9 พฤศจิกายน 2564
9 K

“ภูมิสถาปนิกมีหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดิน เราศึกษาและวิเคราะห์ธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อตอบสนองการใช้งานของมนุษย์ โดยให้เกิดผลกระทบกับธรรมชาติน้อยที่สุด”ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ

เพราะที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนานาชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ จนหลงลืมไปว่ากลไกของสรรพชีวิตในระบบนิเวศเป็นราก-เป็นฐานฟันเฟืองให้เกิดสภาวะที่เหมาะแก่การดำรงชีวิตของคน

การพัฒนาที่ลืมรากฐานทางธรรมชาติของเมือง ทำให้ฟันเฟืองนี้มีปัญหา ‘กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองน้ำที่ลืมคลอง จากเคยเป็นเส้นเลือดไหลหล่อเลี้ยงชีวิต ปลูกอาหาร เป็นหน้าบ้าน สานการสัญจร เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ให้ปัจจัย 4 กลายเป็นที่ระบายน้ำเสีย อุดตัน เน่าเหม็น ทั้งยังไม่ไหลกลายเป็นคลองที่ตายแล้ว

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง

โครงการสวนสาธารณะช่องนนทรี เป็นหนึ่งใน 5 โครงการนำร่องของแคมเปญ ‘Regenerative Bangkok ฟื้นเมือง เชื่อมย่าน สานอนาคต’ ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ริเริ่ม และเป็นทิศทางเดียวกันกับผู้นำกว่า 190 ประเทศทั่วโลกมองเห็นในงาน COP26 วันนี้

นับเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับภูมิสถาปนิกคนหนึ่ง เมื่อท่านผู้นำมีแผนจะพลิกฟื้นเมืองด้วย Nature-based Solution ซึ่งจริงๆ แล้วกรุงเทพมหานครคิดเรื่องนี้มานานมาก วันนี้เราขอเล่า 11 มุมที่ไม่เคยสื่อสารที่ไหนมาก่อนให้ฟัง เพื่อจะบอกว่า มนุษย์มิได้ครอบครองแผ่นดินอยู่เพียงลำพัง และความหวังของเมืองยั่งยืนอยู่ในมือของทุกคน

01

มากกว่าคลองระบายน้ำ คือ คลองที่มีชีวิต Canal Revitalisation

โลกเดินทางมาถึงยุคหยุดการพัฒนาแบบ Human Centric (เอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง) โครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว (Blue-Green infrastructure) คือปัจจัยที่พื้นฐานที่ถูกลืม

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
นิเวศบริการของโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว (Blue-Green Infrastructure : BGI)
ภาพ : เกียรติกมล นิลาภรณ์กุล, 2564 ดัดแปลงจาก Gallet, Danielle, 2018

สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี เป็นตัวอย่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว (Blue-Green Infrastructure : BGI) อาจฟังดูเป็นคำใหม่สำหรับคนไทย แต่เป็นที่คุ้นเคยกันดีในระดับนานาชาติ ริเริ่มขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2013 พัฒนามาจากแนวคิด Low Impact Development : LID หรือ การพัฒนาที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย 

ในฐานะการออกแบบจัดการที่ไม่ได้มองแค่การวางผังเมืองใน หากแต่ผนวกองค์ประกอบทางธรรมชาติ น้ำ ดิน พืชพรรณ เข้ากับการออกแบบกายภาพของเมือง สอดแทรกไปตามถนน ทางเท้า คูคลอง บนดิน บนหลังคา แหล่งเก็บน้ำ ลานเมือง ฯลฯ ถักทอกันเป็นโครงข่ายให้นิเวศบริการ (Ecosystem Service) เป็นปัจจัยพื้นฐานในการมีชีวิต เป็นแหล่งพักพิงของสัตว์น้อยใหญ่ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งต่างสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ส่งผลกับอากาศสะอาด ลดน้ำไหลนอง ลดอุณหภูมิความร้อน ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งเสริมสุขภาพกาย-ใจของคนเมือง เป็นรากฐานสำคัญลำดับที่ 1 ซึ่งเมืองขาดไม่ได้ เพื่อให้มนุษย์อยู่ได้ ไปพร้อมรับมือกับความท้าทายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

สำหรับสวนสาธารณะคลองช่องนนทรี เป็นโครงการฟื้นคืนชีวิตคลอง (Canal Revitalisation) สายแรกของเมืองกรุงเทพฯ และฟื้นความสัมพันธ์เมือง-ระบบนิเวศ ด้วยการใช้ความรู้ด้านภูมิสถาปัตยกรรมเมือง (Urban landscape Architecture) ปรับใช้แนวคิดการแก้ปัญหาที่ยึดหลัก ‘เข้าใจ-ประยุกต์-ปรับเปลี่ยน-เลียน-รู้ บทเรียนจากธรรมชาติ (Nature-based Solution)’ เพื่อการออกแบบที่ยืดหยุ่น ยั่งยืน ทำให้คลองได้ทำหน้าที่ทางนิเวศ มีการปรับปรุงคุณภาพน้ำ เชื่อมการไหลของน้ำ จัดการการไหลให้สัมพันธ์กับทิศทางน้ำขึ้น-น้ำลง เพิ่มศักยภาพคลองในการกักเก็บ ชะลอ ซึม รองรับ และระบายน้ำฝน ฟื้นฟูตลิ่งริมคลองด้วยการปรับใช้โครงสร้างทางชีววิศวกรรม (Bio-engineering ) เพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงฟื้นฟูความสัมพันธ์คนกับคลองให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 02

ทำไมต้องเริ่มที่ช่องนนทรี

คลองยุทธศาสตร์กลางเมือง ที่รอการพัฒนามาเกือบทศวรรษ

ที่โล่งเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม’ ตามผังเมืองรวมกรุงเทพฯ พ.ศ. 2556 

จากทุกการศึกษาวิเคราะห์โดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พื้นที่แห่งนี้รอคอยการพัฒมานานกว่า 8 ปีแล้ว

ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 กำหนดให้ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นที่โล่งเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณริมถนน ควบคู่กับคลองช่องนนทรีที่ต้องเป็นคลองเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ผังแม่บทโครงข่ายพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานคร
ภาพ : สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร

ส่วนผังแม่บทโครงข่ายพื้นที่สีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 มีเป้าหมายการเชื่อมต่อ 3 องค์ประกอบของเมือง คือ ถนนสีเขียว คลองสีเขียว และสวนสาธารณะ ให้เป็นโครงสร้างสีเขียวและสีฟ้า (Green-Blue Infrastructure) ที่ต่อเนื่อง โดยที่แห่งนี้เป็นพื้นที่เป้าหมายระยะแรก ในย่าน CBD ลุมพินี-สาทร รอการผลักดันไปสู่การก่อสร้างจริงเป็นโครงการแรก

จากถนน 77 สายที่สร้างโครงข่ายสีเขียวให้เต็มพื้นที่กรุงเทพมหานครได้นั้น ถนนนราธิวาสราชนครินทร์อยู่ในกลุ่มถนนที่มีศักยภาพและคุณค่าในการพัฒนาสูงที่สุด 

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ผังโครงข่ายคลองเสนอแนะ
ภาพ : สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร

และคลองช่องนนทรี จัดเป็นคลองที่มีศักยภาพสูง ในบรรดา 62 คลองซึ่งคัดเลือกขึ้นมาจาก 2,000 กว่าคลอง โดยมีเกณฑ์คือต้องมีความกว้างที่เหมาะสม ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เชื่อมต่อกับคลองสายอื่นที่ทำหน้าที่ระบายน้ำได้ดี รวมถึงพัฒนาเป็นพื้นที่นันทนาการได้จากบริบทของพื้นที่ชุมชน

สำหรับผังแม่บทโครงข่ายพื้นที่สีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 นี้ ได้ผ่านการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนไปแล้ว 10 ครั้ง กับ 10 กลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งสิ้น 758 คน ได้รับการตีพิมพ์ เผยแพร่จำนวน 18 สื่อ รวมถึงทำกระบวนการสํารวจความคิดเห็นของประชากรในพื้นที่เขตสาทร จำนวน 415 ตัวอย่าง ปรากฏผลดังนี้

  • เห็นด้วยกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง เช่น การเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ เพิ่มต้นไม้บริเวณทางเดินเท้าและริมแม่น้ำลําคลอง จำนวน 99 เปอร์เซ็นต์
  • เห็นด้วยกับการสร้างทางเดินและพื้นที่พักผ่อนริมน้ำ ริมคลอง จำนวน 93.3 เปอร์เซ็นต์
  • เห็นด้วยกับการเพิ่มระบบบําบัดและอนุรักษ์แหลงน้ำเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพน้ำในคลอง จำนวน 98.3 เปอร์เซ็นต์
  • เห็นด้วยกับการเพิ่ม-ปรับปรุงเส้นทางเดินเท้ารูปแบบต่างๆ มากขึ้น จำนวน 94.5 เปอร์เซ็นต์
  • เห็นด้วยกับการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนประเภทต่างๆ จำนวน 94.9 เปอร์เซ็นต์

ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ทำไมโครงการสวนสาธารณะช่องนนทรีจึงเกิดขึ้น จากการวางผังและพร้อมที่จะก้าวต่อในการทำแบบรายละเอียดให้เป็นจริง (อ้างอิงข้อมูลจากสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร)

03

เข้าใจคลองในเมืองคอนกรีต และกลไก-เงื่อนไขของปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างกาล

ธรรมชาติของระบบคูคลองในกรุงเทพฯ มีภูมินิเวศเป็นที่ราบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ (Tidal Zone) แผ่นดินที่เกิดจากการทับถมของดินตะกอนที่ถูกน้ำพัดพามาครั้งแล้วครั้งเล่า บางกอกจึงเป็นเมือง 3 น้ำ คือ น้ำขึ้น-น้ำลง น้ำฝน และน้ำเหนือ 

