พ.ศ. 2564 วงการโฆษณาไทยเต็มไปด้วยเอเจนซี่โฆษณาขนาดเล็กๆ และเล็กมาก ที่บรรดาครีเอทีฟแยกตัวออกมาเปิดกันเอง

แต่ พ.ศ. 2554 การทิ้งตำแหน่งใหญ่ ทิ้งเงินเดือนก้อนโต จากเอเจนซี่โฆษณายักษ์ใหญ่ออกมาเปิดเอเจนซี่เล็กๆ ของตัวเอง ถือเป็นความคิดที่บ้า

มีคนหนุ่มกลุ่มหนึ่งเป็นคนบ้า

พวกเขาไม่ได้เห็นโอกาสทางธุรกิจใดๆ ไม่ได้มีแผนธุรกิจที่คมคาย แค่เบื่อการทำงานโฆษณาแบบเดิมๆ แล้วอยากหนีออกมาเปิดบริษัทโฆษณาที่ทำแต่งานโฆษณาเพื่อสังคมเท่านั้น ทุกความคิดสร้างสรรค์ที่ลงไปต้องไม่ทำร้ายโลก และต้องช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ดีขึ้น – ปัญหาที่พวกเขาในฐานะกลไกสำคัญของระบบทุนนิยมเคยสร้างไว้

คนหนุ่มกลุ่มนี้ไม่ใช่นักฝันหรือเอ็นจีโอ แต่พวกเขาคือคนโฆษณาฝีมือดีที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศ โดยเฉพาะพี่ใหญ่หัวหน้าทีม ป๋อม-กิตติ ไชยพร ซึ่งเคยรั้งอันดับครีเอทีฟเบอร์ต้นๆ ของโลก

พวกเขารวมตัวกันเปิดเอเจนซี่โฆษณา ‘ชูใจ กะ กัลยาณมิตร’

เอเจนซี่เล็กๆ ที่ทำให้งานเพื่อสังคมมากมายกลายเป็น Talk of the Town ในข้ามคืน รวมถึงส่งพลัง สร้างแรงบันดาลใจ และทำให้หลายต่อหลายคนลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในแบบของตัวเอง

ถ้าพูดถึงปริมาณ คุณภาพ ความต่อเนื่อง และการยอมรับ ชูใจฯ คือเอเจนซี่โฆษณาเพื่อสังคมอันดับหนึ่งของประเทศไทยแน่นอน

10 ปีผ่านไป เราชวนพวกเขากลับมานั่งคุยกันหน้าออฟฟิศแรกของพวกเขาที่ BACC

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร : 10 ปีบนเส้นทางเอเจนซี่โฆษณาที่คิดงานคอมเมอร์เชียลให้เป็นโซเชียล

ผู้ก่อตั้งทั้งห้าคนเดินทางมาถึงแล้ว ป๋อม-กิตติ ไชยพร (ECD), ยอด-บุญชัย สุขสุริยะโยธิน (Strategic Planter), เป้า-ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ (ECD), กิ๊บ-คมสัน วัฒนวาณิชกร (ECD) และ เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ (ECD) ติดตามมาด้วย บอมบ์-ปัณณวิชณ์ แซ่โง้ว (ครีเอทีฟ) พนักงานคนแรกของชูใจฯ

มาดูกันว่า 10 ปีที่ผ่านมา พวกเขาผ่านเส้นทางอะไรกันมาบ้าง แล้วพวกเขาคิดและทำยังไงถึงทำให้เอเจนซี่โฆษณาเพื่อสังคมประสบความสำเร็จทั้งในด้านธุรกิจและการสร้างการเปลี่ยนแปลง

ถ้าคุณไม่เคยรู้จักมาก่อน มาทำความรู้จักผลงาน 15 ชิ้นที่มีความหมายที่สุดของชูใจกันก่อนได้ที่นี่

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร : 10 ปีบนเส้นทางเอเจนซี่โฆษณาที่คิดงานคอมเมอร์เชียลให้เป็นโซเชียล

01

เราอยากทำเฉพาะงานที่เราอยากทำจริงๆ แล้วทำให้ดีทุกงาน

“เราเบื่อ” ป๋อมพูดถึงสาเหตุหลักที่ทำให้เขาทิ้งตำแหน่ง Chief Creative Officer (CCO) ของ Lowe มาหุ้นกับน้องๆ เปิดเอเจนซี่โฆษณา ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ของพวกเขาเอง

เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ผมเคยสัมภาษณ์เขา 3 ครั้ง ครั้งแรก ในวันที่เขาเป็นครีเอทีฟดาวรุ่งที่ร้อนแรงที่สุดในวงการโฆษณา ครั้งที่สอง ตอนเขารับตำแหน่ง Executive Creative Director ECD ของ Publicis ด้วยสถิติเป็น ECD ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์วงการโฆษณาไทย ครั้งที่สาม ตอนที่เขาเริ่มเปิดชูใจฯ เมื่อ 10 ปีก่อน และนี่คือครั้งที่สี่

“ตอนอยู่เอเจนซี่ใหญ่ต้องทำงานหลักที่เลี้ยงออฟฟิศซึ่งไม่ค่อยสนุก ถ้าอยากสนุกก็ไปสแกมงาน (ทำงานโฆษณาปลอมๆ) ส่งประกวด เราเบื่อวงจรนั้น ตั้งใจทำงานโฆษณาเพื่อสังคมก็เอาไปกรอก Time Sheet ไม่ได้ ทำมากไปผู้บริหารก็เขม่น เราอยากทำงานโฆษณาเพื่อสังคม อยากทำเฉพาะงานที่เราอยากทำจริงๆ แล้วทำให้ดีทุกงาน ก็ต้องออกมาเปิดเอง” ป๋อมย้อนความหลังเมื่อทศวรรษก่อน

ยุคนั้นครีเอทีฟโฆษณารุ่นใหญ่แทบไม่มีใครกล้าลาออกจากพื้นที่ปลอดภัยของเอเจนซี่ใหญ่มาเปิดเอเจนซี่เล็กๆ เอง เพราะอยู่ที่เดิมก็สบายดีแล้ว สมัยนั้นเอเจนซี่โฆษณาทำงานผูกกับแบรนด์ยาวอย่างน้อยสองสามปี บางแบรนด์ผูกกันมาตั้งแต่บริษัทแม่ที่เมืองนอก การเปิดเอเจนซี่เล็กๆ ในไทยจึงหาลูกค้าไม่ง่ายนัก

“คอนเนกชันคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเปิดเอเจนซี่ ถ้ามีความสามารถแต่ไม่มีกัลยาณมิตรก็ไม่รอด ซึ่งตอนที่ออกมาเราไม่มีสิ่งนั้นเลย เราแค่เบื่อ และอยากลองทำเอเจนซี่โฆษณาเพื่อสังคม ไม่ได้คิดว่าจะรอดหรือไม่รอด ส่วนหนึ่งเราพร้อมรับความเสี่ยง ด้วยสถานะของเราตอนนั้นมีเงินเก็บ ยังไม่มีลูก แผนเดียวที่เรามีคือ ลองดูสักตั้ง ถ้าไม่เวิร์กก็แยกย้ายกันกลับไปสมัครงานเอเจนซี่ใหญ่เหมือนเดิม” ป๋อมพูดถึงจุดเริ่มต้นของชูใจฯ เมื่อปลาย พ.ศ. 2554

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร : 10 ปีบนเส้นทางเอเจนซี่โฆษณาที่คิดงานคอมเมอร์เชียลให้เป็นโซเชียล
ป๋อม-กิตติ ไชยพร, เป้า-ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ, กิ๊บ-คมสัน วัฒนวาณิชกร, เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์, ยอด-บุญชัย สุขสุริยะโยธิน และ บอมบ์-ปัณณวิชณ์ แซ่โง้ว

02

ถ้าเราทำเป็นอย่างเดียว ก็ทำสิ่งนั้นให้มันดี

ช่วงท้ายก่อนลาออก ป๋อมและน้องๆ ในทีมทำงานโฆษณาให้โครงการเพื่อสังคมชื่อ Mom-made Toy ชวนคุณแม่มาทำของเล่นให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษ เป็นงานฟรีที่ใช้ใจทำ ขอความร่วมมือจากใครทุกคนก็ยินดีช่วย งานนี้เต็มไปด้วยพลังบวก ป๋อมและทีมมีความสุขมากจนคิดว่า ถ้าทำแต่งานแบบนี้ คงจะดี ไม่ต้องร่ำรวยมากมาย แค่พออยู่ได้ก็พอ

