วัดแห่งนี้สร้างขึ้นโดยพระสงฆ์รูปหนึ่งเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ในชุมชนเก่าแก่ที่มีภาษาเป็นของตัวเอง ผมเชื่อว่าท่านก็คงไม่รู้ว่าราว 40 ปีต่อมา วัดแห่งนี้จะกลายเป็นเหตุผลสำคัญในการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับมาเลเซีย ที่ช่วยรักษาให้พื้นที่นี้ยังคงอยู่ใต้การปกครองของสยาม

วันนี้ผมจะขอพาไปชมวัดชลธาราสิงเห หรือวัดพิทักษ์แผ่นดินไทย ครับ

เมื่ออารามช่วยรักษาดินแดนตากใบให้คงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

วัดชลธาราสิงเหตั้งอยู่บนเนินทรายระหว่างแม่น้ำตากใบกับพรุบางน้อย พระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด) เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นราว พ.ศ. 2403 โดยขอที่ดินจาก พระยาเดชานุชิตมหิศรายานุกูลวิบูลย์ภักดี หรือตุวันสนิปากแดง ผู้เป็นพระยากลันตันในเวลานั้น

ในตอนแรกวัดแห่งนี้ถูกเรียกว่า วัดท่าพรุ หรือวัดเจ๊ะเห ตามชื่อหมู่บ้านที่วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ ต่อมาใน พ.ศ. 2416 พระอาจารย์พุดได้สร้างพระอุโบสถ โดยมอบหมายให้พระไชยวัดเกาะสะท้อนเป็นช่างก่อสร้างรวมทั้งเขียนจิตรกรรม มีพระธรรมวินัย (จุ้ย) และทิดมี ช่างชาวสงขลา ร่วมเขียนภาพในพระอุโบสถและกุฏิ พร้อมสร้างพระประธาน กำแพงแก้วล้อมพระอุโบสถ เมื่อสร้างเสร็จจึงขอพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2426 ก่อนที่จะบูรณะปรับปรุงและก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมในเวลาต่อมา 

วัดแห่งนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นวัดชลธาราสิงเหอย่างที่เราเรียกกันในปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2452 โดย ขุนสมานธาตุวฤทธิ์ (เปลี่ยน กาญจนรัตน์) นายอำเภอตากใบ ซึ่งชื่อใหม่ของวัดมีความหมายว่า วัดริมน้ำที่สร้างด้วยภิกษุที่มีบุญฤทธิ์ประดุจราชสีห์ เนื่องจากวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำตากใบ อีกทั้งพระภิกษุผู้สร้างวัดคือพระครูโอภาสพุทธคุณ พระที่ชาวบ้านนับถือศรัทธา และเป็นที่เกรงขามประดุจราชสีห์

นอกจากประวัติที่เล่าให้ฟังไปแล้ว ความสำคัญจริงๆ ของวัดนี้คือเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ เพราะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อสยามมีกรณีพิพาทกับสหราชอาณาจักรเรื่องการปักปันเขตแดน เพราะสหราชอาณาจักรได้ปักปันเขตแดนเข้ามาถึงบ้านปลักเล็ก ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากวัดชลธาราสิงเหราว 25 กิโลเมตร ล้ำเข้ามาจากเขตแดนปัจจุบันถึง 30 กิโลเมตร แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแย้งโดยให้เหตุผลว่า วัดชลธาราสิงเหและวัดอื่นในละแวกนี้เป็นศิลปกรรมไทยอย่างแท้จริงและเป็นมรดกทางพุทธศาสนาที่สำคัญ จึงควรอยู่ภายใต้การพิทักษ์รักษาของสยาม

ฝ่ายอังกฤษยอมรับและเห็นพ้องว่าหากพุทธศิลปกรรมที่ทรงคุณค่าต้องตกอยู่ใต้การปกครองของมลายู อาจถูกทอดทิ้งหรือทำลาย ฝ่ายอังกฤษจึงต้องเลื่อนจุดปักปันเขตแดนลงไปทางใต้ โดยใช้แนวแม่น้ำตากใบ-สุไหงโก-ลกเป็นพรมแดนแทน ทำให้อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงโก-ลก และบางส่วนของอำเภอแว้ง ที่เคยอยู่ใต้การปกครองของรัฐกลันตันยังคงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย’

ฟังประวัติอันน่าสนใจของวัดและที่มาของชื่อวัดกันแล้ว ได้เวลาไปชมตัววัดกันแล้วครับ

วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย เมื่ออารามช่วยรักษาดินแดนตากใบให้คงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

วัดชลธาราสิงเหมีพระอุโบสถขนาดกำลังดี ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว หันหน้าไปทางแม่น้ำตากใบ

เรื่องหนึ่งที่ผมไม่ได้เล่าไปก่อนหน้าเพราะรู้สึกว่ามันจะยาวเกินไปก็คือ พระอุโบสถหลังนี้ไม่ใช่หลังแรกของวัด เพราะแต่ดั้งแต่เดิมเคยมีโบสถ์น้ำที่ตั้งอยู่กลางแม่น้ำมาก่อนด้วยครับ

พระอุโบสถหลังนี้ไม่ได้แตกต่างจากพระอุโบสถของภาคกลางหรือในกรุงเทพมหานครเท่าไหร่ หน้าบันมีรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ มีเทวดาคู่หนึ่งถือป้ายที่มีตัวเลข 2416 บอกปีที่พระอุโบสถถูกสร้างขึ้น

