The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

ชาวจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยมาช้านานแล้ว ทั้งชาวจีนที่เป็นมุสลิมและที่มิใช่มุสลิม ชาวจีนกลุ่มที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศไทย คือลูกหลานของแรงงานจีนที่อพยพเข้ามาในเอเชียอาคเนย์ระหว่าง พ.ศ. 2423 – 2433 ส่วนกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลามนั้นตั้งถิ่นฐานอยู่ในภาคเหนือ ประกอบด้วยกลุ่มพ่อค้าจากมณฑลยูนนานที่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวจีนมุสลิมที่หลบหนีการสังหารหมู่มุสลิมในประเทศจีนเมื่อ พ.ศ. 2416 และกลุ่มทหารจีนคณะชาติที่หลบหนีกองทัพของคณะปฏิวัติเข้ามาในบริเวณชายแดนไทย-พม่าเมื่อราว พ.ศ. 2492

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ชาวจีนมุสลิมกลุ่มแรกที่อพยพโดยการเดินเท้าจากยูนนานสู่เชียงใหม่
ภาพ : สุเทพ สุนทรเภสัช

เมื่อสืบประวัติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนและชาวมุสลิม แดนมังกรเป็นดินแดนที่เจริญมาช้านานและเป็นหนึ่งในอู่อารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกตะวันออก ความเรืองรองของจีนส่งผลให้แว่นแคว้นน้อยใหญ่ต่างเข้ามาเจริญสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับจักรพรรดิจีน มุสลิมติดต่อกับชาวจีนมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 จากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายก็เพิ่มขึ้น เมื่อชาวมองโกลเข้ามาครอบครองเอเชียกลางใน พ.ศ. 1822 

ศิลปวัฒนธรรมจีนจึงหลั่งไหลเข้ามายังโลกมุสลิม เครื่องลายครามของจีนกลายเป็นของสะสมราคาแพงที่บรรดาสุลต่านต่างหามาไว้ในครอบครองเพื่อแสดงฐานะและรสนิยม ลวดลายบนเครื่องถ้วยและในจิตรกรรมจีนก็โลดแล่นอยู่ในงานประณีตศิลป์ของมุสลิมมาหลายศตวรรษ

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
กระเบื้องจากอิหร่าน คริสต์ศตวรรษที่ 13 รูปพญานกในปกรณัมเปอร์เซีย มีลักษณะเช่นเดียวกับภาพหงส์ (ฟ่งหวง) ในศิลปะจีน
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

จากการสืบค้นประวัติของมัสยิดในประเทศไทยหลายแห่ง พบว่ามัสยิดจำนวนไม่น้อยที่สร้างโดยช่างชาวจีน ชนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง จึงไม่แคล้วที่จะฝากรอยทางแห่งสุนทรียะและความเชื่อของตนลงในมัสยิดที่ตนสร้าง ในอีกทางหนึ่ง มุสลิมในประเทศไทยเองก็คงรับเอาลวดลายของศิลปะจีนที่พบตามอาคารต่างๆ ในประเทศไทยมาใช้ตกแต่งมัสยิดเช่นกัน โดยเลือกใช้ลายมงคลที่มีรูปทรงและความหมายที่ไม่ขัดกับหลักการของศาสนาอิสลาม ลายที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีนที่พบมากในมัสยิดในประเทศไทย ได้แก่ ลายสวัสดิกะ ลายดอกบัว ลายรูปแจกันดอกไม้ และลายอายุวัฒนะ 

ลายสวัสดิกะ ตามคติของศาสนาพุทธนิกายมหายานนั้น สวัสดิกะเป็นสัญลักษณ์ของนิรันดรกาล ชาวจีนรับลายนี้มาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง ลายสวัสดิกะพบตกแต่งอยู่ตามเหนือช่องหน้าต่างและประตูทางเข้าสู่โถงละหมาดของมัสยิดไม้เก่าแก่ในภาคใต้ ตัวลายถูกจัดวางอย่างต่อเนื่องกัน จนดูคล้ายกับว่าจะหาจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดไม่ได้ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าลายสวัสดิกะภายในมัสยิดเหล่านี้มีความหมายว่าอย่างไร อาจจะหมายถึงพลานุภาพของพระเจ้าที่แผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขตก็เป็นได้ และลักษณะของลายสวัสดิกะก็ดูสอดคล้องกับลายเรขาคณิตของศิลปะอิสลาม จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ช่างนำลายดังกล่าวมาตกแต่งมัสยิด

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ลายสวัสดิกะบนประตูทางเข้าโถงละหมาดของมัสยิดตะโละมาเนาะ จังหวัดนราธิวาส 
และลายสวัสดิกะเหนือช่องประตูของมัสยิดอัตตะอาวุน จังหวัดปัตตานี หลังเดิม

ลายดอกบัว ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์และเป็นหนึ่งในลายมงคล 8 ประการในความเชื่อของชาวจีน บัวที่พ้นผิวน้ำยังเปรียบเสมือนปัญญาของผู้ที่มีสัมมาทิฎฐิ บรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างลายดอกบัวในมัสยิด เช่น ลายดอกบัวบนพนักพิงของมิมบัร (ธรรมาสน์) ของมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ 