“เหตุผลหนึ่งคือเราเบื่อ แต่อีกเหตุผลคือ เราตกหลุมรักงานแบบนี้ ทำแล้วโคตรรู้สึกดี ได้เจอคนดีๆ มันชูใจ เรามีความสุขมาก ซึ่งไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน” ป๋อมพูดถึงสิ่งที่เขาและทีมรู้สึกเหมือนกัน

เม้งคือคนแรกที่ป๋อมชวนมาร่วมทีม ตอนนั้นเม้งเบื่อวงการโฆษณาจนลาออกไปบวชที่สวนโมกข์ แต่ด้วยนิสัยครีเอทีฟเขายังคงทำแคมเปญสนุกๆ ในระหว่างห่มผ้าเหลือง เช่น ธรรมไดรฟ์ ขอรับบริจาคทรัมป์ไดรฟ์ไม่ใช้แล้ว ไปบันทึกเสียงคำสอนของท่านพุทธทาสมาแจกจ่าย

“ตอนนั้นผมฟังเทศน์เยอะ พระอาจารย์ให้ทำประโยชน์ เราก็ไม่รู้ว่าทำประโยชน์คืออะไร แต่งานโฆษณาแบบเดิมไม่เอาแล้ว เพราะเลือกงานไม่ได้ พี่ป๋อมบอกว่า เราทำเป็นอยู่อย่างเดียว ก็มาทำสิ่งนั้นให้มันดีสิ พอสึกผมก็เลยไปทำกับพี่ป๋อม” เม้งเล่าวิธีชวนของป๋อมที่ใช้กลยุทธ์ไม่ต่างจากงานโฆษณา

เป้าเล่าถึงตัวเองว่า ก่อนหน้านี้เขาต้องทำงานกับลูกค้าบางรายที่ปฏิบัติกับพวกเขาแย่มาก ทะเลาะกันหนักจนลูกค้าขู่ว่าจะถอนแอคเคาต์ ซีอีโอของบริษัทจึงชวนเป้าไปนั่งคุย ขอร้องให้ลองสมมติว่าตัวเองเป็นซีอีโอ แล้วทำแอคเคาต์มูลค่ามหาศาลนี้หลุด มันคงไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่ นี่คือการพูดอ้อมๆ ให้เป้าคิดดีๆ ทำดีๆ กับลูกค้ารายนี้

“แต่ในใจเราคิดว่า ตัดทิ้งไปเถอะ” เป้าเข้าใจสิ่งที่ซีอีโอบอก แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องยอมลูกค้าขนาดนั้น นั่นคือปมที่อยู่ในใจเป้า ไม่ต่างจากป๋อมและคนอื่น

ป๋อมในวัย 38 และน้องๆ ในทีมวัย 30 นิดๆ จึงพร้อมใจกันทิ้งความมั่นคงในเอเจนซี่ระดับโลกมาเริ่มต้นความท้าทายใหม่ด้วยกัน

“พวกเราออกมาโดยไม่มีใครคิดเรื่องเงิน ไม่มีทางที่เราจะได้เงินเดือนเท่าเก่า แต่ไม่มีใครสนใจ เราเอาเงินเก็บมากองรวมกัน แล้วจ่ายเงินเดือนกลับให้ทุกคนเดือนละสองหมื่นบาท ให้พอมีเงินใช้ เงินก้อนนี้เพียงพอจะเลี้ยงทีมได้หกเดือน ถ้าหกเดือนนี้ไม่มีงานก็แยกย้าย แต่มันจะเหี้ยขนาดไม่มีงานให้ทำเลยเหรอวะ เราคิดงั้นนะ” ป๋อมพูดถึงฉากทุบหม้อข้าวของคนหนุ่มทั้งห้า

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร : 10 ปีบนเส้นทางเอเจนซี่โฆษณาที่คิดงานคอมเมอร์เชียลให้เป็นโซเชียล

03

ถ้าเธอมีเงินสองบาท จงใช้หนึ่งบาทแรกซื้อข้าว อีกหนึ่งบาทซื้อดอกไม้

ก่อนตัดสินใจลาออก ป๋อมมีแผนง่ายๆ ว่า จะรับงานจาก สสส. เป็นหลัก ซึ่งน่าจะทำให้ชูใจฯ อยู่รอดได้ แต่พอลาออกกันมาหมดแล้วถึงรู้ว่า สสส. มีกฎห้ามผูกขาดกับเอเจนซี่เจ้าเดียว พวกเขาจึงเหมือนถูกถีบตกมหาสมุทรแล้วพบว่า ห่วงยางที่หวังจะเกาะนั้นไม่มีอยู่จริง

พวกเขาจึงต้องวิ่งของานโฆษณาเพื่อสังคมทำ คนหนุ่มกลุ่มนี้กระโจนเข้าหางานโซเชียลเหมือนคนหิวโซเจออาหารบุฟเฟต์ โกยทุกงานมาทำหมด ช่วงแรกมีสื่อมาสัมภาษณ์เยอะมาก ลูกค้ามากมายก็ติดต่อเข้าหา พวกเขาสนุกกับงานใหม่ถึงขนาดเวลาไปรับบรีฟก็ไปพร้อมกันทุกคน

“ช่วงแรกทำงานเยอะมาก” กิ๊บพูดถึงบรรยากาศการทำงานช่วงแรกด้วยน้ำเสียงสนุก “แต่ทำฟรีหมดนะ ทำงานศูนย์บาท” ทั้งโต๊ะระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน

ชูใจฯ หวังรายได้หลักจากการทำโฆษณาประเภท CSR เพราะองค์กรเพื่อสังคมคงมีเงินไม่มากนัก แต่จนแล้วจนรอดงาน CSR ที่ได้เงินก็ไม่มา จากเดิมที่เคยฝันว่า อยากทำเอเจนซี่โฆษณาเพื่อสังคมที่ทำแล้วมีคุณภาพชีวิตดีเท่าอยู่เอเจนซี่ใหญ่ พวกเขาเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าทำแบบนี้ต่อไป จะอยู่รอดในระยะยาวไหม สุดท้ายป๋อมก็ปรับทิศทางของชูใจฯ จากรับงานโซเชียลล้วน เป็นทำงานคอมเมอร์เชียลควบคู่ไปด้วย

“ไม่เขินนะ” กิ๊บพูดถึงความรู้สึกของการกลับไปทำงานคอมเมอร์เชียลอีกครั้ง “เราทำงานโซเชียลสี่ห้างานศูนย์บาทไปแล้ว มากกว่าที่ผมทำตอนอยู่เอเจนซี่เจ็ดแปดปีอีก ผมตอบตัวเองได้แล้ว จะให้กลับไปทำงานคอมเมอร์เชียลอีกสักหน่อยก็โอเค”

การทำงานของชูใจฯ ในยุคแรกจึงอธิบายได้ด้วยประโยคนี้ “ถ้าเธอมีเงินสองบาท จงใช้หนึ่งบาทซื้อข้าว อีกหนึ่งบาทซื้อดอกไม้ สิ่งแรกจะให้ชีวิต สิ่งหลังจะเป็นเหตุผลให้เธออยากมีชีวิตต่อไป”

04

เราทำงานคอมเมอร์เชียลให้เป็นโซเชียล

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดของชูใจฯ ไม่ใช่การค้นพบว่าควรทำงานคอมเมอร์เชียลเพื่อช่วยจุนเจืองานโซเชียล แต่เป็นการหลอมรวมงานของประเภทนี้เข้าด้วยกัน ป๋อมค้นพบสิ่งนี้จากงานโฆษณาของคนอร์ที่ตอนแรกทีมงานบางคนคิดว่าไม่ควรรับทำด้วยซ้ำ โจทย์ทางการตลาดของงานนี้คือ คนไม่ทำกับข้าว เลยไม่ซื้อคนอร์ จึงอยากทำวิดีโอชวนให้คนอยากทำอาหาร

