เสียงนกเค้ากู่บอกเวลา 5 นาฬิกา 30 นาที 

เป็นเวลาตื่นนอนของ อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้มองว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ 

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

บ้านของอาจารย์อยู่ที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน บนแปลงที่ดินใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมืองและเขตอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล พื้นที่ป่าใหญ่ส่งผลให้บริเวณข้างเคียงอุดมสมบูรณ์ด้วยอากาศแบบที่สูดได้เต็มปอด

ถัดจากนั้นไม่ถึง 5 นาทีคือกาดบ้านทาดอยแก้ว ตลาดขายอาหารป่าที่คนท้องถิ่นเก็บได้ตามฤดูกาล บ้างก็เหลือกินจากในครัวเรือน

เขาว่า “ชอบยังไง ก็ไปอยู่อย่างนั้น” 

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

บ้านของเขาจึงออกแบบให้ตอบรับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ท่ามกลางสวนป่าทำมือที่ใช้เวลาดูแล 40 ชั่วโมงต่อเดือนจนมีพืชมากกว่า 250 ชนิด หาเทคนิคที่ทำให้คนอยู่ร่วมกับสัตว์ในธรรมชาติได้ สร้างทุกอย่างจากวัสดุท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วในท้องที่ และคุณไม่มีทางได้เห็นไม้ขัดมันเรียบกริบที่นี่ เพราะความไม่สมบูรณ์แบบคือร่องรอยแห่งเรื่องราว ส่วนเรื่องราวคือมนต์เสน่ห์

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

อาจารย์จุลพรเชื่อเรื่องบ้านผาสุก จึงออกแบบบ้านทุกหลังโดยใช้ ‘ความน่าอยู่’ นำ และ ‘ความสวย’ เป็นรอง

“แล้วคนชมว่าบ้านอาจารย์สวยเยอะไหมคะ”

บ้านอาจารย์มีสองชั้น ชั้นล่างทำจากดินผสมฟางและแกลบ ส่วนชั้นบนเป็นไม้ มองเผินๆ กลมกลืนกับบ้านหลังอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน แต่หากดูดีๆ จะเห็นรายละเอียดการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดอย่างถี่ถ้วน

“ส่วนใหญ่เขาไม่ชมว่าสวย เขาจะว่าว่าน่าอยู่ดี นี่อาจารย์พยายามจัดแล้ว แต่จัดได้ระดับหนึ่ง 

“รกๆ หน่อยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

01

20 กว่าปีมาแล้ว อาจารย์จุลพรย้ายมาลำพูนเพื่อคุมงานก่อสร้างแถวชานเมือง แล้วก็ตกหลุมรักลำพูนง่ายๆ เพราะเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่ อุดมไปด้วยธรรมชาติ น่าอยู่ ผู้คนมีมิตรไมตรีดี และประชากรไม่หนาแน่น 

เขาเล่าย้อนไปถึงบ้านหลังแรกในชีวิต

บ้านหลังแรกอยู่ย่านวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร เดิมทีชื่อวัดท้ายตลาด ก่อนจะย้ายไปอยู่เกาะสมุยซึ่งเป็นถิ่นฐานของปู่ บ้านหลังที่ 2 ของเขาเป็นบ้านในตลาด ด้านหลังเป็นทะเล สมัยนั้นบนเกาะมีรถยนต์แค่ 5 คัน ไม่มีไฟฟ้า สงบแบบที่ในวัยเด็ก อาจารย์เคยเห็นโลมากระโดดจากหลังบ้านมาแล้ว

บ้านหลังที่ 3 ของเขากลับมาที่กรุงเทพฯ เป็นคูหาในชุมชนเจริญพาศน์ที่อบอุ่นด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ ทั้งไทย แขก และจีน มีความเกื้อกูลกันสูง คำว่าบ้านของเขามีลักษณะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามถิ่นฐานและรูปแบบของชีวิต ณ ชั่วขณะนั้น

แต่เขามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าอายุ 30 แล้วยังไม่มีบ้านของตัวเอง จะไม่มีบ้านไปจนแก่

02

บ้านหลังแรกของตัวเองอยู่ที่ลำพูน เป็นบ้านปูนขนาด 100 ตารางเมตร คุ้มแดด คุ้มฝน ก่อนจะขยับขยายย้ายมาที่นี่ ซึ่งเป็นบ้านหลังที่ 2

ความไม่ประทับใจแรกของที่ดินแปลงนี้คือ แล้ง แต่เป็นเงื่อนไขทางพฤติกรรมทำให้ต้องย้ายมาเพราะอยู่หลังโรงเรียนที่ภรรยาเป็นครูสอน อาจารย์เริ่มจากเปลี่ยนดินโดยขุดความลึกออกราวๆ 1 ฟุต แล้วค่อยๆ ทดลองปลูกสวนป่าของตัวเองในเวลาต่อมา

“เราต้องทำให้เกิดการตรึงน้ำจากธรรมชาติไว้ก่อน อย่างเช่นต้นมะม่วง ปกติมะม่วงติดดอก เราต้องรดน้ำ แต่นี่ผมไม่ต้องรดน้ำเลย ห่อแล้วรอกินอย่างเดียว เพราะเขาได้น้ำจากต้นตะเคียน เขาอยู่กับไม้ป่าที่อุ้มน้ำให้เขา แล้วก็ต้องปรับปรุงคุณภาพดินด้วยพืชตระกูลถั่ว หมั่นเอาเศษพืชถม จึงเริ่มทยอยเพาะปลูก ดูการเจริญเติบโต ดูปัญหาของมัน เพาะปลูกแล้วคุณต้องแต่งกิ่งให้เขาสดชื่น ต้นไม้ก็ต้องการความช่วยเหลือ นี่ไม่ใช่ป่า นี่มันสวน เราต้องจัดการบ้าง”

