ดิฉันรู้สึกสนุกกับการศึกษาบริษัทเก่าแก่ที่มีอายุเกินร้อยปีเป็นอย่างยิ่ง ส่วนหนึ่งคือระยะเวลา 100 ปี ยาวนานที่จะทำให้เห็นวัฏจักรของสินค้า ตั้งแต่สินค้านั้นๆ ได้รับความนิยม จนถึงยุคเสื่อมถอย

ความน่าสนใจอยู่ตรงบริษัทที่สินค้าอายุเกินร้อยปี มีวิธีการเอาตัวรอดจากวัฏจักรสินค้าได้อย่างไร 

ตัวอย่างธุรกิจในฉบับนี้ เป็นบริษัทอายุร้อยปีที่มีพนักงานเพียง 130 คน แต่ทำยอดขายได้กว่า 1.27 หมื่นล้านเยน และส่งสินค้าจำหน่ายทั่วโลก

ดิฉันเชื่อว่า หากท่านรู้จักคำว่า ‘อุเมะฉุ’ ท่านน่าจะได้มีโอกาสลิ้มลองผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้

สินค้าที่ไม่มีใครสนใจ

ตระกูลคนโด ทำอาชีพปลูกองุ่นในเมืองฮาบิกิโนะ จังหวัดโอซาก้า ตั้งแต่ ค.ศ. 1914 และเริ่มหันมาทำไวน์จำหน่ายไปด้วย เมื่อ จูทาโร่ คนโด เกษียณในวัย 60 ปี และส่งต่อกิจการให้ลูกชายทั้งสาม เขาตัดสินใจบินไปดูงานที่ฝรั่งเศส ประเทศต้นตำรับแห่งไวน์ จูทาโร่พบว่าไวน์ฝรั่งเศสอร่อยกว่า และราคาถูกกว่าญี่ปุ่นมาก ถ้าญี่ปุ่นเปิดเสรีให้นำเข้าไวน์ได้เมื่อไร ไม่มีทางที่ โชยะ (CHOYA) จะชนะได้แน่ๆ 

จูทาโร่เลยเบนเข็มไปหาสินค้าอื่นแทน สินค้าหนึ่งที่เขามองคือเหล้าบ๊วย (ภาษาญี่ปุ่น : อุเมะฉุ) ในยุคนั้นคนญี่ปุ่นยังนิยมดองเหล้าบ๊วยเองอยู่ เนื่องจากวิธีการทำเหล้าบ๊วยนั้นแสนง่าย เพียงแค่มีขวดโหล แล้วใส่ลูกบ๊วยลงไป ใส่น้ำตาลกรวด แล้วเทเหล้าขาวในขั้นตอนท้ายสุด จากนั้นก็รอ 6 เดือนถึง 1 ปี ก็ดื่มได้แล้ว

แม้กระนั้นจูทาโร่เห็นว่าในอนาคตพฤติกรรมลูกค้าอาจจะเปลี่ยนก็ได้ เขาจึงลองทำเหล้าบ๊วยออกมาขายดู

ภาพ : www.choyachina.com

ในตอนแรกผู้บริโภคเข้าใจว่าร้านโชยะทำเหล้าบ๊วยปลอมออกมาจำหน่าย เนื่องจากในขวดเหล้า ไม่มีลูกบ๊วยอยู่ ฝั่งร้านโชยะจึงรีบไปทำเรื่องกับกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นผู้ออกใบอนุญาต ปรากฏว่าทางกรมสรรพสามิตก็ไม่ยอม เพราะมีกฎห้ามใส่สิ่งแปลกปลอมในเหล้าบ๊วย ทำให้ครอบครัวคนโดต้องเจรจาแล้วเจรจาอีกกว่าทางกรมฯ จะเข้าใจและยินยอม 

ในที่สุด เมื่อทางกรมสรรพสามิตอนุญาตให้โชยะใส่ลูกบ๊วยลงในขวดเหล้าได้ โชยะก็เริ่มวางจำหน่าย แต่โชคชะตาก็ยังไม่เข้าข้างพวกเขา ร้านจำหน่ายเหล้าญี่ปุ่นในสมัยนั้นรู้สึกว่า เหล้าบ๊วยทำง่าย หมักเองได้ ไม่น่ามีลูกค้ามาซื้อ 

