The Cloud x MILO

เราต่างรู้จัก ซินดี้-สิรินยา บิชอพ ในฐานะของผู้หญิงเก่งที่มีหน้าที่การงานและบทบาทอันหลากหลาย 

เมื่อไล่เรียงหน้าที่การงานในปัจจุบัน เธอเป็นทั้งนางแบบ นักแสดง พิธีกร นักเคลื่อนไหวที่ทำงานด้านสิทธิสตรี นักธุรกิจ และล่าสุดคือการเป็นนักเขียนหนังสือเด็กที่พูดถึงสิทธิในร่างกายของตัวเอง ที่สอนให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องร่างกาย เคารพตัวเอง และยอมรับในตัวตนของผู้อื่น ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

เธอทำงานทุกอย่างที่ว่ามาควบคู่กับงานอันยิ่งใหญ่ คือการเป็นคุณแม่ของลูกสาวและลูกชายวัยน่ารัก ซึ่งเธอบอกว่า งานนี้มีความสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอ

ด้วยความเชื่อในพลังแห่งความรัก ความเอาใจใส่ และการเลี้ยงดูลูกที่ให้อิสระในการตัดสินใจ และมีพื้นฐานมาจากความเข้าใจเป็นส่วนสำคัญ แม้งานเลี้ยงลูกจะเป็นงานยากและโหดหินแค่ไหน เราก็รับรู้ได้ถึงความสนุกและความสุขที่สุดในชีวิตของ ‘ซูเปอร์มัม’ คนนี้

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก
ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

หน้าที่คุณแม่คือที่หนึ่ง

“ตอนนี้ซินดี้มีงานในวงการบันเทิงคือถ่ายละครอยู่สองเรื่อง แล้วก็กำลังรอผลงานภาพยนตร์ต่างประเทศของเน็ตฟลิกซ์อินเตอร์ที่ถ่ายทำไปแล้วออกอากาศ ส่วนงานพิธีกรทุกอย่างหยุดชะงัก เลยผันตัวมาสอนออนไลน์คอร์สการเป็นนางแบบ งานด้านสิทธิสตรีในแคมเปญ Don’t tell me how to dress ก็ยังทำอย่างต่อเนื่องและกำลังจะมีนิทรรศการแบบดิจิทัลให้ชมกัน และล่าสุดซินดี้เพิ่งเขียนหนังสือเด็กที่เป็นการ์ตูนพูดถึงสิทธิในร่างกายของตัวเอง เพื่อให้เด็กเข้าใจการเคารพตัวเองและผู้อื่น

“ส่วนหน้าที่หลักที่สำคัญที่สุด และมาอันดับหนึ่งเสมอ คือบทบาทความเป็นคุณแม่ลูกสองนี่เอง” ซินดี้ สิรินยา ยิ้มกว้างเมื่อตอบคำถามแรกเกี่ยวกับหน้าที่การงานปัจจุบันของเธอจบลง

ได้ฟังดังนี้ ใครก็คงยกให้เธอเป็นซูเปอร์มัมอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะแม้จะมีภารกิจการงานรอบด้าน แต่เธอสามารถบริหารเวลาเพื่อทำหน้าที่คุณแม่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“ซินดี้เป็นคนที่ค่อนข้างเป๊ะในการบริหารเวลาอยู่แล้ว” เธอว่า หลังจากได้ยินคำชื่นชม “โชคดีที่พี่ไบรอน (ไบรอน บิชอพ) ก็ทำงานด้วยกัน เราทั้งคู่ช่วยกันดูแลลูกได้ แต่ละเดือนมีการวางแผนล่วงหน้าว่า ซินดี้ติดงานตรงนี้ คุณพ่อช่วยมาเติมเต็มได้ไหม เราทำงานกันเป็นทีม”

เลี้ยงลูกด้วยเหตุผล

ที่ผ่านมาเราได้เห็นภาพครอบครัวอันอบอุ่นของเธอเสมอ และที่เห็นเด่นชัดคือลูกๆ ทั้งสองของเธอ นั่นคือ น้องเลล่า (เลล่า คาเมน บิชอพ) ลูกสาวคนโตวัย11 ปี และ น้องเอเดน (เอเดน วิลเลี่ยม บิชอพ) ลูกชายคนเล็กวัย 8 ปีต่างมีความน่ารักสดใส มีพัฒนาการเติบโตตามวัยอย่างสมบูรณ์ เมื่ออยู่ในวัยนี้ ลูกๆ เริ่มทำกิจกรรมร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ได้อย่างสนุกสนาน 

“ครอบครัวเราเน้นกิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข ตอนนี้ลูกๆ ก็เข้าสู่วัยที่ทำกิจกรรมด้วยกันได้ เวลาไปเที่ยวก็เล่นกีฬาด้วยกัน เริ่มขับโกคาร์ท เซิร์ฟฟิ่ง ทุกคนเอนจอยกันได้”

เมื่อถามว่าสไตล์การเลี้ยงลูกของเธอเป็นอย่างไร คำตอบที่ได้คือ การเลี้ยงลูกด้วยเหตุผล

“ครอบครัวเราเชื่อมั่นในการพูดคุยและรับฟังกันด้วยเหตุผล” เธอเริ่มอธิบาย “ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องที่เราห้าม แต่ไม่ได้ห้ามเพราะแม่บอกว่าต้องเป็นแบบนั้น มันไม่เข้าหู เป็นเราก็ไม่ฟัง ถ้าเป็นการห้ามต้องมีหลักการหรือเหตุผลว่า ทำไมแม่ถึงห้าม ถ้าหนูทำไปแล้วจะเป็นอย่างนี้นะ แล้วหนูจะทำอยู่หรือเปล่า บางทีก็ต้องมีการลองผิดลองถูกบ้าง ถ้าไม่ฟังก็ทำไป เจ็บตัวแล้วค่อยมาคุยกัน”

เธอบอกว่า การเลี้ยงลูกแบบเธอนั้นไม่มีสูตรตายตัว และไม่อาจกำหนดทุกอย่างเป็นหลักการที่แน่นอนได้

“บางกรณีก็ต้องมียืดหยุ่นบ้าง เช่น บางอย่างเราคิดว่าอาจจะยังไม่ใช่เวลา แต่ถ้าหนูอยากลองทำจริงๆ ก็อธิบายมาว่าทำไม หรือหนูคิดว่าพร้อมยังไง ถ้าเราฟังแล้วโอเคมีเหตุผล ก็ลองทำดู”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

ปูพื้นฐานชีวิตด้วยการให้อิสระในการตัดสินใจ

ซินดี้เล่าว่ากิจกรรมต่างๆ ที่ลูกทั้งสองได้ลองทำ ล้วนมาจากความชอบและการตัดสินใจเลือกของลูกๆ เอง

“ซินดี้เลี้ยงลูกโดยให้ความสำคัญอยู่สามสิ่งหลักเหมือนกับที่เราดูแลตัวเอง นั่นคือ Mind-Body-Soul ชีวิตเขาต้องเติมเต็มทั้งการเรียนรู้พัฒนาตัวเอง การออกกำลังกาย และการทำสิ่งที่มีความสุข ดังนั้นถ้าลูกอยากทำหรือเล่นอะไรก็ให้เขาได้เลือกตามความชอบของเขาเอง

