-1-

กระทั่ง อาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ​ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย-อุตรดิตถ์ ก็เพิ่งมาทราบเมื่อไม่นาน ถึงการมีอยู่ของบ้านที่ผมกำลังเขียนถึงหลังนี้ในเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

เรือนไม้สักทองทรงปั้นหยา สถาปัตยกรรมโคโลเนียลประยุกต์อายุกว่าร้อยปีหลังเดียวในจังหวัด บ้านหลังสุดท้ายในชีวิตของ เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เจ้าคุณเชย กัลยาณมิตร) อดีตข้าหลวงใหญ่แห่งมณฑลพายัพในสมัยรัชกาลที่ 5 และเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เชย กัลยาณมิตร

“สมัยที่ประเทศเรายังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภูมิภาคต่างๆ ของสยามมีการปกครองด้วยระบอบมณฑล ในฐานะข้าหลวงใหญ่แห่งมณฑลพายัพ เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์จึงมีศักดิ์เป็นตัวแทนพระเจ้าแผ่นดิน ดูแลเมืองต่างๆ ในภาคเหนือ ท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ 4 และมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในรัชกาลที่ 7 ท่านย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ในช่วงบั้นปลาย และเสียชีวิตที่นี่ในสมัยรัชกาลที่ 8” อาจารย์สมชายกล่าว

หากเป็นนักประวัติศาสตร์ ย่อมต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของสายตระกูลกัลยาณมิตรมาบ้าง ตระกูลของเจ้าสัวโต แซ่อึ้ง (เจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตร) พ่อค้าชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรี เจ้าสัวโตเป็นผู้ก่อตั้งวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ก่อนที่ลูกหลานของท่านจะรับราชการแผ่นดินสยามหลายต่อหลายรัชสมัยจนถึงปัจจุบัน

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เจ้าสัวโต กัลยาณมิตร

กระนั้นอาจารย์สมชายก็รู้จักและมีความทรงจำผูกพันกับตระกูลนี้มากเป็นพิเศษ เพราะจากคำบอกเล่าของต้นตระกูลอาจารย์ ที่ซึ่งตาทวดของเขาเคยเป็นผู้ถือธงชาติไชยเฉลิมพลให้กองทัพของพระยามหาอำมาตยาธิบดี (ชื่น กัลยาณมิตร-ทายาทรุ่นที่ 3 ของเจ้าสัวโต บิดาของเจ้าคุณเชย) ในสงครามปราบฮ่อที่เมืองหลวงพระบาง (ราว พ.ศ. 2408 – 2433) 

และในช่วงที่อาจารย์เติบโต เขาก็มีโอกาสเห็นพระยากัลยาณวัฒนวิศิษฎ์ (เชียร กัลยาณมิตร บุตรชายของเจ้าคุณเชย) ขับรถจี๊ปสีเขียว 3 ตอน ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งของข้าหลวงเทศาภิบาลพิษณุโลก มาตรวจที่นาที่อยู่ติดกับที่นาของแม่อาจารย์ในอำเภอสวรรคโลกอยู่บ่อยๆ 

จากคำบอกเล่าเกี่ยวกับผู้เป็นพ่อ และความทรงจำถึงผู้เป็นลูก ท้ายที่สุดอาจารย์ก็ได้ทราบจากปากคำของ ฉัตรชัย แว่นตา หนึ่งในคณะทำงานศึกษาประวัติศาสตร์เมืองลับแล (คณะทำงานที่อาจารย์สมชายรับเป็นที่ปรึกษา) ว่าบ้านไม้สักหลังงามที่ตั้งอยู่หลังโรงเรียนศรีพนมมาศพิทยากร ตำบลศรีพนมมาศ บริเวณปากทางเข้าตัวอำเภอลับแล คือบ้านหลังสุดท้ายของเจ้าคุณเชย 

“พอทราบอย่างนั้น ผมก็เลยลองขับรถไปดู แล้วก็เห็นรถจี๊ปสีเขียวที่เคยเห็นตอนเด็กๆ ซึ่งน่าจะเป็นของเจ้าคุณเชียร จอดอยู่หน้าบ้านจริงๆ ก็เลยเดินเข้าไปเคาะประตูบ้าน” อาจารย์กล่าว 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

-2-

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
ชวเรศ กัลยาณมิตร

คนที่เปิดประตูมาพบอาจารย์สมชาย คือ ชวเรศ กัลยาณมิตร หลานปู่เจ้าคุณเชียร และหลานปู่ทวดของเจ้าคุณเชย

อาจารย์สมชายใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงในการอธิบายถึงสาเหตุและโยงใยแต่หนหลังที่ทำให้เขาจู่ๆ ก็มาเคาะประตูบ้าน ก่อนที่เจ้าของบ้านจะให้เขาเข้าไปสำรวจด้านใน

หลังจากเจ้าคุณเชียรเสียชีวิต บ้านหลังนี้กลายเป็นมรดกตกทอดมายังคุณชวเรศ และพี่น้องของเขารวมทั้งหมด 4 ท่าน (อันที่จริงมี 5 ท่าน หากเสียชีวิตไปแล้วหนึ่งท่าน) ทว่าไม่ได้มีใครมาอาศัยอยู่ที่นี่สักคน บ้านจึงถูกปิดไว้ และพี่น้องทั้งสี่ก็สลับกันเข้ามาดูแล 

