The Cloud x MILO

เราต่างรู้จัก ซินดี้-สิรินยา บิชอพ ในฐานะของผู้หญิงเก่งที่มีหน้าที่การงานและบทบาทอันหลากหลาย 

เมื่อไล่เรียงหน้าที่การงานในปัจจุบัน เธอเป็นทั้งนางแบบ นักแสดง พิธีกร นักเคลื่อนไหวที่ทำงานด้านสิทธิสตรี นักธุรกิจ และล่าสุดคือการเป็นนักเขียนหนังสือเด็กที่พูดถึงสิทธิในร่างกายของตัวเอง ที่สอนให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องร่างกาย เคารพตัวเอง และยอมรับในตัวตนของผู้อื่น ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

เธอทำงานทุกอย่างที่ว่ามาควบคู่กับงานอันยิ่งใหญ่ คือการเป็นคุณแม่ของลูกสาวและลูกชายวัยน่ารัก ซึ่งเธอบอกว่า งานนี้มีความสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอ

ด้วยความเชื่อในพลังแห่งความรัก ความเอาใจใส่ และการเลี้ยงดูลูกที่ให้อิสระในการตัดสินใจ และมีพื้นฐานมาจากความเข้าใจเป็นส่วนสำคัญ แม้งานเลี้ยงลูกจะเป็นงานยากและโหดหินแค่ไหน เราก็รับรู้ได้ถึงความสนุกและความสุขที่สุดในชีวิตของ ‘ซูเปอร์มัม’ คนนี้

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก
ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

หน้าที่คุณแม่คือที่หนึ่ง

“ตอนนี้ซินดี้มีงานในวงการบันเทิงคือถ่ายละครอยู่สองเรื่อง แล้วก็กำลังรอผลงานภาพยนตร์ต่างประเทศของเน็ตฟลิกซ์อินเตอร์ที่ถ่ายทำไปแล้วออกอากาศ ส่วนงานพิธีกรทุกอย่างหยุดชะงัก เลยผันตัวมาสอนออนไลน์คอร์สการเป็นนางแบบ งานด้านสิทธิสตรีในแคมเปญ Don’t tell me how to dress ก็ยังทำอย่างต่อเนื่องและกำลังจะมีนิทรรศการแบบดิจิทัลให้ชมกัน และล่าสุดซินดี้เพิ่งเขียนหนังสือเด็กที่เป็นการ์ตูนพูดถึงสิทธิในร่างกายของตัวเอง เพื่อให้เด็กเข้าใจการเคารพตัวเองและผู้อื่น

“ส่วนหน้าที่หลักที่สำคัญที่สุด และมาอันดับหนึ่งเสมอ คือบทบาทความเป็นคุณแม่ลูกสองนี่เอง” ซินดี้ สิรินยา ยิ้มกว้างเมื่อตอบคำถามแรกเกี่ยวกับหน้าที่การงานปัจจุบันของเธอจบลง

ได้ฟังดังนี้ ใครก็คงยกให้เธอเป็นซูเปอร์มัมอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะแม้จะมีภารกิจการงานรอบด้าน แต่เธอสามารถบริหารเวลาเพื่อทำหน้าที่คุณแม่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“ซินดี้เป็นคนที่ค่อนข้างเป๊ะในการบริหารเวลาอยู่แล้ว” เธอว่า หลังจากได้ยินคำชื่นชม “โชคดีที่พี่ไบรอน (ไบรอน บิชอพ) ก็ทำงานด้วยกัน เราทั้งคู่ช่วยกันดูแลลูกได้ แต่ละเดือนมีการวางแผนล่วงหน้าว่า ซินดี้ติดงานตรงนี้ คุณพ่อช่วยมาเติมเต็มได้ไหม เราทำงานกันเป็นทีม”

เลี้ยงลูกด้วยเหตุผล

ที่ผ่านมาเราได้เห็นภาพครอบครัวอันอบอุ่นของเธอเสมอ และที่เห็นเด่นชัดคือลูกๆ ทั้งสองของเธอ นั่นคือ น้องเลล่า (เลล่า คาเมน บิชอพ) ลูกสาวคนโตวัย11 ปี และ น้องเอเดน (เอเดน วิลเลี่ยม บิชอพ) ลูกชายคนเล็กวัย 8 ปีต่างมีความน่ารักสดใส มีพัฒนาการเติบโตตามวัยอย่างสมบูรณ์ เมื่ออยู่ในวัยนี้ ลูกๆ เริ่มทำกิจกรรมร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ได้อย่างสนุกสนาน 

“ครอบครัวเราเน้นกิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข ตอนนี้ลูกๆ ก็เข้าสู่วัยที่ทำกิจกรรมด้วยกันได้ เวลาไปเที่ยวก็เล่นกีฬาด้วยกัน เริ่มขับโกคาร์ท เซิร์ฟฟิ่ง ทุกคนเอนจอยกันได้”

เมื่อถามว่าสไตล์การเลี้ยงลูกของเธอเป็นอย่างไร คำตอบที่ได้คือ การเลี้ยงลูกด้วยเหตุผล

“ครอบครัวเราเชื่อมั่นในการพูดคุยและรับฟังกันด้วยเหตุผล” เธอเริ่มอธิบาย “ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องที่เราห้าม แต่ไม่ได้ห้ามเพราะแม่บอกว่าต้องเป็นแบบนั้น มันไม่เข้าหู เป็นเราก็ไม่ฟัง ถ้าเป็นการห้ามต้องมีหลักการหรือเหตุผลว่า ทำไมแม่ถึงห้าม ถ้าหนูทำไปแล้วจะเป็นอย่างนี้นะ แล้วหนูจะทำอยู่หรือเปล่า บางทีก็ต้องมีการลองผิดลองถูกบ้าง ถ้าไม่ฟังก็ทำไป เจ็บตัวแล้วค่อยมาคุยกัน”

เธอบอกว่า การเลี้ยงลูกแบบเธอนั้นไม่มีสูตรตายตัว และไม่อาจกำหนดทุกอย่างเป็นหลักการที่แน่นอนได้

“บางกรณีก็ต้องมียืดหยุ่นบ้าง เช่น บางอย่างเราคิดว่าอาจจะยังไม่ใช่เวลา แต่ถ้าหนูอยากลองทำจริงๆ ก็อธิบายมาว่าทำไม หรือหนูคิดว่าพร้อมยังไง ถ้าเราฟังแล้วโอเคมีเหตุผล ก็ลองทำดู”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

ปูพื้นฐานชีวิตด้วยการให้อิสระในการตัดสินใจ

ซินดี้เล่าว่ากิจกรรมต่างๆ ที่ลูกทั้งสองได้ลองทำ ล้วนมาจากความชอบและการตัดสินใจเลือกของลูกๆ เอง

“ซินดี้เลี้ยงลูกโดยให้ความสำคัญอยู่สามสิ่งหลักเหมือนกับที่เราดูแลตัวเอง นั่นคือ Mind-Body-Soul ชีวิตเขาต้องเติมเต็มทั้งการเรียนรู้พัฒนาตัวเอง การออกกำลังกาย และการทำสิ่งที่มีความสุข ดังนั้นถ้าลูกอยากทำหรือเล่นอะไรก็ให้เขาได้เลือกตามความชอบของเขาเอง

“เลล่าชอบเต้น เขาก็เรียนเต้นบัลเลต์มาตั้งแต่สามขวบ และเต้นมาตลอดควบคู่ไปกับการว่ายน้ำ เลล่าเป็นคนที่ไม่ชอบกีฬาที่ต้องไปปะทะกับคนอื่น เขาก็จะไม่ค่อยชอบทีมสปอร์ต แต่ล่าสุดเพิ่งจะมาขอเล่นฟุตบอล เราก็โอเค หนูเลือกมาเพราะอยากลอง ก็ให้เขาได้ลองทำดู” คุณแม่ยิ้มปลื้มใจ แม้จะแอบกระซิบว่าอยากให้ลูกสาวเล่นบาสเก็ตบอลก็ตาม

“ส่วนเอเดนเป็นสายลุย ชอบเทควันโดและปากัวร์ (Parkour) เราเห็นว่าเขาชอบและทำได้ ก็ส่งเสริมเต็มที่ ตอนนี้ปากัวร์ก็กำลังจะเรียนคลาสต่อยอดสูงขึ้นไปเป็นแบบที่วิ่งและตีลังกาลงมา เราส่งเสริมให้เรียนตั้งแต่พื้นฐานเพื่อให้มีทักษะ เพราะความปลอดภัยต้องมาก่อน”

แต่ก็มีบางครั้งที่ลูกขอลองทำสิ่งที่เขาสนใจ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นกลับเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ เธอก็ไม่ได้บังคับให้ทำต่อไป เพียงแต่สอนให้มีความรับผิดชอบในการเลือกของตัวเอง

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก
ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

“ถึงเราสนับสนุนให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่เด็กจะมีความชอบที่หลากหลาย บางอย่างที่เขาเลือกอาจไม่ใช่สิ่งที่เขามีความสุขที่จะทำตลอดไป เราก็มาคุยกันได้

“มีช่วงหนึ่งลูกมาขอเรียนไวโอลิน คุณแม่ก็ลงทุนซื้อทุกอย่างให้ แต่พอเรียนไปสักพักเขารู้สึกว่าไม่ใช่ เราก็รู้สึกว่าอย่างน้อยเขาก็ได้ลอง ดีกว่าไม่สนใจอะไรเลย แต่ก็ขอให้เขาเรียนคอร์สนั้นให้จบก่อน เพราะเขาต้องเห็นคุณค่าของเงินด้วย ไม่ใช่ไม่เอาแล้วก็เลิกเลย เขาต้องอดทนจนถึงที่สุด แล้วพักก่อนก็ได้ เดี๋ยวเราค่อยกลับมากันใหม่ว่าหนูยังชอบไหม”