“เราบิดเป็นแคมเปญวันแม่ แม่สอนลูกทำกับข้าวด้วยความคิดว่า แม่ทำกับข้าวให้ลูกกินไม่ได้ตลอด” ป๋อมเล่าไอเดียของงานนั้น “เราบอกลูกค้าว่า ถ้าอยากทำดี อยากให้คนรักแบรนด์ ทำไมต้องแยกงบ CSR กับคอมเมอร์เชียลออกจากกัน งบคอมเมอร์เชียลมีเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ คนเห็นมากกว่า ทำไมไม่ทำเก้าสิบเปอร์เซ็นต์นี้ให้เป็น CSR”

ผลตอบรับของงานนี้ดีมาก วิดีโอตัวนี้มียอดชม 8 ล้านวิว เป็นที่พูดถึงอย่างมากใน ค.ศ. 2015 และเหนืออื่นใด มันทำให้ชูใจฯ ค้นพบเส้นทางใหม่ของการทำงานเพื่อสังคม ซึ่งเป็นลายเซ็นเฉพาะตัว และทำให้พวกเขายืนระยะมาได้จนถึงวันนี้

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร : 10 ปีบนเส้นทางเอเจนซี่โฆษณาที่คิดงานคอมเมอร์เชียลให้เป็นโซเชียล
ชูใจ กะ กัลยาณมิตร : 10 ปีบนเส้นทางเอเจนซี่โฆษณาที่คิดงานคอมเมอร์เชียลให้เป็นโซเชียล

05

เราคิดงานโซเชียลแบบคอมเมอร์เชียล

“เราคิดโซเชียลแบบคอมเมอร์เชียลนะ เวลาคิดงานคอมเมอร์เชียลก็คิดแบบโซเชียล” เม้งพูดถึงวิธีคิดงานสไตล์ชูใจฯ “ที่ผ่านมา งานโซเชียลไม่ค่อยแปลก ไม่ค่อยสร้างสรรค์ เอ็นจีโอมาหาเรา เพราะไม่ค่อยมีเอเจนซี่อื่นทำให้เขา งบเขาน้อย แต่ความตั้งใจเขาดี เราก็เอาความคิดแบบที่ทำงานดังๆ ซึ่งมีอิมแพคมาใส่ คนก็ตื่นเต้นกัน เพราะไม่เคยเห็นท่านี้ แล้วเราไม่ค่อยประนีประนอมนะ เพราะเราเต็มที่ ถ้าต้องทำหนังโฆษณาก็ต้องทำ แต่ขอเยอะหน่อย แต่มันก็มีคนช่วยเราเยอะ

“ตอนอยู่เอเจนซี่ใหญ่ เวลาคิดงานเราจะคำนึงถึงโอกาสที่จะได้รางวัลเป็นหลัก แทนที่จะคิดว่ามัน Effective ไหม แต่ตอนนี้เราไม่ได้คำนึงถึงรางวัลเลย เพราะไม่มีเงินส่ง” กิ๊บหัวเราะแล้วเสริมต่อว่า “พอเราทำงานโฆษณาเพื่อสังคมที่มีลูกค้าจริงๆ เขามาด้วยเงินที่จำกัด ไอเดียจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้มัน Effective แล้วแพร่ไปเอง งานที่จะออกไปมันต้องแกร่งจริงๆ”

ถ้ามีสองไอเดีย ไอเดียแรกสดใหม่ได้รางวัลระดับโลกแน่ๆ กับอีกไอเดียที่ไม่ได้หวือหวามาก แต่ Effective กว่า พวกเขาจะเลือกอันหลังเสมอ เพราะความคิดสร้างสรรค์ที่ดีต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จึงเอาผลลัพธ์เป็นที่ตั้ง

“ทุกวันนี้ก็ยังอยากได้รางวัลนะ” ป๋อมผู้เคยเป็นครีเอทีฟระดับต้นๆ ของโลกบอก “แต่หน้าที่ของเราต้องทำให้ “Effective ก่อน ถ้าทำแคมเปญบริจาคเงิน เราจะใช้เงินทำงานนี้ให้น้อยที่สุด จะคิดแบบ เอาเงินนี้ไปบริจาคเลย ไม่ต้องมาจ้างผู้กำกับ ไม่ต้องถ่ายภาพหรอก เอาผลลัพธ์เป็นที่ตั้ง ทำให้มีประโยชน์ที่สุด ประหยัดที่สุด แปลกที่สุด และ Effective ที่สุด หลายงานเราก็ควักกระเป๋าตัวเองโปะเข้าไปด้วย ชูใจฯ แบ่งเงินไว้ก้อนหนึ่ง ตั้งเป็นกองหนุน ถ้าเติบงบอีกนิดลงในงานไหนแล้วงานดีขึ้น ก็จะดึงกองนี้ไปใช้ หลายครั้งที่เราบอกว่า ลูกค้าคอมเมอร์เชียลที่ใช้เรา เท่ากับคุณได้ทำโซเชียลด้วยนะ”

การคิดงานโฆษณาเพื่อสังคมสไตล์ชูใจฯ แตกต่างจากเอเจนซี่อื่นตรงที่ไม่ว่าประเด็นอะไร พวกเขาจะอินกับมันจริงๆ ลงไปขลุกจริงจนเข้าใจ ถ้าต้องทำเรื่องความตายก็ไปเข้าคอร์สกับเขา ไปซ้อมตาย หรือไปลงเรียนเกษตรอยู่ 6 เดือน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดกับเอเจนซี่ใหญ่ เพราะไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น

“งานโซเชียลใช้เวลามากกว่างานคอมเมอร์เชียลหลายเท่า อย่างวงดนตรีผู้สูงอายุ Bennetty ซ้อมอยู่สามสี่เดือน เราก็เอาเออี เอาครีเอทีฟ เอาผู้กำกับไปนั่งเฝ้า ทั้งที่อาจจะเซ็ตถ่ายสวยๆ ก็ได้ แต่เราอยากให้เกิดแรงบันดาลใจจริงๆ ถ้านักดนตรีเล่นแล้วไม่อิน พลังที่โชว์ออกมาก็จะไม่ได้” กิ๊บเล่า

ความอินนี้เองที่ทำให้หลายองค์กรเลือกเอเจนซี่โฆษณาแบบเฉพาะเจาะจงว่า ต้องเป็นชูใจฯ เท่านั้น

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร : 10 ปีบนเส้นทางเอเจนซี่โฆษณาที่คิดงานคอมเมอร์เชียลให้เป็นโซเชียล

06

เรารู้สึกเป็นเจ้าของงาน

งานส่วนใหญ่ของชูใจฯ เป็นงานโซเชียลขององค์กรที่ทำงานด้านสังคม ความยากคือ ไม่มีบรีฟทางการตลาดที่ชัด พอถามข้อมูลลึกลงไปว่าอินไซต์คืออะไร ก็ได้คำตอบไม่แน่ชัด มักจะจบลงตรงที่ ลองไปเข้าคอร์สดู นอกจากนี้ยังมีเรื่องงบน้อยและมีสื่อช่วยกระจายน้อย จึงต้องคิดงานให้อิมแพคที่สุด แล้วขอความช่วยเหลือจากกัลยาณมิตร

แต่ข้อดีของงานประเภทนี้คือ มีอิสระทางความคิด และลูกค้าค่อนข้างเชื่อ จึงทำให้เกิดลักษณะการทำงานอีกอย่างของชูใจฯ

“เราคิดงานเกินบรีฟตลอด รู้สึกเป็นเจ้าของงานสูงมาก เราแบกงานมาก เอามาขึ้นหลัง เหมือนเราเป็นเจ้าของงานเลย เพราะบางทีมันแก้ด้วยงานโฆษณาไม่ได้ เราไปเปลี่ยนบรีฟเขา ไปยุ่งกับสินค้าและบริการของเขาประจำ เพื่อแก้ปัญหาให้ได้จริง จนบางครั้งลูกค้าก็ไม่ชอบ เราไม่ใช่เอเจนซี่โฆษณาแบบ Old School ที่ว่าง่าย ลูกค้าว่ายังไง เราก็ว่ายังงั้น” เม้งอธิบายความทุ่มเทในการทำงาน แล้วอธิบายเหตุผลต่อว่า ทำไมถึงเกิดคาแรกเตอร์พวกนี้

“เอเจนซี่เราเล็ก เลยไม่ต้องแบกค่าใช้จ่ายเหมือนเอเจนซี่ใหญ่ ไม่ต้องคอยรับงานหาเงินจากงานที่เราไม่อยากทำ หรือไม่ต้องคอยรักษาลูกค้า เอาใจลูกค้า แล้วเราก็ไม่กลัวเสียงาน เราทำงานเพื่องานได้เต็มที่ แต่เราก็ไม่ได้ดื้อนะ เรากล้าพูด กล้าตื๊อ กล้าเชียร์ กล้ารับผิดชอบเอง