พวกเขารักษาสภาพดั้งเดิมของบ้านไว้อย่างดี (บูรณะพื้นและหลังคาบ้าง) ขณะที่เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ รวมถึงรูปถ่ายเก่าๆ และเอกสารสำคัญเมื่อครั้งเจ้าคุณเชยอาศัยอยู่ก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ (จะมีก็แต่ศาสตราวุธและข้าวของเครื่องใช้บางส่วนที่ได้นำไปมอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจัดแสดงแล้ว) อาจารย์สมชายจึงยุให้คุณชวเรศเปิดบ้านหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ 

พี่น้องทั้งห้ามีแผนการจะเปิดบ้านนี้อยู่แล้ว การได้พบกับอาจารย์สมชายที่รู้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และอธิบายภาพถ่ายเก่าๆ เกือบทั้งหมดที่มีในบ้านได้ แผนการที่วางไว้ของทายาทเจ้าคุณเชยจึงเป็นรูปเป็นร่าง

“เราคิดว่าเป็นความคิดที่ดีของคุณปู่ (เจ้าคุณเชียร กัลยาณมิตร-ผู้เขียน) ที่เขียนพินัยกรรมให้ยกทรัพย์สมบัติที่เป็นข้าวของเครื่องใช้และอาวุธเกือบทั้งหมดให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพราะคุณปู่เป็นคนมีลูกมากถึงสามสิบห้าคน ท่านตระหนักว่าการมอบของเก่าแก่ให้ลูกๆ หลานๆ ทุกคนก็จะเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ของที่มีประโยชน์ในเชิงประวัติศาสตร์ก็จะกระจัดกระจายไปหมด คนทั่วไปก็อาจไม่ได้เห็น จึงเขียนพินัยกรรมให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมารับไป 

“ทุกวันนี้สมบัติส่วนใหญ่ที่เคยอยู่ในบ้านหลังนี้ก็จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ซึ่งภายหลังครอบครัวเราได้บ้านหลังนี้มา พินัยกรรมของคุณปู่จึงจุดประกายให้เราเปิดบ้านหลังนี้” คุณชวลี กัลยาณมิตร น้องสาวคุณชวเรศ และหนึ่งในผู้ร่วมก่อการ กล่าว 

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ราวเกือบ 100 ปีหลังจากอาคารหลังนี้ได้ถูกสร้างขึ้น (บ้านสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2468) บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ก็ได้เปิดทำการอีกครั้งในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แห่งใหม่ของเมืองลับแล 

-3-

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
อาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ

ผมได้รับเกียรติจากอาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ เป็นมัคคุเทศก์พาชมบ้าน โดยในวันนั้น คุณชวเรศ และคุณชวลี กัลยาณมิตร ก็อยู่ต้อนรับด้วย

ขับรถจากตัวอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ผ่านซุ้มประตูเมืองลับแล รูปปั้นแม่ม่ายอยู่ทางขวา อนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศอยู่สุดปลายถนน ผ่านตลาดเทศบาล ปรากฏคลองชลประทานที่มีต้นจามจุรีสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านปกคลุมหลายต้น-ต้นกระพี้จั่น ทองกวาว และงิ้วล้อม รอบสวน-ริมคลองสายนั้น คือที่ตั้งของตัวบ้านที่หันไปทางทิศตะวันออก 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

“คนสร้างบ้านหลังนี้คือเจ้าคุณเชียร สร้างสมัยรัชกาลที่ 6 ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก โดยสร้างตามแบบสมัยนิยมยุคนั้น คือการนำอิทธิพลจากตะวันตกมาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพอากาศและวิถีท้องถิ่น บ้านถูกสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2461 ซึ่งขณะนั้นคุณปู่ทวดดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในรัชกาลที่ 6 ท่านอยู่กรุงเทพฯ จนราว พ.ศ. 2481 เกิดสงครามโลก และกรุงเทพฯ ก็ดูไม่ปลอดภัยจากสงคราม ท่านเจ้าคุณเชียรจึงให้เจ้าคุณปู่ทวดย้ายมาอยู่ที่นี่” คุณชวเรศย้อนความหลัง แม้เขาและพี่น้องอีก 4 คนไม่มีโอกาสทันอยู่รับใช้เจ้าคุณเชย หากก็เติบโตมาในบ้านหลังนี้ ภายใต้การเลี้ยงดูของเจ้าคุณเชียร 

ในอาคารไม้สักสูงสองชั้น จากห้องหับที่มีด้วยกันถึง 12 ห้อง เราเริ่มต้นจากโถงทางเข้าด้านขวาของตัวบ้านที่เป็นมุขยื่นรับกับจั่วหลังคาชั้นสอง โถงต้อนรับประดับประดาด้วยรูปถ่ายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าคุณเชย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ รวมถึงข้าราชการระดับสูงที่ติดตามเสด็จไปยังที่ต่างๆ