เริ่มจากต้นลั่นทม ต้นประดู่ป่า ไม้แดง และต้นไม้ที่ทนแดดทนฝนอื่นๆ 

เขาเล่าว่า ดินในพื้นที่ขนาด 6 ไร่ไม่เหมือนกันทั้งหมด ต้นไม้ที่เลือกปลูกในแต่ละจุดก็ไม่เหมือนกัน ด้านหนึ่งเป็นสวนป่า ตรงกลางเป็นนา อีกด้านหนึ่งก็เป็นสวนป่า แต่เป็นป่าริมห้วย 

จากที่ดินแห้งแล้งเมื่อ 15 ปีก่อน วันนี้กลายเป็นบ้านสวนป่าที่มีพืชพรรณกว่า 250 ชนิด

“พริกเอย กระเจี๊ยบเอย ถั่วเอย มะม่วงเอย”

ผลผลิตที่ทานในครอบครัวไม่หมดจะถูกแจกจ่ายไปยังคนรู้จัก 

03

การทำสวนสำหรับอาจารย์จุลพรคือศิลปะ ทุกเช้าตอนตี 5 ครึ่ง เขาจะตื่นมาถางพืช เบ็ดเสร็จแล้วเป็นเวลา 40 ชั่วโมงต่อเดือนในการดูแลสวนป่าในบ้าน เขาอธิบายแบบนี้

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

ถ้าเราใช้เครื่องตัดหญ้าถางลูกใต้ใบ มันจะหายวับไปกับตา แต่หากอยากรักษาลูกใต้ใบไว้ต้องค่อยๆ เล็มออกอย่างประณีต คนทำสวนสมัยนี้พึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป ต้องใช้เคมี ต้องใช้เครื่องยนต์ เครื่องตัดหญ้าบ้านอาจารย์พังเมื่อ 3 ปีก่อน เลยตัดสินใจไม่ซื้อใหม่และลองทำด้วยมืออย่างเดียว

“ทำเองทุกอย่าง ผ่าฟืน ผ่าไม้ ทำสวน ทำงานใบไม้ ขุดดิน ความอดทนทำให้เราสำนึกคุณค่า ผมปลูกต้นไม้ต้นเล็ก ผมรอได้ รอให้มันโต ผมอยากได้ตะเคียนใหญ่ ไปซื้อแบบนี้ก็แปดพัน แต่ถ้าซื้อมามันต้องค้ำไว้ตลอดชีวิต ผมได้เปรียบคนอื่นเพราะนี่คือพื้นที่ทดลอง เรานอนในห้องทดลองตลอดเวลา ก็เลยเห็นรายละเอียด จะจัดการยังไงไม่ให้มีแมลง ไม่ให้มีสัตว์เลื้อยคลานมารบกวน จะทำยังไงให้ต้นไม้โตเร็ว จะทำยังไงให้ต้นไม้อุ้มน้ำได้ คิดปุ๊บก็ขยับทำได้เลย เพราะเรานอนที่นี่ ถ้าเรานอนในเมืองคิดแบบนี้กว่าจะได้ทำเมื่อไหร่ล่ะ แต่เราได้ทำเลย ได้เห็นผลสัมฤทธิ์เลย

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

“ผมชอบงานใช้แรงงาน แต่งต้นไม้ก็ใช้แรงงาน มีลูกศิษย์ไปซื้อที่ไร่หนึ่ง โอนที่เสร็จ ซื้อเครื่องตัดหญ้าอีกหมื่นหนึ่ง ที่คุณไร่เดียวเอง คุณไม่ต้องใช้เครื่องตัดหญ้าหรอก ไม่ต้องจ้างคนด้วย งานพวกนี้ทำสนุกจะตาย แข็งแรงด้วย คุณไปฟิตเนส แต่งานสวนไปจ้างเขาทำ”

เขาหัวเราะพลางเล่าเรื่องลูกศิษย์ที่แวะมาเยี่ยมเมื่อเช้า ว่าดูรูปแล้วแยกไม่ออกว่าคนไหนอาจารย์คนไหนลูกศิษย์

04

บ้านของอาจารย์จุลพรมีสองชั้น ชั้นหนึ่งใช้วัสดุเป็นดินผสมฟางและแกลบ ชั้นสองเป็นไม้ พื้นที่ใช้สอยแบ่งออกหลวมๆ ด้านล่างมีห้องอเนกประสงค์ ห้องทำงาน ห้องครัว และห้องนอนอยู่ด้านบน

ส่วนอีกหลังเป็นบ้านชั้นเดียวของลูกสาว

สร้างเอง บางคราวก็มีลูกศิษย์และช่างไม้มาช่วย

เหตุผลที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น เป็นดิน เป็นฟาง เป็นไม้ เพราะหากวันหนึ่งเขาไม่ได้ใช้บ้านหลังนี้ หรือลูกย้ายออกไปก็จะไม่เกิดขยะ เหมือนโซฟาหรือที่นอนสปริงที่เรามักเห็นคนนำไปทิ้งริมถนน

ย้อนไปตอนอาจารย์เริ่มสร้างบ้านหลังนี้มีโจทย์ 2 ข้อใหญ่ๆ

หนึ่ง ต้องประหยัด 

สอง เป็นที่ทดลองการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง
บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