แต่ที่เรียกได้ว่าต่างจากพระอุโบสถส่วนใหญ่ คือจิตรกรรมที่ตกแต่งโดยรอบอุโบสถ ไม่เพียงเฉพาะหน้าบัน ซึ่งเจาะเป็นช่องเล็กๆ และใส่รูปคนเข้าไป แถมยังแทรกภาพชาวมุสลิมและพราหมณ์เอาไว้ด้วย เก๋ไก๋ยิ่งนัก

เมื่ออารามช่วยรักษาดินแดนตากใบให้คงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานขนาดไม่ใหญ่ บนฐานที่สูงมาก ช่วยให้พระประธานโดดเด่น ไม่แน่ใจว่าท่านมีชื่อทางการไหม แต่ชาวบ้านเรียกท่านว่า หลวงพ่อใหญ่

ผนังภายในตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนัง 3 ด้าน ดูแปลกดีเหมือนกันที่ด้านหลังพระประธาน ช่างเขียนเพียงรัศมีรอบพระเศียรและปล่อยผนังที่เหลือให้โล่งเป็นสีขาว ส่วนผนัง 2 ข้างเขียนภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติสลับกับเสาสี่เหลี่ยม ส่วนพื้นที่แถวบนสุดเป็นภาพเทพชุมนุม

ในขณะที่ผนังตรงข้ามพระประธานเขียนภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แบบฟูลเฟรมเต็มพื้นที่

วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย เมื่ออารามช่วยรักษาดินแดนตากใบให้คงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน
วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย เมื่ออารามช่วยรักษาดินแดนตากใบให้คงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน
วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย เมื่ออารามช่วยรักษาดินแดนตากใบให้คงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่ผมชอบที่สุดของจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถหลังนี้คือความสดของสี เพราะในบรรดาจิตรกรรมฝาผนังเท่าที่เคยเห็น ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในวัดที่ใช้สีสันค่อนข้างสดใสจัดจ้าน ยังไม่รวมความแน่นของฉากใน 1 ช่อง ที่บางครั้งอัดลงไปถึงสามสี่ฉากในช่องเดียว แต่กลับดูไม่ล้นจนเกินไป แถมยังแทรกภาพกากลงไปได้อีก ซึ่งถือเป็นเรื่องเจ๋งมากของช่างโบราณที่ออกแบบการเล่าเรื่องในพื้นที่จำกัดได้

วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย เมื่ออารามช่วยรักษาดินแดนตากใบให้คงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

นอกจากพระอุโบสถ อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมภาคใต้คือกุฏิ ซึ่งเป็นทั้งที่พักของพระภิกษุสงฆ์ และสถานที่ทำกิจกรรมทางศาสนาของพระภิกษุและฆราวาสด้วย เพราะจะพบว่ากุฏิพระหลายแห่งมีโถงกลางที่กว้างขวางและมีโถงประดิษฐานพระพุทธรูปด้วย

วัดชลธาราสิงเหยังมีกุฏิอื่นที่น่าสนใจอีก ไม่ว่าจะเป็นกุฏิเจ้าอาวาสที่สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 เรือนขนมปังขิงยกพื้นสูงที่ทำหลังคาซ้อนชั้นอย่างวิจิตรพิสดาร หรือกุฏิสิทธิสารประดิษฐ์ อีกหนึ่งกุฏิสำคัญที่ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดชลธาราสิงเห จัดแสดงทั้งภาพถ่ายเก่า ธรรมาสน์โบราณ ธรรมาสน์สังเค็ดงานพระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (สำหรับใครที่สงสัยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าธรรมาสน์องค์นั้นเป็นธรรมาสน์สังเค็ดจากงานพระเมรุมาศของ ร.5 ให้สังเกตที่ด้านหลังของพนักครับ จะมีรอยแกะตรา จปร. อยู่ )

ที่สำคัญกว่านั้น มีจิตรกรรมฝาผนังเขียนเอาไว้ภายในด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของกุฏิพระในจังหวัดนราธิวาสและปัตตานี ซึ่งพบทั้งในกุฏิเจ้าอาวาสและกุฏิหลังนี้ด้วย เป็นอีกสิ่งที่หาชมได้ยากในภูมิภาคอื่นครับ

วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย เมื่ออารามช่วยรักษาดินแดนตากใบให้คงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน
วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย เมื่ออารามช่วยรักษาดินแดนตากใบให้คงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน
เมื่ออารามช่วยรักษาดินแดนตากใบให้คงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน
เมื่ออารามช่วยรักษาดินแดนตากใบให้คงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

บริเวณริมแม่น้ำตากใบยังมีศาลาไม้อยู่อีกหลังหนึ่ง ซึ่งแม้อาคารจะดูเรียบง่าย แต่ประวัติของอาคารน่าสนใจ เพราะศาลาไม้หลังนี้คือพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2458 เมื่อพระองค์เสด็จฯ มาวัดแห่งนี้ 

วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย เมื่ออารามช่วยรักษาดินแดนตากใบให้คงอยู่กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