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

โดยด้านในสุดของห้องคือสัปคับ (ที่นั่งบนหลังช้าง) ซึ่งอาจารย์สมชายสันนิษฐานว่า อาจเป็นสัปคับที่ใช้รับเสด็จรัชกาลที่ 5 ครั้งเสด็จประพาสวัดพระแท่นศิลาอาสน์ กระนั้นก็หาได้มีภาพถ่ายยืนยันข้อสันนิษฐานนี้

ในขณะที่บันไดหลักของบ้านตั้งอยู่ในโถงฝั่งซ้ายของตัวบ้านในห้องรับประทานอาหาร โถงต้อนรับฝั่งขวาก็มีบันไดลับซ่อนอยู่ในห้องติดผนังด้านซ้าย บันไดลับที่เป็นทางลัดขึ้นสู่ชั้นสอง 

“ปกติห้องบันไดนี้จะไม่เปิด เหมือนเป็นบันไดเฉพาะกิจมากกว่า แต่พวกหลานๆ อย่างผมก็มักใช้บันไดนี้กันนะ ถ้าคุณปู่อยู่ข้างบน พอเดินขึ้นไป เราต้องสั่นกระดิ่งเพื่อบอกให้ท่านทราบ จากนั้นพอถึงเชิงบันไดข้างบนเราก็ต้องคลานเข่าจากตรงนั้นไปหาท่าน” คุณชวเรศ หลานคนโปรดของเจ้าคุณเชียร ยังจำชีวิตในวัยเด็กได้ดี

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

ก่อนจะเดินย้อนเวลาผ่านบันไดขึ้นไปบนบ้านนั้น อาจารย์สมชายชี้ชวนให้เราชมภาพถ่ายของท่านเจ้าคุณเชยที่ตามเสด็จรัชกาลที่ 5 ไปยังที่ต่างๆ รวมถึงในทริปประพาสยุโรป อาจารย์ให้เราสังเกตว่านอกจากเจ้าคุณเชยมักจะยืนถ่ายรูปอยู่ด้านข้างพระองค์ท่าน ซึ่งแสดงถึงความใกล้ชิด สิ่งหนึ่งที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานให้สามัญชนก็คือการยืนถ่ายรูปค้ำพระเศียรพระองค์ท่านได้ตามแบบคนตะวันตก หรือในบางรูปที่พระองค์ท่านประทับนั่ง ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จก็ยืนอยู่ด้านหลังท่านได้เลย ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกใหม่อย่างมากในยุคนั้น

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

ภายในห้องโถงรับแขกเชื่อมไปถึงห้องรับประทานอาหาร มีตู้กระจกที่จัดแสดงเอกสารราชการ ตรายาง และเหรียญตราประดับยศของท่านเจ้าคุณเชย ตั้งแต่สมัยเป็นเจ้าเมืองพิชัยในวัยหนุ่ม ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ ไปจนถึงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (เทียบเท่ารัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน) 

รวมไปถึงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ฉบับพิมพ์ครั้งแรก รวมถึงทำเนียบราชการของกระทรวงมหาดไทย ฉบับ พ.ศ. 2463 เป็นต้น

ห้องรับประทานอาหารในบ้านเป็นห้องโถงใหญ่สำหรับรองรับแขกเหรื่อนับสิบ คุณชวเรศเล่าถึงความพิเศษของโต๊ะไม้สักอายุเท่ากับตัวบ้านตัวนี้ ตรงที่มันมีกลไกด้านหลังปรับให้หน้าโต๊ะสั้นและยาว รองรับจำนวนแขกเหรื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ตามต้องการ

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

เช่นเดียวกับการกั้นห้อง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของช่างโบราณที่ทำร่องที่เสาและคานสำหรับรองรับการถอดและใส่ฝาผนังได้ทั้งแผ่น โถงกลางของบ้านจึงยังแบ่งเป็นห้องเล็กๆ ได้อีก 3 ห้อง โดยที่เจ้าของบ้านแค่นำผนังมาสวมเข้ากับสลัก ไม่ต้องให้ช่างมาตัดไม้ตอกผนังแต่อย่างใด 

บันไดหลักของบ้านอยู่ภายในโถงห้องรับประทานอาหารส่วนนี้ ที่ซึ่งคุณชวเรศจำภาพของเจ้าคุณเชียรได้ดีว่าท่านมักจะเดินลงบันไดนี้ในตอนเย็น นั่งลงบนเก้าอี้หวายในห้องรับแขก และให้คนอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง หรือไม่อย่างนั้นก็ออกไปนั่งตรงชานบ้านที่เชื่อมต่อจากห้องรับประทานอาหาร ซึ่งเผยให้เห็นสนามหญ้า ทิวต้นไม้ใหญ่ และคลองส่งน้ำใต้ต้นจามจุรีบริเวณทิศใต้ของตัวบ้าน 

ผมลองเดินออกมานั่งตรงตำแหน่งที่คุณชวเรศเล่าให้ฟัง พื้นที่สีเขียวแผ่ยาวกว้างไกล แม้แดดยามบ่ายจะค่อนข้างแรง แต่สายลมที่พัดเข้ามาที่บ้านเย็นกว่า สถาปัตยกรรมก็เรื่องหนึ่ง หากความหรูหราที่แท้จริง อาจเป็นการที่บ้านเผยให้เราสัมผัสความสุขสงบเช่นนี้ 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

