The Cloud x MILO

เราต่างรู้จัก ซินดี้-สิรินยา บิชอพ ในฐานะของผู้หญิงเก่งที่มีหน้าที่การงานและบทบาทอันหลากหลาย 

เมื่อไล่เรียงหน้าที่การงานในปัจจุบัน เธอเป็นทั้งนางแบบ นักแสดง พิธีกร นักเคลื่อนไหวที่ทำงานด้านสิทธิสตรี นักธุรกิจ และล่าสุดคือการเป็นนักเขียนหนังสือเด็กที่พูดถึงสิทธิในร่างกายของตัวเอง ที่สอนให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องร่างกาย เคารพตัวเอง และยอมรับในตัวตนของผู้อื่น ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

เธอทำงานทุกอย่างที่ว่ามาควบคู่กับงานอันยิ่งใหญ่ คือการเป็นคุณแม่ของลูกสาวและลูกชายวัยน่ารัก ซึ่งเธอบอกว่า งานนี้มีความสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอ

ด้วยความเชื่อในพลังแห่งความรัก ความเอาใจใส่ และการเลี้ยงดูลูกที่ให้อิสระในการตัดสินใจ และมีพื้นฐานมาจากความเข้าใจเป็นส่วนสำคัญ แม้งานเลี้ยงลูกจะเป็นงานยากและโหดหินแค่ไหน เราก็รับรู้ได้ถึงความสนุกและความสุขที่สุดในชีวิตของ ‘ซูเปอร์มัม’ คนนี้

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก
ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

หน้าที่คุณแม่คือที่หนึ่ง

“ตอนนี้ซินดี้มีงานในวงการบันเทิงคือถ่ายละครอยู่สองเรื่อง แล้วก็กำลังรอผลงานภาพยนตร์ต่างประเทศของเน็ตฟลิกซ์อินเตอร์ที่ถ่ายทำไปแล้วออกอากาศ ส่วนงานพิธีกรทุกอย่างหยุดชะงัก เลยผันตัวมาสอนออนไลน์คอร์สการเป็นนางแบบ งานด้านสิทธิสตรีในแคมเปญ Don’t tell me how to dress ก็ยังทำอย่างต่อเนื่องและกำลังจะมีนิทรรศการแบบดิจิทัลให้ชมกัน และล่าสุดซินดี้เพิ่งเขียนหนังสือเด็กที่เป็นการ์ตูนพูดถึงสิทธิในร่างกายของตัวเอง เพื่อให้เด็กเข้าใจการเคารพตัวเองและผู้อื่น

“ส่วนหน้าที่หลักที่สำคัญที่สุด และมาอันดับหนึ่งเสมอ คือบทบาทความเป็นคุณแม่ลูกสองนี่เอง” ซินดี้ สิรินยา ยิ้มกว้างเมื่อตอบคำถามแรกเกี่ยวกับหน้าที่การงานปัจจุบันของเธอจบลง

ได้ฟังดังนี้ ใครก็คงยกให้เธอเป็นซูเปอร์มัมอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะแม้จะมีภารกิจการงานรอบด้าน แต่เธอสามารถบริหารเวลาเพื่อทำหน้าที่คุณแม่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“ซินดี้เป็นคนที่ค่อนข้างเป๊ะในการบริหารเวลาอยู่แล้ว” เธอว่า หลังจากได้ยินคำชื่นชม “โชคดีที่พี่ไบรอน (ไบรอน บิชอพ) ก็ทำงานด้วยกัน เราทั้งคู่ช่วยกันดูแลลูกได้ แต่ละเดือนมีการวางแผนล่วงหน้าว่า ซินดี้ติดงานตรงนี้ คุณพ่อช่วยมาเติมเต็มได้ไหม เราทำงานกันเป็นทีม”

เลี้ยงลูกด้วยเหตุผล

ที่ผ่านมาเราได้เห็นภาพครอบครัวอันอบอุ่นของเธอเสมอ และที่เห็นเด่นชัดคือลูกๆ ทั้งสองของเธอ นั่นคือ น้องเลล่า (เลล่า คาเมน บิชอพ) ลูกสาวคนโตวัย11 ปี และ น้องเอเดน (เอเดน วิลเลี่ยม บิชอพ) ลูกชายคนเล็กวัย 8 ปีต่างมีความน่ารักสดใส มีพัฒนาการเติบโตตามวัยอย่างสมบูรณ์ เมื่ออยู่ในวัยนี้ ลูกๆ เริ่มทำกิจกรรมร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ได้อย่างสนุกสนาน 

