เสียงนกเค้ากู่บอกเวลา 5 นาฬิกา 30 นาที 

เป็นเวลาตื่นนอนของ อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้มองว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ 

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

บ้านของอาจารย์อยู่ที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน บนแปลงที่ดินใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมืองและเขตอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล พื้นที่ป่าใหญ่ส่งผลให้บริเวณข้างเคียงอุดมสมบูรณ์ด้วยอากาศแบบที่สูดได้เต็มปอด

ถัดจากนั้นไม่ถึง 5 นาทีคือกาดบ้านทาดอยแก้ว ตลาดขายอาหารป่าที่คนท้องถิ่นเก็บได้ตามฤดูกาล บ้างก็เหลือกินจากในครัวเรือน

เขาว่า “ชอบยังไง ก็ไปอยู่อย่างนั้น” 

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

บ้านของเขาจึงออกแบบให้ตอบรับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ท่ามกลางสวนป่าทำมือที่ใช้เวลาดูแล 40 ชั่วโมงต่อเดือนจนมีพืชมากกว่า 250 ชนิด หาเทคนิคที่ทำให้คนอยู่ร่วมกับสัตว์ในธรรมชาติได้ สร้างทุกอย่างจากวัสดุท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วในท้องที่ และคุณไม่มีทางได้เห็นไม้ขัดมันเรียบกริบที่นี่ เพราะความไม่สมบูรณ์แบบคือร่องรอยแห่งเรื่องราว ส่วนเรื่องราวคือมนต์เสน่ห์

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

อาจารย์จุลพรเชื่อเรื่องบ้านผาสุก จึงออกแบบบ้านทุกหลังโดยใช้ ‘ความน่าอยู่’ นำ และ ‘ความสวย’ เป็นรอง

“แล้วคนชมว่าบ้านอาจารย์สวยเยอะไหมคะ”

บ้านอาจารย์มีสองชั้น ชั้นล่างทำจากดินผสมฟางและแกลบ ส่วนชั้นบนเป็นไม้ มองเผินๆ กลมกลืนกับบ้านหลังอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน แต่หากดูดีๆ จะเห็นรายละเอียดการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดอย่างถี่ถ้วน

“ส่วนใหญ่เขาไม่ชมว่าสวย เขาจะว่าว่าน่าอยู่ดี นี่อาจารย์พยายามจัดแล้ว แต่จัดได้ระดับหนึ่ง 

“รกๆ หน่อยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

01

20 กว่าปีมาแล้ว อาจารย์จุลพรย้ายมาลำพูนเพื่อคุมงานก่อสร้างแถวชานเมือง แล้วก็ตกหลุมรักลำพูนง่ายๆ เพราะเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่ อุดมไปด้วยธรรมชาติ น่าอยู่ ผู้คนมีมิตรไมตรีดี และประชากรไม่หนาแน่น 

เขาเล่าย้อนไปถึงบ้านหลังแรกในชีวิต

บ้านหลังแรกอยู่ย่านวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร เดิมทีชื่อวัดท้ายตลาด ก่อนจะย้ายไปอยู่เกาะสมุยซึ่งเป็นถิ่นฐานของปู่ บ้านหลังที่ 2 ของเขาเป็นบ้านในตลาด ด้านหลังเป็นทะเล สมัยนั้นบนเกาะมีรถยนต์แค่ 5 คัน ไม่มีไฟฟ้า สงบแบบที่ในวัยเด็ก อาจารย์เคยเห็นโลมากระโดดจากหลังบ้านมาแล้ว

บ้านหลังที่ 3 ของเขากลับมาที่กรุงเทพฯ เป็นคูหาในชุมชนเจริญพาศน์ที่อบอุ่นด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ ทั้งไทย แขก และจีน มีความเกื้อกูลกันสูง คำว่าบ้านของเขามีลักษณะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามถิ่นฐานและรูปแบบของชีวิต ณ ชั่วขณะนั้น

แต่เขามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าอายุ 30 แล้วยังไม่มีบ้านของตัวเอง จะไม่มีบ้านไปจนแก่

02

บ้านหลังแรกของตัวเองอยู่ที่ลำพูน เป็นบ้านปูนขนาด 100 ตารางเมตร คุ้มแดด คุ้มฝน ก่อนจะขยับขยายย้ายมาที่นี่ ซึ่งเป็นบ้านหลังที่ 2

ความไม่ประทับใจแรกของที่ดินแปลงนี้คือ แล้ง แต่เป็นเงื่อนไขทางพฤติกรรมทำให้ต้องย้ายมาเพราะอยู่หลังโรงเรียนที่ภรรยาเป็นครูสอน อาจารย์เริ่มจากเปลี่ยนดินโดยขุดความลึกออกราวๆ 1 ฟุต แล้วค่อยๆ ทดลองปลูกสวนป่าของตัวเองในเวลาต่อมา

“เราต้องทำให้เกิดการตรึงน้ำจากธรรมชาติไว้ก่อน อย่างเช่นต้นมะม่วง ปกติมะม่วงติดดอก เราต้องรดน้ำ แต่นี่ผมไม่ต้องรดน้ำเลย ห่อแล้วรอกินอย่างเดียว เพราะเขาได้น้ำจากต้นตะเคียน เขาอยู่กับไม้ป่าที่อุ้มน้ำให้เขา แล้วก็ต้องปรับปรุงคุณภาพดินด้วยพืชตระกูลถั่ว หมั่นเอาเศษพืชถม จึงเริ่มทยอยเพาะปลูก ดูการเจริญเติบโต ดูปัญหาของมัน เพาะปลูกแล้วคุณต้องแต่งกิ่งให้เขาสดชื่น ต้นไม้ก็ต้องการความช่วยเหลือ นี่ไม่ใช่ป่า นี่มันสวน เราต้องจัดการบ้าง”

