รู้ไหม จริงๆ แล้วสารเคมีและธรรมชาติคือศาสตร์เดียวกัน 

หากมองอย่างนักเคมี ทุกอย่างรอบตัวล้วนเป็นเคมีทั้งสิ้น ตั้งแต่สมองไปจนถึงร่างกายของเราก็ประกอบไปด้วยเคมี 

เคมีจำแนกได้เป็น 2 ประเภท หนึ่งคือ เคมีที่มีอยู่ในธรรมชาติ สองคือ เคมีแบบสังเคราะห์ และเคมีที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายมนุษย์ไปจนถึงธรรมชาติ สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกทุกวันนี้ คือเคมีประเภทหลัง

แต่จะโทษเจ้าเคมีสังเคราะห์ว่าเป็นตัวบ่อนทำลายทุกอย่างก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะตลอดเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา สารเคมีจำนวนหลายร้อยหลายพันชนิดถูกคิดค้นขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการไม่รู้จบของมนุษย์ ผู้รู้สึกว่าการใช้เคมีแบบธรรมชาตินั้นให้ผลลัพธ์ไม่ทันใจ 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

ในวันที่เรามีสารเคมีสังเคราะห์ให้เลือกซื้อเลือกใช้อยู่มากมาย อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลับเลือกที่จะสวนกระแสการตลาด และหันกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่เธอทำขึ้นเองที่บ้านอย่างจริงจัง 

ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังทำเฟซบุ๊กเพจ ‘นักเคมีหัวใจสีเขียว’ ขึ้น เพื่อชักชวนให้คนลดการใช้เคมีแบบสังเคราะห์ในชีวิตประจำวัน ด้วยการบอกเล่าความรู้เรื่องเคมีธรรมชาติ และแจกจ่ายสูตรเคมีจากพืชพรรณสมุนไพรที่เธอคิดค้นขึ้นเอง

“เราอยากเห็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติคุณภาพดีไปอยู่ในทุกบ้าน เมื่อคนได้จับได้ใช้พวกมันทุกวัน จะเริ่มตระหนักได้เองว่าจริงๆ แล้วเคมีสังเคราะห์อาจจะไม่จำเป็นต่อชีวิตขนาดนั้น ธรรมชาติต่างหากที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข” อาจารย์นุ่นบอกเราอย่างนั้น

ทำไมเราควรลดการใช้สารเคมีสังเคราะห์ แล้วหันกลับมาพึ่งพิงธรรมชาติให้มากขึ้น The Cloud ชวนคุณไปคุยกับอาจารย์นุ่น ถึงผลกระทบของสารเคมีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และเยี่ยมห้องทดลองเล็กๆ ที่เปลี่ยนชีวิตคนมาแล้วมากมายด้วยสูตรเคมีสีเขียวของเธอ

01

เส้นทางสร้างสมดุล

อาจารย์นุ่นเริ่มต้นการเป็นนักเคมีจากจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้มีเคมีเป็นส่วนประกอบหลัก เธออยากเป็นนักดาราศาสตร์ เพราะอยากค้นพบดวงดาวของตัวเอง แต่เมื่อทราบว่าการเรียนฟิสิกส์สู่เส้นทางนั้นอาจไม่รุ่งนัก การเรียนเคมีจึงเป็นอีกทางเลือกที่อาจารย์นุ่นชอบไม่แพ้ฟิสิกส์ จนรู้ตัวอีกทีก็จบปริญญาเอกแล้ว

“ตอนเรียนปริญญาเอก เราได้ทุนอาจารย์โครงการในสาขาที่ขาดแคลน นั่นคือเคมีเชิงฟิสิกส์ ซึ่งในตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคนเรียน เพราะมันเป็นสาขาที่ฟังดูยาก ทุนที่ได้เป็น Sandwich Programme คือเรียนครึ่งหนึ่งในประเทศไทย ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้ปริญญา 2 ใบ 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

“หลังเรียนจบ เราต้องมาทำงานเป็นอาจารย์ประมาณสามปีเพื่อใช้ทุน เราค้นพบว่าการสอนเป็นหนึ่งในแพสชันของชีวิต ทั้งที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะชอบสอนหนังสือ (ยิ้ม) เมื่อใช้ทุนหมดเราจึงทำงานเป็นอาจารย์ต่อ สำหรับเรางานสอนคือการพัฒนามนุษย์ เมื่อเราได้สอน ได้สร้างความเข้าใจ สิ่งเหล่านั้นมันเปลี่ยนคนได้ เมื่อคนเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยน

“ช่วงแรกของการสอนหนังสือเราตั้งใจมาก ทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงประมาณสี่ทุ่มของทุกวัน วันหยุดที่เขาหยุดกันเราก็มาสอน งานโครงการวิจัยก็ทำ ทำเยอะมากจนเป็นออฟฟิศซินโดรม คือนั่งๆ อยู่แล้วเท้าเกร็งขยับไม่ได้ อาการเจ็บป่วยเริ่มถาโถมเข้ามา เดี๋ยวปวดหัว ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย 

“เราใช้ชีวิตด้วยความรีบเร่ง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็ใช้ตามที่หาซื้อได้ ซึ่งมันเป็นสารเคมีสังเคราะห์ทั้งนั้น ช่วงนั้นเวลาไปกินข้าวที่โรงอาหารข้างคณะเราได้กลิ่นสารเคมีสังเคราะห์ เมื่อร่างกายมันไม่ไหวเราจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในชีวิตประจำวันเราสัมผัสสารเคมีสังเคราะห์มากมายขนาดไหน วิถีชีวิตแบบเร่งรีบนี้ทำให้เราป่วย สุขภาพแย่ และอาจพาไปสู่จุดที่ร้ายแรงกว่านี้ในอนาคต”

02

สาระเคมี

ไม่นานหลังจากที่อาจารย์นุ่นตั้งคำถามกับตัวเอง เธอก็ได้คำตอบที่ตามหา

“ตอนน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ เราตัดสินใจไปอยู่สถานปฏิบัติธรรม ที่นั่นอยู่บนเนินเขา ไม่มีไฟ มีแต่น้ำ แต่เราก็อยู่ได้สุขสบายดี เราเลยคิดได้ว่า เฮ้ย จริงๆ แล้วชีวิตคนเรามันไม่ได้ต้องการอะไรเยอะแยะ ตอนนั้นเป็นห่วงบ้านมากเลย แต่พอคิดเสียว่าน้ำมันก็ท่วมไปแล้ว เครียดไปก็เท่านั้นจึงเลิกเครียด และค้นพบว่าเราก็สามารถมีความสุขบนความไม่มีได้ 

“หลังจากน้ำลด เรากลับมาบ้าน เปิดทีวีเจอบทสัมภาษณ์ อาจารย์ยักษ์ (วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ท่านพูดว่า ‘เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง’ เรานี่หยุดทำงานเลย ลุกขึ้นมาตบโต๊ะ ใช่เลย! คำนี้แหละคือสิ่งที่เรากำลังตามหาอยู่ 

ยาสระผมแก้รังแค

“วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ฟังคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงในมุมที่เปลี่ยนไป เราไม่เคยรู้ว่าแก่นแท้ของมันคืออะไร เราจึงไปหาอาจารย์ยักษ์ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี เพื่อเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พอไปถึง เหมือนอาจารย์เขารู้ เพราะเขาดูประวัติคนที่มาเข้าอบรมก่อน แล้วก็มีเรานี่แหละจบปริญญาเอกคนเดียว อาจารย์ยักษ์จะชอบพูดว่า ‘พวกจบปริญญาเอกนี่แหละตัวดี โดยเฉพาะเคมี’ เราก็สะดุ้งตลอด (ยิ้ม) อาจารย์ต้องการเตือนเพื่อให้เราฉุกคิดว่า วิถีที่เราทำอยู่มันดีจริงหรือเปล่า 

“การทำปฏิบัติการเคมีมันมีของเสียอันตรายเยอะ ที่ผ่านมาเราก็จ้างบริษัทมากำจัดตลอด โดยไม่เคยฉุกคิดเลยว่า สารเคมีที่บริษัทกำจัดรับไป มันเดินทางไปไหนต่อ แค่เพราะเรากำจัดมันออกไปจากพื้นที่ใกล้ตัวได้ ไม่ได้หมายความว่ามันจะหายวับไปจากโลกได้ง่ายๆ ที่ผ่านมาเราแกล้งลืมมันไปหรือเปล่า 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

“นอกจากในห้องปฏิบัติการแล้ว เราตระหนักว่าในบ้านเราใช้สารเคมีเยอะมาก แล้วก็ใช้โดยที่ไม่รู้เท่าทันด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ น้ำยาล้างห้องน้ำซึ่งเป็นกรดรุนแรง เวลาสอนนักศึกษาในห้องปฏิบัติการ เราบอกเขาได้ว่าคุณต้องใส่หน้ากาก ใส่แว่นตาเพื่อป้องกัน แต่เวลาคนทั่วไปใช้น้ำยาล้างห้องน้ำในบ้าน จะมีสักกี่คนที่ใส่อุปกรณ์เหล่านี้” 

อาจารย์นุ่นอธิบายต่อว่า “สารเคมีสังเคราะห์ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะพวกมันเกิดจากการเผาไหม้ปฏิกิริยาเคมี ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ล่องลอยไปทำลายชั้นบรรยากาศ 