“ครอบครัวเราเน้นกิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข ตอนนี้ลูกๆ ก็เข้าสู่วัยที่ทำกิจกรรมด้วยกันได้ เวลาไปเที่ยวก็เล่นกีฬาด้วยกัน เริ่มขับโกคาร์ท เซิร์ฟฟิ่ง ทุกคนเอนจอยกันได้”

เมื่อถามว่าสไตล์การเลี้ยงลูกของเธอเป็นอย่างไร คำตอบที่ได้คือ การเลี้ยงลูกด้วยเหตุผล

“ครอบครัวเราเชื่อมั่นในการพูดคุยและรับฟังกันด้วยเหตุผล” เธอเริ่มอธิบาย “ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องที่เราห้าม แต่ไม่ได้ห้ามเพราะแม่บอกว่าต้องเป็นแบบนั้น มันไม่เข้าหู เป็นเราก็ไม่ฟัง ถ้าเป็นการห้ามต้องมีหลักการหรือเหตุผลว่า ทำไมแม่ถึงห้าม ถ้าหนูทำไปแล้วจะเป็นอย่างนี้นะ แล้วหนูจะทำอยู่หรือเปล่า บางทีก็ต้องมีการลองผิดลองถูกบ้าง ถ้าไม่ฟังก็ทำไป เจ็บตัวแล้วค่อยมาคุยกัน”

เธอบอกว่า การเลี้ยงลูกแบบเธอนั้นไม่มีสูตรตายตัว และไม่อาจกำหนดทุกอย่างเป็นหลักการที่แน่นอนได้

“บางกรณีก็ต้องมียืดหยุ่นบ้าง เช่น บางอย่างเราคิดว่าอาจจะยังไม่ใช่เวลา แต่ถ้าหนูอยากลองทำจริงๆ ก็อธิบายมาว่าทำไม หรือหนูคิดว่าพร้อมยังไง ถ้าเราฟังแล้วโอเคมีเหตุผล ก็ลองทำดู”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

ปูพื้นฐานชีวิตด้วยการให้อิสระในการตัดสินใจ

ซินดี้เล่าว่ากิจกรรมต่างๆ ที่ลูกทั้งสองได้ลองทำ ล้วนมาจากความชอบและการตัดสินใจเลือกของลูกๆ เอง

“ซินดี้เลี้ยงลูกโดยให้ความสำคัญอยู่สามสิ่งหลักเหมือนกับที่เราดูแลตัวเอง นั่นคือ Mind-Body-Soul ชีวิตเขาต้องเติมเต็มทั้งการเรียนรู้พัฒนาตัวเอง การออกกำลังกาย และการทำสิ่งที่มีความสุข ดังนั้นถ้าลูกอยากทำหรือเล่นอะไรก็ให้เขาได้เลือกตามความชอบของเขาเอง

“เลล่าชอบเต้น เขาก็เรียนเต้นบัลเลต์มาตั้งแต่สามขวบ และเต้นมาตลอดควบคู่ไปกับการว่ายน้ำ เลล่าเป็นคนที่ไม่ชอบกีฬาที่ต้องไปปะทะกับคนอื่น เขาก็จะไม่ค่อยชอบทีมสปอร์ต แต่ล่าสุดเพิ่งจะมาขอเล่นฟุตบอล เราก็โอเค หนูเลือกมาเพราะอยากลอง ก็ให้เขาได้ลองทำดู” คุณแม่ยิ้มปลื้มใจ แม้จะแอบกระซิบว่าอยากให้ลูกสาวเล่นบาสเก็ตบอลก็ตาม

“ส่วนเอเดนเป็นสายลุย ชอบเทควันโดและปากัวร์ (Parkour) เราเห็นว่าเขาชอบและทำได้ ก็ส่งเสริมเต็มที่ ตอนนี้ปากัวร์ก็กำลังจะเรียนคลาสต่อยอดสูงขึ้นไปเป็นแบบที่วิ่งและตีลังกาลงมา เราส่งเสริมให้เรียนตั้งแต่พื้นฐานเพื่อให้มีทักษะ เพราะความปลอดภัยต้องมาก่อน”