เริ่มจากต้นลั่นทม ต้นประดู่ป่า ไม้แดง และต้นไม้ที่ทนแดดทนฝนอื่นๆ 

เขาเล่าว่า ดินในพื้นที่ขนาด 6 ไร่ไม่เหมือนกันทั้งหมด ต้นไม้ที่เลือกปลูกในแต่ละจุดก็ไม่เหมือนกัน ด้านหนึ่งเป็นสวนป่า ตรงกลางเป็นนา อีกด้านหนึ่งก็เป็นสวนป่า แต่เป็นป่าริมห้วย 

จากที่ดินแห้งแล้งเมื่อ 15 ปีก่อน วันนี้กลายเป็นบ้านสวนป่าที่มีพืชพรรณกว่า 250 ชนิด

“พริกเอย กระเจี๊ยบเอย ถั่วเอย มะม่วงเอย”

ผลผลิตที่ทานในครอบครัวไม่หมดจะถูกแจกจ่ายไปยังคนรู้จัก 

03

การทำสวนสำหรับอาจารย์จุลพรคือศิลปะ ทุกเช้าตอนตี 5 ครึ่ง เขาจะตื่นมาถางพืช เบ็ดเสร็จแล้วเป็นเวลา 40 ชั่วโมงต่อเดือนในการดูแลสวนป่าในบ้าน เขาอธิบายแบบนี้

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

ถ้าเราใช้เครื่องตัดหญ้าถางลูกใต้ใบ มันจะหายวับไปกับตา แต่หากอยากรักษาลูกใต้ใบไว้ต้องค่อยๆ เล็มออกอย่างประณีต คนทำสวนสมัยนี้พึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป ต้องใช้เคมี ต้องใช้เครื่องยนต์ เครื่องตัดหญ้าบ้านอาจารย์พังเมื่อ 3 ปีก่อน เลยตัดสินใจไม่ซื้อใหม่และลองทำด้วยมืออย่างเดียว

“ทำเองทุกอย่าง ผ่าฟืน ผ่าไม้ ทำสวน ทำงานใบไม้ ขุดดิน ความอดทนทำให้เราสำนึกคุณค่า ผมปลูกต้นไม้ต้นเล็ก ผมรอได้ รอให้มันโต ผมอยากได้ตะเคียนใหญ่ ไปซื้อแบบนี้ก็แปดพัน แต่ถ้าซื้อมามันต้องค้ำไว้ตลอดชีวิต ผมได้เปรียบคนอื่นเพราะนี่คือพื้นที่ทดลอง เรานอนในห้องทดลองตลอดเวลา ก็เลยเห็นรายละเอียด จะจัดการยังไงไม่ให้มีแมลง ไม่ให้มีสัตว์เลื้อยคลานมารบกวน จะทำยังไงให้ต้นไม้โตเร็ว จะทำยังไงให้ต้นไม้อุ้มน้ำได้ คิดปุ๊บก็ขยับทำได้เลย เพราะเรานอนที่นี่ ถ้าเรานอนในเมืองคิดแบบนี้กว่าจะได้ทำเมื่อไหร่ล่ะ แต่เราได้ทำเลย ได้เห็นผลสัมฤทธิ์เลย

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

“ผมชอบงานใช้แรงงาน แต่งต้นไม้ก็ใช้แรงงาน มีลูกศิษย์ไปซื้อที่ไร่หนึ่ง โอนที่เสร็จ ซื้อเครื่องตัดหญ้าอีกหมื่นหนึ่ง ที่คุณไร่เดียวเอง คุณไม่ต้องใช้เครื่องตัดหญ้าหรอก ไม่ต้องจ้างคนด้วย งานพวกนี้ทำสนุกจะตาย แข็งแรงด้วย คุณไปฟิตเนส แต่งานสวนไปจ้างเขาทำ”

เขาหัวเราะพลางเล่าเรื่องลูกศิษย์ที่แวะมาเยี่ยมเมื่อเช้า ว่าดูรูปแล้วแยกไม่ออกว่าคนไหนอาจารย์คนไหนลูกศิษย์

04

บ้านของอาจารย์จุลพรมีสองชั้น ชั้นหนึ่งใช้วัสดุเป็นดินผสมฟางและแกลบ ชั้นสองเป็นไม้ พื้นที่ใช้สอยแบ่งออกหลวมๆ ด้านล่างมีห้องอเนกประสงค์ ห้องทำงาน ห้องครัว และห้องนอนอยู่ด้านบน

ส่วนอีกหลังเป็นบ้านชั้นเดียวของลูกสาว

สร้างเอง บางคราวก็มีลูกศิษย์และช่างไม้มาช่วย

เหตุผลที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น เป็นดิน เป็นฟาง เป็นไม้ เพราะหากวันหนึ่งเขาไม่ได้ใช้บ้านหลังนี้ หรือลูกย้ายออกไปก็จะไม่เกิดขยะ เหมือนโซฟาหรือที่นอนสปริงที่เรามักเห็นคนนำไปทิ้งริมถนน

ย้อนไปตอนอาจารย์เริ่มสร้างบ้านหลังนี้มีโจทย์ 2 ข้อใหญ่ๆ

หนึ่ง ต้องประหยัด 

สอง เป็นที่ทดลองการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง
บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

“ทุกวันนี้มนุษย์อยู่บ้านแบบติดอะลูมิเนียม มีมุ้งลวด ติดแอร์ แบบริ้นไม่ไต่ไรไม่ตอม อยู่คอนโดฯ ยิ่งหนัก อยู่สบาย แต่ทำให้เราอ่อนแอเพราะร่างกายไม่ได้เจอกับสิ่งเร้าภายนอก แต่มันเป็นเงื่อนไขของแต่ละคนนะ สำหรับผม ผมอยากให้ลูกอยู่แบบนี้ ถ้าเจอปัญหาก็จัดการเอา บ้านเราไม่มีแอร์ ถ้าร้อนแล้วติดแอร์ ทุกคนจะเย็น แต่ผมยืนกรานว่าไม่ติด ถ้าแมลงเยอะก็ถางให้รอบบ้านโล่ง พัดลมช่วยได้นิดหน่อย แต่ก่อนไม่มีมุ้งลวดเลย ตอนนี้ติดที่ห้องนอนแล้วเพราะหน้าฝนแมลงเยอะ ทันทีที่เรามีการปรับตัว ความแข็งแกร่งของร่างกายจะค่อยๆ สถาปนาขึ้นตามลำดับ 