-4-

และเราก็ตามอาจารย์สมชายเดินขึ้นบันไดลับด้านข้างขึ้นมาข้างบน

ห้องพระคือห้องแรกที่เชื่อมกับชานบันได ห้องเล็กแคบตามฟังก์ชันเดียวของห้อง พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่บนหิ้งด้านในสุด พ้นจากห้องพระคือห้องทำงาน ที่ซึ่งผนังด้านหนึ่งแขวนรูปและจัดแสดงป้ายตราตระกูลกัลยาณมิตร ขณะที่ผนังที่เหลือเจ้าของบ้านนำเอกสารสำคัญทางราชการต่างๆ ใส่กรอบและแขวนไว้ ห้องทำงานถูกแบ่งครึ่งด้วยตู้กระจก โดยมีชั้นวางของที่มีลักษณะคล้ายซุ้มประตู ที่ด้านบนมีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ประดับอยู่ 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

พิมพ์ดีดภาษาไทยรุ่นแรกๆ ที่ผลิตขึ้นในบ้านเราวางคู่กับโทรศัพท์มือหมุน ที่น่ารักคืออุปกรณ์ช่างจำพวกซิ่ว มีด กรรไกร ฯลฯ ที่เจ้าของบ้านนำมาแขวนไว้กับแป้นไม้ติดผนัง กลายเป็นที่เก็บของพ่วงของประดับไปในตัว 

ทั้งนี้ห้องนอนเป็นห้องเดียวในบ้านที่ไม่ได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชม หากผมก็แอบชำเลืองผ่านม่านสีขาวเข้าไป นอกจากเตียงนอนที่ต้องมีอยู่แล้วในห้อง จากมุมนี้ผมมองเห็นกระจกสีโดดเด้งขึ้นมาชัดเจน โดยกระจกสีที่ว่าถือเป็นอีกเครื่องประดับสำคัญของตัวบ้าน เพราะมันอยู่ในช่องบนของประตูและหน้าต่างทุกบาน

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
กระจกสี

เมื่อมองจากภายนอกเข้ามา จะเห็นเป็นเพียงกระจกสีดำเรียบๆ แต่เมื่อเราอยู่ในบ้านและมองออกไป กระจกปรากฏสีสัน-เขียว ฟ้า น้ำเงิน ส้ม ฯลฯ แปลกตายิ่ง 

คุณชวเรศบอกเราว่า กระจกดังกล่าวเป็นวัสดุหายากในสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหัวเมืองต่างจังหวัด และเขายังจำความตื่นตาในวัยเด็กเมื่อมองกระจกเหล่านั้นจากข้างนอก ก่อนเดินเข้ามามองจากข้างในได้ดี

“อีกหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ยุคหลังในบ้านเราคือห้องน้ำในบ้านหลังนี้” อาจารย์สมชายพูดขึ้นระหว่างพาเราเดินผ่านห้องน้ำ เพื่อลงบันไดหลักไปชั้นล่าง 

“เรือนหลังนี้เป็นเรือนหลังแรกๆ ของประเทศที่ใช้ส้วมซึม ซึ่งออกแบบโดยพระยานครพระราม (สวัสดิ์ มหากายี) ก่อนจะมีการรณรงค์ให้ใช้กันทั่วไป ปัจจุบันห้องน้ำชั้นบนยังเป็นแบบนี้อยู่ แต่ห้องน้ำข้างล่างเปลี่ยนเป็นชักโครกแล้ว นี่จึงเป็นส้วมซึมยุคแรกๆ ในประเทศไทย ที่ยังคงมีให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้” 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

พระยานครพระราม (สวัสดิ์ มหากายี) ออกแบบส้วมดังกล่าวใน พ.ศ. 2467 ในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสวรรคโลกและอุตรดิตถ์ โดยออกแบบส้วมในลักษณะเป็นโถแบบนั่งยอง ส่วนล่างของโถทำเป็น ‘คอห่าน’ เมื่อใช้เสร็จต้องเอาน้ำราด เพื่อขับให้สสารลงบ่อ และเหลือน้ำค้างอยู่ที่โถเพื่อช่วยกันแมลงวันไม่ให้บินลงไป ส่วนที่เรียกกันว่า ‘ส้วมซึม’ ก็เพราะเมื่อขับถ่ายเสร็จแล้วเทน้ำราดให้ซึมลงดิน ทำให้ดินตามบ้านเรือนโสโครกได้ (ภายหลังมีการบ่อซึม-บ่อเกรอะรับสิ่งที่ขับถ่าย และกำจัดสิ่งปฏิกูลได้ดีขึ้น)

ในขณะที่ท่านเจ้าคุณเชยผู้เป็นเจ้าของบ้านมีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านระบบบริหารจัดการของประเทศสู่ความทันสมัย ส้วมในบ้านของท่านเจ้าคุณ ก็เป็นอีกหลักฐานของการอภิวัฒน์ระบบสุขาภิบาลในสยามเช่นกัน 