โชยะจึงตัดสินใจทำโฆษณาโปรโมตเหล้าบ๊วย ในสมัยนั้นบริษัทที่จะทำโฆษณามีแต่บริษัทใหญ่ แต่โชยะก็ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่เพื่อเสี่ยงกับการสร้างตลาดใหม่ดู ในโฆษณาเป็นภาพเหล้าบ๊วย เทใส่แก้วน้ำแข็งเย็นๆ มีเสียงน้ำแข็งดังกริ๊งๆ เชื่อว่าคนดูส่วนใหญ่ต้องกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ ตามไปด้วยแน่ โฆษณาโชยะทำให้คนญี่ปุ่นทั่วประเทศนึกถึงยี่ห้อ ‘โชยะ’ เมื่อนึกถึงเหล้าบ๊วย และยอดขายของโชยะก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ 

วิกฤตสินค้าราคาถูกตี

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน คนญี่ปุ่นไม่ได้อยู่กันเป็นครอบครัวเหมือนแต่ก่อน แต่ออกมาทำงานอยู่เมืองใหญ่ ใช้ชีวิตตัวคนเดียวมากขึ้น ผู้บริโภคก็เริ่มหาซื้อเหล้าบ๊วยตามร้านขายเหล้าบ้าง ร้านสะดวกซื้อบ้าง ตลาดเหล้าบ๊วยที่โชยะสร้างก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น

จนเข้าช่วง ค.ศ. 1990 เริ่มมีบางแบรนด์จำหน่ายาบ๊วยในราคาถูก แบรนด์เหล่านี้เลือกใช้สารปรุงแต่งกลิ่นบ๊วยและสารสังเคราะห์รสเปรี้ยว เพื่อประหยัดปริมาณการใช้บ๊วย เมื่อฝ่ายขายโชยะไปเสนอขายสินค้าตามร้านค้า ก็เริ่มโดนปฏิเสธ เนื่องจากเหล้าบ๊วยโชยะมีราคาสูงกว่าเจ้าอื่นเกือบเท่าตัว พนักงานบริษัทโชยะเองก็เริ่มเรียกร้องให้ท่านประธานหันมาใช้สารสังเคราะห์บ้าง เพื่อลดต้นทุนไปสู้กับคู่แข่ง

ในตอนนั้น ท่านประธานโนบุยุกิซึ่งเป็นประธานรุ่นที่ 3 เห็นว่า การที่โชยะจะชนะได้นั้น เราต้องทำแตกต่างจากเจ้าอื่น ในเมื่อโชยะเป็นแบรนด์ที่ใส่ใจและจริงจังกับเหล้าบ๊วยที่สุด โชยะจะยังคงรักษาสิ่งนี้ต่อไป

กลยุทธ์แก้เกมแข่งราคา

โชยะเลือกที่จะเดินเส้นทางเหล้าบ๊วยแท้ๆ ไม่ใส่สารสังเคราะห์ ไม่แข่งด้วยราคา พวกเขาเลือกสู้ด้วยคุณภาพและความหลากหลายของสินค้า 

โชยะได้สร้างศัพท์คำใหม่ขึ้นมาคำหนึ่ง คือคำว่า ‘Honkaku Umeshu’ คำว่า Honkaku หมายความว่า จริงจัง แท้ Honkaku Umeshu จึงแปลว่า เหล้าบ๊วยแท้ โดย Umeshu ธรรมดา เป็นเหล้าบ๊วยที่มีสารปรุงแต่งกลิ่นสี ส่วน Honkaku Umeshu นั้น ปราศจากสารสังเคราะห์เหล่านี้ 

โชยะอธิบายคำนี้ไว้บนบรรจุภัณฑ์และเว็บไซต์อย่างชัดเจน โฆษณาบางตัว ก็สื่อสารว่าเหล้าบ๊วยของโชยะไม่มีสารสังเคราะห์ปลอมปน (โดยมิได้โจมตีแบรนด์คู่แข่งแต่อย่างใด) ผู้บริโภคที่ศึกษา เข้าใจ และใส่ใจสุขภาพ ก็พร้อมที่จะเลือกแบรนด์โชยะ 

