ภาพพื้นที่สีเขียวเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่เชื่อมโยงกันทั้งกรุงเทพฯ อาจดูไม่ไกลเกินเอื้อม หลังจากมีโครงการนำร่องสร้างพื้นที่สาธารณะให้กับคนเมือง ณ พื้นที่ว่างข้างหัวลำโพงเกิดขึ้น ลากเส้นต่อมายังพื้นที่ว่างเศษเหลืออื่นๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อขยายโครงข่ายสีเขียวอย่างยั่งยืน 

พื้นที่ที่กำลังจะเป็นหมุดหมายใหม่เพื่อคนทุกวัย เดินทางมาถึง ‘สวนชุมชนโชฎึก’ เขตสัมพันธวงศ์ อีกหนึ่งชุมชนริมคลองผดุงกรุงเกษม พัฒนาที่ว่างจากการเวนคืนเลียบคลอง สู่โครงการแรกซึ่งนำทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และนักออกแบบมาอย่างครบองค์

เป็นที่มาให้คอลัมน์ Public Space ชักชวน ยศ-ยศพล บุญสม และ ซัน-อาศิส เวศร์ภาดา Researcher and Project Developer จาก we!park ตัวแทนแพลตฟอร์มสื่อกลางที่มีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการขับเคลื่อนอย่างมีส่วนร่วม มาพูดคุยกันถึงแนวคิดและความท้าทายของการสร้างพื้นที่สาธารณะริมน้ำ ในย่านชุมชนเก่าแก่ผ่านการร่วมมือของทุกฝ่าย จะกระตุ้นไปสู่การเกิดพื้นที่สาธารณะถาวร ที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระยะยาวได้อย่างไรบ้าง

‘โชฎึก’ ไม่ดึกก็เปลี่ยว เลยต้องเปลี่ยน

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

ในอดีต ชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือนมีความสัมพันธ์กับคลองผดุงกรุงเกษม เหล่าพ่อค้ามักล่องเรือสินค้ามาจอดเทียบท่า แล้วขนของเก็บเข้าโกดังในบริเวณนี้ แต่เมื่อเวลาผันผ่าน ความสัมพันธ์ระหว่างคน คลอง และย่าน เริ่มหายไป เมื่อเปลี่ยนวิถีการสัญจรมาเป็นรถยนต์ จึงเกิดเป็นแนวเขื่อนคอนกรีตแทนที่ ทำให้พื้นที่ตลอดแนวคลองผดุงฯ นี้กลายเป็นเศษเหลือจากการพัฒนาที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ 

“เขตสัมพันธวงศ์มีความหนาแน่นสูง และมีผู้สูงอายุมากเป็นอันดับหนึ่งของกรุงเทพมหานคร แต่กลับเป็นเมืองเก่าที่มีพื้นที่สาธารณะน้อย ดังนั้น เราเลยเล็งเห็นถึงโอกาสเพิ่มพื้นที่สาธารณะเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ คุณภาพชีวิตที่ดี และพื้นที่สีเขียวให้กับย่านที่มีความท้าทายในการหาพื้นที่ว่าง” 

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

ยศพลเล่าถึงศักยภาพที่มองเห็นในพื้นที่ทั้งเชิงกายภาพและผู้ใช้งาน ซึ่งชุมชนโดยรอบเข้าถึงได้ง่าย และเป็นพื้นที่ออกกำลังกายของคนในพื้นที่อยู่แต่เดิม ทำให้มีความพร้อมและความเข้มแข็งในการดูแลพื้นที่ร่วมกัน เป็นจุดมุ่งหมายให้กลุ่มสถาปนิกชุมชนในย่านตลาดน้อยอย่าง ‘ปั้นเมือง’ ริเริ่มโครงการพัฒนาพื้นที่ว่างแห่งนี้สู่พื้นที่สวนชุมชนโชฎึก ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในย่านเมืองเก่า เขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 

การพัฒนาในระยะที่ 1 เป็นการพัฒนาจากกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม ตั้งแต่สะพานโชฎึกจนถึงบริเวณศาลเจ้าชุมชน ออกมาเป็นลานอเนกประสงค์และพื้นที่ออกกำลังกาย

