ดูเหมือนไม่น่าจะเชื่อมโยงกันได้ระหว่างผลงานของศิลปินระดับโลกกับเด็ก แต่เพราะมันคือศิลปะ และเพราะมันคือ Antoni Gaudí (อันตอนี เกาดี) สถาปัตยกรรมของเกาดีเลยกลายเป็นเรื่องสนุกสำหรับเด็กๆ

ถ้าเรามองสถาปัตยกรรมของเกาดีแบบสายตาผู้ใหญ่ เราอาจจะมองเห็นสิ่งที่สะกดสายตา ความสวยแปลกอลังการ เห็นศิลปะแบบอาร์ตนูโวผสมผสานกับโกธิก เห็นประวัติศาตร์ชาติศิลปะ

แต่ถ้ามองสถาปัตยกรรมของเกาดีแบบสายตาของเด็ก เขาจะเห็นรูปทรงของธรรมชาติ มองเห็นเสาอันวิจิตรเป็นฝักข้าวโพด เห็นกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ เห็นมังกรสีๆ โมเสกแวววับ

และเมื่อเราได้พาตัวเราเอง พาชื่นใจเข้าไปอยู่สถานที่ของเกาดี เราจะเห็นวิธีการเข้าถึงศิลปะของเขาด้วยวิธีการที่ต่างกัน เรามองความสวยงามอย่างที่อยากจะเข้าใจที่มาที่ไป อยากรู้แนวความคิดไอเดีย รู้แล้วมองมันเปรียบเทียบด้วยสายตาที่มองเห็น แต่สำหรับชื่นใจ มันเหมือนสวนสนุก ที่ชวนให้อยากวิ่งเล่นในตึกเหล่านั้น ในสวนเหล่านี้

 

La Sagrada Familia

ที่สุดแห่งสถาปัตยกรรมและโบสถ์ที่เคยไปเห็นมา เราขอยกให้ที่นี่ค่ะ แม้มันจะถูกเรียกว่า โบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ เพราะเจ้าของความคิด ไอเดีย และการออกแบบ อย่างอันตอนี เกาดี ได้เสียชีวิตลงก่อนที่มันจะสร้างเสร็จ ด้วยความซับซ้อนและงบประมาณมหาศาลจึงทำให้มันยังคงดำเนินการสร้างมาจนถึงทุกวันนี้ และยังคงยาวนานต่อเนื่องไปอีกจนถึงปี 2026 ที่เขาคาดการว่าจะได้เห็น La Sagrada Familia แบบเสร็จสมบูรณ์

ความสวยงามของที่นี่เกินบรรยาย มันมีรายละเอียดซุกซ่อนและเปิดเผยอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะคุยกับใครที่เคยไปมา ก็จะเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ไม่เหมือนกันเลย อย่างพี่จูน สาวิตรี เคยเห็นแมลงเต่าทองที่ซุกซ่อนอยู่เสาประตูทางเข้า ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ที่สามารถมาได้บ่อยๆ มาเพื่อคอยมองหารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละ และด้วยความที่มันเป็นโบสถ์สวยตระการตา แต่มีเครนเอย ปั้นจั่นเอย มีส่วนที่เก่าและใหม่ของวัสดุที่ใช้ มันเหมือนไทม์ไลน์ของ La Sagrada Familia ที่สะท้อนออกมาสะกดสายตาเรา

และเขายังใส่ใจไปถึงเด็กๆ ด้วยมี audio guide สำหรับเด็กอายุ 6 – 12 ปีให้ยืม ซึ่งจะคอยช่วยอธิบายถึง La Sagrada Familia ให้เด็กๆ เข้าใจความเป็นเกาดีได้ดีมากยิ่งขึ้น

แนะนำว่าถ้าจะเข้าชมที่ La Sagrada Familia ให้ซื้อบัตรล่วงหน้ามาก่อน เพราะคิวยาวเหยียดมาก ด้านในมีส่วนนิทรรศการที่บอกเล่าที่มาของที่นี่ พาเด็กๆ ไปดูจะช่วยเขาเชื่อมโยงฟอร์มจากธรรมชาติเข้ากับสถานที่ได้ดีมากเลยค่ะ

