รู้ไหม จริงๆ แล้วสารเคมีและธรรมชาติคือศาสตร์เดียวกัน 

หากมองอย่างนักเคมี ทุกอย่างรอบตัวล้วนเป็นเคมีทั้งสิ้น ตั้งแต่สมองไปจนถึงร่างกายของเราก็ประกอบไปด้วยเคมี 

เคมีจำแนกได้เป็น 2 ประเภท หนึ่งคือ เคมีที่มีอยู่ในธรรมชาติ สองคือ เคมีแบบสังเคราะห์ และเคมีที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายมนุษย์ไปจนถึงธรรมชาติ สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกทุกวันนี้ คือเคมีประเภทหลัง

แต่จะโทษเจ้าเคมีสังเคราะห์ว่าเป็นตัวบ่อนทำลายทุกอย่างก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะตลอดเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา สารเคมีจำนวนหลายร้อยหลายพันชนิดถูกคิดค้นขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการไม่รู้จบของมนุษย์ ผู้รู้สึกว่าการใช้เคมีแบบธรรมชาตินั้นให้ผลลัพธ์ไม่ทันใจ 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

ในวันที่เรามีสารเคมีสังเคราะห์ให้เลือกซื้อเลือกใช้อยู่มากมาย อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลับเลือกที่จะสวนกระแสการตลาด และหันกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่เธอทำขึ้นเองที่บ้านอย่างจริงจัง 

ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังทำเฟซบุ๊กเพจ ‘นักเคมีหัวใจสีเขียว’ ขึ้น เพื่อชักชวนให้คนลดการใช้เคมีแบบสังเคราะห์ในชีวิตประจำวัน ด้วยการบอกเล่าความรู้เรื่องเคมีธรรมชาติ และแจกจ่ายสูตรเคมีจากพืชพรรณสมุนไพรที่เธอคิดค้นขึ้นเอง

“เราอยากเห็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติคุณภาพดีไปอยู่ในทุกบ้าน เมื่อคนได้จับได้ใช้พวกมันทุกวัน จะเริ่มตระหนักได้เองว่าจริงๆ แล้วเคมีสังเคราะห์อาจจะไม่จำเป็นต่อชีวิตขนาดนั้น ธรรมชาติต่างหากที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข” อาจารย์นุ่นบอกเราอย่างนั้น

ทำไมเราควรลดการใช้สารเคมีสังเคราะห์ แล้วหันกลับมาพึ่งพิงธรรมชาติให้มากขึ้น The Cloud ชวนคุณไปคุยกับอาจารย์นุ่น ถึงผลกระทบของสารเคมีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และเยี่ยมห้องทดลองเล็กๆ ที่เปลี่ยนชีวิตคนมาแล้วมากมายด้วยสูตรเคมีสีเขียวของเธอ

01

เส้นทางสร้างสมดุล

อาจารย์นุ่นเริ่มต้นการเป็นนักเคมีจากจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้มีเคมีเป็นส่วนประกอบหลัก เธออยากเป็นนักดาราศาสตร์ เพราะอยากค้นพบดวงดาวของตัวเอง แต่เมื่อทราบว่าการเรียนฟิสิกส์สู่เส้นทางนั้นอาจไม่รุ่งนัก การเรียนเคมีจึงเป็นอีกทางเลือกที่อาจารย์นุ่นชอบไม่แพ้ฟิสิกส์ จนรู้ตัวอีกทีก็จบปริญญาเอกแล้ว

“ตอนเรียนปริญญาเอก เราได้ทุนอาจารย์โครงการในสาขาที่ขาดแคลน นั่นคือเคมีเชิงฟิสิกส์ ซึ่งในตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคนเรียน เพราะมันเป็นสาขาที่ฟังดูยาก ทุนที่ได้เป็น Sandwich Programme คือเรียนครึ่งหนึ่งในประเทศไทย ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้ปริญญา 2 ใบ 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

“หลังเรียนจบ เราต้องมาทำงานเป็นอาจารย์ประมาณสามปีเพื่อใช้ทุน เราค้นพบว่าการสอนเป็นหนึ่งในแพสชันของชีวิต ทั้งที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะชอบสอนหนังสือ (ยิ้ม) เมื่อใช้ทุนหมดเราจึงทำงานเป็นอาจารย์ต่อ สำหรับเรางานสอนคือการพัฒนามนุษย์ เมื่อเราได้สอน ได้สร้างความเข้าใจ สิ่งเหล่านั้นมันเปลี่ยนคนได้ เมื่อคนเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยน

“ช่วงแรกของการสอนหนังสือเราตั้งใจมาก ทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงประมาณสี่ทุ่มของทุกวัน วันหยุดที่เขาหยุดกันเราก็มาสอน งานโครงการวิจัยก็ทำ ทำเยอะมากจนเป็นออฟฟิศซินโดรม คือนั่งๆ อยู่แล้วเท้าเกร็งขยับไม่ได้ อาการเจ็บป่วยเริ่มถาโถมเข้ามา เดี๋ยวปวดหัว ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย 

“เราใช้ชีวิตด้วยความรีบเร่ง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็ใช้ตามที่หาซื้อได้ ซึ่งมันเป็นสารเคมีสังเคราะห์ทั้งนั้น ช่วงนั้นเวลาไปกินข้าวที่โรงอาหารข้างคณะเราได้กลิ่นสารเคมีสังเคราะห์ เมื่อร่างกายมันไม่ไหวเราจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในชีวิตประจำวันเราสัมผัสสารเคมีสังเคราะห์มากมายขนาดไหน วิถีชีวิตแบบเร่งรีบนี้ทำให้เราป่วย สุขภาพแย่ และอาจพาไปสู่จุดที่ร้ายแรงกว่านี้ในอนาคต”

02

สาระเคมี

ไม่นานหลังจากที่อาจารย์นุ่นตั้งคำถามกับตัวเอง เธอก็ได้คำตอบที่ตามหา

“ตอนน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ เราตัดสินใจไปอยู่สถานปฏิบัติธรรม ที่นั่นอยู่บนเนินเขา ไม่มีไฟ มีแต่น้ำ แต่เราก็อยู่ได้สุขสบายดี เราเลยคิดได้ว่า เฮ้ย จริงๆ แล้วชีวิตคนเรามันไม่ได้ต้องการอะไรเยอะแยะ ตอนนั้นเป็นห่วงบ้านมากเลย แต่พอคิดเสียว่าน้ำมันก็ท่วมไปแล้ว เครียดไปก็เท่านั้นจึงเลิกเครียด และค้นพบว่าเราก็สามารถมีความสุขบนความไม่มีได้ 

“หลังจากน้ำลด เรากลับมาบ้าน เปิดทีวีเจอบทสัมภาษณ์ อาจารย์ยักษ์ (วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ท่านพูดว่า ‘เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง’ เรานี่หยุดทำงานเลย ลุกขึ้นมาตบโต๊ะ ใช่เลย! คำนี้แหละคือสิ่งที่เรากำลังตามหาอยู่ 

ยาสระผมแก้รังแค

“วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ฟังคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงในมุมที่เปลี่ยนไป เราไม่เคยรู้ว่าแก่นแท้ของมันคืออะไร เราจึงไปหาอาจารย์ยักษ์ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี เพื่อเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พอไปถึง เหมือนอาจารย์เขารู้ เพราะเขาดูประวัติคนที่มาเข้าอบรมก่อน แล้วก็มีเรานี่แหละจบปริญญาเอกคนเดียว อาจารย์ยักษ์จะชอบพูดว่า ‘พวกจบปริญญาเอกนี่แหละตัวดี โดยเฉพาะเคมี’ เราก็สะดุ้งตลอด (ยิ้ม) อาจารย์ต้องการเตือนเพื่อให้เราฉุกคิดว่า วิถีที่เราทำอยู่มันดีจริงหรือเปล่า 

“การทำปฏิบัติการเคมีมันมีของเสียอันตรายเยอะ ที่ผ่านมาเราก็จ้างบริษัทมากำจัดตลอด โดยไม่เคยฉุกคิดเลยว่า สารเคมีที่บริษัทกำจัดรับไป มันเดินทางไปไหนต่อ แค่เพราะเรากำจัดมันออกไปจากพื้นที่ใกล้ตัวได้ ไม่ได้หมายความว่ามันจะหายวับไปจากโลกได้ง่ายๆ ที่ผ่านมาเราแกล้งลืมมันไปหรือเปล่า 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

“นอกจากในห้องปฏิบัติการแล้ว เราตระหนักว่าในบ้านเราใช้สารเคมีเยอะมาก แล้วก็ใช้โดยที่ไม่รู้เท่าทันด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ น้ำยาล้างห้องน้ำซึ่งเป็นกรดรุนแรง เวลาสอนนักศึกษาในห้องปฏิบัติการ เราบอกเขาได้ว่าคุณต้องใส่หน้ากาก ใส่แว่นตาเพื่อป้องกัน แต่เวลาคนทั่วไปใช้น้ำยาล้างห้องน้ำในบ้าน จะมีสักกี่คนที่ใส่อุปกรณ์เหล่านี้” 

อาจารย์นุ่นอธิบายต่อว่า “สารเคมีสังเคราะห์ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะพวกมันเกิดจากการเผาไหม้ปฏิกิริยาเคมี ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ล่องลอยไปทำลายชั้นบรรยากาศ 

