-1-

กระทั่ง อาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ​ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย-อุตรดิตถ์ ก็เพิ่งมาทราบเมื่อไม่นาน ถึงการมีอยู่ของบ้านที่ผมกำลังเขียนถึงหลังนี้ในเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

เรือนไม้สักทองทรงปั้นหยา สถาปัตยกรรมโคโลเนียลประยุกต์อายุกว่าร้อยปีหลังเดียวในจังหวัด บ้านหลังสุดท้ายในชีวิตของ เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เจ้าคุณเชย กัลยาณมิตร) อดีตข้าหลวงใหญ่แห่งมณฑลพายัพในสมัยรัชกาลที่ 5 และเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เชย กัลยาณมิตร

“สมัยที่ประเทศเรายังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภูมิภาคต่างๆ ของสยามมีการปกครองด้วยระบอบมณฑล ในฐานะข้าหลวงใหญ่แห่งมณฑลพายัพ เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์จึงมีศักดิ์เป็นตัวแทนพระเจ้าแผ่นดิน ดูแลเมืองต่างๆ ในภาคเหนือ ท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ 4 และมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในรัชกาลที่ 7 ท่านย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ในช่วงบั้นปลาย และเสียชีวิตที่นี่ในสมัยรัชกาลที่ 8” อาจารย์สมชายกล่าว

หากเป็นนักประวัติศาสตร์ ย่อมต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของสายตระกูลกัลยาณมิตรมาบ้าง ตระกูลของเจ้าสัวโต แซ่อึ้ง (เจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตร) พ่อค้าชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรี เจ้าสัวโตเป็นผู้ก่อตั้งวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ก่อนที่ลูกหลานของท่านจะรับราชการแผ่นดินสยามหลายต่อหลายรัชสมัยจนถึงปัจจุบัน

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เจ้าสัวโต กัลยาณมิตร

กระนั้นอาจารย์สมชายก็รู้จักและมีความทรงจำผูกพันกับตระกูลนี้มากเป็นพิเศษ เพราะจากคำบอกเล่าของต้นตระกูลอาจารย์ ที่ซึ่งตาทวดของเขาเคยเป็นผู้ถือธงชาติไชยเฉลิมพลให้กองทัพของพระยามหาอำมาตยาธิบดี (ชื่น กัลยาณมิตร-ทายาทรุ่นที่ 3 ของเจ้าสัวโต บิดาของเจ้าคุณเชย) ในสงครามปราบฮ่อที่เมืองหลวงพระบาง (ราว พ.ศ. 2408 – 2433) 

และในช่วงที่อาจารย์เติบโต เขาก็มีโอกาสเห็นพระยากัลยาณวัฒนวิศิษฎ์ (เชียร กัลยาณมิตร บุตรชายของเจ้าคุณเชย) ขับรถจี๊ปสีเขียว 3 ตอน ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งของข้าหลวงเทศาภิบาลพิษณุโลก มาตรวจที่นาที่อยู่ติดกับที่นาของแม่อาจารย์ในอำเภอสวรรคโลกอยู่บ่อยๆ 

จากคำบอกเล่าเกี่ยวกับผู้เป็นพ่อ และความทรงจำถึงผู้เป็นลูก ท้ายที่สุดอาจารย์ก็ได้ทราบจากปากคำของ ฉัตรชัย แว่นตา หนึ่งในคณะทำงานศึกษาประวัติศาสตร์เมืองลับแล (คณะทำงานที่อาจารย์สมชายรับเป็นที่ปรึกษา) ว่าบ้านไม้สักหลังงามที่ตั้งอยู่หลังโรงเรียนศรีพนมมาศพิทยากร ตำบลศรีพนมมาศ บริเวณปากทางเข้าตัวอำเภอลับแล คือบ้านหลังสุดท้ายของเจ้าคุณเชย 

“พอทราบอย่างนั้น ผมก็เลยลองขับรถไปดู แล้วก็เห็นรถจี๊ปสีเขียวที่เคยเห็นตอนเด็กๆ ซึ่งน่าจะเป็นของเจ้าคุณเชียร จอดอยู่หน้าบ้านจริงๆ ก็เลยเดินเข้าไปเคาะประตูบ้าน” อาจารย์กล่าว 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

-2-

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
ชวเรศ กัลยาณมิตร

คนที่เปิดประตูมาพบอาจารย์สมชาย คือ ชวเรศ กัลยาณมิตร หลานปู่เจ้าคุณเชียร และหลานปู่ทวดของเจ้าคุณเชย

อาจารย์สมชายใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงในการอธิบายถึงสาเหตุและโยงใยแต่หนหลังที่ทำให้เขาจู่ๆ ก็มาเคาะประตูบ้าน ก่อนที่เจ้าของบ้านจะให้เขาเข้าไปสำรวจด้านใน

หลังจากเจ้าคุณเชียรเสียชีวิต บ้านหลังนี้กลายเป็นมรดกตกทอดมายังคุณชวเรศ และพี่น้องของเขารวมทั้งหมด 4 ท่าน (อันที่จริงมี 5 ท่าน หากเสียชีวิตไปแล้วหนึ่งท่าน) ทว่าไม่ได้มีใครมาอาศัยอยู่ที่นี่สักคน บ้านจึงถูกปิดไว้ และพี่น้องทั้งสี่ก็สลับกันเข้ามาดูแล 

พวกเขารักษาสภาพดั้งเดิมของบ้านไว้อย่างดี (บูรณะพื้นและหลังคาบ้าง) ขณะที่เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ รวมถึงรูปถ่ายเก่าๆ และเอกสารสำคัญเมื่อครั้งเจ้าคุณเชยอาศัยอยู่ก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ (จะมีก็แต่ศาสตราวุธและข้าวของเครื่องใช้บางส่วนที่ได้นำไปมอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจัดแสดงแล้ว) อาจารย์สมชายจึงยุให้คุณชวเรศเปิดบ้านหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ 