ด้วยผลการตอบรับที่ดีและเริ่มมีคนออกมาใช้งานจริง กลุ่ม we!park ร่วมกับ กลุ่มสถาปนิกปั้นเมือง จึงเล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาพื้นที่ที่เหลือต่อมาในระยะที่ 2 จึงคิดจะพัฒนาต่อขยายตั้งเเต่บริเวณศาลเจ้าชุมชน ไปถึงพื้นที่ด้านหลังตลาดชุมชนจงสวัสดิ์ 

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

ประกอบกับนิตยสาร art4d ซึ่งทำแคมเปญร่วมกับภาคเอกชนอย่าง SCG D’COR ผู้สนับสนุนด้านงบประมาณในการก่อสร้าง เเละกิจกรรมออกแบบเชิงปฏิการ “UNIQUE THE SPACE” เปิดรับสมัครสถาปนิกรุ่นใหม่ที่มีความสนในในการออกแบบ ร่วมกับ 2 โค้ชมืออาชีพจากสตูดิโอออกแบบอย่าง Hypothesis และ VaSLab Architecture มาร่วมเป็นผู้ดูแลกิจกรรม จึงเกิดการประสานงานร่วมมือกัน ด้วยองค์ประกอบทางภาคีทั้งหมด การพัฒนาพื้นที่สวนชุมชนโชฎึกในระยะที่ 2 จึงเริ่มต้นขึ้น 

กระบวนการเริ่มขึ้นตั้งแต่ลงไปพูดคุยกับชุมชน เพื่อเก็บข้อมูลผ่านการสังเกตและสอบถาม รวมทั้งใช้ข้อมูลจากกลุ่มปั้นเมือง ซึ่งเคยลงพื้นที่ในชุมชนนี้มาก่อน เพื่อสรุปประเด็นปัญหา ความต้องการต่อพื้นที่ และตั้งโจทย์ในการออกแบบ

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

โดยโจทย์หลักที่ทีมนักออกแบบได้รับมาจากชาวชุมชนโชฎึก คือต้องการเพิ่มพื้นที่ออกกำลังกายและพื้นที่ให้เด็กๆ มาวิ่งเล่นได้ พื้นที่สวนสาธารณะที่ปลอดภัย ไม่เป็นจุดอับสายตา กระตุ้นให้เกิดทางเดินที่ใช้ได้จริงจากสถานีรถไฟหัวลำโพงถึงท่าเรือสี่พระยา โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อม 

นอกจากจากนั้น อีกหนึ่งโจทย์ที่สำคัญคือ ข้อกำหนดเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งต้องเป็นโครงสร้างกึ่งถาวรที่คงทนแข็งแรง และพร้อมรื้อถอนได้ทุกเมื่อ เนื่องจากบริเวณพื้นที่ว่างตลอดแนวคลองผดุงฯ เป็นพื้นที่แนวเวนคืน เพื่อรอพัฒนาโครงการต่างๆ ต่อไปในอนาคต

เมื่อได้แบบร่าง กระบวนการออกแบบต่อมา คือกระบวนการมีส่วนร่วมกับกับชุมชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่เป็นจำนวน 3 รอบ ก่อนได้ข้อสรุปและงานออกแบบสุดท้าย เพื่อใช้ก่อสร้างจริงทั้งหมด 7 ชิ้นงานด้วยกัน ระหว่างนั้นทาง we!park และกลุ่มปั้นเมือง ก็ประสานงานกับทางภาครัฐ ทั้งสำนักงานเขตกรุงเทพมหานครและสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ตั้งแต่ขออนุญาต ร่วมวางแผน และดูแลพื้นที่ร่วมกันในอนาคต

‘โชฎึก’ คิดลึกก่อนทำ

ผลงานสร้างสรรค์ทั้ง 7 ชิ้น แบ่งตามแนวคิดถึงผู้ใช้งานทั้งหมด 3 กลุ่ม คือ คนทำงานและผู้สูงอายุ เด็ก และสัตว์ในบริเวณชุมชน 

