พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งนี้เป็น 1 ใน 5 พิพิธภัณฑ์ในเครือของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งอยู่บนชั้น 2 อาคารชีววิทยา 1 ซึ่งประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา (ห้องนิทรรศการหลักพิพิธภัณฑ์เต่าและตะพาบ พิพิธภัณฑ์แมลง พิพิธภัณฑ์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และพิพิธภัณฑ์หอยทากของไทย แม้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ .. 2530 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ และฉลองการครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ความจริงตัวพิพิธภัณฑ์อยู่มานานกว่านั้นนัก เราสามารถสังเกตได้จากของจัดแสดงเก่าแก่บางชิ้นในคอลเลกชัน อาทิ ตู้จากพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 ใบนี้เป็นต้น

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

ตู้จากพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

คาดกันว่าตู้ไม้ทรงคลาสสิกนี้ได้รับตกทอดมาจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ผู้ทรงริเริ่มการเก็บรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ รวมถึงข้าวของแปลกๆ จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เอาไว้ให้ราชอาคันตุกะชาวต่างประเทศได้เข้าชม (บางคนถือว่านี่คือจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์’ ในเมืองไทยเลยทีเดียว) ด้วยความที่ทรงสนพระราชหฤทัยในการสะสมและจัดแสดงเช่นนี้ ทำให้มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายสิ่งของต่างๆ อยู่เสมอ อย่างแอนทิโลปจากแอฟริกาใต้ หรือตัวสลอธจากทวีปอเมริกา ที่เห็นได้ในตู้นี้เป็นต้น

ถึงแม้ข้อมูลที่มีจารึกไว้ในตู้จะมีจำกัดเพียงน้อยนิด แต่ที่มาอันไกลโพ้นของสัตว์เหล่านี้ (ที่ย่อมถูกมองว่าแปลกพิสดารในอดีต) สามารถสะท้อนให้เห็นความสนใจในสิ่งมีชีวิตและโลกต่างถิ่นในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

โครงกระดูกสุนัข

คุณกฤษฎา คทาวุธพูนพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปพิพิธภัณฑ์คณะวิทยาศาสตร์ได้บอกเล่ากับเราว่า คอลเลกชันของที่นี่มีจุดประสงค์หลักๆ เพื่อการเรียนการสอนของนิสิตในคณะวิทยาศาสตร์ โดยแทบทุกวิชาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตจะต้องพามาเรียนที่นี่

แถมบางวิชาก็ยังมีโจทย์ให้ไป ‘หา’ สรรพสัตว์มาเพิ่มใส่ในพิพิธภัณฑ์อีกด้วย!

บริเวณชั้นลอยจะมีมุมผลงานนักศึกษาจาก ‘โครงการติดตั้งโครงกระดูก’ ที่นิสิตจะต้องเรียนรู้โครงสร้างของสัตว์แต่ละประเภทโดยการต่อโครงกระดูกเหล่านั้นขึ้นมาเอง แล้วจำแนกชื่อเรียกกระดูกส่วนต่างๆ ให้ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งความยากง่ายของสัตว์แต่ละชนิดก็จะแตกต่างกันไป เช่น หากจับสลากได้งู (สัตว์เลื้อยคลาน) ความยากจะอยู่ที่การเลาะและต่อประกอบกระดูกงูซึ่งเล็กและถี่มาก (แน่นอนว่าห้ามทำกระดูกหาย!) ส่วนสุนัขตัวนี้ นิสิตในกลุ่มงานได้ขอบริจาคมาจากนิสิตปริญญาเอกท่านหนึ่งตอนที่สุนัขตาย เนื่องจากเป็นสุนัขขนาดใหญ่ ความยากจึงอยู่ที่การเลาะเนื้อหนังออกจนเหลือแต่กระดูก ทราบมาว่านิสิตกลุ่มนี้ใช้เวลาถึง 3 เดือนกว่าจะทำงานชิ้นนี้สำเร็จ

