รู้ไหม จริงๆ แล้วสารเคมีและธรรมชาติคือศาสตร์เดียวกัน 

หากมองอย่างนักเคมี ทุกอย่างรอบตัวล้วนเป็นเคมีทั้งสิ้น ตั้งแต่สมองไปจนถึงร่างกายของเราก็ประกอบไปด้วยเคมี 

เคมีจำแนกได้เป็น 2 ประเภท หนึ่งคือ เคมีที่มีอยู่ในธรรมชาติ สองคือ เคมีแบบสังเคราะห์ และเคมีที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายมนุษย์ไปจนถึงธรรมชาติ สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกทุกวันนี้ คือเคมีประเภทหลัง

แต่จะโทษเจ้าเคมีสังเคราะห์ว่าเป็นตัวบ่อนทำลายทุกอย่างก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะตลอดเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา สารเคมีจำนวนหลายร้อยหลายพันชนิดถูกคิดค้นขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการไม่รู้จบของมนุษย์ ผู้รู้สึกว่าการใช้เคมีแบบธรรมชาตินั้นให้ผลลัพธ์ไม่ทันใจ 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

ในวันที่เรามีสารเคมีสังเคราะห์ให้เลือกซื้อเลือกใช้อยู่มากมาย อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลับเลือกที่จะสวนกระแสการตลาด และหันกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่เธอทำขึ้นเองที่บ้านอย่างจริงจัง 

ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังทำเฟซบุ๊กเพจ ‘นักเคมีหัวใจสีเขียว’ ขึ้น เพื่อชักชวนให้คนลดการใช้เคมีแบบสังเคราะห์ในชีวิตประจำวัน ด้วยการบอกเล่าความรู้เรื่องเคมีธรรมชาติ และแจกจ่ายสูตรเคมีจากพืชพรรณสมุนไพรที่เธอคิดค้นขึ้นเอง

“เราอยากเห็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติคุณภาพดีไปอยู่ในทุกบ้าน เมื่อคนได้จับได้ใช้พวกมันทุกวัน จะเริ่มตระหนักได้เองว่าจริงๆ แล้วเคมีสังเคราะห์อาจจะไม่จำเป็นต่อชีวิตขนาดนั้น ธรรมชาติต่างหากที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข” อาจารย์นุ่นบอกเราอย่างนั้น

ทำไมเราควรลดการใช้สารเคมีสังเคราะห์ แล้วหันกลับมาพึ่งพิงธรรมชาติให้มากขึ้น The Cloud ชวนคุณไปคุยกับอาจารย์นุ่น ถึงผลกระทบของสารเคมีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และเยี่ยมห้องทดลองเล็กๆ ที่เปลี่ยนชีวิตคนมาแล้วมากมายด้วยสูตรเคมีสีเขียวของเธอ

01

เส้นทางสร้างสมดุล

อาจารย์นุ่นเริ่มต้นการเป็นนักเคมีจากจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้มีเคมีเป็นส่วนประกอบหลัก เธออยากเป็นนักดาราศาสตร์ เพราะอยากค้นพบดวงดาวของตัวเอง แต่เมื่อทราบว่าการเรียนฟิสิกส์สู่เส้นทางนั้นอาจไม่รุ่งนัก การเรียนเคมีจึงเป็นอีกทางเลือกที่อาจารย์นุ่นชอบไม่แพ้ฟิสิกส์ จนรู้ตัวอีกทีก็จบปริญญาเอกแล้ว

“ตอนเรียนปริญญาเอก เราได้ทุนอาจารย์โครงการในสาขาที่ขาดแคลน นั่นคือเคมีเชิงฟิสิกส์ ซึ่งในตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคนเรียน เพราะมันเป็นสาขาที่ฟังดูยาก ทุนที่ได้เป็น Sandwich Programme คือเรียนครึ่งหนึ่งในประเทศไทย ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้ปริญญา 2 ใบ 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

“หลังเรียนจบ เราต้องมาทำงานเป็นอาจารย์ประมาณสามปีเพื่อใช้ทุน เราค้นพบว่าการสอนเป็นหนึ่งในแพสชันของชีวิต ทั้งที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะชอบสอนหนังสือ (ยิ้ม) เมื่อใช้ทุนหมดเราจึงทำงานเป็นอาจารย์ต่อ สำหรับเรางานสอนคือการพัฒนามนุษย์ เมื่อเราได้สอน ได้สร้างความเข้าใจ สิ่งเหล่านั้นมันเปลี่ยนคนได้ เมื่อคนเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยน

“ช่วงแรกของการสอนหนังสือเราตั้งใจมาก ทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงประมาณสี่ทุ่มของทุกวัน วันหยุดที่เขาหยุดกันเราก็มาสอน งานโครงการวิจัยก็ทำ ทำเยอะมากจนเป็นออฟฟิศซินโดรม คือนั่งๆ อยู่แล้วเท้าเกร็งขยับไม่ได้ อาการเจ็บป่วยเริ่มถาโถมเข้ามา เดี๋ยวปวดหัว ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย 

