2 เมื่อเดินเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปอีก ตรงข้ามกับศาลเจ้าโจวซือกง เราก็ได้พบเจอกับ ‘Citizen Tea Canteen of nowhere’ ร้านน้ำชาสีส้มดำจี๊ดจ๊าดขนาด 1 คูหา ท่ามกลางสีสันและบรรยากาศร้านที่อบอวลด้วยกลิ่นอายความเป็นจีน เจ-เจษฎา มะโนน้อม ทีมาสเตอร์ของร้านยิ้มแย้มทักทายอยู่ที่บาร์พร้อมเครื่องไซฟ่อน ซึ่งด้านหลังรายล้อมไปด้วยแก้วน้ำสกรีนแบบวินเทจและเครื่องพวงรอเสิร์ฟลูกค้า 

Citizen Tea Canteen of nowhere ร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์แสนสนุกแห่งตลาดน้อย
Citizen Tea Canteen of nowhere ร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์แสนสนุกแห่งตลาดน้อย
Citizen Tea Canteen of nowhere ร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์แสนสนุกแห่งตลาดน้อย

ชั้นสอง ทางซ้ายมือมีราวแขวนเสื้อผ้าและวางสินค้างานฝีมือสีสันสดใสเรียงรายอยู่เต็มไปหมด บรรยากาศหลักๆ ในร้านดูคล้ายกับสภากาแฟที่เราเคยพบเห็นในหนังหรือละครไทยสมัยก่อน พื้นสีเขียวล้อไปกับสีสันศาลเจ้าข้างๆ แม้ดูฉูดฉาด แต่ลงตัวกับย่านตลาดน้อยอย่างบอกไม่ถูก

Citizen Tea Canteen of nowhere ร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์แสนสนุกแห่งตลาดน้อย

ดีไซเนอร์เจ้าของร้านเล่าว่า ความตั้งใจแรกของเขาคืออยากทำร้านออกมาในลักษณะเรียบๆ ไม่ได้มีอะไรมากมายเหมือนกับคาเฟ่ใหม่ๆ แต่ด้วยเลือดนักออกแบบและนักเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในหัว สุดท้ายร้านจึงออกมาค่อนข้าง ‘เอาเรื่อง’ เห็นได้ชัดจากแผ่นไม้ที่เต็มไปด้วยลวดลายจากงานพิมพ์ซิลค์สกรีนทั้งรูปเสือ ดอกกุหลาบ และอักษรจีน อยู่ทั่วผนังของร้าน ซึ่งทั้งหมดถูกวาดโดยเหล่าพนักงาน 56th Studio

“ที่ทำออกมาก็คงจะเรียกว่าสไตล์แม็กซิมอล เพราะส่วนตัวก็ไม่ใช่คนน้อยอยู่แล้ว” โอพูดทีเล่นทีจริงสร้างเสียงหัวเราะ ก่อนบทสนทนาถึงร้านน้ำชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์จะเริ่มต้นขึ้น

“ผมตั้งชื่อร้านนี้ว่า ‘Citizen’ ทั้งตัวเเบรนด์เเละร้านนี้ เพราะอยากจะมอบพื้นที่ให้ผู้คน ให้เกษตรกร”

โชว์รูมกึ่งร้านน้ำชา

ศรัณย์เป็นเจ้าของแบรนด์หัตถกรรมสุดป๊อบอย่าง Citizen of Nowhere แบรนด์ที่มอบพื้นที่ให้กับผู้คนในการสร้างสรรค์งานฝีมือในแบบที่ตัวเองถนัด แล้วนำสิ่งที่ได้มาเติมแต่งให้สินค้ามีชีวิตชีวาและดูสนุกมากกว่าเดิม หลังจากที่เขาเรียนจบด้าน Storytelling จากสวีเดน แล้วกลับบ้านมาทำแบรนด์ของตัวเองกว่า 3 ปี ประสบการณ์การทำงานมากมายทำให้เขารู้ว่า ไม่ใช่แค่ความสวยและความเก๋เท่านั้นที่ทำให้งานขายได้ แต่ยังมีเรื่องการสร้างคุณค่าให้กับงานชิ้นนั้นๆ ด้วย

“ผมค้นพบว่า วิธีขายงานหัตถกรรมที่ดีที่สุด คือการให้คนเขามีประสบการณ์กับสินค้า ถ้างานหัตถกรรมขายแค่ในออนไลน์ มันไม่ฟิน เพราะคนไม่สัมผัสมันโดยตรง ถ้าไม่มี Personal Touch ก็ไม่มีความหมายเท่าไหร่ แล้วผมอยากให้คนได้เข้ามารู้ว่า กว่าคุณป้าคุณลุงที่ทำงานคราฟต์จะได้ผ้ามาเเต่ละนิ้ว เเต่ละผืน มันยากนะ ต้นทุนของเขาคือทักษะและเวลา เลยอยากทําโชว์รูมจัดแสดงสินค้างานคราฟต์ขึ้นมาเพื่อสื่อสาร เราอยากจะ Empower เกษตรกร ลุงๆ ป้าๆ ที่ถักทอของเหล่านี้ขึ้นมา”

ด้วยความที่โอสนใจในวัฒนธรรม Underdog มาโดยตลอด การสร้างร้านชาควบคู่กับโชว์รูมจัดแสดงสินค้าจึงถูกตั้งต้นด้วยวัฒนธรรม ‘โกปี๊’ ที่วัยรุ่นตั้งแต่ Gen Z ลงมาอาจจะไม่คุ้นเคยกันแล้ว แต่เขาอยากนำสิ่งนี้มาตีความใหม่ ถอดรื้อแต่ละองค์ประกอบมาจัดเรียงใหม่ ปรับโฉมให้มีสีสันมากขึ้น

“ร้านกาเเฟกับร้านชานมเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เป็นไปได้ไหมว่าเราจะเอาประสบการณ์เครื่องพวง การชงแบบคนๆ กลับมาใหม่ เลยผนวกสองอย่างเข้าด้วยกันก็คือ ส่วนที่เป็นสินค้าเเละส่วนที่เป็นเซอร์วิส แล้วเราก็ตั้งเเบรนด์ใหม่ขึ้นมาเลย อะไรที่คนบอกว่า เห่ย เชย หมดยุคไปแล้ว เราอยากจะพิสูจน์ให้เห็นว่า เฮ้ย มันมีพื้นที่ของมันนะ สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้”