พี่น้องทั้งห้ามีแผนการจะเปิดบ้านนี้อยู่แล้ว การได้พบกับอาจารย์สมชายที่รู้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และอธิบายภาพถ่ายเก่าๆ เกือบทั้งหมดที่มีในบ้านได้ แผนการที่วางไว้ของทายาทเจ้าคุณเชยจึงเป็นรูปเป็นร่าง

“เราคิดว่าเป็นความคิดที่ดีของคุณปู่ (เจ้าคุณเชียร กัลยาณมิตร-ผู้เขียน) ที่เขียนพินัยกรรมให้ยกทรัพย์สมบัติที่เป็นข้าวของเครื่องใช้และอาวุธเกือบทั้งหมดให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพราะคุณปู่เป็นคนมีลูกมากถึงสามสิบห้าคน ท่านตระหนักว่าการมอบของเก่าแก่ให้ลูกๆ หลานๆ ทุกคนก็จะเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ของที่มีประโยชน์ในเชิงประวัติศาสตร์ก็จะกระจัดกระจายไปหมด คนทั่วไปก็อาจไม่ได้เห็น จึงเขียนพินัยกรรมให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมารับไป 

“ทุกวันนี้สมบัติส่วนใหญ่ที่เคยอยู่ในบ้านหลังนี้ก็จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ซึ่งภายหลังครอบครัวเราได้บ้านหลังนี้มา พินัยกรรมของคุณปู่จึงจุดประกายให้เราเปิดบ้านหลังนี้” คุณชวลี กัลยาณมิตร น้องสาวคุณชวเรศ และหนึ่งในผู้ร่วมก่อการ กล่าว 

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ราวเกือบ 100 ปีหลังจากอาคารหลังนี้ได้ถูกสร้างขึ้น (บ้านสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2468) บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ก็ได้เปิดทำการอีกครั้งในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แห่งใหม่ของเมืองลับแล 

-3-

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
อาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ

ผมได้รับเกียรติจากอาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ เป็นมัคคุเทศก์พาชมบ้าน โดยในวันนั้น คุณชวเรศ และคุณชวลี กัลยาณมิตร ก็อยู่ต้อนรับด้วย

ขับรถจากตัวอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ผ่านซุ้มประตูเมืองลับแล รูปปั้นแม่ม่ายอยู่ทางขวา อนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศอยู่สุดปลายถนน ผ่านตลาดเทศบาล ปรากฏคลองชลประทานที่มีต้นจามจุรีสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านปกคลุมหลายต้น-ต้นกระพี้จั่น ทองกวาว และงิ้วล้อม รอบสวน-ริมคลองสายนั้น คือที่ตั้งของตัวบ้านที่หันไปทางทิศตะวันออก 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

“คนสร้างบ้านหลังนี้คือเจ้าคุณเชียร สร้างสมัยรัชกาลที่ 6 ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก โดยสร้างตามแบบสมัยนิยมยุคนั้น คือการนำอิทธิพลจากตะวันตกมาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพอากาศและวิถีท้องถิ่น บ้านถูกสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2461 ซึ่งขณะนั้นคุณปู่ทวดดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในรัชกาลที่ 6 ท่านอยู่กรุงเทพฯ จนราว พ.ศ. 2481 เกิดสงครามโลก และกรุงเทพฯ ก็ดูไม่ปลอดภัยจากสงคราม ท่านเจ้าคุณเชียรจึงให้เจ้าคุณปู่ทวดย้ายมาอยู่ที่นี่” คุณชวเรศย้อนความหลัง แม้เขาและพี่น้องอีก 4 คนไม่มีโอกาสทันอยู่รับใช้เจ้าคุณเชย หากก็เติบโตมาในบ้านหลังนี้ ภายใต้การเลี้ยงดูของเจ้าคุณเชียร 

ในอาคารไม้สักสูงสองชั้น จากห้องหับที่มีด้วยกันถึง 12 ห้อง เราเริ่มต้นจากโถงทางเข้าด้านขวาของตัวบ้านที่เป็นมุขยื่นรับกับจั่วหลังคาชั้นสอง โถงต้อนรับประดับประดาด้วยรูปถ่ายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าคุณเชย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ รวมถึงข้าราชการระดับสูงที่ติดตามเสด็จไปยังที่ต่างๆ

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

โดยด้านในสุดของห้องคือสัปคับ (ที่นั่งบนหลังช้าง) ซึ่งอาจารย์สมชายสันนิษฐานว่า อาจเป็นสัปคับที่ใช้รับเสด็จรัชกาลที่ 5 ครั้งเสด็จประพาสวัดพระแท่นศิลาอาสน์ กระนั้นก็หาได้มีภาพถ่ายยืนยันข้อสันนิษฐานนี้

ในขณะที่บันไดหลักของบ้านตั้งอยู่ในโถงฝั่งซ้ายของตัวบ้านในห้องรับประทานอาหาร โถงต้อนรับฝั่งขวาก็มีบันไดลับซ่อนอยู่ในห้องติดผนังด้านซ้าย บันไดลับที่เป็นทางลัดขึ้นสู่ชั้นสอง 

“ปกติห้องบันไดนี้จะไม่เปิด เหมือนเป็นบันไดเฉพาะกิจมากกว่า แต่พวกหลานๆ อย่างผมก็มักใช้บันไดนี้กันนะ ถ้าคุณปู่อยู่ข้างบน พอเดินขึ้นไป เราต้องสั่นกระดิ่งเพื่อบอกให้ท่านทราบ จากนั้นพอถึงเชิงบันไดข้างบนเราก็ต้องคลานเข่าจากตรงนั้นไปหาท่าน” คุณชวเรศ หลานคนโปรดของเจ้าคุณเชียร ยังจำชีวิตในวัยเด็กได้ดี