Park Güell

ที่นี่เองคือสวนที่มีตุ๊กแกยักษ์ประดับหินสีอยู่กลางสวน ซึ่งแท้จริงแล้วมันไม่ใช่ตุ๊กแกอย่างที่เราคิดเองในแว่บแรกที่เห็น มันคือมังกรค่ะ (Mosaic Dragon) สวนแห่งนี้แต่เดิมคือสวนส่วนบุคคล ที่สร้างขึ้นในช่วงปี 1900 – 1914 ซึ่งเช่นกันว่ามันมีเอกลัษณ์ความเป็นเกาดีที่ทำให้มันแตกต่างจากสวนอื่นๆ นอกจากตัวอาคาร หรือทางเดิน การจัดสวนก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่หาใครเทียบไม่ได้ มันแฝงความสนุกและแฟนตาซีเหมือนสวนในเทพนิยาย และมีกระเบื้องหลากสีที่ติดตกแต่ง เรียกความสนใจและจินตนาการจากเด็กๆ ได้สนุกไปเลย

นอกจากนั้น ใน Park Güell มีสนามเด็กเล่นที่สร้างขึ้นมาเพิ่มด้วย เท่าที่เห็นมี 2 อันสำหรับเด็กเล็กจิ๋วและเด็กโต มีส่วนของป่าให้เด็กๆ ได้เดินเล่นสำรวจฟอร์มของธรรมชาติ ที่เมื่อกันมาดูดีๆ จะเห็นสิ่งเหล่านั้นอยู่ในงานเกาดีนี่แหละ

 

Casa Milà

วันแรกที่เราไปถึงบาร์เซโลน่า จากโรงแรมไปถึง Casa Milà ไม่ไกล เลยเลือกซึมซับบรรยากาศเกาดีที่นี่ แล้วเราก็ตกหลุมรักเขาเข้าทันที

Casa Milà อาคารที่ตั้งอยู่ริมถนน ภายนอกของอาคารเหมือนคลื่นที่ทอดตัวยาวไปตามถนน ประดับลวดลายด้วยเหล็กดัดสีดำ ที่เขาได้แรงบันดาลใจมาจากสาหร่ายทะเล ดูภายนอกสนุกแล้ว ภายในนั้นยิ่งสนุกกว่า เขาออกแบบภายในให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในท้องทะเล ซึ่งทะเลแห่งนี้สมัยก่อร่างสร้างนั้นมาจากคุณ Milà (มิล่า) จ้างวานเกาดีมาออกแบบ ปัจจุบันยังมีครอบครัวที่อาศัยอยู่จริง ซึ่งตึกนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น World Heritage ที่มีกฎว่าครอบครัวที่เคยอยู่ในตึกนี้จะอยู่ต่อได้อีกแค่ 2 เจเนอเรชัน

ในส่วนที่เปิดให้เข้าไปเยี่ยมชมได้ จะมีห้องต่างๆ ให้เราได้เห็นชีวิตของคนในยุคนั้น ได้เห็นการออกแบบรายละเอียดของบ้านที่อลังการทางไอเดีย อยากให้ใช้เวลาในการเดิน เพราะเราจะเห็นลวดลาย เห็นแสงและเงาที่เกาดีตั้งใจออกแบบและซ่อนเนื้อหาเอาไว้

ที่ดาดฟ้าชวนตื่นตะลึงเหมือนสวนสนุก ชื่นใจร่าเริงมากตั้งแต่เข้ามาที่อาคารแห่งนี้ ด้วยทางเดินลาดๆ ยิ่งพอขึ้นมาถึงบนดาดฟ้าด้วยแล้ว ประติมากรรมที่ออกแบบไว้เหมือนมีชีวิต ยิ่งทำให้จินตนาการในการชอบเล่นสมมติบรรเจิดขึ้นทันที ซึ่งแท้จริงแล้วแท่งๆ เหล่านี้คือช่องระบายความร้อนเตาผิง คาดว่าซานตาคลอสเมื่อผ่านมาที่บ้านของคุณมิล่านี่จะต้องมีงงแน่นอนค่ะ