“ทุกวันนี้มนุษย์อยู่บ้านแบบติดอะลูมิเนียม มีมุ้งลวด ติดแอร์ แบบริ้นไม่ไต่ไรไม่ตอม อยู่คอนโดฯ ยิ่งหนัก อยู่สบาย แต่ทำให้เราอ่อนแอเพราะร่างกายไม่ได้เจอกับสิ่งเร้าภายนอก แต่มันเป็นเงื่อนไขของแต่ละคนนะ สำหรับผม ผมอยากให้ลูกอยู่แบบนี้ ถ้าเจอปัญหาก็จัดการเอา บ้านเราไม่มีแอร์ ถ้าร้อนแล้วติดแอร์ ทุกคนจะเย็น แต่ผมยืนกรานว่าไม่ติด ถ้าแมลงเยอะก็ถางให้รอบบ้านโล่ง พัดลมช่วยได้นิดหน่อย แต่ก่อนไม่มีมุ้งลวดเลย ตอนนี้ติดที่ห้องนอนแล้วเพราะหน้าฝนแมลงเยอะ ทันทีที่เรามีการปรับตัว ความแข็งแกร่งของร่างกายจะค่อยๆ สถาปนาขึ้นตามลำดับ 

“ถ้าไม่ชอบตุ๊กแกก็มีเทคนิคให้เอาน้ำมันยางมาผสมพริกป่นแล้วทาเข้าไป กระเจิง แสบท้อง อยู่ไม่ได้ เป็นวิธีที่ทำได้ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ แล้วก็ไม่ได้เสียทรัพย์เยอะ หรือถ้ากลัวสัตว์พวกงู ผมก็ทำลานดินไว้ไม่ให้มันเข้ามาใกล้เกิน เขาไม่ชอบลานดิน เลื้อยไม่สะดวก ซ่อนไม่ได้ เจ็บท้อง ถ้าไม่ชอบก็จะไม่มาไม่ต้องจ๊ะเอ๋กัน เขาก็จะดำรงอยู่ได้และผมก็ไม่กวนเขา เพื่อนให้เซรุ่มมาติดไว้ ยังไม่เคยใช้เลย อย่างหมาที่บ้านจับงูเก่งมาก กลัวงูหมดสวน เสียระบบนิเวศ เลยต้องขังไว้บ้าง”

เขาชี้ไปที่ ฮอนด้า ฮาน่า และน้ำฝาง สุนัขนักล่าพันธุ์แจ็กรัสเซลสามพ่อแม่ลูก

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

“ทุกครั้งที่ไปบรรยายก็พยายามบอกอยู่เสมอว่าต้องอยู่ด้วยกันให้ได้ อย่าไปบอกบริวารให้ไล่ตีหมด ต้องไม่ตีเลย ทุกคนกำลังมีภาพว่าเดินๆ อยู่เจองูเห่า เห่าโฮ่งๆ เหมือนหมาบางแก้ว ไม่ใช่แบบนั้น งูก็กลัวคน”

ทั้งพืชและสัตว์คือระบบนิเวศที่อาจารย์พยายามรักษาไว้ในบัาน ทุกหน้าร้อนจึงมีนกกางเขนดงแวะเวียนมาหา มาร้องเพลงให้ฟัง มาวางไข่ ปีหนึ่งมาอยู่ 2 เดือน ส่วนตอนกลางคืนมีนกแสก เพิ่งรู้ว่าใต้หลังคาบ้านที่อาจารย์เจาะช่องไว้ก็เพื่อให้นกแสกเข้าไปจัดการหนูบนฝ้าเพดาน ส่วนตุ๊กแกไม่ต้องพูดถึง อยู่บ้านนี้ไม่กล้าร้องเสียงดัง กลัวนกแสก อยู่ได้เดี๋ยวเดียวก็ไปเสียแล้ว

05

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

ข้างบ้านด้านหนึ่งมีอุปกรณ์ทำสวนของอาจารย์วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ อีกสองด้านวางโอ่งราชบุรีไว้เก็บน้ำ แปลนบ้านถูกออกแบบมาอย่างเรียบง่าย เขาดูตามทิศตะวันและทางลม ทดลองอยู่แล้วไม่สบายก็ปรับใหม่ 

อาจารย์วางห้องครัวไว้ทางทิศตะวันตกจะได้โดนแดดเยอะๆ เพราะความร้อนช่วยเรื่องความสะอาด ฝาผนังห้องครัวตีไม้ระแนงตามตั้งช่วยในการระบายอากาศ และเวลาทำครัวหรือล้างจานก็จะได้มองออกไปเห็นนกด้านนอก 

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

“เรื่องแสงของสถาปัตยกรรมในเอเชีย คนที่อยู่เส้นศูนย์สูตรต้องมีความสลัว ถ้าคุณอยู่ในที่แสงจ้าๆ คุณหลับไม่ได้ มันรบกวนกระบวนการที่ทำให้เราผ่อนคลาย ความสลัวสัมพันธ์กับต่อมไร้ท่อ ถ้าต่อมไร้ท่อทำงานได้ดี ร่างกายก็ผ่อนคลาย ถ้าทำงานผิดปกติก็ตึง ตึงเสร็จโรคอายุรกรรมก็จะติดตามมา ความสลัวจะบังคับให้เราพัก”

“แต่หนูจะขี้เกียจ”

“อันนี้ไม่เกี่ยวกับบ้าน ถ้ากลัวขี้เกียจ เสร็จภารกิจทุกอย่างแล้วค่อยเข้าไปให้ถูกเวลา นาฬิกาชีวิตต้องพัก ถ้าห้าทุ่มยังตื่นตัวอยู่นี่ไม่ดีแล้ว”

หัวนอนของอาจารย์อยู่ทางตะวันตกที่หลายคนบอกว่าฮวงจุ้ยไม่ดี แต่สำหรับเขา ทิศตะวันตกทำให้หลับดีกว่าทิศอื่น ตอนเช้าก็มีแสงอาทิตย์กระทบตาให้ตื่นพร้อมเสียงนกเค้ากู่ตอนตี 5 ครึ่งตรงเวลาทุกวัน