แต่ก็มีบางครั้งที่ลูกขอลองทำสิ่งที่เขาสนใจ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นกลับเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ เธอก็ไม่ได้บังคับให้ทำต่อไป เพียงแต่สอนให้มีความรับผิดชอบในการเลือกของตัวเอง

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก
ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

“ถึงเราสนับสนุนให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่เด็กจะมีความชอบที่หลากหลาย บางอย่างที่เขาเลือกอาจไม่ใช่สิ่งที่เขามีความสุขที่จะทำตลอดไป เราก็มาคุยกันได้

“มีช่วงหนึ่งลูกมาขอเรียนไวโอลิน คุณแม่ก็ลงทุนซื้อทุกอย่างให้ แต่พอเรียนไปสักพักเขารู้สึกว่าไม่ใช่ เราก็รู้สึกว่าอย่างน้อยเขาก็ได้ลอง ดีกว่าไม่สนใจอะไรเลย แต่ก็ขอให้เขาเรียนคอร์สนั้นให้จบก่อน เพราะเขาต้องเห็นคุณค่าของเงินด้วย ไม่ใช่ไม่เอาแล้วก็เลิกเลย เขาต้องอดทนจนถึงที่สุด แล้วพักก่อนก็ได้ เดี๋ยวเราค่อยกลับมากันใหม่ว่าหนูยังชอบไหม”

ในความคิดของเธอนั้น การสนับสนุนให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็กเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการได้มีโอกาสตัดสินใจจะส่งผลต่อการเติบโตไปตามวัยของพวกเขา

“ซินดี้ให้ความสำคัญในการให้เกียรติเขา ความเป็นตัวตนของเขา ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้วสั่งให้เขาทำตามอย่างเดียว เพราะเท่ากับจะไปสร้าง Mindset ว่าเรามีอำนาจเหนือกว่า สักวันที่เขาอยากตัดสินใจเลือกอะไร เขาจะไม่มี Tools หรือไม่มีการซ้อมในการตัดสินใจมาก่อน”

“และเมื่อเราให้ลูกได้ลองตัดสินใจ เขาก็จะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เขาจะเข้าใจกระบวนการคิดของการเลือกอะไรบางอย่าง ว่าต้องมีพื้นฐานอะไรเพื่อจะเลือกสิ่งนั้น และเมื่อเลือกแล้วเขาต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาเลือกด้วย โตมาเขาก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักเลือก”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

จุดกึ่งกลางของความสบายใจ

แน่นอนว่า หลายครั้งที่ความต้องการของลูกๆ อาจไม่ตรงกับสิ่งที่เธอคิดนัก ในฐานะคุณแม่เธอก็ต้องหาจุดตรงกลางที่ทุกคนต่างสบายใจ

“เด็กๆ ชอบกินของหวาน ซึ่งบ้านเราค่อนข้างเคร่งมาก เพราะคุณพ่อไม่กินน้ำตาลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซินดี้ก็พลอยไม่กินตามไปด้วย ในบ้านจึงไม่ค่อยมีขนมหวานหรือน้ำอัดลม ของหวานที่บ้านจะเป็นผลไม้อบแห้งหรือผลไม้สดมากกว่า แต่ก็ไม่ได้ห้ามลูกว่าไม่ให้กินอย่างอื่นเลยนะ ตอนนี้ก็มีอาหารและเครื่องดื่มสำหรับคนที่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งลดปริมาณน้ำตาลลงแต่รสชาติยังดีอยู่ เด็กๆ ก็จะได้ทานของอร่อย แล้วก็ยังได้รับคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ด้วย”

อย่างไรก็ตาม สำหรับบางเรื่อง คุณแม่ก็จำเป็นต้องกำหนดขอบเขตมาให้ แล้วให้ลูกๆ ตัดสินใจเลือกได้ในขอบเขตนั้น

