นอกจากฟินแลนด์ที่เรารู้กันว่าเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกแล้ว ที่นี่ยังเป็นประเทศที่ผลิตหนังสือเด็กมากที่สุดในโลกอีกด้วย ประเทศที่ให้ความสำคัญกับเด็ก กับการเล่น และความสัมพันธ์ของครอบครัว ทำให้มีพื้นที่ดีๆ มีสถานที่ที่ให้เด็กและผู้ปกครองไปใช้เวลาร่วมกัน ได้เล่นสนุก ได้เรื่องได้ราว และได้เวลาคุณภาพ

เฮลซิงกิมีข้อมูลที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างดีมากค่ะ มีแผนที่การเที่ยวสำหรับเด็กและครอบครัวโดยเฉพาะด้วย (helsinki for kids) นอกจากนั้นยังมีข้อมูลการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม เริ่มหยิบกันได้ตั้งแต่ที่สนามบินเลย ตามในเมืองก็ยังมีให้

ในใจกลางเมืองเฮลซิงกิ ท่ามกลางตึกหลังเก่าที่ถูกทาสีใหม่แบบได้รับการดูแลอย่างดี ตึกหลากสีที่คุมโทนพลาสเทลอมเทา วางตัวคู่กับตึกสีเหลือง กับท้องฟ้าโล่งกว้าง ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทำให้บรรยากาศของเฮลซิงกิที่แม้อากาศยังเลขตัวเดียว ก็รู้สึกสดชื่นเกินกว่าจะอยากขดตัวอยู่ในที่พักค่ะ

Children’s Town
Children’s Town

Children’s Town เป็นหนึ่งใน Helsinki City Museum ที่รวมหลายพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ ของเฮลซิงกิ ตั้งอยู่ใกล้กับ Senate Square ในตึกสีฟ้าอมเทา ที่หน้าต่างมีตัวการ์ตูนกวักมือเรียกเราที่ด้านนอก เหมือนมีมนตร์สะกด ชื่นใจรีบคว้ามือเราชวนกันเข้าไปข้างใน ถอดเก็บแจ็กเก็ตกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาวิ่งตามเด็กหญิงเด็กชายภาพวาดหน้าตายิ้มแย้มเข้าไปรู้จักกับโลกของเด็กๆ ที่นี่เปิดโอกาสให้เขาได้หยิบ จับ สัมผัส เล่นสมมติ Children’s Town ย่อโลกผจญภัย ความฝัน และโอกาส ที่ได้เล่นได้ลองมาไว้ในตึกหลังเก่าที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1757

Children’s Town
Children’s Town
Children’s Town

ใน Children’s Town ไม่มีผิดไม่มีถูก มีแต่พื้นที่ที่จัดมุมนั้นมุมนี้ไว้ให้เด็กๆ เอาตัวเองและจินตนาการไปใส่ไว้ มีมุมรถม้าที่ชื่นใจวิ่งขึ้นไปควบทันทีที่เห็น ถัดไปเป็นเรือลำใหญ่ มีร้านขายของ ร้านซ่อมรองเท้า ร้านขนมปัง พื้นที่ไม่ได้ใหญ่มากมาย แต่มันเพียงพอสำหรับเด็กๆ ที่จะวิ่งวุ่นไปกับความคิดของตัวเองที่อยากจะหยิบนั่นจับนี่ เล่นบทนั้นบทนี้แบบที่ตัวเองเห็นภาพ และแน่นอนว่าความสนุกของเขานั้นมีเราร่วมบทบาท ร่วมแสดง อยู่ด้วยค่ะ

อีกห้องถัดมาที่เด็กๆ ชอบกันมาก คือห้องโรงละคร มีห้องแต่งตัว ที่ในตู้เสื้อผ้าเตรียมไว้ให้ทั้งเด็กหญิงเด็กชาย หลากหลายขนาดและคาแรกเตอร์ เด็กหญิงชื่นใจได้สวมบทบาทเจ้าหญิงสมใจก็ที่นี่เอง ขอให้เราช่วยสวมชุดนั้นชุดนี้ แล้วยืนยิ้มให้ตัวเองที่หน้ากระจก หมุนซ้ายเอียงขวาด้วยความพอใจม้ากมาก แม่เห็นแล้วอยากจะไปขอชุดที่ใส่ได้มาสวมเล่นด้วยซะเลย