“ถ้าไม่ชอบตุ๊กแกก็มีเทคนิคให้เอาน้ำมันยางมาผสมพริกป่นแล้วทาเข้าไป กระเจิง แสบท้อง อยู่ไม่ได้ เป็นวิธีที่ทำได้ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ แล้วก็ไม่ได้เสียทรัพย์เยอะ หรือถ้ากลัวสัตว์พวกงู ผมก็ทำลานดินไว้ไม่ให้มันเข้ามาใกล้เกิน เขาไม่ชอบลานดิน เลื้อยไม่สะดวก ซ่อนไม่ได้ เจ็บท้อง ถ้าไม่ชอบก็จะไม่มาไม่ต้องจ๊ะเอ๋กัน เขาก็จะดำรงอยู่ได้และผมก็ไม่กวนเขา เพื่อนให้เซรุ่มมาติดไว้ ยังไม่เคยใช้เลย อย่างหมาที่บ้านจับงูเก่งมาก กลัวงูหมดสวน เสียระบบนิเวศ เลยต้องขังไว้บ้าง”

เขาชี้ไปที่ ฮอนด้า ฮาน่า และน้ำฝาง สุนัขนักล่าพันธุ์แจ็กรัสเซลสามพ่อแม่ลูก

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

“ทุกครั้งที่ไปบรรยายก็พยายามบอกอยู่เสมอว่าต้องอยู่ด้วยกันให้ได้ อย่าไปบอกบริวารให้ไล่ตีหมด ต้องไม่ตีเลย ทุกคนกำลังมีภาพว่าเดินๆ อยู่เจองูเห่า เห่าโฮ่งๆ เหมือนหมาบางแก้ว ไม่ใช่แบบนั้น งูก็กลัวคน”

ทั้งพืชและสัตว์คือระบบนิเวศที่อาจารย์พยายามรักษาไว้ในบัาน ทุกหน้าร้อนจึงมีนกกางเขนดงแวะเวียนมาหา มาร้องเพลงให้ฟัง มาวางไข่ ปีหนึ่งมาอยู่ 2 เดือน ส่วนตอนกลางคืนมีนกแสก เพิ่งรู้ว่าใต้หลังคาบ้านที่อาจารย์เจาะช่องไว้ก็เพื่อให้นกแสกเข้าไปจัดการหนูบนฝ้าเพดาน ส่วนตุ๊กแกไม่ต้องพูดถึง อยู่บ้านนี้ไม่กล้าร้องเสียงดัง กลัวนกแสก อยู่ได้เดี๋ยวเดียวก็ไปเสียแล้ว

05

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

ข้างบ้านด้านหนึ่งมีอุปกรณ์ทำสวนของอาจารย์วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ อีกสองด้านวางโอ่งราชบุรีไว้เก็บน้ำ แปลนบ้านถูกออกแบบมาอย่างเรียบง่าย เขาดูตามทิศตะวันและทางลม ทดลองอยู่แล้วไม่สบายก็ปรับใหม่ 

อาจารย์วางห้องครัวไว้ทางทิศตะวันตกจะได้โดนแดดเยอะๆ เพราะความร้อนช่วยเรื่องความสะอาด ฝาผนังห้องครัวตีไม้ระแนงตามตั้งช่วยในการระบายอากาศ และเวลาทำครัวหรือล้างจานก็จะได้มองออกไปเห็นนกด้านนอก 

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

“เรื่องแสงของสถาปัตยกรรมในเอเชีย คนที่อยู่เส้นศูนย์สูตรต้องมีความสลัว ถ้าคุณอยู่ในที่แสงจ้าๆ คุณหลับไม่ได้ มันรบกวนกระบวนการที่ทำให้เราผ่อนคลาย ความสลัวสัมพันธ์กับต่อมไร้ท่อ ถ้าต่อมไร้ท่อทำงานได้ดี ร่างกายก็ผ่อนคลาย ถ้าทำงานผิดปกติก็ตึง ตึงเสร็จโรคอายุรกรรมก็จะติดตามมา ความสลัวจะบังคับให้เราพัก”

“แต่หนูจะขี้เกียจ”

“อันนี้ไม่เกี่ยวกับบ้าน ถ้ากลัวขี้เกียจ เสร็จภารกิจทุกอย่างแล้วค่อยเข้าไปให้ถูกเวลา นาฬิกาชีวิตต้องพัก ถ้าห้าทุ่มยังตื่นตัวอยู่นี่ไม่ดีแล้ว”

หัวนอนของอาจารย์อยู่ทางตะวันตกที่หลายคนบอกว่าฮวงจุ้ยไม่ดี แต่สำหรับเขา ทิศตะวันตกทำให้หลับดีกว่าทิศอื่น ตอนเช้าก็มีแสงอาทิตย์กระทบตาให้ตื่นพร้อมเสียงนกเค้ากู่ตอนตี 5 ครึ่งตรงเวลาทุกวัน

06

‘พฤติกรรมเป็นอย่างไร’ เป็นสิ่งแรกที่อาจารย์จุลพรถามเจ้าของบ้านที่ให้เขาออกแบบบ้านให้ 

บ้านผาสุกในความหมายของเขาคือบ้านที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิต ร่มเย็น น่าอยู่อาศัย 

“ทุกคนไปติดกับคำว่าสวยไม่สวย สมัยก่อนไม่มีใครชมใครว่าบ้านสวย มีแต่ชมว่าบ้านน่าอยู่”