“เราใช้ชีวิตด้วยความรีบเร่ง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็ใช้ตามที่หาซื้อได้ ซึ่งมันเป็นสารเคมีสังเคราะห์ทั้งนั้น ช่วงนั้นเวลาไปกินข้าวที่โรงอาหารข้างคณะเราได้กลิ่นสารเคมีสังเคราะห์ เมื่อร่างกายมันไม่ไหวเราจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในชีวิตประจำวันเราสัมผัสสารเคมีสังเคราะห์มากมายขนาดไหน วิถีชีวิตแบบเร่งรีบนี้ทำให้เราป่วย สุขภาพแย่ และอาจพาไปสู่จุดที่ร้ายแรงกว่านี้ในอนาคต”

02

สาระเคมี

ไม่นานหลังจากที่อาจารย์นุ่นตั้งคำถามกับตัวเอง เธอก็ได้คำตอบที่ตามหา

“ตอนน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ เราตัดสินใจไปอยู่สถานปฏิบัติธรรม ที่นั่นอยู่บนเนินเขา ไม่มีไฟ มีแต่น้ำ แต่เราก็อยู่ได้สุขสบายดี เราเลยคิดได้ว่า เฮ้ย จริงๆ แล้วชีวิตคนเรามันไม่ได้ต้องการอะไรเยอะแยะ ตอนนั้นเป็นห่วงบ้านมากเลย แต่พอคิดเสียว่าน้ำมันก็ท่วมไปแล้ว เครียดไปก็เท่านั้นจึงเลิกเครียด และค้นพบว่าเราก็สามารถมีความสุขบนความไม่มีได้ 

“หลังจากน้ำลด เรากลับมาบ้าน เปิดทีวีเจอบทสัมภาษณ์ อาจารย์ยักษ์ (วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ท่านพูดว่า ‘เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง’ เรานี่หยุดทำงานเลย ลุกขึ้นมาตบโต๊ะ ใช่เลย! คำนี้แหละคือสิ่งที่เรากำลังตามหาอยู่ 

ยาสระผมแก้รังแค

“วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ฟังคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงในมุมที่เปลี่ยนไป เราไม่เคยรู้ว่าแก่นแท้ของมันคืออะไร เราจึงไปหาอาจารย์ยักษ์ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี เพื่อเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พอไปถึง เหมือนอาจารย์เขารู้ เพราะเขาดูประวัติคนที่มาเข้าอบรมก่อน แล้วก็มีเรานี่แหละจบปริญญาเอกคนเดียว อาจารย์ยักษ์จะชอบพูดว่า ‘พวกจบปริญญาเอกนี่แหละตัวดี โดยเฉพาะเคมี’ เราก็สะดุ้งตลอด (ยิ้ม) อาจารย์ต้องการเตือนเพื่อให้เราฉุกคิดว่า วิถีที่เราทำอยู่มันดีจริงหรือเปล่า 

“การทำปฏิบัติการเคมีมันมีของเสียอันตรายเยอะ ที่ผ่านมาเราก็จ้างบริษัทมากำจัดตลอด โดยไม่เคยฉุกคิดเลยว่า สารเคมีที่บริษัทกำจัดรับไป มันเดินทางไปไหนต่อ แค่เพราะเรากำจัดมันออกไปจากพื้นที่ใกล้ตัวได้ ไม่ได้หมายความว่ามันจะหายวับไปจากโลกได้ง่ายๆ ที่ผ่านมาเราแกล้งลืมมันไปหรือเปล่า 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

“นอกจากในห้องปฏิบัติการแล้ว เราตระหนักว่าในบ้านเราใช้สารเคมีเยอะมาก แล้วก็ใช้โดยที่ไม่รู้เท่าทันด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ น้ำยาล้างห้องน้ำซึ่งเป็นกรดรุนแรง เวลาสอนนักศึกษาในห้องปฏิบัติการ เราบอกเขาได้ว่าคุณต้องใส่หน้ากาก ใส่แว่นตาเพื่อป้องกัน แต่เวลาคนทั่วไปใช้น้ำยาล้างห้องน้ำในบ้าน จะมีสักกี่คนที่ใส่อุปกรณ์เหล่านี้” 

อาจารย์นุ่นอธิบายต่อว่า “สารเคมีสังเคราะห์ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะพวกมันเกิดจากการเผาไหม้ปฏิกิริยาเคมี ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ล่องลอยไปทำลายชั้นบรรยากาศ 

“หลายสิบปีที่ผ่านมาเราพยายามรณรงค์การปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนั่นแหละคือหนึ่งในตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม”