วัดชลธาราสิงเหยังมีอีกหลายจุดที่น่าชม ไม่ว่าจะเป็นหอพระพุทธไสยาสน์ที่สร้างขึ้นในราว พ.ศ. 2484 หรือหอพระนารายณ์ อาคารที่ประดิษฐานพระนารายณ์ร่วมกับพระพุทธรูปแปลกตา แต่แสดงถึงการผสมผสานวัฒนธรรมหลากศาสนาเข้าด้วยกัน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีการผสมผสานอยู่ร่วมกันของคนหลากศาสนา หลากความเชื่อ และมีสถานที่น่าสนใจมากมาย ทั้งมัสยิด วัด ศาลเจ้าเก่าแก่ อีกหลายแห่ง ไม่รวมหาดที่งดงามไม่แพ้จังหวัดอื่นในภาคใต้

ลองลงไปสัมผัสดูครับ จังหวัดนราธิวาสไม่ได้น่ากลัวและมีอะไรที่น่าสนใจ น่าชม มากกว่าที่คิดแน่ๆ ครับ ผมรับประกัน

เกร็ดแถมท้าย

  1. จังหวัดนราธิวาสยังมีวัดอีกหลายแห่งที่น่าไปชม เช่น วัดโคกมะม่วง วัดโคกมะเฟือง รวมไปถึงวัดเขากง หรือพุทธมณฑลนราธิวาส สถานที่ประดิษฐานพระพุทธทักษิณมิ่งมงคล พระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2512 รวมถึงพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2516 
  2. จังหวัดนราธิวาสยังมีมัสยิดที่น่าชมและพิเศษมากๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นมัสยิดรายอหรือมัสยิดยุมอียะห์ มัสยิดกลางหลังเก่าของจังหวัดนราธิวาส สถานที่ตั้งสุสานของพระยาภูผาภักดี เจ้าเมืองนราธิวาส รวมถึงมัสยิดตะโละมาเนาะ หรือมัสยิดวาดีลฮูเซ็น มัสยิดไม้เก่าแก่และงดงามที่สุดหลังหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส ควรค่าแก่การไปชมอย่างยิ่งครับ
  3. ไม่หมดเท่านั้น จังหวัดนราธิวาสยังมีชายหาดที่น่าไปพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นหาดนราทัศน์ใกล้เมืองนราธิวาส หรือหาดบ้านทอน หาดที่ผมคิดว่าสะอาดและงามที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดด้วยครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

‘วัดร้าง’ เป็นคำที่เราใช้เรียกวัดที่ไม่ใช้งานแล้ว ซึ่งพอพูดถึงวัดร้าง เรามักนึกถึงวัดที่เป็นซากอิฐพัง ๆ พระพุทธรูปหัก ๆ วิหารไม่มีหลังคาแบบที่เราเห็นตามอุทยานประวัติศาสตร์ อย่างที่อยุธยาหรือสุโขทัย ซึ่งถามว่าคำอธิบายนี้ผิดไหม ก็ไม่ผิด แต่ไม่ได้ถูกทั้งหมด เพราะยังมีวัดร้างอีกจำนวนหนึ่งที่ยังรักษาโครงสร้างอาคารหรือความเป็นวัดเอาไว้ได้ เพียงแค่ไม่มีพระจำพรรษาแค่นั้น

และวัดร้างไม่จำเป็นต้องอยู่ในป่าหรือในอุทยานประวัติศาสตร์เสมอไป มีวัดร้างหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในเมือง แถมเป็นเมืองใหญ่ด้วย โดยเฉพาะเมืองที่มีประวัติศาสตร์และมีคนอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพมหานครก็เป็นหนึ่งในนั้น วันนี้เลยจะชวนไปชมวัดร้างในเมืองบางกอกของเรา แต่ถ้าจะพาไปชมทั้งหมดก็คงจะเยอะไป เลยจะพาไปชมวัดร้างที่อยู่ในสภาพดีที่สุด และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ คือ วัดภุมรินทร์ราชปักษี และ วัดน้อยทองอยู่

ประวัติศาสตร์วัดร้าง : ประวัติวัดตัวเองในวัดคนอื่น

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ
ภาพ : กรมแผนที่ทหาร, แผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๔๓๑ – ๒๔๗๔ (กรุงเทพฯ : กรมแผนที่ทหาร, 2530).

ปัญหาแรกในการทำความรู้จักวัดร้างคือ ตามหาประวัติของวัดได้ลำบากกว่าวัดทั่วไป ถ้าไม่โชคดีเป็นวัดขนาดใหญ่หรือมีจารึกพบในบริเวณวัด เราจะแทบไม่มีทางรู้จักวัดเหล่านั้นได้เลย ดังนั้น การจะตามหาเรื่องราวของวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ จึงต้องไปส่องจากประวัติวัดที่อยู่ใกล้เคียง ก็คือ วัดดุสิดารามวรวิหาร

ในประวัติของวัดดุสิดารามวรวิหารเล่าว่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโณรส ทรงตรวจตรากิจการสงฆ์ตามวัดวาอารามต่าง ๆ และพบว่า วัดภุมรินทร์ราชปักษีมีพระสงฆ์จำพรรษาเพียงรูปเดียว จึงโปรดฯ ให้ยุบรวมเข้ากับวัดดุสิดาราม เป็นอันจบสถานะความเป็นวัดของวัดแห่งนี้เอาไว้เพียงเท่านี้ ซึ่งเหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นในราว พ.ศ. 2458 – 2460 ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้รับพระราชกรณียกิจให้จัดระเบียบวัดวาอารามต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งยกวัดขึ้นและยุบรวมวัดใหม่