นอกจากนั้น ยังมีส่วนขอนิทรรศการที่ทำให้เด็กๆ เข้าใจถึงที่มาที่ไปในการออกแบบรูปทรงต่างๆ ว่าเกาดีได้มันมาจากอะไร อย่างใบไม้ กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ ข้าวโพด หัวหอม การเปรียบเทียบด้วยภาพที่เข้าใจง่ายทำให้เด็ก ได้รับแรงบันดาลใจที่ได้มากเชียวค่ะ

ที่นี่เปิดให้ชมทั้งกลางวันและกลางคืน ความต่างของการเข้าชมคือช่วงกลางคืนจะมีมัตติมีเดียฉายทั้งภายในและบนดาดฟ้า และบนดาดฟ้านี้สามารถมองผ่านไปได้ถึง La Sagrada Familia แบบลิบๆ ด้วยค่ะ

ผลงานของอันตอนี เกาดี ยังมีต่อยอดให้เหมาะกับเด็กและเหมาะกับยุคสมัย อย่างที่ Casa Batlló จะมีแท็บเลต (ต้องจ่ายเงินเพิ่มในส่วนนี้) ให้เราเอาไปจ่อตามจุดต่างๆ ที่เขามีให้ แล้วเราจะได้เห็นรูปแบบชีวิตครอบครัว Batlló ว่าเวลาที่อาศัยอยู่บ้านหลังนี้นั้นมีชีวิตอย่างไร

อีกอันคือเวิร์กช็อปการทำงานศิลปะด้วยโมเสกแบบสไตล์เกาดี เขาจะมีจัดสอนให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถสร้างผลงานเกาดีได้ด้วยมือตัวเอง

Writer & Photographer

พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล

เริ่มต้นงานแรกหลังเรียนจบและงานเดียวจนถึงปัจจุบันคืองานในวงการสิ่งพิมพ์ รักงานบรรณาธิการและงานเขียน ตอนนี้มีอาชีพเป็นคุณแม่และภรรยาที่ทำงานที่รักไปด้วย อ่อนไหวง่ายและภูมิต้านทานต่ำเมื่อเจอกับเรื่องราวกระจุกกระจิก และคอยหาเวลาว่างเพื่อเก็บมาเป็นซีรีส์กุ๊กกิ๊ก ไกด์ อยู่เสมอ

เรื่องชื่นใจ

บันทึกการเลี้ยงเด็กหญิงชื่นใจ โดยแม่ตุ๊กตา

ธรรมชาติที่แท้คือสิ่งที่ปรุงแต่ง จัดตั้ง หรือบังคับกันไม่ได้ ความอยากรู้อยากเห็น อยากเล่น อยากทดลอง ก็เป็นธรรมชาติที่เราไปบังคับเด็กๆ ไม่ได้เช่นกัน

ก่อนหน้านี้ตอนชื่นใจเกือบๆ 2 ขวบ พวกเราเคยมาที่ National Museum of Nature and Science หรือ  KAHAKU ของโตเกียวแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นจะเรียกว่าชื่นใจยังไม่เข้าใจอะไรๆ ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ว่าได้ ยังสนุกที่จะเดินไปเดินมาทั่วๆ อยากเอามือไปแตะไปจับ ไปกดปุ่มนั้นปุ่มนี้ ให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ได้เข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นหรือข้อมูลอะไรเท่าไรนัก จะเรียกว่ามาแล้วไม่ได้เนื้อหาสาระอะไรก็ไม่ถูกซะทีเดียว เรายังมีความเชื่อส่วนตัวว่า อย่างน้อยในการเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ เด็กๆ ก็จะได้รับอะไรแล้วจัดเก็บไว้ในตัวเขาบ้างไม่มากก็น้อย อาจจะไม่ใช่ข้อมูลเนื้อหาวิชาการ แต่อาจจะเป็นบางความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดจากที่ใหม่ๆ เข้าสู่ตัวเขา แล้วมันจะอยู่ในนั้นไปชั่วขณะหนึ่งหรือยาวนาน