06

‘พฤติกรรมเป็นอย่างไร’ เป็นสิ่งแรกที่อาจารย์จุลพรถามเจ้าของบ้านที่ให้เขาออกแบบบ้านให้ 

บ้านผาสุกในความหมายของเขาคือบ้านที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิต ร่มเย็น น่าอยู่อาศัย 

“ทุกคนไปติดกับคำว่าสวยไม่สวย สมัยก่อนไม่มีใครชมใครว่าบ้านสวย มีแต่ชมว่าบ้านน่าอยู่”

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง
บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

บ้านน่าอยู่สำหรับอาจารย์ต้องใช้วัสดุธรรมชาติ จัดการแสงให้เหมาะสม มีความสลัว ร่มรื่น มีสรรพชีวิตมาอยู่ด้วย ไม่รกรุงรังจนเกินไป และบ้านหลังนี้ตอบถูกทุกข้อ ความน่าอยู่ดูได้จากผลกระทบทางตาเห็น บ้านที่ไม่มีเส้นเรขาคณิตแข็งๆ ไม่มีวัสดุสังเคราะห์กระด้างหรือเหลี่ยมมุมคมๆ คุ้มแดด คุ้มฝน โปร่ง โล่ง มีปฏิสัมพันธ์กับลมและแสงอาทิตย์

“แบบนี้มันตรงกับวิถีชีวิตผม ผมเป็นชาวสวน นี่คือบ้านชาวสวน ไม่ใช่ชาวกาแฟที่ต้องเนี้ยบๆ หรือชาวสปาเกตตี้ชาวพิซซ่า อาหารก็พื้นบ้าน กินแบบนี้ แล้วในป่ามีเห็ดอีกสารพัดชนิด ยอดไม้ ที่เพาะปลูกเองก็กินไม่หวาดไม่ไหว อาหารที่ดีและสภาพแวดล้อมที่เราดำรงอยู่เป็นเรื่องสำคัญ มันทำให้ร่างกายดี สติปัญญาดี บ้านต้องน่าอยู่ อยู่แล้วสบายก่อน สวยไม่เป็นไรค่อยว่ากัน

“คนจะติดว่าบ้านน่าอยู่คือต้องเป็นแบบที่คุณเห็นบ่อยๆ ตามสมัย สถาปนิกก็ชอบ ถ่ายรูปออกมาสวย แต่คนอยู่เก๊กซิม อยู่แล้วก็ไม่น่าอยู่เพราะค่าไฟเดือนละสามหมื่น สุดท้ายคุณชอบยังไง ก็ไปอยู่อย่างนั้น ถ้าอยู่แล้วมันโอเคค่าใช้จ่ายเหมาะสม คุณอยู่ต่อไป แต่ถ้าอยู่แล้วไม่โอเค ค่าใช้จ่ายไม่เหมาะสม สุขภาพไม่ดีขึ้น สมรรถภาพตัวเองกับโลกภายนอกมันด้อยลง ก็ต้องตั้งคำถาม ที่บอกอยากไปอยู่กับธรรมชาติ ต้องเข้าใจว่าการอยู่กับธรรมชาติก็ต้องละลายไปกับธรรมชาตินะ ไม่ใช่แบกแอร์ไปด้วย ลูกค้าบางคนขอติดแอร์ ผมบอกที่ให้ติดเครื่องทำน้ำอุ่นก็ยอมคุณเยอะแล้วนะ มันคือการอย่าอยู่อย่างอยากนั่นแหละ”

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพาณิช ซึ่งออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

07

ที่แม่ทาไม่มีร้านสเต๊ก ไม่มีร้านกาแฟสวยๆ ไม่มีโรงเรียนนานาชาติ 

อาจารย์จุลพรทานข้าวที่บ้าน ยกเว้นวันที่ออกไปทำงาน ชอบอาหารถิ่นที่หาได้จากธรรมชาติ ไม่ก็มาจากสวน แวะดื่มกาแฟที่ร้านในปั๊มละแวกนั้น ส่วนลูกสาวก็เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน ลำพูนไม่มีห้างใหญ่ ข้าวของเครื่องใช้จึงซื้อจากคนเฒ่าคนแก่ที่ทำงานฝีมือภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการสนับสนุนให้เศรษฐกิจชุมชนขยับตัว ที่นี่เลยน่าอยู่กำลังดี ไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป

“เสื้อมาจากสันป่าตอง กางเกงมาจากแพร่ ส่วนผ้านี่ของน่าน”

เขาเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้เศรษฐกิจมั่นคง อะไรที่คนในถิ่นทำได้ก็ใช้ของคนในถิ่น อะไรที่ทำไม่ได้ก็ซื้อจากข้างนอก แต่พยายามใช้ให้คุ้มค่า

“นี่คือนิยามของคำว่าสบาย ผมเคยไปอยู่คอนโดฯ อยู่ได้สองชั่วโมงอึดอัดฉิบหาย อยู่ไม่ได้ มันบอกไม่ถูก ความสบายของเราคือได้อยู่กับธรรมชาติ เคยทำงานให้ลูกค้าคนหนึ่ง เขารวยอันดับต้นๆ ของประเทศ เขามารู้ว่าผมไปนอนโรงแรมแถวสะพานควาย ซึ่งที่ไปนอนเพราะใกล้จตุจักร ผมจะไปดูต้นไม้ แกก็ให้ลูกน้องมาพาผมย้ายไปนอนโรงแรมที่หรูกว่า สุดท้ายผมนอนไม่หลับ เลยบอกคุณไปหลอกเถ้าแก่คุณว่าผมไปนอนมาแล้ว แล้วไม่ต้องมายุ่งกับผม ผมอยู่ของผมอย่างนี้สบายดี เงื่อนไขบางอย่างที่คนอื่นมองว่าสบาย แต่สำหรับผมอันนั้นน่ะลำบาก