“พวกเราเป็นเจ้าของที่ลงไปทำเอง เราเลยตัดสินใจได้ว่าอะไรทำ อะไรไม่ทำ คุมคุณภาพให้เป็นไปอย่างที่เราพอใจได้ ซึ่งเราเชื่อว่า ผลงานที่ดีจะแนะนำงานแนวเดียวกัน หรือลูกค้าตามมาเอง

“เวลาคิดงาน เราจะเอาประโยชน์ของทุกคนเป็นที่ตั้ง ทั้งของคนที่จ้างเราและของสังคม ทำแล้วทุกคนต้องได้ประโยชน์” ป๋อมเสริม

“บางงานเราก็ทักกันว่า อย่าทำแบบนี้เลยเพราะเป็นการแก้ปัญหาที่จะไปสร้างปัญหาใหม่ เราเคยทำหนังโฆษณาเรื่องหนึ่งเสร็จแล้ว แต่ออกไปแล้วแบรนด์น่าจะโดนสังคมด่าแน่ๆ เลยปรึกษาผู้กำกับว่า อย่าปล่อยออกเลย แล้วเรากับโปรดักชันเฮาส์ก็คืนเงินให้ลูกค้า ทั้งที่ลูกค้าไม่ติดอะไร เขาบอกว่า ถ้าครีเอทีฟรู้สึกแบบนี้ก็ได้ครับ เรามองว่ามันคือความรับผิดชอบของเรา” ป๋อมเล่าต่อว่า ด้วยความที่พวกเขาห้าคนเป็นเจ้าของบริษัทเอง ทุกคนเลยผ่านการยกเลิกงานกับลูกค้ามาแล้วทั้งนั้นด้วยเหตุผลต่างๆ แต่ทุกเหตุผลล้วนนำไปสู่ความคิดที่ว่า อยากทำงานที่ดีที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุดจริงๆ

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร : 10 ปีบนเส้นทางเอเจนซี่โฆษณาที่คิดงานคอมเมอร์เชียลให้เป็นโซเชียล

07

เอเจนซี่เรามีแฟนคลับ

“มีคนบอกว่า ชูใจฯ ไม่เหมือนเอเจนซี่อื่นตรงมีแฟนคลับ พอมานั่งดูก็จริง เพจเอเจนซี่อื่นก็ดูเป็นเอเจนซี่นะ แต่เพจเราดูเป็นแฟนคลับ นี่คงตอบเรื่องกัลยาณมิตร เราเริ่มคิดด้วยแนวคิดดีๆ มันก็เลยโดนคนกลุ่มใหญ่ แล้วแฟนคลับนี่แหละที่ช่วยแชร์งานเรา ทำให้เรางานมีคนเห็นเยอะ” กิ๊บวิเคราะห์ต่อว่า อีกเหตุผลที่ทำให้คนเห็นงานของชูใจเยอะคือ

“เราตั้งธงตั้งแต่คิดงานว่าต้อง Effective มากๆ เราถึงสนใจว่าตอนนี้คนกำลังชอบอะไรเป็นหลัก ไม่ได้สนใจเทรนด์ของครีเอทีฟเลย พอคิดงานที่ทุกคนน่าจะชอบก็เลยแชร์เยอะ เห็นเยอะ”

พวกเขามองว่า การทำงานที่แฟนคลับชอบ หรือทำงานที่เปลี่ยนชีวิตคนดู มีความสุขกว่าได้รางวัลอีก

“เรามีกรุ๊ปชื่อ ชูใจอวอร์ด เป็นที่เก็บฟีคแบ็กผู้ชมว่า งานนี้เปลี่ยนชีวิตเขายังไง งานเราส่งต่อแรงบันดาลใจให้เขายังไง เหมือนตอนทำ Mom-made Toy มีครูคนหนึ่งตัดสินใจลาออกไปเป็นครูสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ สิ่งพวกนี้ช่วยเติมพลังให้เรา สิ่งพวกนี้แหละที่หล่อเลี้ยงให้เรายังทำงานอยู่” เม้งพูดถึงรางวัลที่พวกเขาไม่ต้องเสียค่าสมัครส่งประกวด แต่ได้รับจากงานเกือบทุกชิ้น

08

พื้นที่โฆษณา

เอเจนซี่โฆษณาเป็นธุรกิจอีกประเภทที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วจนตั้งรับไม่ทัน

ปีที่ผ่านมา ค่าครีเอทีฟที่อยู่ในเรตการ์ดไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะไม่มีลูกค้ารายไหนยอมจ่ายตามนั้น ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เกือบทุกงานลูกค้าขอให้ Pitch ถ้าได้ทำก็ได้เงิน ไม่ได้ทำก็ไม่มีการจ่ายค่าไอเดียก้อนนี้ เพราะตอนนี้อำนาจต่อรองของเอเจนซี่ต่ำลงเรื่อยๆ

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเหมือนพ่อค้าคนกลางที่กำลังถูกตัดตอน ถ้าลูกค้าอยากได้วิดีโอโฆษณาสักตัวก็ติดต่อตรงไปหาผู้กำกับ Influencer หรือสื่อได้เลย ซึ่งต้องยอมรับว่า สื่อใหม่เหล่านี้ทำงานได้เร็วกว่า ถูกกว่า และการันตียอดได้ดีกว่ามาก

“ลูกค้าใช้เงินทำสื่อโฆษณาน้อยลง เพราะเขามองว่าหนังอายุสั้นลงมาก เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องหนึ่งใช้งานอย่างน้อยสามเดือน บางตัวใช้ข้ามปี แต่ตอนนี้ดูแค่รอบเดียว ถ้าไม่ติดบูสต์สองสามวันก็หายแล้ว เขาจึงไม่อยากจ่ายเยอะ หลายบริษัทก็มีแผนกครีเอทีฟของตัวเองแล้ว มีงานที่ส่งออกมาน้อยมาก งานที่ส่งออกมาก็ต้องพิช” เป้าวิเคราะห์สถานการณ์

ทางออกของเอเจนซี่ที่ชูใจฯ เชื่อว่าจะพาองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้คือ การทำงานที่เน้นกลยุทธ์ และสร้างแบรนด์ระยะยาวให้ลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีในชิ้นงานระยะสั้นของ Influencer

“ช่วงนี้หนักมาก ฝากขึ้นเบอร์โทรด้านล่างด้วยนะครับ ชูใจฯ รับงานนะครับ” เป้าขายตรงพร้อมเสียงหัวเราะทั้งโต๊ะ

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร : 10 ปีบนเส้นทางเอเจนซี่โฆษณาที่คิดงานคอมเมอร์เชียลให้เป็นโซเชียล

09

งานที่อยู่รอบตัวเราเปลี่ยนชีวิตเรา

พอถึงปีที่ 3 ชูใจฯ ก็ก้าวเข้าสู่จุดที่มีความมั่นคงในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องสถานะการเป็นเอเจนซี่โฆษณาเพื่อสังคมอันดับหนึ่ง มีลูกค้ามากมายทั้งแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่ และมีตัวเลขทางบัญชีที่น่าพอใจ

ถ้าจะขยายความต่ออีกนิด ผลงานของชูใจฯ โดดเด่นจนเตะตาให้เอเจนซี่ระดับโลกหลายแห่งขอดึงเข้าไปอยู่ในเครือ (แน่นอนว่า พวกเขาปฏิเสธ เพราะไม่อยากกลับไปสู่วังวนเก่าๆ) และดึงดูดให้ชาวเอเจนซี่ผู้เหนื่อยล้ากับงานเดิมๆ ขอย้ายมาทำงานด้วยรวมถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นโลกใบนี้ดีขึ้น ก็มองว่าชูใจฯ คือจุดหมายที่อยากทำงานด้วย

พวกเขายืนยันว่า ชูใจฯ ไม่ต่างจากเอเจนซี่อื่น คือมีทั้งสุขและทุกข์ในการทำงาน เจอทั้งลูกค้าที่ทำงานด้วยง่ายและยาก ไม่ได้ทำงานในทุ่งลาเวนเดอร์แต่อย่างใด