น้ำขึ้น-น้ำลง สัมพันธ์กับระดับน้ำทะเล มีผลต่อระดับน้ำในคูคลองอยู่ตลอดปี พอถึงช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม น้ำฝนจะเริ่มเข้ามามีอิทธิพล และในช่วงปลายปี มวลน้ำเหนือที่มาจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ผ่านเจ้าพระยามุ่งหน้าอ่าวไทยก็จะไหลลงมาสมทบ ช่วงเดือนตุลาคมจึงเป็นช่วงที่ทั้ง 3 น้ำมารุมกันโดยมิได้นัดหมาย 

จากเคยมีเป็นโครงข่ายกระจายอยู่ทั่วเมือง เป็นคลองดิน เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำเคยมาๆ ไปๆ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรมากนัก หนักหน่อยก็ขังอยู่ตามทุ่งสามเสน ทุ่งพญาไท ทุ่งศาลาแดงแลอีกนานาทุ่ง สักพักก็แห้งไป ไม่มีอะไรน่ากังวล

ปรากฏการณ์ธรรมชาติของบางกอกในอดีตเป็นเช่นไร ชีวิตก็ปรับเปลี่ยนเช่นนั้น

แต่จะเป็นอย่างไร เมื่อกรุงเทพฯ กลัวน้ำ

ปัจจุบัน เมืองไม่ยอมให้น้ำหลากท่วมได้เหมือนก่อน เราตัดถนนแล้วถมคลอง ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการจัดการน้ำของเมือง คูคลองในกรุงเทพฯ ทั้งหมดถูกควบคุมด้วยประตูระบายน้ำ และเครื่องสูบน้ำขนาดยักษ์ กั้นขอบเป็นเขื่อนคอนกรีตจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแผ่นดิน ระดับน้ำในคลองต่ำกว่าระดับน้ำเจ้าพระยาแทบจะตลอดเวลา น้ำในคลองถูกกักแยกตามเขตการจัดการน้ำ นิ่งสงัดไม่ไหลเวียน อุดตันด้วยสิ่งปฏิกูล ขยะจากครัวเรือนและพื้นที่สาธารณะที่พัดพามา บวกกับจำนวนผู้อาศัยเพิ่มขึ้นจนล้นศักยภาพของระบบนิเวศที่จะฟื้นฟูตัวเอง ต้องพึ่งระบบบำบัดน้ำเสียตามหลักวิศวกรรม 

เมื่อปริมาณน้ำในคลองขึ้นกับ 3 น้ำ และควบคุมโดยปั๊มน้ำให้ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป ส่วนคุณภาพน้ำในคลอง ขึ้นกับน้ำเสียจากบ้านเรือน และน้ำฝนที่ไหลปนมาช่วยเจือจางน้ำเสีย

นั่นคือ ในหน้าแล้ง เราจะพบปัญหาคลองน้ำเน่าจากน้ำเสียจากบ้านเรือน และในหน้าน้ำ เราจะพบปัญหาน้ำมากรอระบายจากน้ำฝน ซ้ำร้ายก็ปนน้ำเหนือด้วย

ทั้งสองปัญหามีสาเหตุและทางแก้ไขที่แตกต่าง แต่เกี่ยวพันกัน

04

ตลิ่งใหม่ คือ หัวใจการฟื้นฟู

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ภาพตัดคลองที่เปลี่ยนไปสร้างบทสนทนาใหม่ให้คนกับคลอง
ภาพ : LANDPROCESS

ด้วยการยอมรับระดับน้ำที่แตกต่าง สวนสาธารณะคลองช่องนนทรีจึงเป็นการฟื้นฟูตลิ่งที่ยอมให้ท่วมก็ดีและไม่ท่วมก็ได้ หรือเรียกว่า สะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious Design)

หากเคยเห็นหน้าตัดห้วนด้วน อย่างขอบเขื่อนที่ตัดตรงทั่วเมือง ถูกนำมาใช้ตัดขาดคนจากคลองและแม่น้ำทั่วประเทศ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ประหยัดพื้นที่ที่สุด ง่ายต่อคำนวณหน้าตัดของน้ำ แต่นั่นกลับเป็นการตัดสัมพันธ์ของคน-คลอง-ชีวิตริมตลิ่งแบบไม่ไยดี การปรับหน้าตัดตลิ่ง ปรับแนวเขื่อน เชื่อมสัมพันธ์ จึงเหมือนการเบิกขอบคลอง 

ดังนั้น หน้าตัดตลิ่งใหม่คือกุญแจสำคัญ ภารกิจแรก การตัดราวกันตกที่หนาทึบ เปิดขอบคลองให้เมืองได้เห็นและเข้าถึงได้ ในการฟื้นฟูคลองเพื่อเปลี่ยนเมืองจึงเกิดขึ้น

เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องรักษาระดับน้ำให้ปริ่มตลิ่งเพื่อความสวยงามตลอดเวลา แต่ปรับเปลี่ยนระดับและทิศทางการไหลให้สอดคล้องกับวัฏจักรธรรมชาติ และภารกิจหน้าที่ของคลองที่มีต่อเมือง จึงเกิดความงามแบบแบบไร้ฤดูกาล หมดเวลาขืนธรรมชาติ เพราะคลองยังต้องทำหน้าสำคัญตามนิเวศบริการ (Ecological Service)

ฉะนั้น คนเมืองต้องปรับตัว ปรับใจ ยอมรับ ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลง ไม่สวยเนี้ยบ ห้ามกระดิก 365 วัน เลอะบ้าง แห้งบ้าง นี่คือช่องว่างของโอกาสแห่งการพัฒนาคลอง และคนเมืองที่ได้เรียนรู้การปรับเปลี่ยน

05

เติมเต็มศักยภาพการระบายน้ำฝน

แก้มลิงที่ป่องกว่าเดิม เคยรับได้เท่าไหร่ ปรับใหม่ได้มากกว่า

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ร่องสวนและพื้นที่ธรรมชาติเดิมที่มีความสามารถซึมน้ำได้ถูกปิดถมด้วยผิวดาดแข็ง โรงงาน บ้าน ถนน กรณีศึกษาคลองอ้อมนนท์ พ.ศ. 2449 – 2484 เปรียบเทียบ พ.ศ.​ 2560
ภาพ : เกียรติกมล นิลาภรณ์กุล, 2564 ดัดแปลงจาก ตวงพร ปิตินานนท์, 2560

ในภาพใหญ่ ปัจจุบันปัญหาการระบายน้ำของกรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ ทั่วโลก มีสาเหตุมากจากพื้นที่ผิวดาดแข็งในเมืองเพิ่มมากขึ้น เมืองมีศักยภาพในการ ‘ซึมน้ำ’ น้อยลง (Less Porosity) 

ในทางภูมิสถาปัตยกรรมและวิศวอุทกศาสตร์ อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า สาเหตุหลักของปัญหาน้ำท่วมรอระบาย คือการขาดพื้นที่รองรับน้ำ โดยเฉพาะน้ำฝน ขาดพื้นที่หน่วงน้ำ (Retention and Detention Area) ในเขตเมือง หรือจะเรียกว่าแก้มลิงก็ไม่ผิดนัก

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
บทบาทของพืชพรรณและพื้นที่หน่วงน้ำในเมืองรูปแบบต่างๆ
ภาพ : เกียรติกมล นิลาภรณ์กุล, 2564 ดัดแปลงจาก ดนัย ทายตะคุ, มิ่งขวัญ นันทวิสัย, 2562

พื้นที่หน่วงน้ำ หมายถึง พื้นที่ที่มีความสามารถในการดูดซับ กักเก็บ และยอมให้น้ำท่วมขังอยู่ได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง อาจอยู่ในแนวถนน สนามหญ้าที่บุ๋มลง พื้นที่บนหลังคาทั้งแบบที่มีหรือไม่มีพืชพรรณ บ่อเก็บน้ำฝนบนดิน ใต้ดิน หรือลานกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นพื้นพรุนน้ำ เช่น กรวด หิน วัสดุที่น้ำซึมผ่านได้รูปแบบต่างๆ หรือดินปลูกพืชพรรณ ก็จะยิ่งช่วยเมืองได้เพิ่มมากขึ้น ในบริบทเมืองปัจุบัน คลองทุกคลอง มีบทบาทสำคัญในการช่วยรับน้ำไหลนองจากผิวดาดแข็ง อาคารบ้านเรือน ถนน ทางเท้า เป็นแก้มลิงหน่วงน้ำ ก่อนลำเลียงไปสูบออกแม่น้ำเจ้าพระยา 

หลังจากนี้ คลองช่องนนทรีจะยังคงทำหน้าที่แก้มลิง ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

คณะทำงานได้ศึกษาธรรมชาติของระดับน้ำขึ้น-ลงของคลองช่องนนทรีเดิม ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับทางเท้าโครงสร้างใหม่ วิเคราะห์ปัญหา ศึกษาข้อมูล พิจารณาความเป็นไปได้ ทำให้ได้ข้อสรุปที่ว่า แท้จริงแล้ว คลองนี้ยังรับน้ำฝนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เติมเต็มศักยภาพการเป็นแก้มลิงของคลองช่องนนทรี ไปพร้อมๆ กับการฟื้นฟูระบบนิเวศริมคลอง ซึ่งมีความหมายกว้างไปกว่าพื้นที่นันทนาการริมน้ำมากนัก

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ภาพตัดคลองก่อนปรับปรุง
ภาพ : LANDPROCESS

ก่อนปรับปรุง

ระดับท้องคลอง – 1.20 

ระดับน้ำคลองปกติ – 0.50

ระดับน้ำควบคุมสูงสุดในหน้าฝน + 0.00

ปริมาตรน้ำที่รับได้ 71,055 ลบ.ม.

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ภาพตัดคลองแสดงการระบายน้ำฝนหลังปรับปรุง
ภาพ : LANDPROCESS

หลังปรับปรุง

ระดับท้องคลอง – 2.30

ระดับน้ำคลองปกติ – 0.50

ระดับน้ำควบคุมสูงสุดในหน้าฝน + 0.00

ปริมาตรน้ำที่รับได้ 93,060 ลบ.ม.

ระดับน้ำในสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรง + 0.65

ปริมาตรน้ำที่รับได้ 144,450 ลบ.ม.