“เลล่าชอบเต้น เขาก็เรียนเต้นบัลเลต์มาตั้งแต่สามขวบ และเต้นมาตลอดควบคู่ไปกับการว่ายน้ำ เลล่าเป็นคนที่ไม่ชอบกีฬาที่ต้องไปปะทะกับคนอื่น เขาก็จะไม่ค่อยชอบทีมสปอร์ต แต่ล่าสุดเพิ่งจะมาขอเล่นฟุตบอล เราก็โอเค หนูเลือกมาเพราะอยากลอง ก็ให้เขาได้ลองทำดู” คุณแม่ยิ้มปลื้มใจ แม้จะแอบกระซิบว่าอยากให้ลูกสาวเล่นบาสเก็ตบอลก็ตาม

“ส่วนเอเดนเป็นสายลุย ชอบเทควันโดและปากัวร์ (Parkour) เราเห็นว่าเขาชอบและทำได้ ก็ส่งเสริมเต็มที่ ตอนนี้ปากัวร์ก็กำลังจะเรียนคลาสต่อยอดสูงขึ้นไปเป็นแบบที่วิ่งและตีลังกาลงมา เราส่งเสริมให้เรียนตั้งแต่พื้นฐานเพื่อให้มีทักษะ เพราะความปลอดภัยต้องมาก่อน”

แต่ก็มีบางครั้งที่ลูกขอลองทำสิ่งที่เขาสนใจ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นกลับเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ เธอก็ไม่ได้บังคับให้ทำต่อไป เพียงแต่สอนให้มีความรับผิดชอบในการเลือกของตัวเอง

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก
ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

“ถึงเราสนับสนุนให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่เด็กจะมีความชอบที่หลากหลาย บางอย่างที่เขาเลือกอาจไม่ใช่สิ่งที่เขามีความสุขที่จะทำตลอดไป เราก็มาคุยกันได้

“มีช่วงหนึ่งลูกมาขอเรียนไวโอลิน คุณแม่ก็ลงทุนซื้อทุกอย่างให้ แต่พอเรียนไปสักพักเขารู้สึกว่าไม่ใช่ เราก็รู้สึกว่าอย่างน้อยเขาก็ได้ลอง ดีกว่าไม่สนใจอะไรเลย แต่ก็ขอให้เขาเรียนคอร์สนั้นให้จบก่อน เพราะเขาต้องเห็นคุณค่าของเงินด้วย ไม่ใช่ไม่เอาแล้วก็เลิกเลย เขาต้องอดทนจนถึงที่สุด แล้วพักก่อนก็ได้ เดี๋ยวเราค่อยกลับมากันใหม่ว่าหนูยังชอบไหม”

ในความคิดของเธอนั้น การสนับสนุนให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็กเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการได้มีโอกาสตัดสินใจจะส่งผลต่อการเติบโตไปตามวัยของพวกเขา

“ซินดี้ให้ความสำคัญในการให้เกียรติเขา ความเป็นตัวตนของเขา ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้วสั่งให้เขาทำตามอย่างเดียว เพราะเท่ากับจะไปสร้าง Mindset ว่าเรามีอำนาจเหนือกว่า สักวันที่เขาอยากตัดสินใจเลือกอะไร เขาจะไม่มี Tools หรือไม่มีการซ้อมในการตัดสินใจมาก่อน”

“และเมื่อเราให้ลูกได้ลองตัดสินใจ เขาก็จะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เขาจะเข้าใจกระบวนการคิดของการเลือกอะไรบางอย่าง ว่าต้องมีพื้นฐานอะไรเพื่อจะเลือกสิ่งนั้น และเมื่อเลือกแล้วเขาต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาเลือกด้วย โตมาเขาก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักเลือก”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

จุดกึ่งกลางของความสบายใจ

แน่นอนว่า หลายครั้งที่ความต้องการของลูกๆ อาจไม่ตรงกับสิ่งที่เธอคิดนัก ในฐานะคุณแม่เธอก็ต้องหาจุดตรงกลางที่ทุกคนต่างสบายใจ

“เด็กๆ ชอบกินของหวาน ซึ่งบ้านเราค่อนข้างเคร่งมาก เพราะคุณพ่อไม่กินน้ำตาลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซินดี้ก็พลอยไม่กินตามไปด้วย ในบ้านจึงไม่ค่อยมีขนมหวานหรือน้ำอัดลม ของหวานที่บ้านจะเป็นผลไม้อบแห้งหรือผลไม้สดมากกว่า แต่ก็ไม่ได้ห้ามลูกว่าไม่ให้กินอย่างอื่นเลยนะ ตอนนี้ก็มีอาหารและเครื่องดื่มสำหรับคนที่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งลดปริมาณน้ำตาลลงแต่รสชาติยังดีอยู่ เด็กๆ ก็จะได้ทานของอร่อย แล้วก็ยังได้รับคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ด้วย”

อย่างไรก็ตาม สำหรับบางเรื่อง คุณแม่ก็จำเป็นต้องกำหนดขอบเขตมาให้ แล้วให้ลูกๆ ตัดสินใจเลือกได้ในขอบเขตนั้น

“ยกตัวอย่างเรื่องอาหารการกิน ก่อนหน้านี้เด็กๆ ชอบกินบรอกโคลีแต่ช่วงนี้กลับไม่กินเลย ก็ไม่ใช่ว่าแม่จะหงุดหงิดอารมณ์เสีย ต้องบังคับให้เขากินให้ได้ เรามองว่าผักใบเขียวก็มีอีกตั้งเยอะ เลยบอกเขาว่า แม่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยู่ๆ หนูก็ไม่ชอบบรอกโคลี แต่ก็มีผักใบเขียวอีกห้าอย่างนะ ลองดูว่ามีอันไหนที่หนูกินแทนได้ ลูกก็เลือกมา เราก็ให้กินผักที่อยากกินแทนได้ ไม่ใช่ว่าบังคับให้กินบรอกโคลีอย่างเดียวเท่านั้น

“ซินดี้คิดว่า บางเรื่องผู้ปกครองก็ควรยืดหยุ่นบ้าง อย่างน้อยเลือกหมวดมาให้ แล้วก็ให้เขาเลือกได้ในหมวดนั้น” เธอว่า

“แต่การเลี้ยงลูกแบบนี้ก็ใช้พลังเยอะกว่าการบังคับนะ” เธอแอบกระซิบให้เราฟังพร้อมเสียงหัวเราะ

เปิดใจและยอมรับ

เด็กยุคใหม่เติบโตมากับเทคโนโลยีและสังคมออนไลน์ คุณแม่อาจเป็นกังวลเรื่องไลฟ์สไตล์ที่ผู้ใหญ่อาจจะตามไม่ทัน เธอเองก็พบกับความท้าทายนี้เช่นกัน เพราะช่วงที่ผ่านมา ลูกๆ มีขอเล่นแอปพลิเคชันต่างๆ ในมือถือบ้าง ในตอนแรก เธอไม่เข้าใจว่าทำไมบางแอปฯ ถึงต้องเล่นแบบนั้น แต่พอลองเปิดใจ ค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้ไปพร้อมกับลูก ก็พบข้อดีที่ไม่เคยรู้มาก่อน 