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

ก่อนจะเดินย้อนเวลาผ่านบันไดขึ้นไปบนบ้านนั้น อาจารย์สมชายชี้ชวนให้เราชมภาพถ่ายของท่านเจ้าคุณเชยที่ตามเสด็จรัชกาลที่ 5 ไปยังที่ต่างๆ รวมถึงในทริปประพาสยุโรป อาจารย์ให้เราสังเกตว่านอกจากเจ้าคุณเชยมักจะยืนถ่ายรูปอยู่ด้านข้างพระองค์ท่าน ซึ่งแสดงถึงความใกล้ชิด สิ่งหนึ่งที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานให้สามัญชนก็คือการยืนถ่ายรูปค้ำพระเศียรพระองค์ท่านได้ตามแบบคนตะวันตก หรือในบางรูปที่พระองค์ท่านประทับนั่ง ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จก็ยืนอยู่ด้านหลังท่านได้เลย ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกใหม่อย่างมากในยุคนั้น

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

ภายในห้องโถงรับแขกเชื่อมไปถึงห้องรับประทานอาหาร มีตู้กระจกที่จัดแสดงเอกสารราชการ ตรายาง และเหรียญตราประดับยศของท่านเจ้าคุณเชย ตั้งแต่สมัยเป็นเจ้าเมืองพิชัยในวัยหนุ่ม ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ ไปจนถึงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (เทียบเท่ารัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน) 

รวมไปถึงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ฉบับพิมพ์ครั้งแรก รวมถึงทำเนียบราชการของกระทรวงมหาดไทย ฉบับ พ.ศ. 2463 เป็นต้น

ห้องรับประทานอาหารในบ้านเป็นห้องโถงใหญ่สำหรับรองรับแขกเหรื่อนับสิบ คุณชวเรศเล่าถึงความพิเศษของโต๊ะไม้สักอายุเท่ากับตัวบ้านตัวนี้ ตรงที่มันมีกลไกด้านหลังปรับให้หน้าโต๊ะสั้นและยาว รองรับจำนวนแขกเหรื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ตามต้องการ

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

เช่นเดียวกับการกั้นห้อง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของช่างโบราณที่ทำร่องที่เสาและคานสำหรับรองรับการถอดและใส่ฝาผนังได้ทั้งแผ่น โถงกลางของบ้านจึงยังแบ่งเป็นห้องเล็กๆ ได้อีก 3 ห้อง โดยที่เจ้าของบ้านแค่นำผนังมาสวมเข้ากับสลัก ไม่ต้องให้ช่างมาตัดไม้ตอกผนังแต่อย่างใด 

บันไดหลักของบ้านอยู่ภายในโถงห้องรับประทานอาหารส่วนนี้ ที่ซึ่งคุณชวเรศจำภาพของเจ้าคุณเชียรได้ดีว่าท่านมักจะเดินลงบันไดนี้ในตอนเย็น นั่งลงบนเก้าอี้หวายในห้องรับแขก และให้คนอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง หรือไม่อย่างนั้นก็ออกไปนั่งตรงชานบ้านที่เชื่อมต่อจากห้องรับประทานอาหาร ซึ่งเผยให้เห็นสนามหญ้า ทิวต้นไม้ใหญ่ และคลองส่งน้ำใต้ต้นจามจุรีบริเวณทิศใต้ของตัวบ้าน 

ผมลองเดินออกมานั่งตรงตำแหน่งที่คุณชวเรศเล่าให้ฟัง พื้นที่สีเขียวแผ่ยาวกว้างไกล แม้แดดยามบ่ายจะค่อนข้างแรง แต่สายลมที่พัดเข้ามาที่บ้านเย็นกว่า สถาปัตยกรรมก็เรื่องหนึ่ง หากความหรูหราที่แท้จริง อาจเป็นการที่บ้านเผยให้เราสัมผัสความสุขสงบเช่นนี้ 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

-4-

และเราก็ตามอาจารย์สมชายเดินขึ้นบันไดลับด้านข้างขึ้นมาข้างบน

ห้องพระคือห้องแรกที่เชื่อมกับชานบันได ห้องเล็กแคบตามฟังก์ชันเดียวของห้อง พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่บนหิ้งด้านในสุด พ้นจากห้องพระคือห้องทำงาน ที่ซึ่งผนังด้านหนึ่งแขวนรูปและจัดแสดงป้ายตราตระกูลกัลยาณมิตร ขณะที่ผนังที่เหลือเจ้าของบ้านนำเอกสารสำคัญทางราชการต่างๆ ใส่กรอบและแขวนไว้ ห้องทำงานถูกแบ่งครึ่งด้วยตู้กระจก โดยมีชั้นวางของที่มีลักษณะคล้ายซุ้มประตู ที่ด้านบนมีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ประดับอยู่ 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

พิมพ์ดีดภาษาไทยรุ่นแรกๆ ที่ผลิตขึ้นในบ้านเราวางคู่กับโทรศัพท์มือหมุน ที่น่ารักคืออุปกรณ์ช่างจำพวกซิ่ว มีด กรรไกร ฯลฯ ที่เจ้าของบ้านนำมาแขวนไว้กับแป้นไม้ติดผนัง กลายเป็นที่เก็บของพ่วงของประดับไปในตัว 

ทั้งนี้ห้องนอนเป็นห้องเดียวในบ้านที่ไม่ได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชม หากผมก็แอบชำเลืองผ่านม่านสีขาวเข้าไป นอกจากเตียงนอนที่ต้องมีอยู่แล้วในห้อง จากมุมนี้ผมมองเห็นกระจกสีโดดเด้งขึ้นมาชัดเจน โดยกระจกสีที่ว่าถือเป็นอีกเครื่องประดับสำคัญของตัวบ้าน เพราะมันอยู่ในช่องบนของประตูและหน้าต่างทุกบาน