03

ผลิตผลจากธรรมชาติ

หลังจากนั้น อาจารย์นุ่นจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตสู่ธรรมชาติ โดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวก่อนเป็นอันดับแรก และผลลัพธ์ที่ได้คือแชมพูมะกรูดสูตรอาจารย์นุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณ

“สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดสำหรับครอบครัวเรา คือทุกคนหนังศีรษะแห้งและเป็นรังแคกันหมดทั้งครอบครัว ตอนนั้นก็คิดติดตลกกับตัวเอง ว่าเราเป็นนักเคมีแท้ๆ กับแค่กำจัดรังแคออกจากหัวตัวเองยังทำไม่ได้เลย (หัวเราะ) 

มะกรูด

“เราเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสูตรตัวเอง โดยเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เรารู้มาประยุกต์ใช้ อย่างมะกรูดที่คนทั่วไปใช้ทำยาสระผมแก้รังแค จริงๆ แล้วเนื้อมะกรูดเป็นกรดตัวเดียวกันกับมะนาวเป๊ะ ถ้าเราเอามะกรูดทั้งลูกมาทำแชมพู ก็เท่ากับเราเอามะนาวบีบใส่หัวทุกวัน ใช้ไปนานๆ จะเกิดการระคายเคืองได้ ส่วนของมะกรูดที่ออกฤทธิ์รักษารังแคจริงๆ คือน้ำมันหอมระเหยต่างหาก” อาจารย์นุ่นอธิบายพร้อมรอยยิ้ม 

ในการสกลัดน้ำมันหอมระเหยของมะกรูด อาจารย์นุ่นลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็พบวิธีที่ดีที่สุด

มะกรูด

“เวลาเปลือกมะกรูดโดนความร้อน ผิวจะขยายตัวขึ้น เพราะฉะนั้น น้ำมันหอมที่อยู่ข้างในจะออกมาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือน้ำมันก็หลุดออกมาหมด เราก็เอาเปลือกมะกรูดมาลองใส่หม้อหุงข้าวที่บ้าน ทำอยู่หลายเดือนเพื่อหาวิธีที่จะดึงและเก็บน้ำมันหอมออกให้ได้เยอะที่สุด เราทำจนได้สูตรแชมพูมะกรูดที่ลองใช้เองแล้วคิดว่า เฮ้ย ดีมาก ดีมากจนอยากแชร์ต่อให้คนอื่น”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเฟซบุ๊กเพจ ‘นักเคมีหัวใจสีเขียว’ ที่อาจารย์นุ่นนำสูตรเคมีวิถีธรรมชาติมาบอกต่อ จนมีลูกศิษย์ออนไลน์หลายหมื่นคน

04

เปลี่ยนโลกด้วยตัวเอง

อาจารย์นุ่นหยิบมะกรูดและอุปกรณ์ต่างๆ จากในตะกร้ามาสาธิตให้เราดู ว่าการทำยาสระผมมะกรูดมันง่ายและทำได้จริงที่บ้าน

“ขั้นแรกเอามะกรูดมาล้างทำความสะอาด ปอกเปลือกใส่ในกระติก เทน้ำร้อนพอท่วม ทิ้งไว้หนึ่งวัน จากนั้นก็นำไปปั่น เทใส่ขวด เป็นอันเสร็จ น้ำร้อนที่แช่มะกรูดไม่ควรเยอะเกินไป เพราะจะทำให้มะกรูดเสียง่าย เราไม่ต้องการใช้สารกันเสีย ดังนั้น ต้องระวังในขั้นตอนนี้ด้วยนะ” 

นอกจากยาสระผมมะกรูดแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อีกหลายอย่างที่อาจารย์นุ่นทดลองปรับสูตรที่มีอยู่เดิม โดยนำความรู้ทางเคมีมาประยุกต์ปรับปรุง

“ประเทศเรามีสูตรผลิตภัณฑ์สมุนไพรอยู่แล้วมากมาย เราแค่เอามาปรับปรุงเพิ่มเติมให้ประสิทธิภาพดีขึ้น อย่างสูตรของ ธ.ก.ส. เขาเคยสอนทำน้ำยาทำความสะอาดโดยใช้หัวเชื้อและน้ำหมัก แต่มันเหม็นและสีขุ่น ไม่น่าใช้ เราก็ค่อยๆ ปรับสูตรให้กลิ่นดีขึ้น สีใสขึ้น 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

“เราลองปรับสูตรน้ำยาบ้วนปากเดิมของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องให้ไม่เผ็ดอย่างเดิมและมีกลิ่นหอมนานขึ้น สูตรผลิตภัณฑ์ที่ปรับไปทั้งหมด ตอนนี้ก็เกือบจะครบครัวเรือนแล้วนะ ทุกวันนี้แทบไม่ต้องซื้ออะไรจากซูเปอร์มาร์เก็ตเลย” อาจารย์นุ่นเล่าพร้อมรอยยิ้ม