“เราได้รู้ว่าการเล่นอะไรเหล่านี้ ก็มีมุมที่สร้างสรรค์อยู่นะ แล้วก็คุยกับลูกว่ามันมีดีหลายอย่าง แต่ก็มีสิ่งที่หม่ามี้ไม่โอเคเหมือนกัน เราก็จะคอยแนะนำเขาไป ทุกวันนี้เวลาเขาเล่นก็จะมาถามก่อนทุกครั้งว่า แบบนี้โอเคมั้ย ทำได้มั้ย เราก็จะช่วยดูว่าอะไรที่เกินวัยเยอะไป ก็บอกเขาว่า อันนี้ไม่นะลูก เขาก็จะรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร 

“สิ่งที่ซินดี้ห่วงคือ อย่างเลล่าหรือเด็กผู้หญิงเขาอาจยังไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำคืออะไร แต่คนอื่นที่มองมาไม่ได้คิดแบบนั้น เราค่อนข้างเข้มงวดในเรื่องนี้ แอคเคาต์ของเลล่าก็ตั้งเป็นส่วนตัว ต้องรู้เลยว่าเพื่อนคนไหนเข้ามาเป็นเฟรนด์”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

เธอเล่าว่า ช่วงเวลาที่ COVID-19 ระบาด การเล่นโซเชียลมีเดียด้วยกันได้กลายเป็นส่วนหนี่งของกิจกรรมครอบครัวที่สร้างความสุขความสนุกสนาน ซึ่งถ้าทำอะไรแล้วได้หัวเราะด้วยกัน แล้วคนอื่นได้มีรอยยิ้มออกมาบ้างในช่วงเครียดๆ นั้นก็เป็นเรื่องที่ดี

“นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างด้วยว่า ไม่ใช่ว่าคุณพ่อคุณแม่ตัดสินเลยว่าไม่ดีนะ เพราะถ้าเราศึกษาดีๆ ก็อาจหาทางควบคุมให้อยู่ในขอบเขตที่เราอนุมัติได้ หรือมีกฎกติกาที่เป็นการตัดสินใจร่วมกัน ที่สำคัญคือ พ่อแม่ยังเป็นเพื่อนของลูกด้วย ดีกว่ามาสั่งๆๆ เดี๋ยวนี้เด็กหัวไว เขามีแหล่งข้อมูลของเขา ถ้าเราไม่ต่อสู้กับแหล่งข้อมูลนี้ แต่เรารับฟังเสมอว่า หนูไปเจออะไร หนูอยากทำอะไรยังไง มาคุยกัน มันน่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีกว่า”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

สังเกต ใส่ใจ และเข้าใจ

จากที่ได้ฟังการเลี้ยงลูกมาพอสมควรจนเริ่มเข้าใจว่าการเลี้ยงลูกช่างเป็นงานที่ละเอียดอ่อน เราจึงถามเธอขึ้นว่า การเลี้ยงลูกในยุคนี้มีความซับซ้อนมากมายแค่ไหน

“ซินดี้คิดว่าคุณแม่ทุกสมัยมีความซับซ้อน เพราะโลกมันเปลี่ยนไป แต่เราเองก็มีเครื่องมือมีความรู้ที่รับมือได้ ซินดี้มองว่าถ้าเราลองมองโลกจากมุมมองของลูก สังเกต และใส่ใจเขาอีกนิดก็จะเข้าใจ และหาวิธีพูดคุยกับเขาได้”

พร้อมกันนี้เธอก็เล่าถึงประสบการณ์ในช่วงปิดเทอม ที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกจนต้องมาจับเข่าคุยกัน

“ช่วงปิดเทอม เอเดนเล่นเกมเยอะ จากเดิมที่เรามีกติกาว่าวันจันทร์ถึงศุกร์ไม่ให้เล่นเลย เพราะไม่มีเวลา เรียนแล้วก็กลับบ้านมาก็หมดเวลาแล้ว แต่พอปิดเทอมให้เขาเล่นเยอะ เรารู้สึกว่าเขาเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว เริ่มอารมณ์เสีย ซินดี้ก็คุยกับเขาเลยว่า หม่ามี้เริ่มรู้สึกว่า หนูไม่ได้เป็นเอเดนที่น่ารักของหม่ามี้แล้วนะ หนูรู้สึกไหม เขาคิดสักพักแล้วก็บอกว่า ใช่ เราก็คุยต่อว่า หม่ามี้พยายามคิดเหมือนกันนะว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็คิดได้อย่างเดียวว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนคือ หนูเล่นเกม เราควรทำยังไงดี เขาก็เงียบ เราก็เสนอขึ้นว่า งั้นเราลิมิตหน่อยไหม แล้วดูว่ามันช่วยให้ดีขึ้นสักนิดไหม

“เราใช้วิธีการคุยทำความเข้าใจกัน แทนที่จะบอกว่า ไม่ให้เล่นนะ ก็เปลี่ยนมาเป็นอธิบายว่า หนูเปลี่ยนไปจริงๆ นะ เราลองมาลดตรงนี้ดูไหม ว่ามันช่วยไหม” เธอเล่าแล้วกระซิบอีกครั้งว่า “แต่ก็อย่างที่บอกไปว่า มันต้องใช้พลังเยอะ”

เติมพลังให้ตัวเอง

แม้คนจะมองว่าเป็นซูเปอร์มัม แต่เธอยอมรับเต็มปากเต็มคำว่า เธอมีช่วงเวลาเหนื่อยล้าเช่นเดียวกับคุณแม่ทุกคน สิ่งสำคัญคือต้องเติมพลังให้กับตัวเอง

“เราก็ต้องกลับมาบาลานซ์ตัวเอง ซึ่งเราก็ใช้หลัก Mind-Body-Soul ที่ใช้กับลูก มาดูใช้ดูแลตัวเองบ้าง” เธอหัวเราะ

“สิ่งหนึ่งที่ซินดี้อยากบอกคุณแม่ทุกคนคือ เราควรคำนึงถึงช่วงเวลาที่เราต้องเติมพลังให้ตัวเองด้วย ต้องมีช่วงเวลาที่ปลีกตัวออกมาบ้าง มีช่วงเวลาหนึ่งที่ห่างจากลูกเพื่อจะได้กลับมาเป็นตัวของตัวเอง เพราะเรายังมีตัวตนของเรา ลูกเองก็จะได้เห็นว่าแม่ยังมีตัวตนที่ชัดเจนนะ มีงานอดิเรก หรือไปทำโน่นทำนี่ ยังมีเพื่อนมีสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีมากสำหรับเด็กผู้หญิงสมัยนี้ ที่เขาจะได้เห็นว่าคุณแม่ทำได้”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก
ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