จากสองสิ่งนี้เอง โอจึงตามหาพื้นที่ที่เหมาะสมกับวิธีการนี้ และเขาก็ได้มาเจอกับตึกเก่าใกล้ศาลเจ้าโจวซือกงของโอ๊ะ เขาเสนอแนะสิ่งที่อยากทำให้เจ้าของพื้นที่ฟัง จนสุดท้ายทั้งสองคนก็กลายมาเป็นหุ้นส่วนร้านด้วยกัน

จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย

ชุมชนเก่าและใหม่

“ตอนนี้ผมไม่ชินกับการเดินสยามเเล้ว หนึ่งคือเเก่ สองคือผมตั้งคำถามว่า ทําไมทุกอย่างมันดูไม่ค่อยสมจริง ดูประดิษฐ์ไปหมด”

โอชวนเราตั้งข้อสังเกตว่า คนกรุงเทพฯ อึดอัดกับการไม่มีถนนคนเดินที่แท้จริง พื้นที่ส่วนมากที่เราพอจะไปเดินเตร็ดเตร่ ผ่อนคลายในวันหยุด ล้วนเป็นห้างสรรพสินค้าติดแอร์ พื้นที่เหล่านั้นก็ไม่ได้แสดงถึงย่านและผู้คนที่อาศัยอยู่ตรงนั้น แต่ตลาดน้อยคือพื้นที่ตรงกลาง มีความสมดุลระหว่างความสวยงามของตึกรามบ้านช่อง ผนวกเข้ากับการได้รู้จักและทำความเข้าใจชีวิตของคนอื่นๆ ในสังคม

“ถึงดั้งเดิมผมจะเป็นชาวนนทบุเรี่ยน แต่ทุกวันนี้บ้านผมอยู่แถวพระโขนงครับ พระโขนงเป็นสุขุมวิทชั้นในอันสุดท้าย คือเวลาพูดแล้วยังภูมิใจอยู่ว่าเป็นคนสุขุมวิทชั้นใน เพราะว่าเลยไปเป็นอ่อนนุชคือ Brooklyn เเล้ว แต่ถ้าเราอยู่ในพระโขนงเรายังอยู่ใน Manhattan (หัวเราะ) 

“เวลาที่เราเดินแถวขอบๆ ของ Manhattan เราจะเห็นตลาดต่างๆ ซ่อนตัวอยู่เยอะ เช่น โรงสกรีน โรงเย็บชุดหางเครื่อง ยิ่งเดินยิ่งสนุก ซึ่งตลาดน้อยให้ความรู้สึกแบบเดียวกัน เป็นปราการด่านสุดท้ายระหว่างความในเเละความนอกเมือง เป็นเส้นสุดท้ายระหว่างความเก่ากับใหม่ เดินไปซื้อเก๊กฮวยกับอาม่าได้ ไปอีกหนึ่งก้าว ซื้อโถส้วมจากร้านที่เปิดมาร้อยปีเเล้วมาว่าทิ้งไว้ในร้านเก๋ๆ ได้” 

 ความประทับใจนี้เอง พื้นที่ตลาดน้อยจึงกลายมาเป็นตัวเลือกที่โอรู้สึกใจเต้น

จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย
จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย

ถนนเจริญกรุงเป็นถนนเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองกรุงมากว่า 150 ปี เป็นพื้นที่ที่อัดแน่นไปด้วยความเป็นพหุวัฒนธรรมทั้งพุทธ-คริสต์-อิสลาม ความหลากหลายของการอยู่ร่วมกันของคนในชุมชนนี้จึงกลายเป็นสีสันของย่านไปโดยปริยาย และแม้ว่าจะผ่านมานาน ถนนเส้นนี้ยังคงเคลื่อนไหวและปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะ ‘ตลาดน้อย’ ที่คนรุ่นใหม่หลายคนสนใจเข้ามาปรุงแต่งความสดใหม่ให้ย่านมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม

“ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากเรื่องของการพัฒนาชุมชน พอชุมชนจัดกิจกรรมขึ้น มีคนนอกเข้ามาปุ๊บ แล้วเขาเห็นศักยภาพของพื้นที่ คนก็เลยค่อยๆ เข้ามาทีละนิด เริ่มเกิดสินค้าและร้านรวงเยอะขึ้นเป็นดอกเห็ด อย่างเราจากที่เคยเป็นเกสต์เฮาส์แค่ที่เดียว ตอนนี้ก็มีอะไรหลายอย่างเต็มไปหมด” เจ้าถิ่นตลาดน้อยอย่างโอ๊ะเสริมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ด้วยลักษณะตรอกซอกซอยของตลาดน้อย ชวนให้คนออกเดินค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ 

ประสบการณ์ของร้านน้ำชาแตกต่างจากคาเฟ่อื่นๆ ที่มีกาแฟเป็นตัวชูโรง เป็นจุดเด่นของ Tea Canteen พร้อมทั้งสร้างความหลากหลายให้กับย่านพหุวัฒนธรรม

“คือผมไม่ได้มองว่าการเกิดขึ้นของร้านจะมาแทนที่ร้านอื่นๆ ในพื้นที่ เพราะเราต้องอยู่กันเป็นคอมมูนิตี้คราฟต์ มันเก๋อยู่คนเดียวไม่ได้ ผมว่าคราฟต์มันต้องมีคอมมูนิตี้ของมัน แล้วคอมมูนิตี้ก็ต้องแข็งแรงมากด้วย” 

บริเวณซอยวานิช 2 ที่เป็นที่ตั้งของร้าน ยังมีร้านรวงต่างๆ ใกล้เคียงอีกมาก โดยเฉพาะร้านกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นบ้านไทง้วนเองกี่ ฮงเซียงกง บ้านริมน้ำ Mother Roaster และ Patina เรียกได้ว่า ถ้าได้มาแวะที่ตลาดน้อย จะต้องได้เที่ยวทั่วย่าน ถ้ามาเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนที่รักเครื่องดื่มคนละสายก็ไม่ต้องทะเลาะกันว่าจะเข้าร้านไหน เพราะที่นี่พวกเขาแวะฮอปปิ้งชิมได้ทั้งชาและกาแฟตลอดวัน

จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย
จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย

 Craft is Politics 

ก่อนมาทำร้านชากึ่งโชว์รูมในวันนี้ มีช่วงเวลาหนึ่งที่โอป่วยหนัก มีอาการตับอ่อนอักเสบ เนื่องจากการทำงานอย่างหนักหน่วงและการสังสรรค์ที่เต็มที่ไม่แพ้กัน ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ร่างกายจึงทรุดโทรมลง ถึงขั้นคุณหมอเดินมาบอกเขาว่าจะอยู่ได้อีกแค่ 3 เดือน ซ้ำร้ายจากที่เคยได้รับโอกาสมากมาย เขาก็โดนยกเลิกงานพร้อมๆ กันอยู่หลายงาน

“ไอ้ความฮอตเหล่านี้จะอยู่กับเราได้อีกเท่าไหร่ ดูดิ ผมป่วยแค่เเป๊บเดียว เขาก็ไม่รอเเล้ว Fame and Fortune อยู่กับเราไม่นานจริงๆ ตอนนั้นผมก็เลยรู้สึกว่า คุณค่าของเรามันมีอะไรมากกว่างานพวกนี้”

โอถือโอกาสนี้เหมารถตู้ออกเดินทางไปทั่วไทย เพื่อตามหาวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ผลงานจากชาวบ้านหลากหลายพื้นที่ 1 ปีกับการนั่งรถตู้ไปในที่ที่ไม่คุ้นเคยนี้เอง โอได้ค้นพบว่าเขาอยากเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนงานคราฟต์ให้คนเห็นคุณค่า และกลายเป็นสิ่งที่เลี้ยงชีพผู้ผลิตงานได้จริงๆ

“ผมเคยคุยกับป้าจุ๊ที่ทอเสื่อที่จันทบุรี ป้าแกเล่าให้ฟังว่า เด็กในจันทบุรีหลับตาทอเสื่อยังได้เลย เพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่ในดีเอ็นเอเขา พวกเขาเห็นปู่ย่าทํามาตั้งแต่เล็กๆ เเต่ทุกวันนี้ไม่ได้ทําเเล้ว ส่วนใหญ่ไปเข้าคิวสมัครทํางานในร้านสะดวกซื้อมากกว่า เพราะเขาจะได้เงินสามร้อยบาทต่อวันเเน่นอน เเต่ถ้าเขาเลือกทอเสื่อ เขาไม่รู้เลยว่ามันจะถูกซื้อตอนไหน”

จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย

นักออกแบบคนนี้จึงอยากชวนทุกคนมองไปถึงการกระจายรายได้ให้ไปถึงคนหลากหลายกลุ่มมากขึ้น การนำสินค้างานคราฟต์มาขาย จึงเป็นการทำให้ผู้ผลิตงานมองเห็นจุดหมาย ว่าพวกเขาจะได้รับอะไรกลับไปบ้าง โดยเฉพาะรายได้ที่พวกเขาจะสามารถนำไปเลี้ยงปากท้องตนเองและคนในครอบครัว

“รู้สึกว่าถ้าวันนี้ยังมีคนที่ยังไม่รู้ว่า ข้าวมื้อหน้ามันจะมาจากไหน ในขณะที่ในสังคมเดียวกัน ก็มีคนรวยล้นฟ้าที่มีข้าวให้เลือกกิน เรากำลังอยู่ในโลกแบบไหนกันแน่ เราเลยคิดว่า มันเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะทำให้วิถีชีวิตของตัวเองดีขึ้น รวมถึงของคนอื่นด้วย ไม่ได้พูดให้สวยนะ แต่คิดอย่างนั้นจริงๆ ถ้าผมทําอย่างอื่นรวยกว่า เเต่ Legacy เป็นเรื่องสําคัญ คนเคยป่วยใกล้ตายก็ต้องคิดเเล้วเเหละ เพราะไม่รู้ว่าตอนไหนจะตาย” โอเล่าเบื้องหลังการทำร้านนี้อย่างจริงจัง

จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย
จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย

“ความเชื่อส่วนตัวคือ Craft is Politics วิถีชีวิตของคนขึ้นอยู่กับการเมืองอยู่เสมอ ถ้าการเมืองดี วิถีชีวิตเขาก็ดี พอวิถีชีวิตเขาดี เขาก็ผลิตงานที่ดีเเละตอบโจทย์ตลาดต่อไปได้”

คุณค่าของงานคราฟต์สำหรับโอในตอนนี้ คือการเลี้ยงชีพกลุ่มคนที่ผลิตงานได้ การขายแบบฝากขายที่ห้างสรรพสินค้า คือการขายที่อยู่ปลายน้ำไปแล้ว นอกจากมีราคาค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเพิ่มเติม ผู้ผลิตงานบางคนไม่รู้ว่าทำงานแต่ละชิ้นเสร็จแล้วจะเอาไปขายที่ไหน ขายอย่างไร ศูนย์ส่งเสริมอาชีพหลายแห่งในแต่ละจังหวัดก็ไม่มีคลังสินค้า จึงยากที่จะเกิดภาพการซื้อ-ขายสินค้าขึ้น แต่สิ่งที่เขาทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย คือการไปถึงเเหล่งที่มา ออกแบบสินค้า และขายมันด้วยตัวของเขาเอง

“นี่คือต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ซึ่ง Citizen of Nowhere พยายามจะเชื่อมโยงกันทั้งหมด เราสนใจการสร้างอิมแพคต่อคน ทําไมคุณลุงคุณป้าต้องปลูกพริกไทยให้เสร็จก่อนถึงเดินมาที่กี่ทอใต้ถุนบ้าน ถ้าคุยไปเรื่อยๆ เราจะค้นพบว่ามันไม่มี Demand ไง ความต้องการของตลาดไปไม่ถึงเขา ทั้งที่งานคราฟต์น่าจะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนในหมู่บ้านได้ ให้เขาวางแผนได้ว่าเรามาปลูกกระจูดกัน เเล้วเดี๋ยวออเดอร์ฝรั่งเศสส่งเดือนสามนะ อะไรอย่างนี้” 

บอมบ์งานคราฟต์

“ผมเคยคิดมาก่อนว่า หน้าที่ของผมคือการออกแบบของที่เก๋ที่สุดในโลก แล้วก็บังคับให้คนอื่นทำตาม ให้เหมือนแบบที่ผมคิดไว้ให้มากที่สุด เพราะเราเข้าใจตลาด เราเป็นดีไซเนอร์ เราเก๋ คุณเห็นมาน้อยกว่าผม แต่สิ่งที่ผมได้ค้นพบหลังจากนั้นคือ งานคราฟต์เป็นงานที่ต้องทำงานกับวัสดุ ทำกับคนที่คุยกับวัสดุเป็น คุยกับไม้ไผ่หรือหม่อนไหม ซึ่งเขาจะคุยกับพวกมันในแบบเราไม่มีทางที่จะคุยได้ เลยทำให้ผมรู้ว่าผมไม่ควรไปเปลี่ยนอะไรพวกเขา”