“มีเพื่อนถามว่า รายได้ตอนนี้สู้เป็น ECD บริษัทอื่นได้ไหม บางครั้งก็เท่า บางครั้งก็ไม่เท่า เพื่อนเลยถามต่อว่า แล้วทำไมไม่กลับไปทำงานเอเจนซี่ใหญ่วะ คำตอบคือ ก็กูอยู่ที่นี่แล้วมีเวลาไปทำอย่างอื่นไง กูแฮปปี้กว่าเยอะ” กิ๊บยืนยันความเชื่อของตัวเอง

“ชีวิตกว้างขวางขึ้นเยอะ ไม่ได้มีแต่คิดงาน ขายงาน ได้ไปซ้อมตาย ไปอบรมเกษตร ไปเรียนรู้เรื่องแยกขยะ งานที่อยู่รอบตัวเราเปลี่ยนชีวิตเรา เหมือนไม่ได้ทำงาน แต่มีคนให้เงินมาทำโปรเจกต์ แล้วก็ได้ใกล้ชิดคนเจ๋งๆ คนนั้นคนนี้ ถ้าอยู่เอเจนซี่ใหญ่ ชีวิตจะเป็นอีกแบบหนึ่ง มันไม่แบบนี้แน่ๆ” เป้าตอบพร้อมรอยยิ้มกว้าง

10

โฆษณาเปลี่ยนชีวิตคนได้

ชูใจฯ เริ่มต้นขึ้นจากความคิดว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลง หนึ่งทศวรรษผ่านไป พวกเขาเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง

“เรารู้ว่าโฆษณาเปลี่ยนชีวิตคนได้ เราพยายามทำ แต่วัดผลไม่ได้ เราไม่เคยเห็นผลตรงนั้น ถ้าจะเอาสิ่งที่จับต้องได้บ้างคือ มีคนที่คิดเหมือนเรา เอาความคิดสร้างสรรค์มาช่วยคนอื่น ผมเห็นหน่อเนื้อเชื้อไข คนรุ่นใหม่ ทำสิ่งเดียวกับเรา”​ เม้งสรุปสิ่งที่เขาคิด

“นี่คือความสำเร็จที่เราอยากทำให้วิธีคิดแบบนี้เซ็กซี่ อยากให้เด็กๆ ลุกขึ้นมาทำอะไรเอง ไม่ต้องมาทำกับเราก็ได้ นี่เป็นความตั้งใจแรกๆ ของเราเลย” ป๋อมพูดในมุมของเขา

“การที่เอเจนซี่หนึ่งคิดทำสิ่งที่ต่างไปเมื่อสิบปีก่อน แล้วยังยืนระยะอยู่ได้ และน่าจะอยู่ได้ยาวๆ เราไม่กล้าบอกว่ามันสำเร็จหรอก แต่มันพิสูจน์ได้ว่า มันตอบโจทย์ที่เราตั้งไว้ในวันแรกแล้ว ถ้าให้ตัดเกรด เราว่าเราผ่านไปได้ดีนะ” ป๋อม พี่ใหญ่ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาแตกหน่อออกมาเปิดเอเจนซี่เล็กๆ อีกแห่งด้วยความเชื่อและวิธีคิดแบบเดียวกันชื่อ ‘มานะ’ ย้อนมองชูใจฯ แล้วสรุปผลงานตลอด 10 ปีของชูใจฯ ผ่านภาพโลโก้ที่คนทั้งโต๊ะพยักหน้าไปพร้อมกัน

“เราชอบโลโก้รูปดอกไม้ที่เม้งออกแบบมาก มันตรงกับความเป็นจริงของชูใจ เราว่ามีผลผลิตจากต้นไม้ต้นนี้เยอะนะ ไม่ใช่แค่ลูกค้าได้ประโยชน์หรือสังคมดีขึ้น เราทำงานไปเรื่อยๆ มีคนชอบ มีคนได้แรงบันดาลใจ ก็เหมือนเกสรที่ปลิวออกไปกลายเป็นแฟนคลับ มีคนที่ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ต้องทำเอเจนซี่ก็ได้ ก็เหมือนต้นไม้ได้ขยายพันธุ์ แค่มีคนที่เห็นคล้ายๆ เรา แล้วลุกขึ้นมาเอาความคิดสร้างสรรค์ไปแก้ปัญหาอะไรสักอย่าง เราก็ถือเป็นความสำเร็จของชูใจแล้ว”

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร : 10 ปีบนเส้นทางเอเจนซี่โฆษณาที่คิดงานคอมเมอร์เชียลให้เป็นโซเชียล

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นของเด็กสถาปัตย์หรือเด็กสายอาร์ต คืออะไร

ติ๊กตอก ติ๊กตอก…

ก่อนส่งโปรเจกต์นั่นเอง

พวกเขาทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้กับงานที่ได้รับมอบหมาย ผ่านความเครียด ความอ่อนล้า นั่งอยู่หน้าจอหรือบนโต๊ะนานหลายชั่วโมง บางทีก็ข้ามวันข้ามคืน อดหลับอดนอนจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น และใช่ว่าทุกอย่างจะผ่านไปอย่างราบรื่น บางโปรเจกต์ต้องเติมวัสดุอุปกรณ์สำหรับเสกชิ้นงาน หรือต้องส่งพรินต์งานเพื่อนำเสนอ ฉะนั้น ร้านเครื่องเขียนกับร้านพรินต์ แทบเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจ

เด็กสายอาร์ตในรั้วมหาลัยแถวสามย่านคงจะคุ้นหูกับชื่อ ‘ร้านพี่จุ้ย’ หรือไม่ก็เป็นลูกค้าประจำด้วยซ้ำ ดูจากปรากฏการณ์ความแมสในโลกออนไลน์ช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งร้านพี่จุ้ยเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางจากการเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้เด็กหลายคนเรียนจบมาได้

พี่จุ้ยทำอย่างไรถึงครองใจเด็ก ๆ ได้อย่างท่วมท้น

เราจึงชวน จุ้ย-ธนเศรษฐ์ ทิพยตั้งสกุล เจ้าของร้านพี่จุ้ยในตำนาน มานั่งจับเข่าคุยถึงหลักคิด การปรับตัว และก้าวต่อไปของร้านกัน!

ร้านพี่จุ้ย จุฬาฯ ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต

ก้าวแรกสู่ร้านพี่จุ้ย

เรียก ‘ร้านพี่จุ้ย’ กันจนติดปาก แต่ร้านมีชื่อเต็มอยู่นะ

ชื่อเต็ม ๆ ของร้านคือ ‘TIPS Design Concept’ หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนหรืองานพรินต์เลย เพราะแรกเริ่มเดิมทีพี่จุ้ยเช่าอาคารใหญ่ในสามย่าน เพื่อเปิดออฟฟิศรับงานออกแบบ แต่พื้นที่ชั้นล่างเหลือ จึงอยากหากิจกรรมเสริมทำ

เคยคลุกคลีกับสิ่งใด จึงเลือกทำงานเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น

“พี่จบสถาปัตย์มา เลยมีความคิดว่า ทำอะไรที่เราคุ้นเคย ขายเครื่องเขียน อุปกรณ์สถาปัตย์เป็นหลัก เป็นของที่เคยใช้ตอนเรียน ตอนทำงาน จะได้แนะนำลูกค้าได้”

ปรึกษากับคุณแม่แล้วจึงตัดสินใจเปิดร้าน

“ช่วงแรก ๆ ที่เปิดร้านก็แปลกใหม่สำหรับอินโทรเวิร์ตอย่างตัวเองมาก เนื่องจากในชีวิตไม่เคยขายของมาก่อน แค่มีลูกค้าเข้าร้านสักคนก็ตื่นเต้นแล้ว ยิ่งพอลูกค้าแน่นร้าน ได้แก้ปัญหาหลาย ๆ แบบก็ยิ่งสนุก

“ต่อให้พรินต์กระดาษ A4 ขาว-ดำ ซึ่งเป็นงานที่ง่ายที่สุด แต่ละวันก็พรินต์ไม่เหมือนกัน มันเป็นงานที่ได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา และเราเองก็ชอบทำอะไรแบบนี้”

การตัดสินใจส่วนใหญ่ภายในร้านเป็นของพี่จุ้ย เขาใช้ชีวิตประจำวันตั้งแต่กินข้าว เฝ้าร้าน สั่งงานพรินต์ ตอบอีเมล อยู่ในร้านไม่ต่ำกว่า 16 ชั่วโมง