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

เหี้ยสตัฟฟ์

ตู้จัดแสดงเหี้ย 4 สายพันธุ์นี้เกิดจากงานวิจัยของนิสิตปริญญาเอกท่านหนึ่ง ซึ่งเหี้ยทั่วโลกทั้งหมดมีอยู่ 5 สายพันธุ์ โดยประเทศไทยพบได้ถึง 4 สายพันธุ์ นับว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ไล่ตั้งแต่ขนาดเล็กไปใหญ่ ได้แก่ ตุ๊ดตู่ เห่าช้าง ตะกวด และเหี้ย ส่วนตัวที่ไม่พบในประเทศไทยคือมังกรโคโมโด ซึ่งพบได้ที่อินโดนีเซีย ที่จริงการแบ่งแยกชนิดตามขนาดก็อาจไม่แม่นยำนัก เช่นหากพบลูกเหี้ยก็อาจเข้าใจไปว่าเป็นตะกวดได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าให้สังเกตลายที่ผิวหนัง ตะกวดจะมีลายสีเหลืองเป็นจุดๆ กระจายตัวเหมือนเมฆ ในขณะที่เหี้ยจะมีลายกลมๆ เหมือนลายดอก  ต้องยอมรับว่าตู้จัดแสดงนี้ช่วยให้เราสามารถพิจารณาความเหมือนและต่างของแต่ละสายพันธุ์ได้ในระยะประชิด เพราะในชีวิตจริงแค่เห็นไกลๆ เราก็คงชิงวิ่งหนีพวกเขาเสียแล้ว

ป.ล. เหี้ย แต่เดิมไม่ได้เป็นคำหยาบแต่อย่างใด บางทฤษฎีก็อธิบายว่าเพราะเหี้ยมีนิสัยที่น่ารังเกียจ มักมาขโมยไก่ที่ชาวบ้านเลี้ยงไปกิน ผู้คนจึงนำไปเรียกเป็นคำด่าในเวลาต่อมา

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

โครงกระดูกศาสตราจารย์หลวงศรีสมรรถวิชากิจ

นอกจากกระดูกของสัตว์แล้ว ที่นี่ก็ยังมีกระดูกมนุษย์จัดแสดงด้วย! เนื่องจากว่าคอลเลกชันของที่นี่นอกจากจะมาจากตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยแล้ว หลายๆ ชิ้นก็ได้มาจากการบริจาค จากหลากหลายช่องทาง อาทิ โครงกระดูกมนุษย์ที่อยู่บริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์นี้เป็นของ ศาสตราจารย์หลวงศรีสมรรถวิชากิจ (สิริ หัพนานนท์) โดยท่านผู้นี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เคยเป็นอาจารย์สอนภาควิชาพฤษศาสตร์ที่คณะวิทยาศาสตร์แห่งนี้นี่เอง ซึ่งทางสตาฟฟ์ของพิพิธภัณฑ์บอกเราว่า ท่านมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสอนนิสิตไปตลอดแม้กระทั้งหลังท่านเสียชีวิตไปแล้ว จึงได้บริจาคโครงกระดูกร่างกายตนเองให้กับพิพิธภัณฑ์ฯ ด้านหลังโครงกระดูกของอาจารย์สลักบทกลอนจากกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ อันสะท้อนถึงเจตนารมณ์นั้นได้เป็นอย่างดี

นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

ผีเสื้อในวรรณคดี

จะกล่าวถึงกลอนแล้วไม่พูดถึงของจัดแสดงอีกชิ้นหนึ่งคงไม่ได้ นั่นก็คือ ‘ตู้ผีเสื้อในวรรณคดี’ ที่ทำให้เราเห็นว่า แม้ที่นี่จะเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่ขาดซึ่งความสุนทรีย์ โดยในตู้นี้มีการจัดเรียงผีเสื้อนานับชนิดอย่างวิจิตรตามชื่อพันธุ์ต่างๆ ที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่อง เงาะป่า ทั้งยังจัดแสดงบนแผ่นอะคริลิกใส ทำให้สามารถมองเห็นผีเสื้อได้จากทั้งด้านหน้าและด้านหลังอีกด้วย