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
กระจกสี

เมื่อมองจากภายนอกเข้ามา จะเห็นเป็นเพียงกระจกสีดำเรียบๆ แต่เมื่อเราอยู่ในบ้านและมองออกไป กระจกปรากฏสีสัน-เขียว ฟ้า น้ำเงิน ส้ม ฯลฯ แปลกตายิ่ง 

คุณชวเรศบอกเราว่า กระจกดังกล่าวเป็นวัสดุหายากในสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหัวเมืองต่างจังหวัด และเขายังจำความตื่นตาในวัยเด็กเมื่อมองกระจกเหล่านั้นจากข้างนอก ก่อนเดินเข้ามามองจากข้างในได้ดี

“อีกหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ยุคหลังในบ้านเราคือห้องน้ำในบ้านหลังนี้” อาจารย์สมชายพูดขึ้นระหว่างพาเราเดินผ่านห้องน้ำ เพื่อลงบันไดหลักไปชั้นล่าง 

“เรือนหลังนี้เป็นเรือนหลังแรกๆ ของประเทศที่ใช้ส้วมซึม ซึ่งออกแบบโดยพระยานครพระราม (สวัสดิ์ มหากายี) ก่อนจะมีการรณรงค์ให้ใช้กันทั่วไป ปัจจุบันห้องน้ำชั้นบนยังเป็นแบบนี้อยู่ แต่ห้องน้ำข้างล่างเปลี่ยนเป็นชักโครกแล้ว นี่จึงเป็นส้วมซึมยุคแรกๆ ในประเทศไทย ที่ยังคงมีให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้” 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

พระยานครพระราม (สวัสดิ์ มหากายี) ออกแบบส้วมดังกล่าวใน พ.ศ. 2467 ในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสวรรคโลกและอุตรดิตถ์ โดยออกแบบส้วมในลักษณะเป็นโถแบบนั่งยอง ส่วนล่างของโถทำเป็น ‘คอห่าน’ เมื่อใช้เสร็จต้องเอาน้ำราด เพื่อขับให้สสารลงบ่อ และเหลือน้ำค้างอยู่ที่โถเพื่อช่วยกันแมลงวันไม่ให้บินลงไป ส่วนที่เรียกกันว่า ‘ส้วมซึม’ ก็เพราะเมื่อขับถ่ายเสร็จแล้วเทน้ำราดให้ซึมลงดิน ทำให้ดินตามบ้านเรือนโสโครกได้ (ภายหลังมีการบ่อซึม-บ่อเกรอะรับสิ่งที่ขับถ่าย และกำจัดสิ่งปฏิกูลได้ดีขึ้น)

ในขณะที่ท่านเจ้าคุณเชยผู้เป็นเจ้าของบ้านมีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านระบบบริหารจัดการของประเทศสู่ความทันสมัย ส้วมในบ้านของท่านเจ้าคุณ ก็เป็นอีกหลักฐานของการอภิวัฒน์ระบบสุขาภิบาลในสยามเช่นกัน 

ก่อนกลับบ้าน อาจารย์สมชายชี้ให้เรามองไปยังรถจี๊ปสีเขียว 3 ตอนของเจ้าคุณเชียรที่จอดอยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้าน-จุดเริ่มต้นของอาจารย์ในการค้นพบบ้านหลังนี้ ก่อนจะชี้นำสายตาไปยังลานโล่งไม่ไกลจากกัน เล่าว่าตรงนั้นคือที่จัดงานประชุมเพลิงเจ้าคุณเชยใน พ.ศ. 2485 

“ช่วงนั้นประเทศยังมีสงคราม ข้าวยากหมากแพง เข้าใจว่าเจ้าคุณเชยสั่งเสียกับเจ้าคุณเชียรว่าให้จัดงานศพอย่างเรียบง่ายบริเวณบ้านนี้ ให้จัดเล็กๆ ภายในครอบครัว ก่อนนำเถ้าไปลอยอังคาร

 “ว่าไปแล้วงานศพของท่านสมถะแตกต่างจากบทบาทการทำงานของท่านมาทั้งชีวิตเลยนะ ตั้งแต่การบริหารจัดการการปกครองในภาคเหนือ การมีส่วนในการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความทันสมัยในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 6 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

“ซึ่งตามข้อเท็จจริงในภาคเหนือนี้ นอกจากพระเจ้าแผ่นดิน ศักดิ์ของเจ้าคุณเชยเป็นรองแค่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเท่านั้น แต่งานศพท่านเรียบง่ายแบบสามัญชนคนหนึ่งเท่านั้น” อาจารย์สมชายกล่าว

ว่าไปแล้วชีวิตบั้นปลายของข้าราชการผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งท่านนี้ก็กลับสมถะและแสนลับแลดังชื่อเมืองสุดท้ายที่ท่านใช้ชีวิต อย่างไรก็ดี อาจกล่าวได้ว่าบ้านหลังนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในภาพร่างทั้งหมดของชีวิตบุคคลสำคัญคนหนึ่งของประเทศ… 

แต่นั่นล่ะ แม้คุณไม่ใช่คอประวัติศาสตร์ ลำพังแค่การมาชมบ้านไม้เก่า-เรียบและสวย รวมถึงต้นไม้ใหญ่ที่อยู่รายรอบ-ร่มและรื่น ก็ถือเป็นความคุ้มค่าต่อการดั้นด้นเดินทางมา ไม่ว่าจะตั้งต้นจากที่ไหน 

ขอขอบคุณอาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสุโขทัย-อุตรดิตถ์ และรองปลัดเทศบาลตำบลในเมือง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย และคณะทำงานศึกษาประวัติศาสตร์เมืองลับแล


แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ 

เวลาทำการ : 09.00 – 17.00 น. (กรุณานัดล่วงหน้า) 