โครงสร้างทางเดินและลานกิจกรรมที่ปกคลุมผิวน้ำ กินเนื้อที่ประมาณ 4,000 ตร.ม. คิดเป็นเพียง 3 เปอร์เซ็นต์จากพื้นผิวโครงการทั้งหมด และเมื่อนับรวมโครงสร้างแข็งที่ตัดรื้อออกกับที่สร้างใหม่ ก็ยังมีพื้นที่น้อยกว่าโครงสร้างแข็งเดิมก่อนปรับปรุง 

คลองช่องนนทรี โครงการเปลี่ยนคลองระบายน้ำเสียเป็นสวนสาธารณะ ฟื้นระบบนิเวศคลองและเมือง
ตารางแสดงพื้นที่ผิว พื้นที่หน้าตัดคลอง และความจุคลอง ก่อนและหลังปรังปรุง
ภาพ : LANDPROCESS

เทียบกันที่พื้นที่ผิวทางนอน

พื้นที่โครงการกว้างโดยเฉลี่ย 30.7 เมตร ประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นคลอง ตลิ่ง และทางเท้า ความยาวรวมประมาณ 4.5 กิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ผิวทางนอนรวม 138,150 ตร.ม. 

คลองปรับใหม่มีสัดส่วนผิวน้ำระดับปกติ ลดลง จาก 63,450 ตร.ม. เหลือ 59,450 ตร.ม. = ลดลง 7 เปอร์เซ็นต์ 

ในขณะที่พื้นที่ดาดแข็งรวม ลดลง จาก 63,000 ตร.ม. เป็น 49,900 ตร.ม. = ลดลง 21 เปอร์เซ็นต์

และพื้นที่สีเขียว เพิ่มขึ้น จากเพียงกระบะต้นไม้เดิม ขนาด 1×1 ม. 11,700 ตร.ม. เป็นแนวตลิ่งสีเขียว 28,800 ตร.ม. ในหน้าฝน และ 39,600 ตร.ม. ในหน้าแล้ง = เพิ่มขึ้น 146 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ พื้นที่ผิวน้ำที่ลดลงในวันปกติ แปรผกผันกับขนาดหน้าตัดคลองและปริมาตรน้ำที่คลองรองรับได้ กล่าวคือ เทียบกันที่พื้นที่หน้าตัดน้ำและปริมาตรความจุน้ำในคลอง คลองปรับใหม่มีขนาดพื้นที่หน้าตัดน้ำในวันปกติโดยเฉลี่ย เพิ่มขึ้นจาก 15.79 ตร.ม. เป็น 20.68 ตรม. ในฤดูฝน ทำให้ความจุน้ำที่รองรับได้เพิ่มขึ้นจาก 71,055 ลบ.ม. เป็น 93,060 ลบ.ม. = เพิ่มขึ้น 31เปอร์เซ็นต์

ยิ่งไปกว่านั้น ในสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรง (Extreme Climate) ได้ออกแบบให้รับน้ำเพิ่มได้ถึง 144,450 ลบ.ม. = เพิ่มขึ้น 103 เปอร์เซ็นต์

หน้าตัดคลองที่เพิ่ม = พื้นที่รองรับน้ำในคลองเพิ่ม + พืชช่วยชะลอการไหลของน้ำและปรับคุณภาพน้ำ ส่งผลต่อความสามารถในการระบายน้ำ ไม่เพียงแต่ในเชิงปริมาณเท่านั้น ในเชิงคุณภาพ ระบบชีววิศวกรรม (Bio-engineering) ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้โครงสร้างวิศวกรรมผสมผสานกับความสามารถของพืชพันธุ์หรือวัสดุธรรมชาติ มาช่วยรักษาสภาพตลิ่งให้มีความมั่นคง ควบคุมตะกอน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในคลอง เช่น การใช้ท่อนไม้สด (Live Stake) การใช้ฟ่อนไม้สด (Live Fascine) เป็นต้น เป็นเทคนิคหนึ่งของการพัฒนาที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย (Low Impact Development Technique) ทำให้คลองแห่งนี้มีความยืดหยุ่นในการรองรับปริมาณน้ำมากจากสภาพอากาศที่แปรปรวนได้

สรุป! คลองปรับใหม่ รองรับการระบายน้ำฝนได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน : )

06

ความใส ไหล สะอาด ของน้ำคลอง ก่อนและหลังปรับปรุง

แยกน้ำเสียจากน้ำฝน เติมน้ำใส

มองเป็นโครงข่าย แก้ทั้งระบบ ไม่เสร็จในวันเดียว

ท่อน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน ต่อผ่านท่อระบายน้ำเสียสาธารณะและถูกแยกมายังท่อน้ำเสียหลักที่วางตัวอยู่ใต้ระดับก้นคลอง ในวันฝนหนัก น้ำฝนไหลปนกับน้ำเสียลงท่อระบายน้ำ สุดท้ายคลองต้องรับภาระปัญหาทุกครั้งไป นอกจากนั้น ยังมีชุมชนริมคลองจำนวนมากที่ปล่อยน้ำเสียและสารพัดสิ่งปฏิกูลลงคลองโดยตรงแบบไม่ผ่านระบบบำบัด เหล่านี้เป็นสาเหตุหลักของปัญหาน้ำเน่าคลองตันในกรุงเทพฯ

การปรับปรุงคุณภาพน้ำคลองช่องนนทรี เป็นการคิดแบบโครงข่าย ลำพังคลองเดียวคงไม่แก้ปัญหาของเมืองทั้งหมดไม่ได้ เพราะคลองสาขาล้วนเชื่อมต่อกัน การพัฒนาคลองช่องนนทรีให้สะอาด เป็นการนำร่องไปสู่การพัฒนาคลองอื่นๆ ต่อไป

หลักการปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลองช่องนนทรี ประกอบด้วย

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
รูปตัดแสดงระบบระบายน้ำเสียที่ปะปนกับน้ำฝนเดิม
ภาพ : LANDPROCESS
11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
รูปตัดแสดงระบบระบายน้ำเสียปรับใหม่
ภาพ : LANDPROCESS

1. ใช้ท่อแทนคลอง ไม่ใช่คลองแทนท่อ

ปรับระบบระบายน้ำเสียให้แยกขาดจากคลอง ไม่ปะปนกันดังเดิม แยกระบบท่อรวบรวมน้ำเสียออกจากคลอง โดยการจัดการปรับปรุงท่อรวบรวมน้ำเสียระบบเดิมที่รั่วซึม ซึ่งเป็นภารกิจหลักของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร และอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาเป็นโครงข่าย ในการพัฒนาคลองช่องนนทรีที่มีประชาชนเรียกร้องเรื่องน้ำเน่าเสียอย่างมาก

ครั้งนี้ทีมสำนักระบายน้ำได้พัฒนาท่อระบายน้ำและบ่อดักน้ำเสียกว่า 60 บ่อ ที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับคลองอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาทั้งระบบบนพื้นที่ 28.5 ตารางกิโลเมตร ในความดูแลของโรงควบคุมคุณภาพน้ำช่องนนทรี

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
โครงข่ายคลองสาขาที่เชื่อมโยงกับคลองช่องนนทรี พัฒนาคลองเดียวได้ประโยชน์หลาย
ภาพ : LANDPROCESS

2. นำน้ำเสียบำบัดแล้วมาเติมน้ำสะอาดเข้าสู่ระบบคลอง

ปกติน้ำเสียบำบัดแล้วจากโรงควบคุมคุณภาพน้ำช่องนนทรี ค่า BOD ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อลิตร ค่า DO 6 เฉลี่ยประมาณมิลลิกรัมต่อลิตร ปริมาณ 140,000 ลูกบาศก์เมตร จะถูกปล่อยทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยาทุกวัน! 

ในโครงการนี้เราเปลี่ยนแนวท่อให้น้ำสะอาดเหล่านั้น มาไหลเติมลงคลองช่องนนทรีตามแรงโน้มถ่วง (Gravity Flow) ไปถึงคลองสาทร เชื่อมต่อระบบเข้าไปยังสวนลุมพินี ซึ่งถือโอกาสการปรับปรุงในวาระครบรอบ 100 ปี ฟื้นฟูระบบไหลเวียนน้ำ ช่วยบำบัดน้ำแบบ Tertiary Treatment ส่งต่อไปให้คลองปลายตัน 2 คลองที่รอเชื่อมต่อกับสวนลุมฯ คือคลองไผ่สิงโต ที่เชื่อมต่อไปยังสวนขนาดใหญ่อย่างสวนเบญจกิตติ และคลองต้นสนที่ต่อกับคลองแสนแสบ เป็นการคิดแบบนอกขอบเขตพื้นที่งานออกแบบ เพราะธรรมชาติเชื่อมโยงได้ไม่จำกัด และน้ำบำบัดแล้วจากโรงบำบัดน้ำที่เหลือของเมืองอีก 7 โรง ก็น่าจะเวียนกลับมาสร้างอะไรดีๆ ให้ระบบน้ำของเมืองได้เช่นกัน

3. ระบบทุ่นดักขยะ

กระจายตามหัว-ท้ายคลองแต่ละช่วงและจุดแยกคลองสาขาต่างๆ ให้การไหลของกระแสน้ำพัดพาเศษขยะเข้ามาในทุ่น และสำนักการระบายน้ำจะทำการเพิ่มตะแกรงดักขยะที่ปากท่อระบายน้ำซึ่งเชื่อมต่อกับคลอง

4. ลดตะกอนในคลอง 

โดยระหว่างก่อสร้างมีการขุดลอกตะกอนขยะก้นคลอง เพิ่มสวนน้ำฝน หรือ Rain Garden ใช้พืชพันธุ์ที่ดูดซับและกรองสิ่งสกปรกได้ เช่น เตย บอนนา พุทธรักษา ธรรมรักษา ก้ามกุ้ง กกกลม คล้าน้ำ ช่วยดักตะกอนจากน้ำฝนไหลนองจากผิวถนน และออกแบบความกว้างของคลองในช่วงต่างๆ ให้พอเพียงต่อการดำเนินการขุดลอกคลองในอนาคต 