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง
บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

บ้านน่าอยู่สำหรับอาจารย์ต้องใช้วัสดุธรรมชาติ จัดการแสงให้เหมาะสม มีความสลัว ร่มรื่น มีสรรพชีวิตมาอยู่ด้วย ไม่รกรุงรังจนเกินไป และบ้านหลังนี้ตอบถูกทุกข้อ ความน่าอยู่ดูได้จากผลกระทบทางตาเห็น บ้านที่ไม่มีเส้นเรขาคณิตแข็งๆ ไม่มีวัสดุสังเคราะห์กระด้างหรือเหลี่ยมมุมคมๆ คุ้มแดด คุ้มฝน โปร่ง โล่ง มีปฏิสัมพันธ์กับลมและแสงอาทิตย์

“แบบนี้มันตรงกับวิถีชีวิตผม ผมเป็นชาวสวน นี่คือบ้านชาวสวน ไม่ใช่ชาวกาแฟที่ต้องเนี้ยบๆ หรือชาวสปาเกตตี้ชาวพิซซ่า อาหารก็พื้นบ้าน กินแบบนี้ แล้วในป่ามีเห็ดอีกสารพัดชนิด ยอดไม้ ที่เพาะปลูกเองก็กินไม่หวาดไม่ไหว อาหารที่ดีและสภาพแวดล้อมที่เราดำรงอยู่เป็นเรื่องสำคัญ มันทำให้ร่างกายดี สติปัญญาดี บ้านต้องน่าอยู่ อยู่แล้วสบายก่อน สวยไม่เป็นไรค่อยว่ากัน

“คนจะติดว่าบ้านน่าอยู่คือต้องเป็นแบบที่คุณเห็นบ่อยๆ ตามสมัย สถาปนิกก็ชอบ ถ่ายรูปออกมาสวย แต่คนอยู่เก๊กซิม อยู่แล้วก็ไม่น่าอยู่เพราะค่าไฟเดือนละสามหมื่น สุดท้ายคุณชอบยังไง ก็ไปอยู่อย่างนั้น ถ้าอยู่แล้วมันโอเคค่าใช้จ่ายเหมาะสม คุณอยู่ต่อไป แต่ถ้าอยู่แล้วไม่โอเค ค่าใช้จ่ายไม่เหมาะสม สุขภาพไม่ดีขึ้น สมรรถภาพตัวเองกับโลกภายนอกมันด้อยลง ก็ต้องตั้งคำถาม ที่บอกอยากไปอยู่กับธรรมชาติ ต้องเข้าใจว่าการอยู่กับธรรมชาติก็ต้องละลายไปกับธรรมชาตินะ ไม่ใช่แบกแอร์ไปด้วย ลูกค้าบางคนขอติดแอร์ ผมบอกที่ให้ติดเครื่องทำน้ำอุ่นก็ยอมคุณเยอะแล้วนะ มันคือการอย่าอยู่อย่างอยากนั่นแหละ”

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพาณิช ซึ่งออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

07

ที่แม่ทาไม่มีร้านสเต๊ก ไม่มีร้านกาแฟสวยๆ ไม่มีโรงเรียนนานาชาติ 

อาจารย์จุลพรทานข้าวที่บ้าน ยกเว้นวันที่ออกไปทำงาน ชอบอาหารถิ่นที่หาได้จากธรรมชาติ ไม่ก็มาจากสวน แวะดื่มกาแฟที่ร้านในปั๊มละแวกนั้น ส่วนลูกสาวก็เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน ลำพูนไม่มีห้างใหญ่ ข้าวของเครื่องใช้จึงซื้อจากคนเฒ่าคนแก่ที่ทำงานฝีมือภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการสนับสนุนให้เศรษฐกิจชุมชนขยับตัว ที่นี่เลยน่าอยู่กำลังดี ไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป

“เสื้อมาจากสันป่าตอง กางเกงมาจากแพร่ ส่วนผ้านี่ของน่าน”

เขาเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้เศรษฐกิจมั่นคง อะไรที่คนในถิ่นทำได้ก็ใช้ของคนในถิ่น อะไรที่ทำไม่ได้ก็ซื้อจากข้างนอก แต่พยายามใช้ให้คุ้มค่า

“นี่คือนิยามของคำว่าสบาย ผมเคยไปอยู่คอนโดฯ อยู่ได้สองชั่วโมงอึดอัดฉิบหาย อยู่ไม่ได้ มันบอกไม่ถูก ความสบายของเราคือได้อยู่กับธรรมชาติ เคยทำงานให้ลูกค้าคนหนึ่ง เขารวยอันดับต้นๆ ของประเทศ เขามารู้ว่าผมไปนอนโรงแรมแถวสะพานควาย ซึ่งที่ไปนอนเพราะใกล้จตุจักร ผมจะไปดูต้นไม้ แกก็ให้ลูกน้องมาพาผมย้ายไปนอนโรงแรมที่หรูกว่า สุดท้ายผมนอนไม่หลับ เลยบอกคุณไปหลอกเถ้าแก่คุณว่าผมไปนอนมาแล้ว แล้วไม่ต้องมายุ่งกับผม ผมอยู่ของผมอย่างนี้สบายดี เงื่อนไขบางอย่างที่คนอื่นมองว่าสบาย แต่สำหรับผมอันนั้นน่ะลำบาก

“ลูกผมก็ชอบที่นี่ เขาเกิดที่นี่ มันร่มเย็น สงบ เขาผาสุกมาก พอเข้าไปในเมืองก็ไม่ชอบ ชอบอ่านหนังสือ ที่นี่เป็นเหมือนสวรรค์ของเขา”