เมื่อเดินเข้าร้าน จึงมักเห็นชายคนนี้ประจำอยู่มุมเดิมหน้าคอมพิวเตอร์ โดยมีน้องพนักงานในร้านอีก 2 – 3 คนสลับเวลาทำงานกัน มีภรรยาพี่จุ้ยมาช่วยงานร้านบ้าง และมีคุณพ่อคุณแม่ช่วยดูแลเรื่องบัญชีอีกแรง

จะซื้อของ ต้องผ่านมือเราก่อน

ฟังดูปกติ หากบอกว่าร้านพี่จุ้ยคือร้านขายเครื่องเขียนและบริการพรินต์งาน 

แต่ที่พิเศษขึ้น คือความใส่ใจที่อัดแน่นอยู่ทุกความคิดและการกระทำจากเจ้าของร้าน

เริ่มจากหลักคิดในการเลือกสินค้าเข้าร้าน

พี่จุ้ยเลือกเครื่องเขียนเข้าร้านเอง เขาต้องเคยใช้สินค้าทุกชิ้นในร้านมาก่อน ทั้งตอนเรียนสถาปัตย์และทำงานออกแบบ เพราะฉะนั้น เขาจึงรู้จักสินค้าเป็นอย่างดี แนะนำได้เต็มปาก เวลาลูกค้ามีปัญหากับสินค้า พี่จุ้ยก็แนะนำวิธีแก้ไขได้อย่างจริงใจ

“ลูกค้าบางคนยังขำเลย บางครั้งเขาจะซื้อของที่แพงกว่า แต่ถ้าพี่รู้สึกว่าอีกยี่ห้อถูกและดีกว่า พี่ก็จะแนะนำอันนั้น” เมื่อได้ฟังคำตอบดังกล่าว เราก็อมยิ้มตามเล็กน้อย ด้วยความที่เคยใช้บริการสมัยเรียนอยู่คณะเดียวกัน พี่จุ้ยเป็นแบบนี้จริง ๆ

“หรือของบางอย่างร้านอื่นไม่ขาย ร้านพี่ขาย เช่น ดินสอไส้แบน ๆ สมัยเรียนพี่ใช้แรเงาในงานเขียนแบบ พี่ก็เอามาขาย หลายคนก็บอก โห เกิดมาไม่เคยใช้เลย”

“ไม่เคยใช้เหมือนกันค่ะ” เราเสริม

“ใช่ไหมล่ะ”

พี่จุ้ยนิยามร้านตัวเองว่าเป็น Niche Market หรือร้านเครื่องเขียนที่ขายของเฉพาะกลุ่ม ลูกค้าขาจรบางคนเข้ามา ก็บ่นบ้างว่าร้านไม่ค่อยมีอะไร ซึ่งเขาเข้าใจดี ส่วนลูกค้าประจำคือเด็กสถาปัตย์ ศิลปกรรม หรือคณะอื่นที่มีงานเกี่ยวข้องกับศิลปะ

สำหรับเด็กอาร์ตแล้ว ร้านพี่จุ้ยเป็นแหล่งรวมของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในคณะอย่างแท้จริง

พื้นที่ชั้นล่างของร้านพี่จุ้ยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ด้านในสุดเป็นพื้นที่จัดการงานพรินต์ ฝั่งซ้ายวางขายสินค้าที่คนทั่วไปรู้จัก เช่น ปากกา สี ดินสอ เครื่องเขียนต่าง ๆ ทว่าหากเลี้ยวมาทางขวา จะพบกับวัสดุและอุปกรณ์ทำโมเดล รวมถึงกระดาษหลากหลายแบบ

คนทั่วไป หากหลงไปเดินฝั่งขวา คงได้ยืนงุนงงในดงชานอ้อยแน่นอน

TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต
TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต

การตลาดแบบไม่เป็นการตลาด

“พี่ไม่เป็นการตลาดเลย” คำนี้ถูกย้ำอยู่หลายครั้ง

ร้านพี่จุ้ย ไม่เคยโปรโมตแม้แต่ครั้งเดียว ปัจจุบันร้านพี่จุ้ยก็ยังไม่มีนามบัตรร้าน ไม่เคยยิงโฆษณาในเพจ ไม่เคยพรินต์ใบปลิวร้านด้วยซ้ำ

ร้านถูกบริหารด้วยความจริงใจเป็นที่ตั้ง และความจริงใจนั้นก็ส่งผลให้เกิดการบอกต่อในหมู่ลูกค้า ไม่ว่าน้องรุ่นนั้นจะเรียนจบไปแล้ว ชื่อของร้านพี่จุ้ยก็ยังถูกพูดถึงและแนะนำบอกต่อกันเรื่อย ๆ ไกลถึงนอกเมืองก็มี

เรียกได้ว่า เป็นการตลาดแบบไม่การตลาด

“พี่รู้สึกว่าตัวเองแนะนำสินค้าได้เต็มปาก บางครั้งมันอาจไม่ต้องการการตลาดอะไรมากมาย ทุกคนก็สัมผัสได้ว่าเรารู้จักสิ่งนี้จริง ๆ และพี่เองก็โชคดีที่น้อง ๆ ให้โอกาสพี่ แม้ช่วงทำร้านใหม่ ๆ พี่จะพรินต์ผิดพรินต์ถูก น้องเขาก็ให้โอกาส ช่วยเหลือกันและกัน”

“ช่วย ๆ กันจนบางทีไม่ได้นอนเลย” เราพูดติดตลก

เราหวนนึกถึงตอนส่งงาน ร้านพี่จุ้ยรับพรินต์งานตลอด 24 ชั่วโมง จะดึกแค่ไหน พี่จุ้ยก็เตรียมพร้อมอยู่รอไฟล์งานจากน้อง ๆ จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน

ส่งไป-ส่งกลับ จนกว่างานนั้นจะสมบูรณ์

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราสั่งพรินต์งานกลางดึกและตั้งใจจะไปรับช่วงเช้า แม้วันนั้นร้านไม่เปิด แต่ก็ยังได้รับงาน เพราะพี่จุ้ยแขวนไว้หลังร้าน นัดแนะให้เรามารับของตามตกลงกันไว้ — ร้านปิด แต่ยังมีงานส่ง

ความใส่ใจของพี่จุ้ย เสมือนกระบอกเสียงดึงดูดลูกค้าอยู่กลาย ๆ

พี่จุ้ยเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า เนื่องจากสมัยเรียน ตัวเองเคยได้รับบริการที่ไม่ค่อยดีมาก่อน พอมีโอกาสเป็นเจ้าของร้านเลยอยากทำให้เต็มที่ เขาเข้าใจดีว่าถ้าน้อง ๆ ได้รับงานไม่ทันส่งอาจารย์ หรือได้รับงานคุณภาพไม่ดี ก็คงเสียความรู้สึก เพราะแค่ทำงานก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก

“พี่ไม่อยากทรยศลูกค้าและตัวเอง พี่ไม่ใช่นักธุรกิจนะ พี่ทำตรงนี้ในฐานะพี่จุ้ยเลย พี่อยากให้ลูกค้ามีความสุข พอลูกค้ามีความสุขเราก็หายเหนื่อย”

TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต

กำไรทางใจ

ดูภายนอก ร้านพี่จุ้ยเหมือนจะขายดีมีลูกค้าเข้าตลอด ทว่าเบื้องหลังนั้นกลับได้กำไรไม่มาก เพราะพี่จุ้ยไม่ได้กำไรหลายส่วน คิดราคาไม่แพงเพื่อให้น้อง ๆ นิสิตนักศึกษาเข้าถึงได้

“แล้วถ้ากำไรไม่เยอะ ทำไมพี่ถึงยังทำอยู่” เราถาม

“พอได้มาทำร้าน แล้วได้เจอน้อง ๆ ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนทุกข์สุข แบ่งปันเรื่องราวกัน มันเหมือนได้เยียวยากันและกัน แม้ตัวเงินที่ได้อาจจะไม่มาก แต่พี่รู้สึกได้กำไรทางใจในแบบที่เงินซื้อไม่ได้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องหลักในการทำร้านเลย” พี่จุ้ยตอบอย่างฉะฉาน