วิธีการสร้างสรรค์งานที่โอมักเลือกใช้ จึงเป็นวิธีการที่คล้ายกับกราฟฟิตี้กำแพง คือการให้ผู้ผลิตงานคราฟต์ที่ไม่รู้จะต่อยอดสินค้าอย่างไรส่งผลิตภัณฑ์ให้ แล้วเขาจะรับช่วงต่อโดยการ ‘บอมบ์’ งานนั้นใหม่ให้ถูกใจตลาด 

จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย
จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย

นอกจากนี้ ยังมีงานสนุกกวนๆ เช่น เสื้อลายเสือที่แขวนอยู่กับราวฝั่งตรงข้าม เขาเล่าว่าผ้าที่นำมาทำเสื้อตัวนี้ ตอนแรกไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร เพราะเป็นผ้าปลายไม้ที่ลูกเล่นเยอะ วิบวับสะดุดตา แต่เมื่อได้ลองสัมผัสดูแล้วเนื้อผ้ากลับนุ่ม ตรงข้ามกับสิ่งที่จินตนาการไว้ สุดท้ายหวยเลยไปออกที่เสื้อทรงฮาวายสบายๆ แต่ดึงดูดสายตา จนอาจทำให้คนเดินสวนนึกว่าตัวเองเพิ่งเจอ พุ่มพวง ดวงจันทร์

จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย

“เราต้องทำยังไงให้โชว์รูมไม่เหงา ให้คนได้เข้ามาใช้เวลา สมมติว่าเขาเดินดูเสื้อเนี่ย ห้านาทีเขาก็ดูเสร็จแล้ว แต่ถ้าเกิดเขานั่งกินชา สายตาเขาอาจจะมองเสื้อสวยขึ้น หรือเก้าอี้ที่เขานั่งไม่สบายก็จะสบายขึ้น (หัวเราะ) เราอยากให้เขาใช้เวลาเต็มที่” 

การออกแบบชาของที่นี่ก็ใช้ไอเดีย ‘บอมบ์’ งานเหมือนกัน คือคัดเลือกชาที่ดีจากทั่วประเทศ มาใส่กลิ่นกับเท็กเจอร์ใหม่ในชา เพื่อเสิร์ฟรสชาติที่แตกต่างและสนุกถึง 13 กลิ่น (กลิ่น 14 คือทุเรียนอู่หลง ทีมงานลงความเห็นว่าอาจรุนแรงเกินไปหน่อย) 

ของที่น่าช้อปในร้านนี้มีอะไรบ้าง โอยกตัวอย่างมาดังนี้

5 สินค้าแนะนำจาก Citizen Tea Canteen of nowhere

01 ชาร้อน

จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย
จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย

สิ่งที่จะไม่แนะนำไม่ได้เลยคือ ‘ชา’ นั่นเอง (หรือใครอยากกินกาแฟก็มีโอเลี้ยงให้ได้ลิ้มลองในสไตล์โกปี๊)

ใบชาเป็นสิ่งที่ทางร้านใส่ใจไม่แพ้งานหัตถกรรม ทางร้านพยายามใช้ชาไทยทั้งหมด ยกเว้นชาซีลอน โดยได้ทีมผู้เชี่ยวชาญชามาช่วยค้นคว้าและคัดเลือกใบชากัน เริ่มจากดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ และไปจบที่เชียงราย ไปดูงานที่ไร่ของคุณชิง และ ‘ชาเฟ่’ ของไร่สุวิฬห์ ซึ่งบังเอิญว่า ติง-วัชรากร ชูชาติ ทีมาสเตอร์ของร้านทำงานร่วมกับไร่นี้อยู่พอดี จึงเกิดเป็นการเบลนด์ความพิถีพิถันและความสนุกเข้าด้วยกัน

ลิ้มลองชาร้อนเมนู Signature Blend อย่าง Duck Noodle ชาเบลนด์ที่ได้แรงบันดาลใจจากร้านเพื่อนบ้าน ‘ก๋วยเตี๋ยวเป็ดกรมเจ้าท่า’ ตัวชาซ่อนกลิ่นอายของพะโล้ ทั้งโป๊ยกั๊ก อบเชย และชะเอม เอาไว้ ซึ่งเมนูนี้เป็นเมนูลิมิเต็ดที่จะมีวางขายจนกระทั่งหมด แล้วจะมีชาใหม่มาวางขายแทนชาเบลนด์หมายเลขที่ 13 และยังมี Signature Blend ตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจ ทั้งบัวลอยน้ำขิงและขนมปังกล้วย

ใครไม่สะดวกดื่มที่ร้าน จะซื้อใส่ห่อกลับไปชงที่บ้านหรือซื้อไปฝากก็ได้ รับประกันว่าหีบห่อสวยงาม

02 ชานม

จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย

ถัดจากชาร้อน ทางร้านอยากชวนมาทานชานมที่ต่างไปจากที่คุ้นเคยกัน มีรสเฝื่อนปนมากกว่าปกติ ไม่หวานแสบคอ เคล็ดลับคือใช้นมข้นสูตรพิเศษ ซึ่งโอ๊ะปรึกษาเพื่อนที่ทำโรงงานนมข้น และนำวัตถุดิบมาใช้ปรุงชานมให้กลมกล่อมแตกต่าง

ถ้ามากับเพื่อนฝูง แนะนำให้ลองชานม 4 สูตร เสิร์ฟในเครื่องพวงสีขาวพร้อมที่จับไม้แสนเก๋ ทั้ง 4 แก้วล้วนมีสี รสชาติ และความฟูของชาที่แตกต่างกันไป เริ่มจากชานมหมายเลข 1 เป็นชาที่คล้ายกับชานมทั่วไป ทานที่ง่ายสุดเมื่อเทียบกับตัวอื่นๆ ถัดมา หมายเลข 2 โอบอกว่าเมื่อได้ชิมแล้วจะให้ความรู้สึกเหมือนเจมส์ บอนด์ ในรูปแบบของชาไทย รสชาติค่อนข้างนุ่มลึก ถัดมาหมายเลย 3 เป็นชานมที่สีเข้มข้นที่สุดในบรรดาชาทั้งหมด มีรสวานิลลานำ และมีกลิ่นหอมกรุ่นค้างอยู่ตอนท้าย และชานมหมายเลข 4 มีรสหวานพร้อมกับความหอมของกล้วยออกมาที่ After Taste