5. เติมอากาศด้วยม่านน้ำตกและน้ำพุ 

ติดตั้งหัวน้ำพุที่ก้นคลอง เพิ่มการเวียนน้ำก้นคลองให้ขึ้นมาสัมผัสอากาศด้านบน และมีการวิเคราะห์ Node กิจกรรม และเลือกพื้นที่ที่จะใช้น้ำสะอาด คือน้ำประปาในปริมาณจำกัด เปิด-ปิดระบบเป็นเวลา โดยออกแบบเป็นระบบหมุนเวียน ไม่ต้องเติมน้ำเพิ่มทุกวัน จึงมั่นใจได้ว่า น้ำในคลองช่องนนทรีจะมีคุณภาพที่ดีกว่าในปัจจุบันอย่างแน่นอน การปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลองไม่ได้มุ่งให้สะอาดถึงขั้นคนลงไปเล่นสัมผัสได้ในทุกจุด ตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินระดับ 2 (แม่น้ำเจ้าพระยาระดับ 4 คลองในกรุงเทพฯ ระดับ 5) การจะทำเช่นนั้นได้คงต้องใช้น้ำประปาทั้งหมด และเป็นคลองระบบปิดโดยสมบูรณ์ ซึ่งขัดต่อแนวคิดตั้งต้นของโครงการอย่างสิ้นเชิง

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
ระบบเติมอากาศในคลอง
ภาพ : LANDPROCESS

อย่างไรก็ตาม สวนสาธารณะคลองช่องนนทรีมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาน้ำเสียที่ปลายทางเท่านั้น จากระบบรวบรวมน้ำเสียแบบรวม (Combined System) การแก้น้ำเสียที่ต้นทางคือจากบ้านเรือน ต้องบังคับใช้กฎหมาย ถังหรือระบบบำบัดน้ำเสียที่แยกจากครัวเรือน (Separate System) ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องทำ บางคนอาจมองว่าจะต้องรื้อบ้านแปลงเมือง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าไม่เริ่ม ความหวังของคลองที่ดีทั้งเมืองก็ดูจะริบหรี่ นี่จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องวางกลยุทธ์กันต่อไป

07

ทำไมต้องย้ายต้นพิกุลริมคลอง

เพื่อฟื้นฟูตลิ่ง การปรับระดับงานโครงสร้างริมตลิ่งใหม่ในช่วงเชื่อมต่อ Skywalk ช่องนนทรี ทำให้มีความจำเป็นต้องย้ายต้นพิกุลจำนวนหนึ่งออก แต่ในการออกแบบมีการอนุรักษ์และใช้งานต้นพิกุลเดิมให้มากที่สุดอยู่

กรุงเทพมหานครโดยสำนักสิ่งแวดล้อม ทำการล้อมย้ายอย่างได้มาตรฐาน ซึ่งต้นไม้กลุ่มนี้ได้รับดูแลอย่างดี ได้ ครูต้อ-ธราดล ทันด่วน ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ในเมืองในการให้คำปรึกษาด้านเทคนิควิธี มีการห่อตุ้มดิน และขนย้ายอย่างประณีต

ต้นพิกุลที่เราเห็นมีลักษณะการปลูกที่ผิดธรรมชาติ คือ เป็นการก่อกระบะปลูกด้านบนทางเท้า กว้างประมาณ 80 – 90 ซม. ความลึกเพียงประมาณ 30 – 40 ซม. ทำให้รากต้นไม้เจริญเติบโตไปไม่ได้มากกว่าพื้นที่อันจำกัดของความลึกและความกว้าง สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมนี้ สร้างปัญหาทำให้ต้นไม้อ่อนแอ ซึ่งพบเห็นจากการประเมินสภาพต้นไม้หน้างาน

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
ต้นพิกุลที่ล้อมย้ายได้รับการดูแลอย่างประณีต
ภาพ : สำนักงานเขตสาทร

สำนักสิ่งแวดล้อม ให้คำแนะนำและร่วมกับสำนักงานเขตสาทร ขุดล้อมต้นพิกุล จำนวน 23 ต้น ตามหลักวิชาการ เมื่อวันที่ 15 – 16 กันยายน พ.ศ. 2564 สำนักงานเขตสาทร นำต้นพิกุลทั้งหมดไปอนุบาลไว้ที่สวนหย่อมและลานกีฬาใต้ทางด่วนซอยอยู่ดี เขตสาทร แต่เนื่องจากพิกุลเป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลำต้นจึงเปราะบางต่อแสงแดด จึงได้มีการห่อลำต้นเพื่อลดความร้อนจากแสงแดดที่จะส่งกระทบลำต้นโดยตรง และพักไว้ในที่ร่ม

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
ต้นพิกุลที่ล้อมย้ายไปยังสวนหย่อมและลานกีฬาใต้ทางด่วนซอยอยู่ดี เขตสาทร
ภาพ : สำนักงานเขตสาทร

ปัจจุบัน ต้นพิกุลที่ล้อมย้ายไป 23 ต้น อยู่ในสภาพดี 22 ต้น ส่วนอีก 1 ต้น คาดว่าตาย เนื่องจากมีปลวกเข้าทำลายและพบสภาพรากเน่าตั้งแต่วันที่ล้อมย้าย ต่อมาสำนักงานเขตคลองสามวา ประสานขอและขนย้ายต้นพิกุลไปจำนวน 10 ต้น (ขนย้ายเมื่อวันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564) เพื่อนำไปปลูกในพื้นที่คลองสามวา ซึ่งกำลังจัดทำเป็นสวนสาธารณะ

และต่อจากช่วง 200 เมตรแรกนี้ ต้นพิกุลบางส่วนเก็บรักษาใช้ในโครงการ ส่วนที่ต้องนำออกจะเป็นการล้อมย้ายตามมาตรฐาน เพื่อปลูกต้นไม้ชนิดอื่นเพิ่มสำหรับฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งให้ประโยชน์มวลรวมมากกว่าการใช้ต้นพิกุลเดิมตลอดแนว

08

ศูนย์กลางการเชื่อมต่อ สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี สู่แกนยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง

ด้วยตำแหน่งใจกลาง CBD (Central Business District) คลองช่องนนทรีและถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ทอดผ่าน 3 เขต สาทร บางรัก ยานนาวา และยังเชื่อมต่อกับถนนสายหลัก สีลม สาทร พระราม 3 มีช่องทางการเดินรถ BRT ที่รอการพัฒนาเป็นรถไฟฟ้าสายสีเทา ในการพัฒนารายละเอียดของสวนสาธารณะคลองช่องนนทรี คิดเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาของโครงข่ายการเชื่อมเมืองตามแผนพัฒนาของกรุงเทพมหานคร ที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการอยู่ในปัจจุบัน ต่อเนื่องไปถึงอีก 7 – 8 ปีข้างหน้า รวมถึงเป็นปัจจัยสู่การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่เขียวยิ่งขึ้น ดังนี้

1. การพัฒนารถไฟฟ้า BTS สายสีเทาช่วง ลุมพินี-ท่าพระ แบบไม่นำตอม่อลงคลอง 

โครงสร้างทึบนั้นทำลายทัศนียภาพเมือง และลดประประสิทธิภาพการเป็นแก้มลิงดังตัวอย่างในคลองสาทร ขณะนี้อยู่ระหว่างของบประมาณจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA)

2. เจรจากับ BRT ในการลดผิวจราจรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะคือเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยลดปริมาณรถยนต์บนถนนได้ ผนวกเข้ากับการสัญจรสีเขียวอื่นๆ เช่น จักรยาน Scooter ไฟฟ้า โดยใช้พื้นที่ช่องจราจรของ BRT เดิม และสอดประสานการออกแบบไปกับสวนสาธารณะเลียบคลองแห่งนี้ต่อไป

3. เปลี่ยนการเข้าถึงและระบบจ่ายบัตรรถ BRT ให้ง่ายขึ้นไม่ต้องเดินขึ้นๆ ลงๆ สถานี

ให้เข้าได้จากทางเดินเท้าระดับดิน สนับสนุนการใช้งานทางเท้า พัฒนาการให้บริการที่เป็นมิตรมากขึ้น โดยระบบตรวจบัตรจะอยู่บนรถโดยสารแทนการต้องเข้า-ออกสถานีแบบเดิม ปรับการใช้สอยโครงสร้างอาคารขายตั๋วเดิมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในอีก 6 – 8 ปี และเปลี่ยนรูปแบบรถโดยสารในปัจจุบันจากพลังงาน NGV ให้เป็นระบบรถไฟฟ้า EV BRT

4. วิเคราะห์จุดเชื่อมต่อชุมชน 2 ฝั่งถนนและทำทางข้ามในระดับดิน 

เพราะทางม้าลายเอื้อต่อการใช้งานของทุกคน ไม่ใช่สะพานลอย จึงมีการศึกษาเพื่อความเหมาะสมของทั้ง 17 จุดทางข้ามทางแยกในความดูแลของสำนักการจราจรและขนส่ง ในอนาคตปริมาณและตำแหน่งอาจมีการปรับเปลี่ยนบ้าง

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
จุดเชื่อมต่อทางข้าวระดับดิน 17 จุด (อยู่ในการศึกษา ความเหมาะสม)
ภาพ : LANDPROCESS

เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ โครงการสวนสาธารณะคลองช่องนนทรีไม่ได้ทำการลดช่องจราจรบนถนนเดิม ซึ่งจะไม่ส่งผลทางตรงให้รถติดมากขึ้นหรือน้อยลง ขอให้คนกรุงเทพฯ ไม่ต้องเป็นกังวล 

09

งบประมาณ 980 ล้านบาทแลกมาด้วยอะไร

ใช่เพียง ‘การปรับปรุงภูมิทัศน์’ ที่เรามักเข้าใจว่าเป็นการตกแต่งด้วยต้นไม้ให้สวยงาม หรือตกแต่งโครงสร้างที่มีอยู่เดิมแล้ว สวนแห่งนี้เป็นการพัฒนาพลิกฟื้นพื้นที่สองฝั่งคลองช่องนนทรี ร่วมกับทางเท้าสองข้างของถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการปรับปรุงโครงสร้างจำเป็นพื้นฐานของเมือง รองรับการสัญจรสีเขียวในอนาคต และปลูกต้นไม้เพิ่มกว่า 5,000 ต้น