มีตั้งแต่ 01 ‘ก้าวข้าม’ ทางเดินลาดมีลักษณะโค้งเชื่อมโยงกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ของคนต่างวัย โดยระหว่างที่เด็กๆ วิ่งเล่นไป ผู้ใหญ่ก็คอยสอดส่องได้

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

02 ‘สนามเด็กเล่นโชฎึก’ ผลงานที่ติดตั้งถาวรแล้วอยู่ใจกลางสวน ออกแบบมาเพื่อเด็กในชุมชนจำนวนมาก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเมื่อใช้งานเป็นหลัก

03 ‘ที่นั่งริมคลองผดุงกรุงเกษม’ ที่นั่งในพื้นที่ต่างระดับ นอกจากออกแบบเพื่อคนหลายช่วงอายุนั่งได้สะดวก และป้องกันไม่ให้คนไร้บ้านมานอนในพื้นที่ แก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยยามค่ำคืน

04 ‘ทั้งนั่งทั้งกั้น’ ที่นั่ง Multifunction ดัดแปลงจากแนวกระถางต้นไม้ที่ใช้กั้นบริเวณสวนเดิม ให้เป็นที่นั่ง ถังแยกขยะ และโต๊ะสำหรับเล่นโดมิโน ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำในพื้นที่ มากฟังก์ชันทั้งพักผ่อนและเป็นที่ออกกำลังกายในตัว

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

05 ‘หลังคาโปร่งแสง’ โครงสร้างให้ความรู้สึกเหมือนเกล็ดมังกรไล่สี และใช้สีให้เข้ากับย่านชุมชนชาวจีน สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน และเพิ่มร่มเงาเมื่อใช้งานพื้นที่ด้านล่างไปพร้อมกัน

06 ‘รั้วกินได้’ ดัดแปลงโครงเหล็กที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นล้อเหล็กเคลื่อนที่ ไว้ปลูกพืชผักสวนครัว เสริมสร้างกิจกรรมและรายได้ให้กับชุมชน

และ 07 ‘กระรอก ละเล่น’ จากแนวคิดบ้านต้นไม้และสลิงให้กระรอกได้มีบ้าน อาหาร และทางเดิน ทำจากวัสดุหาง่ายในพื้นที่อย่างเชือกและแผ่นยาง (น่ารัก!)

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ ด้าน ทำให้มีชิ้นงานที่ได้ก่อสร้างจริงเพียง 3 ชิ้น คือ ทางเดินวิ่ง กระบะที่นั่ง และสไลเดอร์สนามเด็กเล่นโชฎึก ซึ่งเป็นชิ้นงานหลักที่ได้รับคะแนนโหวตมากสุด 3 ลำดับแรก โดยมีเป้าหมายในการก่อสร้าง คือเพื่อเปิดพื้นที่สวนให้ได้เริ่มใช้งานจริงในช่วงงาน Bangkok Design Week 2021 ระหว่างวันที่ 12 – 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม พวกเขาเชื่อว่าถ้ามีโอกาสได้พัฒนาพื้นที่ต่อไปในอนาคต ชิ้นงานที่เหลือจะได้ออกมาอวดโฉมอย่างแน่นอน

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“ผลงานเหล่านี้อาจไม่ใช่การแก้ปัญหาที่สมบูรณ์ แต่เป็นการกระตุ้นเพื่อสร้างบทสนทนามากกว่าว่า ถ้าชุมชนอยากให้พื้นที่นี้อยู่ต่อได้ในระยะยาวหรือยั่งยืน พวกเขาควรไปในทิศทางไหน และไม่ได้กระตุ้นแค่คนในพื้นที่ แต่ไปถึงคนนอกที่มองเข้ามาด้วย” สถาปนิกนักกิจกรรมอธิบายต่อว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้การออกแบบอยู่ต่อไปได้หรือไม่ คือชุมชนเอง และเขตเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการแก้ปัญหาตั้งแต่แรกเริ่ม 