ในความคิดของเธอนั้น การสนับสนุนให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็กเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการได้มีโอกาสตัดสินใจจะส่งผลต่อการเติบโตไปตามวัยของพวกเขา

“ซินดี้ให้ความสำคัญในการให้เกียรติเขา ความเป็นตัวตนของเขา ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้วสั่งให้เขาทำตามอย่างเดียว เพราะเท่ากับจะไปสร้าง Mindset ว่าเรามีอำนาจเหนือกว่า สักวันที่เขาอยากตัดสินใจเลือกอะไร เขาจะไม่มี Tools หรือไม่มีการซ้อมในการตัดสินใจมาก่อน”

“และเมื่อเราให้ลูกได้ลองตัดสินใจ เขาก็จะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เขาจะเข้าใจกระบวนการคิดของการเลือกอะไรบางอย่าง ว่าต้องมีพื้นฐานอะไรเพื่อจะเลือกสิ่งนั้น และเมื่อเลือกแล้วเขาต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาเลือกด้วย โตมาเขาก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักเลือก”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

จุดกึ่งกลางของความสบายใจ

แน่นอนว่า หลายครั้งที่ความต้องการของลูกๆ อาจไม่ตรงกับสิ่งที่เธอคิดนัก ในฐานะคุณแม่เธอก็ต้องหาจุดตรงกลางที่ทุกคนต่างสบายใจ

“เด็กๆ ชอบกินของหวาน ซึ่งบ้านเราค่อนข้างเคร่งมาก เพราะคุณพ่อไม่กินน้ำตาลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซินดี้ก็พลอยไม่กินตามไปด้วย ในบ้านจึงไม่ค่อยมีขนมหวานหรือน้ำอัดลม ของหวานที่บ้านจะเป็นผลไม้อบแห้งหรือผลไม้สดมากกว่า แต่ก็ไม่ได้ห้ามลูกว่าไม่ให้กินอย่างอื่นเลยนะ ตอนนี้ก็มีอาหารและเครื่องดื่มสำหรับคนที่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งลดปริมาณน้ำตาลลงแต่รสชาติยังดีอยู่ เด็กๆ ก็จะได้ทานของอร่อย แล้วก็ยังได้รับคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ด้วย”

อย่างไรก็ตาม สำหรับบางเรื่อง คุณแม่ก็จำเป็นต้องกำหนดขอบเขตมาให้ แล้วให้ลูกๆ ตัดสินใจเลือกได้ในขอบเขตนั้น

“ยกตัวอย่างเรื่องอาหารการกิน ก่อนหน้านี้เด็กๆ ชอบกินบรอกโคลีแต่ช่วงนี้กลับไม่กินเลย ก็ไม่ใช่ว่าแม่จะหงุดหงิดอารมณ์เสีย ต้องบังคับให้เขากินให้ได้ เรามองว่าผักใบเขียวก็มีอีกตั้งเยอะ เลยบอกเขาว่า แม่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยู่ๆ หนูก็ไม่ชอบบรอกโคลี แต่ก็มีผักใบเขียวอีกห้าอย่างนะ ลองดูว่ามีอันไหนที่หนูกินแทนได้ ลูกก็เลือกมา เราก็ให้กินผักที่อยากกินแทนได้ ไม่ใช่ว่าบังคับให้กินบรอกโคลีอย่างเดียวเท่านั้น

“ซินดี้คิดว่า บางเรื่องผู้ปกครองก็ควรยืดหยุ่นบ้าง อย่างน้อยเลือกหมวดมาให้ แล้วก็ให้เขาเลือกได้ในหมวดนั้น” เธอว่า

“แต่การเลี้ยงลูกแบบนี้ก็ใช้พลังเยอะกว่าการบังคับนะ” เธอแอบกระซิบให้เราฟังพร้อมเสียงหัวเราะ

เปิดใจและยอมรับ

เด็กยุคใหม่เติบโตมากับเทคโนโลยีและสังคมออนไลน์ คุณแม่อาจเป็นกังวลเรื่องไลฟ์สไตล์ที่ผู้ใหญ่อาจจะตามไม่ทัน เธอเองก็พบกับความท้าทายนี้เช่นกัน เพราะช่วงที่ผ่านมา ลูกๆ มีขอเล่นแอปพลิเคชันต่างๆ ในมือถือบ้าง ในตอนแรก เธอไม่เข้าใจว่าทำไมบางแอปฯ ถึงต้องเล่นแบบนั้น แต่พอลองเปิดใจ ค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้ไปพร้อมกับลูก ก็พบข้อดีที่ไม่เคยรู้มาก่อน 

“เราได้รู้ว่าการเล่นอะไรเหล่านี้ ก็มีมุมที่สร้างสรรค์อยู่นะ แล้วก็คุยกับลูกว่ามันมีดีหลายอย่าง แต่ก็มีสิ่งที่หม่ามี้ไม่โอเคเหมือนกัน เราก็จะคอยแนะนำเขาไป ทุกวันนี้เวลาเขาเล่นก็จะมาถามก่อนทุกครั้งว่า แบบนี้โอเคมั้ย ทำได้มั้ย เราก็จะช่วยดูว่าอะไรที่เกินวัยเยอะไป ก็บอกเขาว่า อันนี้ไม่นะลูก เขาก็จะรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร 

“สิ่งที่ซินดี้ห่วงคือ อย่างเลล่าหรือเด็กผู้หญิงเขาอาจยังไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำคืออะไร แต่คนอื่นที่มองมาไม่ได้คิดแบบนั้น เราค่อนข้างเข้มงวดในเรื่องนี้ แอคเคาต์ของเลล่าก็ตั้งเป็นส่วนตัว ต้องรู้เลยว่าเพื่อนคนไหนเข้ามาเป็นเฟรนด์”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

เธอเล่าว่า ช่วงเวลาที่ COVID-19 ระบาด การเล่นโซเชียลมีเดียด้วยกันได้กลายเป็นส่วนหนี่งของกิจกรรมครอบครัวที่สร้างความสุขความสนุกสนาน ซึ่งถ้าทำอะไรแล้วได้หัวเราะด้วยกัน แล้วคนอื่นได้มีรอยยิ้มออกมาบ้างในช่วงเครียดๆ นั้นก็เป็นเรื่องที่ดี

“นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างด้วยว่า ไม่ใช่ว่าคุณพ่อคุณแม่ตัดสินเลยว่าไม่ดีนะ เพราะถ้าเราศึกษาดีๆ ก็อาจหาทางควบคุมให้อยู่ในขอบเขตที่เราอนุมัติได้ หรือมีกฎกติกาที่เป็นการตัดสินใจร่วมกัน ที่สำคัญคือ พ่อแม่ยังเป็นเพื่อนของลูกด้วย ดีกว่ามาสั่งๆๆ เดี๋ยวนี้เด็กหัวไว เขามีแหล่งข้อมูลของเขา ถ้าเราไม่ต่อสู้กับแหล่งข้อมูลนี้ แต่เรารับฟังเสมอว่า หนูไปเจออะไร หนูอยากทำอะไรยังไง มาคุยกัน มันน่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีกว่า”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

สังเกต ใส่ใจ และเข้าใจ

จากที่ได้ฟังการเลี้ยงลูกมาพอสมควรจนเริ่มเข้าใจว่าการเลี้ยงลูกช่างเป็นงานที่ละเอียดอ่อน เราจึงถามเธอขึ้นว่า การเลี้ยงลูกในยุคนี้มีความซับซ้อนมากมายแค่ไหน

“ซินดี้คิดว่าคุณแม่ทุกสมัยมีความซับซ้อน เพราะโลกมันเปลี่ยนไป แต่เราเองก็มีเครื่องมือมีความรู้ที่รับมือได้ ซินดี้มองว่าถ้าเราลองมองโลกจากมุมมองของลูก สังเกต และใส่ใจเขาอีกนิดก็จะเข้าใจ และหาวิธีพูดคุยกับเขาได้”

พร้อมกันนี้เธอก็เล่าถึงประสบการณ์ในช่วงปิดเทอม ที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกจนต้องมาจับเข่าคุยกัน

“ช่วงปิดเทอม เอเดนเล่นเกมเยอะ จากเดิมที่เรามีกติกาว่าวันจันทร์ถึงศุกร์ไม่ให้เล่นเลย เพราะไม่มีเวลา เรียนแล้วก็กลับบ้านมาก็หมดเวลาแล้ว แต่พอปิดเทอมให้เขาเล่นเยอะ เรารู้สึกว่าเขาเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว เริ่มอารมณ์เสีย ซินดี้ก็คุยกับเขาเลยว่า หม่ามี้เริ่มรู้สึกว่า หนูไม่ได้เป็นเอเดนที่น่ารักของหม่ามี้แล้วนะ หนูรู้สึกไหม เขาคิดสักพักแล้วก็บอกว่า ใช่ เราก็คุยต่อว่า หม่ามี้พยายามคิดเหมือนกันนะว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็คิดได้อย่างเดียวว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนคือ หนูเล่นเกม เราควรทำยังไงดี เขาก็เงียบ เราก็เสนอขึ้นว่า งั้นเราลิมิตหน่อยไหม แล้วดูว่ามันช่วยให้ดีขึ้นสักนิดไหม

