พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งนี้เป็น 1 ใน 5 พิพิธภัณฑ์ในเครือของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งอยู่บนชั้น 2 อาคารชีววิทยา 1 ซึ่งประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา (ห้องนิทรรศการหลักพิพิธภัณฑ์เต่าและตะพาบ พิพิธภัณฑ์แมลง พิพิธภัณฑ์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และพิพิธภัณฑ์หอยทากของไทย แม้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ .. 2530 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ และฉลองการครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ความจริงตัวพิพิธภัณฑ์อยู่มานานกว่านั้นนัก เราสามารถสังเกตได้จากของจัดแสดงเก่าแก่บางชิ้นในคอลเลกชัน อาทิ ตู้จากพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 ใบนี้เป็นต้น

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

ตู้จากพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

คาดกันว่าตู้ไม้ทรงคลาสสิกนี้ได้รับตกทอดมาจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ผู้ทรงริเริ่มการเก็บรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ รวมถึงข้าวของแปลกๆ จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เอาไว้ให้ราชอาคันตุกะชาวต่างประเทศได้เข้าชม (บางคนถือว่านี่คือจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์’ ในเมืองไทยเลยทีเดียว) ด้วยความที่ทรงสนพระราชหฤทัยในการสะสมและจัดแสดงเช่นนี้ ทำให้มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายสิ่งของต่างๆ อยู่เสมอ อย่างแอนทิโลปจากแอฟริกาใต้ หรือตัวสลอธจากทวีปอเมริกา ที่เห็นได้ในตู้นี้เป็นต้น

ถึงแม้ข้อมูลที่มีจารึกไว้ในตู้จะมีจำกัดเพียงน้อยนิด แต่ที่มาอันไกลโพ้นของสัตว์เหล่านี้ (ที่ย่อมถูกมองว่าแปลกพิสดารในอดีต) สามารถสะท้อนให้เห็นความสนใจในสิ่งมีชีวิตและโลกต่างถิ่นในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

โครงกระดูกสุนัข

คุณกฤษฎา คทาวุธพูนพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปพิพิธภัณฑ์คณะวิทยาศาสตร์ได้บอกเล่ากับเราว่า คอลเลกชันของที่นี่มีจุดประสงค์หลักๆ เพื่อการเรียนการสอนของนิสิตในคณะวิทยาศาสตร์ โดยแทบทุกวิชาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตจะต้องพามาเรียนที่นี่

แถมบางวิชาก็ยังมีโจทย์ให้ไป ‘หา’ สรรพสัตว์มาเพิ่มใส่ในพิพิธภัณฑ์อีกด้วย!

บริเวณชั้นลอยจะมีมุมผลงานนักศึกษาจาก ‘โครงการติดตั้งโครงกระดูก’ ที่นิสิตจะต้องเรียนรู้โครงสร้างของสัตว์แต่ละประเภทโดยการต่อโครงกระดูกเหล่านั้นขึ้นมาเอง แล้วจำแนกชื่อเรียกกระดูกส่วนต่างๆ ให้ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งความยากง่ายของสัตว์แต่ละชนิดก็จะแตกต่างกันไป เช่น หากจับสลากได้งู (สัตว์เลื้อยคลาน) ความยากจะอยู่ที่การเลาะและต่อประกอบกระดูกงูซึ่งเล็กและถี่มาก (แน่นอนว่าห้ามทำกระดูกหาย!) ส่วนสุนัขตัวนี้ นิสิตในกลุ่มงานได้ขอบริจาคมาจากนิสิตปริญญาเอกท่านหนึ่งตอนที่สุนัขตาย เนื่องจากเป็นสุนัขขนาดใหญ่ ความยากจึงอยู่ที่การเลาะเนื้อหนังออกจนเหลือแต่กระดูก ทราบมาว่านิสิตกลุ่มนี้ใช้เวลาถึง 3 เดือนกว่าจะทำงานชิ้นนี้สำเร็จ