Children’s Town
Children’s Town

ขึ้นมาที่ชั้นบน จะเป็นห้องของเล่นที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเล่นตั้งแต่ยุคโบราณเอาไว้ ถูกใจพ่อและแม่ไปด้วย เพราะมันเป็นตุ๊กตาเด็กหญิงหน้าตาวินเทจแบบตัวที่เราเคยเล่นเมื่อตอนเป็นเด็ก มีห้องเรียน ห้องเวิร์กช็อป ของโบราณที่ไม่หวงตัวกับเด็กๆ คือจับเล่นหรือเอามาลองใส่ได้ไม่ว่ากัน แต่ต้องระมัดระวังให้เขาด้วย

Children’s Town
Children’s Town โลกของเด็กในฟินแลนด์ ประเทศที่ได้ชื่อว่ามีการศึกษาดีที่สุดในโลก

และแม้ว่าที่นี่จะเป็นโลกสำหรับเด็ก แต่สิ่งที่แฝงไว้ในนี้มากกว่านั้น คือการที่มีเรา พ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กร่วมเล่นสนุกกับเขาไปด้วย ไม่ปล่อยเขาไว้ลำพัง การนั่งเล่นข้างๆ เออๆ ออๆ ไปกับบทบาทที่เขามอบให้ คือโลกที่ดีที่สุดของเด็กคนนึงซึ่งจะได้รับความสุขไปเต็มๆ ค่ะ

Children’s Town

ในพื้นที่เดียวกันกับ Children’s Town ยังมีนิทรรศการอื่นๆ ที่บอกเล่าความเป็นมาของเฮลซิงกิ ซึ่งแสดงเนื้อหาได้น่าสนใจ เข้าใจได้ง่าย โถงตรงกลางเต็มไปด้วยเก้าอี้น่านั่ง มีมุม shop ที่มีขายทั้งของเด็ก ของที่ระลึก และหนังสือที่น่าสนใจ กับมุมคาเฟ่ที่มีช็อกโกแลตร้อนและคุกกี้ที่อร่อยมากๆ ในช่วงฤดูร้อนที่นี่จะมีเวิร์กช็อปทุกวัน และฟรีค่าเข้าค่ะ

Children’s Town

Address: Aleksanterinkatu 16
Open: วันจันทร์-ศุกร์ 11.00 – 19.00 น. / วันเสาร์-อาทิตย์ 11.00 – 17.00 น. ก่อนไปควรเช็กวันหยุดอีกครั้งตามฤดูกาล และวันหยุดพิเศษ)

Writer & Photographer

พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล

เริ่มต้นงานแรกหลังเรียนจบและงานเดียวจนถึงปัจจุบันคืองานในวงการสิ่งพิมพ์ รักงานบรรณาธิการและงานเขียน ตอนนี้มีอาชีพเป็นคุณแม่และภรรยาที่ทำงานที่รักไปด้วย อ่อนไหวง่ายและภูมิต้านทานต่ำเมื่อเจอกับเรื่องราวกระจุกกระจิก และคอยหาเวลาว่างเพื่อเก็บมาเป็นซีรีส์กุ๊กกิ๊ก ไกด์ อยู่เสมอ

เรื่องชื่นใจ

บันทึกการเลี้ยงเด็กหญิงชื่นใจ โดยแม่ตุ๊กตา

ก่อนที่เราจะมีชื่นใจมาเป็นผู้ร่วมคณะทัวร์กุ๊กกิ๊ก การเดินทางของเรามีเป้าหมายไม่มาก คือได้ไปเดินในร้านเล็กร้านน้อยที่ขายของแบบคัดเลือกมาถูกจริตกัน ไปนั่งร้านกาแฟ ไปกินขนม ดมกลิ่นกาแฟหอมๆ ไปพิพิธภัณฑ์ ไปแกลเลอรี่ แล้วก็เดินเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ เพื่อหลงเป็นอาชีพ

เมื่อมีชื่นใจมาเป็นลูกคณะ หัวหน้าคณะอย่างแม่ก็ยังไม่ทิ้งโปรแกรมเดิมๆ เพียงแต่เพิ่มเติมอะไรที่เกี่ยวกับเด็กเข้ามาบ้าง มีสวนสัตว์บางครั้ง มีสวนน้ำบางที มีแกลเลอรี่สำหรับเด็ก มีพิพิธภัณฑ์นักทดลอง และอะไรต่ออะไรที่อยู่ในความรักความชอบความสนใจของลูกคณะในช่วงเวลานั้นๆ