“ลูกผมก็ชอบที่นี่ เขาเกิดที่นี่ มันร่มเย็น สงบ เขาผาสุกมาก พอเข้าไปในเมืองก็ไม่ชอบ ชอบอ่านหนังสือ ที่นี่เป็นเหมือนสวรรค์ของเขา”

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

08

ลำพูนเป็นเมืองไม่เร็ว บางคนอาจมองว่าช้าด้วยซ้ำ ในมุมมองสถาปนิกที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์กับงานที่ทำ เขาว่าเมืองแบบนี้ช่วยเรื่องจินตนาการได้ดีกว่า เพราะไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น 

“มันเป็นองค์ประกอบที่ไม่ได้ถูกจัดสรรจัดการจนเกินไป ยังมีช่องว่างให้เราเติมจินตนาการตัวเอง ได้ออกไปเจอเพื่อนบ้านที่มีชีวิตแบบชาวบ้าน อย่างสถานที่บางที่สวยเก๋มากจนเข้าไปแล้วไม่เกิดการจินตนาการต่อ ไปครั้งที่สามก็รู้สึกเก๋นะ แต่ไม่มีอะไรเพิ่มเติม สภาพแวดล้อมใดๆ ที่มีช่องว่างให้เราคิดต่อได้ มันจะเอื้อให้เราอยากไปอีก ทุกครั้งที่ไป ช่องว่างนั้นก็ค่อยๆ โตขึ้นหรือค่อยๆ ผันแปรไปตามลำดับ”

ธรรมชาติช่วยเขาตรงนั้น เป็นเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่ไม่ได้เนี้ยบกริบจนดูเหนือจริง ชีวิตคนก็เป็นแบบนี้ เต็มไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อยที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง
บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

09

การใช้ชีวิตของอาจารย์จุลพรเรียบง่ายเหมือนบ้านที่อยู่ ตื่นนอนตอนตี 5 ครึ่งมาถางสวน ถางสวนเสร็จก็เตรียมฟืนก่อไฟหุงข้าว พาลูกไปโรงเรียนแล้วกลับมาดูสวนอีกครั้ง วันไหนไม่ต้องไปทำงานก็จะดูสวนต่อ พักทานข้าวเที่ยง นอนสักงีบหนึ่ง แล้วออกไปถางสวนอีก บางทีก็สลับกับลูกสาวเดินตรวจตราต้นไม้ต้นพืชรอบตัวบ้าน 

แต่อย่าเผลอไปบอกว่าชีวิตเขา Slow เชียว

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

“ชีวิตชนบทมันไม่ได้ช้าเหมือนหลายๆ คนเข้าใจนะ หลายคนบอกชีวิตชนบทเป็น Slow Life ผมไม่เห็นมีใคร Slow เลยสักคน ตีห้าเขาก็ตื่นกันหมดแล้ว

“เขาชอบถามว่า อาจารย์ Slow Life ไหม ถ้า Slow ลูกก็ไม่มีข้าวกินไปโรงเรียน ช้าไม่ได้ กับข้าวก็ต้องทำ ไฟก็ต้องก่อ สวนก็ต้องถาง ตอนเช้าพอแปดโมงผมทำอะไรไปเยอะมาก กูช้าตรงไหน กูไม่เคยได้ช้าเลย” เขาหัวเราะ

ฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล มาพร้อมกับครูน้อง ภรรยาของอาจารย์ที่แวะกลับจากโรงเรียนช่วงพักเที่ยง ทั้งคู่เข้าครัวเตรียมมื้อกลางวันสำหรับหกคน เมนูมีไข่เจียว หมูผัดกระเทียม น้ำพริกสองอย่าง ใบกระเจี๊ยบสดจากในสวน และแตงโมเป็นของหวานตบท้าย 

บรรยากาศฟ้าครึ้มและต้นไม้เขียวชอุ่ม ทำให้ลำพูนในเดือน 10 ร่มเย็นและชุ่มฉ่ำ

ถึงหน้าแล้งก็ไม่แห้งแล้งอย่างที่คิดเพราะต้นไม้เยอะ อาจจะร้อนหน่อยแต่ไม่ลำบาก แถมอาจารย์ยังได้หยุดงานทำสวนหนึ่งเดือนเต็มๆ ช่วงเมษายนให้ร่างกายได้ลาพักร้อนประจำปี

ต้นไม้ก็อยู่ของมันได้ ระบบนิเวศในสวนป่าที่ออกแบบให้ตรงกับธรรมชาติจะอยู่ด้วยตัวเองได้ เหมือนที่อาจารย์จุลพรบอกไว้ไม่มีผิด 

“พอเราเข้าใจธรรมชาติ เราจะไม่เหนื่อย”

บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง
บ้านสวนป่าลำพูนของ อ.จุลพร นันทพานิช ที่ออกแบบโดยมีธรรมชาติเป็นผู้ว่าจ้าง

รับฟังพอดแคสต์รายการ ‘ปลูก’ ที่เชิญ อาจารย์จุลพร นันทพานิช มาพูดคุยถึงวิธีการทำบ้านให้น่าอยู่และกลายเป็นบ้านที่ผาสุกได้ที่นี่

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

หลาย ๆ คนอาจมีภาพจำว่า ‘บ้านต่างจังหวัด’ ต้องมีหน้าตาคล้ายบ้านไม้เก่า ๆ เป็นบ้านที่รายล้อมไปด้วยสวนผลไม้ หรือเป็นบ้านความทรงจำในวัยเด็ก บ้านเกิด ที่ที่เราชอบไปปั่นจักรยาน ซึ่งแต่ละคนก็มีภาพที่แตกต่างกันออกไป