“เราใช้วิธีการคุยทำความเข้าใจกัน แทนที่จะบอกว่า ไม่ให้เล่นนะ ก็เปลี่ยนมาเป็นอธิบายว่า หนูเปลี่ยนไปจริงๆ นะ เราลองมาลดตรงนี้ดูไหม ว่ามันช่วยไหม” เธอเล่าแล้วกระซิบอีกครั้งว่า “แต่ก็อย่างที่บอกไปว่า มันต้องใช้พลังเยอะ”

เติมพลังให้ตัวเอง

แม้คนจะมองว่าเป็นซูเปอร์มัม แต่เธอยอมรับเต็มปากเต็มคำว่า เธอมีช่วงเวลาเหนื่อยล้าเช่นเดียวกับคุณแม่ทุกคน สิ่งสำคัญคือต้องเติมพลังให้กับตัวเอง

“เราก็ต้องกลับมาบาลานซ์ตัวเอง ซึ่งเราก็ใช้หลัก Mind-Body-Soul ที่ใช้กับลูก มาดูใช้ดูแลตัวเองบ้าง” เธอหัวเราะ

“สิ่งหนึ่งที่ซินดี้อยากบอกคุณแม่ทุกคนคือ เราควรคำนึงถึงช่วงเวลาที่เราต้องเติมพลังให้ตัวเองด้วย ต้องมีช่วงเวลาที่ปลีกตัวออกมาบ้าง มีช่วงเวลาหนึ่งที่ห่างจากลูกเพื่อจะได้กลับมาเป็นตัวของตัวเอง เพราะเรายังมีตัวตนของเรา ลูกเองก็จะได้เห็นว่าแม่ยังมีตัวตนที่ชัดเจนนะ มีงานอดิเรก หรือไปทำโน่นทำนี่ ยังมีเพื่อนมีสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีมากสำหรับเด็กผู้หญิงสมัยนี้ ที่เขาจะได้เห็นว่าคุณแม่ทำได้”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก
ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

ความภูมิใจยิ่งกว่ารางวัลใดๆ

เมื่อพูดถึงความภาคภูมิใจในตัวลูก คุณแม่หลายคนอาจนึกถึงสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น ผลการเรียนหรือรางวัลต่างๆ แต่สำหรับคุณแม่ที่ทุ่มเทกับการปลูกฝังความรักความเอาใจใส่เช่นเธอแล้ว ความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกแสดงออกมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเธอเลี้ยงลูกมาได้ถูกทางแล้ว

“ก่อนหน้านี้เพื่อนของเลล่าถูกล้อที่โรงเรียน ลูกมาเล่าให้ซินดี้ฟัง ก็เลยถามลูกไปว่า หนูคิดว่าเขารู้สึกยังไง ลูกก็บอกว่าเขาเห็นใจเพื่อน พออีกวันไปโรงเรียนคุณแม่ของเพื่อนเลล่าก็มาเล่าว่า เลล่าเข้าไปกอดน้องคนนี้ที่กำลังโดนเพื่อนล้ออยู่ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่า ลูกเราแสดงจุดยืนที่จะปกป้องเพื่อนของเขา เรื่องแบบนี้เรารู้สึกภูมิใจยิ่งกว่าลูกได้รับรางวัลใดๆ อีกนะ เพราะนี่แสดงให้เห็นว่าลูกเราเป็นเด็กที่อ่อนโยน และเป็นคนจิตใจดีอย่างที่เราหวังไว้เสมอ

“สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เป็นโมเมนต์ที่ซินดี้ภูมิใจว่า เราเลี้ยงเขาได้ถูกทางแล้ว เพราะอย่างน้อยเขาก็เข้าใจว่า ทุกการตัดสินใจของเขามีผลต่อตัวเขาเองและคนรอบข้างด้วย” เธอยิ้มอย่างภูมิใจ

น่าจะเป็นเรื่องปกติของคุณแม่ทุกคนที่ต่างมีความคาดหวังในตัวลูกๆ เสมอ ซินดี้เองก็ยอมรับว่าเธอก็มีความคาดหวังเหล่านั้นในใจเช่นกัน แต่สุดท้ายแล้วเหตุการณ์ในปัจจุบันทำให้ย้อนกลับมาคิดใหม่ ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญของชีวิตคืออะไร

“ซินดี้คิดว่าไม่สำคัญว่าลูกจะต้องเรียนด้านไหนเป็นพิเศษ เราให้เขาตัดสินใจ และคิดว่าเขาน่าจะตัดสินใจได้ดี อีกอย่างคือ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย ตั้งแต่มี COVID-19 ระบาดทำให้เรารู้สึกว่า ที่คิดว่าลูกต้องเรียนเก่ง หรืออยากให้เขาเรียนมหาวิทยาลัยนี้ มันสำคัญจริงไหม เพราะชีวิตไม่มีอะไรสามารถควบคุมได้เลย”

“สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือการที่เรามีกันและกันในครอบครัวมากกว่า พอคิดอย่างนี้เราก็ยิ่งปล่อยใจสบายๆ มากขึ้นไปอีก เอาเข้าจริงคือ ต่อไปเมื่อลูกเรียนจบแล้วก็ไม่รู้โลกจะไปทางไหน เพราะโลกเปลี่ยนปีต่อปี ขอแค่ให้เขาใช้ชีวิตมีความสุข ไม่ลำบากใคร เติมเต็มตัวเองได้ แม่ก็โอเคแล้ว” เธอจบประโยคพร้อมโบกมือให้กับลูกชายที่แอบมายืนดูคุณแม่ทำงานอยู่หน้าห้องกระจกใส

ความสุขล้นใจ เกินคำบรรยาย

“ก่อนมีลูก เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าลูกเราจะเป็นยังไง และเราจะเป็นแม่แบบไหน” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อเราชวนคุยถึงความรู้สึกและความคาดหวังก่อนจะได้รับหน้าที่เป็นซูเปอร์มัมของลูกๆ

“ด้วยความที่ซินดี้เป็นคนเต็มที่กับทุกอย่างมาแต่ไหนแต่ไร พอจะมีลูกก็ต้องการรู้ข้อมูลทั้งหมด ต้องศึกษาอย่างถี่ถ้วน หาหนังสือเกี่ยวกับตั้งครรภ์มาอ่านเยอะมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำตามหนังสือเป๊ะๆ นะ เราเพียงรู้สึกว่า ยิ่งมีข้อมูลเยอะ เราก็จะยิ่งรับมือได้ เพราะความเป็นแม่คือการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเรา”

เมื่อถึงวันที่ได้เป็นคุณแม่จริงๆ ความสุขที่ได้รับเกินกว่าคำบรรยายใดๆ

“มีความสุขมาก” เธอลากเสียงยาว “การเป็นแม่ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น ลูกสอนอะไรเราเยอะมากและเป็นเงาสะท้อนที่ดีมาก ลูกเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำให้ดีที่สุด เราก็สนุกและมีความสุขกับการเป็นแม่ในทุกวัน” เธอยิ้มกว้างอีกครั้ง

เวลานี้ เธอมีทั้งสนุกและมีความสุขกับการเห็นพัฒนาการของลูกทั้งสอง แต่ก็ยอมรับว่ามีหลายเรื่องก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเมื่อลูกใกล้เข้าสู่วัยรุ่นเข้าทุกที

“ปีนี้รู้สึกเลยว่า เลล่าโตขึ้นไวมาก เขาเริ่มมีสังคม มีกลุ่มเพื่อน ซึ่งเราก็เตรียมพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยรุ่นของเขา ซึ่งก็พอจะรู้ว่าต้องเจออะไรบ้าง ซึ่งก็ต้องปรับการดูแลกันไป ส่วนเอเดนเมื่อวานที่เขาเข้ามากอดเรา ซินดี้ก็รู้สึกในใจว่า จะได้กอดเขาแบบนี้อีกกี่ปีนะ พอโตเป็นหนุ่มเขาก็จะไม่เอาเราแล้ว” คุณแม่เล่าอย่างยิ้มๆ แต่แอบมีน้ำตาซึม

ก่อนจบบทสนทนาวันนั้น เธอบอกเล่าถึงบทบาทความเป็นแม่อีกครั้ง ซึ่งดูเหมือนเป็นกลั่นกรองความรู้สึกทั้งหมดออกมาจากใจ

“ถึงจะเป็นงานที่โหดหินที่สุด แต่ก็เป็นงานที่เติมเต็มชีวิตที่สุดเช่นกัน และแม้จะเหนื่อย แต่ก็ไม่มีอะไรมาทดแทนความรู้สึกของความเป็นแม่ได้จริงๆ ” คุณแม่คนเก่งทิ้งท้ายด้วยดวงตาส่องประกายถึงความสุข

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก
ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์มัมและนักเขียนหนังสือเด็ก กับสูตรการเลี้ยงให้ลูกเป็นผู้เลือก

การเลี้ยงลูกของซินดี้-สิรินยา บิชอฟ เป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า แม้การเลี้ยงลูกจะไม่มีสูตรตายตัวและไม่อาจกำหนดทุกอย่างเป็นหลักการที่แน่นอน การให้อิสระในการตัดสินใจโดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้แนะนำเพื่อหา ‘จุดสมดุล’ บนพื้นฐานมาจากความรักและความเข้าใจ จะทำให้เด็กๆ เติบโตอย่างสมวัยและมีความสุข