ความภูมิใจยิ่งกว่ารางวัลใดๆ

เมื่อพูดถึงความภาคภูมิใจในตัวลูก คุณแม่หลายคนอาจนึกถึงสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น ผลการเรียนหรือรางวัลต่างๆ แต่สำหรับคุณแม่ที่ทุ่มเทกับการปลูกฝังความรักความเอาใจใส่เช่นเธอแล้ว ความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกแสดงออกมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเธอเลี้ยงลูกมาได้ถูกทางแล้ว

“ก่อนหน้านี้เพื่อนของเลล่าถูกล้อที่โรงเรียน ลูกมาเล่าให้ซินดี้ฟัง ก็เลยถามลูกไปว่า หนูคิดว่าเขารู้สึกยังไง ลูกก็บอกว่าเขาเห็นใจเพื่อน พออีกวันไปโรงเรียนคุณแม่ของเพื่อนเลล่าก็มาเล่าว่า เลล่าเข้าไปกอดน้องคนนี้ที่กำลังโดนเพื่อนล้ออยู่ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่า ลูกเราแสดงจุดยืนที่จะปกป้องเพื่อนของเขา เรื่องแบบนี้เรารู้สึกภูมิใจยิ่งกว่าลูกได้รับรางวัลใดๆ อีกนะ เพราะนี่แสดงให้เห็นว่าลูกเราเป็นเด็กที่อ่อนโยน และเป็นคนจิตใจดีอย่างที่เราหวังไว้เสมอ

“สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เป็นโมเมนต์ที่ซินดี้ภูมิใจว่า เราเลี้ยงเขาได้ถูกทางแล้ว เพราะอย่างน้อยเขาก็เข้าใจว่า ทุกการตัดสินใจของเขามีผลต่อตัวเขาเองและคนรอบข้างด้วย” เธอยิ้มอย่างภูมิใจ

น่าจะเป็นเรื่องปกติของคุณแม่ทุกคนที่ต่างมีความคาดหวังในตัวลูกๆ เสมอ ซินดี้เองก็ยอมรับว่าเธอก็มีความคาดหวังเหล่านั้นในใจเช่นกัน แต่สุดท้ายแล้วเหตุการณ์ในปัจจุบันทำให้ย้อนกลับมาคิดใหม่ ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญของชีวิตคืออะไร

“ซินดี้คิดว่าไม่สำคัญว่าลูกจะต้องเรียนด้านไหนเป็นพิเศษ เราให้เขาตัดสินใจ และคิดว่าเขาน่าจะตัดสินใจได้ดี อีกอย่างคือ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย ตั้งแต่มี COVID-19 ระบาดทำให้เรารู้สึกว่า ที่คิดว่าลูกต้องเรียนเก่ง หรืออยากให้เขาเรียนมหาวิทยาลัยนี้ มันสำคัญจริงไหม เพราะชีวิตไม่มีอะไรสามารถควบคุมได้เลย”

“สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือการที่เรามีกันและกันในครอบครัวมากกว่า พอคิดอย่างนี้เราก็ยิ่งปล่อยใจสบายๆ มากขึ้นไปอีก เอาเข้าจริงคือ ต่อไปเมื่อลูกเรียนจบแล้วก็ไม่รู้โลกจะไปทางไหน เพราะโลกเปลี่ยนปีต่อปี ขอแค่ให้เขาใช้ชีวิตมีความสุข ไม่ลำบากใคร เติมเต็มตัวเองได้ แม่ก็โอเคแล้ว” เธอจบประโยคพร้อมโบกมือให้กับลูกชายที่แอบมายืนดูคุณแม่ทำงานอยู่หน้าห้องกระจกใส

ความสุขล้นใจ เกินคำบรรยาย

“ก่อนมีลูก เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าลูกเราจะเป็นยังไง และเราจะเป็นแม่แบบไหน” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อเราชวนคุยถึงความรู้สึกและความคาดหวังก่อนจะได้รับหน้าที่เป็นซูเปอร์มัมของลูกๆ

“ด้วยความที่ซินดี้เป็นคนเต็มที่กับทุกอย่างมาแต่ไหนแต่ไร พอจะมีลูกก็ต้องการรู้ข้อมูลทั้งหมด ต้องศึกษาอย่างถี่ถ้วน หาหนังสือเกี่ยวกับตั้งครรภ์มาอ่านเยอะมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำตามหนังสือเป๊ะๆ นะ เราเพียงรู้สึกว่า ยิ่งมีข้อมูลเยอะ เราก็จะยิ่งรับมือได้ เพราะความเป็นแม่คือการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเรา”

เมื่อถึงวันที่ได้เป็นคุณแม่จริงๆ ความสุขที่ได้รับเกินกว่าคำบรรยายใดๆ

“มีความสุขมาก” เธอลากเสียงยาว “การเป็นแม่ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น ลูกสอนอะไรเราเยอะมากและเป็นเงาสะท้อนที่ดีมาก ลูกเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำให้ดีที่สุด เราก็สนุกและมีความสุขกับการเป็นแม่ในทุกวัน” เธอยิ้มกว้างอีกครั้ง

เวลานี้ เธอมีทั้งสนุกและมีความสุขกับการเห็นพัฒนาการของลูกทั้งสอง แต่ก็ยอมรับว่ามีหลายเรื่องก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเมื่อลูกใกล้เข้าสู่วัยรุ่นเข้าทุกที

“ปีนี้รู้สึกเลยว่า เลล่าโตขึ้นไวมาก เขาเริ่มมีสังคม มีกลุ่มเพื่อน ซึ่งเราก็เตรียมพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยรุ่นของเขา ซึ่งก็พอจะรู้ว่าต้องเจออะไรบ้าง ซึ่งก็ต้องปรับการดูแลกันไป ส่วนเอเดนเมื่อวานที่เขาเข้ามากอดเรา ซินดี้ก็รู้สึกในใจว่า จะได้กอดเขาแบบนี้อีกกี่ปีนะ พอโตเป็นหนุ่มเขาก็จะไม่เอาเราแล้ว” คุณแม่เล่าอย่างยิ้มๆ แต่แอบมีน้ำตาซึม

ก่อนจบบทสนทนาวันนั้น เธอบอกเล่าถึงบทบาทความเป็นแม่อีกครั้ง ซึ่งดูเหมือนเป็นกลั่นกรองความรู้สึกทั้งหมดออกมาจากใจ

“ถึงจะเป็นงานที่โหดหินที่สุด แต่ก็เป็นงานที่เติมเต็มชีวิตที่สุดเช่นกัน และแม้จะเหนื่อย แต่ก็ไม่มีอะไรมาทดแทนความรู้สึกของความเป็นแม่ได้จริงๆ ” คุณแม่คนเก่งทิ้งท้ายด้วยดวงตาส่องประกายถึงความสุข

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก
ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

การเลี้ยงลูกของซินดี้-สิรินยา บิชอฟ เป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า แม้การเลี้ยงลูกจะไม่มีสูตรตายตัวและไม่อาจกำหนดทุกอย่างเป็นหลักการที่แน่นอน การให้อิสระในการตัดสินใจโดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้แนะนำเพื่อหา ‘จุดสมดุล’ บนพื้นฐานมาจากความรักและความเข้าใจ จะทำให้เด็กๆ เติบโตอย่างสมวัยและมีความสุข