สูตรผลิตภัณฑ์ธรรมชาติทุกชนิด เกิดจากการทดลองและใช้เองจนแน่ใจในผลลัพธ์แล้ว อาจารย์นุ่นจึงจะนำมาเผยแพร่และบอกต่อให้เหล่าลูกศิษย์ออนไลน์ 

 “เราพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านข้าวของเครื่องใช้ใกล้ตัว ซึ่งน่าจะเข้าถึงคนได้ง่ายกว่า พูดผ่านสบู่ ยาสระผม นี่แหละ (ยิ้ม) เราชวนคนไปปลูกมะกรูด ได้ต้นไม้ที่ช่วยผลิตออกซิเจน เมื่อออกดอกผลก็เก็บมาทำแชมพู ได้ผลิตภัณฑ์อีกต่อหนึ่ง บางคนทำใช้เองจนคล่องมือแล้วจึงทำขายด้วย ถือเป็นการสร้างอาชีพหล่อเลี้ยงครอบครัวจากธรรมชาติ 

“เรามีความสุขที่เห็นคนได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น และถือว่าได้สร้างจุดเปลี่ยนเล็กๆ ที่น่าจะช่วยให้โลกดีขึ้นจากความถนัดและสนใจของตัวเอง” อาจารย์นุ่นเอ่ย

05

สังคมแห่งการแบ่งปัน

“เราปันขายผลิตภัณฑ์บางส่วน ไม่ได้ขายจริงจัง เพราะเป็นอาจารย์ ไม่ค่อยมีเวลา เราทำขายเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ตัวอย่างเพราะรู้ขั้นตอนทั้งหมด หลายคนไม่สะดวกทำเองตามสูตรที่เราแจก หลายคนเป็นมะเร็ง อยากใช้ของปลอดภัย แต่หาวัตถุดิบที่ปลอดภัยไม่ได้ ก็มาอุดหนุนเราได้ เรานำกำไรที่ได้ไปตระเวนสอนฟรี นี่คือสิ่งที่เราตั้งใจ เพราะเราเป็นครู

“เราไม่ลืมว่าจุดเริ่มต้นของ ‘นักเคมีหัวใจสีเขียว’ คืออยากให้คนได้ใช้ของปลอดภัย อยากให้ผลิตภัณ์ธรรมชาติคุณภาพดีไปอยู่ในทุกบ้าน อยากให้โลกนี้ดีขึ้น เราจึงมาทำตรงนี้ ลูกเพจบางคนบ่นว่าอาจารย์นุ่นไม่ทำผลิตภัณฑ์สักที รอไม่ไหว เลยทดลองทำเองเสียเลย แบบนี้เราดีใจนะ เพราะสุดท้ายเขาได้ลองทำด้วยตัวเอง” อาจารย์นุ่นพูดด้วยความภาคภูมิใจ

นอกจากนี้ การสอนในเพจเฟซบุ๊กยังทำให้เธอได้สังคมอีกกลุ่มหนึ่งอย่างไม่คาดคิด เพราะเธอเห็นลูกเพจเป็นเหมือนลูกศิษย์และเพื่อนที่อยากจะแบ่งปันสิ่งดีๆ ร่วมกัน 

อาจารย์นุ่น หรือ ดร.ชมพูนุท วรากุลวิทย์ เจ้าของเพจ นักเคมีหัวใจสีเขียว

“เราสนับสนุนเกษตรกรในเครือข่ายที่รู้จักกันที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกรที่ปลูกพืชผลออร์แกนิก เกษตรกรบางรายทำไร่สับปะรด เขาต้องกั้นรั้วลวดหนามเพื่อกันไม่ให้ช้างเข้า ปรากฏว่าช้างโดนลวดแทงตายที่ชายป่า 

“เราเลยบอกให้เขาเอารั้วออก เรายินดีรับผลผลิตเละ ไม่สวยงาม ที่โดนช้างเหยียบ เพราะผลิตภัณฑ์ของเรา ส่วนสำคัญอยู่ที่การสารเคมีธรรมชาติในวัตถุดิบ เราสามารถแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตเหล่านี้ได้ โดยที่คุณไม่ต้องทำให้มันสวย เรารู้สึกได้ถึงสังคมแห่งการแบ่งปันที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และที่น่ามหัศจรรย์คือเรารู้จักกันผ่านสังคมออนไลน์ที่บางคนไม่เคยพบเจอตัวจริงกันด้วยซ้ำ” อาจารย์นุ่นกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