อย่างหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากการพาลูกเข้าพิพิธภัณฑ์ นอกจากแม่และพ่อได้ดูงานของศิลปินต่างๆ แล้ว (อย่าเพิ่งคาดหวังว่าเด็กเล็กๆ จะซึมซับแนวคิดของศิลปินท่านนั้นๆ ได้ มันเกินกำลังไปนิดค่ะ) สิ่งที่เราได้มากกว่าการดำรงกิจกรรมเดิมๆ ที่เราชอบ คือชื่นใจได้เรียนรู้มารยาทต่างๆ ในการอยู่ร่วมสังคมกับคนอื่น เวลาที่เราอยู่ในนี้ เราจำเป็นจะต้องลดระดับเสียงลง เราจำเป็นต้องใส่ใจคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ เราจำเป็นต้องระงับมืออันแสนไวของลูกไม่ให้ไปจับตัวผลงานเลอค่า หรือพยายามจะแทะนั่นแทะนี่เวลาเห็นอะไรแปลกใหม่

Naoshima Island

Naoshima Island

Naoshima Island

ความยากที่สุดของการเข้าพิพิธภัณฑ์กับชื่นใจ คือช่วงวัยเกือบๆ 2 ขวบนี่ล่ะค่ะ ชื่นใจกำลังสนุกกับสองขาที่รู้แล้วว่าสามารถเดิน เดินไวๆ และออกวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างไม่หยุดยั้ง อะไรที่ผ่านเข้ามาในสายตาแล้วอยากจะไปดู ไปสัมผัส ไปจ้องใกล้ๆ ก็แค่ออกแรงเดินไป แต่ทำให้พ่อและแม่ปวดหัวไม่น้อย ตอนที่เด็กกว่านี้ เราอาจสยบด้วยการเอาเข้าเปลอุ้ม แล้วเดินไปด้วยกัน ออกเสียงดังอ้อแอ้ก็หาอะไรให้ดู ให้จับ ดึงความสนใจด้วยผลงานแต่ละชิ้นตรงหน้า

เมื่อผ่านวัยแห่งความยากในการควบคุมมาได้ ช่วงอายุ 2 ขวบกว่า เราว่าเป็นวัยที่ลูกสนุกและเริ่มได้ซึมซับรูปทรง ลวดลาย สีสัน ผ่านผลงานศิลปะต่างๆ ได้ดีขึ้น เวลาบอกเล่าหรืออธิบายอะไรให้ฟังเกี่ยวกับชิ้นงาน ก็ดูแววตาเปิดรับมากขึ้น และเริ่มเข้าใจแล้วว่าเมื่อเราอยู่ในพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ เราจำเป็นต้องลดระดับเสียงลงนะ เราเอื้อมมือไปจับไม่ได้นะ อีกอย่างที่ชื่นใจค้นพบในพิพิธภัณฑ์คือสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อสารกับเรา มันช่วยสร้างความเข้าใจอันดีสำหรับเขาในการรู้จักมารยาทสังคมได้ดีขึ้นมากค่ะ อย่างป้ายงดใช้เสียง ป้ายห้ามถ่ายรูป ป้ายห้ามจับ ฯลฯ ชื่นใจเชื่อถือคำสั่งของป้ายเหล่านี้มาก ปฏิบัติตามอย่างดี ไม่มีวอกแวก หรือหลังๆ เวลาไปที่ไหนถ้าเกิดเสียงดัง ก็จะเปรียบเทียบให้ชื่นใจฟังว่าต้องเงียบเหมือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไง

เมื่อพูดถึงพิพิธภัณฑ์ หนึ่งในทริปแห่งความทรงจำของเราตลอดกาล คือการไป Naoshima Island เกาะขนาดเล็กแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น เกาะแห่งนี้เป็นสวรรค์ของงานศิลปะ ของศิลปิน และของคนที่ชื่นชอบในศิลปะหลายๆ แขนง เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงในทางศิลปะอย่างมาก ทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลก และชาวญี่ปุ่นเอง

Naoshima Island

Naoshima Island

การเดินทางไปที่เกาะนี้สมบุกสมบันมาก ต้องนั่งเครื่องบิน ต่อรถไฟ ลงเรือ ต่อรถบัส นั่นล่ะกว่าจะถึง แต่เมื่อไปถึงแล้วทุกอย่างช่างคุ้มค่า การต้อนรับเราด้วยฟักทองลูกใหญ่สีแดงจุดดำ ทำให้ความเหนื่อยเกือบหายเป็นปลิดทิ้ง อีกทั้งมุมที่มองจากห้องพักของเราในโรงแรม Benesse House ที่เห็นงานประติมากรรมชิ้นใหญ่ สีสันสดใส วางตั้งอยู่ในสวนโล่งกว้างเหมือนเป็นสนามเด็กเล่น และมีทะเลสงบเงียบทอดตัวยาวให้เราได้นั่งมอง เป็นความผ่อนคลายที่แฝงความสนุกสนานตื่นเต้นไว้ในใจ