ตัวอย่างการเลือกในชีวิตประจำวันง่ายๆ แต่สำคัญ เช่น อาหารและโภชนาการ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเป็นผู้แนะนำตัวเลือกที่มีประโยชน์และมอบความอร่อยถูกใจลูกได้ อย่างไมโล 2 สูตรทางเลือกเพื่อสุขภาพ สูตรน้ำตาลน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และสูตรไม่มีน้ำตาลทราย ที่คงความหวานอร่อยแบบธรรมชาติของมอลต์และนม รสชาติอร่อยถูกใจลูก แถมยังถูกใจพ่อแม่ด้วยคุณประโยชน์ทางโภชนาการ ให้พลังงานเท่ากับสูตรปกติและแคลเซียมสูงกว่าไมโลสูตรปกติ 2 เท่า

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้นสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนานกับ เกม-สิทธิโชค ศรีโช บนโต๊ะกินข้าวที่ลานตาไปด้วยอาหารที่เขาออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราคิดอยู่นานว่าจะนิยามตัวชาวขอนแก่นรายนี้ว่าอย่างไรให้ครอบคลุมตัวตนและสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด

เขาเคยเป็นนักศึกษานิเทศศิลป์ที่หลงใหลใน Cookbook มากกว่าตำราออกแบบ

เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่พกช้อนทองเหลืองติดตัว เพราะฝันอยากเป็นนักชิมมืออาชีพ

เคยเป็นบรรณาธิการด้านอาหารของนิตยสาร Health & Cuisine อันเลื่องชื่อในวันวาน

เคยเป็นคนเขียนสคริปต์รายการอาหารที่มีคนดูแตะหลักแสนเพียงชั่วข้ามคืน

เคยเป็นนักออกแบบอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของน้อง ๆ เด็กนักเรียน

และกำลังเป็นยูทูบเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารอีสานเมนูต่าง ๆ อย่างเจาะลึก ถึงขั้นพาไปชมแหล่งผลิตวัตถุดิบในแต่ละจาน

เชิญคุณผู้อ่านกลั้นน้ำลายไว้อย่าให้สอ แล้วไปอ่านเรื่องราวชีวิตที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของอร่อยของ ‘กูรูอาหาร’ แห่งเมืองดอกคูนกันเถอะ

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

คนบ้านไผ่

“บ้านไผ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยครับ คนจากหลาย ๆ อำเภอเข้ามาที่บ้านไผ่ก็เพื่อมาหาซื้อของกิน” เกมให้คำจำกัดความบ้านเกิดของตนเอง

“ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมา 44 กิโลเมตร เป็นจุดความเจริญจุดแรก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น เพราะมีรถไฟจากภาคกลางเชื่อมความเจริญมาถึง สมัยก่อนบ้านไผ่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เมื่อรถไฟผ่านก็เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามา เช่น คนจีน คนโคราช บ้านไผ่จึงค่อย ๆ พัฒนาจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอในที่สุด”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
เมนู Amuse Bouche นี้มีชื่อว่า ‘มาตุ้ม มาโฮม’ แปลว่า การมารวมตัวกัน เกิดจากการนำอาหารของชาวจีน เวียดนาม และโคราช ในบ้านไผ่ มาจัดรวมไว้ในเชี่ยนหมากอีสาน

ความเจริญของอำเภอบ้านไผ่ที่เกมลืมตาดูโลก พิสูจน์ได้จากการมีโรงหนังถึง 3 แห่งในอำเภอเดียว มีห้างสรรพสินค้าซึ่งภายในมีลานสเก็ต และยังมีเหลาหรือภัตตาคารจีนหลายแห่ง

“ร้านอาหารร้านไหนที่คนเขาว่ามันอร่อยและพอจะพาไปได้ ยาย ตา หรือพ่อแม่ก็จะพาเราไปกิน ส่วนใหญ่ก็เป็นเหลาจีน เราได้กินผัดโป๊ยเซียน หอยจ๊อ กระเพาะปลา ไม่ก็ข้าวผัด นอกจากอาหารจีน ก็ยังมีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนจีนมาทำ มีร้านขายเค้กของคนจีนสมัยก่อนที่บีบหน้าเป็นรูปกุหลาบ มีรอยัลไอซิ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจ อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิต คือครั้งแรกที่ได้กินข้าวผัดอเมริกันในร้านที่ขายอาหารแนวฝรั่ง กลับมาแล้วอาเจียนเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวที่เอาไปผัดกับเนย

“อาหารเฉพาะตัวของบ้านไผ่ก็มีเยอะนะครับ มีคำกล่าวว่า “ใครมาบ้านไผ่แล้วไม่กินกุนเชียงก็เหมือนยังไม่มาบ้านไผ่” สมัยเด็ก ๆ เราเรียกมันว่า ‘หมูหวาน’ แล้วพอมาเจอหมูหวานในกรุงเทพฯ ก็งงว่าทำไมมันไม่เหมือนหมูหวานที่บ้านเรา หรืออย่างกวยจั๊บบ้านไผ่ก็จะเป็นกวยจั๊บเส้นใหญ่ ไม่เหมือนของอุบลฯ ที่เป็นเส้นเล็ก เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นคนอุบลฯ ก็เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังเลยว่า กวยจั๊บของจริงมันต้องเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก แล้วยังมีผัดไทยใส่ซอสเย็นตาโฟ ใส่หมู ใส่เต้าเจี้ยว วิธีการปรุงคล้าย ๆ หมี่โคราช เพราะคนขายย้ายมาจากโคราช เราเรียกมันว่าผัดไทยสีชมพู ถ้าเป็นคนภาคกลางคงไม่เรียกสิ่งนี้ว่าผัดไทย (ยิ้ม)”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
ผัดไทยสีชมพูประจำอำเภอบ้านไผ่ พหุลักษณ์ประจำอำเภอ

ครอบ-ครัว

ไม่เพียงเกิดมาในท้องถิ่นที่ลือชาด้านของกินเท่านั้น ครอบครัวของเกมยังให้ความสำคัญกับอาหารและการกินอย่างยิ่งยวด นำโดยญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนประมุขของบ้านอย่างคุณยาย

ยายของเกมเคยเป็นแม่ค้าขายกับข้าว บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่สมาชิกนับสิบชีวิต ความเป็นผู้อาวุโสประจำครอบครัวประกอบกับอาชีพดั้งเดิม ส่งผลให้ยายใส่ใจเรื่องปากท้องของคนในบ้านเป็นพิเศษ

“สมัยก่อนครอบครัวเราจะอยู่รวมกันเป็นบ้านใหญ่ กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดในแต่ละวันคือการทำอาหาร พวกพี่ ๆ ผู้หญิงเขาถูกยายกวดขันให้ต้องเข้าครัว ไปหัดทำกับข้าวตามค่านิยมคนไทยสมัยก่อน ส่วนเราเขาก็ปล่อยให้วิ่งเล่น เราก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นในครัว เพราะเราไม่ได้ถูกกดดันเหมือนพวกพี่สาว ห้องครัวที่บ้านเลยเป็นพื้นที่สนุกของเรา (หัวเราะ)