03 เบาะรองนั่ง

จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย
จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย

เพราะโออยากให้ที่นี่เป็นโชว์รูมสำหรับจัดแสดงงานคราฟต์ สินค้าที่อยากแนะนำต่อไปจึงเป็นเบาะรองนั่งในตู้กระจก การเลือกดูสินค้าตรงนี้อาจจะต้องใช้เวลากันนาน เบาะแต่ละชิ้นไม่เหมือนกันเลยสักแบบ เพราะนำวัตถุดิบจากชุมชนนี้บ้าง ชุมชนนั้นบ้าง มาประกอบกัน ชิ้นไหนหมดแล้วก็คือหมดเลย ลายที่ดึงดูดเราเป็นพิเศษน่าจะเป็นลายแมลงวันหัวเขียวสีจัดจ้าน

“ทำออนไลน์ยากมาก เพราะจะถ่ายรูปยังไง มันต้องถ่ายทุกอัน ไม่งั้นลูกค้าก็จะ อ้าว ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า เลยเป็นเหตุผลที่ทำไมเราต้องเปิดร้านชา เพราะว่าอยากให้คนมาเลือกสินค้าด้วยตัวเอง”

04 เสื้อผ้า OK Collection 

จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย
จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย

เสื้อผ้าและกระเป๋าภายในร้านมีให้เลือกซื้อตามสไตล์ของแต่ละคน ทั้งเสื้อผ้าลินินคอลเลกชัน ‘O.K.’ เสื้อฮาวายและกระเป๋ากระจูดที่ได้มาจากวัตถุดิบเสื่อกก ซึ่งมีให้เลือกทั้งกกจันทบุรีและกกอีสาน 

“อย่างคอลเลกชันนี้ เราเขียนไว้ว่า OK หมดเลย เพราะว่าเรารู้สึกว่าตอนนี้โลกมันไม่ค่อยโอเค ก็เลยตั้งชื่อว่า OK Collection เป็นตัวโอตัวเคอยู่บนอกซ้ายขวา ส่วนแรงบันดาลใจมาจากตามผนังวัดครับ เช่น ศาลเจ้าพ่อเสือ ศาลโจวซือกง ผมทำเพื่อที่จะบอกว่า ‘Hang be there, everything will be okay’ ก็คือทุกอย่างมันจะ OK”

05 เครื่องพวงและแก้วชา

จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย
จิบชากลิ่นเป็ดพะโล้ สนทนาในร้านชากึ่งโชว์รูมงานคราฟต์ย่านตลาดน้อย ของ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา และ โอ๊ะ-เบญจภัค เพชรคล้าย

ด้วยแพ็คเกจจิ้งที่ดีไซน์มาสำหรับโลกใบใหม่ สินค้าทุกอย่าง Take Away ได้ ไอเทมสุดท้ายก็คือแก้วพิมพ์ลายกราฟิกที่เตะตาตั้งแต่เดินเข้าร้านมา เสิร์ฟอยู่ในเครื่องพวง 4 ช่องแบบร้านก๋วยเตี๋ยว 

“แก้วเนี่ย เราปรึกษาทีมว่าอยากปัดฝุ่นพวกเครื่องพวง สมัยก่อนมีแบบเหล็กๆ แล้วแก้วก็มีเบอร์โทร องค์ประกอบเหล่านั้นถูกมองว่าเชยไปแล้ว เราแค่เปลี่ยนรูปแบบใหม่ แต่ยังอยากได้เซนส์เหมือนเวลาไปร้าน ป.กุ้งเผา แล้วมีโลโก้กับเบอร์โทร ป.กุ้งเผา สิ่งเหล่านั้นก็พยายามคงไว้” 

ความใส่ใจในสินค้าแต่ละชิ้นของร้านรวมไปถึงการห่อด้วยหนังสือพิมพ์จีนที่อยู่ในละแวกนั้น เสริมกลิ่นอายความเป็นย่านถนนเจริญกรุง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่ทางร้านอยากจะมอบประสบการณ์การกินชาและการชมสินค้างานคราฟต์ให้ไปไกลได้มากกว่าเดิม

Citizen Tea Canteen of nowhere

ที่ตั้ง : 764 ซอยวานิช 2 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพ 10100 (แผนที่)

เปิดบริการ : ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 10.00 – 18.00 น. และวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 09.00 – 19.00 น.

Facebook : Citizen Tea Canteen of nowhere

Instagram : @citizenofnowhere_craft

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ซอยวานิช 1 หรือสำเพ็งเต็มไปด้วยร้านขายของส่งสารพัด ซึ่งซบเซาลงไปด้วยพิษโรคระบาด และการซื้อของออนไลน์ ซึ่งแพร่กระจายไปบ้านแทบทุกหลังยิ่งกว่าไวรัส

ตอนนี้ย่านสำเพ็ง-เยาวราช กำลังเข้าสู่บทใหม่ จากย่านซื้อขายของราคาย่อมเยา เริ่มขยับสู่การเป็นพื้นที่ที่ศิลปวัฒนธรรมอาหารโฉมใหม่

ย่ำเท้าเข้าซอยเล็กแคบ ผ่านร้านขายรองเท้า กระเป๋า และของเล่นนานา คุณจะพบ ‘Restaurant.Potong’ ร้านอาหาร Fine Dining และบาร์หรูเท่เบื้องหลังประตูเหล็กยืด ของ เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม ร่วมกับสามี ต่อ-บุญปิติ สุนทรญาณกิจ 

จากห้างขายยาเก่าแก่ของตระกูล สู่ตึกให้เช่าสำหรับร้านขายรองเท้า วันนี้ทายาทรุ่นที่ 5 กลับมาพลิกโฉมตึกโบราณอายุ 100 กว่าปีให้กลับมาสวยสดงดงาม แถมเยียวยาท้องที่หิวโหยหรือหัวใจใฝ่หาที่จิบความเพลิดเพลินด้วยความอร่อย