ก่อนกลับบ้าน อาจารย์สมชายชี้ให้เรามองไปยังรถจี๊ปสีเขียว 3 ตอนของเจ้าคุณเชียรที่จอดอยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้าน-จุดเริ่มต้นของอาจารย์ในการค้นพบบ้านหลังนี้ ก่อนจะชี้นำสายตาไปยังลานโล่งไม่ไกลจากกัน เล่าว่าตรงนั้นคือที่จัดงานประชุมเพลิงเจ้าคุณเชยใน พ.ศ. 2485 

“ช่วงนั้นประเทศยังมีสงคราม ข้าวยากหมากแพง เข้าใจว่าเจ้าคุณเชยสั่งเสียกับเจ้าคุณเชียรว่าให้จัดงานศพอย่างเรียบง่ายบริเวณบ้านนี้ ให้จัดเล็กๆ ภายในครอบครัว ก่อนนำเถ้าไปลอยอังคาร

 “ว่าไปแล้วงานศพของท่านสมถะแตกต่างจากบทบาทการทำงานของท่านมาทั้งชีวิตเลยนะ ตั้งแต่การบริหารจัดการการปกครองในภาคเหนือ การมีส่วนในการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความทันสมัยในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 6 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

“ซึ่งตามข้อเท็จจริงในภาคเหนือนี้ นอกจากพระเจ้าแผ่นดิน ศักดิ์ของเจ้าคุณเชยเป็นรองแค่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเท่านั้น แต่งานศพท่านเรียบง่ายแบบสามัญชนคนหนึ่งเท่านั้น” อาจารย์สมชายกล่าว

ว่าไปแล้วชีวิตบั้นปลายของข้าราชการผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งท่านนี้ก็กลับสมถะและแสนลับแลดังชื่อเมืองสุดท้ายที่ท่านใช้ชีวิต อย่างไรก็ดี อาจกล่าวได้ว่าบ้านหลังนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในภาพร่างทั้งหมดของชีวิตบุคคลสำคัญคนหนึ่งของประเทศ… 

แต่นั่นล่ะ แม้คุณไม่ใช่คอประวัติศาสตร์ ลำพังแค่การมาชมบ้านไม้เก่า-เรียบและสวย รวมถึงต้นไม้ใหญ่ที่อยู่รายรอบ-ร่มและรื่น ก็ถือเป็นความคุ้มค่าต่อการดั้นด้นเดินทางมา ไม่ว่าจะตั้งต้นจากที่ไหน 

ขอขอบคุณอาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสุโขทัย-อุตรดิตถ์ และรองปลัดเทศบาลตำบลในเมือง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย และคณะทำงานศึกษาประวัติศาสตร์เมืองลับแล


แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ 

เวลาทำการ : 09.00 – 17.00 น. (กรุณานัดล่วงหน้า) 

โทร : 06 3289 5564

Facebook : แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์

Writer & Photographer

Avatar

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อบอุ่นและคับคั่งเหมือนเดิม ยังอยู่ในย่านอารีย์เหมือนเคย เพิ่มเติมคือ ‘Lilou & Laliart’ โยกย้ายมาตั้งอยู่ในซอยอารีย์สัมพันธ์ 10

หลังจากหลายปีก่อน เราเคยสัมภาษณ์ ต้น-เอกกมล ธีปฏิกานนท์ และ ปุ๋ม-นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์ ที่ร้านละเลียดสมัยยังพ่วงอยู่กับ FabCafe Bangkok ในพหลโยธิน ซอย 5 ในขวบปีที่ผ่านมา เจ้าของร้านทั้งสองเติบโตขึ้น ร้านแห่งนี้ก็ขยับขยายกลายเป็นมากกว่าร้านกาแฟและขนม เราเลยเดินทางมาเพื่อพูดคุยกับพวกเขาอีกครั้ง ถึงการเดินทางก่อร่างเป็นร้านอิสระในบ้านเก่าแห่งนี้

แนวคิดการทำร้านยังเหมือนเดิมไหม – เราถาม พร้อมชวนต้นและปุ๋มนั่งลงคุย ก่อนลูกค้าระลอกใหม่จะทยอยมา

กาแฟของละเลียด

ขอทวนความจำกันสักนิดเผื่อใครที่เพิ่งมาเป็นแฟนของร้าน Laliart Coffee ก่อนหน้านี้ต้นทำร้านกาแฟเล็ก ๆ อยู่กับร้านจักรยาน Tokyobike ช็อปแรกในไทยได้อยู่ 2 ปีแล้วโยกย้าย จากนั้นก็โดดมาทำร้านที่ 2 อยู่กับ FabCafe Bangkok ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เริ่มทำเบเกอรี่ขายกับกาแฟจริงจัง ก่อนจะหมดสัญญาในอีก 2 ปีถัดมา นำมาสู่ร้านที่ 3 ที่เรามาเยือนกันในครั้งนี้