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

เหี้ยสตัฟฟ์

ตู้จัดแสดงเหี้ย 4 สายพันธุ์นี้เกิดจากงานวิจัยของนิสิตปริญญาเอกท่านหนึ่ง ซึ่งเหี้ยทั่วโลกทั้งหมดมีอยู่ 5 สายพันธุ์ โดยประเทศไทยพบได้ถึง 4 สายพันธุ์ นับว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ไล่ตั้งแต่ขนาดเล็กไปใหญ่ ได้แก่ ตุ๊ดตู่ เห่าช้าง ตะกวด และเหี้ย ส่วนตัวที่ไม่พบในประเทศไทยคือมังกรโคโมโด ซึ่งพบได้ที่อินโดนีเซีย ที่จริงการแบ่งแยกชนิดตามขนาดก็อาจไม่แม่นยำนัก เช่นหากพบลูกเหี้ยก็อาจเข้าใจไปว่าเป็นตะกวดได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าให้สังเกตลายที่ผิวหนัง ตะกวดจะมีลายสีเหลืองเป็นจุดๆ กระจายตัวเหมือนเมฆ ในขณะที่เหี้ยจะมีลายกลมๆ เหมือนลายดอก  ต้องยอมรับว่าตู้จัดแสดงนี้ช่วยให้เราสามารถพิจารณาความเหมือนและต่างของแต่ละสายพันธุ์ได้ในระยะประชิด เพราะในชีวิตจริงแค่เห็นไกลๆ เราก็คงชิงวิ่งหนีพวกเขาเสียแล้ว

ป.ล. เหี้ย แต่เดิมไม่ได้เป็นคำหยาบแต่อย่างใด บางทฤษฎีก็อธิบายว่าเพราะเหี้ยมีนิสัยที่น่ารังเกียจ มักมาขโมยไก่ที่ชาวบ้านเลี้ยงไปกิน ผู้คนจึงนำไปเรียกเป็นคำด่าในเวลาต่อมา

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

โครงกระดูกศาสตราจารย์หลวงศรีสมรรถวิชากิจ

นอกจากกระดูกของสัตว์แล้ว ที่นี่ก็ยังมีกระดูกมนุษย์จัดแสดงด้วย! เนื่องจากว่าคอลเลกชันของที่นี่นอกจากจะมาจากตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยแล้ว หลายๆ ชิ้นก็ได้มาจากการบริจาค จากหลากหลายช่องทาง อาทิ โครงกระดูกมนุษย์ที่อยู่บริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์นี้เป็นของ ศาสตราจารย์หลวงศรีสมรรถวิชากิจ (สิริ หัพนานนท์) โดยท่านผู้นี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เคยเป็นอาจารย์สอนภาควิชาพฤษศาสตร์ที่คณะวิทยาศาสตร์แห่งนี้นี่เอง ซึ่งทางสตาฟฟ์ของพิพิธภัณฑ์บอกเราว่า ท่านมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสอนนิสิตไปตลอดแม้กระทั้งหลังท่านเสียชีวิตไปแล้ว จึงได้บริจาคโครงกระดูกร่างกายตนเองให้กับพิพิธภัณฑ์ฯ ด้านหลังโครงกระดูกของอาจารย์สลักบทกลอนจากกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ อันสะท้อนถึงเจตนารมณ์นั้นได้เป็นอย่างดี

นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

ผีเสื้อในวรรณคดี

จะกล่าวถึงกลอนแล้วไม่พูดถึงของจัดแสดงอีกชิ้นหนึ่งคงไม่ได้ นั่นก็คือ ‘ตู้ผีเสื้อในวรรณคดี’ ที่ทำให้เราเห็นว่า แม้ที่นี่จะเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่ขาดซึ่งความสุนทรีย์ โดยในตู้นี้มีการจัดเรียงผีเสื้อนานับชนิดอย่างวิจิตรตามชื่อพันธุ์ต่างๆ ที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่อง เงาะป่า ทั้งยังจัดแสดงบนแผ่นอะคริลิกใส ทำให้สามารถมองเห็นผีเสื้อได้จากทั้งด้านหน้าและด้านหลังอีกด้วย