โชยะมีเหล้าบ๊วยหลายรุ่น เช่น รุ่นผสมน้ำตาลอ้อย รุ่นผสมชาเขียว รุ่นรสธรรมชาติดั้งเดิม ตลอดจนเหล้าบ๊วยสุดพรีเมี่ยมที่ใช้บ๊วยพันธุ์ดี และจำหน่ายแบบจำกัดจำนวน

ภาพ : www.choyachina.com
เหล้าบ๊วยสุดพรีเมี่ยม ผ่านการดอง 5 ปี
ภาพ : www.choya.co.jp

นอกจากนี้ โชยะยังออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับบ๊วยที่หลากหลาย และตอบโจทย์ลูกค้าหลายกลุ่มอีกด้วย 

สำหรับคนที่ไม่ดื่มเหล้า โชยะก็มีน้ำบ๊วยกระป๋องและเยลลี่บ๊วยออกมาจำหน่าย

สำหรับครอบครัวที่มีลูกเล็ก โชยะออกน้ำเชื่อมไซรัปรสบ๊วย เอาไว้ราดน้ำแข็งไสหรือผสมโยเกิร์ตทาน

ภาพ : www.choya.co.jp

สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ โชยะก็อำนวยความสะดวกด้วยการจำหน่ายเซ็ตหมักเหล้าบ๊วยเอง (Limited Edition) โดยลูกค้าสามารถเลือกประเภทของเหล้าและน้ำตาลกรวดได้

ภาพ : www.choya.co.jp

เพื่อให้ลูกค้า ‘ดื่มด่ำ’ กับโชยะมากขึ้น ทางแบรนด์ได้เปิดบาร์ (ชั่วคราว) ในย่านกินซ่า ที่บาร์มีค็อกเทลทำจากเหล้าบ๊วยโชยุต่างๆ มีน้ำแข็งไส และกับข้าวที่มีเหล้าบ๊วยเป็นส่วนประกอบด้วย 

ภาพ : www.choyaume.jp

สำหรับวัยรุ่นที่ชอบการถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดีย โชยะเปิด Choya Shops ร้านจำหน่ายสินค้าแปรรูปของโชยะในเมืองเกียวโตและเมืองคามาคุระ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ มีศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมค่อนข้างมาก 

ภาพ : www.choyaume.jp

ในร้าน ลูกค้าเลือกซื้อน้ำบ๊วยชื่นใจได้ ในแก้วจะมีลูกบ๊วยลูกโตใส่มาด้วย เหมาะกับการถ่ายรูปลง IG เก๋ๆ เป็นอย่างยิ่ง

ภาพ : www.choyaume.jp

นอกจากนี้ โชยะยังใช้พื้นที่ตรงนี้ในการจัดเวิร์กชอปและกิจกรรมต่างๆ ด้วย ลูกค้าสมัครมาหมักเหล้าบ๊วยเองได้ โชยะเตรียมขวดโหลแก้วน่ารักๆ น้ำตาลกรวดสีพาสเทลสวยๆ และเหล้าขาวหลายแบบ ให้ลูกค้าได้ลองตักน้ำตาล เทเหล้า และนำขวดเหล้าบ๊วยกลับบ้านได้ 

เวิร์กชอปนี้ได้รับความนิยมจากสาวๆ เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากขวดเหล้าบ๊วยน่ารัก ตั้งวางไว้ในห้องก็สวย 

ภาพ : shop.choyaume.jp

เหตุใดโชยะขยันออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องแต่กับบ๊วย 

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบริษัทถนัดในการทำเหล้าบ๊วย และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเกษตรกรที่ปลูกบ๊วย แต่อีกเหตุผลหนึ่ง คือ โชยะมีภารกิจมุ่งมั่นรักษา ‘วัฒนธรรมการทานบ๊วยตั้งแต่อดีตกาล’ ซึ่งดีต่อสุขภาพ 