ส่วนวัดน้อยทองอยู่มีประวัติมากกว่าวัดภุมรินทร์ราชปักษีอยู่หน่อยหนึ่ง เพราะในงานศึกษาของคาร์ล เดอห์ริง (Karl Döhring) สถาปนิกชาวเยอรมันได้บันทึกไว้ว่า วัดน้อยทองอยู่สร้างขึ้นโดยนายน้อยและนางทองอยู่ สองสามีภรรยา ซึ่งยังมีเจดีย์ทรงระฆังบรรจุอัฐิของทั้งสองอยู่คู่กันบริเวณหน้าวัด ดังนั้นวัดแห่งนี้ก็เลยเอาชื่อของสามีภรรยามารวมกัน กลายเป็นวัดน้อยทองอยู่ 

แต่ความน่าเสียดายของวัดนี้ก็คือ วัดแห่งนี้เสียหายอย่างหนักจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะวัดตั้งอยู่ใกล้กับปากคลองบางกอกน้อย ที่ตั้งของสถานีรถไฟธนบุรี (เดิม) ตัววัดถูกทำลายอย่างหนัก จนสุดท้ายก็ต้องยุบรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัดดุสิดารามเมื่อ พ.ศ. 2488 ในที่สุด

เห็นไหมครับ ขนาดเรามีประวัติแบบนี้แล้ว ก็ยังประวัติแค่ผิว ๆ เท่านั้น แถมส่วนใหญ่ยังหนักไปทางช่วงเวลาที่รวมกับวัดดุสิดารามซะอีก แต่ในทางกลับกัน นี่ก็คือเสน่ห์ของวัดร้างเหมือนกัน การที่ไม่ค่อยมีประวัติ ไม่ค่อยมีที่มา ทำให้ความสนุกในการเที่ยววัดร้างก็คือการไปดูของจริงเลย เพราะสิ่งที่ยังเหลืออยู่ในวัดนั่นแหละ จะบ่งบอกว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อไหร่

วัดภุมรินทร์ราชปักษี : เมื่อการบูรณะวัดเผยความจริง

อาคารหลักของวัดภุมรินทร์ราชปักษีคืออุโบสถและวิหารที่ตั้งขนานกัน ซึ่งตามปกติแล้ว เวลาเราจะแยกแยะว่าอาคารหลังไหนเป็นอุโบสถ หลังไหนเป็นวิหาร เราต้องดูที่ใบเสมาใช่ไหมครับ แต่ว่าก่อนจะมีการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดแห่งนี้ในระหว่าง พ.ศ. 2557 – 2558 เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าหลังไหนเป็นอะไร เพราะโดยรอบอาคารไม่มีอะไรเลย ราบเรียบไปหมดจากการถมพื้นในสมัยหลัง

สิ่งนี้แสดงถึงความสำคัญของการขุดค้นทางโบราณคดี ที่เผยให้เราเห็นหลักฐานที่แอบซ่อนอยู่ในดิน ทำให้เราได้รู้ว่าอาคารที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออกคืออุโบสถของวัด (หันหน้าเข้าหาวัดจะอยู่ฝั่งขวามือ) ดังนั้น อาคารอีกหลังจึงต้องเป็นวิหารไปโดยปริยาย แต่สิ่งที่การขุดค้นครั้งนั้นเผยให้เห็นไม่ใช่แค่ฐานใบเสมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจดีย์ประธานของวัดนี้ด้วย ซึ่งเหลือเพียงส่วนฐานที่เห็นแค่เอ็นรูปแฉกอยู่ทางทิศเหนือของอุโบสถเท่านั้น

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

วัดภุมรินทร์ราชปักษี : ปริศนาแห่งราชปักษีบนหน้าบัน

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

อุโบสถของวัดแห่งนี้เป็นอาคารทรงไทยประเพณีทรงสูง ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่สิ่งที่ทำให้อุโบสถหลังดูแปลกกว่าชาวบ้านเขาก็คือประตูทางเข้าครับ ตามปกติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอุโบสถหรือวิหารก็จะมีประตูทางเข้าอยู่บริเวณด้านหน้าหรือด้านหลังของอาคาร แต่อาคารหลังนี้มีทางเข้าอยู่ด้านข้าง โดยปล่อยด้านหน้าให้เป็นประตูทึบหลอกแทน

แต่สิ่งที่ถือเป็นงานระดับ Masterpiece ของวัดนี้คือหน้าบันของอุโบสถหลังนี้ครับ งานปูนปั้นประดับกระจกบนหน้าบันอุโบสถหลังนี้ด้านบนเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่พบได้ทั่วไปตามพระอารามหลวง แต่ด้านล่างรูปพระนารายณ์ทรงครุฑนี้เป็นรูปนกยูงรำแพนหางขนาดใหญ่ ซึ่งหาชมได้ยากมาก จนชวนให้คิดว่าทำไมถึงเป็นรูปนกยูง