ยังมีสิ่งหนึ่ง เมื่อเราใช้ความรู้สึกนึกถึงบ้านต่างจังหวัด เราจะรู้สึกถึง ‘ความสบายใจ’ สบายใจที่จะพัก สบายใจที่จะใช้เวลาดื่มด่ำและซึมซับบรรยากาศ ณ ห้วงเวลา ณ สถานที่แห่งนั้น  

น่าสนใจ ที่ว่าเพราะอะไร ทำไมผู้คนถึงรู้สึกสบายใจ เมื่อได้ (กลับ) ไปบ้านต่างจังหวัด อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนหวนนึกถึง คนรักที่อยู่ที่นั่น ? ต้นมะขามหวานข้างบ้าน ? ผู้คน ? ธรรมชาติแถวนั้น ? อาหารที่นั่นอร่อย ? หรือห้อง พื้นที่แบบนั้นที่ชอบไปนั่ง ?

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างอยู่รวมกันจนแยกไม่ออก เลยเรียกเหมารวม ๆ กันว่า เป็น ‘ความสัมพันธ์’ ของพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติแถวนั้น และดึงดูดผู้คนให้มาอยู่ร่วมกัน ดังนั้นบ้านต่างจังหวัด อาจไม่ต้องเป็นบ้านเก่า บ้านไม้ หรือไม่ต้องมีพื้นฐานของการเติบโตจากที่นั่น แต่อาจหมายถึงสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ ชุมชน หรือเมือง ที่มีความเอื้ออาทรให้แก่กัน และเกิดความรู้สึกว่าเป็นบ้านให้แก่กัน

เราทำงานหนักอยู่ในเมืองใหญ่ จนบางทีเราอาจหลงลืมอะไรไปบางอย่าง หรือรู้สึกสูญเสียตัวตน ความรู้สึกเหล่านี้ถูกยึดโยงรวมกัน และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราเหนื่อยล้า เริ่มโหยหาอยากกลับมาสู่ บ้านในใจเรา พื้นที่ปลอดภัย ที่ทำให้เราหวนคิดถึง อยากจะกลับไปพักกาย พักใจ ให้เป็นอิสระ

คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราได้เจอบ้านที่รู้สึกพอดีกับตัวเรา หากได้มีเวลารู้จักตัวเอง ทำความเข้าใจกับความต้องการของตัวเอง เราอาจจะเจอคำตอบในใจว่าท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ แต่เป็นบ้านที่เรามีความสุขในการเลือกพื้นที่ที่อยากอยู่ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสิ่งรอบตัว

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

บ้านที่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจ ช่วยรักษา ฟื้นฟู และเติบโตไปด้วยกัน

เดิมที เต้ย-ทรงชัย ทองผาสุข เป็นคนจังหวัดพังงา ซึ่งในช่วงชีวิตการทำงานคงคล้ายกับใครหลายคน ที่ได้ทำงานในเมืองใหญ่ ผ่านการพบเจอเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ทั้งความสุข ทุกข์ทางจิตใจ ความยากลำบากและเหนื่อยล้าจากการทำงานในเมืองใหญ่ ทำให้เต้ยเลือกมาทำงานที่เชียงใหม่ และได้มาเป็นสถาปนิกในใจบ้านสตูดิโอ

เมืองเชียงใหม่ที่เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ แม้ไม่ใช่เมืองเกิด แต่ความรู้สึกที่ได้รับการเยียวยา ความเอื้ออาทร ความสัมพันธ์จากทั้งผู้คนและธรรมชาติที่โอบอุ้มไว้ ทำให้เต้ยเลือกอยู่ที่นี่ ซึ่งในบางทีไม่ต้องใช้เหตุผลอะไรมากมายในการอธิบาย นอกจาก ‘ความสบายใจ’

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ในช่วงแรกของการออกแบบบ้าน เต้ยทำความเข้าใจกับตัวเองผ่านสัญชาตญาณ 

“จุดที่จับสัญชาตญาณของตัวเองได้ คือช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ เราชอบความคิดตอนนั้นที่สุด เพราะรู้สึกว่ามัน Pure มาก” เต้ยเริ่มต้นเล่า

สิ่งที่เขาต้องการ ข้อแรก คือการกลับไปยังจุดเริ่มต้นของความสะดวกสบาย ข้อสอง ประยุกต์กับวัสดุหาได้ง่ายในท้องที่ นั่นเป็นภาพใหญ่ให้กับการออกแบบบ้านหลังนี้ และข้อสาม มีเฉพาะพื้นที่ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย โดยปรุงแต่งจากภายนอกให้น้อยที่สุด ซึ่งทั้งหมดก็เป็นไปในแบบที่เต้ยต้องการ และมีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ใจบ้านหลังนี้

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ส่วนโจทย์เพิ่มเติมที่ช่วยเหลาความคิดตอนออกแบบ คือสถาปนิกหนุ่มต้องการปลูกบ้านด้วยตัวเองให้มากที่สุด เพื่อเรียนรู้และทดลองรายละเอียดที่อยากใช้ต่อไปกับบ้านของตัวเอง ซึ่งสัมพันธ์กับเงื่อนไขการประหยัดงบประมาณในการก่อสร้าง โครงสร้างบ้านจึงทำให้ง่ายต่อการเข้าใจและก่อสร้าง อย่างระบบ ‘Modular’ ที่ก่อสร้างตามขนาดและสัดส่วนของวัสดุ เห็นได้จากระยะแผ่นพื้นเรียงตัวกันพอดีตามขนาดของวัสดุ (1.2 x 2.4 เมตร) เหลือเศษตัดที่จะกลายเป็นขยะก่อสร้างให้น้อยที่สุด (ซึ่งดีต่อใจของเต้ยเองด้วย)