นอกจากนี้ แฟนวรรณคดีไทยยังสามารถหาชมปลาชนิดต่างๆ ที่จัดแสดงตามกาพย์เห่เรือ และแมลงที่จัดตามสัตวาภิธานได้ที่พิพิธภัณฑ์นี้อีกด้วย

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

ปลาบู่มหิดล

เจ้าตู้จัดแสดงปลาชนิดนี้ตั้งเรียงอยู่ตรงขวามือจากทางเข้า ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็อาจจะรอดพ้นสายตาของท่านผู้ชมไปได้ ซึ่งก็จะเป็นความน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะเจ้าปลาบู่นี้ไม่ใช่ปลาบู่ธรรมดาเสียทีไหน เขาเป็นถึง ‘ปลาบู่มหิดล’ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Mahidolia mystacina) เป็นปลาบู่ที่หาพบได้เพียงที่อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เท่านั้น ค้นพบครั้งแรกเมื่อ .. 2475 โดย ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิธ และได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ตามพระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ ในฐานะที่ได้ทรงอุปถัมภ์และพระราชทานทุนสำหรับส่งนักเรียนไปศึกษาต่อด้านการประมงในต่างประเทศ และทรงได้รับถวายสมัญญานามว่า ‘พระประทีปแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำของไทย’

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

เต่าสึนามิ

เต่าตนุขนาดใหญ่ตัวนี้โดนพัดมาตายที่ป่าเสม็ดตอนเกิดสึนามิเมื่อปี 2547 ทหารเรือเป็นผู้ไปพบเข้าและพยายามนำไปปล่อยลงทะเล แต่เต่าตัวนี้ขาดใจตายก่อน ด้วยความที่เป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่มาก ทหารเรือจึงฉีดฟอร์มาลีนไว้ให้ แล้วติดต่อมายังภาควิชาชีววิทยา เพื่อให้เก็บเป็นตัวอย่างใช้ในการศึกษาต่อไป แต่พอนำกลับมาที่คณะแล้วปรากฏว่าส่งกลิ่นเหม็นมาก อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านเต่าจึงนำกลับบ้านไปฉีดฟอร์มาลีนต่อให้อิ่มตัว ทราบมาว่าคืนนั้นอาจารย์เห็นชาวต่างชาติเดินไปเดินมาอยู่เต็มบ้าน คาดว่าอาจจะเป็นผู้ประสบภัยพิบัติที่นั่งรถตามมาด้วยกับเต่าตัวนี้… (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)

7 สิ่งพิศวงนี้ถือว่าเป็นเพียงน้ำจิ้มของความมหัศจรรย์ในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งนี้ที่รอให้ทั้งนิสิตและคนที่สนใจทั้งในและนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้เข้าไปศึกษากัน บอกเลยว่าบรรยากาศของที่นี่ดูๆ ไปแล้วก็ชวนให้นึกถึง Cabinet of Curiosities ในสมัยเรเนซองส์ของยุโรป 

กล่าวคือห้องเก็บและจัดแสดงนานาสิ่งของอันชวนพิศวงเน้นสร้างจินตนาการ และหาดูได้ยากแล้วในเมืองไทยสมัยนี้ อย่างไรก็ดี ถ้าใครชอบความสมัยใหม่ ที่นี่เขาก็กำลังพัฒนาแอพชื่อ SciMuseumCU ซึ่งสามารถช่วยให้ข้อมูลสิ่งของจัดแสดงขณะเดินชมได้ผ่านการสแกน QR code ที่กระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ แล้วจะมีข้อมูลขึ้นมาให้อ่าน ซึ่งต่อไปแอพพลิเคชันนี้จะพัฒนาฟังก์ชันให้มี Route เดินชม หรือเป็นเกมทำนองล่าขุมทรัพย์อีกด้วย