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

บางคนสันนิษฐานว่ารูปนกยูงนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับชื่อวัด ‘ภุมรินทร์ราชปักษี’ หรือเปล่า แต่บ้างก็ว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับผู้บูรณะวัดนี้ เพราะในบรรดาพระโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ มีพระองค์หนึ่งชื่อพระองค์เจ้าภุมริน (ต้นราชสกุลภุมรินทร) ซึ่งท่านอาจจะเป็นผู้บูรณะหรือผู้อุปถัมภ์วัดนี้หรือเปล่า เพราะอย่าลืมนะครับว่า พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ วังหน้านั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดนี้พอดี แล้ววิธีการสะกดวัดนี้ในแผนที่เก่าก็สะกดว่า ‘วัดภุมริน’ ซะด้วย แต่บอกก่อนนะว่าผมไม่การันตีว่าใช่ไหมนะครับ ตอนนี้ก็ปล่อยให้นกยูงตัวนี้เป็นปริศนาไปก่อน

วัดภุมรินทร์ราชปักษี : เมื่อกาลเวลาพรากความงามไป

พอเราเข้าไปในอุโบสถของวัด ก็พบกับพระพุทธรูปยืน 3 องค์อยู่ภายในซุ้ม พอลองดูดี ๆ จะเห็นว่าพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้เป็นพระพุทธรูปใหม่เลยครับ เพิ่งนำมาประดิษฐานหลังการบูรณะวัดนี้เอง เพราะตอนที่ผมไปชมวัดนี้ครั้งแรก สิ่งที่ผมพบคือซุ้มเปล่า 3 ซุ้มเท่านั้น ไม่มีพระพุทธรูปสักองค์

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

พอมองไปรอบ ๆ พบว่าบนฝาผนังมีจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งผนังส่วนบนยังพอเห็นภาพเทพชุมนุมอยู่บ้าง ผนังสกัดหน้าฝั่งตรงข้ามพระประธาน พอจะเห็นภาพว่าเป็นเรื่องมารผจญอยู่แต่ก็ลบเลือนเอาเรื่อง แต่ผนังด้านข้างนี่สิ ลบเลือนจนเหลือแค่ท่อนบนของผนังเท่านั้น ความลบเลือนนี้ทำให้ดูไม่ออกว่าเขียนเรื่องอะไรเลย เพราะจากลักษณะของภาพที่มีความสมจริงมากขึ้น เริ่มมีความพยายามในการผลักระยะใกล้ไกลและจำนวนสีที่มากขึ้น ทำให้เราพอจะประมาณได้ว่าจิตรกรรมเหล่านี้น่าจะเขียนอยู่ไม่รัชกาลที่ 3 ก็รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งในช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ความหลากหลายของจิตรกรรมฝาผนังพุ่งสู่จุดสูงสุด ดังนั้นก็ให้เป็นปริศนาที่รอคนมาไขต่อไป

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

วัดภุมรินทร์ราชปักษี : พระเจ้ายืนศักดิ์สิทธิ์หลังวิหาร

วิหารนั้นต้องบอกว่า เหมือนถอดพิมพ์จากอุโบสถมาเลย หน้าตาคล้ายกันมาก ย้ำว่าคล้ายกันมากเพราะสิ่งที่ทำให้วิหารหลังนี้ต่างจากอุโบสถ คือการมีมุขยื่นออกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพียงแต่ว่าในตอนนี้ มุขด้านหน้าพังทลายไปเลย เลยเหลือเพียงแต่มุขด้านหลัง นอกจากนี้หน้าบันของวิหารหลังนี้ แม้ว่าจะมีรูปของพระนารายณ์ทรงครุฑเหมือนอุโบสถ แต่ที่นี่ไม่มีรูปนกยูงนะครับ

ส่วนมุขหลังวิหารนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่นาม ‘หลวงพ่อดำ’ หนึ่งในชื่อยอดฮิตของพระพุทธรูป ที่ชาวบ้านมักใช้เรียกกับพระพุทธรูปที่ทองคำเปลวหลุดไปหมดคงเหลือเพียงรักสีดำเท่านั้น ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้เป็นที่เคารพของชาวบ้านในย่านนี้ แต่โดยรอบพระพุทธรูปเหมือนเป็นรังผึ้ง เพราะมีการเจาะเป็นช่องวงโค้งยอดแหลมเล็ก ๆ ที่ว่างเปล่า ซึ่งในอดีตอาจเคยมีพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ อยู่ก็ได้ แต่หายไปหมดแล้วเรียบร้อย

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

วัดภุมรินทร์ราชปักษี : ความอลังการในวิหารและปริศนาบนฝาผนัง

ความแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างระหว่างอุโบสถกับวิหาร ก็คือความสมบูรณ์ของสิ่งที่เหลือภายในนี่แหละ ภายในวิหารหลังนี้ถือว่าอยู่ในสภาพดีกว่ามาก พระประธานภายในเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหินทรายแดงขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะเก่าไปถึงสมัยอยุธยาตอนต้นหรือกลางเลยก็ได้นะครับ น่าเสียดายที่พอบูรณะในสมัยหลังทำให้สังเกตยากไปสักหน่อย ขนาบสองข้างด้วยรูปพระสาวกปูนปั้น ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในตำแหน่งเดิม เพราะก่อนการบูรณะ พื้นที่ตรงนั้นมีช่องว่างสีขาวบนผนังขนาดพอดีกับรูปพระสาวกเลยครับ