“พอหมดสัญญาเราก็ยังอยากทำต่อ แล้วเจอบ้านนี้พอดี การเดินทางครั้งที่สามนี้เราไม่ได้อยู่กับใครแล้ว เราจึงออกแบบพื้นที่และรีโนเวตอย่างที่ชอบและอยากได้” ต้นบอกว่าที่นี่เป็นออฟฟิศเก่ามาก่อน และมี 2 ข้อที่ทำให้ตัดสินใจว่าจะลงหลักปักร้านที่นี่คือ หนึ่ง สเปซสวย และสอง มีที่จอดรถแม้จะอยู่ในซอยก็ตาม

เขาเล่าติดตลกว่าในฐานะอดีต Art Director นิตยสารเก่า เขาก็เขียน AI (Adobe Illustator) กรอบประตูหน้าต่างที่บาร์กาแฟด้านล่างอย่างที่อยากได้ แล้วส่งให้ช่างเนรมิตรออกมาให้

ต้นเล่าต่อว่าพอมีพื้นที่ที่เป็นของตัวเอง ก็ตั้งใจจะ Roast กาแฟอย่างลงลึกและเข้มข้น ซึ่งแพสชันนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ลาออกจากงานพร้อม ๆ กับปุ๋ม แล้วเดินทางไปเป็นอาสาสมัครทำงานในคาเฟ่ในโครงการ WWOOF ที่ญี่ปุ่น ก่อนกลับมาเดินทางไป Sip กาแฟที่แม่ฮ่องสอน ที่นั่นเองที่เขาได้พบกับพาร์ตเนอร์คนสำคัญ ซึ่งนำมาสู่ขั้นตอนศึกษาการคั่วและการเลือกกาแฟแบบสเปเชียลตี้มากขึ้น

“เมล็ดกาแฟที่เราใช้เป็นหลักที่นี่ คือเมล็ดกาแฟไทยจากสวนคำปัน ปลูกในพื้นที่บ้านห้วยห้า (โกลฮาคี) ซึ่งได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ของเมล็ดกาแฟคัดสรรจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะเราเห็นความตั้งใจของเขา กาแฟที่ทำสะอาดและซับซ้อนขึ้นทุกปี มีหลายโปรเซสมากเพื่อให้รสชาติกาแฟดีขึ้น เราก็อยากสนับสนุนให้คนทำกาแฟดีให้อยู่ได้” นอกจากต้นจะคั่วสเกลเล็กที่นี่เพื่อใช้ภายในร้านแล้ว เขายังรับคั่วส่งสเกลใหญ่ในโรงคั่วของครอบครัวสำหรับร้านอื่น ๆ ที่ต้องการด้วยเช่นกัน

Recommended Menu

at Lilou & Laliart

เมนูซิกเนเจอร์และขายดี

ชูก้าเรย์ กาแฟที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการเขย่ากาแฟกับน้ำตาลอ้อยเพื่อให้เกิดฟอง ผสมกับน้ำส้มเล็ก ๆ เพิ่มความสดชื่น ใช้เมล็ด Light Roast จากบ้านห้วยห้า เมล็ดโทนผลไม้โทนเปรี้ยวแต่ไม่จัด ทำให้ได้รสชาติแบบธรรมชาติ หรือถ้าไม่ใช่สายกาแฟ ลองสั่งสตรอว์เบอร์รีช็อกโกแลตดู ก็อร่อยชื่นใจไม่แพ้กัน

เมนูกินเพลิน

อเมริกาโน่ แม้เป็นเมนูเบสิกแต่มีหลายเมล็ด หลากคาแรกเตอร์ให้เลือก ทั้งเมล็ดไทยและนอกอีกประมาณ 10 กว่าตัว (เดือนไหนมีเมล็ดอะไรบ้าง ลองแวะถามพนักงานที่หน้าเคาน์เตอร์ได้)

เมนูคู่กับนม

ใครชอบทานกาแฟนม Dirty ที่นี่ก็ไม่เป็นรองใคร ซึ่งใช้เมล็ดไทย Medium Roast ผสมกับเมล็ดฉานจากเมียนมา กลายเป็นกาแฟเบสช็อกโกแลต ถั่วนิด ๆ ไม่เปรี้ยว ทานกับนมอร่อย

นมของลิลู

ชิมกาแฟกันไปแล้ว จะลืมขนมได้อย่างไร ใครมาที่นี่เป็นต้องติดใจขนมของ Lilou Cafe เสียทุกราย เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันบนไทม์ไลน์ของปุ๋ม 

หลังจากต้นกำลังทำร้านกาแฟที่แรกที่โตเกียวไบค์ ช่วง 1-2 ปีหลังจากนั้น ปุ๋มก็ไปเปิดร้าน Lilou (อ่านว่า ลิลู ชื่อร้านที่มาจากชื่อเล่นของปุ๋ม) ขายอาหารมังสวิรัติที่ The Yard Bangkok เป็นช่วงคาบเกี่ยวที่ต้นย้ายร้านไปเปิดที่สอง จากนั้นปุ๋มก็ปิดร้าน แล้วโอนย้ายการทำขนมไปไว้ที่ร้านของต้น

ปุ๋มเล่าย้อนตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่าเธอเดินทางด้านจิตวิญญาณและกินมังสวิรัติมาตั้งแต่เด็ก 