“หลายสิบปีที่ผ่านมาเราพยายามรณรงค์การปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนั่นแหละคือหนึ่งในตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม”

03

ผลิตผลจากธรรมชาติ

หลังจากนั้น อาจารย์นุ่นจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตสู่ธรรมชาติ โดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวก่อนเป็นอันดับแรก และผลลัพธ์ที่ได้คือแชมพูมะกรูดสูตรอาจารย์นุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณ

“สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดสำหรับครอบครัวเรา คือทุกคนหนังศีรษะแห้งและเป็นรังแคกันหมดทั้งครอบครัว ตอนนั้นก็คิดติดตลกกับตัวเอง ว่าเราเป็นนักเคมีแท้ๆ กับแค่กำจัดรังแคออกจากหัวตัวเองยังทำไม่ได้เลย (หัวเราะ) 

มะกรูด

“เราเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสูตรตัวเอง โดยเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เรารู้มาประยุกต์ใช้ อย่างมะกรูดที่คนทั่วไปใช้ทำยาสระผมแก้รังแค จริงๆ แล้วเนื้อมะกรูดเป็นกรดตัวเดียวกันกับมะนาวเป๊ะ ถ้าเราเอามะกรูดทั้งลูกมาทำแชมพู ก็เท่ากับเราเอามะนาวบีบใส่หัวทุกวัน ใช้ไปนานๆ จะเกิดการระคายเคืองได้ ส่วนของมะกรูดที่ออกฤทธิ์รักษารังแคจริงๆ คือน้ำมันหอมระเหยต่างหาก” อาจารย์นุ่นอธิบายพร้อมรอยยิ้ม 

ในการสกลัดน้ำมันหอมระเหยของมะกรูด อาจารย์นุ่นลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็พบวิธีที่ดีที่สุด

มะกรูด

“เวลาเปลือกมะกรูดโดนความร้อน ผิวจะขยายตัวขึ้น เพราะฉะนั้น น้ำมันหอมที่อยู่ข้างในจะออกมาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือน้ำมันก็หลุดออกมาหมด เราก็เอาเปลือกมะกรูดมาลองใส่หม้อหุงข้าวที่บ้าน ทำอยู่หลายเดือนเพื่อหาวิธีที่จะดึงและเก็บน้ำมันหอมออกให้ได้เยอะที่สุด เราทำจนได้สูตรแชมพูมะกรูดที่ลองใช้เองแล้วคิดว่า เฮ้ย ดีมาก ดีมากจนอยากแชร์ต่อให้คนอื่น”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเฟซบุ๊กเพจ ‘นักเคมีหัวใจสีเขียว’ ที่อาจารย์นุ่นนำสูตรเคมีวิถีธรรมชาติมาบอกต่อ จนมีลูกศิษย์ออนไลน์หลายหมื่นคน

04

เปลี่ยนโลกด้วยตัวเอง

อาจารย์นุ่นหยิบมะกรูดและอุปกรณ์ต่างๆ จากในตะกร้ามาสาธิตให้เราดู ว่าการทำยาสระผมมะกรูดมันง่ายและทำได้จริงที่บ้าน

“ขั้นแรกเอามะกรูดมาล้างทำความสะอาด ปอกเปลือกใส่ในกระติก เทน้ำร้อนพอท่วม ทิ้งไว้หนึ่งวัน จากนั้นก็นำไปปั่น เทใส่ขวด เป็นอันเสร็จ น้ำร้อนที่แช่มะกรูดไม่ควรเยอะเกินไป เพราะจะทำให้มะกรูดเสียง่าย เราไม่ต้องการใช้สารกันเสีย ดังนั้น ต้องระวังในขั้นตอนนี้ด้วยนะ” 

นอกจากยาสระผมมะกรูดแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อีกหลายอย่างที่อาจารย์นุ่นทดลองปรับสูตรที่มีอยู่เดิม โดยนำความรู้ทางเคมีมาประยุกต์ปรับปรุง

“ประเทศเรามีสูตรผลิตภัณฑ์สมุนไพรอยู่แล้วมากมาย เราแค่เอามาปรับปรุงเพิ่มเติมให้ประสิทธิภาพดีขึ้น อย่างสูตรของ ธ.ก.ส. เขาเคยสอนทำน้ำยาทำความสะอาดโดยใช้หัวเชื้อและน้ำหมัก แต่มันเหม็นและสีขุ่น ไม่น่าใช้ เราก็ค่อยๆ ปรับสูตรให้กลิ่นดีขึ้น สีใสขึ้น 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