ก่อนที่จะมา เราคิดกันไว้ว่าถ้าไปถึงแล้วห้องแสดงงานไหนที่ชื่นใจดูท่าจะเข้าไม่ไหว เพราะต้องใช้ความสงบเงียบมากๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่พิพิธภัณฑ์ค่อนข้างซีเรียส เราจะผลัดกันเข้าไปดู พอเอาเข้าจริงบรรยากาศของพิพิธภัณฑ์รวมถึงคนดูแลจะคอยบอกเราถึงกฎกติกามารยาทในการเข้าชม ก็ทำให้จากที่เคยคิดว่าชื่นใจจะเข้าไม่ไหวแน่ๆ เลยได้ดูเกือบทุกงาน

Naoshima Island

Naoshima Island

พิพิธภัณฑ์ที่ชอบที่สุดของเกาะนี้คือที่ Chichu Art Museum แค่ได้เดินอยู่ในนี้แล้วดูสถาปัตยกรรมก็สนุกแล้ว ในนี้มีงานของศิลปินหลายคน แต่ละงานจัดแสดงด้วยพื้นที่แบบเต็มที่ ช่วยขับให้แต่ละงานส่งพลังให้ตื่นตะลึงดี อย่างงานของโมเนต์ Walter De Maria ที่นี่เป็นที่นึงที่เราเคยคิดว่าชื่นอาจจะเงียบไม่ไหว แต่เธอทำได้

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีโบรชัวร์ให้เราใช้สื่อสารกับเด็กเกี่ยวกับงานศิลปะแต่ละชิ้นอีกด้วย ซึ่งเหมาะกับการใช้ระหว่างรอเข้าชมแต่ละงาน แสดงว่าที่นี่ต้อนรับเด็ก แต่เด็กคนนั้นก็ต้องเคารพกติกาในการเข้าชมงานด้วย

Naoshima Island Naoshima Island

นอกจากที่ Naoshima Island แล้ว ยังมีเกาะศิลปะน้อยใหญ่อีกหลายเกาะในบริเวณใกล้ๆ กัน อีกเกาะที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงคือ Teshima ที่นี่มีงานศิลปะหลายชิ้น หลายงาน แต่ส่วนใหญ่จะเปิดแค่วันเสาร์-อาทิตย์ ที่เกาะนี้เราได้มาแค่งานไฮไลต์ของเกาะ คือที่ Teshima Art Museum ซึ่งคุ้มค่ามากสำหรับเราแล้วค่ะ

Teshima Art Museum ถูกออกแบบไว้ราวกับปาฏิหาริย์ คือท่ามกลางทุ่งนาขั้นบันได ท้องฟ้าผืนกว้าง และคุณลุงผู้กำลังเก็บเกี่ยวพืชผล มีนกที่เลี้ยงไว้คอยบินวนเพื่อจับหนู มองไปไกลลิบๆ จะเห็นหลังคาโค้งๆ ของมิวเซียมโผล่พ้นหญ้าขึ้นมา นั่นเป็นเพียงแค่ภายนอก พอเข้าไปภายในยิ่งสวยงาม

Naoshima Island

ตอนแรกเราคิดว่าที่นี่ชื่นใจคงเข้าไม่ได้แน่ๆ ตอนขามาชื่นใจหลับมา มาถึงหน้ามิวเซียมก็ยังไม่ตื่น ตอนนั้นเลยตกลงว่าเราจะผลัดกันเข้าไป คนนึงเฝ้าชื่นใจไว้ เราเป็นคนเข้าไปก่อน ทันทีที่เข้าไปก็คิดว่าชื่นใจควรเข้ามาให้ได้ ยังไงก็ต้องลองดู หมดผลัดเดินออกไปชื่นใจตื่นพอดี เลยลองถามชื่นใจว่าลองเข้าไปไหม ข้างในน่าทึ่งมากนะ ถ้าเข้าไปน่าจะชอบ