โทร : 06 3289 5564

Facebook : แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์

Writer & Photographer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

หากใครมีโอกาสผ่านไปมาบริเวณศาลหลักเมือง จังหวัดขอนแก่น คงคุ้นตาบ้านไม้กึ่งปูนขนาด 4 คูหาหลังนี้ไม่มากก็น้อย หากมองจากด้านหน้า ตึกแห่งนี้ละม้ายคล้ายคลึงกับตึกไม้ทั่วไปที่พบเจอบ่อย ๆ ตามเมืองเก่า แต่หากเขยิบไปอีกนิดและเดินออกไปอีกหน่อย พบผนังสีเหลืองสดน่าสนใจ แม้สีสดใสเหมือนเพิ่งทาไม่นาน แต่ร่องรอยที่ปรากฏก็พอคาดเดาได้ถึงตัวเลขอายุและความเก่าแก่ 

และหากใครมือซน เปิด GPS ดูภาพมุมสูงของสถานที่แห่งนี้แบบเราแล้วล่ะก็ จะพบว่าพื้นที่แห่งนี้ทอดตัวยาวเป็นแนวตั้ง ชวนสงสัยถึงอดีตก่อนกลายมาเป็น ‘Rak An Coffee – 樂安’ ในปัจจุบัน

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

เก๋-กีรติพร จูตะวิริยะ และ โต้ง-ประกิจ จูตะวิริยะ คู่สามีภรรยา เจ้าของบ้านผู้เปลี่ยนบ้านเก่าให้เป็นร้านกาแฟ พิพิธภัณฑ์ และตั้งใจเป็นห้องรับแขกแห่งเมืองขอนแก่น เล่าให้ฟังว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เป็นบ้านเก่าของอากงฝ่ายชาย ซึ่งเป็นชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพมายังประเทศไทย ด้วยการขึ้นเรือที่กรุงเทพฯ จากนั้นเดินทางด้วยรถไฟสายอีสานมาสุดทางที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ตั้งรกรากอยู่บริเวณสถานีรถไฟ ประกอบอาชีพเลี้ยงหมู เป็ด ไก่ และทำการเกษตร หลังจากกิจการรุ่งเรืองเติบโต ครอบครัวชาวจีนแต้จิ๋วครอบครัวนี้ก็โยกย้าย เดินทางกว่า 40 กิโลเมตร มาสร้างบ้าน (พ.ศ. 2498) และเปิดกิจการโรงเลี้ยงหมูใจกลางอำเภอเมือง ห่างจากสถานีรถไฟขอนแก่นเพียง 450 เมตร 

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

บ้านหลังนี้ถูกจัดสรรปันส่วนอย่างชัดเจนตามวัตถุประสงค์ในการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพ สร้างขึ้นด้วยฝีมือช่างไม้ชาวจีนที่อพยพมาในรุ่นราวคราวเดียวกัน จากไม้เนื้อแข็งประจำถิ่นอย่างไม้มะค่าโมง เต็ง รัง และชิงชัน จากบ้านท่าเม่า อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยด้านหน้าเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว และด้านหลังเป็นพื้นที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหมู 

นอกจากนี้ อากงยังเปิดร้านทองและร้านยาอยู่บริเวณไม่ใกล้ไม่ไกล เพื่อให้พี่น้องและครอบครัวได้ไปมาหาสู่กันง่าย ๆ บ้านหลังนี้ญาติชาวจีนจึงใช้อยู่อาศัยอย่างอบอุ่นมากว่า 3 เจเนอเรชัน ก่อนถูกปิดสนิทนานกว่า 10 ปี

รักบ้าน

“จนกระทั่งเราคิดว่า มันถึงเวลาบูรณะแล้วล่ะ” เก๋เกริ่น ก่อนจะเล่าด้วยน้ำเสียงฟังสนุกว่า

“อำเภอเมืองขอนแก่นเป็นเมืองเก่ากึ่งใหม่ ไม่เหมือนอุบลฯ ยโสธร หรือเมืองอื่น ๆ ที่มีบ้านร้อยปี เพราะสมัยก่อนอำเภอบ้านไผ่เจริญกว่าอำเภอเมืองเสียอีก ก่อนจะค่อย ๆ เจริญเติบโตตามเส้นทางรถไฟ ดังนั้น บ้านในขอนแก่นเก่าแก่สุดก็หลัก 70 – 80 ปี เราอยากอนุรักษ์บ้านหลังนี้ไว้ เพราะถ้าไม่เก็บไว้ ลูกหลานก็คงไม่ได้เห็นแล้ว 

“ถ้าสร้างใหม่ขึ้นใหม่ก็คงไม่ได้ไม้แบบนี้ แล้ววิธีสร้างแบบนี้จะหาที่ไหน ซึ่งเราก็ปรึกษาสถาปนิกหลายท่าน เขาจะรื้อบ้านเราอย่างเดียว เพราะซ่อมยาก รื้อเลยง่ายกว่า ค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่า โชคดีที่ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล และ รศ.กุลศรี ตั้งสกุล มีแนวคิดตรงกัน มาช่วยดูโครงสร้างให้ ท่านบอกว่าโครงสร้างไม่ต้องไปแตะเลย แข็งแรงมาก เนื้อไม้ก็ดี ถ้าจะปรับปรุงพัฒนา ต้องทำด้านในให้ตอบโจทย์กับคนรุ่นใหม่ ถ้าอยากอนุรักษ์ ให้อนุรักษ์ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนา ก็เลยออกมาเป็นคอนเซ็ปต์เก่าในใหม่ ใหม่ในเก่า ใช้โครงสร้างเดิม เฟอร์นิเจอร์เดิม”

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

เจ้าบ้านทั้งสองต้องออกเดินทางตามหาช่างไม้ฝีมือเก๋ามาสบทบทีมด้วยตัวเอง ก่อนจะลงมือจริง 