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

แต่ความงดงามของอาคารหลังนี้อยู่ที่จิตรกรรมฝาผนังนี่ล่ะครับ แม้จะมีส่วนลบเลือนอยู่แต่ก็เหลือครบทั้ง 4 ด้าน โดยผนังสกัดหลังพระประธานเขียนภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นฉากมาตรฐานที่พบได้ทั่วไปที่ผนังฝั่งนี้ โดยพระพุทธเจ้าในฉากนี้ครองจีวรลายดอกพิกุล แบบเดียวกันกับพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เลยครับ ในขณะที่ผนังเหนือช่องหน้าต่างเขียนภาพเทพชุมนุมแบบเดียวกับที่พบในอุโบสถ

ส่วนผนังระหว่างช่องหน้าต่าง แม้สภาพไม่ได้แตกต่างจากในอุโบสถที่ลบเลือนไปเกินครึ่งผนัง แต่โชคดีว่าเรื่องที่เขียนเป็นเรื่องที่คุ้นเคยและพบได้ทั่วไปอย่าง ทศชาติชาดก ฉากเหล่านี้แม้ลบเลือนไปเยอะ บางผนังแทบจะดูไม่ออก บางผนังหายไปหมด แต่ส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็ยังพอดูออกว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ส่วนที่น่าเสียดายจริง ๆ คือบานหน้าต่างมากกว่า เพราะก่อนบูรณะยังมีหน้าต่างที่หลงเหลือภาพผ้าม่านแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 4 อยู่บ้าง แต่ปัจจุบันกลายเป็นบานหน้าต่างสีดำเรียบ ๆ ไปหมดแล้ว

แกะรอยวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ สองวัดร้างชั้นยอดกลางกรุง ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ปิ่นเกล้า

ปริศนาที่แท้จริงภายในวิหารหลังนี้คือจิตรกรรมที่ผนังสกัดหน้า เพราะเขียนภาพเมืองขนาดใหญ่ที่มีกำแพงทรงแปดเหลี่ยมล้อมอยู่ 7 ชั้นเต็มพื้นที่เลยครับ น่าจะเป็นภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนาสักเรื่องหนึ่ง บ้างก็ว่าเขียนเรื่อง ชมพูบดีสูตร ซึ่งเป็นตำนานว่าด้วยการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่อง เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าแสดงเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้าชมพูบดี ผู้เชื่อว่าตัวเองคือกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ก็ยังขาดฉากสำคัญอย่างการเทศนาสั่งสอนพระเจ้าชมพูบดีของพระพุทธเจ้าอยู่

แกะรอยวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ สองวัดร้างชั้นยอดกลางกรุง ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ปิ่นเกล้า

ล่าสุดอาจารย์เฉลิมพล โตสารเดช เสนอแนวคิดว่าด้วยเรื่องราวที่อยู่บนผนังเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า น่าจะเขียนเรื่องจาก สุทัสสนสูตร ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนไม่เคยได้ยินชื่อพระสูตร บอกตรง ๆ ผมเองก็ไม่ทราบ แต่พออ่านเรื่องย่อของพระสูตรนี้แล้ว ก็คิดว่าพระสูตรนี้น่าสนใจ อาจจะช่วยไขถึงเรื่องราวที่แท้จริงของผนังปริศนานี้ก็ได้ครับ

สุทัสสนสูตร เล่าถึงเมืองกุสาวดี เมืองที่พระมหาจักพรรดิชื่อพระมหาสุทัสสนะเป็นผู้ปกครอง เมืองนี้มีกำแพงและต้นตาลล้อมเอาไว้ 7 ชั้น เหตุการณ์สำคัญของพระสูตรนี้เกิดตอนที่พระมหาสุทัสสนะจะสวรรคต พระราชเทวีนามสุภัททาเข้าเฝ้า และขอให้ทรงเห็นแก่ราชสมบัติและชีวิต แต่พระองค์กลับตรัสขอให้กลับคำขอเป็นตรงข้าม เพราะการพลัดพรากจากของรักของหวงเป็นเรื่องธรรมดา จนทำให้พระราชเทวีทรงฝืนพระหฤทัยขอตามที่พระมหาสุทัสสนะแนะนำ จนเมื่อพระมหาสุทัสสนะสวรรคตก็เข้าถึงพรหมโลกได้

ทีนี้ ลองมาดูฝาผนังจริงบ้าง เมืองในจิตรกรรมเป็นเมืองที่มีกำแพง 7 ชั้น ซึ่งตรงกับในพระสูตร ด้านบนมีปราสาท โดยบริเวณด้านหน้าปราสาทมีรูปกษัตริย์กำลังไสยาสน์บนพระแท่นบัลลังก์ ขนาบสองข้างด้วยต้นตาล โดยมีจักรแขวนอยู่เหนือพระแท่น ด้านหน้ามีภาพเหล่านางอยู่ในอิริยาบถเสียใจ ซึ่งกำลังแสดงฉากที่พระมหาสุทัสสนะกำลังจะสวรรคต โดยที่ด้านหน้ามีนางสุภัททาราชเทวีและบรรดาข้าราชบริพารกำลังเสียใจ ซึ่งก็ดูแล้วเข้าเค้าอยู่นะครับ ว่าไหม แต่จะใช่เรื่องบนฝาผนังหรือไม่ ก็ต้องเอาไปขบคิดกันต่อไป