นอกจากนี้ แฟนวรรณคดีไทยยังสามารถหาชมปลาชนิดต่างๆ ที่จัดแสดงตามกาพย์เห่เรือ และแมลงที่จัดตามสัตวาภิธานได้ที่พิพิธภัณฑ์นี้อีกด้วย

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

ปลาบู่มหิดล

เจ้าตู้จัดแสดงปลาชนิดนี้ตั้งเรียงอยู่ตรงขวามือจากทางเข้า ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็อาจจะรอดพ้นสายตาของท่านผู้ชมไปได้ ซึ่งก็จะเป็นความน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะเจ้าปลาบู่นี้ไม่ใช่ปลาบู่ธรรมดาเสียทีไหน เขาเป็นถึง ‘ปลาบู่มหิดล’ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Mahidolia mystacina) เป็นปลาบู่ที่หาพบได้เพียงที่อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เท่านั้น ค้นพบครั้งแรกเมื่อ .. 2475 โดย ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิธ และได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ตามพระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ ในฐานะที่ได้ทรงอุปถัมภ์และพระราชทานทุนสำหรับส่งนักเรียนไปศึกษาต่อด้านการประมงในต่างประเทศ และทรงได้รับถวายสมัญญานามว่า ‘พระประทีปแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำของไทย’

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา

เต่าสึนามิ

เต่าตนุขนาดใหญ่ตัวนี้โดนพัดมาตายที่ป่าเสม็ดตอนเกิดสึนามิเมื่อปี 2547 ทหารเรือเป็นผู้ไปพบเข้าและพยายามนำไปปล่อยลงทะเล แต่เต่าตัวนี้ขาดใจตายก่อน ด้วยความที่เป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่มาก ทหารเรือจึงฉีดฟอร์มาลีนไว้ให้ แล้วติดต่อมายังภาควิชาชีววิทยา เพื่อให้เก็บเป็นตัวอย่างใช้ในการศึกษาต่อไป แต่พอนำกลับมาที่คณะแล้วปรากฏว่าส่งกลิ่นเหม็นมาก อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านเต่าจึงนำกลับบ้านไปฉีดฟอร์มาลีนต่อให้อิ่มตัว ทราบมาว่าคืนนั้นอาจารย์เห็นชาวต่างชาติเดินไปเดินมาอยู่เต็มบ้าน คาดว่าอาจจะเป็นผู้ประสบภัยพิบัติที่นั่งรถตามมาด้วยกับเต่าตัวนี้… (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)

7 สิ่งพิศวงนี้ถือว่าเป็นเพียงน้ำจิ้มของความมหัศจรรย์ในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งนี้ที่รอให้ทั้งนิสิตและคนที่สนใจทั้งในและนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้เข้าไปศึกษากัน บอกเลยว่าบรรยากาศของที่นี่ดูๆ ไปแล้วก็ชวนให้นึกถึง Cabinet of Curiosities ในสมัยเรเนซองส์ของยุโรป 

กล่าวคือห้องเก็บและจัดแสดงนานาสิ่งของอันชวนพิศวงเน้นสร้างจินตนาการ และหาดูได้ยากแล้วในเมืองไทยสมัยนี้ อย่างไรก็ดี ถ้าใครชอบความสมัยใหม่ ที่นี่เขาก็กำลังพัฒนาแอพชื่อ SciMuseumCU ซึ่งสามารถช่วยให้ข้อมูลสิ่งของจัดแสดงขณะเดินชมได้ผ่านการสแกน QR code ที่กระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ แล้วจะมีข้อมูลขึ้นมาให้อ่าน ซึ่งต่อไปแอพพลิเคชันนี้จะพัฒนาฟังก์ชันให้มี Route เดินชม หรือเป็นเกมทำนองล่าขุมทรัพย์อีกด้วย