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

08

ลำพูนเป็นเมืองไม่เร็ว บางคนอาจมองว่าช้าด้วยซ้ำ ในมุมมองสถาปนิกที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์กับงานที่ทำ เขาว่าเมืองแบบนี้ช่วยเรื่องจินตนาการได้ดีกว่า เพราะไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น 

“มันเป็นองค์ประกอบที่ไม่ได้ถูกจัดสรรจัดการจนเกินไป ยังมีช่องว่างให้เราเติมจินตนาการตัวเอง ได้ออกไปเจอเพื่อนบ้านที่มีชีวิตแบบชาวบ้าน อย่างสถานที่บางที่สวยเก๋มากจนเข้าไปแล้วไม่เกิดการจินตนาการต่อ ไปครั้งที่สามก็รู้สึกเก๋นะ แต่ไม่มีอะไรเพิ่มเติม สภาพแวดล้อมใดๆ ที่มีช่องว่างให้เราคิดต่อได้ มันจะเอื้อให้เราอยากไปอีก ทุกครั้งที่ไป ช่องว่างนั้นก็ค่อยๆ โตขึ้นหรือค่อยๆ ผันแปรไปตามลำดับ”

ธรรมชาติช่วยเขาตรงนั้น เป็นเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่ไม่ได้เนี้ยบกริบจนดูเหนือจริง ชีวิตคนก็เป็นแบบนี้ เต็มไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อยที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง
บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

09

การใช้ชีวิตของอาจารย์จุลพรเรียบง่ายเหมือนบ้านที่อยู่ ตื่นนอนตอนตี 5 ครึ่งมาถางสวน ถางสวนเสร็จก็เตรียมฟืนก่อไฟหุงข้าว พาลูกไปโรงเรียนแล้วกลับมาดูสวนอีกครั้ง วันไหนไม่ต้องไปทำงานก็จะดูสวนต่อ พักทานข้าวเที่ยง นอนสักงีบหนึ่ง แล้วออกไปถางสวนอีก บางทีก็สลับกับลูกสาวเดินตรวจตราต้นไม้ต้นพืชรอบตัวบ้าน 

แต่อย่าเผลอไปบอกว่าชีวิตเขา Slow เชียว

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

“ชีวิตชนบทมันไม่ได้ช้าเหมือนหลายๆ คนเข้าใจนะ หลายคนบอกชีวิตชนบทเป็น Slow Life ผมไม่เห็นมีใคร Slow เลยสักคน ตีห้าเขาก็ตื่นกันหมดแล้ว

“เขาชอบถามว่า อาจารย์ Slow Life ไหม ถ้า Slow ลูกก็ไม่มีข้าวกินไปโรงเรียน ช้าไม่ได้ กับข้าวก็ต้องทำ ไฟก็ต้องก่อ สวนก็ต้องถาง ตอนเช้าพอแปดโมงผมทำอะไรไปเยอะมาก กูช้าตรงไหน กูไม่เคยได้ช้าเลย” เขาหัวเราะ

ฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล มาพร้อมกับครูน้อง ภรรยาของอาจารย์ที่แวะกลับจากโรงเรียนช่วงพักเที่ยง ทั้งคู่เข้าครัวเตรียมมื้อกลางวันสำหรับหกคน เมนูมีไข่เจียว หมูผัดกระเทียม น้ำพริกสองอย่าง ใบกระเจี๊ยบสดจากในสวน และแตงโมเป็นของหวานตบท้าย 

บรรยากาศฟ้าครึ้มและต้นไม้เขียวชอุ่ม ทำให้ลำพูนในเดือน 10 ร่มเย็นและชุ่มฉ่ำ

ถึงหน้าแล้งก็ไม่แห้งแล้งอย่างที่คิดเพราะต้นไม้เยอะ อาจจะร้อนหน่อยแต่ไม่ลำบาก แถมอาจารย์ยังได้หยุดงานทำสวนหนึ่งเดือนเต็มๆ ช่วงเมษายนให้ร่างกายได้ลาพักร้อนประจำปี

ต้นไม้ก็อยู่ของมันได้ ระบบนิเวศในสวนป่าที่ออกแบบให้ตรงกับธรรมชาติจะอยู่ด้วยตัวเองได้ เหมือนที่อาจารย์จุลพรบอกไว้ไม่มีผิด 

“พอเราเข้าใจธรรมชาติ เราจะไม่เหนื่อย”

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง
บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

รับฟังพอดแคสต์รายการ ‘ปลูก’ ที่เชิญ อาจารย์จุลพร นันทพานิช มาพูดคุยถึงวิธีการทำบ้านให้น่าอยู่และกลายเป็นบ้านที่ผาสุกได้ที่นี่

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตหมอกควันแทบทุกฤดูร้อน แต่เราเชื่อว่า ‘เชียงใหม่’ ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลายคนอยู่ดี เพราะใครเล่าจะไม่อยากใช้ชีวิตแบบคนเมืองเหนือ ท่ามกลางขุนเขาที่ลมหนาวพัดผ่านต้นไม้ใบหญ้า นำพาบรรยากาศรื่นรมย์มาให้ทุกปลายปี

คนต่างถิ่นจำนวนไม่น้อยติดอกติดใจเสน่ห์ความเนิบช้า จึงขึ้นมาตั้งถิ่นฐานปลูกบ้านที่เมืองเหนือ เช่นเดียวกับ จิ๋ม-ภรณี เจตสมมา อดีตชาวกรุง เจ้าของเรือนไม้หลังงามที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือและทักษะของ ‘สล่า’ อันเป็นคำเมืองที่ใช้เรียกนายช่างผู้สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมด้วยเทคนิคแบบล้านนาที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ

ต้นจามจุรี ภาษาเหนือเปิ้นเรียกฉำฉา ออกดอกบานสะพรั่งและร่วงหล่นเมื่อสิ้นลมหนาว ให้ร่มเงาตระหง่านปกคลุมรอบรั้ว ซึ่งประกอบไปด้วยเรือน 3 หลังต่างฟังก์ชัน และแมกไม้นานาพันธุ์ที่กระจัดกระจายให้สีเขียวเย็นตาไปทั่วอาณาบริเวณ