ตัวอย่างการเลือกในชีวิตประจำวันง่ายๆ แต่สำคัญ เช่น อาหารและโภชนาการ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเป็นผู้แนะนำตัวเลือกที่มีประโยชน์และมอบความอร่อยถูกใจลูกได้ อย่างไมโล 2 สูตรทางเลือกเพื่อสุขภาพ สูตรน้ำตาลน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และสูตรไม่มีน้ำตาลทราย ที่คงความหวานอร่อยแบบธรรมชาติของมอลต์และนม รสชาติอร่อยถูกใจลูก แถมยังถูกใจพ่อแม่ด้วยคุณประโยชน์ทางโภชนาการ ให้พลังงานเท่ากับสูตรปกติและแคลเซียมสูงกว่าไมโลสูตรปกติ 2 เท่า

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

3 พฤศจิกายน 2564
1,109

กลับมา, พื้นที่เล็กๆ, ผูกพัน, ชั่วโมงต้องมนต์, เผลอ, เปลี่ยนไปทุกอย่าง,​ ความลับ, เหนื่อย ฯลฯ เหล่านี้คือชื่อเพลงฮิตบางเพลงที่มาจากฝีมือการแต่งของ บอย-ตรัย ภูมิรัตน โดยบางเพลงถูกปล่อยในนามวง Friday บางเพลงเป็นผลงานของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยว และบางเพลงถูกขับร้องโดยศิลปินคนอื่นๆ

เล่าสั้นๆ แค่ย่อหน้าข้างต้น ก็พอจะบอกได้ว่าบอยอยู่ในแวดวงดนตรีไทยมานาน…ให้เจาะจงขึ้นหน่อยก็คือมากกว่า 20 ปีแล้ว (อัลบั้มชุดแรกของวงฟรายเดย์ออกเมื่อ พ.ศ. 2540-ปีที่มีวิกฤตต้มยำกุ้ง) เขาผ่านบทบาทหลากหลายในวงการทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ผ่านการมีเพลงฮิตที่ร้องกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไปจนถึงการปล่อยเพลงแบบสบายๆ ที่หวังเพียงตอบสนองความฝันส่วนตัวบางอย่าง

หากลองไล่เรียงเรื่องราวในบทเพลงของบอย เราจะพบว่ามีความหลากหลายและเติบโตมากขึ้นตามวันเวลา มีทั้งเรื่องความรักในวัยหนุ่มสาว ความรักแบบผู้ใหญ่ ความฝัน การเปลี่ยนแปลงในชีวิต การยึดติดกับอดีต และวัยเยาว์อันงดงาม มิตรภาพที่เติบโตคลี่คลาย และมีกระทั่งเพลงที่พยายามสรุปสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากชีวิต (คุณเคยลองฟังเพลง ไม่มีสิ่งไหน ในอัลบั้มของ The BOYKOR ที่เขาทำร่วมกับ ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ หรือยัง) ผลงานเพลงหลายร้อยชิ้นของบอยพิสูจน์ว่า เขาเป็นนักแต่งเพลงที่มีแนวทางของตัวเอง มีลายเซ็นชัดเจน แต่ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะผลงานเพลงของเขาก็เป็นเหมือนบทบันทึกมุมมองที่เติบโตไปตามชีวิตเช่นกัน

หลังจากอัลบั้ม Colorfication ของวงฟรายเดย์ที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2554 และอัลบั้มเดี่ยวของเขาชุด ขุนเขาแห่งหมี ที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2560 ผ่านมาถึงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 บอยก็มีงานใหม่ แต่คราวนี้ไม่ใช่ในนามวง ไม่ใช่ในนามศิลปินเดี่ยว แต่เป็นในฐานะนักแต่งเพลงที่ชื่อว่า Zentrady ซึ่งเป็นนามปากกาที่เขาใช้แต่งเพลงให้กับศิลปินต่างๆ มาเนิ่นนาน (เป็นนามปากกาที่เขาได้แรงบันดาลใจจากแอนิเมชันญี่ปุ่นยุค 80 เรื่อง Macross) โดยคราวนี้เขาไม่ได้ทำอัลบั้มเพื่อวางขายทั่วไป แต่จะใช้วิธีบอกรับสมาชิก!

ไม่ใช่แค่จะมีงานเพลงใหม่ในฐานะคนดนตรีเท่านั้น แต่มาถึงวันนี้ บอยยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นคุณพ่อลูกสอง และเป็นคนหนึ่งผ่านเรื่องราวอะไรๆ มาไม่น้อย ทั้งสุขและเศร้า เท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งได้ผ่านพบเมื่อมาถึงวัยปลาย 40 ไปแล้ว

คงไม่ใช่แค่เรื่องความผูกพัน และไม่ควรจะเป็นความลับอะไร ถ้าเราจะกลับมาหาพื้นที่เล็กๆ ให้บทสนทนาของผู้ชายคนนี้อีกสักครั้ง

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

ชีวิตช่วงนี้ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ชีวิตรวมๆ ตอนนี้ก็ปกติสุข คือก็แฮปปี้ดี แต่อาจจะแฮปปี้ไม่สุดนะ แต่เวลาทุกข์ก็จะรู้ว่าทุกข์นานไม่ได้ (หัวเราะ) ต้องหาทางออก เหมือนคนทั่วไปมั้ง เผชิญปัญหากันอยู่ตอนนี้ไม่ใช่สภาวะที่เป็นปกตินัก ถ้ารวมๆ ก็คือผมมีชีวิตที่มีความสุขดี อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว มีปัญหาบ้างอะไรบ้าง เราก็เผชิญปัญหาไปด้วยกัน หาทางออกไปด้วยกัน มันก็คือเป็นปุถุชนน่ะ

ตอนนี้คุณทำงานอะไร แบบไหนอยู่บ้าง

พูดสั้นๆ ก็คือ รับทุกอย่างที่จ้าง (หัวเราะ) ทุกอย่างที่ทำเป็น แต่ก็ยังทำเพลงเป็นหลัก ก็คือยังเป็นนักดนตรีอยู่และมีงานด้านอื่นด้วย คือเป็นอาจารย์พิเศษ ซึ่งเป็นมาปีที่เจ็ดแล้ว ที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สอนเรื่องการแต่งเพลง เป็นดีเจรายการวิทยุที่ Cat Radio เขียนบทละครทีวีด้วย อันนี้ที่เป็นงานหลักๆ นะ นอกนั้นคืองานจ้างอะไรก็รับหมดครับ ไปเล่นละครก็มี (หัวเราะ)

มีงานที่ติดต่อมาแล้วเรายังไม่รับบ้างไหม

ไม่มี จริงๆ ก็คือรับหมด แต่ว่าเวลาทำไปแล้วก็มีคิดอยู่เหมือนกันว่า ‘เราทำไรอยู่วะ’ (หัวเราะ)

อย่างเช่นงานแสดงใช่ไหม

ใช่ๆ (หัวเราะ) งานแสดงนี่แบบ ‘เฮ้ย มันจริงเหรอวะ’ (หัวเราะ) มันก็มีมุมที่ท้าทายตัวเองที่รู้สึกว่า เออ เขาอุตส่าห์ให้โอกาส เราก็ลองดูหน่อย อะไรอย่างนี้ ผมชอบคิดแบบนี้ ชอบคิดว่ามีโอกาสก็ลองทำดู เป็นประสบการณ์ ถ้าทำออกมาไม่ดีอย่างมากก็โดนเพื่อนแซว แต่ทุกอย่างที่ทำก็ไม่รู้สึกว่า ไม่น่าไปทำเลย อย่างนั้นไม่มี

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

เคยสัมภาษณ์คุณเมื่อหลายปีก่อนตอนที่คุณมีลูกคนแรก คุณบอกว่า ‘การมีลูกทำให้เป็นคนที่ใช้ได้มากขึ้น’ อยากรู้ว่าตอนนี้มีลูก 2 คนแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง

ไอ้ครั้งแรกที่ตอบไป ประโยคนั้นก็จำเขามา (หัวเราะ) คนที่บอกผมคือ พี่บอย โกสิยพงษ์ ตอนนี้ถ้าถามผมที่มีลูกสองแล้วเนี่ย (หัวเราะ) ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนที่ใช้ได้มากขึ้นหรือเปล่า แต่เชื่อว่าเป็นคนที่ถูกคาดหวังว่าจะต้องทำอะไรให้มันอยู่กับร่องกับรอยนะ เป็นพ่อแม่ลูกกันนี่ สามเหลี่ยมพันผูก พ่อคาดหวังแม่ แม่ก็คาดหวังพ่อ ลูกก็คาดหวังพ่อแม่ ในบทบาทที่เราควรจะเป็น เราก็ไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง ทำให้คนในครอบครัวผิดหวัง เรารู้สึกมากขึ้นทีละนิดว่าเราอยากจะพยายามให้มากกว่านี้ ผิดชอบชั่วดีที่ไม่อยากทำให้คนที่เรารักผิดหวัง มันเป็นความรู้สึกที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเองมั้ง เวลาที่เป็นครอบครัว แล้วมันต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ประคับประคองกันไป

คุณมีวิธีการสอนลูกอย่างไร

(หยุดคิด) ผมไม่ได้สอนแบบสอนๆๆ นะ แต่จะพยายามเรียนรู้ไปด้วยกันนี่แหละ เอาสิ่งที่พบเจอเรียนรู้ไปด้วยกัน ผมเรียนรู้ว่าการสอนสั่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ อย่างการบ่นเนี่ย แรกๆ ผมก็เป็น ชื่นใจ เคยโดนผมบ่นนู่นบ่นนี่ตอนเขายังเด็กๆ คือเราไม่เข้าใจเขาว่าทำไมเขาไม่ทำอย่างที่เรานึกภาพไว้ เราโตกว่า เราเห็นภาพแล้วทำอย่างนี้มันจะง่ายกว่านะ หรือมันจะตรงประเด็นกว่า ทำไมลูกไม่ทำอย่างนี้ บอกบทไปก่อนทุกที ผมไปเห็นภาพของตัวเอง แล้วอยากให้ลูกทำแบบนั้น 