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตึกชีววิทยา 1 ห้อง 230 ชั้นภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 254 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ 0 2218 5266
เว็บไซต์ museum.stkc.go.th/cu/
เวลาทำการ วันจันทร์ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.00 . ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์
ไม่เสียค่าเข้าชม

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

หากพูดถึงย่านเยาวราช หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงวัฒนธรรมของชาวจีนพื้นถิ่น อาทิ ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ชื่อดัง ร้านรวงเก่าแก่ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ไปจนถึงร้านอาหารสตรีทฟู้ดราคาประหยัด แต่ในวันนี้ OTI หรือ ‘Over the Influence Gallery’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงวงเวียนโอเดียน เขตสัมพันธวงศ์ กำลังนำศิลปะร่วมสมัยระดับโลกราคาหลักล้าน เพิ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งพลวัตสร้างสรรค์ของพื้นที่โบราณแห่งนี้

“ฉันมั่นใจเต็มร้อยว่า OTI กำลังนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของวงการศิลปะในกรุงเทพฯ และฉันตื่นเต้นมากที่ได้เป็นผู้ชมแถวหน้าของปรากฏการณ์นี้!” Camilla Russell ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาดของหอศิลป์แห่งนี้กล่าวกับเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในโอกาสที่เธอเชื้อเชิญให้เราเข้าชมงานเปิดนิทรรศการล่าสุด เราจึงได้มีเวลาพูดคุยกับเธอถึงที่มาที่ไปของ OTI อย่างเป็นกันเอง อีกทั้งยังได้รวบรวมข้อมูลว่าด้วยโปรเจกต์อาร์ตสุดว้าวที่กำลังจะเกิดขึ้นในตึกสีเทา 5 ชั้นแห่งนี้มาฝากผู้อ่านกันด้วย

Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช

OTI ถือเป็นแกลเลอรี่เชิงพาณิชย์ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมากในระดับสากล สาขาแรกของแกลเลอรี่นี้ก่อตั้งขึ้นที่ฮ่องกง โดยนักลงทุนและนักสะสมชาวฝรั่งเศสในปี 2015 แกลเลอรี่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะนิทรรศการจัดแสดงสตรีทอาร์ตที่มักจะขายหมดในราคาสูงเป็นประวัติกาลในตลาดศิลปะ เป็นที่รู้กันว่าลูกค้าของแกลเลอรี่นี้คือมหาเศรษฐีของโลกหลายท่าน อีกทั้ง OTI เป็นมือปั้นศิลปินหน้าใหม่ให้มีมูลค่าเป็นแนวหน้าของวงการมาแล้วหลายคน ด้วยความสำเร็จแบบก้าวกระโดด จึงเปิดสาขาใหม่อย่างรวดเร็วที่เมืองลอสแอนเจลิสในปี 2018 และสาขากรุงเทพฯ ถือเป็นสาขาที่ 3 ซึ่งเปิดในช่วงปลายปี 2021 ก่อนสาขาที่ 4 ที่ปารีสกำลังจะตามมาภายในปีนี้ด้วย

Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช

“วงการศิลปะเชิงพาณิชย์ที่ฮ่องกงนั้นเป็นวงการที่ค่อนข้างเสถียร ในแง่ว่าที่นั่นมีแกลเลอรี่และห้องประมูลงานศิลปะที่ทรงอิทธิพลอยู่มาก มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อผู้ซื้อและนักสะสม แต่อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพการเมืองและอื่น ๆ ทำให้ศิลปินท้องถิ่นแสดงออกและเติบโตได้ไม่เต็มที่ ในทางกลับกัน ฉันมองว่าวงการศิลปะที่กรุงเทพฯ เติบโตอย่างพุ่งพรวดในไม่กี่ปีมานี้ การเกิดขึ้นของ Bangkok Art Biennale 2018 นำมาซึ่งการจัดแสดงของศิลปินนานาชาติในเมืองไทย และพร้อม ๆ กันก็นำเสนอชุมชนศิลปะและงานสร้างสรรค์ของที่นี่ด้วย ต่างจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่วงการศิลปะไทยขับเคลื่อนด้วยศิลปินพื้นถิ่น ซึ่งรวมตัวกันเพื่อนำเสนอนิเวศน์ศิลปะของที่นี่