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

เมื่อปีก่อน ภรณีปรับปรุงบางส่วนของบ้านเพื่อเปิดให้บริการ Bed & Breakfast ในชื่อ Peace-Love-Joy และเปิดครัวให้บริการอาหาร Chef’s Table ฝีมือ เชฟกี้-รณิฐา จริตกุล ในชื่อ GeesTable ที่เน้นผสมผสานวัตถุดิบออร์แกนิกท้องถิ่นและนานาชาติ ออกมาเป็นเมนูสุขภาพแสนอร่อย แถมยังมีเตาดินสำหรับอบพิซซ่าแบบต้นตำรับ เผื่อวันไหนแขกครึ้มอกครึ้มใจอยากชิมอาหารอิตาลี เชฟก็จัดให้ได้สบายมาก

ใต้แสงแดดยามบ่ายของเชียงใหม่ปลายฤดูหนาว ภรณีต้อนรับเราด้วยซอร์เบต์ผลไม้รวมรสชาติชื่นใจ ก่อนจะนั่งลงเล่าเรื่องราวของบ้านที่มีตัวตนของเธออยู่ในนั้นให้ฟัง

01

ความฝันที่เบ่งบาน

ภรณีซื้อที่ดินผืนนี้เมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยยังทำงานเป็นคนโฆษณาอยู่ที่บริษัท Leo Burnett จนเวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี ชีวิตในเมืองกรุงถึงจุดอิ่มตัว ความฝันเล็กๆ ที่ถูกปลูกไว้ในใจมาแสนนานจึงค่อยๆ เบ่งบานขึ้นอีกครั้ง

“เราอยากอยู่เชียงใหม่ มีบ้านในฝันในใจตั้งแต่เด็กแล้ว ที่ดินตรงนี้ พอมาดูแล้วรู้สึกเลยว่าใช่ เพราะมีต้นไม้เดิมอยู่เยอะ ตอนหลังเลยซื้อที่ดินที่อยู่ติดกันเพิ่มอีกแปลง เราเริ่มสร้างบ้านจากเงินน้อยๆ เพราะก็เหมือนคนกรุงเทพฯ ทั่วไป เป็นมนุษย์ทำงานที่ต้องใช้จ่ายหลายอย่าง ไม่ได้มีเงินเก็บมากมาย บ้านหลังนี้จึงเป็นความฝันที่ถูกหล่อเลี้ยงให้เป็นภาพที่ชัดเจนขึ้นช้าๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

“เพราะชื่นชอบงานคราฟต์และฝีมือช่างพื้นเมือง เราจึงไม่ได้ใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ตั้งใจมองหาช่างไม้พื้นเมืองหรือที่ทางเหนือเรียกว่าสล่ามาปลูกบ้านหลังนี้ให้ โดยเราเป็นคนเขียนแบบบ้านอย่างที่อยากได้ด้วยตัวเอง และได้รุ่นน้องสถาปนิกที่รู้จักกันมาช่วยเคาะแบบ จับตรงนั้นตรงนี้ให้เข้าที่

“เราเป็นคนชอบอ่านนิตยสารเรื่องบ้านและสวน ก็ค่อยๆ เก็บข้อมูลไป ใช้วิธีการง่ายๆ เหมือนตอนทำงาน ด้วยความที่เป็นโปรดิวเซอร์คุ้นเคยกับการทำฉากอะไรพวกนั้นอยู่แล้ว ก็จะตัดสิ่งที่เราชอบเก็บไว้เป็นเรเฟอเรนซ์ จนถึงเวลาก็เอาเรเฟอเรนซ์พวกนั้นมากองรวมกัน จากนั้นค่อยๆ จัดหมวดหมู่แล้วหาพื้นที่ในบ้านให้มัน เช่น ดีไซน์แบบนี้ สีสันแบบนั้น เราจะให้มันอยู่ตรงส่วนไหนของบ้าน”

รายละเอียดเล็กๆ ถูกนำมาประกอบเข้าไว้ด้วยกันภายใต้คอนเซ็ปต์ดีไซน์ตามใจผู้อยู่ ซึ่งภรณีจำกัดความบ้านของเธอว่า บ้านชนบท โดยต้องโล่ง โปร่ง มีช่องให้แสงและลมเล็ดลอดเข้ามาได้อย่างอิสระ และใช้วัสดุบ้านๆ อย่างไม้

02

ประกอบไม้ให้เป็นบ้าน

ภรณีใช้ขั้นตอนประกอบบ้านแบบสมัยก่อน นั่นคือไปซื้อเรือนไม้เก่ามาทั้งหลัง จากนั้นจึงถอดไม้ออกมาเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาประกอบกันขึ้นใหม่ตามแบบบ้านที่ออกแบบไว้ ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถคำนวณได้ว่าต้องซื้อเรือนไม้เก่าขนาดใหญ่แค่ไหน จำนวนเท่าไหร่ จึงจะเพียงต่อการประกอบกันขึ้นมาเป็นบ้านหลังใหม่

เรือนไม้หลังประธานจึงถูกประกอบขึ้นพร้อมๆ กับเรือนบริวารด้านหลังที่ตั้งใจให้เป็นที่พักคนงาน เพราะช่วงแรกๆ ของการก่อร่างสร้างบ้านที่เชียงใหม่ เจ้าของบ้านยังทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

“พอประกอบเรือนเสร็จ มันจะมีเศษไม้เหลือเยอะทีเดียว เราไม่อยากทิ้งเพราะเสียดาย เลยต้องหาพื้นที่ไว้เก็บชิ้นไม้พวกนั้น จะตั้งไว้บนพื้นเฉยๆ ก็ไม่ได้ ปลวกจะกินเอา ก็เลยต้องตั้งเสาขึ้นมาจากพื้นดิน แล้วเอาไม้ไปพาดเก็บไว้ข้างบน