งบประมาณ 980 ล้าน จากสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร รวมงานวิศวกรรมโครงสร้าง วัสดุผิว วัสดุพืชพรรณ ไฟฟ้าแสงสว่าง งานระบบไฟฟ้ากำลัง ระบายน้ำ รดน้ำต้นไม้

งานก่อสร้างระยะแรกรวมส่วนรอยต่อจาก Skywalk ช่องนนทรี เป็นโครงสร้างทางเท้าเชื่อมคนให้เข้าถึงโครงการแบบ Universal Design เป็นโครงสร้างทางลาดยาว บนพื้นที่ 731.4 ตารางเมตร แต่ไม่รวมงานระบบบำบัดน้ำ แยกน้ำเสียออกจากน้ำฝนซึ่งเป็นภารกิจหลักของสำนักการระบายน้ำ ปรับปรุงบ่อดักน้ำเสียในพื้นที่ของโรงควบคุมคุณภาพน้ำช่องนนทรี 60 บ่อพัฒนาระบบรวบรวมน้ำเสียจากบ้านเรือน นำส่งไปบำบัดอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเป็นโครงการในภารกิจหลักของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานครอยู่แล้ว

10

บทบาทภูมิสถาปนิกในโครงการสวนสาธารณะคลองช่องนนทรี

เพราะงานของภูมิสถาปนิก ไม่ใช่เพียงออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์หรือจัดสวน

ตามกฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. 2549 นิยามงานภูมิสถาปัตยกรรมไว้ว่า 

วิชาชีพสถาปัตยกรรมที่ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการออกแบบวางผังบริเวณ เพื่อสร้างสรรค์องค์ประกอบทางกายภาพของสภาพแวดล้อมทางภูมิทัศน์ในชุมชนและพื้นที่ธรรมชาติ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับอาคาร

ภูมิสถาปัตยกรรม คือ ศาสตร์ว่าด้วยการทำความเข้าใจระบบนิเวศและบทบาทที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตมนุษย์เพื่อนำมาปรับใช้ เฉพาะอย่างยิ่งภายในระบบนิเวศเมือง ที่จำเป็นต้องศึกษาและการฟื้นฟูระบบนิเวศในเมืองให้ยังคงทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ของคนกับสิ่งแวดล้อม ผ่านวางแผน วางผัง การจัดการองค์ประกอบทางกายภาพ ฟื้นฟูสุขภาพของสภาพแวดล้อมให้กลับมาแข็งแรง ยืดหยุ่น ให้บริการเชิงนิเวศ (Ecological Services) กับมนุษย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์ทั้งปวง

ดังที่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ กล่าวไว้ว่า “ภูมิสถาปนิกมีหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดิน เราศึกษาและวิเคราะห์ธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อตอบสนองการใช้งานของมนุษย์โดยให้เกิดผลกระทบกับธรรมชาติน้อยที่สุด”

เพราะฉะนั้น ภูมิสถาปัตยกรรมเมืองหรืองานภูมิสถาปัตยกรรมสาธารณะ (Urban Landscape Architectue) ขยายความว่า เป็นงานภูมิสถาปนิกซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริบทของงานเมือง 

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน

หากขุดค้นลงไปถึงสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมเมืองต่างๆ เช่น น้ำไหลนองในเขตเมือง (น้ำท่วมขัง น้ำมากรอระบาย) ปรากฏการณ์เกาะร้อนในเมือง ฝุ่นควัน PM 2.5 ก็จะพบว่าส่วนหนึ่งของทุกปัญหา เกิดจากการออกแบบกายภาพเมืองที่ปราศจากความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศ นักวิชาชีพทั้งหลายจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหา และขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองให้ไปในทิศทางที่เหมาะสม

โครงการสวนสาธารณะคลองช่องนนทรี เป็นการทำงานบูรณาการทุกภาคส่วน ซึ่งกรุงเทพมหานครทำเอง ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครจำนวนมาก โดยเฉพาะนักผังเมืองจากสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง วิศกรจากสำนักการโยธา ออกแบบงานระบบระบายน้ำโดยสำนักการระบายน้ำ วิศวจราจรจากสำนักการจราจรและขนส่ง ผู้เชี่ยวด้านต้นไม้จากสำนักสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เกิดการผสานศาสตร์ภูมิสภาปัตยกรรมและวิศวกรรม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่รอบด้าน

ถ้าภารกิจนี้ทำให้เมืองดีขึ้น เราและคนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็สมควรที่ทุกสาขาวิชาชีพจะมาร่วมช่วยกันอย่างสนับสนุนเกื้อกูล

สำหรับโครงการนี้ ตำแหน่งภูมิสถาปนิก ซึ่งกรุงเทพมหานครมีบุคคลากรไม่พอเพียง หรือยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ในกรมกอง เราจึงได้มีโอกาสเข้าไปสนับสนุนในส่วนงานภูมิสถาปัตยกรรม ในลักษณะของการร่วมเดินไปด้วยกัน ไม่ใต้หรือเหนือวิชาชีพใด ด้วยความเคารพในความสามารถเฉพาะทางของต่างสาขาวิชาชีพ ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และการเปิดใจยอมรับความไม่รู้ อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น และการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด

ขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้งานนี้เกิดขึ้น เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทีมที่ยิ่งใหญ่นี้ 

และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงการฟื้นเมืองด้วยภูมิสถาปัตยกรรม ตามแนวคิดโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้าและเขียว (Bangkok Blue-Green Infrastructure) ด้วยการเชื่อมคลอง เชื่อมคน เชื่อพื้นที่สีเขียว และเชื่อมเมือง เป็นเรื่องที่ต้องคิดควบคู่กัน เพื่อแก้ปัญหา และสร้างสมดุลให้เมืองของเรา 

11

งานเมืองเป็นเรื่องของทุกคน

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน
องค์ประกอบต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้าเขียว (Bangkok Blue-Green Infrastructure) ในหลากหลายระดับ
ภาพ : Landscape Institute, 2011

การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ต้องไม่คิดเพียงมิติของการพัฒนาเศรฐกิจ สังคม วัฒนธรรม แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ฟื้นชีวิตให้ธรรมชาติ บนดิน ใต้ดิน โครงข่ายน้ำ พืชพรรณ คน และสรรพสิ่งต่างแบ่งปันอากาศ ทรัพยากร ล้วนเกี่ยวโยงกันอย่างลึกซึ้ง เป็นโครงสร้างของระบบนิเวศเมือง และต้องถูกนำมาคิดในสมการการพัฒนาเมืองทั้งหมด

การออกแบบเมืองที่พึ่งพิงอาศัยพื้นฐานธรรมชาติอย่างยั่งยืนและเข้าใจ เป็นทางออกของการพัฒนาเมืองในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งทุกสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องต้องเร่งช่วยกันผลักดันอย่างสุดกำลัง บนพื้นฐานธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่จะไม่สูญสลาย เสื่อม หรือไม่ให้ความสำคัญ

และจะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เพียงใครคนใดคนหนึ่ง หรือวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง ที่มีส่วนกำหนดชะตาเมืองในเรื่องนี้ คนเมืองทุกคนที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือมีอำนาจในการตัดสินใจที่จะกระทำการใดๆ ลงบนผืนแผ่นดิน ต่างมีส่วนไม่มากก็น้อย ในการยอมเปิดพื้นที่ส่วนเล็กส่วนน้อยของตนให้ธรรมชาติได้กลับฟื้นคืนชีวิต เพื่อร่วมกันถักทอร้อยต่อโครงข่ายสำคัญของเมืองนี้ ในสถานการณ์ที่ใกล้จะสาย ก่อนที่จะสายเกินไป

โครงการที่พัฒนาสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเมืองอย่างเท่าเทียม จะเป็นโครงการระดับเมืองที่สร้างความน่าจะเป็นอีกนานับประการ ถ้าคลองแรกเป็นจริง เป็นไปได้ คงกระตุ้นเตือนชาวเมืองน้ำ ผู้ขับเคลื่อนเมืองน้ำให้เห็นค่าคลอง 

และคลองต่อๆ ไปคงมีโครงการดีๆ ได้ ง่ายขึ้น การพัฒนาเมือง ฟื้นเมือง เชื่อมย่าน สานอนาคต เป็นเรื่องของทุกคนที่จะผลัก จะดัน จะทำให้เกิดขึ้นจริงค่ะ

11 เรื่องน่ารู้ โปรเจกต์พัฒนาคลองช่องนนทรีจากคลองระบายน้ำ นำร่องสู่คลองระบบธรรมชาติ เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและความหวังของเมืองที่ยั่งยืน

Writer

กชกร วรอาคม

ภูมิสถาปนิก ผู้ออกแบบงานพื้นที่สาธารณะ อุทยานจุฬาฯ 100 ปี, สวนป๋วย 100 ปี, สวนสุขวนา และอีกหลากหลายพื้นที่เพื่อเมืองที่ดี

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน สยามสแควร์ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวของวัยรุ่น

บนที่ดินทั้งหมดของจุฬาฯ ตั้งแต่สามย่าน-สวนหลวง มาจนถึงสี่แยกปทุมวัน และจากถนนบรรทัดทองมาถึงถนนอังรีดูนังต์ แบ่งการใช้งานออกเป็น 3 ประเภทคือ หนึ่ง พื้นที่สำหรับการศึกษา สอง พื้นที่ให้หน่วยงานราชการมาใช้ และ สาม พื้นที่สำหรับจัดหาผลประโยชน์บำรุงมหาวิทยาลัย พื้นที่ประเภทหลังมีทั้งหมด 3 แปลง คือ บริเวณสามย่าน-สวนหลวง บริเวณจามจุรีสแควร์ และพื้นที่ 63 ไร่ครึ่งของสยามสแควร์ ที่เริ่มต้นจากอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้นครึ่ง จำนวน 596 คูหา เมื่อ พ.ศ. 2507

เวลาเปลี่ยน วัยรุ่นเปลี่ยน สยามสแควร์ก็เปลี่ยน

เมื่อคนนิยมเดินห้างติดแอร์มากขึ้น เปลี่ยนไปซื้อของออนไลน์ และเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนต้องเรียนและทำงานออนไลน์ สยามสแควร์ซบเซาลงถนัดตา จนหลายคนสงสัยว่า สยามฯ จะกลับมาทวงสถานะพื้นที่อันดับหนึ่งของวัยรุ่นคืนได้จริงหรือ