ทั้งยศพลและอาศิสย้ำว่า ข้อหนึ่งที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ จนได้ผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน เพราะพื้นที่นี้ตอบโจทย์ความต้องการของทุกฝ่าย ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน และพร้อมดูแลรักษาต่อไปอย่างยั่งยืน

ในขณะที่อาศิสเองก็พบความท้าทาย ทั้งเรื่องงบประมาณในการขับเคลื่อนพัฒนาพื้นที่ แต่ด้วยจังหวะอันดีที่โครงการสวนชุมชนโชฎึกได้รับการสนับสนุนจาก SCG D’COR ในส่วนของงบประมาณและวัสดุการก่อสร้างในบางส่วน ทำให้เกิดเป็นโมเดลการจัดหางบประมาณในรูปแบบต่างๆ ทั้งจากทางภาครัฐ เช่น โครงการ Green Bangkok 2030 รวมไปถึงการระดมทุน ซึ่งทาง we!park เองเคยทดลองกับ สวนบริเวณพื้นที่ว่างข้างวัดหัวลำโพงมาแล้ว

ความท้าทายต่อมา คือการสร้างงานออกแบบที่ตอบโจทย์ปัญหาในทุกมิติ ทั้งความต้องการของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับพื้นที่ รวมถึงความท้าทายในการขออนุญาตใช้พื้นที่ ซึ่งต้องสร้างความมั่นใจให้ทางภาครัฐว่า โครงการนี้จะสำเร็จลุล่วง มีความแข็งแรงปลอดภัย โดยไม่ละเมิดกฎข้อบังคับใดๆ ซึ่งเป็นโจทย์หินและใช้เวลานานที่สุด 

ยศพลเสริมว่า “ถ้าเรารู้ข้อควรระวังและขั้นตอนการดำเนินของทางเขตว่าต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง เราจะไม่เกร็งกับความเป็นภาครัฐ รวมถึงหาวิธีลดระยะเวลาให้น้อยกว่านี้ และอาจเห็นผลจากโครงการนี้เร็วขึ้นด้วย” จึงเป็นข้อชวนคิดว่า จะทำอย่างไรให้ความท้าทายที่เกิดขึ้นจากฝากฝั่งรัฐลดน้อยลง และได้รับการสนับสนุนมากขึ้น 

‘โชฎึก’ นึกถึงอนาคต

มาถึงตรงนี้ เราขอถามแทนคนในชุมชนริมน้ำอื่นๆ ที่กำลังอ่านอยู่ ว่าหากอยากพัฒนาพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เช่นโชฎึกบ้าง ต้องทำอย่างไร

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ยศพลตอบว่า การพัฒนาพื้นที่ริมคลองไม่ควรมองเพียงแค่การขีดสีตีเส้นหรือจัดระเบียบ ควรมองหาศักยภาพผ่านการมีส่วนร่วมกับย่านและชุมชน

“เราต้องคำนึงถึงมิติของคลอง ที่อยู่อาศัย และความปลอดภัย ไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้พื้นที่สาธารณะอยู่ได้อย่างยั่งยืนในเชิงกลไกการจัดการบริหารพื้นที่ จะทำให้ดึงเสน่ห์ของพื้นที่ออกมาใช้อย่างที่ควรเป็น มีอีกหลายพื้นที่ที่เป็นไปได้ในอนาคต เช่น พื้นที่ว่างริมคลองลาดพร้าว และคลองแสนแสบ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการทำงานร่วมกันเป็นภาคีกับหลายภาคส่วน

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ยศจึงฝากถึงกลุ่มคนที่อยากทำงานด้านนี้ว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งต้นจนจบ และส่งต่อไปสู่มือของพวกเขาอย่างเต็มรูปแบบ ให้พวกเขาต่อยอดหาวิธีดูแลรักษาพื้นที่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ และรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งกับพื้นที่อย่างแท้จริงนั้นสำคัญมาก