“ยกตัวอย่างเรื่องอาหารการกิน ก่อนหน้านี้เด็กๆ ชอบกินบรอกโคลีแต่ช่วงนี้กลับไม่กินเลย ก็ไม่ใช่ว่าแม่จะหงุดหงิดอารมณ์เสีย ต้องบังคับให้เขากินให้ได้ เรามองว่าผักใบเขียวก็มีอีกตั้งเยอะ เลยบอกเขาว่า แม่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยู่ๆ หนูก็ไม่ชอบบรอกโคลี แต่ก็มีผักใบเขียวอีกห้าอย่างนะ ลองดูว่ามีอันไหนที่หนูกินแทนได้ ลูกก็เลือกมา เราก็ให้กินผักที่อยากกินแทนได้ ไม่ใช่ว่าบังคับให้กินบรอกโคลีอย่างเดียวเท่านั้น

“ซินดี้คิดว่า บางเรื่องผู้ปกครองก็ควรยืดหยุ่นบ้าง อย่างน้อยเลือกหมวดมาให้ แล้วก็ให้เขาเลือกได้ในหมวดนั้น” เธอว่า

“แต่การเลี้ยงลูกแบบนี้ก็ใช้พลังเยอะกว่าการบังคับนะ” เธอแอบกระซิบให้เราฟังพร้อมเสียงหัวเราะ

เปิดใจและยอมรับ

เด็กยุคใหม่เติบโตมากับเทคโนโลยีและสังคมออนไลน์ คุณแม่อาจเป็นกังวลเรื่องไลฟ์สไตล์ที่ผู้ใหญ่อาจจะตามไม่ทัน เธอเองก็พบกับความท้าทายนี้เช่นกัน เพราะช่วงที่ผ่านมา ลูกๆ มีขอเล่นแอปพลิเคชันต่างๆ ในมือถือบ้าง ในตอนแรก เธอไม่เข้าใจว่าทำไมบางแอปฯ ถึงต้องเล่นแบบนั้น แต่พอลองเปิดใจ ค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้ไปพร้อมกับลูก ก็พบข้อดีที่ไม่เคยรู้มาก่อน 

“เราได้รู้ว่าการเล่นอะไรเหล่านี้ ก็มีมุมที่สร้างสรรค์อยู่นะ แล้วก็คุยกับลูกว่ามันมีดีหลายอย่าง แต่ก็มีสิ่งที่หม่ามี้ไม่โอเคเหมือนกัน เราก็จะคอยแนะนำเขาไป ทุกวันนี้เวลาเขาเล่นก็จะมาถามก่อนทุกครั้งว่า แบบนี้โอเคมั้ย ทำได้มั้ย เราก็จะช่วยดูว่าอะไรที่เกินวัยเยอะไป ก็บอกเขาว่า อันนี้ไม่นะลูก เขาก็จะรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร 

“สิ่งที่ซินดี้ห่วงคือ อย่างเลล่าหรือเด็กผู้หญิงเขาอาจยังไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำคืออะไร แต่คนอื่นที่มองมาไม่ได้คิดแบบนั้น เราค่อนข้างเข้มงวดในเรื่องนี้ แอคเคาต์ของเลล่าก็ตั้งเป็นส่วนตัว ต้องรู้เลยว่าเพื่อนคนไหนเข้ามาเป็นเฟรนด์”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

เธอเล่าว่า ช่วงเวลาที่ COVID-19 ระบาด การเล่นโซเชียลมีเดียด้วยกันได้กลายเป็นส่วนหนี่งของกิจกรรมครอบครัวที่สร้างความสุขความสนุกสนาน ซึ่งถ้าทำอะไรแล้วได้หัวเราะด้วยกัน แล้วคนอื่นได้มีรอยยิ้มออกมาบ้างในช่วงเครียดๆ นั้นก็เป็นเรื่องที่ดี

“นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างด้วยว่า ไม่ใช่ว่าคุณพ่อคุณแม่ตัดสินเลยว่าไม่ดีนะ เพราะถ้าเราศึกษาดีๆ ก็อาจหาทางควบคุมให้อยู่ในขอบเขตที่เราอนุมัติได้ หรือมีกฎกติกาที่เป็นการตัดสินใจร่วมกัน ที่สำคัญคือ พ่อแม่ยังเป็นเพื่อนของลูกด้วย ดีกว่ามาสั่งๆๆ เดี๋ยวนี้เด็กหัวไว เขามีแหล่งข้อมูลของเขา ถ้าเราไม่ต่อสู้กับแหล่งข้อมูลนี้ แต่เรารับฟังเสมอว่า หนูไปเจออะไร หนูอยากทำอะไรยังไง มาคุยกัน มันน่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีกว่า”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