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ห้างขายยาแห่งความทรงจำ

ปู่เทียด (ปู่ของปู่) ของเชฟแพมเป็นคนฮกเกี้ยน เดินทางมาจากหมู่เกาะจินเหมินหรือคีมอย ไต้หวัน ราว 160 ปีที่แล้ว เพื่อมาค้าขายที่เมืองไทย และจับพลัดจับผลูมาทำธุรกิจยาจีนยี่ห้อ ‘ปอคุนเอี๊ยะบ๊อ’ โดยใช้สูตรลับจากบ้านเกิด เมื่อก่อร่างสร้างตัวได้จึงสร้างตึก 5 ชั้นครึ่งสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน เป็นร้านขายและผลิตยาจีนชื่อ ‘ห้างขายยาโพทง’ โดยชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย นับเป็นบ้านหลังแรกของตระกูลนี้ในสยาม ตั้งแต่สมัยเยาวราชยังเป็นทุ่งนา นับเป็นตึกที่สูงมากในยุคนั้น 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong

กิจการร้านขายยารุ่งเรืองมาก ย่านสำเพ็ง-เยาวราช ก็พลุกพล่านมากขึ้น จนต้องขยับขยายจนเปิดโรงงานขนาดใหญ่ย่านเทพารักษ์ ซึ่งภายหลังผลิตแต่ยาน้ำสำหรับสตรีเท่านั้น 

เมื่อสมาชิกมากขึ้น ครอบครัวอุทารธรรมรุ่นสามย้ายไปอยู่สุขุมวิท 33 ตึกเดิมของตระกูลใจกลางสำเพ็งจึงถูกปล่อยให้เช่าเป็นร้านขายรองเท้า โดยคุณปู่ของเชฟแพมให้เช่าเฉพาะชั้นหนึ่งและสองเท่านั้น ด้านบนปิดล็อกเก็บของเก่า อาทิ ขวดยา ภาพวาด สมุดบัญชี หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ไว้เต็มไปหมด เมื่อร้านขายรองเท้าเลิกกิจการ เชฟแพมได้มาดูอาคารจึงตัดสินใจเช่าตึกจากคุณปู่ และเปิดร้านอาหารหรูเท่ขึ้นใจกลางไชน่าทาวน์ โดยได้แรงบันดาลใจจากย่านชุมชนของนิวยอร์ก ที่ตัวเธอเองได้ไปเรียนรู้และฝึกฝนวิชาทำอาหาร 

“แพมมีฝันตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากทำร้านอาหารของตัวเองให้ได้มิชลินมานานแล้ว แต่ยังหาจังหวะชีวิตไม่เจอ คุณพ่อคุณแม่เคยชี้ให้ดูตึกนี้ตอนเด็กๆ แต่เราก็ไม่เคยเข้ามา พอได้เข้ามาเห็นก็รู้เลยว่านี่จะเป็นร้านที่เราจะภูมิใจ และทุกอย่างที่เราเรียนรู้มาจะเอามาลงที่นี่” เชฟหญิงผู้ศึกษาอาหารตะวันตกมาอย่างโชกโชนอธิบาย

“การกินอาหารก็เหมือนการเล่าเรื่อง ความทรงจำของที่นี่ไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ แต่มีมานานแล้วจริงๆ ตึกนี้มีเสน่ห์มาก อยากให้ลูกค้าที่เข้ามารู้สึกเหมือนเข้ามาในพิพิธภัณฑ์นิดๆ ผ่านทั้งตึกและอาหาร”

กว่าจะออกมาเป็น Restaurant.Potong ต้องใช้เวลา 2 ปีครึ่งกว่าทุกอย่างจะลงตัว เนื่องจากการรีโนเวตตึกเก่ายากกว่าสร้างตึกใหม่ ผ่านการตัดสินใจหลายครั้งร่วมกับสถาปนิกและวิศวกรว่าอะไรควรเก็บ อะไรต้องทิ้ง และอะไรต้องสร้างขึ้นมาใหม่ในตึกแคบยาวที่มีพื้นที่รวมราว 500 ตารางเมตร โดยหลักๆ เก็บโครงสร้างเดิมที่ยังแข็งแรงมากไว้ทั้งหมด และตกแต่งแนว Juxtaposition เก็บของเก่าไว้เคียงคู่กับของใหม่ให้สอดรับกัน ผนังมีทั้งสีเดิมที่สวยด้วยกาลเวลา และลวดลายใหม่ที่งดงาม 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ตึกเก่าเล่าใหม่

จากร้านรองเท้าสีเขียวสดใส เมื่อถอดแผ่นปิดออก ป้ายห้างขายยาโพทง ที่ติดไว้เมื่อ 120 ปีที่แล้วก็ได้อวดโฉมอีกครั้ง เมื่อเดินเข้ามาจากหน้าร้าน จะเห็นโปสเตอร์ร้านยากับเก้าอี้เก่าของร้านด้านหน้า ให้เว้นระยะหลบความวุ่นวายของตรอกเล็กๆ ด้านนอก 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ชั้นแรกนี้เพดานสูงโปร่งเคยเป็นหน้าร้านขายยา ทั้งยาสำหรับสตรี ยาสำหรับบุรุษ และยาหม่อง ส่วนด้านหลังมีห้องหลบภัยที่มีกำแพงหนาใหญ่ ปัจจุบันกลายเป็นบาร์คอมบูฉะและที่นั่ง ซึ่งใต้พื้นทำระบบใหม่ทั้งหมดจนเอี่ยมอ่อง ด้านหลังมีลิฟต์เล็กๆ ที่ทำใหม่เพื่อตึกนี้โดยเฉพาะ และห้องน้ำที่ทำใหม่ทั้งหมด สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือตู้เซฟเก่า แม่พิมพ์ตราปอคุนเอี๊ยะบ๊อ และขวดแก้วสำหรับบรรจุยา ซึ่งนำมาใช้ตกแต่งร้านและใส่สบู่ในห้องน้ำกับแอลกอฮอลล์ล้างมือ