“ยายเป็นคนจ่ายตลาดวันละหลายรอบ จ่ายตลาดเช้าแล้วยังจ่ายตลาดเย็นด้วย เวลากลับมาทำอาหาร ยายจะตั้งอาหารเป็นสำรับ ภาษาอีสานเรียกว่า ‘พา’ ในพาข้าวที่บ้านจะมีอาหารหลากหลาย เขาต้องทำอาหารเลี้ยงให้เพียงพอกับคนทั้งหมด เราเลยไปช่วยยายหิ้วของที่ตลาดบ้าง เลยทำให้เราได้ใกล้ชิดอาหาร”

เปลี่ยนจากวิ่งเล่นมายืนหน้าเตา

“เราเริ่มทำอาหารครั้งแรกแบบสนุก ๆ ตอนอยู่อนุบาล อาหารหลักที่บ้านเรากินกันคือส้มตำ ความที่บ้านมีคนอยู่เยอะมาก ยายก็จะเตรียมเครื่องไว้เลย ใครอยากกินก็ตำเอาเอง นั่นคือการทดลองทำอาหารครั้งแรก” เกมย้อนระลึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่พลิกบทบาทจาก ‘ผู้กิน’ มาเป็น ‘ผู้ทำ’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนชั้นประถม เมื่อพ่อกับแม่เลือกย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ของยายมาสร้างบ้านของครอบครัวตัวเอง และเลือกปลูกฝังวิชางานบ้านงานเรือนให้ลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน

“แม่เรามีแรงกดดันในตอนเด็ก คือเขาเป็นลูกสาวคนโตและเป็นคนไทยที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน เขาเลยมีความคิดว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าเพศไหน ถ้ากินเป็นก็ต้องทำเป็น ถ้าใช้เสื้อผ้าได้ คุณก็ต้องซักเสื้อผ้าได้”

ด้วยความคิดนั้น ลูกชายอย่างเกมจึงถูกสั่งสอนให้ฝึกทำกับข้าวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ในช่วงแรกแม่ซึ่งเป็นครูก็สอนทำเมนูง่าย ๆ ให้ อย่างไข่ดาว ไข่เจียว หรือ ‘หมูเค็ม’ ตามคำเรียกของคนบ้านไผ่ ซึ่งหมายถึงหมูรวนซีอิ๊วดำ เหยาะน้ำตาลกับซอสหรือน้ำปลาสักเล็กน้อย

แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อชีวิตการทำครัว เมื่อขึ้นชั้น ป.3 เกมเริ่มทำกับข้าวด้วยตัวเองคล่องแล้ว ไม่ว่าของชอบส่วนตัวอย่างขนมจีนน้ำยาลาว อาหารจานหลักในบ้านอย่างผัดผัก หรืออาหารงานบุญที่บ้านยายทำทุกเทศกาลอย่างแกงเห็ด ล้วนผ่านปลายตะหลิวของเกมมาทั้งสิ้น

“แม่มีทักษะการสอนที่ดีเพราะเป็นครู เราก็แทบไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำอาหาร ภายใต้การสอนแม่จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ” เขายกความดีความชอบให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

เลขวัยที่เพิ่มพูนขึ้นยังแปรเปลี่ยนความสนุกไปในทิศทางใหม่ จากห้องครัวที่เคยเป็นพื้นที่สนุกเพราะได้เข้าไปเล่นซน เกมกลับมีความสุขกับพื้นที่นี้เมื่อได้ยืนนิ่ง ๆ ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟ และได้พักผ่อนหย่อนใจด้วยการชมรายการสอนทำอาหารผ่านหน้าจอโทรทัศน์

“จุดที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการกินเลยก็คือตอนเป็นเด็ก เราจะถือปากกากับกระดาษจดสูตรอาหารตามรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แล้วด้วยทักษะการเลกเชอร์ของเด็ก เราก็จดไม่ทัน หรือบางอย่างจดทันแต่มาทำตามแล้วทำไม่ได้ เราก็เลยจะจินตนาการว่าคนที่มาให้สูตรมันหวงสูตร ก็เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสเป็นคนบอกสูตรนะ เราจะบอกสูตรให้หมดเลย ไม่หวงอะไรทั้งสิ้น”

แล้วอีกหลายปีต่อมา ความตั้งใจนั้นก็กลายเป็นจริง

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

เข้ากรุง

พอถึงวัยเข้าเรียนอุดมศึกษา หนุ่มบ้านไผ่อย่างเกมเลือกศึกษาต่อด้านออกแบบนิเทศศิลป์จาก ม.ดังในบ้านเกิดอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเขาได้แอบกระซิบกับเราว่า ในเวลาที่เพื่อน ๆ ง่วนอ่านหนังสือออกแบบศิลปะ เขาชอบจะดอดไปอ่านตำราอาหารมากกว่า

เกมร่ำเรียนการออกแบบจนจบ แล้วเลือกเปิดร้านเหล้าพร้อมกับทำกับแกล้มขายเพื่อสะสมทุนรอน ตอนหลังร้านเหล้าแห่งนั้นได้ปิดตัวลงไป บัณฑิตหนุ่มจากอีสานจึงตบเท้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเขา ซึ่งก็ได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ทว่าชีวิตในสายงานออกแบบกราฟิกของเกมก็มาถึงจุดจบในเวลาอันสั้น เขาทำงานที่นั่นได้ไม่ถึงปี ที่ทำงานก็ปิดตัวลง ในจังหวะชีวิตที่เขารู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแนวอาหาร   

“นิตยสารอาหารตอนนั้นมีอยู่ 3 – 4 เล่ม มี แม่บ้าน, ครัว, Gourmet & Cuisine แล้วก็ Health & Cuisine พอได้อ่านนิตยสารพวกนี้แล้วก็ชอบนะ อย่าง Health & Cuisine เขาจะชอบพูดถึงอาหารบางอย่างที่เป็นอาหารฟิวชัน นำวัตถุดิบที่เป็นต่างชาติมาผสมผสานกับความเป็นไทย มีสอนทำอาหารต่างชาติและอาหารไทยง่าย ๆ เพื่อสุขภาพ เรารู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึง แต่อยากรู้จักมันให้มากขึ้น”

ช่วงนั้น Health & Cuisine ยังไม่เปิดรับคนใหม่ แต่สำนักพิมพ์อมรินทร์ผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนั้นได้เปิดตัวนิตยสารแนวแม่และเด็กชื่อ Real Parenting และกำลังเปิดรับสมัครกองบรรณาธิการอยู่พอดี

“รีบไปสมัครที่นั่นเลย ถึงไม่ได้อยากทำงานกับนิตยสารนี้ แต่ก็อยากเข้าไปก่อนเพื่อที่จะหาช่องทางย้ายไปสังกัด Health & Cuisine ที่อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ท่านก็ชมว่าพูดเก่งดีนะ แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่เห็นเกี่ยวกับแม่และเด็กเลยนี่ เลยถามเราว่ามีเล่มไหนอยากทำเป็นพิเศษมั้ย พอรู้ว่า Health & Cuisine เขาก็ว่างานยังไม่ว่าง ให้ไปอยู่นิตยสาร สุดสัปดาห์ พร้อมกับโอกาสทดลองงาน 1 เดือน”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