“แม้ว่าเราจะยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะในขนบของตะวันตกแบบ Tate Modern ที่ลอนดอน หรือ The Metropolitan Museum of Art ที่นิวยอร์ก แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยก็สนใจและพยายามมีส่วนร่วมกับวงการศิลปะในบ้านเมืองไม่น้อย ถ้ามองในปัจจุบัน ฉันว่าวงการศิลปะเมืองไทยขยับขึ้นมาแข่งขันกับฮ่องกงได้ ในแง่ของคุณภาพและความเป็นไปได้ของโปรแกรมนิทรรศการหรือกิจกรรมศิลปะ โดยหอศิลป์และสถาบันต่าง ๆ ผนวกกับเหล่าศิลปินที่เป็นกลไกของวงการนั้น เปี่ยมไปด้วยบุคลากรสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับอาจารย์ในอดีตอย่าง ถวัลย์ ดัชนี มาจนถึงรุ่นใหม่ไฟแรงที่น่าสนใจอย่าง ก้องกาน-กันตภณ เมธีกุล หรือ Alex Face เป็นต้น”

สำหรับคามิล่า เธอบอกว่าตัวเองเติบโตที่กรุงเทพฯ แต่ 7 ปีที่ผ่านมาเธอทำงานด้านศิลปะที่ฮ่องกง จนวันหนึ่งเพื่อนของเธอแนะนำเธอให้กับแกลเลอรี่ ตอนที่พวกเขากำลังวางแผนขยายสาขามาในกรุงเทพฯ ซึ่งเหมาะเจาะมากสำหรับเธอ

“ฉันเป็นลูกครึ่งนะ ฉันชอบอาหารไทยมาก โดยเฉพาะที่เผ็ด ๆ แล้วก็แน่นอน ข้าวเหนียวมะม่วง!” เธอหัวเราะ “นอกจากนั้น สิ่งที่ทำให้ฉันสนใจทำงานที่นี่คือ เราได้ทำงานกับกลุ่มศิลปินที่เป็นตัวแทนของวงการศิลปะร่วมสมัยอันน่าทึ่งจากทั่วโลก มีทั้งคนที่มีชื่อเสียงรุ่นใหญ่อย่าง Shepard Fairey ไปจนถึงหน้าใหม่ที่กำลังเขย่าวงการอย่าง ก้องกาน และ Camilla Engström ที่ทางเราเปิดพื้นที่ให้เขาได้จัดแสดงในหลายประเทศ และได้ไปเชื่อมต่อกับผู้ชมใหม่ ๆ ฉันรักความมีชีวิตชีวาของศิลปินเหล่านี้ โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ที่จะเล่าเรื่องและตกตะกอนสิ่งที่พวกเขาได้ประสบบนโลกใบนี้ มันเป็นเหมือนบทสนทนาที่กำลังดำเนินไปอย่างน่าตื่นเต้น”

Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
ภาพ : Over the Influence Bangkok

แม้จะขึ้นชื่อในด้านสตรีทอาร์ต แต่ OTI ตั้งใจนำเสนอศิลปินหลากหลายแขนงที่ทำงานในหลากหลายเทคนิค โดยเหล่าศิลปินจะมีแกลเลอรี่นี้เป็นตัวแทน นอกจากจะได้รับโอกาสจัดแสดงในพื้นที่ของเขาในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ยังได้ไปโชว์ในงาน Art Fair และโปรเจกต์พิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย

คามิล่าบอกว่าตั้งแต่เปิดมาเมื่อปีที่แล้ว OTI สาขากรุงเทพฯ นี้ก็มีการจัดโชว์ศิลปินที่แตกต่างกันถึง 5 ท่านด้วยกัน เปิดด้วยโชว์ภาพวาดสไตล์กราฟิกลดทอนสีสดใสชื่อ ‘Clean Jellybean’ ของศิลปินชาวอเมริกัน Todd James ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีมาก จากนั้นมีงานแนวป๊อบอาร์ตสื่อผสมของศิลปินชาวอิตาเลียน Marco Pagani ที่ผสมผสานมังงะอาร์ตจากญี่ปุ่นเข้ากับศิลปะจัดวางแบบดาด้า และภาพนูนต่ำของกรีก-โรมันอย่างสนุกสนาน สอดรับกันได้ดีกับโชว์ต่อมาของ Adlane Samet ศิลปินจากแอลจีเรีย ผู้หลงใหลการเพนต์คาแรกเตอร์สัตว์ประหลาดสีสันฉูดฉาด ในท่วงท่ากำลังเดินทางไปสู่โลกใหม่ด้วยฝีแปรงที่ดิบหยาบเป็นเอกลักษณ์

และล่าสุดมีโชว์ ‘Durag Activities’ ของ Devin Troy Strother ศิลปินจากลอสแอนเจลิส ที่สร้างจิตรกรรมแนว Expressionism อ้างอิงไปกับศิลปินรุ่นบุกเบิกก่อนหน้าอย่าง Philip Guston แต่ก็เสนอเรื่องการเมืองหนัก ๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประเด็นกลุ่มคนผิวสี น่าสนใจที่งานของเขาทั้งดูยียวนและชวนคนดูให้ตั้งคำถามขบคิดไปได้อย่างพร้อม ๆ กัน

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์

“การแสดงออกทางศิลปะนั้นเป็นสิ่งสากล ถึงแม้ว่าศิลปินแต่ละคนจะนำเสนอผ่านกรอบและมุมมองของวัฒนธรรมตนเอง แต่ผู้ชมจากทุก ๆ ที่ควรจะเสพและเข้าถึงได้ การนำโชว์ของศิลปินต่างชาติมานำเสนอให้ผู้ชมท้องถิ่นที่นี่ ถือเป็นการทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์โลกด้วย อย่างโชว์ของ Devin Troy Strother ที่มาจากความขบถต่อขนบการเรียนรู้แบบดั้งเดิม และความพยายามที่จะเขียนประวัติศาสตร์ศิลป์ใหม่ในแบบของเขาเอง ฉันว่ามันน่าสนใจมากนะ แม้ว่ามันจะไม่ได้เกี่ยวกับบริบทการเมืองของที่นี่โดยตรงก็ตาม”

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์

นอกจากนี้แกลเลอรี่ OTI ยังมีการนำเสนอโชว์ของศิลปินไทย อย่าง วีรภัทร สิทธิพล ศิลปินรุ่นใหม่จากรั้วศิลปากร ผู้นำเสนอชุดผลงาน ‘Blessings from the Forest’ เป็นจิตรกรรมภาพวาดธรรมชาตินิยมสีสันสวยสด โดยเขาได้แรงบันดาลใจจากอุทยานแห่งชาติหลาย ๆ แห่ง อีกทั้งสถานที่ทำงานของเขาที่กาญจนบุรี ตัดทอนจนเป็นเสมือนภาพกึ่งนามธรรมดูง่ายสบายตา แต่ก็มีลูกเล่นขององค์ประกอบที่จี๊ดจ๊าดอยู่ด้วย เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า สีต่าง ๆ ในภาพของเขาถูกขับให้เด่นชัดด้วยแบ็กกราวนด์สีดำเสมอ แถมในข้อเขียนประกอบนิทรรศการ ได้อ้างอิงถึงผลงานหนังสือ Walden ของ Henry David Thoreau ซึ่งมักจะเขียนเชิดชูความงามและความยิ่งใหญ่ของภูมิทัศน์ธรรมชาติผ่านหน้ากระดาษของเขา มันชวนให้เรานึกต่อไปว่าวีรภัทรก็กำลังทำสิ่งเดียวกันบนผืนผ้าใบ