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตึกชีววิทยา 1 ห้อง 230 ชั้นภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 254 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ 0 2218 5266
เว็บไซต์ museum.stkc.go.th/cu/
เวลาทำการ วันจันทร์ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.00 . ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์
ไม่เสียค่าเข้าชม

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ในช่วงปีที่ผ่านมา หากใครมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กลางเกาะรัตนโกสินทร์ คงได้สัมผัสบรรยากาศห้องจัดแสดงซึ่งได้รับการบูรณะใหม่จนดูแปลกตา จากโถงเก่าที่แน่นไปด้วยวัตถุและป้ายอธิบายข้อมูล กลายเป็นห้องจัดแสดงที่เปิดโล่ง แสงไฟสลัวส่องลงมาเฉพาะจุด ขับโบราณวัตถุชิ้นเอกที่ถูกคัดสรรมาให้ดูโดดเด่นเป็นสง่า ผสมผสานทั้งเนื้อหาของ ‘ประวัติศาสตร์’ และ สุนทรียะของ ‘ศิลปะ’ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำลังจะสร้างวิสัยทัศน์และมาตรฐานใหม่ให้กับวงการพิพิธภัณฑ์ไทยอย่างเงียบๆ

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คุณรักชนก โคจรานนท์ ให้เกียรติเล่าความเป็นมาเป็นไป และพาเราเยี่ยมชม ‘งานหลังบ้าน’ ของพิพิธภัณฑ์ที่กำลังดำเนินอยู่

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2555 จากความตั้งใจเพื่อฟื้นคืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ซึ่งเดิมเคยเป็นพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มาจนถึงรัชกาลที่ 4 มีอาณาบริเวณครอบคลุมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โรงละครแห่งชาติ ไปจนถึงสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ถือเป็นโครงการบูรณะครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี ทั้งในส่วนของอาคารที่ทรุดโทรม และวิธีเล่าเรื่องผ่านโบราณวัตถุอีกด้วย

ความเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ทางกรมศิลป์ได้เลือกเปลี่ยนการจัดแสดงเมื่อปี 2557 ผนังต่อเติมถูกรื้อออก จากที่เคยกั้นเป็นห้องๆ กลับไปเป็นโถงโล่ง ตามแบบแผนของสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และแม้ว่าหัวข้อของนิทรรศการยังคงเป็น ‘ประวัติศาสตร์ชาติไทย’ เหมือนเดิม แต่แผ่นผนังที่เคยอัดแน่นไปด้วยเนื้อหา อีกทั้งสื่อสารสนเทศอื่นๆ ถูกเอาออกไปหมด ปล่อยโบราณวัตถุให้จัดวางบนแท่นฐานอย่างประณีต เป็นพระเอกหลักในการเล่าเรื่องแทน

โบราณวัตถุที่คัดเลือกมาจำนวน 111 ชิ้น ถือเป็นตัวแทนศิลปะในแต่ละยุคสมัยของไทย ตั้งแต่กลองมโหระทึกวัดเกษมจิตตารามที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี, ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1, ประติมากรรมสำริดพระอิศวรจากสมัยสุโขทัย, เศียรพระพุทธรูปขนาดยักษ์จากสมัยอยุธยา ยาวมาถึงศิลปวัตถุชิ้นเอกของกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วย

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

นอกจากนี้ ยังออกแบบไฟใหม่ทั้งหมด ทั้งหลอดแอลอีดีซึ่งต้องไม่ทำให้เกิดความร้อนในตู้จัดแสดง และไฟด้านนอกที่สร้างมาสำหรับการส่องโบราณวัตถุตรงตามมาตรฐานพิพิธภัณฑ์สากลโดยเฉพาะ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานนำร่องให้กับการปรับปรุงพระที่นั่ง หมู่พระวิมานทุกหลัง ภายในเวลา 5 – 6 ปีข้างหน้านี้