วัดน้อยทองอยู่ : หนึ่งเดียวที่เหลือคือมณฑป

คราวนี้ลองมาที่วัดน้อยทองอยู่บ้าง แต่วัดนี้ถือว่าหนักครับ อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าวัดน้อยทองอยู่ถูกระเบิดทำลายอย่างหนักหน่วงในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเทียบกับวัดภุมรินทร์ราชปักษีแล้ว วัดน้อยทองอยู่จึงเหลือหลักฐานมาถึงปัจจุบันน้อยกว่ามาก เพราะหนึ่งเดียวที่เป็นหลักฐานของวัดนี้คือมณฑปยอดเจดีย์ 5 ยอด ซึ่งเป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่ มีมุขยื่นออกมาทั้ง 4 ด้านพร้อมคูหาประดิษฐานพระพุทธรูปและรูขุดเจาะเพื่อหาสมบัติ โดยส่วนยอดเหลือเพียงร่องรอยของฐานเจดีย์บนยอด เพราะที่สูงไปกว่านั้นหักหายไปหมดแล้ว เลยไม่รู้ว่ายอดเจดีย์ทั้ง 5 จะหน้าตาเป็นเช่นไร

แกะรอยวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ สองวัดร้างชั้นยอดกลางกรุง ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ปิ่นเกล้า

แต่เป็นความโชคดีที่คาร์ล เดอห์ริง ได้บันทึกภาพถ่ายของมณฑปหลังนี้เอาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่บุบสลาย ทำให้เรารู้ว่ายอดกลางของมณฑปนี้เป็นเจดีย์ทรงเครื่อง ในขณะที่อีก 4 ยอดบนหลังคามุขแต่ละทิศเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ ซึ่งปัจจุบันวัดได้ใช้ภาพถ่ายของเดอห์ริ่งนี่ในการสร้างมณฑป 5 ยอดองค์จำลองขึ้นมา และยังช่วยให้เรารู้ว่าวัดน้อยทองอยู่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3

แกะรอยวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ สองวัดร้างชั้นยอดกลางกรุง ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ปิ่นเกล้า
ภาพ : Karl Döhring, Buddhist Stupa (Phra Chedi) Architecture of Thailand (Bangkok: White Lotus, 2000), 140

วัดน้อยทองอยู่ : ความทรงจำบนภาพถ่าย

นั่นคือทั้งหมดของวัดน้อยทองอยู่ครับ คือมณฑปยอดเจดีย์ 5 ยอดองค์เล็กองค์เดียวเท่านั้น ไม่เหลืออะไรอื่นเลย ไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ วิหาร เจดีย์ กำแพงแก้ว แต่ความโชคดีของวัดน้อยทองอยู่ยังไม่จบนะครับ เพราะภาพถ่ายของวัดแห่งนี้ที่เดอห์ริงยังมีอีกภาพหนึ่ง เป็นภาพของซุ้มเสมายอดเจดีย์สุดอลังการ เป็นซุ้มเสมาที่มีช่องประดับยักษ์ถือกระบอง มีส่วนยอดเป็นเจดีย์ทรงเครื่องแบบดียวกับยอดของมณฑปเลย เป็นเครื่องยืนยันว่า ภาพนี้ถ่ายมาจากวัดน้อยทองอยู่จริง ๆ ในภาพยังแสดงบันไดทางขึ้นอุโบสถและศาลาริมกำแพงแก้ว

แกะรอยวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ สองวัดร้างชั้นยอดกลางกรุง ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ปิ่นเกล้า
ภาพ : Karl Döhring, Buddhist Stupa (Phra Chedi) Architecture of Thailand (Bangkok: White Lotus, 2000), 127

คิดว่ารูปเก่าหมดหรือยังครับ คำตอบก็คือยังครับ แต่คราวนี้ไม่ใช่รูปของคาร์ล เดอห์ริง แล้วนะครับ เป็นรูปภาพที่ชาวบ้านถ่ายเอาไว้เอง เป็นภาพของอุโบสถหลังเดิม ฟังไม่ผิดครับ อุโบสถหลังเดิม ซึ่งแม้จะเห็นเพียงแค่ผนังสกัดหลังและพระประธาน แต่พระประธานนี่แหละคือความน่าเสียดายที่สุดสำหรับผมเลย

แกะรอยวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ สองวัดร้างชั้นยอดกลางกรุง ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ปิ่นเกล้า
ภาพ : มาลี นันท์โคนนท์

สิ่งที่เราเห็นจากภาพถ่ายเก่านี้คือพระประธาน เป็นพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องอย่างมหาจักรพรรดิ ซึ่งพระพุทธรูปทรงเครื่องที่เป็นพระประธานเราอาจจะพอเคยเห็นมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปนั่ง ไม่ใช่พระพุทธรูปยืนแบบที่วัดน้อยทองอยู่ แถมพระสาวกที่ขนาบข้างอยู่ก็ทรงเครื่องแบบเดียวกับพระประธานเลยครับ บอกเลยว่าสิ่งนี้ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ถ้าไม่นับผ้าพระบฏที่พอมีอยู่บ้าง ก็ไม่เคยมีที่ไหนเลย ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ที่เราไม่มีทางได้เห็นสิ่งนี้ด้วยตาตัวเอง