3 มิถุนายน 2564
36 K

ว่ากันว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข แต่ยิ่งจำนวนขวบปีมากขึ้นเท่าไหร่ ตัวเรากลับยิ่งหลงลืมสุนทรีย์ในวัยหนุ่มสาวมากขึ้นเท่านั้น เมื่อข้ามผ่านวัย 70 แม่แต๋ว-อัจฉรา นรินทรกุล ณ อยุธยา เธอเคยเป็นเบอร์หนึ่งด้านแฟชั่นและเป็นแฟชั่นนิสต้าตัวแม่ สวมเสื้อผ้าหลากสีไม่เคยซ้ำ อายุไม่เคยมีผลต่อความมั่นใจด้านการแต่งตัว จนกระทั่งแม่แต๋วถูกโรคอัลไซเมอร์พรากหัวใจที่ยังสาว เธอพรางกายด้วยเสื้อผ้าสีหม่นทึบ จำนนต่อความทรงจำสีซีดจางตามอาการของโรค

70YoungTeaw ลูกชายบันทึกภาพแฟชั่นนิสต้าของแม่แต๋ว เพื่อบอกว่าเธอแจ๋วกว่าอัลไซเมอร์

แต่ด้วยความแน่วแน่ของลูกชายอย่าง นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพฝีมือดีที่คุณเคยคุ้นตาผลงานของเขาจาก The Cloud นินทร์เชื่อว่า ‘แก่แล้วต้องไม่หง่อม‘ อินสตาแกรม 70YoungTeaw จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่เก็บความทรงจำของคุณแม่แต๋วที่แต่งตัวสุดแจ๋ว ไม่ว่าจะเดินห้าง เที่ยวคาเฟ่ ช้อปปิ้งซูเปอร์มาร์เก็ต แม้แต่กินข้าวราดแกงหน้าปากซอย ชุดแม่แต๋วต้องจัดเต็มทุกครั้งไม่มีพลาด ยกให้ตีคู่กับแม่ชมเป็น ‘แม่แต๋ว is Material Girl’

70YoungTeaw ลูกชายบันทึกภาพแฟชั่นนิสต้าของแม่แต๋ว เพื่อบอกว่าเธอแจ๋วกว่าอัลไซเมอร์

“อายุเจ็ดสิบของแม่มันต้องสนุก ต้องดีด้วยความเป็นแฟชั่น แฟชั่นต้องช่วยเขาได้” นินทร์ย้ำ

เบื้องหลังแฟชั่นสวยงามบนหน้าอินสตาแกรม มีสมองที่กำลังจะลืมเลือนเป็นบททดสอบ 

นินทร์และแม่แต๋วเอาชนะด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ และตลอดระยะเวลา 2 ปีของการกลับมาอยู่ด้วยกันของคนต่างวัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นินทร์ต้องจัดบ้านพร้อมกับจัดการความรู้สึกไปพร้อมๆ กัน หากแต่ลองมองอีกมุมหนึ่ง

“ป่วยก็ขำได้”

ไม่ยอมแพ้ต่อสมองขี้ลืม

“ตอนนั้นเราต้องไปถ่ายงานที่จังหวัดภูเก็ต เราบอกแม่ว่า ในตั๋วบินตอนแปดโมง ต้องถึงสนามบินเจ็ดโมง กลายเป็นว่าแปดโมงเพิ่งถึงสนามบิน สุดท้ายก็ตกเครื่อง ซึ่งปกติเขาขึ้นเครื่องบินตลอด เขาทำทุกอย่างเองได้หมด 

“ตั้งแต่วันนั้นเมื่อสองปีที่แล้ว ทำให้เรารู้ว่าตัวเลขง่ายๆ เวลานัดหมายต่างๆ เขาลืมแล้ว”

นินทร์พาย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกถึงอาการผิดแปลกของแม่ 

ทำอะไรช้าลง หลงลืมนัดหมาย ตลอดจนลืมเลือนสิ่งที่หลงใหลที่สุดอย่างเสื้อผ้า ทั้งที่เป็นสาวแฟชั่นตัวยง

“เขาเริ่มลืมที่จะเอาชุดสวยๆ มาใส่ ใส่แต่ชุดที่ไม่ร้อน ซักแล้วใส่เรื่อยๆ เดิมๆ ทั้งที่มีชุดผ้าไหม ชุดตีนจกเยอะมาก อย่างบ้านเก่าก็เสื้อผ้าเยอะเพราะแขวนแต่เสื้อผ้าเต็มไปหมด แต่นั่นคือการแสดงออกของอาการป่วยนะ

“ไม่ใช่แค่ซื้อเสื้อผ้าเยอะเฉยๆ แต่เอาเสื้อผ้ามาแขวนในห้องน้ำจนไม่มีที่อาบน้ำ ต้องมาอาบหน้าบ้าน”

70YoungTeaw ลูกชายบันทึกภาพแฟชั่นนิสต้าของแม่แต๋ว เพื่อบอกว่าเธอแจ๋วกว่าอัลไซเมอร์