เบื้องหน้าของร้านขวัญใจเด็กศิลป์ มีการแบกรับต้นทุนทั้งเวลาและเงินไว้อยู่

การทำงานไม่ต่ำกว่า 16 ชั่วโมงต่อวัน หากเป็นนักธุรกิจคนอื่นคงปิดไปทำอย่างอื่นแล้ว เพราะเทียบเวลาทำงานกับเงินแล้วไม่คุ้มกัน พี่จุ้ยเองก็เน้นกับเราหลายครั้งว่า วิธีการทำธุรกิจของเขาอาจจะผิด แต่ในความรู้สึกของเขาแล้ว นี่แหละเป็นทางที่เลือกเอง

เพราะความสุขจากการทำงานในแบบที่เงินหาซื้อไม่ได้

“มีผู้ใหญ่หลายคนให้คำแนะนำว่า ทำธุรกิจแบบนี้ไม่ถูกนะ การทำธุรกิจควรมีกำไรเป็นที่ตั้ง แต่พี่รู้สึกมีความสุขกับตรงนี้นี่นา” พี่จุ้ยนิ่งไปสักพักก่อนกล่าวเสริม “เรื่องที่ยิ่งตอกย้ำความคิดของพี่คือ ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาคุณพ่อของพี่เพิ่งเสีย พี่ก็เลยรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิตให้มีความสุขทุก ๆ วัน”

ความสุขของพี่จุ้ย คือทำให้ลูกค้ามีความสุข

แม้ไม่ได้กำไรล้นหลามทางตัวเงิน แต่เชื่อว่าพี่จุ้ยได้กำไรทางใจอย่างล้นหลามแน่นอน

TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต
TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต

ช่วงเวลายากลำบาก

สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อร้านเล็กร้านใหญ่มากมาย ร้านพี่จุ้ยเองก็ไม่ต่างกัน นับว่าเป็นช่วงยากลำบากที่สุดของร้านเลยก็ว่าได้

“ช่วงโควิดหนัก ๆ อย่าเรียกว่ายอดขายเลย เรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า” พี่จุ้ยเล่าติดตลก แต่ในสถานการณ์จริงคงขำไม่ออก เพราะยอดขายของในร้านหายไปถึง 90 เปอร์เซ็นต์ จนต้องเอาเงินจากส่วนอื่นมาเสริมให้ร้านอยู่รอดต่อไป

ทั้ง ๆ ที่เจอกับวิกฤตขนาดนี้ แต่ร้านเครื่องเขียนเล็ก ๆ อย่าง ร้านพี่จุ้ย ไม่ไล่พนักงานออกสักคนเดียว อีกทั้งยังไม่ลดเงินเดือน สิ้นปีมีจ่ายโบนัสตามปกติ

“พี่คิดว่า ถ้าไล่พนักงานออกหรือลดเงินเดือนเขา ช่วงนั้นงานก็คงหายาก ชีวิตก็ลำบาก เลยไม่อยากทำ ไม่อยากมานั่งเสียใจทั้งชีวิตว่าไม่น่าทำแบบนั้นเลย ถ้าเรามีโอกาสหาเงินได้มากกว่าเขา เราก็ขยันให้มากขึ้นแล้วกัน อย่างน้อยก็เพื่อเขา ช่วงก่อนโควิด-19 เขาก็ช่วยเราทำงานเต็มที่ตลอด

“แต่ถามว่าช่วงนั้นพี่ลำบากไหม ก็หนักพอสมควรเลย แต่ก็โอเค ทุลักทุเลหน่อย แต่ก็ผ่านมาได้”

ความจริงใจของพี่จุ้ยไม่ได้มอบให้เพียงลูกค้าเท่านั้น พนักงานในร้านเองก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่เช่นกัน อย่างช่วงโควิด-19 ที่งานหดหาย พี่จุ้ยก็ตัดสินใจให้พนักงานกะกลางคืนปรับมาช่วยกันช่วงเช้าแทน เขาจะได้ใช้ชีวิตปกติ แม้จะแทบไม่มีงานพรินต์เข้ามาเลยก็ตาม

แมสมาก

‘พี่จุ้ยแมสแล้ว’

ช่วงเดือนที่ผ่าน ๆ มา ภาพพี่จุ้ยยื่นใบสำเร็จการศึกษาให้กับลูกค้าที่เพิ่งเรียนจบหมาด ๆ เป็นกระแสในโลกออนไลน์มาก น้อง ๆ ที่เคยใช้บริการร้านพี่จุ้ยต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์ความประทับใจกันถล่มทลาย

จากการเป็นที่พูดถึงของเด็กสายศิลปะ ก็แพร่หลายในวงกว้าง

ว่ากันว่าพี่จุ้ยเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้น้อง ๆ สำเร็จการศึกษาได้ ไม่แปลกที่ใครหลายคนถึงยกให้พี่จุ้ยเป็นคนสำคัญในใจ จนให้มอบใบสำเร็จการศึกษากับตัวเอง

พอเราเกริ่นถึงปรากฏการณ์ในโซเชียลมีเดียนี้กับพี่จุ้ย น้ำเสียงของเขาพลันสดใสขึ้นมาทันที

“พี่เห็นแล้ว แต่ด้วยความที่พี่แทบไม่เล่นโซเชียลมีเดียเลย มารู้เพราะพนักงานในร้านบอก ตอนแรกพี่คิดว่าเขาอำด้วยซ้ำ ก็ปล่อยเรื่องผ่านไป จนเขาคิดว่าพี่นึกว่าเป็นเรื่องล้อเล่น เลยเปิดโทรศัพท์ให้ดูอีกที

“พี่ตกใจเหมือนกันนะ ก็มีการขอบคุณผ่านเพจไปแล้วว่า ขอบคุณมาก ๆ กับกระแสตอบรับ แม้พี่จะไม่เห็นเองแต่ก็ประทับใจนะ หายเหนื่อยเลย เหมือนสิ่งที่ทำมาตลอดมันผลิดอกออกผล ต่อให้มันไม่ใช่ตัวเงินที่ได้รับมหาศาล แต่มันผลิดอกออกผลในแง่ความสุขของน้อง ๆ ที่มาใช้บริการแล้วได้ความสุขไป เกิดเป็นปรากฏการณ์คนพูดถึงร้านพี่จุ้ยหลายหมื่นหลายพันเลยทีเดียว ดีใจมาก ๆ เลย”

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

แต่เกิดจากความใส่ใจ สั่งสมเป็นความทรงจำดี ๆ ร่วมจากทุกคน

ร้านพี่จุ้ย จุฬาฯ ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต

จริงใจ ถึงไหนถึงกัน ตรวจงานให้ประจำ

“คิดว่าร้านของเรามีจุดเด่นตรงไหน” เรายิงคำถามสำคัญ

คำตอบจากพี่จุ้ย แจกแจงได้เป็นรายข้อ ดังนี้

หนึ่ง ความจริงใจ

“พี่ไม่โกหก ไม่พยายามขายสิ่งที่ไม่จริง เช่น สีนี้เครื่องพรินต์ไม่ได้นะ พี่ก็จะพูดตามตรงเลย ไม่ใช่หาข้ออ้างไปเรื่อย”

อะไรที่เป็นความจริง สุดท้ายแล้วจะแสดงออกมาให้เห็นเอง พี่จุ้ยจะไม่ปิดบังในสินค้าและงานพรินต์ของตัวเอง อะไรที่ทำได้หรือไม่ได้ เขาพร้อมจะบอกหมด ทำให้ลูกค้าเชื่อใจ และกลายเป็นลูกค้าขาประจำในที่สุด

สอง ถึงไหนถึงกัน

“น้องบางคนทักมาว่า พี่จุ้ยครับ คืนนี้ผมมีส่งงานนะ ช่วยอยู่รอหน่อยได้ไหม พี่ก็…จะตี 2 ตี 3 ก็จัดมา!”