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

“ตอนแรกอยากวางครัวไว้ชั้นหนึ่ง แต่พอเปิดฝ้าขึ้นไปเห็นเพดานสวยมาก เราเลยตัดสินใจเก็บไว้แล้วย้ายครัวไปชั้นสาม และอนาคตที่ตรงนี้จะทำอาหาร A la carte รับคน Walk-in ได้ค่ะ” เชฟแพมเอ่ยก่อนพาขึ้นบันไดไม้ไปสู่ชั้นถัดไป 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ชั้นสองเป็นห้องรับประทานอาหาร ปัจจุบันตกแต่งด้วยขวดยาเก่า ภาพถ่ายเก่า แต่เดิมเป็นพื้นที่ปรุงยาและเก็บสต็อกยา พนักงานแต่ละคนจะรู้แค่ขั้นตอนของตัวเอง แต่ไม่รู้สูตรทั้งหมด ถ้าสังเกตพื้นจะเห็นช่องไม้ที่เจาะตรงกันแต่ละชั้น ในอดีตเป็นช่องไว้ตะโกนคุยกันและส่งของข้ามชั้น แต่ปัจจุบันปิดไว้แล้ว โดยภาพสเก็ตช์ที่ตกแต่งรอบๆ ร้านและอยู่บนเมนู เป็นฝีมือน้องของคุณปู่ ซึ่งเรียนจบจากอเมริกา

ชั้นสามที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัว ในอดีตด้านหน้าเป็นห้องทำงานหรือออฟฟิศของคุณปู่ ซึ่งมีแท่นบูชาเทพเจ้ากวนอู มีระเบียงกว้างขวาง ปัจจุบันฟังก์ชันของห้องนี้เปลี่ยนไปหมด กลายเป็นห้องรับประทานอาหาร ซึ่งปัจจุบันยังเก็บเฟอร์นิเจอร์เดิมไว้อย่างโต๊ะทำงานและแท่นบูชา ซึ่งบนป้ายมีภาพกวนอูที่นับถือ มีอักษรจีนมงคลรอบๆ ว่า 普通大薬房

普通 สื่อถึงชื่อร้านว่า โพทง แปลว่า Simple หรือ Ordinary 大 ต้า แปลว่า ใหญ่ 薬 เย่า แปลว่า ยา 房 ฝาง แปลว่า ห้อง แปลรวมๆ ได้ว่าร้านขายยาโพทง หรือร้านขายยาธรรมดา จึงยืมความหมายเรียบง่ายมาเป็นชื่อร้านตราบจนทุกวันนี้

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

เนื่องจากโลโก้ของตึกเป็นรูปเสือโคร่งสองตัวโอบลูกโลก สื่อถึงตัวปู่เทียดและย่าเทียดซึ่งเกิดปีเสือทั้งคู่ ผนังของชั้นสามเพนต์ใหม่เป็นรูปเสือดาวตัวเมีย 8 ตัว สื่อถึงความมงคลและการสืบทอดของทายาทเพศหญิง เพราะถ้าใช้เสือโคร่งจะดูดุดันไปหน่อย เชฟแพมเลยตีความเสือใหม่ในรูปแบบของตัวเอง 

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

ด้านหลังชั้นสามเคยมีห้องนอนเล็กๆ และห้องน้ำ ปัจจุบันปรับเป็นห้องครัว และห้องหมักดองของจำพวกซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู โคจิ มิโสะ เนื้อดรายเอจ และวัตถุดิบอื่นๆ สิ่งสนุกในห้องนี้คือลูกน้ำดับเพลิงของเก่าที่ติดไว้บนกำแพง เป็นของหายากที่พบได้ในบ้านเก่าเท่านั้น

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

ชั้นสี่เคยเป็นห้องนอนสองห้องและมีเตียงสูบฝิ่น แปลงโฉมใหม่เป็นบาร์ OPIUM และยังมีโซน Private Bar ซึ่งในอนาคตจะเปิดแยกกับร้าน Fine Dining ใครไม่กินข้าวก็มานั่งจิบเครื่องดื่มสังสรรค์ที่บาร์ได้ มีธีม Liquid Surreality ให้แขกได้ชิมและได้ทดลองอะไรใหม่ๆ วัตถุดิบทำเองสนุกๆ หลายอย่าง ทั้งโซดาและโคลา 

ภาพ : Restaurant.Potong
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
ภาพ : Restaurant.Potong

ชั้นห้า ซึ่งเป็นโซนดาดฟ้าเคยเป็นสวนและที่หย่อนใจ ออกกำลังกายของคุณปู่ ปรับเป็นรูฟท็อปบาร์และสวนครัวเล็กๆ โดยยังคงโครงไม้เขียนตัวอักษรว่าจินเหมิน แปลว่าประตูทอง สื่อถึงหมู่เกาะบ้านเกิดของต้นตระกูล โดยพื้นที่นี้แขกที่มารับประทานอาหารที่ร้านก็ขึ้นมาชมวิวได้ ส่วนชั้นหกเล็กๆ ที่มีแค่ครึ่งเดียวเป็นสถานที่ดูดาว กลายเป็นที่เก็บโครงสร้างเครื่องปรับอากาศและส่วนต่อเติมใหม่ให้เรียบร้อยแข็งแรง 

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

อาหารแห่งกาลเวลา

คอนเซ็ปต์หลัก โพทง คือกาลเวลา ที่อยากให้ลูกค้าสร้างความทรงจำที่นี่ ไม่ว่าจะตึกเก่าปนใหม่ ไปจนถึงมื้ออาหารที่มีกาลเวลาเป็นแม่ครัว โดยวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่นี่ทำเองแทบทั้งหมด 

นอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์การใช้ 5 Elements ของเชฟแพม คือความเค็มจากเกลือ ความเปรี้ยว เครื่องเทศ กลิ่นและรสชาติรวมควันจาก Maillard Reaction และเนื้อสัมผัส เช่น ความกรอบ ความนุ่ม ความหนึบ ซึ่งเชฟแพมเชื่อว่าทำให้อาหารซับซ้อนและครบรสมากขึ้น นอกจากนั้นประสบการณ์ของที่นี่ยังเปี่ยมล้นด้วย 5 ผัสสะ ทั้งฟังเรื่องเล่า เห็นความสวยงาม ชิมรสอร่อย ดมกลิ่นหอม และได้หยิบจับส่วนประกอบต่างๆ ในคอร์สอาหารดินเนอร์

“แพมเพิ่งมีลูก เลยได้ศึกษาว่าถ้าอยากให้เด็กเรียนรู้อะไร ต้องให้เขาได้ทดลองประสาทสัมผัสทั้งห้า ถ้าอยากให้เขารู้ว่าแอปเปิ้ลคืออะไร ดูแต่รูปภาพไม่ได้ ต้องเล่าให้ฟัง ให้เห็น จับ ดม และสุดท้ายคือให้กินแอปเปิ้ล เราเอาเรื่องนี้มาผสานกับร้าน” 