อาการหลงลืมชี้ชัดว่าแม่แต๋วป่วยด้วยอัลไซเมอร์ และเรื่องที่เจ็บปวดที่สุดคงเป็นการจำสิ่งที่เคยรักไม่ได้ 

นินทร์จึงตัดสินใจพาแม่กลับมาอยู่บ้านด้วยกันเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด

“ทุกสองเดือนเขาจะช้าลง คำหายไปอีกร้อยคำ เราเคยดูแลตาที่เป็นอัลไซเมอร์ ตอนนั้นกินยาจากโรงพยาบาลเท่าไหร่ก็ทรุด ความทรงจำไม่กลับมาเลย เราคิดว่ากิจกรรมที่เขาทำ เสื้อผ้าที่เขาใส่ สำคัญยิ่งกว่ายา 

“เราคิดแค่ว่า จะไม่ยอมแพ้ต่อสมองที่มันกำลังจะลืม” ลูกชายตั้งมั่น

ถ้าความรักยังคงมี เราจะปรับเข้าหากัน

“ช่วงหกเดือนแรกเหมือนสงคราม” 

เป็นนัยว่าเบื้องหลังไม่สวยงามเหมือนเบื้องหน้าที่ปรากฏบนอินสตาแกรม เมื่อคนสองวัยต้องอยู่บ้านหลังเดียวกัน การต่อสู้ระหว่างอารมณ์กับอาการหลงลืมจึงเริ่มต้นขึ้น เขาและแม่ต้องค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากันอย่างเข้าอกเข้าใจ 

ซึ่งไม่ง่าย และไม่เคยง่าย

มาริเอะ คนโด (Marie Kondo) นักจัดบ้านระดับโลก เคยกล่าวไว้ว่า การจัดบ้านเปลี่ยนชีวิตคนได้ 

เรื่องราวครั้งนี้ก็เช่นกัน นินทร์ตัดสินใจกลับมาจัดบ้านของตัวเองอย่างจริงจัง เมื่อเครื่องแต่งกายที่เคยมอบความสุขแก่แม่ กลับมีมากมายจนกลายเป็นความทุกข์ เพราะไม่ถูกจัดแจงอย่างเข้าที่ จนดำเนินกิจวัตรตามปกติไม่ได้

70YoungTeaw ลูกชายบันทึกภาพแฟชั่นนิสต้าของแม่แต๋ว เพื่อบอกว่าเธอแจ๋วกว่าอัลไซเมอร์
คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าของอินสตาแกรม 70YoungTeaw และ ลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

“หักดิบเลย ใช้เวลาโละทั้งหมดเจ็ดวัน เอาเสื้อผ้าจากบ้านหลังนั้นย้ายมาบ้านหลังนี้ คัดเอาแต่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บดี ลายผ้ากราฟิกสวย แฟชั่นที่เราชอบ และทิ้งทั้งหมดที่คิดว่าไม่จำเป็น ตอนนั้นจ้างคนช่วยทิ้งอยู่หลายวัน

“ตู้เสื้อผ้าก็เปลี่ยนจากที่เต็มสุดๆ กลายเป็นตู้เล็กๆ แขวนเฉพาะตัวที่ต้องใส่เจ็ดวัน เขาเลือกใส่ได้ง่ายเพราะเห็นว่ามันแขวนอยู่ พอบ้านเรียบร้อย ชุดน้อย ตู้เสื้อผ้าเป๊ะ เราบอกให้เขาหยิบเสื้อผ้าก็หยิบถูก ทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะ”

คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าและลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

ไม่เพียงตู้เสื้อผ้าที่ถูกจัดระเบียบ ตลอดระยะเวลา 2 ปี บริเวณบ้านปรับเปลี่ยนเพื่อบำบัดอาการของแม่ ทั้งรื้อโครงสร้างบ้านให้โปร่งโล่งรับลมและรับแสงแดด ปลูกต้นไม้รอบบ้านเพื่อให้แม่ใกล้ชิดธรรมชาติ จัดแต่งมุมพักผ่อน เพื่อกระตุ้นให้ทำกิจกรรมใหม่ๆ ทั้งฟังเพลง อ่านหนังสือ เขียนไดอารี่ ทำอาหาร และล่าสุดกำลังอินเรื่องชงกาแฟ

“ถ้าเราไม่มีงาน ทั้งวันคือของเขาหมดเลย ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง” 

นินทร์สร้างสภาพแวดล้อมใหม่ พฤติกรรมใหม่ เพื่อเอื้อต่อการรักษาอัลไซเมอร์ของแม่ เพราะลูกชายคนนี้เชื่อมั่นว่า เมื่อแม่แต๋วได้ขยับเนื้อ ขยับตัว และขยับสมอง เมื่อนั้นย่อมเกิดการรักษาที่ดียิ่งกว่ายารักษาโรคเสียอีก

บันทึกของแม่แต๋ว

คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าและลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

24 เม.ย.