บ่นมากๆ เสียงเราจะกลายเป็นอากาศที่เขาฟังผ่านไป พูดให้คอแห้งก็เท่านั้น แต่พอเรียนรู้การอยู่ด้วยกันกับเด็กๆ ไปเรื่อยๆ ก็พบว่าการบ่น การดุ หรือบังคับให้ทำมันไม่เกิดประโยชน์ การเรียนรู้ต่างหากที่เกิดประโยชน์ คือทั้งผิดทั้งถูกน่ะทำไปเถอะ แล้วเขาจะค่อยๆ ตักเอาส่วนที่มันใช้ได้มาเป็นประสบการณ์ของตัวเองได้เอง 

ก็เลยพบว่า อ๋อ เด็กๆ เขาไม่ได้ต้องการคนมาบอกให้ทำอะไร แต่ว่าการมีคนไปอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนเขา ทำไปด้วยกันกับเขา หรือเราจะไม่ทำก็ได้ แค่เฝ้ามองเขาอยู่ก็ได้ ให้เขารู้สึกอุ่นใจ แล้วให้เขาทำของเขาเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง มีความเห็นของตัวเอง อย่างเรื่องการเรียนออนไลน์นี่ ตั้งแต่ชื่นใจอยู่ ป.2 ผมแทบไม่ต้องช่วยดูอะไรเลย คือเข้าเรียนกี่โมง เขาดูตารางสอนปุ๊บ ดูนาฬิกา ไปหยิบไอแพด หยิบสายชาร์จมานั่งรอ พร้อมเองเสร็จสรรพ เขานั่งอยู่กับที่ นั่งเรียนไปจนจบ เรียนเสร็จแล้วก็ไปเล่น คือหลายๆ เรื่อง เราแทบไม่ต้องไปคอยบอกว่าทำอย่างนี้สิ นั่งอยู่ตรงนี้ก่อน อย่าเพิ่งไปโดดโซฟาอะไรแบบนั้น เขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

คุณเรียนรู้เรื่องอะไรจากการเป็นพ่อคนอีกบ้าง

(นิ่งคิด) เรียนรู้ว่าเราผิดได้ เราเป็นพ่อ ไม่ใช่แปลว่าต้องถูกต้องเสมอ หรือคำพูดเราจะเป็นประกาศิตเด็ดขาด ไม่ใช่อย่างนั้น เหมือนกับว่าพ่อเป็นหลายๆ บทบาทนะ พ่อเป็นพ่อ บางทีพ่อก็เป็นเพื่อน บางทีพ่อก็เป็นคนที่เล่นอะไรกับเขาแล้วแพ้เขาก็ได้ หรือพ่อเล่นไม่เป็น จะให้เขาสอนก็ได้ หรือว่าพ่อบางทีเข้าใจผิด พ่อก็ขอโทษได้ มันไม่ได้เป็นอะไรที่ใหญ่โตสูงส่งไปกว่ากัน ก็แค่เป็นพ่อลูกกัน แล้วก็ใช้ชีวิตแบบอะลุ่มอล่วยนิดหนึ่ง 

ฉะนั้น พอเราลดความใหญ่ของคำว่า ‘พ่อ’ ลงไป การที่เราจะพยายามทำความเข้าใจกัน มันก็เหมือนจะง่ายขึ้น มันอาจจะมีผิดบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ผิดก็ขอโทษ อ่าว มันต้องยังไงนะ ไหนอธิบายพ่อหน่อยสิ ก็แค่นั้นเอง

แต่อย่าผิดบ่อย ผิดบ่อยๆ ก็ไม่ดี (หัวเราะ)

ที่สำคัญคือ พ่อกับแม่อย่างน้อยควรจะไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อที่ลูกจะไม่งง ลูกก็จะเห็นว่าทิศทางที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าพ่อกับแม่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ลูกก็คงจะเครียดที่ต้องคอยเลือกว่าไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งใช่ไหม เราคิดว่าพ่อกับแม่ต้องตกลงกันก่อนว่า นโยบายทิศทางต่างๆ ของบ้านจะเป็นอย่างไร

การเป็นพ่อคนส่งผลยังไงกับการทำงานเพลงของคุณบ้างไหม

ส่งผลมากในแง่อิสระของเวลาหรือสมาธิที่น้อยลง แต่ก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง พอเวลาในการทำเพลงมีจำกัด เวลาที่เราได้ใช้ก็จะใช้อย่างมีความสุขมาก ตอนได้ทำเพลงมันเป็นโลกของเรา เป็นเวลาของเรานะ เราเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น ผมชอบมองแบบนี้นะ ผมจะไม่ชอบคิดแบบว่า ‘มีเวลาเหลือแค่นี้ จะไปคิดออกได้ไง’ (หัวเราะ) 

การมีเงื่อนไขให้ไม่สะดวกหรือง่ายเกินไป ก็มองให้มันท้าทายตัวเองไปซะ แต่การเป็นพ่อคนก็ส่งผลในแง่ของการมองโลกด้วย คือก่อนมีลูกผมพยายามมองโลกด้วยความเข้าใจ พยายามจะมีเพลงรักที่เข้าใจ๊เข้าใจจังเลย แต่มาตอนนี้พอหลังจากที่มีลูก ลูกโตพอจะฟังเพลงเราได้แล้ว ผมก็เจอกับคำวิจารณ์เพลงจากลูกด้วยนะ เออ มันก็เริ่มรู้สึกว่า ทำอย่างไรถึงจะมีเพลงที่สื่อสารกับเขาได้นะ

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

เขาวิจารณ์ว่าอย่างไร

‘เพลงพ่อเศร้าอะ’ ‘เพลงพ่อหดหู่จังเลย ไม่หนุกเลย’ อะไรอย่างนี้ เยอะแยะไปหมด หรือไม่บางทีก็บอกสั้นๆ ว่า ‘ไม่ชอบ!’ (หัวเราะ) 

ชื่นใจเขาเป็นคนร่าเริง เขาก็จะชอบอะไรที่มีความเบิกบาน หรือเพลงที่มันวัยรุ่นๆ น่ะ ผมก็อยากจะทำเพลงให้สื่อสารกับเขานะ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงที่เบิกบานก็ได้ แต่มันควรเป็นเพลงที่เขาเอ็นจอยไปด้วยได้ หรือเป็นสะพานระหว่างเราได้ ผมก็พยายามแต่งหลายเพลงนะ แต่งเพลงสอนใจในวันที่เขาเป็นวัยรุ่นหรืออะไรอย่างนี้ ก็มีแต่งเก็บไว้ เรียกว่าการมีลูกก็เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงได้เหมือนกัน

อัลบั้มเดี่ยวชุดก่อนหน้านี้ของคุณคือ ‘ขุนเขาแห่งหมี’ (2017) มีลักษณะปกอัลบั้มคล้ายหนังสือนิทาน เรื่องนี้เกี่ยวกับความเป็นพ่อคนด้วยไหม

ถ้าเรื่องราวในอัลบั้มอาจจะไม่ค่อยเกี่ยว เพลงในอัลบั้มนั้นเขียนไปตามสภาวะจิตใจของผมในช่วงเวลานั้น เป็นวัยที่ผมรู้สึกว่าการทำอัลบั้มมันยากจัง คำถามในใจเยอะ โลกเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเมื่อก่อน มันเหมือนขึ้นภูเขาน่ะ รู้สึกว่าทำไมเราต้องมาวัดกันที่ยอดวิว ทำไมเราต้องมีเพลงตัดซิงเกิ้ล ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนผมชอบทำเพลงเป็นอัลบั้ม แล้วเพลงเพราะๆ ที่เราชอบมักจะเป็นเพลงประกอบในอัลบั้มไง ไม่ใช่เพลงโปรโมตเสมอไป ซึ่งในสมัยนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น สมัยนี้มันคือการตัดซิงเกิ้ล ทำเพลงทีละเพลง แล้วต้องโดนทุกเพลง ต้องเรียกร้องความสนใจให้ได้เร็วที่สุด มีเวลาให้น้อยที่สุด ซึ่งจะว่าไปการคิดแบบนั้นก็เป็นการที่ผมตีโพยตีพายไปเองในวันนั้นแหละ (หัวเราะ) 

อัลบั้มนั้นเป็นบทบันทึกของชายในวัยสี่สิบกว่าคนหนึ่ง แต่ว่าการทำให้เป็นรูปเล่มนิทาน ก็อาจเป็นเพราะว่าเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับตัวเองในช่วงเวลานั้นมั้ง เป็นวัยที่อ่านนิทานให้ลูกฟัง

ทำไมงานใหม่ของคุณถึงทำในนาม Zentrady

พยายามจะหาแง่มุมที่ตัวเองยังไม่ได้ทำ แล้วก็ท้าทายตัวเองว่า ลองทำแบบนี้จะไหวไหม ลองอะไรในมุมอื่นๆ บ้าง Zentrady เป็นมุมหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ตลอดการทำงานเพลงผมค่อนข้างจะเป็นคนขี้อาย เป็นคนที่ไม่ค่อยไปนู่นไปนี่อะไรกับใคร งานชุดนี้เลยเป็นชุดที่ผมอยากตั้งโจทย์กับตัวเองเลยว่า อยากจะไปยุ่งกับคนอื่นเยอะๆ เราจะทำส่วนที่ใช้ความคิดจริงๆ คือเรื่องแต่งเพลงกับการโปรดิวซ์ ส่วนงานนอกนั้น ถ้าเราชวนใครได้ก็จะไปชวน