ชื่นใจงัวเงียๆ แต่ก็บอกว่าจะเข้าไป เลยตกลงกันก่อนว่าข้างในน่ะต้องเงียบสุดๆ นะ มีคำถามอะไรอยากถามให้เก็บไว้ออกมาถามข้างนอก ต้องเดินด้วย ห้ามวิ่ง จับมือแม่ไว้ตลอดจะดีมาก เธอก็เออออๆ ก็เลยจูงมือพากันเข้าไปด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เราคิดในใจว่าอย่างมากก็รีบพาออกถ้าเห็นท่าจะเกิดความเสียหายหรือรบกวน

แน่นอนว่าพอเข้าไปเด็กหญิงวัยสองขวบกว่าก็ต้องทดสอบคำพูดของเรากันหน่อยว่าจริงจังแค่ไหน หรือแค่เล่นๆ ด้วยการเปล่งเสียง ทันทีที่ชื่นอ้าปาก เราก็ส่งสัญญาณ ชู่วววว ว่าห้ามใช้เสียง เราใช้การพูดกระซิบกันแบบเบาที่สุด นางคงปรู๊ฟละว่าแม่เอาจริงเลยไม่พูดเสียงปกติอีก และไม่วิ่ง เพราะในนั้นมีงานศิลปะที่น่าสนใจกว่า คือหยดน้ำที่ถูกออกแบบโดย Rei Naito (เร นาอิโตะ) เป็นหยดน้ำที่ชวนน่าสนใจกับทุกคน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ เราต่างมีวิธีที่จะเข้าถึงงานชิ้นนี้ในวิธีและประสบการณ์ที่ต่างกัน แต่นั่นเพราะมีความอยากทดลองอยู่ในตัวพวกเราทุกคน

Naoshima Island

นอกจากหยดน้ำที่เป็นงานศิลปะเชิงทดลองแล้ว ตัวอาคารที่ถูกออกแบบโดย Ryue Nishizawa (เรียว นิชิซาว่า) ก็ชวนตื่นตะลึงไม่แพ้กัน (ในนี้ห้ามพกกล้องและห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด) การเล่นกับรูปทรงโค้ง สีขาว และเจาะช่องเพื่อให้อากาศไหลผ่าน ทำให้เกิดมิติที่แปลกในพื้นที่แห่งนี้

เราอยู่ในนี้กันนานพอควร แต่เมื่อดูเวลาแล้วก็ต้องบ๊ายบายกันก่อน เดี๋ยวจะไม่ทันรถโดยสารรอบต่อไป ในคาเฟ่ของ Teshima Art Museum ก็ออกแบบให้สอดคล้องกัน นัยว่าเมื่อออกจากบรรยากาศของพื้นที่พิพิธภัณฑ์ตรงนั้น ก็ยังเชื่อมต่อความรู้สึกกันได้ ในช่วงเวลาที่ผ่อนคลายมากขึ้น ในคาเฟ่มีขายขนม อาหาร และน้ำ มีโดนัทที่ทำจากข้าว และชุดอาหารก็อร่อยมากค่ะ

จากพื้นที่จำกัด จากความสงบเงียบในพิพิธภัณฑ์ จากสายตาของชื่นใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จากผนังที่ติดประดับไปด้วยชิ้นงานในแต่ละพิพิธภัณฑ์ เมื่อออกจากกฎเกณฑ์ที่ต้องเรียนรู้ของสังคมแล้ว เราจะหาที่นั่งพักในสวนหรือในพื้นที่โล่งๆ ให้ชื่นใจได้วิ่งอย่างอิสระ เมื่อเด็กเรียนรู้ว่าพื้นที่ไหนทำอะไรได้แค่ไหน เขาจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะทำตัวกลมกลืนไปกับกฎระเบียบที่ตัวเขาได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม ผ่านสถานที่ และผ่านผู้คนรอบๆ ตัว เมื่อนั้นเสียงห้ามและความกังวลของเราจะลดน้อยลงเรื่อยๆ

Naoshima Island

Writer & Photographer

พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล

เริ่มต้นงานแรกหลังเรียนจบและงานเดียวจนถึงปัจจุบันคืองานในวงการสิ่งพิมพ์ รักงานบรรณาธิการและงานเขียน ตอนนี้มีอาชีพเป็นคุณแม่และภรรยาที่ทำงานที่รักไปด้วย อ่อนไหวง่ายและภูมิต้านทานต่ำเมื่อเจอกับเรื่องราวกระจุกกระจิก และคอยหาเวลาว่างเพื่อเก็บมาเป็นซีรีส์กุ๊กกิ๊ก ไกด์ อยู่เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load