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่
บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

มุมที่สะท้อนความเป็นตัวตนของบ้านและผู้อยู่

เมื่อเริ่มปลูกอาณาจักรส่วนตัวในมุมต่าง ๆ ของพื้นที่ ทั้งภายในและภายนอกบ้าน เราจึงได้เห็นตัวตนและจิตวิญญาณของเต้ยผ่านมุมเหล่านี้

อย่างมุมโปรด ‘แม่เตาไฟ’ พื้นที่หัวใจของบ้าน ซึ่งรวมทุกกิจกรรมความสัมพันธ์ของทุกสิ่งไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเวลาย่างปลากินข้าวกับเพื่อน นอนดูทีวี เล่นกับเควิน บักกี้ สองแมวลูกรัก ชงชายามเช้า หรือแม้แต่เสื่อไม้ไผ่สาน ที่ป้านักทำเสื่อก็มาสานมาให้ถึงบ้าน ราวกับพลังงานจากแม่เตาไฟได้แผ่และดึงดูดผู้คนให้เกิดเรื่องราวรอบ ๆ

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ส่วนระเบียงชา พื้นที่ใต้ชายคาภายนอก เกิดจากการออกแบบร่นระยะเสาให้เข้าไปภายในอาคาร เกิดเป็นพื้นที่ว่าง และบริเวณนี้เอง เต้ยยังได้แรงบันดาลใจมาจากซีนในหนังเรื่อง Little Forest: Summer/Autumn (2014) ที่นางเอกชอบมานั่งกินขนมตรงระเบียงหน้าบ้าน

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่
บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ยังมีมุมอื่น ๆ อีก หลายจุดที่มีที่มาที่ไปจากหนังแนวที่เจ้าของบ้านหนุ่มชอบ อย่างช่องเก็บของใต้พื้นอันนี้ ที่เรายกนิ้วแจ๋วให้ มาจากเรื่อง Mortal Kombat (2021) ที่พระเอกเอาลูกไปซ่อน เขามาดัดแปลงเป็นที่เก็บของ บางช่องทำเป็นตู้เย็นฝังดินไว้เก็บอาหารแบบไม่ง้อไฟฟ้า ซึ่งในช่วงฤดูหนาว ถ้าใครได้แวะมาเยี่ยมบ้านเต้ย จะได้ชิมเหล้าบ๊วยที่ดองผ่านตู้เย็นนี้แน่นอน

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

หนังที่ใช่ยังต่อเนื่องไปถึงรูปร่างหน้าตาของบ้านและสวนข้างนอก เต้ยชอบดูหนังแนวเอาชีวิตรอด หนังสยองขวัญที่มักมีฉาก Cabin ร้าง ซ่อนตัวอยู่ในป่า แลดูไม่มีคนอยู่ แต่ถ้าแอบมองเข้าไปก็จะเห็นแสงสว่างจากเตาไฟอยู่ในนั้น และใช่! คุณเดาไม่ผิด หลังคาบ้านของเขาเลยเป็นทรงจั่วที่กดชายคาต่ำลงเล็กน้อย เพื่อให้ดูคล้ายกระท่อม และเป็นกิมมิกทำให้คนที่เข้าไปข้างในต้องก้มหัวทักทายบ้านก่อน

เต้ยได้เล่าต่อว่า “ทำบ้านให้เหมือนหนังที่ชอบ สนุกดี” เหมือนตัวตนของผู้อยู่ก็คือตัวตนของบ้าน โดยสื่อสารผ่านพื้นที่ ข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกิน หรือแม้แต่ความรู้สึก ซึ่งเป็นด้านที่ต้องใช้ ‘ใจ’ เท่านั้น จึงมองเห็น

ต้องเข้ามาอยู่ก่อน ถ้าไม่ได้ใช้ จะนึกไม่ออก

นี่เป็นคำบอกเล่าของเต้ยที่พูดถึงการจัดข้าวของต่าง ๆ ในบ้าน ถ้ามองให้ลึกละเอียดลงไปในเครื่องใช้สารพันอันละสิ่ง จะเห็นได้ว่าเจ้าของบ้านนั้น ๆ เป็นคนยังไง อย่างห้องครัวที่ห้อยแขวนหม้อกระทะ ชั้นเก็บจานชามใบเล็ก ๆ ตาข่ายเก็บของแห้ง จังหวะและระยะการจัดเรียงของเหล่านี้ เลยเป็นสิ่งบ่งบอกนิสัยเจ้าของบ้านโดยไม่ต้องเอ่ยถาม

 “เราชอบทำกับข้าว ติดมาตั้งแต่เด็ก ทำกับข้าวแล้วนึกถึงแม่” นั่นไง เขาตอบคำถามทางสายตาของเราแล้ว

ความชอบอาหารการกินนี้ก็นำไปสู่พื้นที่ภายนอกบ้าน อย่างแปลงผักสวนครัว เลือกปลูกเฉพาะผักที่อยากกินและปลอดสารพิษ แล้วก็ยังมีสวนโซนป่าเล็ก ๆ มีทั้งต้นไม้เดิมและต้นไม้เพิ่มเติม อย่างต้นฝ้าย ออกดอกเป็นขนปุยนุ่มสีขาว เอาไปทำไส้หมอนได้

ส่วนที่น่ารักมาก ๆ เห็นจะเป็นระบบการรดน้ำต้นไม้ที่ปล่อยให้ไหลไปตามร่องเล็ก ๆ ซึ่งขุดล้อมรอบต้นไม้ แบ่งเป็นเกาะเล็ก เกาะใหญ่ ให้ระดับของร่องน้ำเป็นตัวพาน้ำไปสู่ต้นไม้ (และแมว) 