“เราลองปรับสูตรน้ำยาบ้วนปากเดิมของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องให้ไม่เผ็ดอย่างเดิมและมีกลิ่นหอมนานขึ้น สูตรผลิตภัณฑ์ที่ปรับไปทั้งหมด ตอนนี้ก็เกือบจะครบครัวเรือนแล้วนะ ทุกวันนี้แทบไม่ต้องซื้ออะไรจากซูเปอร์มาร์เก็ตเลย” อาจารย์นุ่นเล่าพร้อมรอยยิ้ม

สูตรผลิตภัณฑ์ธรรมชาติทุกชนิด เกิดจากการทดลองและใช้เองจนแน่ใจในผลลัพธ์แล้ว อาจารย์นุ่นจึงจะนำมาเผยแพร่และบอกต่อให้เหล่าลูกศิษย์ออนไลน์ 

 “เราพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านข้าวของเครื่องใช้ใกล้ตัว ซึ่งน่าจะเข้าถึงคนได้ง่ายกว่า พูดผ่านสบู่ ยาสระผม นี่แหละ (ยิ้ม) เราชวนคนไปปลูกมะกรูด ได้ต้นไม้ที่ช่วยผลิตออกซิเจน เมื่อออกดอกผลก็เก็บมาทำแชมพู ได้ผลิตภัณฑ์อีกต่อหนึ่ง บางคนทำใช้เองจนคล่องมือแล้วจึงทำขายด้วย ถือเป็นการสร้างอาชีพหล่อเลี้ยงครอบครัวจากธรรมชาติ 

“เรามีความสุขที่เห็นคนได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น และถือว่าได้สร้างจุดเปลี่ยนเล็กๆ ที่น่าจะช่วยให้โลกดีขึ้นจากความถนัดและสนใจของตัวเอง” อาจารย์นุ่นเอ่ย

05

สังคมแห่งการแบ่งปัน

“เราปันขายผลิตภัณฑ์บางส่วน ไม่ได้ขายจริงจัง เพราะเป็นอาจารย์ ไม่ค่อยมีเวลา เราทำขายเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ตัวอย่างเพราะรู้ขั้นตอนทั้งหมด หลายคนไม่สะดวกทำเองตามสูตรที่เราแจก หลายคนเป็นมะเร็ง อยากใช้ของปลอดภัย แต่หาวัตถุดิบที่ปลอดภัยไม่ได้ ก็มาอุดหนุนเราได้ เรานำกำไรที่ได้ไปตระเวนสอนฟรี นี่คือสิ่งที่เราตั้งใจ เพราะเราเป็นครู

“เราไม่ลืมว่าจุดเริ่มต้นของ ‘นักเคมีหัวใจสีเขียว’ คืออยากให้คนได้ใช้ของปลอดภัย อยากให้ผลิตภัณ์ธรรมชาติคุณภาพดีไปอยู่ในทุกบ้าน อยากให้โลกนี้ดีขึ้น เราจึงมาทำตรงนี้ ลูกเพจบางคนบ่นว่าอาจารย์นุ่นไม่ทำผลิตภัณฑ์สักที รอไม่ไหว เลยทดลองทำเองเสียเลย แบบนี้เราดีใจนะ เพราะสุดท้ายเขาได้ลองทำด้วยตัวเอง” อาจารย์นุ่นพูดด้วยความภาคภูมิใจ

นอกจากนี้ การสอนในเพจเฟซบุ๊กยังทำให้เธอได้สังคมอีกกลุ่มหนึ่งอย่างไม่คาดคิด เพราะเธอเห็นลูกเพจเป็นเหมือนลูกศิษย์และเพื่อนที่อยากจะแบ่งปันสิ่งดีๆ ร่วมกัน 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

“เราสนับสนุนเกษตรกรในเครือข่ายที่รู้จักกันที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกรที่ปลูกพืชผลออร์แกนิก เกษตรกรบางรายทำไร่สับปะรด เขาต้องกั้นรั้วลวดหนามเพื่อกันไม่ให้ช้างเข้า ปรากฏว่าช้างโดนลวดแทงตายที่ชายป่า 

“เราเลยบอกให้เขาเอารั้วออก เรายินดีรับผลผลิตเละ ไม่สวยงาม ที่โดนช้างเหยียบ เพราะผลิตภัณฑ์ของเรา ส่วนสำคัญอยู่ที่การสารเคมีธรรมชาติในวัตถุดิบ เราสามารถแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตเหล่านี้ได้ โดยที่คุณไม่ต้องทำให้มันสวย เรารู้สึกได้ถึงสังคมแห่งการแบ่งปันที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และที่น่ามหัศจรรย์คือเรารู้จักกันผ่านสังคมออนไลน์ที่บางคนไม่เคยพบเจอตัวจริงกันด้วยซ้ำ” อาจารย์นุ่นกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load