และสิ่งที่เราได้เรียนจากชุมชนเล็กๆ เลียบคลองแห่งนี้ กระตุ้นเตือนว่าพื้นที่สาธารณะไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องเรียกร้องหรือเสียสละ แต่ควรเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ผลลัพธ์จากชุมชนโชฎึกเป็นตัวนำร่องไปยังอีก 6 พื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมีโจทย์ต่างกันไปในแต่ละที่ ทั้งพื้นที่ท่าเรือหัวลำโพง พื้นที่สวนชุมชนโปลิศสภา พื้นที่ร้านอาหารชุมชน พื้นที่อนุบาลต้นไม้ พื้นที่สะพานโชฎึก ไปจนถึงพื้นที่ลานหน้าอาคาร River City Bangkok ในโครงการ Creating New Possibilities for the Cultural District ต่อยอดพื้นที่ว่างให้เป็น Pocket Park ทุกๆ 400 เมตร หรือระยะการเดิน 5 – 10 นาที เพื่อพิสูจน์ว่าจะกระตุ้นการเดินตามแนวเส้นทาง จะทำให้เกิดการเดินสัญจรจากสถานนีรถไฟหัวลำโพง ไปยังท่าเรือสี่พระยา ลดการโดยสารยานพานะ และเพิ่มระยะเวลากับการทำกิจกรรมภายนอกมากขึ้น ที่สำคัญ การพัฒนาพื้นที่ได้ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

หากใครอยากลองลงพื้นที่ไปพิสูจน์ผลงานต้นแบบที่จะเปิดให้ทดลองใช้ทั้ง 7 พื้นที่ (รวมถึงพื้นที่สวนโชฎึก) อาจต้องรอติดตามอีกครั้ง เพราะช่วงสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่เอื้อให้เราไปเยือน

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน
สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

แต่เห็นแนวคิดแบบนี้แล้ว เราเองก็หวังอยากเห็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ในทุกหย่อมย่าน ออกมาโชว์ให้ได้เห็นอย่างเช่นที่โชฎึกบ้างแล้วล่ะ

ภาพ : Chatchakwan Fagon จาก art4d และ we!park

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

30 กันยายน 2560
16 K

ในฐานะผู้ทำงานแถวทองหล่อหลายปี ฉันมองว่าบุคลิกโดดเด่นของย่านนี้คือ การเป็นย่านอุดมร้านเก๋และเป็นที่ซึ่ง night life งอกงาม แต่นอกจากบุคลิกที่เป็นภาพจำ ทองหล่อยังเป็น ‘บ้าน’ ของทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่กันตามคอนโดสูง การอยู่ ‘บ้าน’ หลังนี้หมายถึงคุณได้อยู่กลางเมือง ใกล้รถไฟฟ้า มีคาเฟ่เก๋ให้นั่งหย่อนใจ มีห้างให้เดินเล่น เป็นวิถีน่าอิจฉาสำหรับใครหลายคน

แต่รู้ไหมว่ามีอะไรที่บ้านหลังนี้ยังขาดแคลน?

คำตอบคือ สวนสาธารณะและพื้นที่สร้างสรรค์ที่ทุกคนมาใช้งานร่วมกันได้

ที่จริงแล้ว ทองหล่อเคยมี Root Garden หรือพื้นที่ว่างตรงซอยทองหล่อ 3 ซึ่ง ‘โครงการพลิกฟื้นผืนดินไทยใจกลางเมือง’ หยิบมาแปลงร่างเป็นสวนและพื้นที่สร้างสรรค์กลางกรุงเทพฯ หากเมื่อหมดสัญญา Root Garden ก็ปิดตัวลงท่ามกลางความเสียดายของหลายคน

แต่ 1 ปีผ่านไป ฉันก็ได้ยินข่าวดีว่าพื้นที่ว่างตรง Root Garden เดิมจะฟื้นคืนชีพ

‘สวนครูองุ่น’ คือชื่อของสวนสาธารณะและพื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่นี้

ฉันเข้าไปนั่งพูดคุย ชุตินาถ กาญจนกุล ผู้จัดการโครงการสวนครูองุ่นในพื้นที่สวนซึ่งมีขนาด 250 ตารางวา อาจฟังดูไม่ใหญ่โต แต่สำหรับทองหล่อซึ่งค่าที่แพงระยับ แน่นอนว่ามันมีราคาสูงลิบ