สังเกต ใส่ใจ และเข้าใจ

จากที่ได้ฟังการเลี้ยงลูกมาพอสมควรจนเริ่มเข้าใจว่าการเลี้ยงลูกช่างเป็นงานที่ละเอียดอ่อน เราจึงถามเธอขึ้นว่า การเลี้ยงลูกในยุคนี้มีความซับซ้อนมากมายแค่ไหน

“ซินดี้คิดว่าคุณแม่ทุกสมัยมีความซับซ้อน เพราะโลกมันเปลี่ยนไป แต่เราเองก็มีเครื่องมือมีความรู้ที่รับมือได้ ซินดี้มองว่าถ้าเราลองมองโลกจากมุมมองของลูก สังเกต และใส่ใจเขาอีกนิดก็จะเข้าใจ และหาวิธีพูดคุยกับเขาได้”

พร้อมกันนี้เธอก็เล่าถึงประสบการณ์ในช่วงปิดเทอม ที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกจนต้องมาจับเข่าคุยกัน

“ช่วงปิดเทอม เอเดนเล่นเกมเยอะ จากเดิมที่เรามีกติกาว่าวันจันทร์ถึงศุกร์ไม่ให้เล่นเลย เพราะไม่มีเวลา เรียนแล้วก็กลับบ้านมาก็หมดเวลาแล้ว แต่พอปิดเทอมให้เขาเล่นเยอะ เรารู้สึกว่าเขาเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว เริ่มอารมณ์เสีย ซินดี้ก็คุยกับเขาเลยว่า หม่ามี้เริ่มรู้สึกว่า หนูไม่ได้เป็นเอเดนที่น่ารักของหม่ามี้แล้วนะ หนูรู้สึกไหม เขาคิดสักพักแล้วก็บอกว่า ใช่ เราก็คุยต่อว่า หม่ามี้พยายามคิดเหมือนกันนะว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็คิดได้อย่างเดียวว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนคือ หนูเล่นเกม เราควรทำยังไงดี เขาก็เงียบ เราก็เสนอขึ้นว่า งั้นเราลิมิตหน่อยไหม แล้วดูว่ามันช่วยให้ดีขึ้นสักนิดไหม

“เราใช้วิธีการคุยทำความเข้าใจกัน แทนที่จะบอกว่า ไม่ให้เล่นนะ ก็เปลี่ยนมาเป็นอธิบายว่า หนูเปลี่ยนไปจริงๆ นะ เราลองมาลดตรงนี้ดูไหม ว่ามันช่วยไหม” เธอเล่าแล้วกระซิบอีกครั้งว่า “แต่ก็อย่างที่บอกไปว่า มันต้องใช้พลังเยอะ”

เติมพลังให้ตัวเอง

แม้คนจะมองว่าเป็นซูเปอร์มัม แต่เธอยอมรับเต็มปากเต็มคำว่า เธอมีช่วงเวลาเหนื่อยล้าเช่นเดียวกับคุณแม่ทุกคน สิ่งสำคัญคือต้องเติมพลังให้กับตัวเอง

“เราก็ต้องกลับมาบาลานซ์ตัวเอง ซึ่งเราก็ใช้หลัก Mind-Body-Soul ที่ใช้กับลูก มาดูใช้ดูแลตัวเองบ้าง” เธอหัวเราะ

“สิ่งหนึ่งที่ซินดี้อยากบอกคุณแม่ทุกคนคือ เราควรคำนึงถึงช่วงเวลาที่เราต้องเติมพลังให้ตัวเองด้วย ต้องมีช่วงเวลาที่ปลีกตัวออกมาบ้าง มีช่วงเวลาหนึ่งที่ห่างจากลูกเพื่อจะได้กลับมาเป็นตัวของตัวเอง เพราะเรายังมีตัวตนของเรา ลูกเองก็จะได้เห็นว่าแม่ยังมีตัวตนที่ชัดเจนนะ มีงานอดิเรก หรือไปทำโน่นทำนี่ ยังมีเพื่อนมีสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีมากสำหรับเด็กผู้หญิงสมัยนี้ ที่เขาจะได้เห็นว่าคุณแม่ทำได้”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก
ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