สาม (สำคัญที่สุด) ช่วยตรวจความเรียบร้อยของงานก่อนส่ง

“ด้วยความที่พี่เป็นสถาปนิกด้วย แล้วก็ทำงานศิลปะ พี่จะติดนิสัยอยู่อย่างหนึ่งคือ พี่จะดับเบิ้ลเช็กงานให้ทุกคน เช่น ส่งงานมาปุ๊บ มองปราดเดียวพี่รู้เลย ผิดสเกลแน่ ๆ หรือน้องเขาระบุกระดาษผิดขนาด ถ้าเป็นร้านอื่นอาจจะพรินต์ตามคำสั่งที่ลูกค้าบอก แต่พี่จะโทรไปถามอีกรอบ

“น้อง ๆ เลยพูดว่า ส่งงานร้านพี่จุ้ยเนี่ย ไม่ต้องตรวจเองอีกรอบแล้ว ม้วนกระดาษไปส่งอาจารย์ได้เลย เพราะเหมือนเราเป็นคนช่วยตรวจงานให้ ทั้งเรื่องสี สเกล การจัดหน้า”

หากลูกค้าส่งไฟล์มาผิดและพี่จุ้ยพรินต์ไปแล้ว เขาก็ไม่คิดเงินเพิ่ม

ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่จุ้ยจัดการเอง

“เรียนก็เครียดอยู่แล้ว พี่อยากให้อย่างน้อยปลายทางการส่งงานเนี่ย มันเป็นความสุข ความสบายใจของลูกค้า พี่พยายามช่วยน้อง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ร้านพี่จุ้ย จุฬาฯ ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต
ร้านพี่จุ้ย จุฬาฯ ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต

ต่อให้ต้องจำมากกว่านี้ก็อยากจำ

เรื่องหนึ่งที่เป็นที่เลื่องลือคือ พี่จุ้ยจำเด็กได้ทุกคน

ด้วยความอยากรู้ เราจึงถามไป ก่อนจะได้รับคำตอบแสนมั่นอกมั่นใจ

“พี่จำเด็กได้ทุกคนนะพี่บอกเลย” พี่จุ้ยกล่าวอย่างหนักแน่น “พี่ไม่ได้ล้อเล่น ส่วนหนึ่งคือร้านพี่ไม่ค่อยมีลูกค้าขาจร ส่วนใหญ่เป็นน้อง ๆ นักศึกษานี่แหละเป็นลูกค้าประจำ อีกสาเหตุหนึ่งที่พี่สอนพนักงานในร้านด้วย คือต้องจำลูกค้าให้ได้ เพราะบางทีเขาไม่ได้มารับงานเอง อาจให้เพื่อนมารับ ดังนั้น อย่างน้อยต้องจำสาขาที่เขาเรียนให้ได้”

เวลาพี่จุ้ยเจอน้อง ๆ ที่มาร้านครั้งแรก นอกจากชื่อแล้ว จะถามสาขาที่เรียนด้วย ซึ่งนี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างคาดไม่ถึง

“บางครั้งจะได้ให้เพื่อนสาขาเดียวกันหยิบงานไปด้วยได้ เพราะเคยเกิดเหตุการณ์หนึ่งคือ น้องคนหนึ่งไม่ตื่นมาส่งงานเพราะอดนอนสะสม แล้วพี่จำได้ว่าเพื่อนเขามารับงาน เลยฝากเพื่อนไปส่งอาจารย์แทน ไม่อย่างนั้นไม่ทันแน่ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้พี่จำชื่อและสาขาวิชาของแต่ละคนได้”

มีน้องสถาปัตย์สาขาผังเมืองรุ่นหนึ่ง เป็นรุ่นที่พี่จุ้ยต้องจำชื่อให้ได้ทั้งภาค เพราะเวลาส่งงานเขาจะส่งมาพร้อมกัน และเวลารับงานจะรับพร้อมกันทุกคน

“พี่ท่องชื่อจริงและชื่อเล่นของทั้งรุ่นได้เลย แม้กระทั่งอีเมล” พี่จุ้ยกล่าว

พี่จุ้ยพยายามช่วยเหลือลูกค้านิสิตนักศึกษาอย่างสุดความสามารถ ในจุดที่คน ๆ นั้นอาจไม่รู้ด้วยซ้ำ พี่จุ้ยก็ช่วยดูให้ ไม่มีใครขอให้เขาทำอะไรแบบนี้ แต่พี่จุ้ยอาสาทำเอง

นอกจากนั้น ในบางช่วงพี่จุ้ยต้องจำแม้กระทั่งสเกลที่อาจใช้บ่อย ๆ เพราะน้องปี 1 เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ ยังไม่คล่องแคล่วเรื่องสเกลต่าง ๆ พี่จุ้ยพยายามจำรายละเอียดบางอย่างไว้ เพื่อให้พรินต์งานได้ถูกต้องที่สุด

มีเรื่องจำเยอะขนาดนี้ แต่เขาก็บอกกับเราว่า

“ต่อให้ต้องจำมากกว่านี้ก็อยากจำ”

อยากทำต่อไปเรื่อย ๆ

พี่จุ้ยเล่าให้ฟังว่า ช่วงร้านบูมก่อนโควิด-19 มีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์อยู่หลายคน แต่ก็ปฏิเสธไปเพราะไม่อยากให้ร้านคุมคุณภาพไม่ได้

“ทุกอย่างในร้านต้องผ่านสายตาพี่ อย่างน้อยให้พี่ได้กรองงานก่อนออกไปสู่ลูกค้า พี่เลยไม่อยากให้มันใหญ่โตเกินไปจนคุมไม่ได้” เขาพูดพร้อมหัวเราะตบท้าย

พี่จุ้ยหันหลังให้การเติบโตของร้านที่คาดเดาคุณภาพไม่ได้ แล้วตั้งใจเปิดร้านรับลูกค้าอย่างแข็งขัน สินค้าและบริการจากร้านล้วนผ่านสายตาของเขาเหมือนที่เคยพูดไว้

ทว่าหลังจากประสบกับช่วงยากลำบาก เขาก็ตั้งคำถามอยู่เสมอ

“พี่ตั้งคำถามทุกครั้งที่ร้านขาดทุนมาก ๆ ว่าสิ่งที่เราทำมันถูกไหม เอาเวลาไปทุ่มกับอย่างอื่นที่ได้กำไรจริง ๆ ดีกว่าไหม แต่หลังจากที่เสียคุณพ่อไป พี่ก็ได้คำตอบว่าสิ่งที่เราทำน่าจะถูกแล้ว ต่อให้มีกำไรบ้าง เท่าทุนบ้าง แต่มันก็หล่อเลี้ยงความสุขของเรา”

แรงใจยังไปต่อ แต่ด้วยปัจจัยอื่นอย่างการต่อสัญญาโครงการ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ร้านพี่จุ้ยยังไม่แน่นอน สัญญาเช่าพื้นที่เหลืออยู่อีกไม่กี่ปี หากโครงการไม่ต่อสัญญา ร้านก็อาจจะต้องปิดตัวลง

“พี่รักที่นี่มาก ร้านเหมือนเป็นความสุขส่วนหนึ่งในชีวิต พี่ไม่อยากให้มันลงเอยแบบนั้น พยายามทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ทำเต็มที่ในทุกวัน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำต่อไปเรื่อย ๆ แต่อนาคตก็ไม่แน่นอน

“คนที่เสียใจที่สุดถ้าร้านปิด คงเป็นพี่เอง” พี่จุ้ยกล่าวทิ้งท้าย

TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต

Lessons Learned

  • นำ ‘ความจริงใจ’ เป็นที่ตั้งในการทำธุรกิจ ทำให้ลูกค้าประทับใจในผลลัพธ์และประสบการณ์จากร้าน จนเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก เป็นการสร้างรากฐานกลุ่มลูกค้าประจำได้อย่างยั่งยืน
  • การเลือกสินค้าและบริการในร้าน เจ้าของร้านต้องรู้จักสินค้าและบริการนั้นจริง ๆ เพื่อแนะนำลูกค้าได้อย่างจริงใจ และเมื่อลูกค้ามีปัญหาจะได้แนะนำวิธีการแก้ไขได้
  • เข้าใจและเอาใจใส่ลูกค้า เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร ประกอบกับเราทำอะไรเพื่อช่วยเหลือ หรือทำให้เขาสบายใจขึ้นได้บ้างก็ควรทำ แม้ไม่มีใครร้องขอ
  • นอกจากเอาใจใส่ลูกค้าแล้ว ต้องเอาใจใส่พนักงานในร้านด้วย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้ทุกคนมีความสุขไปด้วยกัน

Writer

สุวพร เลี้ยงผาสุข

สถาปนิกตัวน้อย นักวาด นัก(อยาก)เขียน ผู้สนใจภูมินิเวศ ชุมชนนักสร้างสรรค์ มีสารพัดของกุ๊กกิ๊กและงานวาดโทนอบอุ่นในนาม Po.loid

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load