“ยากมาก เดี๋ยวนี้หาช่างยากมาก” เจ้าบ้านย้ำ “เราเจอแต่ช่างปูน ไม่ค่อยเจอช่างไม้ฝีมือดี เพราะทำแบบธรรมดาไม่ได้ ตัวอาคารเป็นไม้เก่า เลยไปตามหาถึงโคราช เพราะโคราชก็เป็นเมืองเก่า มีช่างไม้เยอะ”

รักไม้

เมื่อไอเดียพร้อม สถาปนิกพร้อม ช่างไม้พร้อม โครงสร้างของร้าน Rak An Coffee จึงถูกคงไว้ให้เหมือนเก่าได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน โดยมีการเลาะพื้นบางส่วนออก แผ่นไม้บริเวณผนังบางชิ้นถูกแทนที่ด้วยแผ่นอะคริลิกสีแจ่ม เพื่อเพิ่มความโปร่งให้กับตัวบ้าน แม้รื้อออกไปแต่ไม้ทุกแผ่นยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี บ้างกลายร่างเป็นโต๊ะบาร์ บ้างกลายเป็นถาดเสิร์ฟกาแฟ และบางส่วนก็ถูกปะติดปะต่อใหม่ กลายเป็นรั้วไม้กันตกอยู่บนชั้นสอง 

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

เหตุผลที่เก๋และโต้งตั้งใจเก็บรักษาไว้อย่างดีนั้น นอกจากเรื่องความทนทานของไม้เนื้อแข็ง ที่พิสูจน์ด้วยการตั้งตระง่านถึงครึ่งศตวรรษ ความสวยงามเฉพาะตัวที่ซุกซ่อนอยู่ในเนื้อไม้ทุกแผ่น และเรื่องราววิถีชีวิตของครอบครัวที่ผสมผสานอยู่ในสีของไม้ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาแล้ว ไม้พื้นถิ่นเหล่านี้ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าภาคอีสาน ในยุคปลาย พ.ศ. 2490 และอาจเป็นอีกเสียงที่กระซิบบอกผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาว่า นอกจากอนุรักษ์บ้านเก่าแล้ว ก็อย่าลืมอนุรักษ์ป่าไม้ให้ยังคงอุดมสมบูรณ์เฉกเช่นอดีตด้วยล่ะ 

รักอัน

แล้วทำไมถึงชื่อ ‘รักอัน’ – เราสงสัย

“เป็นชื่อเดิมค่ะ ชื่อห้างทองและร้านยารักอันเภสัช ตัวอักษรจีน 樂 ออกเสียงว่า เลอ แปลว่า สนุกสนาน 安 ออกเสียงว่า อัน แปลว่า ปลอดภัย ออกเสียงแบบแต้จิ๋วว่า ‘หลักอัน’ แต่คนไทยออกเสียงเป็นรักอัน

“รักอันเลยหมายถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและปลอดภัย” เธอคลายความสงสัย

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

บ้านเก่าสไตล์ไทย-จีน ที่เคยปิดเงียบมากว่าสิบปี ในวันนี้แม้ถูกแปรเปลี่ยนสถานะมาเป็นร้านกาแฟแนวอบอุ่นชวนย้อนอดีต แต่งเติมเสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์วินเทจส่วนตัวจากบ้านหลังเก่า ร้านทอง และร้านยาของอากง 

“ทุกอย่างเป็นของเดิมหมดเลย ตั้งแต่กลอนประตูยันหน้าต่าง เวลาลูกค้าผู้สูงอายุมาที่ร้าน เขาจะรู้สึกเหมือนได้หวนคืนไปสู่อดีตวัยหนุ่มสาว เราก็บรรลุเป้าหมายด้วย เพราะชอบเก็บรักษาของเก่า แล้วของที่เอามาตกแต่งร้าน ก็เป็นของที่เราใช้กันจริง ๆ อย่างเก้าอี้หวายโบราณ ทนมาก ๆ บางชิ้นก็เอามาซ่อมแซ่ม เปลี่ยนเบาะ เพราะโครงสร้างยังแข็งแรง เราอยากให้ทุกคนที่มารู้สึกเหมือนกับเรา ของที่เขาเคยใช้กันในอดีต ทุกวันนี้มันก็ยังใช้ได้ดี” เก๋เล่าเรื่องราวข้าวของแต่ละชิ้นให้ฟังอย่างออกรส พร้อมแชร์สกรีนเปิดบรรยากาศร้านประกอบ 

แม้สถานการณ์โรคระบาดยังอยู่ จนทำให้อดไปเยือนและจิบกาแฟหอม ๆ ด้วยตัวเอง แต่สีหน้า แววตา และน้ำเสียงของคนไกล ทำเอาระยะทาง 400 กิโลเมตรของชลบุรี-ขอนแก่น ใกล้แค่เอื้อม กลิ่นหอมของกาแฟและบรรยากาศอบอุ่น เหมือนอยู่เพียงปลายจมูกเท่านั้น

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

“หน้าร้านที่เป็นประตูบานเฟี้ยม วิธีปิด ต้องเดินเข้าไปด้านหลังประตู ทำให้ตอนวางแผนติดกระจก ต้องติดเขยิบเข้าไปด้านใน เราก็ต้องแลก เพราะอยากเก็บไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปได้เห็น” เธอเล่าถึงประตูบานเฟี้ยมอันโตด้านหน้าร้าน ก่อนเปิดภาพที่มาของโลโก้หน้าตาน่ารักสีเหลืองสดใส แม้เห็นครั้งแรกรู้สึกขัดจากบรรยากาศร้านนิดหน่อย 