ความภูมิใจยิ่งกว่ารางวัลใดๆ

เมื่อพูดถึงความภาคภูมิใจในตัวลูก คุณแม่หลายคนอาจนึกถึงสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น ผลการเรียนหรือรางวัลต่างๆ แต่สำหรับคุณแม่ที่ทุ่มเทกับการปลูกฝังความรักความเอาใจใส่เช่นเธอแล้ว ความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกแสดงออกมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเธอเลี้ยงลูกมาได้ถูกทางแล้ว

“ก่อนหน้านี้เพื่อนของเลล่าถูกล้อที่โรงเรียน ลูกมาเล่าให้ซินดี้ฟัง ก็เลยถามลูกไปว่า หนูคิดว่าเขารู้สึกยังไง ลูกก็บอกว่าเขาเห็นใจเพื่อน พออีกวันไปโรงเรียนคุณแม่ของเพื่อนเลล่าก็มาเล่าว่า เลล่าเข้าไปกอดน้องคนนี้ที่กำลังโดนเพื่อนล้ออยู่ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่า ลูกเราแสดงจุดยืนที่จะปกป้องเพื่อนของเขา เรื่องแบบนี้เรารู้สึกภูมิใจยิ่งกว่าลูกได้รับรางวัลใดๆ อีกนะ เพราะนี่แสดงให้เห็นว่าลูกเราเป็นเด็กที่อ่อนโยน และเป็นคนจิตใจดีอย่างที่เราหวังไว้เสมอ

“สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เป็นโมเมนต์ที่ซินดี้ภูมิใจว่า เราเลี้ยงเขาได้ถูกทางแล้ว เพราะอย่างน้อยเขาก็เข้าใจว่า ทุกการตัดสินใจของเขามีผลต่อตัวเขาเองและคนรอบข้างด้วย” เธอยิ้มอย่างภูมิใจ

น่าจะเป็นเรื่องปกติของคุณแม่ทุกคนที่ต่างมีความคาดหวังในตัวลูกๆ เสมอ ซินดี้เองก็ยอมรับว่าเธอก็มีความคาดหวังเหล่านั้นในใจเช่นกัน แต่สุดท้ายแล้วเหตุการณ์ในปัจจุบันทำให้ย้อนกลับมาคิดใหม่ ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญของชีวิตคืออะไร

“ซินดี้คิดว่าไม่สำคัญว่าลูกจะต้องเรียนด้านไหนเป็นพิเศษ เราให้เขาตัดสินใจ และคิดว่าเขาน่าจะตัดสินใจได้ดี อีกอย่างคือ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย ตั้งแต่มี COVID-19 ระบาดทำให้เรารู้สึกว่า ที่คิดว่าลูกต้องเรียนเก่ง หรืออยากให้เขาเรียนมหาวิทยาลัยนี้ มันสำคัญจริงไหม เพราะชีวิตไม่มีอะไรสามารถควบคุมได้เลย”

“สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือการที่เรามีกันและกันในครอบครัวมากกว่า พอคิดอย่างนี้เราก็ยิ่งปล่อยใจสบายๆ มากขึ้นไปอีก เอาเข้าจริงคือ ต่อไปเมื่อลูกเรียนจบแล้วก็ไม่รู้โลกจะไปทางไหน เพราะโลกเปลี่ยนปีต่อปี ขอแค่ให้เขาใช้ชีวิตมีความสุข ไม่ลำบากใคร เติมเต็มตัวเองได้ แม่ก็โอเคแล้ว” เธอจบประโยคพร้อมโบกมือให้กับลูกชายที่แอบมายืนดูคุณแม่ทำงานอยู่หน้าห้องกระจกใส

ความสุขล้นใจ เกินคำบรรยาย

“ก่อนมีลูก เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าลูกเราจะเป็นยังไง และเราจะเป็นแม่แบบไหน” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อเราชวนคุยถึงความรู้สึกและความคาดหวังก่อนจะได้รับหน้าที่เป็นซูเปอร์มัมของลูกๆ