พิพิธภัณฑ์, โตเกียว

ทริปโตเกียวล่าสุดชื่นใจอายุ 5 ขวบกว่าๆ ในฤดูหนาวเดือนธันวาคมชื่นใจบอกว่า อยากไปพิพิธภัณฑ์ค่ะ แม่ว้าวมากที่ชื่นใจขออยากไปเอง เรามีตัวเลือกให้ชื่นใจ สุดท้ายชื่นใจเลือก National Museum of Nature and Science เพราะอยากไปดูไดโนเสาร์ ซึ่งกำลังอินมากช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้

พิพิธภัณฑ์, โตเกียว

ครั้งนี้เราใช้เวลาในแต่ละมุม แต่ละโซน กันนานเลย ซึ่งที่นี่เขาแบ่งส่วนการจัดแสดงเป็น 2 ส่วน คือ Global Gallery และ Japanese Gallery ตึกแรกที่เข้ามาเลยจะเป็นส่วนนิทรรศการที่จัดแสดงเกี่ยวกับธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ความดึกดำบรรพ์ต่างๆ นานา ไล่ไปตั้งแต่การกำเนิดชนชาติญี่ปุ่น สัตว์น้ำ สัตว์บก ไดโนเสาร์ และเจ้าหมาฮาจิโกะ หมาสัญลักษณ์ประจำชิบูย่าก็มีสตัฟฟ์ไว้อยู่ที่นี่ด้วยค่ะ

ส่วนนี้อยู่ในตึกเก่า เราจะเห็นสถาปัตยกรรมของเขาประกอบกันไปด้วย อย่างการใช้กระจกสีเข้ามาตกแต่ง พื้นไม้ และกรอบลายต่างๆ ในอาคาร ให้ความรู้สึกย้อนยุคไปกับเนื้อหาสาระของพิพิธภัณฑ์ได้ดีเชียวค่ะ

พิพิธภัณฑ์, โตเกียว

ถัดมาที่ตึกด้านหลัง Global Gallery ที่ตึกนี้ชื่นใจให้ความสนใจมาก ด้วยว่ามีการใช้มัลติมีเดียเข้ามาเป็นสื่อในการนำเสนอเนื้อหา อีกทั้งกราฟิกก็สวยงามเข้าใจง่ายสำหรับเด็กๆ เริ่มตั้งแต่การเกิดโลกใบนี้ ดำเนินมายังไง คนยุคโบราณหาเลี้ยงตัวเองยังไง มีรูปร่างลักษณะทางกายภาพแบบไหน ก่อนจะพัฒนามาจนถึงยุคเทคโนโลยีอย่างทุกวันนี้ ตามทางเดินมีสัตว์ต่างๆ ประดับไว้เรียกความสนใจของเด็กๆ ในส่วนของการจัดแสดงแต่ละตู้ก็สวยงามน่าดูไปหมดค่ะ เด็กๆ ที่ชอบสัตว์หรือสนใจสัตว์ตัวไหนเป็นพิเศษรับรองจะต้องว้าว

พิพิธภัณฑ์, โตเกียว

พิพิธภัณฑ์, โตเกียว

ในส่วนของ Global Gallery มีด้วยกันถึง 6 ชั้นเลย ตอนเข้ามาเราหยิบโบรชัวร์แล้วให้ชื่นใจดูว่าอยากจะไปชั้นไหนก่อน (ในโบรชัวร์มีรูปภาพให้เด็กเข้าใจได้ง่ายค่ะ) ชื่นใจจิ้มที่รูปโซนเล่นของชั้น 3 เรียกว่าโซน ComPaSS เราเลยลองขึ้นไปกัน แต่น่าเสียดายที่วันนั้นบัตรเข้าเต็มแล้ว เราเลยไม่ได้เข้าไปเล่น ได้แต่เดินดูรอบๆ ซึ่งมันน่าสนใจมาก เดี๋ยวจะมาใหม่ในครั้งต่อไปแล้วจะมาเขียนเล่าให้ฟังกันอีกทีค่ะ และจากที่ดูในส่วน ComPaSS จะมีมุมต่างๆ ให้เด็กๆ ได้เข้าไปเล่น ค้นคว้า หาคำตอบ โดยมีผู้ปกครองคอยช่วยดูแลความเรียบร้อยด้วยอีกที เราชอบมุมเล่นที่เขาวางจังหวะของสัตว์ต่างๆ ให้โผล่มาจ๊ะเอ๋เด็กๆ ชื่นใจมองตาละห้อยด้านนอก อยากเข้าไปมากๆ เลยล่ะ