“เราออกแบบให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของตัวบ้าน บ้านเรามันลึกมาก มี 3 ส่วน ส่วนหน้าเป็นตัวบ้าน ส่วนกลาง และส่วนหลังเป็นห้องน้ำและครัว เวลาถ่ายภาพออกมามันเห็น 3 ส่วนนี้ชัดเจนมาก เลยใช้ภาพโมเดลสมัยใหม่แบบนี้จำลองตัวบ้าน เราต้องการให้คนเห็นแล้วจดจำว่า เป็นของเก่าที่มีชีวิตชีวาขึ้นมา ต้องไม่ใช่ของเก่าที่ทุกคนจะลืมมันไป แต่จะต้องเป็นของเก่าที่ฟื้นคืนชีวืตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เลยเลือกสีเหลือง เพราะเป็นสีเดิมของตัวบ้าน” 

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น
Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

ผนังสีเหลืองสดนอกจากเป็นภาพให้คนที่ผ่านไปผ่านมาจดจำ ยังกลายเป็นมุมถ่ายรูปมุมโปรดของนักท่องเที่ยวด้วย เก๋เล่าว่าเป็นอีกสิ่งที่ทำให้เธอประทับใจ เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านมากว่า 60 สิบปี ผ่านอากาศร้อน หนาว ฝนตกกระหน่ำ มีร่องรอยเปรอะเปื้อนบ้าง แต่สีเหลืองที่ถูกทาด้วยฝีมือช่างสมัยก่อน ยังคงแจ่มใสอย่างไม่น่าเชื่อ

บรรยากาศภายในร้านดูอบอุ่นโดยไม่ต้องพยายาม มั่นใจมากเลยว่าหากเข้าไป ต้องเจอของบางอย่างที่สปาร์คจอยเป็นแน่ ทั้งเก้าอี้ไม้ที่มีทุกบ้าน (ทุกบ้านจริง ๆ แม้นั่งไม่สบายก็ตาม) ถ้วยชามดีไซน์เก่าแต่เก๋า ตู้ยาหลังใหญ่ที่ประดับกำแพงบริเวณบาร์กาแฟ จนถึงโซฟาสีแดงตุ่นคุ้นตาในวัยเด็ก ขนาดของเหล่านั้นไม่ได้ตั้งอยู่ตรงหน้า ยังแอบคิดถึงบ้านญาติในวัยเด็กที่เคยวิ่งเล่นบ่อย ๆ หรืออาจรู้สึกอินเป็นพิเศษเพราะตั่วแปะเราก็เปิดร้านยาอยู่ต่างจังหวัดเหมือนกัน

แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น

เดินผ่านตัวร้านบริเวณที่นั่งและบาร์กาแฟเข้ามาส่วนกลางของบ้าน เจอตัวอักษรไม้เคลือบทองเรียงเป็นชื่อร้าน ดีไซน์เฉพาะตัวพบเห็นได้ตามร้านค้าชุมชนชาวจีนที่เก๋หยิบมาจากร้านรักอันเภสัช พร้อมโซฟาสีแดงสดฉบับร้านทองที่ขนมาจากห้างทองรักอัน บนกำแพงไม้ติดกรอบรูปอธิบายประวัติและที่มาของครอบครัว รวมทั้งวิธีการอนุรักษ์บ้านเก่า 

มีภาพวาดที่ใช้เก็บร่องรอย และรายละเอียดการชำรุดของตัวบ้าน ก็ติด QR Code ไว้ด้านข้างด้วย เผื่อใครสนใจก็สแกนเก็บไว้ศึกษาข้อมูลภายหลังได้ ภายในส่วนกลางของบ้านถูกเชื่อมต่อด้วยทางเดินยาวที่ในสมัยก่อนใช้เป็นทางเดินเท้าของคนในบ้าน แถมยังเป็นทางเดินเท้าของหมู ในการขนย้ายหมูตัวเป็น ๆ ไปขึ้นรถไฟด้วย

แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น

ขึ้นมาบนชั้นสอง พื้นไม้บางส่วนถูกนำออก เพิ่มความโปร่งโล่งให้กับบ้านไม้ที่มีลักษณะมืดทึบ นอกจากนำแผ่นไม้ไปทำไม้บาร์และถาดเสิร์ฟแล้ว ยังนำมาทำรั้วไม้กันตกสำหรับชั้นสอง เก๋เปิดภาพมุมต่าง ๆ ให้เราเชยชมผ่านหน้าจอขนาด 13 นิ้วที่อยู่ตรงหน้า แม้ภาพที่ได้เห็นจะไม่ได้คมชัดเท่ากับไปเห็นด้วยตา แต่ก็เพียงพอให้หัวใจได้เต้นตึกตัก

“ส่วนประกอบต่าง ๆ ในบ้านหลังนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นวิธีคิด มุมมอง ค่านิยม ความเชื่อของคนสมัยก่อนในการสร้างบ้าน พอเรามาดูช่องไฟ การเข้าไม้ ละเอียดมากเลยนะ ช่างไม้เก่งมาก ถ้าเป็นบ้านทั่วไป จะวางไม้ธรรมดา อาจมีการตอกตะปู แต่อันนี้เขาเซาะร่องไม้ทุกแผ่น เอาทุกแผ่นเข้าลิ่ม เข้าล็อกกันหมด ตั้งแต่พื้นไม้ทุกแผ่นในบ้านจนถึงบันได เหมือนเทคนิคในการปูแผ่นลามิเนตสมัยนี้ แต่เป็นเทคนิคตั้งแต่สมัยโบราณ เสาทุกต้นก็มีร่องรอยการติดแผ่นทองตำ เห็นชัดบริเวณชั้น 2 เพราะความเชื่อเรื่องสิริมงคลและเสาทุกต้นช่วยค้ำจุนบ้าน” เธอเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย 

แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น
แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น

ก่อนเสริมต่อถึงภาพแผนที่เมืองขอนแก่นที่ถูกวาดบนผนัง เรียกว่า ฮูปแต้ม ในภาษาอีสาน มาจากคำว่า ฮูป หมายถึง รูป และ แต้ม หมายถึงวาด เป็นเทคนิคการสร้างสรรค์จิตกรรมฝาผนังของอีสาน แบบเดียวกับที่มีอยู่ตามโบสถ์หรือวิหารในวัด จึงมาเพนต์เป็นสัญลักษณ์เมืองขอนแก่น เป็นรูปร่างของบ้านเรือนและลักษณะเมืองขอนแก่น