“ปกติเราชอบไล่ตามความฝัน ตั้งแต่เป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ นักเขียน ครูสอนโยคะ ตอนนั้นฝันว่าอยากเปิดร้านมังสวิรัติ พอเปิดได้ 2 ปีก็รู้สึกว่าทำตามความฝันเสร็จแล้ว เลยปิดแล้วไปอยู่อินเดีย เอาทุกอย่างไปฝากไว้ที่ต้น” ปุ๋มพูดพลางหัวเราะ 

Lilou & Laliart โฮมคาเฟ่ สตูดิโอ เวิร์กชอป และแหล่งรวมมิตรของเพื่อนบ้านย่านอารีย์
Lilou & Laliart โฮมคาเฟ่ สตูดิโอ เวิร์กชอป และแหล่งรวมมิตรของเพื่อนบ้านย่านอารีย์

ร้านละเลียดเลยเริ่มมีแครอทเค้ก บราวนี่ และเลม่อนเค้กสูตรฮิตตั้งแต่นั้น ขนมโฮมเมดที่ปุ๋มคิดสูตรล้วนเลือกวัตถุดิบคุณภาพ ปลอดเนื้อสัตว์ เน้นรสชาติจากวัตถุดิบ ไม่ปรุงรสให้จัดเกินไปจนลูกค้าติดพัน พอมาตั้งร้านของพวกเขาเองแล้ว จึงรวมสองร้านเข้าด้วยกันซึ่งปีนี้กำลังย่างเข้าปีที่สอง โดยมีครัวขนมทำเองอยู่ด้านหลังร้าน

Lilou & Laliart โฮมคาเฟ่ สตูดิโอ เวิร์กชอป และแหล่งรวมมิตรของเพื่อนบ้านย่านอารีย์

(กระซิบว่านอกจากมาสั่งขนมทานที่ร้าน ใครอยากทานเมนูไหนเป็นพิเศษ พวกเขาก็ยินดีเปิดครัวรับทำให้เช่นกัน เพียงสั่งกันล่วงหน้า)

ชั้นสองของบ้านเก่า

Lilou & Laliart โฮม พื้นที่ของสองคนที่รักอารีย์ แปลงโฉมบ้านเก่าเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ขนมวีแกน ขายของออร์แกนิก และสตูดิโอเปี่ยมจิตวิญญาณ

หลายคนที่มาคาเฟ่อาจไม่รู้ว่าบนชั้นสองของที่นี่ยังเปิดเป็นสตูดิโอ Lilou Heart Space ด้วย ซึ่งเป็นชีวิตพาร์ตจิตวิญญาณที่ปุ๋มเดินตามมาตลอด

หลังจากหายจากการทำร้าน เธอก็ออกเดินทาง ค้นพบโยคะ สอนอยู่ไม่นานปุ๋มก็รู้ว่าความเข้าใจของเธอลึกลงไปมากกว่าการทำท่าเพื่อออกกำลัง แต่เป็นเรื่องการใช้ร่างกายอันส่งผลต่อ Emotional Body เธอเลยเริ่มทำรีทรีตที่เกาะพะงัน สอนทำ Water Therapy หรือวารีบำบัด ซึ่งเธอเคยเขียนเล่าไว้ในคอลัมน์อโศก

Lilou & Laliart โฮมคาเฟ่ สตูดิโอ เวิร์กชอป และแหล่งรวมมิตรของเพื่อนบ้านย่านอารีย์
ภาพ : นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

พอย้ายมาที่นี่ต้นก็ทำห้องด้านบนนี้ไว้ให้เธอเปิดสอน รวมทั้งให้คนที่ทำเรื่อง Energy Work เหมือนกันมาเช่า เพื่อทำสารพัดกิจกรรมที่ไม่ค่อยเห็นที่อื่น ไม่ว่าจะเป็น Soundbath, อ่านไพ่ทาโรต์ หรือคลาสที่ปุ๋มชวนเราเข้าร่วมด้วยคือเวิร์กชอป Healing the self sabotaging patterns & connecting to self worth กับคุณ Shubho Dutta ซึ่งออกแบบมาสำหรับคนเมืองที่มีความเครียดสูงจากการทำงาน หรือใครก็ตามที่รู้สึกว่าความสมบูรณ์แบบและความคาดหวังกำลังทำร้ายเราอยู่ เป็นเหมือนห้องเรียนเล็ก ๆ นั่งพูดคุยและชวนสำรวจจิตใจของตัวเอง ทันทีที่ออกจากห้องเรียน เราก็ได้ค้นจิตใจเบื้องลึกของตัวเอง สนุก และโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก โดยแต่ละเดือนจะมีกิจกรรมหลากหลายไม่ซ้ำกัน รอติดตามได้เลย

อาคาร Lilabo ในสวนด้านหลัง

Lilou & Laliart โฮม พื้นที่ของสองคนที่รักอารีย์ แปลงโฉมบ้านเก่าเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ขนมวีแกน ขายของออร์แกนิก และสตูดิโอเปี่ยมจิตวิญญาณ