“หลายสิบปีที่ผ่านมาเราพยายามรณรงค์การปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนั่นแหละคือหนึ่งในตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม”

03

ผลิตผลจากธรรมชาติ

หลังจากนั้น อาจารย์นุ่นจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตสู่ธรรมชาติ โดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวก่อนเป็นอันดับแรก และผลลัพธ์ที่ได้คือแชมพูมะกรูดสูตรอาจารย์นุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณ

“สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดสำหรับครอบครัวเรา คือทุกคนหนังศีรษะแห้งและเป็นรังแคกันหมดทั้งครอบครัว ตอนนั้นก็คิดติดตลกกับตัวเอง ว่าเราเป็นนักเคมีแท้ๆ กับแค่กำจัดรังแคออกจากหัวตัวเองยังทำไม่ได้เลย (หัวเราะ) 

มะกรูด

“เราเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสูตรตัวเอง โดยเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เรารู้มาประยุกต์ใช้ อย่างมะกรูดที่คนทั่วไปใช้ทำยาสระผมแก้รังแค จริงๆ แล้วเนื้อมะกรูดเป็นกรดตัวเดียวกันกับมะนาวเป๊ะ ถ้าเราเอามะกรูดทั้งลูกมาทำแชมพู ก็เท่ากับเราเอามะนาวบีบใส่หัวทุกวัน ใช้ไปนานๆ จะเกิดการระคายเคืองได้ ส่วนของมะกรูดที่ออกฤทธิ์รักษารังแคจริงๆ คือน้ำมันหอมระเหยต่างหาก” อาจารย์นุ่นอธิบายพร้อมรอยยิ้ม 

ในการสกลัดน้ำมันหอมระเหยของมะกรูด อาจารย์นุ่นลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็พบวิธีที่ดีที่สุด

มะกรูด

“เวลาเปลือกมะกรูดโดนความร้อน ผิวจะขยายตัวขึ้น เพราะฉะนั้น น้ำมันหอมที่อยู่ข้างในจะออกมาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือน้ำมันก็หลุดออกมาหมด เราก็เอาเปลือกมะกรูดมาลองใส่หม้อหุงข้าวที่บ้าน ทำอยู่หลายเดือนเพื่อหาวิธีที่จะดึงและเก็บน้ำมันหอมออกให้ได้เยอะที่สุด เราทำจนได้สูตรแชมพูมะกรูดที่ลองใช้เองแล้วคิดว่า เฮ้ย ดีมาก ดีมากจนอยากแชร์ต่อให้คนอื่น”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเฟซบุ๊กเพจ ‘นักเคมีหัวใจสีเขียว’ ที่อาจารย์นุ่นนำสูตรเคมีวิถีธรรมชาติมาบอกต่อ จนมีลูกศิษย์ออนไลน์หลายหมื่นคน

04

เปลี่ยนโลกด้วยตัวเอง

อาจารย์นุ่นหยิบมะกรูดและอุปกรณ์ต่างๆ จากในตะกร้ามาสาธิตให้เราดู ว่าการทำยาสระผมมะกรูดมันง่ายและทำได้จริงที่บ้าน

“ขั้นแรกเอามะกรูดมาล้างทำความสะอาด ปอกเปลือกใส่ในกระติก เทน้ำร้อนพอท่วม ทิ้งไว้หนึ่งวัน จากนั้นก็นำไปปั่น เทใส่ขวด เป็นอันเสร็จ น้ำร้อนที่แช่มะกรูดไม่ควรเยอะเกินไป เพราะจะทำให้มะกรูดเสียง่าย เราไม่ต้องการใช้สารกันเสีย ดังนั้น ต้องระวังในขั้นตอนนี้ด้วยนะ” 

นอกจากยาสระผมมะกรูดแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อีกหลายอย่างที่อาจารย์นุ่นทดลองปรับสูตรที่มีอยู่เดิม โดยนำความรู้ทางเคมีมาประยุกต์ปรับปรุง

“ประเทศเรามีสูตรผลิตภัณฑ์สมุนไพรอยู่แล้วมากมาย เราแค่เอามาปรับปรุงเพิ่มเติมให้ประสิทธิภาพดีขึ้น อย่างสูตรของ ธ.ก.ส. เขาเคยสอนทำน้ำยาทำความสะอาดโดยใช้หัวเชื้อและน้ำหมัก แต่มันเหม็นและสีขุ่น ไม่น่าใช้ เราก็ค่อยๆ ปรับสูตรให้กลิ่นดีขึ้น สีใสขึ้น 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