บรรณาธิการนิตยสาร

ช่วง 1 เดือนที่ทำงานอยู่กับนิตยสาร สุดสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เกมเครียดมาก เพราะ…

“วิถีชีวิตเราไม่ใช่คนสุดสัปดาห์ ที่พอเลิกงานเขาจะต้องไปอัปเดตเทรนด์ ไปสยาม ดูหนัง ฟังเพลง เราไม่ใช่ เราอยากเลิกงานแล้วกลับบ้านทำขนม กินอาหาร เพราะนั่นคือตัวเรา”

แต่ด้วยความตั้งใจที่เกมแสดงออกมาให้ทุกคนเห็น ประจวบเหมาะกับมีคนลาออกจากนิตยสารในดวงใจพอดี เกมจึงได้รับโอกาสทองที่เขาตั้งตาคอยมาตลอด คือการได้ร่วมงานกับนิตยสาร Health & Cuisine

“ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่มันเป็นงานในฝันของเรา” เกมยิ้มบอกด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สมัยก่อนเราจะพกช้อนส้อมทองเหลือง ตอนทำงานกราฟิกอยู่โรงงานก็จะไม่กินอาหารจากช้อนส้อมโรงงานเลย เพราะใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักชิม ก็เลยจะกินด้วยช้อนส้อมนี้ ตอนจะสัมภาษณ์เข้า Health & Cuisine เราก็เอาช้อนส้อมทองเหลืองไปโชว์ว่าเรามีช้อนทองเหลืองส่วนตัว เราชอบทำและชอบชิมอาหารมาก”

ทำงานอยู่ที่นี่ได้สักระยะ บรรณาธิการที่สัมภาษณ์เกมเมื่อตอนรับเข้าทำงานก็จำได้ว่าเขามีช้อนส้อมนักชิมอยู่ติดตัว เมื่อมีการเปิดคอลัมน์ชิมอาหารแนวใหม่ เขาจึงได้รับเลือกให้ดูแลบทความส่วนนี้

“ที่จริงตอนนั้นมีคอลัมน์ชิมที่เป็นคอลัมน์ใหญ่อยู่แล้ว เป็นแนวชิมอาหารแล้วประเมินว่าร้านนี้ได้หรือไม่ได้ ทำงานเหมือนมิชลินสตาร์ แต่เขาเปิดคอลัมน์เล็กให้เรา เป็นเนื้อหาประเภท 10 ร้านผัดไทยเจ้าดังที่ไม่ควรพลาด แล้วต้องมีข้อมูลประกอบว่าผัดไทยคืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน ก็ต้องไปหาข้อมูล มันทำให้เราได้ศึกษาองค์ความรู้ของอาหารนั้น ๆ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็เลยเป็นทักษะที่ติดตัวมา”

นักออกแบบอาหาร

เกมทำงานอยู่ที่ Health & Cuisine ได้ 2 ปีเศษ ๆ นิตยสารแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตัวเขาย้ายไปอยู่แผนกเอเจนซี่ทำหนังสือในเครืออมรินทร์ได้ครึ่งปี อมรินทร์ก็ทำธุรกิจเสริมเป็นรายการโทรทัศน์ของ Health & Cuisine และตัวเขาได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้ลองคิดสูตรมานำเสนอผ่านรายการ

“ยุคสมัยนั้นยังไม่มีช่องอมรินทร์ทีวีอย่างทุกวันนี้ มีแต่ช่อง 3, 5, 7, 9 ซึ่งบังเอิญว่ารายการของ Health & Cuisine ได้รับแอร์ไทม์ (เวลาออกอากาศ)

“ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะออกมาแล้ว แต่เราก็ยังเป็นคนของ Health & Cuisine โดยสายเลือด เขาก็เลยชวนเราไปทำงานว่าเป็นฟู้ดสไตลิสต์มั้ย เขียนสคริปต์ เป็นครีเอทีฟมั้ย เราก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงการทีวีที่เกี่ยวกับอาหาร แต่ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องคิดสูตรอาหารเองเพื่อที่จะนำมาถ่ายทำลงรายการ เราต้องเป็นคนเขียนสคริปต์เอง และต้องดีลร้านต่าง ๆ ตอนนั้นลูกค้าเป็นซอส Kikkoman เราต้องกินอาหารญี่ปุ่นแทบทั่วสุขุมวิท เป็นกำไรที่เราได้จากงานนี้”

บทบาทการเป็นนักออกแบบสูตรอาหารของเกมจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
อาหารจานหลัก ‘คันได้กินซี้นต่อน อย่าลืมแจ่วแพรวผัก’ อ่อมซี้นหมูสามชั้น ใส่บักบวบ (บวบ) และบักอึ (ฟักทอง) ทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง 
‘กะแล่มบักม่วงสุก กับ ขนมไข่เหี้ยเพียพระยา’ ขนมหวานที่ทำจากขนมไข่เหี้ย กะแล่ม (ไอศกรีม) ซอสมะม่วงแก้วขมิ้นดิบผสมไวน์ขาว ถั่วเขียวเลาะเปือกคั่วสุก วัตถุดิบเหล่านี้สะท้อนความเป็นอีสานและอำเภอบ้านไผ่ได้เป็นอย่างดี
สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
‘ยิ้ม เป้ย เป้ย’ เป็นภาษาอีสานแปลว่า ‘ยิ้มหวาน’ เกมตั้งชื่อเมนูนี้ให้กับมาการิตาสีชมพู ผสมจากน้ำคั้นลูกหม่อนสุก โซดา วอดก้า และน้ำมะนาวอินทรีย์ผสมใบกัญชาหางกระรอกภูพาน ตรา Happy Lemon จากวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน ขอบแก้วเคลือบด้วยเกลือบ่อกฐิน จากแหล่งทำเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ้านไผ่

คลิปสอนทำอาหาร

เกมทำงานโทรทัศน์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี บรรณาธิการนิตยสารแผนกอาหารคนเดิมก็โบกมือลาต้นสังกัดไปอยู่ที่อื่น เกมจึงได้กลับมาทำงานนิตยสารใหม่ในฐานะบรรณาธิการอาหาร

เขากล่าวถึงช่วงเวลานั้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่าทั้งสนุกทั้งเหนื่อย เพราะต้องอ่านต้นฉบับของลูกน้องที่ออฟฟิศ ตรวจสอบคุณภาพ พิสูจน์อักษร ควบคู่กับทำคอลัมน์ของตนเองไปด้วย

“สิ่งหนึ่งที่แม็กกาซีนเล่มนี้มี แล้วเล่มอื่นอาจจะไม่มี คือสูตรอาหารทุกสูตรไม่ว่าจะมาจากคิดค้นขึ้นเอง หรือมาจากคนอื่น ต้องผ่านการทดลองทั้งหมด