แน่นอนว่าโครงการระดับนี้มีความยากไม่ใช่เล่น ประการแรกคือ จำนวนวัตถุในคอลเลกชันที่มีปริมาณมากนับแสนชิ้น แต่พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถขยับขยายได้ ทำให้ก่อนการบูรณะแต่ละครั้งต้องทำทะเบียนโดยละเอียด เพื่อจะได้เคลื่อนย้ายวัตถุเข้าออกพื้นที่ได้ เป็นขั้นตอนที่กินเวลามาก อีกทั้งวัตถุแต่ละชนิดยังต้องมีการอนุรักษ์ที่แตกต่างกัน จึงต้องมีการคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องอุณหภูมิ ความชื้น และรอบระยะเวลาในการจัดแสดง วัตถุที่ละเอียดอ่อน เช่น ผ้าและหนัง ต้องหมุนเวียนเพื่อไม่ให้ออกมาสัมผัสอากาศและแสงนานจนเกินไป ดังนั้นตู้จัดแสดง กระจก แสงไฟ กระทั่งตัวอาคารเองก็มีผล ยิ่งอาคารโบราณสถานจะยิ่งมีความชื้นมาก แค่ปิดห้องไว้หลายวันต่อเนื่องก็ชื้นแล้ว

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

ประการที่สอง บริบทที่ทับซ้อนกันของพิพิธภัณฑ์ ‘แห่งชาติ’ แห่งนี้ ซึ่งมีหน้าที่ต้องจัดแสดงประวัติศาสตร์ของชาติ ทั้งยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นวังหน้าเดิมที่ผูกพันอยู่กับพื้นที่และอาคาร จะเลือกจัดแสดงประวัติศาสตร์ส่วนไหน ในบริเวณใด เป็นเรื่องที่ภัณฑารักษ์ต้องร่วมกันคิด

ประการที่สาม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีบทบาทที่ต้องดูแลเครื่องใช้สำคัญในพระราชพิธีอีกด้วย เมื่อมีกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงในเร็ววันนี้ โรงราชรถที่ปกติเป็นพื้นที่จัดแสดงต้องกลายมาเป็น live workshop ที่มีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมานั่งบูรณะราชรถให้เห็นกันสดๆ และยังต้องนำวัตถุจัดแสดงนี้ไปประกอบพระราชพิธีอีกด้วย

สิ่งที่น่าจับตามอง เป็นไฮไลต์สำคัญของโครงการนี้ คือการบูรณะหมู่พระวิมาน ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องเชื่อมต่อกันนับสิบห้อง ติดกับพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยซึ่งเป็นท้องพระโรงเดิม ห้องเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนการจัดแสดงใหม่ เพื่อย้อนเวลากลับไปสู่บรรยากาศการใช้งานเดิมสมัยยังเป็นวังหน้า

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

เราได้รับสิทธิพิเศษให้แง้มประตูไม้กลอนหนาเข้าไปชมห้องเหล่านี้ได้เล็กน้อยก่อนจะเปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมจริง

เช่น ห้องผ้าในราชสำนักสยาม ที่จัดโชว์เครื่องนุ่งห่มของพระมหากษัตริย์และขุนนางชั้นสูงอย่างงามสง่า แต่ละชิ้นจัดวางในตู้ทรงสูง ดูเลอค่า จัดวางอย่างโปร่งๆ สามารถชมความงามของวัตถุเหล่านี้ได้อย่างเต็มตามากขึ้น ทั้งยังมีห้องโลหะเครื่องยศเจ้านาย ห้องดนตรีการแสดงการละเล่น และ ห้องศาสตราวุธ ซึ่งทั้งสี่ห้องนี้จะเป็นชุดแรกของหมู่พระวิมานที่จะบูรณะเสร็จ พร้อมเปิดให้เข้าชมได้ภายในเดือนธันวาคมปีนี้