ไซรัปน้ำแข็งไส ทำให้เด็กๆ คุ้นเคยกับรสบ๊วยตั้งแต่เด็ก วัยรุ่นสนุกกับการได้ลองซอฟต์ดริงก์ทั้งจากคาเฟ่และตู้กดน้ำ พวกเขาเริ่มสนุกกับการหัดหมักเหล้าบ๊วยเองผ่านการไปร้าน Choya Shops ส่วนผู้ใหญ่ก็ซื้อโชยะจิบทานบนรถไฟชิงกันเซ็นระหว่างกลับบ้าน หรือซื้อขวดใหญ่ไว้ผสมกับโซดาบ้าง รินใส่น้ำแข็งแล้วนั่งจิบที่บ้านบ้าง วันพิเศษก็เปิดขวดเหล้าโชยะรุ่น Limited Edition ดื่มด่ำความหอมหวานของบ๊วยพันธุ์ดี 

โชยะไม่ได้พยายามขายเหล้าบ๊วย แต่พวกเขากำลังทำให้คนญี่ปุ่นยังคงจดจำรสชาติบ๊วย และรักวัฒนธรรมการดื่มการกินบ๊วยเช่นนี้ 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ร้านขนม Shimizu ก่อตั้งปี 1947 ในเมืองอินะ จังหวัดนากาโนะ คุณปู่ของชินอิจิเริ่มต้นจากการจำหน่ายขนมโมจิไส้ถั่วแดงแล้วตระเวนเดินขายไปทั่วเมือง พอถึงรุ่นพ่อก็เริ่มประยุกต์ทำขนมฝรั่ง เช่น เค้ก คุกกี้ มาขายบ้าง 

ชินอิจิ ชิมิสึ เกิดปี 1975 สมัยเด็ก คุณยายสอนเขาเสมอว่า การที่หลานมีความสุขอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะบรรพบุรุษและตายายทำดีกับผู้อื่น สิ่งดี ๆ จึงเกิดขึ้นกับหลาน อย่าหยิ่งยโส และจงรู้สึกขอบคุณอยู่เสมอ

ชินอิจิได้เรียนรู้จากคุณยายทางอ้อมเสมอ อย่างตอนช่วยงานที่ร้าน มีลูกค้าท่านหนึ่งมาซื้อโมจิแค่ 2 ชิ้น แต่คุณยายก็หยิบเพิ่มให้อีก 4 ชิ้น และบอกลูกค้าท่านนั้นว่าแถมให้ พอลูกค้าท่านนั้นจากไป คุณยายก็หยิบเงินสดจำนวนเท่ากับโมจิ 4 ชิ้นนั้นจากกระเป๋าตนเองใส่ที่เก็บเงินของร้าน คุณยายทำเช่นนั้นเพราะรู้ว่า ลูกค้าท่านนั้นมีครอบครัว 6 คน ทุกคนจะได้ทานโมจิอร่อย ๆ พร้อมหน้าพร้อมตากัน

เมื่อชินอิจิเข้ามาสืบทอดกิจการต่อจากคุณพ่อ กลายมาเป็นเจ้าของร้านขนม Shimizu รุ่น 3 เขาก็ยังคงยึดหลักการสร้างความสุขให้กับผู้อื่นเสมอ ๆ 

“ผมเชื่อว่าความสุขที่แท้จริง คือ ความสุขจากการทำให้ผู้อื่นมีความสุขอยู่เสมอ ๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวตนเอง พนักงาน พาร์ตเนอร์บริษัท หรือลูกค้าที่อยู่ในเมือง การทำงานที่แท้จริงคือการทำให้ผู้อื่นยิ้มได้หรือมีความสุขครับ”​

ร้านขนมที่สร้างความสุขให้ทุกคน

ชินอิจิปรับร้านให้ดูสดใส น่านั่ง เอาดอกไม้มาลง ให้แขกนั่งชมสวนสวย ๆ สบาย ๆ 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
ภาพ : web-komachi.com

นอกจากนี้ ชินอิจิยังตั้งใจใช้ว้ตถุดิบจากในเมืองอินะเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ ไข่ไก่ นม เพื่อเป็นการสนับสนุนเกษตกรท้องถิ่นอีกด้วย