งานนี้ชื่อชุดว่า Zentrady Galaxy เป็นกาแล็กซี่ของมนุษย์ Zentrady ครับ ตั้งใจจะแบ่งเป็นสามชุด ชุดละห้าเพลง ศิลปินที่ชวนๆ ก็มี พี่ก้อง (สหรัถ สังคปรีชา) มี แสตมป์ (อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) มี พี่เล็ก Greasy Cafe บอกประมาณนี้ก่อนนะ พยายามชวนคนที่เราชื่นชอบชื่นชมหลายๆ คนน่ะ แต่ว่าเขายอมมาหรือไม่มานั่นอีกเรื่องหนึ่ง

ทำเป็นอัลบั้มแบบปกตินี่แหละ มีให้ฟังทุกช่องทาง แต่จะเพิ่มส่วนที่เป็นสมาชิกขึ้นมา จริงๆ แล้วมันไม่ได้อะไรซับซ้อน ผมรู้สึกว่าตัวเองทำงานมาถึงจุดที่อยากใกล้ชิดกับแฟนๆ บ้าง เมื่อก่อนนี้ก็ทำตัวไม่เป็น ถ้าเป็นไปได้ ถ้ารู้ว่าใครเป็นแฟน ก็อยากเอาใจเขาเยอะๆ อยากทำอะไรพิเศษให้เขา หาของขวัญให้เขา เรื่องการปล่อยเพลงก็คงจะปล่อยไปเรื่อยๆ ทีละเพลงนะ แต่จะรวมเป็นอัลบั้มหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ แต่สำหรับสมาชิก เราจะให้สมัครเป็นเซ็ต เซ็ตแรกมีห้าเพลง ทั้งโปรเจกต์น่าจะมีสิบห้า 15 เพลง ก็รวมเป็นสามเซ็ต แต่สมาชิกจะได้ซีดีเพลงและได้ของขวัญที่เราคิดว่าเหมาะกับเพลงนั้นๆ เป็นเซอร์ไพรซ์บ็อกซ์ส่งให้ด้วย รวมทั้งโอกาสที่จะได้เจอกัน ได้มาร่วมกิจกรรมกัน 

นอกเหนือจากทั้งหมดทั้งมวล คือผมก็อาจจะแค่หาเหตุผลที่จะให้ตัวเองยังได้ทำเพลงน่ะ (หัวเราะ)

คุณจะรับสมาชิกรับกี่คน

แหม กี่คนก็รับครับ (หัวเราะ) แต่มีสองร้อยถึงสามร้อยคน ผมก็แฮปปี้แล้วนะ คือเรื่องจุดคุ้มทุนนี่ผมไม่รู้หรอก (หัวเราะ) แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลผมได้แรงบันดาลใจมาจาก ตุ๊กตา (พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล-ภรรยา) เขาทำหนังสือที่ให้คนบอกรับเป็นสมาชิกชื่อ Smileplease:-) ซึ่งก็ทำให้เขาได้ใช้ไอเดียเต็มที่ สนุกกับการทำหนังสือของเขาได้ แล้วผมก็รู้สึกว่ามันน่าสนุกดีนะ มันทำให้กลับมามีแพสชันในการทำงาน จริงใจกับงาน ได้เห็นหน้าเห็นตาแฟนๆ ที่สนับสนุนเราจริงๆ เราก็ทำเต็มที่ไปเลย วันหนึ่งก็เลยถามตุ๊กตาไปว่า นี่เราทำแบบนี้กับเพลงบ้างได้ไหม จากนั้นก็เลยมาช่วยกันทำเป็นโปรเจกต์นี้นี่แหละ

เวลาทำงานในนาม Zentrady ซึ่งเป็นการชวนเพื่อนๆ มาร้องเพลงที่คุณแต่ง คุณเริ่มแต่งเพลงจากอะไร จากตัวเพลงก่อน หรือจากตัวคนของคนที่ชวนมาร้อง

นี่แหละปัญหา (หัวเราะ) จริงๆ ทุกเพลงที่แต่งไปก็แต่งจากตัวเอง จากแง่มุมอะไร บางอย่างในตัวเองนะ พอเสร็จแล้ว ผมก็จะนึกภาพว่าใครจะมาช่วยเราถ่ายทอดเพลงนั้นๆ ได้ แต่ก็มีบางเพลงที่แต่งๆ ไปแล้วรู้สึกว่า เออ อยากชวนคนนี้นะ แล้วผมก็แต่งสำหรับเขาเลย โดยที่ยังไม่ได้ไปชวน นี่ก็กังวลว่าเดี๋ยวไปชวนแล้วเขาไม่มาจะทำไง (หัวเราะ)

แต่จริงๆ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น มันแปลกดี พอผมเริ่มทำโปรเจกต์นี้แล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่าหลายๆ อย่างมันสนุกจัง มันกลับมาสนุกจากที่เมื่อก่อนนี้ จะเริ่มอะไรมันจะมีเงื่อนไขในใจไปหมด กระบวนการมันต้องอย่างนี้ ระบบมันต้องอย่างนี้ แต่ว่าพอทำเป็นโปรเจกต์ของตัวเอง ก็คิดว่าทำอย่างที่ตัวเองอยากทำนี่แหละ จะบาดเจ็บก็ด้วยตัวเอง ไม่เดือดร้อนลำบากใคร มันก็จะลดความกลัวทั้งหลายไปได้เยอะ จะทำได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ แต่รู้สึกว่า นี่แหละ สนุกแล้ว

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40
พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

ตั้งแต่อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของคุณ ‘My Diary Original Soundtrack’ (2004) เพลงของคุณเหมือนจะมีความเป็นบทบันทึกชีวิตอยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งชุด ‘ขุนเขาแห่งหมี’ ก็ยังให้ความรู้สึกแบบนั้น อยากรู้ว่าพอมาเป็นโปรเจกต์ที่เน้นความเป็นนักแต่งเพลงแบบ Zentrady Galaxy มันเป็นบทบันทึกของคุณตอนนี้ไหม หรือเป็นเรื่องที่คุณอยากสื่อสารตอนนี้ด้วยใช่ไหม  

ตอนที่เริ่มชุดนี้ไม่คิดไว้ว่าจะเป็นแบบนั้นเลยนะ คิดว่าเป็นเหมือนกับเน้นด้านที่เป็นนักแต่งเพลงของเรา ชวนคนอื่นมาร้องเพลงกัน แต่ช่วงเวลาที่แต่งเพลงชุดนี้ เริ่มแต่งช่วง ค.ศ. 2019 ก็คือช่วงโควิด-19 นี่เอง ปรากฏว่าพอย้อนๆ ไปฟังก็มีการบันทึกความรู้สึกในช่วงเวลาอยู่เหมือนกัน เป็นในแง่มุมของความอ่อนไหวที่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ตัวนะ 

มันมีเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่าง ที่เราหวั่นไหวไปกับการไม่เห็นอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร หรือเป็นเรื่องที่ให้กำลังใจ หรือเรื่องของคนที่อยู่ข้างๆ คนที่เป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งทุกเรื่องราวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวของผมในช่วงที่ผ่านมา แล้วผมอยากจะพูดถึงมัน คือสุดท้ายพอมันมารวมๆ กัน ดูเหมือนจะกลายเป็นอัลบั้มสีเทาๆ อีกชุดหนึ่ง (หัวเราะ) แต่ว่ามันเป็นสีเทาอีกเฉดนะ เป็นสีเทาที่เรายังมีความหวังมั้ง เรายังมองหาความหวังอยู่ตลอดในความมืดหม่นนี้

คุณเปิดโปรเจกต์ด้วยเพลง ‘โอเครึเปล่า’ ซึ่งได้คนที่มีชื่อเสียงมากๆ มาร่วมงานหมดเลย ทั้ง ก้อง สหรัถ​, โบว์ (เมลดา สุศรี), อาเล็ก (ธีรเดช เมธาวรายุทธ) รวมทั้งได้โดนัท (มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์กุล) มากำกับมิวสิกวิดีโอด้วย คุณทำได้อย่างไร

ฟลุ๊กทั้งนั้นเลยครับ (หัวเราะ) เหมือนงานชุดนี้เป็นการทำงานที่แปลกประหลาด ดวงดาวโคจรมาเรียงกันพอดี คือผมไม่ได้มีทีมวางแผนอะ เราทำกันเองสองคนกับตุ๊กตา ไม่ได้มีแผนมาร์เก็ตติ้งอะไรที่สลับซับซ้อน พี่ก้องนี่ก็คือเราก็ทำงานละคร Cat Radio Tv เลยรู้จักกัน วันหนึ่งได้คุมร้องพี่เขามาร้องเพลงละคร พอร้องเสร็จก็ถามเขาเลยว่า ‘พี่ก้องครับ ถ้าผมทำเพลง อยากชวนพี่มาร้องด้วยได้มั้ยครับ’ พี่เขาก็ตอบว่า ‘เอาเลย’ แค่นี้เลย ง่ายๆ แล้วคือตอนนั้นเราอาจจะดูไม่ค่อยน่าไว้ใจด้วยนะทีแรกน่ะ แต่เขาก็ยอม (หัวเราะ)