“ปรากฏว่านานวันเข้าเพิงเก็บไม้กลายเป็นเพิงเก็บของสัพเพเหระที่รกขึ้นทุกวัน เห็นแล้วขัดหูขัดตา ประกอบกับเราใกล้จะรีไทร์จากงานที่ทำอยู่ที่กรุงเทพฯ พอดี เลยเกิดเป็นไอเดียต่อเติมเพิงหลังนี้ให้เป็นเรือนหลังที่ 3 สำหรับเป็นสเตชั่นทำครัว ทำขนม”

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

นอกจากวัสดุหลักอย่างไม้เก่าแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นของเก่าทั้งหมด ไม่ว่าจะกรอบประตู กรอบหน้าต่าง ไปจนถึงลูกบิดและโคมไฟ ภรณีเล่ายิ้มๆ ว่าบางครั้งมีของที่ต้องซื้ออยู่ในใจ จดขนาดไปเรียบร้อย ปรากฏว่าพอไปถึงร้าน เจอของเก่าสวยมาก ถูกใจจนต้องซื้อ กลับมาถึงบ้านต้องลำบากหาที่ใส่มันเข้าไปอีก

“เพิ่งมารู้ตัวว่าเป็นคนชอบก่อสร้าง (หัวเราะ) ว่างเป็นไม่ได้ต้องทำนู่นนี่ก๊อกแก๊กไปเรื่อย”

03

จากคนเมือง (กรุง) มาเป็นคนเมือง (เหนือ)

“เชียงใหม่คือสวรรค์ของคนชอบทำบ้านเลยนะ เพราะมีของถูก ของสวย อยู่เยอะ เราเองก็ยังติดนิสัยคนเมืองอยู่หน่อยตรงที่บ้าซื้อ ซื้อมากองๆ เอาไว้แล้วก็ต้องเที่ยวหาที่ใส่ เพื่อนชอบถามว่าบ้าหรือเปล่า อยู่บ้านคนเดียวทำไมเก้าอี้เต็มไปหมด เพราะเก้าอี้ในบ้านเราเยอะมาก เป็นคนชอบเก้าอี้ทรงต่างๆ (ยิ้ม)

“บ้านเราเหมือนโรงเก็บของ เพราะมีเฟอร์นิเจอร์ข้าวของแทบทุกสไตล์ ถ้าชิ้นที่ดูโมเดิร์น ออกไปทางสแกนดิเนเวียน บางส่วนขนมาจากกรุงเทพฯ ส่วนชิ้นเท่ๆ หน้าตา Rustic ไปจนถึงชิ้นที่ทำด้วยช่างฝีมือพื้นเมืองเนี่ย แน่นอนว่ามากจากเมืองเหนือนี่แหละ”

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

ด้วยความที่เจ้าของบ้านชื่นชอบงาน Art and Craft เราจึงได้เห็นชิ้นงานศิลปะยูนีกสวยๆ ที่ภรณีสะสมตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ แขวนอยู่ทั่วไปในเรือนทั้งสามหลัง ซึ่งตอนนี้มีฟังก์ชันการใช้งานแตกต่างกัน เรือนประธานเป็นบ้าน เรือนบริวารหลังที่ 2 และ 3 ตอนนี้เปิดให้บริการ Bed & Breakfast และ Chef’s Table โดยเชฟกี้-รณิฐา จริตกุล

เรือนประธานหลังแรกสร้างเสร็จตั้งแต่ ค.ศ. 2001 ด้วยงบประมาณหลักแสนปลายๆ ภรณีเล่ายิ้มๆ ว่าอยู่ไปซ่อมไป เพราะปัญหาจุกจิกเยอะพอตัว อย่างแรกเนื่องจากบ้านอยู่ใต้ต้นฉำฉาซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่กิ่งก้านเปราะเหลือเกิน มันจึงทิ้งกิ่งลงมาทำให้หลังคาทะลุอยู่บ่อยๆ รั่วที 20 – 30 รู จนถึงปัจจุบันก็เปลี่ยนวัสดุหลังคาไปแล้ว 5 รอบด้วยกัน

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เจอคือพื้นไม้ คนโบราณจะรู้ดีว่าถ้าปลูกบ้านไม้ต้องทิ้งช่องใต้พื้นไว้ให้ลมผ่านข้างใต้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความชื้นใต้ตัวบ้าน และทำให้แผ่นไม้แห้งอยู่เสมอ แต่เรือนประธานหลังนี้ แรกเริ่มสร้างติดดิน ไร้ช่องลม ทำให้ต้องมายกบ้านขึ้นทีหลัง และอีกสารพัดปัญหาให้ตามแก้

“ถือว่าเป็นความบันเทิงระหว่างก่อสร้าง เพราะบางอย่างเราก็เพิ่งมาเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เจอปัญหาก็ค่อยๆ แก้ไป ถือว่าไม่ได้เดือดร้อนใคร เดือดร้อนก็แต่ตัวเอง (ยิ้ม)”

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

04

ผลิบานและเติบโต

“เราเป็นคนชอบต้นไม้มากและใช้เวลาอยู่ในสวนเยอะ Green House ในบ้านเลยเป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกที่เขียนไว้ในแบบเลย บางคนอาจจะอยากมีห้องไวน์ บางคนอาจจะอยากมี Walk-in Closet แต่สำหรับเรา ที่สุดของความใฝ่ฝันคือการมี Green House ไว้ปลูกต้นไม้ในบ้าน

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

“สวนทุกส่วนในบ้านจัดเองทั้งหมด อาจเพราะเราเป็นคนที่สามารถอยู่กับอะไรนานๆ ได้ ไม่เบื่อง่ายๆ ชอบอะไรก็จดจ่อทำอยู่นั่น พอเราอยู่กับต้นไม้เยอะๆ ก็จะรู้จักเขามากขึ้น ทำให้สังเกตและเรียนรู้ได้ว่า ต้นนี้อยู่ตรงไหนแล้วงอกงามดีที่สุด