วันนี้อาบน้ำแต่งตัวตอน 12.30 น. เพื่อไปอีเกีย กะจะซื้อของหลายอย่าง ไม่แน่ใจว่าเงินจะพอพอไหม แต่ก็สบายใจอยู่อย่าง ตรงนี้จ้อบจะซื้อของขวัญชิ้นใหญ่ให้ เนื่องในโอกาสที่ดิฉันอาบน้ำสะอาดฟองฟอสได้ซักทีหนึ่ง 

ของขวัญนี้คือทีวีเครื่องใหญ่ สมใจกูซักที นึกว่าชาตินี้กูจะไม่ได้ดูทีวีกับคนอื่นแล้ว หวังว่าต่อไปจากนี้ ดิฉันจะเป็นคนรักการอาบน้ำ และมีความสุขกับการใช้ชีวิตใกล้ตายนี้อย่างสะอาด ไร้กลิ่นตุๆ กวนใจซะทีหนึ่ง

แฟชั่นต้องช่วยแม่ได้

“วันนั้นพาเขาเดินไปกินลอดช่องที่สามย่าน มันทำให้เรารู้ว่าแม่ไม่ชอบออกกำลังกาย แต่ชอบเดินออกไปหาของอร่อย เราก็เลยแทรกการแต่งตัวเข้าไปในกิจกรรมที่เขาชอบ” ลูกชายจับสังเกตและปิ๊งไอเดียน่าสนุก (มาก)

คำชักชวนของนินทร์ทำให้แม่เริ่มสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น วันนี้จะใส่อะไรดี กลายเป็นคำถามที่แม่แต๋วถามตัวเองทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้ ลูกชายก็ไม่ยอมให้แม่แต่งตัวซ่อมซ่อ ไร้สีสัน ชุดแม่ต้องจัดเต็มสมเป็นเจ้าแม่แฟชั่นเสมอ และคงน่าเสียดายไม่น้อย ถ้าแม่แต๋วแต่งตัวสวยออกไปเดินเล่นนอกบ้าน พบปะผู้คนระหว่างทาง และอิ่มท้องกับของอร่อย แต่กลับจำเรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้ ลูกชายจึงอาสาเป็นช่างภาพประจำตัว คอยเก็บภาพนางแบบวัยเก๋าแบ่งปันลงในอินสตาแกรม 70YoungTeaw พร้อมคำบรรยายภาพที่มากด้วยกำลังใจ จนผู้ติดตามต้องเผลอยิ้ม

คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าและลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

อีกทั้งรูปถ่ายเหล่านั้นยังชวนระลึกถึงความประทับใจในวัยเยาว์ของนินทร์ด้วย 

ตอนเด็กๆ เวลาแม่ไปรับสมุดพกที่โรงเรียน เราจะรู้สึกว่าแม่เราเจ๋งเสมอ ภูมิใจมาก แต่งตัวเด่นไม่แคร์ใครในแง่ความเป็นแฟชั่นของเขา พอเรามาถ่ายรูปเขาตอนนี้ เราก็เริ่มรู้สึกถึงวันเก่าๆ ที่เขาเริ่มแต่งตัวแบบนี้เหมือนกัน”

แม้สมองอาจหลงลืม แต่หัวใจแฟชั่นนิสต้าไม่เลือนหาย ทุกวันนี้แม่แต๋วยังตื่นตาทุกครั้งที่ได้ชื่นชมการแต่งกายของนักแสดง พิธีกร หรือผู้ประกาศข่าวผ่านโทรทัศน์ รวมถึงเป็นแฟนพันธุ์แท้รายการ Project Runway ด้วย 

ไม่ใช่แค่นักช้อปเสื้อผ้าหลากสี แม่แต๋วยังเป็นนักสะสมผ้าไหมตัวยง

คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าและลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

ครั้งเมื่อนินทร์เปิดกรุผ้าเก่าของแม่ และพบผ้ามีราคาเริ่มเสียหายจากมอดกัดกิน เขาไม่รอช้า รีบนำผ้าเหล่านั้นส่งถึงมือ ลินดา เจริญลาภ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า LaLaLove ผู้เปลี่ยนผ้าไทยให้ทันสมัย โดยนักออกแบบใช้แนวคิดแบบ Upcycling เนรมิตผ้าไหมเก่าหลากชิ้น กลายเป็นชุดเดรสใหม่หลากสี รูปทรงทันสมัย ตัดเย็บพอดีตัว ประจวบเหมาะพอดีได้ใส่ชุดในงานแต่งของลูกชายคนรอง คนในงานตื่นตาตื่นใจ ส่วนแม่แต๋วก็ตื่นเต้นกับการตัดเย็บไม่แพ้กัน