“ด้วยความที่ซินดี้เป็นคนเต็มที่กับทุกอย่างมาแต่ไหนแต่ไร พอจะมีลูกก็ต้องการรู้ข้อมูลทั้งหมด ต้องศึกษาอย่างถี่ถ้วน หาหนังสือเกี่ยวกับตั้งครรภ์มาอ่านเยอะมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำตามหนังสือเป๊ะๆ นะ เราเพียงรู้สึกว่า ยิ่งมีข้อมูลเยอะ เราก็จะยิ่งรับมือได้ เพราะความเป็นแม่คือการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเรา”

เมื่อถึงวันที่ได้เป็นคุณแม่จริงๆ ความสุขที่ได้รับเกินกว่าคำบรรยายใดๆ

“มีความสุขมาก” เธอลากเสียงยาว “การเป็นแม่ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น ลูกสอนอะไรเราเยอะมากและเป็นเงาสะท้อนที่ดีมาก ลูกเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำให้ดีที่สุด เราก็สนุกและมีความสุขกับการเป็นแม่ในทุกวัน” เธอยิ้มกว้างอีกครั้ง

เวลานี้ เธอมีทั้งสนุกและมีความสุขกับการเห็นพัฒนาการของลูกทั้งสอง แต่ก็ยอมรับว่ามีหลายเรื่องก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเมื่อลูกใกล้เข้าสู่วัยรุ่นเข้าทุกที

“ปีนี้รู้สึกเลยว่า เลล่าโตขึ้นไวมาก เขาเริ่มมีสังคม มีกลุ่มเพื่อน ซึ่งเราก็เตรียมพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยรุ่นของเขา ซึ่งก็พอจะรู้ว่าต้องเจออะไรบ้าง ซึ่งก็ต้องปรับการดูแลกันไป ส่วนเอเดนเมื่อวานที่เขาเข้ามากอดเรา ซินดี้ก็รู้สึกในใจว่า จะได้กอดเขาแบบนี้อีกกี่ปีนะ พอโตเป็นหนุ่มเขาก็จะไม่เอาเราแล้ว” คุณแม่เล่าอย่างยิ้มๆ แต่แอบมีน้ำตาซึม

ก่อนจบบทสนทนาวันนั้น เธอบอกเล่าถึงบทบาทความเป็นแม่อีกครั้ง ซึ่งดูเหมือนเป็นกลั่นกรองความรู้สึกทั้งหมดออกมาจากใจ

“ถึงจะเป็นงานที่โหดหินที่สุด แต่ก็เป็นงานที่เติมเต็มชีวิตที่สุดเช่นกัน และแม้จะเหนื่อย แต่ก็ไม่มีอะไรมาทดแทนความรู้สึกของความเป็นแม่ได้จริงๆ ” คุณแม่คนเก่งทิ้งท้ายด้วยดวงตาส่องประกายถึงความสุข

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก
ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

การเลี้ยงลูกของซินดี้-สิรินยา บิชอฟ เป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า แม้การเลี้ยงลูกจะไม่มีสูตรตายตัวและไม่อาจกำหนดทุกอย่างเป็นหลักการที่แน่นอน การให้อิสระในการตัดสินใจโดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้แนะนำเพื่อหา ‘จุดสมดุล’ บนพื้นฐานมาจากความรักและความเข้าใจ จะทำให้เด็กๆ เติบโตอย่างสมวัยและมีความสุข

ตัวอย่างการเลือกในชีวิตประจำวันง่ายๆ แต่สำคัญ เช่น อาหารและโภชนาการ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเป็นผู้แนะนำตัวเลือกที่มีประโยชน์และมอบความอร่อยถูกใจลูกได้ อย่างไมโล 2 สูตรทางเลือกเพื่อสุขภาพ สูตรน้ำตาลน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และสูตรไม่มีน้ำตาลทราย ที่คงความหวานอร่อยแบบธรรมชาติของมอลต์และนม รสชาติอร่อยถูกใจลูก แถมยังถูกใจพ่อแม่ด้วยคุณประโยชน์ทางโภชนาการ ให้พลังงานเท่ากับสูตรปกติและแคลเซียมสูงกว่าไมโลสูตรปกติ 2 เท่า

Writer

Avatar

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
155

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writer

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load