“การปลูกต้นไม้ก็เหมือนหลายๆ อย่างในชีวิตที่การปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ จะทำให้เขาเติบโต เบ่งบาน ได้ดีกว่าการที่เราไปฝืนบังคับ แค่ประคองอยู่ห่างๆ ก็พอ จนเมื่อเขาเริ่มรกยุ่งเหยิงนั่นแหละ เราอาจจะเข้าไปตัดแต่งบ้างแต่ก็น้อยและบรรจงมาก เพื่อไม่ให้ไปทำลายธรรมชาติการเติบโตของเขา

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

“เมื่อก่อนตอนอยู่กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะรีบร้อนแค่ไหน ต้องออกจากบ้านไปกองถ่ายตี 3 ตี 4 ก็ตาม จะต้องขอมีเวลาชั่วโมงหนึ่งจิบกาแฟและทำตัวย้วยอยู่สักแป๊บ ทุกวันนี้ที่เชียงใหม่ ช่วงเช้าเป็นเวลาที่เราได้ย้วยนานหน่อย ละเอียดกาแฟ เดินดูต้นไม้ใบหญ้า จากนั้นสายๆ ก็เตรียมตะกร้ากับข้าวไปเยี่ยมแม่ที่สถานบำบัดฟื้นฟู ช่วงบ่ายกลับมาก็ย้วยต่อในสวนเป็นส่วนใหญ่

“อยู่กับต้นไม้ที่เราชอบ บางทีแค่นั่งดูแดดค่อยๆ ตกจากร่มไม้ เช้ามุมนั้น บ่ายมุมนี้ ก็แสนสุขแล้ว”

05

Peace-Love-Joy

“ตลอดชีวิตอ่านหนังสือมามากมาย มีหนังสือหลายเล่มที่นำไปสู่คำถามที่วนเข้ามาในทุกช่วงชีวิตเลยว่า คุณมีเป้าหมายอะไรในชีวิต แพสชันของชีวิตคุณคืออะไร พออ่านเจอคำถามอะไรแนวนี้ก็จะชะงักและแอบเศร้าทุกที เพราะตัวเราไม่มีอะไรแบบนั้นเลยตอบไม่ได้ (หัวเราะ)

“พอเราเติบโตขึ้น คำตอบของเป้าหมายมันเลยกลายมาเป็นคำถามใหม่ว่า อะไรที่มีแล้วชีวิตจะเป็นสุข ซึ่งเราตอบได้อย่างไม่ลังเลว่า Peace Love Joy”

Peace คือความสงบสันติ

Love คือความเมตตากรุณา

Joy คือความเบิกบานสนุกสนาน

และเพราะเป็นจุดตั้งต้นของความสุข คำ 3 คำนี้จึงถูกนำมาตั้งเป็นชื่อห้อง 3 ห้องในเรือนบริวารทั้งสองหลังที่เปิดให้บริการ Bed & Breakfast ซึ่งแต่ละห้องล้วนมีสไตล์และความหมายเฉพาะตัวที่สอดคล้องไปกับชื่อห้อง

ห้อง Joy for 4 สำหรับเพื่อนและครอบครัวใหญ่ ที่เต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน

ห้อง Love for 2 สำหรับคู่รัก กับดีเทลในการตกแต่ง ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ไปจนถึงแพตเทิร์นกระเบื้องแสนสวย

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

และห้อง Peace for 2 ที่เน้นความเรียบโก้ สงบเงียบเพราะหันระเบียงด้านหน้าเข้าหาสวน

บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา บ้านสวน ในฝัน ที่สร้างจากไม้เก่าทั้งหลังด้วยฝีมือและเทคนิคของสล่าล้านนา

“ที่ชอบอีกอย่างของคำ 3 คำนี้ คือไอคอนมันเรียบง่ายและสื่อความหมายในตัวเอง พอจับไอคอนมาวางเรียงกันตามชื่อ Peace-Love-Joy เลยยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่”

06

ชีวิตที่เดินไปตามจังหวะ

“เคยคิดว่าการที่เรารอจนรีไทร์แล้วค่อยย้ายขึ้นมาอยู่เชียงใหม่ ทั้งที่เป็นความฝันมาตั้งนมนาน มันช้าไปจริงๆ ถึงกับบอกรุ่นน้องหลายคนว่า ถ้าคิดจะทำอะไร ให้รีบทำเข้านะ ช้าไปจะหมดแรง นึกอยากทำอะไรเยอะๆ มันก็ไม่คล่องตัวอย่างแต่ก่อน

“แต่พอมานึกอีกที ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่เลวนะ ก็ถูกต้องตามครรลองของมัน เพราะในแต่ละช่วงชีวิต เราก็จะมีเรื่องราวและจังหวะให้ก้าวเดิน อายุเท่านี้ ความคิดเราแบบนี้ พอโตขึ้นมาหน่อย ความคิดเปลี่ยนไปเป็นหลังมือเฉยเลย

“และบางครั้งจังหวะชีวิตมันไม่พาเราไปตามคิด หลายสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น ต่อให้อยากแค่ไหน ถ้าไม่ใช่จังหวะที่ใช่ มันก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น แต่ละก้าวที่เดินไปข้างหน้า มันคือจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ณ ขณะปัจจุบันแล้ว

“เหมือนต้นไม้ บางต้นปลูกอยู่ตั้งนาน ประคบประหงมเอาใจสุดฤทธิ์ ก็ไม่ยอมเบ่งบานสักที แต่เดี๋ยวพอถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม เขาก็จะผลิดอกออกผลเอง อย่าเพิ่งใจร้อนให้ชีวิตค่อยๆ เดินไปตามจังหวะเวลา”

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load