ถัดมาเป็นผ้าสีแดงผืนใหญ่ เขียนถ้อยคำอักขระสีดำเต็มผืน เก๋บอกว่าเป็นป้ายมงคลจากงานแต่งของป๊าและม้าของโต้ง หากเทียบกับยุคสมัยปัจจุบัน คงเทียบได้กับสมุดเขียนคำอวยพรในงานแต่งหนุ่มสาว ให้แขกมาลงชื่ออวยพร แต่ความพิเศษของป้ายมงคลผืนโตปักลายมังกรผืนนี้ กลับซ่อนเรื่องราวความหลากหลายของชุมชนในยุคนั้นให้เห็นอย่างชัดเจน ผ่านคำอวยพรโดยคนหลากหลายชาติ หลากหลายภาษาที่อยู่รวมกันบนผ้าผืนเดียว 

(อนุ) รักษ์กัน

“บางคนบอกเราว่าเคยเห็นพื้นที่ตรงนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ ดีใจที่ได้เข้ามาดู เขาคงจินตนาการไม่ออกว่าข้างในเป็นยังไง บางทีก็มีคนมานั่งวาดภาพร้านเราหน้าร้านเลย ที่ผ่านมาก็เพิ่งไปเจอรูปร้านเราในงานอีสานครีเอทีฟเฟสติวัล บางคนก็เข้ามาศึกษา เด็ก ๆ จากคณะสถาปัตยกรรม ม.ขอนแก่น ม.เกษตรศาสตร์ ก็มาดูงานด้านการอนุรักษ์ 

“ตัวเรา ครอบครัวเรา ญาติเราก็ดีใจ เขามาก็จะคุยกัน ตรงนี้สมัยก่อนเป็นมุมน้ำชานะ ตรงนี้เป็นที่วางเตาอั้งโล่นะ ครอบครัวเราบอกว่า ดีใจที่บ้านกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง” สาวเจ้าเล่าพร้อมรอยยิ้มมีชีวา

แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น

เมื่อเทียบกับความยากตั้งแต่ขั้นตอนแรกที่ได้เผชิญ จนถึงวันนี้ คิดว่าคุ้มไหมคะ – เราถาม

“ทางด้านจิตใจมันคุ้มค่าแน่นอน ส่วนตัวเราเป็นคนชอบบ้านเก่าอยู่แล้ว เพราะไม้ทุกแผ่น ประตูทุกบาน มันมีความหมายมาก อย่างผนังด้านนอกของบ้าน เขาก็สร้างจากการเรียงไม้ทีละแผ่นจากล่างขึ้นบน เวลาฝนตกน้ำก็จะไหลออก การปิดบานพับด้วยการลั่นกลอนประตู การสร้างช่องลมให้อากาศถ่ายเท ลมพัดเย็นตลอดทั้งปี บางอย่างเราก็ไม่รู้ว่าเขาทำทำไม แต่พอมาดู อ้อ ทุกอย่างมันมีเหตุผลหมดเลย เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นมากๆ ทำให้รู้ว่าคนสมัยก่อนเขาคิดมาดีมาก ละเอียดมาก เวลาที่เขาจะทำอะไร เขาไม่ได้แค่ทำให้เสร็จ แต่มันจะต้องดี และใช้ต่อได้ยาวนานหลายสิบปี 

“เราเห็นสิ่งเหล่านี้ในบ้านของเรา แล้วเราก็อยากให้คนอื่นได้เห็นด้วย ลูกหลานเยาวชนในอนาคตข้างหน้าได้เห็นด้วย ถ้าเราไม่เก็บแล้วใครจะเก็บ มันก็จะหายไปเรื่อย ๆ ต่อให้ของที่สร้างมาใหม่เหมือนขนาดไหนก็ทดแทนไม่ได้ สีของไม้ในบ้านเราแต่ละแผ่นต้องใช้เวลาเกือบ 70 ปีเลยนะกว่าสีจะออกมาเข้มแบบนี้ ร่องรอยต่าง ๆ ก็บอกเล่าประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ไม่อย่างนั้นเราจะไม่รู้เลยว่าสมัยก่อนเขาอยู่กันอย่างไร คิดอะไรอยู่ถึงทำสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา 

“ทุกอย่างมันมีความหมายในตัวหมดเลย” เก๋เน้นย้ำถึงการเก็บรักษาและอนุรักษ์บ้านเก่า

แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น

หากถามถึงคำนิยามรักอัน สำหรับเก๋และโต้ง สถาปัตยกรรมตรงหน้าแม้ผ่านกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังคงเป็นบ้านหลังเดิมที่เต็มไปด้วยความทรงจำและความอบอุ่น บ้างก็บอกว่าเป็นร้านกาแฟหน้าใหม่ใจกลางขอนแก่น และบางคนก็มองว่าเหมือนพิพิธภัณฑ์ 

แต่สำหรับเรา หลังจากบทสนทนาทั้งหมดจบลง รักอันเปรียบเสมือนบ้านหลังเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความผูกพันของคนในครอบครัว ที่เปิดประตูต้อนรับผู้ผ่านไปผ่านมา ให้มานั่งพัก จิบกาแฟหอม ๆ พร้อมขนมรสเยี่ยม มีข้าวของเครื่องใช้และแผ่นไม้นับพัน ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองอยู่บนบ้านไม้ขนาด 4 คูหาหลังนี้

แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น

Rak An Coffee – 樂安

ที่ตั้ง : 28 ซอยดรุณสำราญ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 17.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00 – 18.00 น.

โทรศัพท์ : 09 5661 0199

Facebook : Rak An Coffee – 樂安

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load