แต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สยามฯ มีการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพครั้งใหญ่ มีการนำสายไฟลงดิน ปรับพื้นที่ใหม่ เปิดตึก SiamScape ตามด้วย Walking Street และตึกที่ดูโฉบเฉี่ยวมากมาย รวมถึงทุกสุดสัปดาห์จะมีคนจำนวนมหาศาลมายืนรอดูวงดนตรีของน้อง ๆ ที่กระจายตัวเล่นอยู่ทั่ว

คนกลับคืนสู่สยามฯ และชื่อของสยามฯ ถูกพูดถึงอีกครั้ง

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

น่าสนใจว่า ตอนนี้สยามฯ มองตัวเองว่าเป็นพื้นที่ประเภทไหน พื้นที่พาณิชย์หรือพื้นที่สาธารณะ สยามฯ โกงความตายกลับมาได้อย่างไร แล้วเราจะได้เห็นอะไรต่อไปอีก

รวมถึงคำถามที่หลายคนยังคาใจ ทำไมต้องทุบสกาล่า

The Cloud นัดคุยกับ รศ.ดร.จิตติศักดิ์ ธรรมาภรณ์พิลาศ รองอธิการบดี ด้านการจัดการทรัพย์สินและกายภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) ผู้รับผิดชอบดูแลสยามสแควร์โดยตรง

แต่ก่อนจะเริ่มบทสนทนา ดร.จิตติศักดิ์ ออกตัวว่า ภาพสยามฯ โฉมใหม่ที่เราเห็นในวันนี้ต้องให้เครดิตกับ รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองอธิการบดี ที่ปลุกปั้นมาก่อนจะลาออกไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

01
บ้านเพื่อนผมอยู่ในสยามสแควร์

“ตึกแถวในพื้นที่จุฬาฯ เติบโตมาแบบผสมผสาน คือเป็นที่อยู่อาศัยข้างบน เป็นร้านค้าข้างล่าง สยามสแควร์ก็เป็นแบบนั้น สมัยเรียนเพื่อนผมพ่อเขาเปิดร้านขายแอร์ในสยามฯ ชั้นล่างเป็นร้าน ชั้นสามชั้นสี่เขาอยู่เป็นบ้านเลย จุดเริ่มต้นของสยามสแควร์คือพื้นที่พาณิชยกรรม มีลักษณะที่ชัดเจนตรงเป็นร้านตึกแถวแบบ Shophouse เทียบกับพื้นที่ยุคเดียวกันก็เพลินจิตอาเขต ยุคก่อนก็นางเลิ้ง เวิ้งนาครเกษม หรือในเยาวราช หลังสยามฯ ก็ไม่มีพื้นที่แบบนี้แล้ว เพราะต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ และเข้าสู่ยุคห้างติดแอร์”

02
สยามสแควร์ไม่ใช่พื้นที่ที่แพงที่สุด

“ยุคปัจจุบัน สี่แยกปทุมวันถือเป็นย่านสำนักงาน CBD (Central Business District) ที่เริ่มบางลง แล้วมีความเป็น Commercial มากขึ้นทั้งสี่ด้าน ทำเลของสยามสแควร์ไม่ใช่พื้นที่ที่มีราคาแพงที่สุด ที่แพงคือฝั่งที่ไหล ๆ ไปทางราชประสงค์ สยามฯ แพงเพราะไดนามิกของกิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงเติบโตตลอดเวลา พื้นที่ CBD ทั่วไปพอเต็มแล้ว แสดงคาแรกเตอร์ของมันแล้ว จะนิ่งแบบนั้น แต่สยามฯ ไม่ใช่ เริ่มจากตึกแถว มีอาคารขนาดกลาง จนขึ้นเป็นตึกสูง มีการปรับคาแรกเตอร์ตลอด อาจจะเป็นเสน่ห์หนึ่งที่ทำให้ตัวสยามยังอยู่ได้”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

03
สยามฯ เป็นตึกแถว 3 ชั้นยุคแรก

สยามฯ ยุคแรกจุฬาฯ ใช้วิธีสร้างตึกแถวแล้วปล่อยเช่า เป็นตึกแถวยุคแรกที่สร้าง 3 ชั้น ถือว่าเก๋ไก๋มาก เพราะมีอาจารย์คณะวิศวะ สถาปัตย์ ช่วยออกแบบ ตึกหน้าตาแบบดั้งเดิมอยู่ตรงซอยมารีน่า ด้านหน้ามีแผ่นปูนรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดเป็นแถบ ๆ กั้นอยู่ ช่วงแรกจุฬาฯ ไม่ได้จริงจังกับการหารายได้ จนกระทั่งรัฐลดงบประมาณสนับสนุนลง ตอนนี้ช่วยไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เราก็ต้องให้ความสำคัญกับการหาเงินมาช่วยในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป
อาคารยุคแรก

04
เลิกเก็บค่าเช่าแบบคาดกระเป๋าหน้าท้อง

“พอต้องเน้นการหารายได้ บทบาทของการเป็นคนเก็บค่าเช่าแบบคาดกระเป๋าหน้าท้องต้องเปลี่ยนไป จุฬาฯ เริ่มก้าวมาเป็น Developer โครงการแรกคือ จัตุรัสจามจุรี เมื่อลักษณะของย่านเปลี่ยนไป มีห้างเกิดขึ้นโดยรอบ พื้นที่สยามฯ ดูค่อนข้างโทรมเมื่อเทียบกับรอบข้าง จึงเกิดการสร้างอาคารสยามกิตติ์ ข้างล่างเป็นร้านค้า ข้างบนเป็นโรงแรม ทำให้เกิด Business Unit ใหม่ที่ไม่ใช่การบริหารพื้นที่ทางราบ แต่เป็นการบริหารอาคารทางตั้ง ก็ต้องการความรู้ความสามารถในการบริหารอีกรูปแบบหนึ่ง

“จากการที่เคยเคาะประตูบ้านเก็บค่าเช่า ต้องเปลี่ยนมาวิ่งหาคนที่จะมาอยู่กับเรา คัดเลือกประเภทกิจการที่จะทำให้โครงการมีชีวิตชีวา รวมถึงคิดภาพที่จะสะท้อนถึงตัวย่าน และสะท้อนไปถึงตัวมหาวิทยาลัย เริ่มมีรายละเอียดมากกว่าเดิม แต่สยามกิตติ์ไม่ซับซ้อนมาก เพราะจบลงตรงเปิดให้เช่าเป็นโรงเรียนติว คลินิกความงาม ข้างล่างก็เป็นร้านอาหาร ที่ยากคือ SQ1”

05
ถ้าย้อนกลับไปทำใหม่ได้ SQ1 อาจไม่เป็นแบบนี้

จุดเปลี่ยนแรง ๆ ครั้งหนึ่งของสยามฯ คือช่วงที่ไฟไหม้โรงหนังสยาม จุฬาฯ สร้างเป็น SQ1 ขึ้นมา หลายคนถามว่า พื้นที่ติด BTS ริมถนนพระรามหนึ่ง ทำตึก 4 – 5 ชั้นเองเหรอ คือเราไม่มีทางเลือก เราต้องรีบสร้าง รีบเปิดให้เร็วที่สุด เพื่อรับผิดชอบต่อผู้เช่าเดิมที่ได้รับผลกระทบ เราไม่สามารถให้เขารอ 3 – 4 ปีเพื่อขึ้นตึกสูงได้ ถ้ามีเวลา เราคงทำเป็นอาคาร Mixed-use ความสูงเต็มที่เท่าที่กฎหมายอนุญาต

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

06
โรงเรียนกวดวิชาที่หายไป

“โบนันซ่าเป็นตึกของเรา สร้างคล้ายตึกแถวซ้อนไปซ้อนมา ปรับปรุงซ่อมแซมมาหลายครั้ง ถึงจุดหนึ่งเราก็ไม่เอาแล้ว จะทุบเขาลง ช่วงนั้นมีความต้องการพื้นที่สำนักงานและร้านค้าอยู่ เราคิดว่าระหว่างที่สยามกิตติ์สร้างทาวเวอร์ที่เป็นโรงแรม ผู้เช่าที่เป็นโรงเรียนติวในอาคารเดิมจะทำอย่างไร ก็จะย้ายเขามาที่ SiamScape

“เมื่อก่อนในสยามฯ มีโรงเรียนกวดวิชากระจายอยู่ตามตึกแถว แต่พอมีระเบียบเรื่องจำนวนขนาดพื้นที่ต่อคน บางโรงเรียนก็อยู่ไม่ได้ บางโรงเรียนก็ต้องไปอยู่บนตึก และอีกหลาย ๆ ปัจจัย เราก็เลยตัดสินใจสร้าง SiamScape ขึ้นมาเพื่อรองรับโรงเรียนกวดวิชาด้วย”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป
58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

07
ไม่อยากให้รถเข้า ก็ต้องสร้างตึกจอดรถตั้งแต่ทางเข้า

“ตึกสยามกิตติ์มีฟังก์ชันหลักอีกอย่างคือเป็นที่จอดรถ ถ้าคุณเข้ามาทางถนนอังรีดูนังต์ ไม่คิดอะไรมากก็เลี้ยวขึ้นตึกไปจอด ถ้าอยากใกล้เข้ามาหน่อยก็ขับมาจอดที่วิทยกิตติ์ ซึ่งเป็นตึกสำนักงานของฝั่งมหาวิทยาลัย ส่วนฝั่งพญาไทไม่มีตึกจอดรถ ถ้าจะทำให้สยามสแควร์เป็น Walking Street ฝั่งนี้ก็ควรมีที่จอดรถด้วย SiamScape จึงเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นออฟฟิศ รองรับผู้เช่าที่เป็นโรงเรียนกวดวิชา คลินิกเสริมความงาม ชั้น 8 ชั้น 9 ก็ยืดหยุ่นให้อาจารย์นิสิตมาใช้จัดเลกเชอร์ ทำกิจกรรมเรียนรู้ได้ แล้วก็เป็นที่จอดรถในอีกมุมของสยามฯ ด้วย”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