ตอนคุณพ่อคุณแม่ของเขาบริหารกิจการร้านนั้น ทั้งคู่วุ่นวายกับการผลิตและจำหน่ายขนม เป็นวงจรแบบนี้ทุก ๆ วัน 

เมื่อชินอิจิเข้ามาบริหาร เขาต้องการทำให้ลูกค้ารู้สึกสนุกและตื่นเต้นขึ้นอีก เขาเริ่มจากการทำเค้กพิเศษเฉพาะเดือนนั้น ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลบ้าง สร้างสีสันให้กับร้าน 

เกือบทุกเดือน เขาจะจัดอาหารและขนมแบบ Full Course ตามธีม เช่น ธีม ‘กลิ่น’​ เชฟจะคอยอธิบายกลิ่นของอาหารและขนมแต่ละชนิด ทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ลูกค้ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของบริการ Full Course นี้เป็นลูกค้าประจำ และบัตรมักจะขายหมดทันทีที่ประกาศขายเลยทีเดียว 

ขนมเค้กแห่งความฝัน

วันหนึ่ง มีข่าวเด็ก ม.ต้น แทงพ่อตนเองในย่านแถว ๆ เมืองที่ชินอิจิอยู่ เขาเห็นข่าวและรู้สึกสลดมาก ชินอิจิถามตนเองว่า เราสามารถทำอะไรได้บ้างไหมในฐานะที่เป็นร้านขนม เขารู้สึกว่าถ้าเด็กคนนั้นมีโอกาสคุยกับพ่อตนเองได้มากขึ้น ข่าวความรุนแรงเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น 

และแล้วเขาก็ปิ๊งไอเดีย ‘เค้กแห่งความฝัน’ เขาชวนเด็ก ๆ มาแต่งหน้าขนมเค้กกับคุณพ่อคุณแม่ โดยเด็ก ๆ เป็นคนปั้นตุ๊กตาหรือประดับเค้กตามความฝันของพวกเขา เด็กบางคนอยากเป็นนักบิน ก็ปั้นแป้งเป็นรูปเครื่องบินและมีตนเองนั่งอยู่บนนั้น เด็กบางคนอยากเป็นเชฟทำขนม บนหน้าขนมเค้ก มีเตาอบ และมีเค้กเล็ก ๆ วางอยู่ 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
เชฟกำลังสาธิตวิธีปั้นตุ๊กตา
ภาพ : www.inadanikankou.jp

ในปีแรก เขาจัดอีเวนต์ทำเค้กแห่งความฝันนี้ โดยมีผู้เข้าร่วมเพียง 9 คน ปีถัดไปเพิ่มเป็น 50 คน ปีถัด ๆ ไปเพิ่มเป็น 500 คน ปัจจุบันเขาจัดงานทุกวันที่ 8 เดือน 8 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน กลายเป็นอีเวนต์ดังประจำเมือง

กระบวนการทำเค้กแห่งความฝันเริ่มจากการที่เชฟจะสาธิตวิธีการปั้นแป้งให้เป็นรูปตุ๊กตาต่าง ๆ ก่อน จากนั้นเด็ก ๆ จะได้รับกระดาษเขียนความฝัน มีคำถามที่ช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจตนเองมากขึ้น เช่น อยากทำให้ใครมีความสุขอย่างไรบ้าง ฝันอยากทำอะไร โตขึ้นอยากเป็นคนแบบไหน ทำไมถึงคิดเช่นนั้น 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
กระดาษทดความฝัน
ภาพ : www.inadanikankou.jp

เมื่อทดความฝันเสร็จก็เข้าสู่กระบวนการลงมือทำ เด็ก ๆ ก็คอยปั้นแป้งโดยมีคุณพ่อคุณแม่ดูอยู่ห่าง ๆ อาจเข้ามาช่วยเหลือบ้าง ระหว่างทำเค้ก เด็ก ๆ ได้เล่าความฝันของตนเองให้พ่อแม่ฟัง คุณพ่อคุณแม่บางท่านบอกว่า ไม่เคยทราบเลยว่าลูกตนเองคิดแบบนี้หรือฝันแบบนี้ 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
ภาพ : www.inadanikankou.jp