ส่วนน้องโดนัทนี่จริงๆ เราเคยร่วมงานกันมาก่อน เขาเคยทำเอ็มวีให้วง Friday อยู่สองเพลงแล้วก็หายกันไปหลายปี อยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงขึ้นมาว่าแบบเพลงนี้มันน่าจะเหมาะกับโดนัทนะ เขามีความละเอียดอ่อนบางอย่าง และก็มีความเท่แบบที่เราคิดว่า ต้องเป็นการเล่าเรื่องที่ใช่ ก็ส่งไปให้โดนัทฟัง พอเขาได้ฟังเพลงก็หายไปวันสองวัน แล้วก็กลับมาพร้อมกับพล็อตที่แบบ โอ้โห เรานึกไม่ถึงว่าจะมาในมุมนี้ เพลงมันอาจจะตีความไปได้หลายอย่าง แต่เขาตีความมาแบบนี้ ผมอึ้งเลย มันเจ๋งมาก ไม่ได้เล่าไปตามเนื้อเพลง แต่เป็นการตีความอีกแบบ 

คิดในใจเลยว่า โห โดนัทไม่เจอกันสักพัก นี่เธอไปอีกขั้นแล้วนะ คือเมื่อก่อนเขาก็จะงานสไตล์นี้แหละ มีความหมาย มีนัยยะ มีองค์ประกอบเท่ๆ แต่วันนี้ความเหงาเท่ของเขากลมกล่อม ทำได้จริง และที่สำคัญ มันอยู่ในงบประมาณด้วย (หัวเราะ) ผมโชคดีมากจริงๆ ที่ได้เจอโดนัท

โดนัทมีดารามาให้เลือกหลายคน ผมก็ไม่รู้ว่าจะเลือกใครเหมือนกัน มีบิ๊กเนมมาด้วยนะ ผมก็ ‘โห จะมาแย่งชีนพี่ก้องไหม’ สุดท้ายผมก็เอาให้ตุ๊กตาดู ต้องพึ่งพาสายตาของบรรณาธิการเก่า นิตยสาร Knock Knock ซะหน่อย ตุ๊กตาก็จิ้มเลยว่าเอานักแสดงสองคนนี้ ผมก็รู้สึกว่าทั้งสองคนเคมีดูเขาเข้ากันดี น่ารัก ดูแล้วมันเข้ากับมู้ดโทนที่โดนัทเขาวางไว้

จากเอ็มวีเพลงนี้ แสดงว่าเพลงต่อๆ ไปเราก็จะไม่ได้เห็นหน้าคุณในเอ็มวีของโปรเจกต์นี้ใช่ไหม

ใช่ ผมก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันนะ แต่นี่มันเป็นโปรเจกต์ของ Zentrady เป็นคนเบื้องหลังเนอะ ผมก็เสียดายนะ ตอนที่ผมส่งเพลงไปที่บริษัทที่เขาดูแลเรื่องการสตรีมมิ่ง เขาก็บอกว่าต้องเปิดแอคเคาต์ใหม่ขึ้นมานะ เพราะว่าเป็นศิลปินใหม่ ไม่มีประวัติมาก่อน ไม่มีการลิงก์ไปเพลงบอยตรัย ฟรายเดย์ หรือเพลงใดๆ เป็นนิวอาร์ติสต์ ก็เสียดายเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรหรอกมั้ง มันเรียกว่าเริ่มใหม่หรือเปล่าไม่รู้ แต่รู้สึกว่าพอเราไม่สวมบทบาท เออ ทั้งๆ ที่มันเป็นการสวมบทบาทนะ (หัวเราะ) มันเหมือนกับเราได้วางตัวเองลงไป ทิ้งตัวตนไป ทิ้งความเป็นหัวโขนของเรา ทิ้งชื่อเสียง หรือความเป็นอะไรต่อมิอะไรที่เรามีมาก่อน มันก็ทำให้รู้สึกอิสระดี มันเบา ตรงที่ว่าคราวนี้อยากจะทำอะไรก็ทำเลย

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

อยากคุยเรื่องที่คุณสอนแต่งเพลงบ้าง อยากรู้ว่าอาจารย์บอยสอนสอนแต่งเพลงอย่างไร

ผมสอนแบบเป็นโค้ชมากกว่า ให้เอาเพลงมาแชร์กัน ผมก็บอกนักศึกษาอย่างนี้ทุกปี ‘เอาเพลงมาแชร์กันนะ’ ผมก็พอจะมีสูตรของตัวเองอยู่บ้าง ผมก็จะบอกสูตรของผมว่า วิธีของผมมันคือแบบนี้ ขั้นตอนแบบนี้ แต่ถ้าใครส่งเพลงมาแบบเสร็จหมดแล้ว จะไม่ได้เห็นกระบวนการนะ ผมอยากดูกระบวนการ ก็ให้เขาค่อยๆ ปั้น แล้วก็มาแชร์กัน ตกผลึกความคิดตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเพลงให้นานๆ ว่าเราจะแต่งอะไร 

ส่วนใหญ่ก็เหมือนเป็นพี่เลี้ยงมากกว่า แล้วก็แนะนำว่าอันนี้ผิดประเด็น บางทีคุณมีสองเรื่องอยู่ในเพลงนะ คุณทำให้มันชัดเจนจะดีกว่า แต่ผมก็ไม่ได้สอนทฤษฎีอะไร ผมไม่ได้มีทฤษฎี ไม่ได้ร่ำเรียนมา ไม่ได้มีอะไรที่มันมีศาสตร์ซะทีเดียว มีแต่ประสบการณ์ ก็จะบอกนักเรียนไปทุกครั้งว่า สิ่งที่ผมมีคือประสบการณ์ ถ้าคุณยิ่งอยากรู้ ผมก็น่าจะมีอะไรมาแชร์กับคุณได้เยอะนะ แต่ว่าผมไม่มีอะไรมาสอนนะ (หัวเราะ)

คุณสอนมาตั้ง 7 ปี แสดงว่าชอบการสอนเหมือนกันนะ

ปีแรกก็กลัวมาก ว่าคนอย่างเรานี่นะจะไปสอนใคร เหมือนตอนเป็นพ่อเลย กลัวไปก่อน แต่เอาเข้าจริง ทุกอย่างนั้นเรียนรู้ได้ ก็เรียนรู้ไปด้วยกันกับนักเรียนนี่แหละ แล้วก็ดูว่าถ้าเป็นเราอายุเท่าเขา ตอนนั้นเราอยากได้คำแนะนำอะไร เราอาจจะยังงงกับอะไรอยู่ไหม พยายามเป็นพี่เลี้ยงเท่านั้นเอง แล้วก็แชร์สิ่งที่พอจะมีไปให้หมด ใครเอาอะไรไปได้ก็เอาไปเลย

เวลาเห็นลูกศิษย์แต่งเพลง คุณมีความคิดอย่างไรบ้าง

พวกเขาเก่งกว่าผมมากๆ นะ ผมบอกได้เลยว่าไม่ต้องห่วง วงการเพลงไทยจะมีแต่งนักแต่งเพลงที่เก่งๆ เพิ่มขึ้นอีกเยอะ พวกเขาเร็วมาก แล้วมันคือการมาต่อยอด ถ้าเขารู้นะว่าต้องการอะไร เขาจะไปเร็วมาก บางคนอยากแต่งเพลงฮิต เขาก็จะโฟกัสได้ชัดเจน ไม่เหมือนคนยุคเรา ที่ถ้าจิตวิญญาณเราไม่ได้เป็นเฮฟวีเมทัล เป็นเรกเก้ เราก็คงไม่กล้าแต่งตัวเป็นชาวร็อกหรือบุปผาชนใช่ไหม แต่เด็กสมัยนี้เขาเห็นแนวทางแล้วกล้าหยิบองค์ประกอบต่างๆ มาใช้ได้อย่างแม่นยำ เพราะเขามีตัวอย่างให้เห็นหมดแล้ว 

ปีหนึ่งๆ จะมีสองสามคนที่ผมเห็นงานแล้วรู้สึกว่า ‘โห ออกไปท่องยุทธจักรได้แล้วเนี่ย’ คือมีเพลงที่น่าสนใจแล้วน่ะ เหมือนเขาหาตัวเองเจอเร็ว แต่ก็จะมีหลายคนเหมือนกันที่ได้รับอิทธิจากเพลงที่เขาชอบแล้วพยายามจะเป็นอย่างนั้น มีคนที่ยังบาลานซ์ไม่ได้ว่าจะตกผลึกให้เป็นตัวเองยังไง ผมจะได้ยินเพลงแบบ Greasy Cafe แบบ Hugo หรือ Boy Imagine อยู่บ่อยๆ พอใครชอบอะไร เขาก็จะซึมซับเป็นอย่างนั้น เขาต้องระวังและใช้เวลาตกผลึกเพื่อเป็นตัวเองอีกสักหน่อย

คิดว่าจะสอนไปเรื่อยๆ ไหม

ยังไม่รู้นะ แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไร คงยังสอนต่อไปได้ หลายเดือนก่อนมีช่วงที่ชีวิตผมเจออะไรหนักๆ โดนทัวร์ลง ตอนนั้นคือเสียศูนย์ไปเหมือนกัน ความรู้สึกที่หลงเหลือหลังจากนั้นก็จะกลัวผู้คนนะ มีความคิดแวบๆ เข้ามาเหมือนกันว่าจะเลิก ไปทำอย่างอื่นดีไหม ไปทำอะไรที่ไม่ต้องเจอใครดีกว่า อยู่สงบๆ ดีกว่า แต่ก็มีคนแนะนำว่า ถ้าอยากหาย ควรจะออกมาเจอคนเยอะๆ แล้วจะดีขึ้น ความคิดนี้ทำให้ผมคิดว่าสอนต่อไปก่อนแล้วกัน แล้วก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจถูกนะ บางครั้งความกลัวก็เป็นเรื่องที่เราคิดไปเองทั้งนั้น