ถ้าเดินสำรวจพื้นที่ด้านล่างต่ออีกสักนิด จะเห็นว่าด้านนอกของร้านมีอาคารชื่อน่ารักอย่าง Lilabo ซ่อนอยู่ ต้นไขข้อข้องใจให้เราว่าอาคารนี้มีไว้ใช้ทำอะไร

“ช่วงแรกเราเอาไว้เพาะต้นไม้ขาย มีทั้งกระถาง อุปกรณ์ รวมทั้งวัสดุปลูก พอช่วงหลังก็ปรับเป็นห้องเวิร์กชอปให้คนมาเช่าใช้ได้ ไม่ว่าจะมาจัดกิจกรรม วาดรูป ทำงานศิลปะ เทสกลิ่น หรืออะไรก็ได้” หลังจากนี้จะมีกิจกรรมอะไรบ้าง รอติดตามผ่านทางเพจได้เลย

ร้านของชำออร์แกนิก

Lilou & Laliart โฮม พื้นที่ของสองคนที่รักอารีย์ แปลงโฉมบ้านเก่าเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ขนมวีแกน ขายของออร์แกนิก และสตูดิโอเปี่ยมจิตวิญญาณ

นอกจากคาเฟ่และพื้นที่ต่าง ๆ ที่เป็นจุดหมายของแขกขาจรและประจำ พื้นที่ด้านหน้าร้านยังอุทิศให้กับบรรดาของออร์แกนิกและรักษ์โลกน่ารักทั้งหลาย 

“เราอยากทำพื้นที่นี้ให้เป็นคอมมูนิตี้ พยายามหาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมาวางขาย แต่บางอย่างคนที่นี่เห็นแล้วก็อยากมาอยู่ด้วยกัน อย่าง Normal Refill กับสมุดแบรนด์ A pieces of paper ก็รู้จักกัน หรืออย่างน้องดีน ศิลปินที่วาดภาพตกแต่งร้าน บ้านเขาก็อยู่อีกสองซอยนี่เอง วันที่เราเปิดร้านเขาก็มาเปิดตัวด้วย เหมือนเป็นการซัพพอร์ตชาวอารีย์ ที่เราทำก็เพราะว่าเรามีเพื่อนบ้าน” ต้นตอบทั้งหมดนี้อย่างจริงจังและจริงใจ แทนความตั้งใจของพวกเขาที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของย่านนี้จริง ๆ

การเดินทางของ Lilou & Laliart

แม้ปุ๋มและต้นจะเดินมาคนละสาย สนใจกันคนละแบบ แต่ทั้งคู่ก็เลือกเปิดบ้านหลังนี้ให้คนเข้ามาเยือนด้วยความรักที่มีเหมือนกัน เพราะอยากให้ที่นี่เป็นเสมือนโอเอซิสของคนกรุงที่มุ่งหน้าหนีความตึงเครียดมาพักผ่อนและมองหาที่พอดีกับใจ

“เราเลือกอยู่อารีย์ตั้งแต่ทำร้านแรกจนถึงร้านที่สาม เพราะย่านนี้อยู่แล้วพอดีกับเรา นอกจากการทำงานที่เป็นเชิงธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องของการใช้ชีวิตด้วย ที่นี่มีอะไรให้เลือกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นของกิน ธรรมชาติ การเดินทาง หรือว่าสวน” ต้นตอบในมุมของเขา 

ส่วนปุ๋มเองชอบความเงียบสงบแต่ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของที่นี่ “ย่านนี้มีคอมมูนิตี้ที่ไม่เหมือนย่านอื่น ทุกคนรู้จักกันหมด เราไม่ได้อยู่อย่างสันโดษ แต่ก็ไม่วุ่นวายเกินไปนัก”

ในอนาคตอีกสัก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า พวกเขาตั้งหมุดหมายเอาไว้ว่าอยากขยายร้านให้กว้างขวางมากขึ้น กาแฟก็จะถูกโปรเซสอย่างเข้มข้นมากขึ้น อาจจะมีร้านอาหารถ้าพร้อมตั้งรับ และอีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือพื้นที่ Healing กับความตั้งใจที่อยากผสานสองสิ่งนี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างจริงจัง

นอกจากแวะมาเติมท้อง เติมกำลังกาย และเติมพลังใจแล้ว ใครแวะมาที่นี่แล้วบังเอิญเจอเจ้าของอีกหนึ่งแมวอย่างน้องโอบกอด ก็ทักทายได้เช่นกัน 

Lilou & Laliart โฮม พื้นที่ของสองคนที่รักอารีย์ แปลงโฉมบ้านเก่าเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ขนมวีแกน ขายของออร์แกนิก และสตูดิโอเปี่ยมจิตวิญญาณ
Lilou & Laliart
  • 18 ซอยอารีย์สัมพันธ์ 10 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร (แผนที่)
  • ทุกวัน เวลา 10.00 – 17.00 น.
  • 09 4691 2666
  • Laliart coffee

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

สิปปกร วงศ์ธนาภา

ช่างภาพที่หลงรักชุมชนต่าง ๆ ทั่วไทย จนอยากบอกเลิกกับกรุงเทพฯ รักตัวหนังสือที่ทำเห็นภาพ จนอยากบอกเลิกกับกล้องตัวเอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load