แล้วอุโบสถหลังนี้หายไปไหนล่ะ จากคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ ทำให้เรารู้ว่าอุโบสถหลังนี้พังทลายเพราะฝนตกหนัก ทำให้ผนังสกัดหลังฟาดลงมาจนพังทลายไปนานแล้ว ก่อนที่ต่อมาใน พ.ศ. 2516 จะมีการสร้างสะพานพระปิ่นเกล้าและเชิงสะพานฝั่งธนบุรีได้สร้างทับตรงอุโบสถหลังนี้พอดี ทำให้เราตรวจสอบอะไรไม่ได้แล้ว แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็พอจะรู้ว่าอุโบสถของวัดน้อยทองอยู่นี้น่าจะพังทลายลง ก่อนการสร้างสะพานพระปิ่นเกล้านั่นเอง

วัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ : ความทรงจำที่ชวนให้บันทึก

สุดท้ายแล้ว วัดร้างก็คือวัดร้างครับ ถ้าไม่มีพระเข้าไปใช้งานพื้นที่ วัดก็ยังร้างอยู่อย่างนั้น วัดร้างแต่ละแห่งก็โชคดีโชคร้ายไม่เท่ากัน ถ้าโชคดีถูกผนวกเข้ากับวัดที่ยังมีการใช้งานอยู่ มีชาวบ้านช่วยดูแล หรือกรมศิลปากรเข้าไปบูรณปฏิสังขรณ์บ้าง วัดร้างเหล่านั้นก็อาจพอมีอะไรให้ได้ดูกันบ้าง ไม่ได้พังทลายไปมากนัก แต่ถ้าไม่อยู่ในกรณีเหล่านี้ วัดร้างเหล่านั้นก็จะขาดการดูแลและจะค่อย ๆ โทรมลง ๆ ซึ่งแม้ตามหลักพุทธศาสนาจะบอกว่าทุกสิ่งล้วนแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ยังไงก็น่าเสียดายอยู่ดี

สิ่งเดียวที่เราพอจะทำได้ก็คือการไปดู ไปบันทึกความทรงจำ จากผ่านตัวหนังสือ ผ่านภาพถ่าย ผ่านวิดีโอ ผ่านอะไรก็ได้ครับ สิ่งเหล่านี้แหละครับที่จะกลายเป็นหลักฐานว่า วัดนั้น เจดีย์องค์นั้น อุโบสถหลังนั้น พระพุทธรูปองค์นั้น เคยมีอยู่ เคยงดงามขนาดไหน ไม่ใช่แค่วัดร้างนะครับ ผมหมายถึงวัดที่ยังใช้งานอยู่ด้วย อย่างน้อยที่สุด ถ้าวันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นจะหายไป ทุกอย่างที่เราทำนี่แหละจะกลายเป็นทุกสิ่งของวัดนั้น ๆ

เกร็ดแถมท้าย

1. เนื่องจากวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ดังนั้น หากสนใจเข้าไปชมวัดทั้งสอง ก็ต้องเข้าไปในซอยวัดดุสิดาราม โดยวัดน้อยทองอยู่อยู่ในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างของวัดดุสิดารามวรวิหาร พอเข้าไปในซอยจะอยู่ฝั่งซ้ายมือ ส่วนวัดภุมรินทร์ราชปักษีตั้งอยู่ริมถนนภายในซอยวัดดุสิดารามทางฝั่งขวามือ ถ้าจะชมภายในอุโบสถและวิหารของวัด ต้องไปติดต่อที่วัดดุสิดารามวรวิหารก่อนครับ

2. นอกจากโบราณสถาน โบราณวัตถุที่ยังอยู่ที่เดิม หลักฐานจากวัดน้อยทองอยู่ยังเหลืออยู่ 1 อย่างนะครับ นั่นก็คือตู้ลายทอง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ ซึ่งได้มาจากวัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2464 แต่ก็อาจจะไปดูของจริงยากสักหน่อยนะครับ แต่ใครสนใจ ดูได้ในหนังสือ ตู้ลายทอง เล่ม 1 ครับ

3. หรือถ้าใครสนใจเรื่องราวของวัดร้างในกรุงเทพมหานคร ขอแนะนำหนังสือชื่อ วัดร้างในบางกอก โดย ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร ซึ่งมีวัดร้างอีกหลายแห่งในกรุงเทพมหานครที่น่าสนใจ ทั้งวัดที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ วัดที่ถูกบูรณปฏิสังขรณ์ไปมาก และวัดที่เหลือแต่ชื่อและร่องรอยบางอย่างเท่านั้น ใครสนใจลองหามาจับจองกันได้นะครับ

4. นอกจากกรุงเทพมหานครแล้ว ก็ยังมีอีกหลายจังหวัดที่มีวัดร้างในลักษณะเดียวกัน มากบ้าง น้อยบ้าง แต่ถ้าใครอยากดูแบบเยอะ ๆ แบบชนิดที่แค่เดินเลยไปนิดเดียวก็เจออีกวัดร้างแล้ว ขอแนะนำจังหวัดเชียงใหม่ครับ อาจจะเจอทั้งวัดร้างริมถนน วัดร้างหลังบ้านชาวบ้าน วัดร้างในลานจอดรถ และอีกหลากหลายแนวเลยครับ ซึ่งก็มีหนังสือชื่อ วัดร้างในเวียงเชียงใหม่ โดย อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว แต่หนังสือเล่มนี้อาจหายากสักหน่อย เพราะหนังสือค่อนข้างเก่าแล้ว

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load