08
เราไม่ได้เล็งตาเป็นมันว่า อยากได้สกาล่าคืน

“เราไม่ได้เล็งตาเป็นมันว่าอยากได้สกาล่าคืน เราไม่ได้ขึ้นค่าเช่า แต่กิจกรรมที่เขาทำมันไม่สร้างรายได้มาตั้งนานแล้ว สุดท้ายเขาก็ชำระค่าเช่าที่ค้างอยู่ไม่ได้ ช่วงที่ใกล้จะหมดสัญญาเช่า เราก็ช่วยเจรจาหาหลายคนมาช่วยเขา ทั้งนายกสมาคมภาพยนตร์ไทย ชมรมคนรักสกาล่า สมาคมสถาปนิกสยามฯ นายทุนต่าง ๆ เราคุยหมด แนะนำให้รู้จักเจ้าของ ให้ลองไปหารือกันว่าจะทำอย่างไร แต่สุดท้ายมันก็ไปไม่ไหวด้วยสเกล จำนวนพนักงาน ค่าใช้จ่าย รวมถึงค่าเช่าของเราด้วย ก็เลยไปต่อไม่ได้”

09
ถ้าจะเก็บสกาล่าไว้ ก็ต้องมีการใช้งานที่ชัดเจน

“เราไม่ได้ต้องการเก็บสกาล่าไว้แบบโบราณสถาน ถ้าจะเก็บก็ต้องมีการใช้งานที่ชัดเจน ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นพื้นที่รกร้าง ไม่ได้ใช้งาน ถ้าจะใช้เป็นหอประชุม คณะศิลปกรรม คณะนิเทศ ก็หากิจกรรมมาลงต่อเนื่องไม่ได้ เพราะเรามีหอประชุมสเกลนี้อยู่ในหลายคณะ สกาล่าจึงเป็นอาคารที่เกินจากการความต้องการใช้งาน แล้วมันก็ไปไม่ไหวจริง ๆ ในแง่การดูแล มันติดที่ค่าดำเนินการ เมื่อก่อนเรามีบ้านหลังคาสูง ๆ ไม่ติดแอร์เพราะอยากได้ลม ก็ใช้เสาสูง เพดานสูง อะไรก็ใหญ่โตไปหมด แต่ยุคนี้คุณต้องเสียค่าแอร์เยอะมาก มันไม่ไหวในเชิงค่าดูแลบำรุงรักษาในระยะยาว เราอยากหาเจ้าภาพมาดูแลต่อ แต่ทุกคนปฏิเสธ เราก็ไม่อาจหาญจะรับมาดูแล เพราะเราไม่เก่งขนาดนั้น ก็เลยถึงจุดที่เรายอมแล้ว จึงเปิดประมูลพื้นที่ ซึ่งทาง CPN ได้ไป เขาจะทำเป็น Mixed-use มีทั้งรีเทล ออฟฟิศ แล้วก็น่าจะมีโรงแรมด้วย”

10
โควิด-19 มา จนสยามฯ เกือบไป

“ประตูหลักที่เราใช้นับจำนวนคนมาสยามฯ คือ SQ1 ช่วงก่อนโควิด เคยมีคนมาวันละ 2 แสน

“พอมีโควิด พร้อมกับกระแสซื้อสินค้าออนไลน์ เหลือคนมาไม่ถึง 2 หมื่น เราไม่ลังเลเลยที่จะลดค่าเช่า เพราะเห็นว่าเขาเดือดร้อนจริง ๆ กิจการที่โดนประกาศห้ามจากรัฐตรง ๆ อย่างร้านตัดผม ร้านนวด เราไม่เก็บค่าเช่าพักหนึ่ง เรากลัวกันมากว่าสยามฯ จะไม่กลับมาแล้ว แต่ในที่สุดมันก็กลับมา ไม่ใช่เพราะการซื้อของ แต่เป็นการมาใช้พื้นที่ มาเจอคน มาเดินเล่น”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

11
ขับรถเข้ามาไม่สะดวกเลย ใช่ครับ ผมไม่ต้องการให้คุณขับรถเข้ามา

“ช่วงโควิดสยามฯ นิ่งอยู่พักหนึ่ง เราเองก็มีปัญหาน้ำท่วมในสยามฯ มาโดยตลอด แล้วก็มีความฝันในเชิงมาสเตอร์แปลนว่า อยากปรับอะไรหลาย ๆ อย่าง ก็เลยใช้จังหวะนี้สังคายนาใหญ่ วางระบบท่อใหม่ ต้องทำผิวถนนใหม่ เลยคุยกับคนออกแบบให้ปรับถนนเส้นกลางตั้งแต่ซอยสองถึง SQ1 ให้การจราจรที่วุ่นวายดีขึ้น รถที่อยู่ในสยามคือรถที่จะมาสยามฯ ไม่ใช่มาผ่านสยามฯ แล้วก็ไม่ให้มีรถสาธารณะจอดแช่

“เลยเกิดเป็นถนนคนเดินที่รถทำความเร็วไม่ได้ เป็นถนนที่คนไม่ได้มาเพื่อเรียกรถสาธารณะ รถเหล่านี้ก็ไม่เข้ามาโดยปริยาย ทำเสร็จคนก็บ่นว่า ตัวชะลอรถแหลมมาก ขับแล้วรถจะพัง ใช่ครับ ถ้าคุณขับไม่ถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถคุณจะไม่สะเทือนเลย รถติดมากเลยครับอาจารย์ ใช่ครับ ผมไม่ต้องการให้รถเข้ามา”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

12
ลานหน้าฮาร์ดร็อก

“ช่วงใกล้ ๆ SiamScape จะเปิดตัว ที่เรากำลังทำ Walking Street Hard Rock Cafe ก็หมดสัญญาเช่าพอดี ด้วยพิษโควิดเขาเลยไม่ต่อสัญญา เราก็เลยรื้อตัวตึกแถวเซ็ตนี้ออก ทำเป็นลานโล่งเชื่อมกับ SiamScape แล้วทำโปรเจกต์ Block I ที่ล้อคาแรกเตอร์ของตึกแถว ตามมาสเตอร์แปลนตึกสูงจะเกาะอยู่ที่ขอบถนนใหญ่เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่นของจราจร ข้างในพยายามทำให้เป็นพื้นที่ของคนเดิน จึงเป็นสเกลไล่เลี่ยกับตึกแถว แต่การเช่าจะมีลีลามากขึ้น เราพยายามเลือก Flagship Store แบรนด์ไทย หรือเติบโตมาในพื้นที่ของเรา ถ้าเป็นแบรนด์นอกก็ต้องมีอะไรพิเศษไม่ซ้ำกับสาขาอื่น Block I จึงเป็นเหมือนแลนด์มาร์กหัวถนนเริ่มต้นถนนคนเดิน”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า
รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

13
ถ้าคุณไม่ปรับ หมดสัญญาผมไม่ต่อนะ

“เราให้โจทย์ตึกที่จะสร้างในฝั่งสยามฯ และฝั่งมหาวิทยาลัยต่อไปว่า ต้องอยู่ในธีม Smart City ต้องได้ Green Certificate ในตึกต้องมีเรื่องประหยัดพลังงาน มี EV Charger มีเรื่องแอร์ เรื่องการรีไซเคิล อย่าง KLOUD by KBank เขาก็เปลี่ยนพื้นที่ธนาคารให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เด็กเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ มีคอนเซ็ปต์ที่เป็น Smart และยั่งยืน

“ส่วนร้านริมถนน Walking Street เราเน้นความเป็นอนาคต เพราะพื้นที่บางส่วนของ SiamScape เราให้เด็กมานั่งทำงานได้จนรถไฟฟ้าหยุดวิ่ง ก็เลยเป็นคอนเซ็ปต์สยามไม่หลับ พอเป็นชีวิตภาคกลางคืน อาคารทั้งหลายเลยตกแต่งด้วยแสงสีจัดเต็มไม่ให้น้อยหน้ากัน ก็ยิ่งสวยขึ้นเรื่อย ๆ เราบอกทุกร้านว่า ถ้าคุณไม่ปรับปรุง หมดสัญญาผมไม่ต่อนะ ผมจะเอาเจ้าใหม่มาลง เราไม่ได้ไล่คุณออกจากสยาม แต่คุณต้องไปอยู่ตึกนู้นตึกนี้แทน เราคุยกันแบบนั้น วันนี้คนบอกว่าสยามฯ สวยเหมือนอยู่เมืองนอก เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องตบตีกันเยอะมากกว่าจะเห็นภาพเดียวกัน”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

14
สยามฯ เปลี่ยนไปแล้ว

“วันที่ 27 พ.ค. 65 เราอยากทำอีเวนต์เปิดตัวสยามฯ โฉมใหม่ซะหน่อย อยากปิดถนนให้คนได้เดินเล่นกันวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มีการแสดงเปิดหมวกเล็ก ๆ น้อย ๆ วันนั้นคนไม่เยอะนะ แต่แรงกระเพื่อมจริง ๆ คือมีเด็กเข้ามาถ่ายรูปโพสต์ลงไอจีว่าสยามฯ เป็นแบบนี้แล้ว เป็นจังหวะที่ SiamScape เสร็จแล้ว เปิดสวนดาดฟ้าด้วย คนเห็นก็เริ่มมากันเยอะขึ้น เป็นอิทธิพลของโซเชียลจริง ๆ ที่ช่วยเรา

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

15
Yes Indeed

“Yes Indeed เป็นวงที่มาเล่นกับเราตั้งแต่งานสวนหลวงสแควร์ เราอยากปลุกพื้นที่สวนหลวงสแควร์ที่ค่อนข้างเงียบให้มีชีวิตชีวิต ก็จัดตลาดนัด Flea Market ให้น้องๆ นิสิตจุฬาฯ มาขายของโดยไม่คิดค่าเช่า เราอยากหาวงดนตรีมาเล่น แต่ไม่มีเงินจ้าง Yes Indeed เป็นหนึ่งในวงที่ยินดีมาเล่น วันนั้นมีคนดูเขาไม่ถึง 10 คน พอมีงานวันเปิดสยามฯ เราก็ติดต่อเขาไป คราวนี้คนตามมาดูเขาเป็นร้อยเลย เพราะเขาไปเล่นมาหลายเวที สะสมฐานแฟนคลับมาเรื่อย ๆ