อย่างไรก็ตาม ชุตินาถบอกว่าที่ดินผืนนี้คือสิ่งที่ ครูองุ่น มาลิก ผู้ทำงานเพื่อสังคมมากมายมอบไว้เป็นพื้นที่สีเขียวของสาธารณะ เมื่อมูลนิธิกระจกเงาเข้ามาขอดูแลที่ผืนนี้ พวกเขาจึงตั้งใจทำให้ที่นี่เขียวชอุ่มอย่างที่ครูตั้งใจ และเน้นให้เป็นพื้นที่สำหรับเด็กๆ เพราะกระจกเงาทำกิจกรรมด้านนี้อยู่แล้ว ( ‘เด็ก’ ของชาวกระจกเงาไม่ใช่แค่เด็กในคอนโดหรือบ้านเดี่ยว แต่ยังหมายถึงเด็กจากชุมชนแออัดท้ายซอย จนถึงลูกๆ ของแรงงานก่อสร้างในเหล่าโครงการอสังหาฯ ย่านทองหล่อด้วย)

สวนครูองุ่นจึงมีพื้นที่หลักเป็น ‘สวนหน้าบ้านของชาวทองหล่อ’ หรือสวนสาธารณะที่ผู้ใหญ่ได้มาพักผ่อน ขณะที่เด็กๆ ก็ได้มาเรียนรู้ธรรมชาติและเล่นเครื่องเล่นที่ออกแบบเพื่อเด็กอย่างแท้จริง

แต่มากกว่านั้น สวนแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เต็มความหมาย เพราะประกอบด้วยพื้นที่อีกหลายส่วน ตั้งแต่  ‘ห้องเรียนมนุษย์’ ที่เน้นการศึกษาแบบนอกระบบ โดยจับคู่ผู้สอนและผู้เรียนตามความสนใจ ‘ร้านแบ่งปัน’ ที่ตั้งขึ้นเพื่อระดมทุน ลานจัดกิจกรรมเพื่อสังคม จนถึงพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่เล่าเรื่องราวของครูองุ่น และภายใน 5 ปี ชาวกระจกเงาตั้งใจจะสร้างโรงละครขนาด 100 ที่นั่ง เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับละครหุ่นมือสำหรับเด็กที่ครูองุ่นริเริ่มขึ้น และยังคงมีลูกศิษย์สานต่อมาถึงปัจจุบัน

ความพิเศษของสวนยังไม่หมดเท่านี้ ชุตินาถบอกฉันว่า ในวันที่การก่อสร้างไหนๆ ก็ใช้เครื่องจักร สวนครูองุ่นกลับเป็นรูปเป็นร่างขึ้นด้วยแรงคน ที่สำคัญ คนที่ว่านั้นคือจิตอาสา หรือผู้ที่มาช่วยโดยไม่ได้ค่าตอบแทนสักบาท

ตั้งแต่วันแรกที่สร้างสวน ทางมูลนิธิและเครือข่ายช่วยกันระดมแรงจิตอาสา ผลคือมีกระแสตอบรับดีเยี่ยม ด้านแรงงานนั้นมีตั้งแต่เด็กตัวจิ๋ว ผู้ใหญ่ทั่วไป จนถึงนักโทษชั้นดีจากกรมราชทัณฑ์ (ในวันที่ฉันไปนั่งคุย ยังมีคนเดินเข้ามาขอขุดดินอยู่พักใหญ่ก่อนจะกลับออกไป) ส่วนด้านการบริจาค ก็มีตั้งแต่การบริจาคสิ่งของอย่างไม้ต่อเครื่องเล่น จนถึงบริจาคทักษะและแนวคิด อย่างการเข้ามาช่วยออกแบบสวน และช่วยสอนวิธีชงกาแฟสำหรับชงขายในร้านแบ่งปัน