เมื่ออยู่ ๆ ไป หนุ่มเชียงใหม่ (ใหม่) ก็รู้สึกว่าต้องมีขอบอาณาเขตบ่งบอกดินแดนให้กับตัวบ้านสักหน่อย เลยทำซุ้มประตูไม้หน้าบ้านกับ กนก-อดิศักดิ์ วัฒนะตันทะ เพื่อนยาก เป็นซุ้มประตูที่สัดส่วนและสเกลความสูง สอดคล้องกับเจ้าของบ้าน เวลาเดินผ่านเข้าไปจะเห็นอิฐเรียงเป็นแนวทางเดิน นำทางผู้มาเยือนสู่ตัวบ้าน โดยแนวอิฐจะสิ้นสุดที่ที่เจ้าตัวบอกว่ามันคือ ‘พื้นที่ Spirit ของบ้าน’ เสาตอม่อบ้านเก่าซึ่งรวบรวมหินก้อนเล็ก ก้อนใหญ่เอาไว้ และที่ต้องนำมารวมกันตอนก่อสร้างบ้าน เต้ยอธิบายไว้ว่า “อีกนัยหนึ่งเป็นเการเคารพพื้นที่ที่แต่ก่อนเคยเป็นมา”

มิตรภาพและความสัมพันธ์แบบบ้าน ๆ

เรื่องราวที่ฟังแล้วชวนอมยิ้ม ตั้งแต่วันแรกที่เต้ยมาดูที่ มีเพื่อนบ้านอย่างเจ้าชานมและชาดำ (หมาข้างบ้าน) วิ่งมาต้อนรับ กระดิกหางดีใจที่มีคนมา เขานึกในใจว่า “ถ้าได้มาอยู่ คงได้เจอกันอีกนะ” ซึ่งนับจากวันนั้นถึงวันนี้ เจ้าชานมและชาดำยังคงวิ่งมาต้อนรับเต้ยทุกครั้งหลังเลิกงานกลับมาบ้าน และได้มาเป็นลูกค้า VIP นอนที่ระเบียงชาหน้าบ้านทุกวัน เลยคุยกันติดตลกว่า ที่มาของชื่อ ‘ระเบียงชา’ คือเจ้าชานม ชาดำนี่แหละ และยังมีอีก 2 สหาย คือเควินและบักกี้ แมวสองศรีพี่น้องที่ชอบชวนกันออกไปเล่นสวนหน้าบ้าน เวลาชายหนุ่มรดน้ำต้นไม้หรือไปทำงาน

สำหรับเต้ย ที่นี่คือ ‘สถานที่สถิตวิญญาณ’ ที่ฝากเรื่องราวความทรงจำ ความสัมพันธ์ของผู้คนรอบตัว เมื่อไหร่ที่ได้มองในมุมนั้น ๆ ก็ทำให้หวนนึกถึง ทั้งพี่ช่างเหล็กที่ช่วยทำหลังคา พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานผู้ช่วยกันทำผนังบ้าน เพื่อน ๆ ที่มาย่างปลากินด้วยกันรอบแม่เตาไฟ หรือป้าทำเสื่อที่มานั่งสานเสื่อให้ถึงบ้าน เจ้าเควิน-บักกี้ ที่คอยหาจังหวะแอบไปนอกบ้านผ่านช่องหน้าต่างห้องน้ำ 

ไม่ว่าความสัมพันธ์ของบ้าน จะเป็นผู้คน ต้นไม้ หรือว่าสัตว์เลี้ยง สิ่งเหล่านั้นเลยเป็นผู้มอบจิตวิญญาณให้แก่บ้าน เขากล่าวไว้

เราสร้างบ้าน บ้านก็สร้างเรา

ก่อนกลับ เต้ยเล่าเสริมอีกว่า “เราคิดว่าบ้านก็เหมือนคนคนหนึ่ง มีวัยเด็ก วัยแก่ ผุพังได้” ซึ่งถ้าจะให้เขาบอกอายุของบ้านหลังนี้ “ก็คงจะอายุเท่ากับเราในตอนนี้” เป็นบ้านที่เติบโตไปพร้อมกัน มีพื้นที่ว่าง ยืดหยุ่นพอให้ได้ต่อเติม ตกแต่ง หรือปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบ ความสนใจ

นั่นจึงเป็นสิ่งที่พี่เต้ยได้เรียนรู้จากการปลูกบ้าน 

“เราสร้างบ้าน บ้านก็สร้างเรา”

 คำว่า ‘สร้าง’ ตรงนี้อาจไม่ได้แปลว่าก่อสร้าง แต่เป็น ‘สร้าง’ ที่แปลว่า ก่อให้เกิดตัวตน เมื่อมองในมุมที่เราไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้านายหรือเป็นใหญ่ในบ้าน แต่เป็นการมองว่าเราอยู่ร่วมกันกับบ้าน นี่เองที่ทำให้เต้ยได้เรียนรู้บางอย่างและปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับบ้าน อย่างเป็นไปในจังหวะทำนองเดียวกัน

และเป็นเพราะเต้ยเข้าใจตัวเอง เข้าใจบ้าน ตัวตนสถิต ณ ที่อยู่ เลยทำให้บ้านหลังนี้เกิดความสัมพันธ์อันแสนน่ารัก “บ้านจึงสุขใจที่ได้อยู่” เขาว่าอย่างนั้น

Writer

ธีรสุดา วิเชียรสรรค์

สถาปนิกอู้กำเมืองบ่จ้าง เป็นมือใหม่หัดเล่าเรื่อง ชอบเดินป่า และอยากใกล้ชิด รู้จักธรรมชาติผู้สร้างให้มากขึ้นเรื่อยๆ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load