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

นอกจากนี้หลายๆ คนอาจจะไม่ทราบว่า มีอีกห้องหนึ่งที่ได้รับการปรับปรุงจนเสร็จและสามารถเปิดให้เข้าชมได้แล้ววันนี้ คือพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอนุชาธิราชในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเคยทรงดำรงพระราชอิสริยยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน เคียงคู่รัชกาลที่ 4 อีกด้วย

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ได้รับการคืนสภาพให้เสมือนกลับไปเป็นบรรยากาศสมัยวังหน้า ช่วงที่เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ชั้นสองเป็นห้องส่วนพระองค์ ชั้นล่างเป็นส่วนของข้าราชบริพาร ตอนนี้ชั้นบนได้แปลงรูปลักษณ์กลับไปเป็นห้องพระบรรทม ห้องสมุดและห้องทรงพระอักษร ฯลฯ มีกระทั่งป้ายชื่อภาษาจีนของท่าน ‘แซ่เจิ้ง’ ประดับอยู่ด้วย มีเครื่องราชบรรณาการที่ทรงได้รับจากต่างประเทศในสมัยนั้น ของจริงที่หลงเหลือจนถึงทุกวันนี้มีเพียงรูปวาดของประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ตามธรรมเนียมสมัยนั้นที่มักมอบภาพเขียนหรือรูปปั้นของผู้นำประเทศให้ และยังมีกระจกบานใหญ่ 2 บานที่สหรัฐอเมริกานำมาถวายตอนทำสนธิสัญญา

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

ในสมัยรัชกาลที่ 4 เรามีกษัตริย์ 2 พระองค์ คือพระจอมเกล้ากับพระปิ่นเกล้า… เวลาที่ต่างประเทศมา ต้องมีเครื่องราชบรรณาการให้ทั้งในวังหลวงและวังหน้า” ผอ.รักชนกอธิบาย

ชั้นล่างที่เคยเป็นที่อยู่ของข้าราชบริพารไม่ได้จัดแสดงตามการใช้งานเดิม แต่เป็นนิทรรศการเล่าเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และประวัติศาสตร์อาคารหลังนี้ รวมถึงเบื้องหลังการทำงานบูรณะที่นี่

เป็นการเลือกนำเสนอเรื่องราวที่ต่างกัน ภายในอาคารหลังเดียวที่มีสองเรื่องราวซ้อนทับกันอยู่นั่นเอง

พิพิธภัณฑ์ที่เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ความสำคัญอยู่ที่ตัววัตถุ…บางคนบอกว่า ไม่ใช่! พิพิธภัณฑ์ต้องให้ความสำคัญกับคนดู ให้ความสำคัญกับการมาเรียนรู้ แต่ถ้าเราไม่ดูแลวัตถุให้ดี…การเรียนรู้ต่อไปก็คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ จึงต้องคุมทั้งสองเรื่อง ทั้งเรื่องการอนุรักษ์และการบริการทางการศึกษาควบคู่กันไป”

วันนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เลือกเปลี่ยนตัวเอง โดยไม่ทิ้งพันธกิจความเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่เน้นการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ขณะเดียวกันก็เน้นความสวยงามและความเข้าถึงได้ของผู้ชมมากขึ้นเช่นกัน แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่นี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาข้ามคืน แต่เราก็ขอส่งใจช่วยเจ้าหน้าที่ของกรมศิลป์ และเฝ้ารอดูการเปิดตัวห้องหมู่พระวิมานเวอร์ชันใหม่ปลายปีนี้ ถึงตอนนั้นใครที่เคยคิดว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเราล้าสมัย อาจจะได้เปลี่ยนใจกันบ้างล่ะ!

ภาพ: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load