ทุกคนมาร่วมสร้างสวนแห่งนี้ ทั้งที่รู้ว่าจะมามือเปล่า กลับมือเปล่า

เพราะสิ่งที่พวกเขาได้ไม่ใช่เงินในมือ แต่เป็นบางอย่างที่งอกงามในใจ

“แรงงานอาสาไม่ใช่ได้มาง่ายๆ นะ อยู่ดีๆ เขาจะมาทำให้ตัวเองเหนื่อยทำไม แต่พอเขามา แล้วเราปฐมนิเทศว่าที่นี่คืออะไร เราทำไปเพื่ออะไร และคุณจะได้อะไรกลับไป ซึ่งอย่างน้อยก็จะได้ความรู้สึกที่มีคุณค่า ทุกคนเข้าใจเหมือนกันหมด เอาอัตตาทิ้งไว้แล้วเข้ามาทำงานด้วยใจ มีนักโทษชายชั้นดีคนหนึ่งบอกด้วยว่า ถ้าพ้นโทษ ผมขอมาที่นี่ได้มั้ย คือครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ซึ่งการเป็นส่วนหนึ่งของอะไรสักอย่างที่เราคิดว่าดีจะสร้างคุณค่าในจิตใจเรา” ชุตินาถบอกฉัน ก่อนอธิบายต่อว่า ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นด้วยแรงอาสา แต่มูลนิธิกระจกเงายังตั้งใจให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องงานอาสา รวมถึงรับบริจาคสิ่งของ ซึ่งเป็นอีกงานที่ทางมูลนิธิทำอยู่แล้วด้วย

สวนครูองุ่นมีกำหนดเปิดตัวในวันที่ 1 ตุลาคม 2560 และคงกลายเป็นพื้นที่อันเป็นที่รักของชาวทองหล่อและเพื่อนบ้านได้ไม่ยาก หากชุตินาถกล่าวว่า ความหวังของมูลนิธิกระจกเงาคือ อยากให้ผู้คนไม่ใช่แค่แวะเวียนมาใช้พื้นที่ แต่เห็นคุณค่าและหยิบเอาไอเดียนี้ไปต่อยอดกับพื้นที่ตัวเองในทุกส่วนของเมือง

“พื้นที่สร้างสรรค์คือการใช้พื้นที่ว่างให้เป็นประโยชน์โดยไม่มีกรอบ ถ้าถามว่ากรุงเทพฯ ขาดสิ่งนี้อยู่มั้ย เราคิดว่าไม่เชิงขาดเสียทีเดียว แต่มันก็มีพื้นที่ซึ่งไม่ได้ถูกจัดสรรให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์จริงๆ อยู่ เช่น สวนสาธารณะก็มีไว้เพื่อออกกำลังกายและนั่งเล่น แต่ไม่ได้เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ที่ครบวงจรและเป็นไปตามธรรมชาติ การจัดกิจกรรมก็จัดเแล้วจบไป ไม่เกิดความต่อเนื่องและยาวนาน

“เราอยากให้สวนครููองุ่นเป็นต้นแบบหนึ่งซึ่งที่อื่นมาหยิบไปทำเป็นของตัวเองได้ เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนมีพื้นที่และเสียดายพื้นที่รกร้าง แทนที่จะสร้างคอนโดซึ่งมีเยอะแล้ว (หัวเราะ) เราคิดว่าพื้นที่สร้างสรรค์จะนำไปสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลง อาจเป็นระดับเล็ก แต่อนาคตอาจกลายเป็นระดับใหญ่ที่ทำให้เปลี่ยนแปลงประเทศไปเลยก็ได้”

ฉันเคยได้เรียนวิชาเกี่ยวกับเมือง บทเรียนหนึ่งสอนไว้ว่า เรามักมองว่าเมืองคือตัวสร้างปัญหา แต่ที่จริงเมืองคือเครื่องมือซึ่งใช้ไม่ดีย่อมส่งผลเสีย แต่ถ้าใช้ให้ดี ก็แน่นอนว่าย่อมก่อเกิดผลงดงาม

สวนครูองุ่นคือผลการเลือกของครูและชาวกระจกเงา ส่วนพื้นที่ว่างอื่นๆ ในเมืองของเรา ก็อยู่ที่คุณและฉันแล้วว่าจะเลือกใช้มันแบบไหน

Facebook : สวนครูองุ่น 

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load