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
ภาพ : Over the Influence Bangkok

“วีรภัทรเป็นศิลปินไทยคนแรกที่เราเลือกมาจัดแสดงที่แกลเลอรี่สาขากรุงเทพฯ ส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าผู้ชมนานาชาติเข้าถึงการตีความภาพทิวทัศน์ของเขาได้ง่ายมาก สุดท้ายงานของเขาก็ขายหมด เป็นนิทรรศการ Sold Out และฉันก็ตื่นเต้นมากที่จะได้ทำงานสนับสนุนเขาบนเส้นทางศิลปะในอนาคต”

อีกหนึ่งศิลปินไทยที่ได้จัดแสดงกับ OTI ก็คือ ก้องกาน ซึ่งได้ไปจัดนิทรรศการที่ OTI สาขาลอสแอนเจลิส ภายใต้โชว์ชื่อ ‘The Tip of the Iceberg’ เมื่อปีที่แล้วด้วย “งานของก้องกานได้รับการตอบรับดีมาก และเป็นอีกโชว์ของเราที่ขายหมดเกลี้ยง เขาเป็นศิลปินที่ทำงานได้หลากหลาย ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานกับเขา เดี๋ยวปีนี้เขาจะไปโชว์ที่ OTI สาขาใหม่ที่ปารีสด้วย ยังไงฉันจะส่งข่าวให้อีกทีนะ” คามิล่าบอกกับเราอย่างภาคภูมิ

สุดท้ายเราถามคามิล่าว่า เธอมองเห็นทิศทางในอนาคตของ OTI ที่เมืองไทยอย่างไรบ้าง เธอตอบกับเราว่า

“เริ่มตั้งแต่งาน Bangkok Art Biennale ครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมปีนี้ ฉันอยากให้ OTI สาขากรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานในชุมชนอย่างแท้จริง โดยการทำงานร่วมกับสถาบันและโรงเรียนที่จะนำพาชุมชนและเด็ก ๆ เข้ามาในพื้นที่นี้ และได้มีประสบการณ์ตรงกับศิลปะ ในเมื่อกรุงเทพฯ ยังขาดแคลนหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ที่ทำงานในมาตรฐานสากลอยู่มาก โอกาสการเข้าถึงศิลปะของสาธารณะ โดยเฉพาะเยาวชน สามารถมาจากหอศิลป์เอกชน และฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า OTI จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองในลักษณะนี้”

ที่ชั้นบนสุดของแกลเลอรี่ คามิล่ายังพูดถึงอีกหลายโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาทิ การจะมีศิลปินในพำนัก ไปจนถึงความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายกับแกลเลอรี่อื่น ๆ บริเวณเมืองเก่า ฯลฯ ทิ้งให้เป็นความหวังที่น่าจับตามองในอนาคตว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เกิดขึ้นในลักษณะใด แต่สิ่งที่เราเห็นได้ในปัจจุบันตอนนี้ คือภาพสะท้อนของฝีแปรงบนผ้าใบในแกลเลอรี่ ขนาบบนกระจก มองออกไปเห็นลวดลายมังกรจีนบนซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษาสีแดงสดกลางวงเวียนโอเดียน เคียงคู่กับสีทองของพระมหามณฑป วัดไตรมิตร และเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยตึกสูงของกรุงเทพฯ ทั้งหมดทั้งมวลผสมผสานกันเป็นภาพคอลลาจวัฒนธรรมที่ชวนฝัน น่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกินสำหรับคนเมืองอย่างเรา

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์

นิทรรศการ Durag Activities โดย Devin Troy Strother จัดแสดงถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2565

ติดตามข่าวล่าสุดของพื้นที่ศิลปะในเครือ OTI Gallery ทั้งหมดได้ที่ https://overtheinfluence.com

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load