“เวลาใครรู้ว่าเราทำงานอยู่นิตยสาร เขาก็เลยจะคาดหวังว่าเราต้องทำอาหารเป็นและทำได้ดีทุกอย่าง คำถามที่คนรู้จักมาถามเราก็เช่นว่า ผัดหมี่กระเฉดยังไงไม่ให้เส้นขาด? เจียวไข่ยังไงไม่ให้ไข่เจียวยุบ? ผัดวุ้นเส้นยังไงไม่ให้เส้นมันกอดกัน? เราเลยคิดว่านี่คือปัญหาของคนทำอาหาร ในคลิปวิดีโอสอนทำอาหารสมัยนั้นก็มีแต่สอนว่าทำยังไง ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ พอได้สมมติฐานปุ๊บ เราก็เลยลองทำคลิปเลย”

นั่นคือที่มาของคลิปสอนทำอาหารชื่อ ‘เคล็ดไม่ลับแค่คุณไม่รู้’ ที่ตัวเขาและเหล่าทีมงานช่วยกันถ่ายทำและตัดต่อด้วยกล้องมือถือทั้งหมด

“คลิปแรกของพวกเราเป็นเรื่องแกงเขียวหวาน ทำแกงเขียวหวานยังไงให้มะเขือยังเขียว ปล่อยออกไปครั้งแรกมีคนมาดู 35,000 คน ช็อกมาก เพราะคิดว่าคนดูแค่ 200 คนก็ดีมากแล้วนะ

“พอคลิปที่ 2 เจียวไข่ยังไงให้ไข่เจียวยังไม่ยุบ คลิปนั้นภายในข้ามคืนก็มีคนมาดูเป็นแสน ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ขยับขึ้นเป็น 3 แสน 5 แสน เรารู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่ใช่ กลายเป็นว่าทำคลิปออกมา ยอดจะเป็นแสน บ้างก็ 8 หมื่น บางทีก็สะสมกันไปถึงเป็นล้าน”

อย่างไรก็ดี ความสุขในการทำคลิปสอนทำอาหารที่เล่าถึงวิธีแก้ปัญหาที่คนครัวทุกคนต้องเจอก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนิตยสารอันเป็นที่รักยิ่งของเกมต้องปิดตัวลง

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

กลับบ้านไผ่

“ที่จริงเราเป็นคนที่ออฟฟิศไม่ยอมให้ออก อยากให้ไปต่อในฝ่ายออนไลน์ แม้ว่านิตยสารจะเลิกผลิตไปแล้ว แต่เพราะนิตยสารเป็นสิ่งที่ตัวเรารักมาก พอมันไม่อยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็เลยไปไหว้งาม ๆ ขอออกจากงานมาพร้อมกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเกมเหมือนคนปลงตกได้ เมื่อเขาเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบ้านไผ่

15 ปีในกรุงเทพฯ สอนหลักสูตรชีวิตให้กับเกมมากมายไม่แพ้สูตรอาหารที่เขาค้นคิดในช่วงนั้น ทันทีที่ออกจากงานนิตยสาร เกมมุ่งมั่นอยากหันมาฝึกงานเกษตรเพื่อให้เข้าถึงต้นรากของสายพานอาหาร

“เราได้ไปยืนอยู่ในหลายจุดของอาหารแล้ว แต่ยังไม่เคยไปถึงต้นน้ำของอาหารเลย” ความคิดนี้ดลใจให้กูรูอาหารชาวอำเภอบ้านไผ่ไปหัดเรียนทำนาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรตินานถึง 6 เดือน เพาะผัก ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาบนผืนนา 1 ไร่ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ ก่อนจะลงเอยด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวรอบตัวบ้าน เพื่อความคล่องตัวและประหยัดต้นทุนทางการผลิต

“ภาษาอีสานเรียกว่า ‘บืน’ ให้นึกถึงปลาที่พยายามกระเสือกกระสนตัวมันเองขึ้นมาบนพื้น” เขาอุปมาตัวเองด้วยศัพท์ภาษาที่ราบสูง “ตัวเราก็ต้องบืนเหมือนกัน พยายามที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เราเลือกมาอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”  

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่อดีตบรรณาธิการอาหารได้หวนคืนถิ่น แม้จะเคยต้อง ‘บืน’ ตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่วันนี้เขากลับได้พบความสุขใหม่ในถิ่นเก่า เริ่มจากการทำอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่เพาะปลูกรอบรั้วบ้านตัวเองไว้ส่งขายเลี้ยงชีพ

เขายังคงรับเขียนบทความอาหารหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการกลับบ้านคราวนี้ช่วยให้เขาได้ทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นขอนแก่นในตัวเอง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม จนเป็นผู้รู้เรื่องขอนแก่นที่คนทั่วไปให้การยอมรับ และเคยได้เขียนเล่าข้อมูลความเป็นมาของจังหวัดในห้องขอนแก่น 500 ปี ในพิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์มาแล้ว

ความรู้ด้านการออกแบบของเขายังได้รับการนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่จังหวัดขอนแก่น อาทิ การที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้จัดการโครงการ Lunch and Learn Project ซึ่ง TCDC ขอนแก่น จัดขึ้นเพื่อออกแบบอาหารกลางวันที่ทั้งถูกปากและถูกหลักโภชนาการ แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

และเขายังเริ่มต้นใหม่กับการทำคลิปสอนทำอาหารในยูทูบ ในช่อง SRI Cooking Channel ซึ่งไม่เพียงทำคอนเทนต์สอนเคล็ดลับวิธีการปรุง หากยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ และพาชมของดีในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน มากสีสัน เปี่ยมแปล้ด้วยสาระ

“ความเป็นอีสานถูกเผยแพร่เยอะขึ้นก็จริง แต่ว่ามันยังไม่พอ ดังนั้นนอกจากเรามีความรู้ความสามารถแล้ว เรายังมีพื้นที่สื่อ ก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราในการบอกเล่าเรื่องราวของอีสานออกไป” ชายหนุ่มที่พวกเราตั้งสมญาแก่เขาว่า ‘กูรูอาหารแห่งบ้านไผ่’ เปิดเผยเป้าหมายในการทำสื่อวิดีโอของเขา

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือให้กำลังใจผู้ประกอบการ เพราะเวลาเราไปกินก็ชอบพูดคุย ด้วยสันดานคนเป็นสื่อก็ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุย แล้วพอเราเริ่มสนิทก็จะได้รู้ข้อมูลเบื้องลึก โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวในอีสาน คนทำธุรกิจ ต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น กับดักความยากจน ก็จะให้กำลังใจเสมอ ด้วยความที่เรามีทักษะทางอาหาร บางอย่างที่เราแนะนำกับเขาได้ว่าทำแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้น เราก็จะให้คำแนะนำเขาเลย

“เรามองว่ามันจะทำให้คนที่ทำอาหารอีสานเองก็อยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาตัวชิ้นงานของเขาให้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จักอาหารอีสาน เราก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราทำให้เขารู้จักนี่แหละครับ”

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

อดีตนิสิตอักษรผู้ชอบอ่านและชอบเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load