จากส่วน ComPaSS เดินเข้าไปทักทายบรรดาสัตว์สตัฟฟ์ทั้งหลาย เขาจัดดิสเพลย์รวมเหล่าสัตว์ได้น่าดูมาก เห็นสัตว์แต่ละตัวอย่างชัดเจน ดึงดูดความสนใจของชื่นใจและเราเป็นอย่างมาก เพราะส่วนตัวแล้ว แม่นี่แหละที่ชอบมาพิพิธภัณฑ์แนวนี้ ^v^

พิพิธภัณฑ์, โตเกียว พิพิธภัณฑ์, โตเกียว

ไล่เรียงลงมาที่ชั้นใต้ดินซึ่งเต็มไปด้วยโครงกระดูกและฟอสซิลไดโนเสาร์ นอกจากให้ความรู้ได้ดีแล้ว ยังช่วยให้เด็กๆ เห็นภาพที่เคยอ่านจากในหนังสือได้ดีขึ้นอีกด้วย อย่างไดโนเสาร์ไทรเซราทอปส์ (Triceratops) ที่ชื่นใจจำได้ว่ามี 3 เขา ก็ได้เห็นของจริงจากโครงกระดูกในครั้งนี้ล่ะ

พิพิธภัณฑ์, โตเกียว พิพิธภัณฑ์, โตเกียว

นอกจากที่เด็กๆ ได้เดินดู สำรวจ ชีวิตมนุษย์ สัตว์ และธรรมชาติแล้ว ยังมีมุมให้เด็กๆ ได้ลงมือปฏิบัติและทดลอง ใช้เครื่องมือต่างๆ แบบของจริง โซนนี้ผู้คนล้นหลามพอควรค่ะ เพราะสนุกในการได้ลงมือและสมมติบทบาทในแบบของตัวเอง

กว่าเราจะออกมากันก็ตอนที่พิพิธภัณฑ์ปิดเรียบร้อย ตอนนั้นยังรู้สึกว่าไม่เต็มอิ่มเลยนะ ชื่นใจยังคงสนุก และคุกรุ่นความอยากเล่น อยากทดลอง และสมมติบทบาทนักวิทยาศาสตร์ที่หลงป่ากันอยู่อีก

พิพิธภัณฑ์, โตเกียว พิพิธภัณฑ์, โตเกียว

แน่นอนว่าเราจะไม่พลาดที่จะมาที่นี่อีกในครั้งต่อๆ ไปที่มาโตเกียว เพราะเราอยากจะรู้ว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความสนใจของชื่นใจจะไปอยู่ที่มุมไหนของพิพิธภัณฑ์ในวัยที่เพิ่มมากขึ้น จะยังชอบอันเดิม แล้วเพิ่มเรื่องใหม่ หรือทำเมินกับเรื่องที่เคยชอบมากๆ ไปแล้วนะ ไม่ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน การมาพิพิธภัณฑ์ ให้มุมมองอะไรกับครอบครัวเรามากกว่าเนื้อหาที่สอดแทรกอยู่ในนั้นเสมอ เหมือนกับว่าพวกเราเองก็กำลังสร้างเนื้อหาในแต่ละครั้งที่ให้จดจำความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้เช่นกันค่ะ

พิพิธภัณฑ์, โตเกียว

การเดินทาง : สถานี Ueno เดินประมาณ 5 นาทีจากตัวสถานี
เวลาเปิด-ปิด : 09.00 – 17.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

Writer & Photographer

พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล

เริ่มต้นงานแรกหลังเรียนจบและงานเดียวจนถึงปัจจุบันคืองานในวงการสิ่งพิมพ์ รักงานบรรณาธิการและงานเขียน ตอนนี้มีอาชีพเป็นคุณแม่และภรรยาที่ทำงานที่รักไปด้วย อ่อนไหวง่ายและภูมิต้านทานต่ำเมื่อเจอกับเรื่องราวกระจุกกระจิก และคอยหาเวลาว่างเพื่อเก็บมาเป็นซีรีส์กุ๊กกิ๊ก ไกด์ อยู่เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load