ถามเรื่องเหตุการณ์หลังจากที่คุณโดนทัวร์ลงได้ไหม

จะพูดได้แค่ไหนนะ (หัวเราะเบาๆ ) ผมโดนทัวร์ลงตอนนั้น มันก็มีเรื่องที่เป็นแผล สำหรับผม คือคนมาด่าอะไรผมรับฟังได้หมดนะ ไม่ได้อะไร คือไม่ได้ไปโกรธเขากลับน่ะ แต่สิ่งที่เป็นแผลจริงๆ ก็คือคำพูดของผมเอง ที่ผมพูดว่า ‘ดนตรีไม่ใช่อาวุธ’ แล้วสุดท้ายผมก็โดนคำพูดนี้ย้อนกลับมา มีหลายคนแย้งว่า ‘ไม่ใช่เว้ย เพลงมันใช้ต่อสู้ได้ เพลงเป็นอาวุธที่ใช้ต่อต้านระบบ หรือสิ่งที่อยู่เหนือกว่าเราได้’

คือในวันนั้น ผมคิดแค่ว่าสำหรับผม ดนตรีไม่ใช่อาวุธ มันไม่เคยเป็นอาวุธ จะบอกว่าผมใช้ดนตรีในแบบนั้นไม่เป็นก็ได้ สำหรับผม ดนตรี บทเพลง ผมมองมันเป็นสิ่งที่เยียวยามาตลอดชีวิต ดนตรีคือเพื่อนน่ะ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้พูดออกไปนะ ว่าผมไม่ได้คิดมองข้ามคนมากมายในโลกนี้ที่ใช้ดนตรีเพื่อขับเคลื่อนสังคม ปลุกพลังการต่อสู้ ผมเข้าใจ แต่ผมก็ไม่ได้ไปตอบอะไรหลังจากนั้น

แต่ตอนที่ตัดสินใจกลับไปสอน ตอนนั้นลึกๆ ผมกลัวมากเลยนะ ในใจคิดว่าเราไม่รู้เลยว่าเด็กๆ คิดอะไร จะมีคนไม่พอใจเราอยู่ไหม ช่วงนั้นแผลยังสด เวลาเจอใคร ในใจก็จะระแวงแบบนี้ตลอด แต่พอสอนๆ ไปได้สักพัก เจอคน พูดคุยกับคนจริงๆ จิตใจเราก็ค่อยๆ เริ่มคลี่คลาย เรามีโจทย์ให้เด็กๆ แต่งเพลง ผ่านไป สองเพลงแล้ว พอเพลงที่สาม คิดว่าเราพอจะรู้จักกับลูกศิษย์บ้างแล้ว เลยลองให้เป็นโจทย์ให้เขาได้แต่งเพลงเรื่องการเมืองดู คือเรียกว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิตก็ได้ ฝรั่งเรียกว่า Protest Song คือเพลงประท้วง เพลงขับเคลื่อน เพลงที่ใช้ในการเรียกร้อง เพลงหนุนใจ เพลงตีแผ่เสียดสี หรือมันอาจจะฟังคล้ายๆ เพลงรักก็ได้นะ 

อย่างเพลง Imagine ของ จอห์น เลนนอน ก็เป็นเพลงเพื่อชีวิตเหมือนกันนะ เขาเรียกร้องสันติภาพ ผมลองให้โจทย์แบบนี้ ไม่รู้สิ อาจจะเพื่อปลดล็อกตัวเองด้วยมั้ง ว่าเราพยายามจะเข้าใจเรื่องนี้นะ เด็กก็แต่งกันมาทุกแบบ คือในสิบคนนี่ก็มีเพลงสิบแบบ ไม่ได้แบบสุดโต่งกันไปหมด คือแบบสุดโต่งแรงๆ เลยก็มี แต่ไปในทางให้กำลังใจก็มี ไปในทางเรียกร้องความยุติธรรมให้คนรุ่นใหม่ก็มี มีหลากหลาย ทำให้เราคิดว่า เออ นี่แหละ มันก็คือหน่วยย่อยของสังคม การจะตีความเพลงเพื่อชีวิต Protest Song ที่มันจะใช้หนุนใจ ขับเคลื่อนความเชื่อความคิดต่างๆ มันก็ทำได้หลายแบบจริงๆ

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

ทุกวันนี้อายุ 40 ปลายๆ แล้ว คุณตื่นเต้นกับอะไรบ้าง

ก็ตื่นเต้นอะไรดีล่ะ หนังใหม่ออกมาก็รอดู หรือได้ขึ้นเวทีอีกก็ตื่นเต้นแล้ว (หัวเราะ) หรือแค่ขุนเขา (ลูกชาย) นับหนึ่งถึงสิบได้ก็ตื่นเต้นแล้ว เขาพูดยังไม่ชัดเลย แต่ว่านับเลขได้ เห็นแล้วก็ตื่นเต้น ผมมาคิดว่า อยากตื่นเต้นกับอะไรก็ได้ง่ายๆ 

เคยเป็นไหมเวลาดูข่าวแล้วเรารู้สึกว่า ไอ้คนนี้นี่มันพูดจริงหรือเปล่าวะ คือตอนนี้กลายเป็นเวลาดูข่าว เราก็จะดูแบบไม่ได้ฟังข่าว แต่ดันต้องมาคอยเช็กว่านี่มันเชื่อถือได้แค่ไหน กลายเป็นอย่างนั้นไป คือมันไม่ได้เป็นเรื่องฟังข่าวแล้วก็รับรู้ข่าว แต่ว่าเป็นเรื่องหลายชั้นซับซ้อน เหมือนชีวิตสังคมมนุษย์หล่อหลอมให้เราต้องมีชีวิตกันแบบนี้ 

ผมรู้สึกว่าด้วยวัยที่แก่ขึ้นเนี่ย บางทีเราก็อยากจะให้ชีวิตมันง่ายๆ ไม่ซับซ้อน รู้สึกดีใจก็ดีใจ รู้สึกไม่สบายใจก็ไม่สบายใจ ผมพยายามสอนชื่นใจว่า การรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาเป็นเรื่องดีที่สุด ตื่นเต้นกับอะไรง่ายๆ ก็ได้ แต่ก็อย่าตื่นเต้นมากไป เห็นอะไรนิดๆ หน่อยๆ แล้วประทับใจได้ มันก็มีความสุขดีออก

คุณยังอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ไหม

อ่านนะ ตอนนี้อ่าน ดาบพิฆาตอสูร น่าจะเป็นเรื่องที่ฮิตที่สุดในโลกตอนนี้ บางคนชอบ บางคนอาจจะไม่ชอบ แต่ผมลองอ่านก่อน เพราะเดี๋ยวชื่นใจก็จะมาอ่านบ้างแล้ว เขาเรียกว่า ชิมให้ก่อนว่ามีพิษหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ก็สนุกดีนะ ให้อารมณ์เหมือนกับตอนที่เราอ่านการ์ตูนเหมือนเมื่อก่อนเลย นานมากแล้วที่เราอ่านการ์ตูนแล้วมันไม่ค่อยสนุก ทีแรกนึกว่าเป็นเพราะเราแก่ไปแล้ว แต่เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกสนุกเหมือนเมื่อก่อนเลย

คือเอาจริงๆ ก็คือสนุกมาก (เน้นเสียง) คือตอนนี้มันจบอวสานไปแล้วล่ะ แต่ผมอ่านถึงแค่เล่มยี่สิบสอง ผมเก็บเล่มสุดท้ายไว้ยังไม่ยอมอ่าน กลัวมันจบ (หัวเราะ)

ตอนแรกถามว่าคุณทำงานอะไรอยู่บ้าง คุณบอกว่าใครจ้างอะไรก็ทำ แต่ถ้าถามคำถามนี้ใหม่ว่า คุณมีคำอธิบายตัวเองว่าทำงานอะไร คุณจะใช้คำไหน

ถ้าเป็นไปได้ อยากจะใช้คำว่า ‘นักร้อง-นักแต่งเพลง’ ไปตลอดชีวิตนะ คือรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ภูมิใจ แล้วก็เหมือนเป็นอาชีพที่ไม่ได้ไปเบียดเบียนทรัพยากรอะไรของโลกมาใช้เลย นอกจากกลั่นกรองความคิดของเราออกมา ปล่อยความคิดในท่วงทำนองในใจออกไป ไปเป็นเพื่อนให้กำลังใจใครๆ ที่บังเอิญได้ฟัง เรารู้สึกว่างานของเราคงไม่ได้ไปลิดรอนเบียดเบียนอะไรใคร ก็เลยรู้สึกว่ามันก็เป็นอาชีพที่ภูมิใจได้นะ เวลาบอกลูกว่าเราทำอะไร ก็จะบอกว่า ‘อืม พ่อเป็นนักแต่งเพลง’ นี่แหละ

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

Writer

วิภว์ บูรพาเดชะ

บรรณาธิการ happening ที่เป็นสื่อด้านศิลปะ ซึ่งกำลังพยายามสื่อสารให้ผู้คนเห็นความสำคัญของศิลปะในหลายๆ มิติ FB: facebook.com/khunvip TWIT: @viphappening IG: @viphappening

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load