ตอนท้ายงาน ชินอิจิจะให้เด็ก ๆ กล่าวคำขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ ขอบคุณอะไรก็ได้ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้ เช่น ขอบคุณที่ซักผ้าให้ ขอบคุณที่ทำอาหารให้ หลังจากนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ขอบคุณลูกเช่นกัน เช่น ขอบคุณที่ทำให้ชีวิตพ่อมีสีสันมากขึ้น 

ขั้นตอนสุดท้ายจริง ๆ คือ เด็ก ๆ จะเอาเค้กกลับไปทานกับสมาชิกครอบครัวที่บ้าน ต้องเล่าความฝันตนเองให้สมาชิกที่บ้านที่อาจไม่ได้มาในงานได้ฟังด้วย 

ชินอิจิได้ทำให้เด็ก ๆ ได้คุยกับคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น และทำให้การเล่าความฝันไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือเรื่องที่ควรเก็บไว้แค่กับตนเองอีกต่อไป 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
ภาพ : www.inadanikankou.jp

กิจกรรมนี้ค่อย ๆ กลายเป็นกิจกรรมดังในเมือง และสร้างชื่อเสียงให้กับร้านขนม Shimizu เป็นอย่างยิ่ง โดยหลัง ๆ มีบริษัท หน่วยงานรัฐบาล ตลอดจนโรงเรียนต่าง ๆ ติดต่อให้ชินอิจิและทีมมาช่วยทำกิจกรรมเค้กแห่งความฝันนี้ เค้กแห่งความฝันเป็นทั้งแหล่งรายได้ใหม่และอยู่ในความสนใจของสื่อเสมอ ๆ 

เมื่อมีผู้สนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ชินอิจิตัดสินใจตั้งหน่วยงานไม่แสงหากำไร (NPO) ชื่อ Dream Cake Project โดยชวนร้านขนมร้านอื่น ๆ มาทำโปรเจกต์นี้ร่วมกัน ทำให้โครงการขนมเค้กแห่งความฝันนี้ จัดขึ้นทั่วประเทศได้ โดยจัดปีละประมาณ 50 ครั้ง (เฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง) 

สำหรับผู้เข้าร่วมนั้น เค้กแห่งความฝันทำให้หัวหน้าแผนกกับลูกน้องได้คุยกันถึงเรื่องส่วนตัวมากขึ้น เด็ก ๆ ในโรงเรียนได้ฟังความฝันของกันและกันยิ่งขึ้น เค้กและตุ๊กตาแต่งหน้าไม่ได้เป็นเพียงแค่ขนมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทำให้ผู้คนได้เปิดใจกัน ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

บทเรียนจากร้านขนม Shimizu

1. คำนึงเสมอว่าจะทำให้ใครมีความสุขได้บ้าง ทั้งเกษตรกรท้องถิ่น ลูกค้า และคนในเมือง 

2. ไอเดียดี ๆ (ในที่นี้คือขนมเค้กแห่งความฝัน) อาจมาจากความตั้งใจช่วยเหลือผู้อื่น ลองคิดว่าธุรกิจเรา พอจะช่วยเหลือสังคมหรือแก้ปัญหาปัจจุบันอย่างไรได้บ้าง  

3. เค้กแห่งความฝัน ทำให้ชินอิจิไม่ได้มองขนมเค้กเป็นแค่ขนมเค้กอีกต่อไป การที่เขาเห็นว่าขนมเค้กช่วยให้คนในครอบครัวพูดคุยกัน สื่อสารกันมากขึ้น ทำให้เขามีไอเดียจัดอีเวนต์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นได้

4. ไม่เก็บไอเดียดี ๆ ไว้แค่กับตนเอง เขาตั้ง NPO เพื่อหาคนที่คิดร่วมกัน มาช่วยกันเผยแพร่แนวคิดนี้ยิ่งขึ้น หากเขาไม่ทำแล้วหรือจากโลกนี้ไป ก็ยังมีคนสืบทอดกิจกรรมเหล่านี้อยู่

5. ไอเดียดี ๆ ที่ตั้งใจทำเพื่อผู้อื่น อาจนำไปสู่แหล่งรายได้ใหม่ของบริษัทก็เป็นได้

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load