“เราลองปรับสูตรน้ำยาบ้วนปากเดิมของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องให้ไม่เผ็ดอย่างเดิมและมีกลิ่นหอมนานขึ้น สูตรผลิตภัณฑ์ที่ปรับไปทั้งหมด ตอนนี้ก็เกือบจะครบครัวเรือนแล้วนะ ทุกวันนี้แทบไม่ต้องซื้ออะไรจากซูเปอร์มาร์เก็ตเลย” อาจารย์นุ่นเล่าพร้อมรอยยิ้ม

สูตรผลิตภัณฑ์ธรรมชาติทุกชนิด เกิดจากการทดลองและใช้เองจนแน่ใจในผลลัพธ์แล้ว อาจารย์นุ่นจึงจะนำมาเผยแพร่และบอกต่อให้เหล่าลูกศิษย์ออนไลน์ 

 “เราพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านข้าวของเครื่องใช้ใกล้ตัว ซึ่งน่าจะเข้าถึงคนได้ง่ายกว่า พูดผ่านสบู่ ยาสระผม นี่แหละ (ยิ้ม) เราชวนคนไปปลูกมะกรูด ได้ต้นไม้ที่ช่วยผลิตออกซิเจน เมื่อออกดอกผลก็เก็บมาทำแชมพู ได้ผลิตภัณฑ์อีกต่อหนึ่ง บางคนทำใช้เองจนคล่องมือแล้วจึงทำขายด้วย ถือเป็นการสร้างอาชีพหล่อเลี้ยงครอบครัวจากธรรมชาติ 

“เรามีความสุขที่เห็นคนได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น และถือว่าได้สร้างจุดเปลี่ยนเล็กๆ ที่น่าจะช่วยให้โลกดีขึ้นจากความถนัดและสนใจของตัวเอง” อาจารย์นุ่นเอ่ย

05

สังคมแห่งการแบ่งปัน

“เราปันขายผลิตภัณฑ์บางส่วน ไม่ได้ขายจริงจัง เพราะเป็นอาจารย์ ไม่ค่อยมีเวลา เราทำขายเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ตัวอย่างเพราะรู้ขั้นตอนทั้งหมด หลายคนไม่สะดวกทำเองตามสูตรที่เราแจก หลายคนเป็นมะเร็ง อยากใช้ของปลอดภัย แต่หาวัตถุดิบที่ปลอดภัยไม่ได้ ก็มาอุดหนุนเราได้ เรานำกำไรที่ได้ไปตระเวนสอนฟรี นี่คือสิ่งที่เราตั้งใจ เพราะเราเป็นครู

“เราไม่ลืมว่าจุดเริ่มต้นของ ‘นักเคมีหัวใจสีเขียว’ คืออยากให้คนได้ใช้ของปลอดภัย อยากให้ผลิตภัณ์ธรรมชาติคุณภาพดีไปอยู่ในทุกบ้าน อยากให้โลกนี้ดีขึ้น เราจึงมาทำตรงนี้ ลูกเพจบางคนบ่นว่าอาจารย์นุ่นไม่ทำผลิตภัณฑ์สักที รอไม่ไหว เลยทดลองทำเองเสียเลย แบบนี้เราดีใจนะ เพราะสุดท้ายเขาได้ลองทำด้วยตัวเอง” อาจารย์นุ่นพูดด้วยความภาคภูมิใจ

นอกจากนี้ การสอนในเพจเฟซบุ๊กยังทำให้เธอได้สังคมอีกกลุ่มหนึ่งอย่างไม่คาดคิด เพราะเธอเห็นลูกเพจเป็นเหมือนลูกศิษย์และเพื่อนที่อยากจะแบ่งปันสิ่งดีๆ ร่วมกัน 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

“เราสนับสนุนเกษตรกรในเครือข่ายที่รู้จักกันที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกรที่ปลูกพืชผลออร์แกนิก เกษตรกรบางรายทำไร่สับปะรด เขาต้องกั้นรั้วลวดหนามเพื่อกันไม่ให้ช้างเข้า ปรากฏว่าช้างโดนลวดแทงตายที่ชายป่า 

“เราเลยบอกให้เขาเอารั้วออก เรายินดีรับผลผลิตเละ ไม่สวยงาม ที่โดนช้างเหยียบ เพราะผลิตภัณฑ์ของเรา ส่วนสำคัญอยู่ที่การสารเคมีธรรมชาติในวัตถุดิบ เราสามารถแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตเหล่านี้ได้ โดยที่คุณไม่ต้องทำให้มันสวย เรารู้สึกได้ถึงสังคมแห่งการแบ่งปันที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และที่น่ามหัศจรรย์คือเรารู้จักกันผ่านสังคมออนไลน์ที่บางคนไม่เคยพบเจอตัวจริงกันด้วยซ้ำ” อาจารย์นุ่นกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load