อาหารของร้านโพทงเป็น Progressive Thai-Chinese หยิบเอาอาหารไทยจีนของคนจีนโพ้นทะเลมาปรุงและตีความใหม่ ผสานกับความรู้สมัยใหม่ของเชฟแพม ไม่ใช่ทั้งอาหารไทยโบราณ และไม่ใช่อาหารจีนที่มีอยู่ทั่วไปในเมืองจีน เนื่องจากเป็นคอนเซ็ปต์ที่แปลกและสื่อถึงตัวตนของเชฟเชื้อสายไทยจีน อาหารที่นี่มี 20 กว่าคอร์ส ตัวเมนูเป็นจดหมายของเชฟแพมต่อบรรพบุรุษที่ซ่อนชื่อรายการอาหารทั้งหมดไว้ และแต่ละเดือนมื้ออาหารจะมีสลับหมุนเวียนทีละอย่าง

ขอยกตัวอย่างอาหารมาให้ชมสักเล็กน้อย 

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

เมนูแรกคือ Corn Koji ที่ใช้ทุกส่วนของข้าวโพด ได้แรงบันดาลใจจากซุปข้าวโพดจีนที่ใส่พริกไทยขาวเยอะๆ แปลงเป็นคัสตาร์ดพริกไทยขาว มูสข้าวโพดทำจากโคจิ และเมล็ดทานตะวันกับทรัฟเฟิลวิเนการ์ แผ่นข้าวโพดด้านบนทอดด้วย Brown Butter กินแกล้มกับแผ่นข้าวโพดผสมพริกไทยขาวรูปใบไม้ รมควันเปลือกข้าวโพด ส่วนผมข้าวโพด ทำเป็นชาร้อน ใส่เง็กเต็ก ผิวมะนาว กานพลู และโป๊ยกั้ก หอมชื่นใจ

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

ต่อมาคือไก่ดำ พระเอกของร้าน ไม่ใช่แค่ตุ๋น เอามาตากแห้ง แล้วก็ย่าง และเสิร์ฟพร้อมหัวใจไก่ดำ ผงดำๆ คือมันไก่อบสมุนไพร เสิร์ฟพร้อมข้าวที่อบกับสมุนไพรยาจีน

ของหวานก็สนุกไม่แพ้กัน ไอศกรีมซีอิ๊วดำครอบด้วยน้ำตาลเป่าทรงพริกแห้ง ด้านในมีช็อกโกแลตขาว พริกซินเจียง คาราเมลช็อกโกแลตกับหม่าล่า และเครื่องพะโล้กับช็อกโกแลตนม เสิร์ฟพร้อม Smoke กลิ่นพะโล้ เป็นเมนูที่สื่อถึงถนนทรงวาด

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

“แถวทรงวาดข้างหลังนี้ก็เป็นถนนเครื่องเทศของแห้ง ซึ่งเราซื้อวัตถุดิบแถวนี้หมด แต่พวกอาหารทะเล เราทำงานกับชาวประมงเล็กๆ จากระนอง เพชรบุรี ภูเก็ต พังงา แล้วแต่ว่าวันนี้เราได้อะไรมา ส่วนผักและดอกไม้ออร์แกนิก เราได้วัตถุดิบจากเชียงราย เชียงใหม่ และเพชรบูรณ์ ยกเว้นซอสที่ทำเองแทบทุกอย่างเลยค่ะ”

Restaurant.Potong ตั้งใจจะเปิดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่ระยะล็อกดาวน์ทำให้เพิ่งเริ่มเปิดได้เพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น โดยปัจจุบันเปิดรับลูกค้าเพียง 20 คนต่อวัน ดินเนอร์มีทั้งหมด 20 กว่าคอร์ส ซึ่งต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น และควรจองอย่างน้อย 1 เดือนล่วงหน้า ราคาคอร์สปัจจุบันตกอยู่ที่ 4,500++ บาท 

คอร์สหนึ่งใช้เวลาราว 3 – 4 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 4 โมงครึ่ง ยาวไปจนถึง 2 ทุ่ม ซึ่งลูกค้าสามารถนั่งฟังเรื่องราว พูดคุย และดื่มด่ำกับกาลเวลาและแต่ละมุมในร้านได้อย่างเต็มที่ 

“ตอนนี้เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเป็นคนไทย ซึ่งเขาจะคุยกันว่าอาหารเราเชื่อมโยงได้ เข้าใจได้ พาพ่อแม่อาม่าอากงมากินได้ จานสุดท้ายที่เป็นเมนคอร์สคือ Back to Basic มีโต๊ะกลมเสิร์ฟเป็ดย่าง เนื้อ กินกับข้าวสวยตรอก ไม่ใช่แค่เล็กๆ ตลอดแล้วกินเสร็จแล้วไม่อิ่ม ต้องไปทานข้าวต้มต่อ” เชฟแพมรับประกันความเข้าถึงง่ายของอาหารสไตล์ไทยจีนในเยาวราช

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

“แถวนี้ก็เป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ตึกแถวนี้มีเสน่ห์มาก คุณสมชัย (สมชัย กวางทองพาณิชย์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเยาวราช) ก็มาเยี่ยม บอกว่าดีมากเลยที่เราเก็บที่นี่ไว้ และดีที่เยาวราชมีที่แบบนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยก็พาลูกศิษย์มาดูตึก เพราะสถาปัตยกรรมแบบนี้ไม่เหมือนตึกอื่นๆ รอบๆ เลย ตรงทรงวาดมีแกลเลอรี่ มีร้านเอฟวี เราก็พยายามเกาะกลุ่มกัน ช่วยกัน อยากให้มีร้านเกิดมาแถวนี้เยอะๆ” 

ทายาทรุ่นที่ 5 ของร้านขายยาโพทงเอ่ยตบท้ายด้วยรอยยิ้ม คลื่นลูกหลังที่เข้ามาในไชน่าทาวน์ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ปลุกย่านนี้ให้สนุกมีชีวิตชีวา

Restaurant.Potong

วันทำการ : ปิดวันอังคาร-พุธ 

เว็บไซต์ : www.restaurantpotong.com/

Facebook : Restaurant.Potong

โทรศัพท์ : 08 2979 3950 (จองโต๊ะล่วงหน้าเท่านั้น) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load