“เราคิดว่าแฟชั่นต้องช่วยเขาได้” นินทร์ย้ำ

“เราเชื่อเรื่องสีสันหรือการอยู่กับอะไรที่สวยงาม มันจะทำให้สมองเขาไม่นิ่งและไม่เหงาเกินไป” 

บำบัดทุกข์ บำรุงสุข

ขณะเลื่อนอินสตาแกรมย้อนดูภาพวันวาน ความทรงจำค่อยๆ เด่นชัด ราวกับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง 

“พอแม่ป่วย เราก็ไม่คิดว่าจะมาได้ถึงขนาดนี้ จำได้ว่าตอนเขาเริ่มลืม เราแทบจะเข้าไปจัดตู้เสื้อผ้าทั้งหมด ทำรังให้เขาใหม่ ให้เป็นตู้เสื้อผ้าสวยๆ ไม่คิดว่าวันนี้จะมีโมเมนต์แบบนั้น” นินทร์กลับมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

การจัดบ้านครั้งใหญ่คราวนั้น เข้ามาเปลี่ยนอะไรในตัวเขาบ้าง-เราถาม

“พอเราสอนให้เขาเป็นระเบียบ เราต้องเป็นระเบียบมากกว่า ถ้าเรายังมีของหรือทำอะไรที่ผิดตามที่บอกเขาไม่ได้ กลายเป็นว่าเขาไม่เชื่อ ห้องเราต้องเรียบร้อยก่อนห้องเขา เราได้เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นเพราะเราต้องดูแลเขา” 

คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าและลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

นอกจากจัดระเบียบภายในบ้าน การจัดระเบียบอารมณ์ภายในใจ เป็นอีกสิ่งที่นินทร์ต้องต่อสู้เสมอมา

“ตอนนั้นแม่ไปอีเกียแล้วท้องเสีย เขาไม่ไหวแล้ว เราไม่รู้จะทำยังไง ก็เอารถเข็นมาเพื่อจะพาเขาไปห้องน้ำ สุดท้ายไม่ทัน กลางอีเกียเลย ตอนนั้นเราไม่ว่าอะไรเขาเลย ทั้งที่เราทะเลาะกับเขาเพราะต้องมีระเบียบ 

“แต่วันนั้นเราเป็นเพื่อนเขา ไม่เป็นไรนะ คนเราท้องเสียได้ไม่ผิด เดี๋ยวซักให้ วันนั้นทำให้เราเห็นตัวเอง เราปล่อยวางมากขึ้น และเราเตือนตัวเองว่าเราต้องปล่อยวางให้ได้แบบนั้นบ่อยๆ นะ” 

จากวันแรกที่เริ่มบันทึกภาพของแม่แต๋ว วันนี้อินสตาแกรม 70YoungTeaw เต็มไปด้วยเรื่องราวหลากสี ไม่แพ้เครื่องแต่งกายที่แม่แต๋วสวมใส่ ทั้งใบหน้าเปื้อนยิ้ม เรียบเฉย นิ่งเท่ ต่างถูกบันทึกเป็นภาพลงกรอบสี่เหลี่ยม 

“เราสนุกกับการได้เห็นเขาแต่งตัวมาก มันบำบัดเราด้วย จริงๆ เราดูแลเขาก็เกิดภาวะเครียดนะ เราปล่อยวางไม่ได้ แต่พอเห็นเขาออกไปนู่นนี่ แต่งตัวสวย เริ่มตอบคำถามรู้เรื่อง เรารู้สึกว่าเขาป่วยแบบสนุก ไม่ได้ป่วยแบบทุกข์”

แฟชั่นของแม่แต๋ว ไม่เพียงแต่งแต้มสีสันให้กับลูกชาย แต่กลับเติมเต็มความสุขแก่ผู้คนที่พานพบระหว่างทาง ตั้งแต่เพื่อนบ้าน พ่อค้าแม่ค้า ตลอดจนพี่วินมอเตอร์ไซค์ รวมทั้งผู้ติดตามเธอผ่านทางหน้าอินสตาแกรมด้วย

คุยกับ นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพเจ้าและลูกชายผู้เชื่อมั่นว่าแฟชั่นสุดแจ๋วรักษาอาการอัลไซเมอร์ของแม่แต๋วได้

New week , new goals. 

เมื่อถึงสัปดาห์ถัดไป อดใจรอคอลเลกชันใหม่ของแม่แต๋วไม่ไหว

New weak , new goals.

เมื่อความอ่อนแอย่ำกรายมาครั้งหน้า เริ่มเป้าหมายใหม่ได้เสมอ

Writer

จิตาภา ทวีหันต์

ตอนนี้เป็นนักฝึกหัดเขียน ตอนหน้ายังสงสัย ชาติก่อน (คาดว่า) เป็นคนเชียงใหม่ แต่ชาตินี้อยากเป็นคนธรรมดาที่มีบ้านเล็กๆ อยู่ต่างจังหวัด

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load