“ตอนนี้เขาไม่ได้เล่นแล้ว เพราะเราไม่อยากให้ใครเป็นเจ้าของเวที อยากให้หลาย ๆ คนมีโอกาสได้เล่น มีคนรอเล่นอยู่ 300 กว่าวง ถ้าเราเลือกแต่วงดัง ๆ อีก 200 กว่าวงที่เหลือ เมื่อไหร่จะได้เล่นล่ะ”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

16
เราเป็นพื้นที่ให้วงดนตรีทุกประเภท

“ที่สยามฯ เรามีเวที 4 จุด แต่ละเวทีเล่นวันละ 3 วง เล่นสัปดาห์ละ 3 วัน เท่ากับเล่นได้สัปดาห์ละ 36 วง เรามีลิสต์วงที่สมัครมา 300 กว่าวง ได้เล่นไปแล้ว 50 กว่าวง ตั้งแต่เด็กน้อยมาเล่นขำ ๆ พ่อแม่มานั่งตบมือ ร้องผิด ๆ ถูก ๆ จนถึงมืออาชีพมาก ๆ ทุกวงเล่นฟรีหมด เราเตรียมไฟให้ แต่เขาต้องเอาอุปกรณ์มาเอง เราพยายามจัดโปรแกรมช่วยน้อง ๆ วงที่ยังไม่มั่นใจก็ให้เล่นก่อนช่วง 5 – 6 โมง คนยังไม่เยอะ จะได้ไม่ตื่นเวที ช่วงที่คนเยอะก็เอาวงที่มีประสบการณ์หน่อย พอศิลปินอาชีพเห็นว่าสยามฯ มีอะไรแบบนี้ เขาก็ขอมาแจม วงที่จะเล่นกันศิลปินก็ต้องเตี๊ยมกันก่อนซะหน่อย ป้องกันไม่ให้หน้าแหก”

58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป
58 ปี สยามสแควร์ ความเป็นวัยรุ่นตลอดกาล เหตุผลที่คนกลับมา และตึกที่หน้าตาเปลี่ยนไป

17
ถ้าชมรมเพาะกายอยากมาโชว์ ก็ยินดีต้อนรับ

ผมไม่ได้มองว่าประสบความสำเร็จแล้ว คนติดแล้วก็จัดต่อไปเรื่อย ๆ ผมเฉย ๆ กับการจัดกิจกรรมที่ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ คาดเดาได้ โอเคมันอาจจะการันตีว่า ถ้าคุณมา คุณจะเอนจอยกับสิ่งนี้ แต่มันต้องหลากหลายกว่านั้น เพราะมีอีกหลายคนที่อยากแสดงออก แต่เขาไม่ถนัดเล่นดนตรี เขาอยากเต้น เล่นมายากล มีชมรมเพาะกายในจุฬาฯ ติดต่อมาขอโชว์ ถ้าคุณรู้สึกว่าวงการเพาะกายของคุณยังแคบอยู่ แล้วพื้นที่ของผมช่วยคุณได้ คุณกล้ามาถอดเสื้อโชว์ที่นี่ก็มา ผมยินดีต้อนรับ สิ่งที่ผมคาดหวังคือความหลากหลายและการเปิดโอกาสให้หลาย ๆ กิจกรรม”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

18
ถ้าจัดการดี ๆ มันจะนำมาซึ่งกิจกรรมที่ให้คุณค่ามากกว่าเงิน

“พอเราปิดถนนแล้วคนมาเยอะ ก็มีออแกไนเซอร์ติดต่อมาว่า คิดค่าเช่ายังไง มีพื้นที่ไหนบ้าง ตอนนี้ผมพยายามทำให้คนเห็นว่า ถ้าคุณมีพื้นที่กลางแจ้งในเมือง โดยเฉพาะพื้นที่พาณิชย์ คุณไม่จำเป็นต้องทำให้มันเป็น Commercial แบบฮาร์ดคอร์ก็ได้ แบบปล่อยเช่าเก็บเงินอย่างเดียว แต่ถ้าจัดการดี ๆ มันจะนำมาซึ่งกิจกรรมที่ให้คุณค่ามากกว่าเงิน นั่นคือสิ่งที่ทีมผมพยายามคิดทุกสัปดาห์ 

“ถ้าคุณอยากเช่าก็มาได้ แต่ต้องคุยกันก่อนว่าจะมาทำอะไร ไม่ใช่มาเปิดตัวน้ำ แล้วมีขวดม็อกอัปอันเบ้อเริ่มมาตั้งกลางถนน หรือมีโลโก้ใหญ่ ๆ มาแปะ ผมไม่เอา คุณทำธีมให้ทั้งสยามฯ กลายเป็นน้ำได้ไหม ทำให้คนพูดถึงอีเวนต์ที่คุณจัดไม่ใช่แบรนด์ของคุณ แต่เมื่อคนเข้ามาในพื้นที่แล้วเขาจะนึกถึงอย่างอื่นไม่ได้นอกจากแบรนด์คุณ คุณมีกึ๋นพอไหม มันเป็นงานที่เหนื่อยหลายต่อมากนะ แต่ผมว่าคุ้ม”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

19
เราหวังว่าจะได้ปิดถนนในสยามฯ ทุกวันเร็ว ๆ นี้

“พอมี Walking Street ทุกทิศก็เป็นหน้าบ้านหมด ตอนนี้คนมองว่าฝั่งอังรีดูนังต์เป็นหลังบ้าน ซึ่งจะไม่ใช่แล้ว ทุกส่วนสำคัญ และมีบทบาทที่ไม่เหมือนกัน SiamScape เป็นตัวเริ่มต้นฝั่งพญาไท สยามกิตติ์เป็นตัวปิดที่สง่างามก่อนที่จะจากพื้นที่ไป สยามกิตติ์กำลังจะมีการปรับเปลี่ยนหน้าตาตึกด้านนอก เสริมพื้นที่การค้าด้านใน แล้วก็มีการสร้างโรงแรมแบบฮิป ๆ ด้านบนที่ตอบโจทย์คนที่อยู่ในพื้นที่ย่านเรา

“เราหวังว่าจะได้ปิดถนนในสยามทุกวันเร็ว ๆ นี้ โจทย์ใหญ่คงกลับมาที่ทีมผม คงไม่ใช่การปิดเพื่อเดินเล่น เพราะเราเลยจุดนั้นมาแล้ว คำถามใหญ่คือ ถ้าเราปิดถนนอีก 4 วัน คุณจะทำอะไรกับมัน เราพยายามจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคน และความเข้าใจในการใช้พื้นที่ ไม่งั้นเราก็จะอวยแต่ต่างประเทศตลอดเวลา สิงคโปร์ดีจัง ญี่ปุ่นดีจัง เมืองไทยแย่ เราหวังว่าสยามฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี”

20
ผู้เช่าในอนาคตต้องพัฒนาไปด้วยกันกับเรา

“ผู้เช่าสยามฯ ในอนาคตต้องพัฒนาไปด้วยกันกับเรา ต่อไปคงมีกติกาการใช้พื้นที่ในแต่ละซอย สำนักงานจัดการทรัพย์สินฯ ไม่อยากบอกให้คุณออกไป แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฏจักรของการค้า ของสังคม บางครั้งสิ่งที่คุณเป็นมันก็ไปต่อไม่ได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นเราก็จะเข้าไปคุย ไปหารือกัน เราจะหาทางช่วย 

“จุฬาฯ ไม่ได้ใจร้าย จุฬาฯ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดชี้ว่าคุณต้องออกไป ในการจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราต้องผ่านบอร์ด ผ่านกรรมการ ผ่านขั้นตอนมากมาย เราไม่ได้ชี้เป็นชี้ตายคนง่ายขนาดนั้น เราใจร้ายกับใครไม่ได้เลย เพราะเรามีตราพระเกี้ยวค้ำอยู่ข้างหลังเสมอ”

รศ.ดร.จิตติศักดิ์ เล่าประวัติศาสตร์สยามสแควร์ จากตึกแถวสู่ย่านวัยรุ่น การปิดถนนให้คนเดิน และทำไมถึงไม่เก็บสกาล่า

21
คำพูดหล่อ ๆ มันจับต้องไม่ได้

“ถ้าพูดแบบหล่อ ๆ สยามฯ คือพื้นที่แห่งโอกาส แต่คำพูดหล่อ ๆ มันจับต้องไม่ได้ สยามฯ คือพื้นที่ Commercial Public ที่เราอยากให้เป็นตัวแทนการใช้พื้นที่สาธารณะเชิงพาณิชย์ที่ชี้นำสังคมในบ้านเรา ไม่ต้องยัดเยียด Commercial แบบฮาร์ดเซลล์ก็ได้ มันควรมีอิสรภาพให้คนที่เข้ามา ไม่เสียเงินซื้อของ คุณก็มาเจอคนที่ใช่ก็ได้

“จุฬาฯ ถูกมองว่ารวย หน้าเลือด เราอยากจะตอบกลับด้วยการทำพื้นที่แบบนี้ นี่ไงพื้นที่ Commercial ที่ฉันไม่ Commercial อะไรทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าต้องตอบแทนสังคมด้วยการทำสวนเสมอไป ที่ที่ฉันให้ทำมาหากินนี่แหละ ที่จะให้โอกาสเด็กๆ มาใช้ ให้คนมาใช้ แล้วไม่คิดเงิน แล้วก็ไม่ใช่ CSR เราไม่ต้องการประชาสัมพันธ์ ไม่มีวาระแอบแฝง แล้วจุฬาฯ ได้อะไรจากสิ่งนี้ เราฉลาดขึ้น เราเรียนรู้จากน้องที่เข้ามาใช้พื้นที่ คนที่มาใช้พื้นที่ เราเปิดพื้นที่ คนมาแสดงออก เราจะเห็นเทรนด์ตลอดเวลา แล้วจะค่อย ๆ พัฒนาตัวเองขึ้น”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load