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ลายดอกบัวบนพนักพิงของมิมบัรของมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ
ภาพ : สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
เทียบกับรูปดอกบัวแบบศิลปะจีนจากจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดปรินายกวรวิหาร กรุงเทพฯ
ภาพ : ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ลายรูปแจกันดอกไม้ เป็นรูปแจกันทรงผอมสูง มีดอกไม้ปักอยู่ด้านใน โดยรวมดูคล้ายลายเครื่องตั้งของไทยที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน ลายเครื่องตั้งเป็นภาพสิ่งของที่ตั้งบนโต๊ะสำหรับการบูชา เช่น แจกัน เชิงเทียน กระถางธูป พานดอกไม้ และสิ่งของที่สื่อถึงความเป็นสิริมงคล นิยมใช้เขียนประดับฝาผนังหรือบานหน้าต่างในวัดหรือพระราชวังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 นายช่างที่สร้างมัสยิดคงได้เห็นลายเครื่องตั้งในวัดวาอารามต่างๆ จึงนำมาดัดแปลงเป็นลายประดับในมัสยิด เช่น ลายรูปแจกันดอกไม้ที่เรียงรายอยู่ตลอดผิวด้านข้างมิมบัรของมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ 

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
รูปแจกันดอกไม้ที่ด้านข้างของมิมบัรของมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ
เทียบกับรูปแจกันในภาพเครื่องตั้งบนพื้นที่ระหว่างช่องหน้าต่างภายในวัดภคินีนาถวรวิหาร กรุงเทพฯ
ภาพ : ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ลายอายุวัฒนะ ลายอายุวัฒนะคือตัวอักษร ‘ซิ่ว’ ในสำเนียงแต้จิ๋ว หรือ ‘โซ่ว’ ในสำเนียงจีนกลาง เป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าแห่งความอายุยืน ลายอายุวัฒนะนี้พบเป็นส่วนประกอบของรูปแจกันที่ประดับด้านข้างของมิมบัรของมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ และตามช่องประตู หน้าต่าง และราวระเบียงของอาคารละหมาดสำหรับสตรีของมัสยิดอัรเราะฮ์มะฮ์ (ท่าตอน) จังหวัดเชียงใหม่ 

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ลายอายุวัฒนะที่ด้านข้างของของมิมบัรของมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ลายอายุวัฒนะตามส่วนต่างๆ ของอาคารละหมาดสำหรับสตรีของมัสยิดอัรเราะฮ์มะฮ์
(ท่าตอน) จังหวัดเชียงใหม่

ลวดลายที่กล่าวมานี้เป็นเพียงกลิ่นอายอันบางเบาเท่านั้น ศิลปะจากแดนมังกรในศาสนสถานของมุสลิมในประเทศไทยฉบับเต็มนั้นพบในมัสยิดของมุสลิมเชื้อสายจีนในภาคเหนือ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมและลวดลายแบบจีนของมัสยิดเหล่านี้ มิได้ถูกรังสรรค์ขึ้นเพียงเพื่อเสริมความงามให้แก่ตัวอาคารเท่านั้น แต่ยังเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของชาวจีนมุสลิมในภาคเหนืออีกด้วย เพราะมัสยิดเหล่านี้สร้างขึ้นจากแนวคิดของชาวจีนมุสลิมที่มีทั้งความเป็น ‘ชาวจีน’ และความเป็น ‘มุสลิม’ ในขณะเดียวกัน มัสยิดของชาวจีนมุสลิมในภาคเหนือของประเทศไทย จึงเป็นผลผลิตของการประสานกันระหว่างวัฒนธรรมอิสลามและวัฒนธรรมจีนที่มีรูปแบบเฉพาะตนที่น่าสนใจ

ความเป็น ‘จีนมุสลิม’ ที่ปรากฏในมัสยิดในภาคเหนือนั้นเริ่มตั้งแต่คำที่ใช้เรียกมัสยิด ชาวจีนมุสลิมเรียกมัสยิดว่า ‘ชิงเจินซื่อ’ หมายถึงสถานที่อันบริสุทธิ์และแท้จริง เป็นคำที่ใช้เรียกวัดในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ.1161 – 1450) แต่ชาวจีนมุสลิมนำคำนี้มาใช้กำหนดเรียกศาสนสถานของตน คำว่า ‘ชิงเจินซื่อ’ พบได้ตามป้ายชื่อของมัสยิดเก่าแก่ในภาคเหนือ

ส่วนลักษณะของตัวอาคาร ชาวจีนมุสลิมนำสถาปัตยกรรมจีนประเพณีและมัสยิดตามเมืองใหญ่ในประเทศจีนมาเป็นต้นแบบ เช่น มัสยิดดารุ้ลอามาน จังหวัดเชียงราย ที่หลังคาปลายโค้ง และมีมินาเรต (หออะซาน) ที่ลดทอนรูปทรงมาจากเจดีย์จีน อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ อาคารละหมาดสำหรับสุภาพสตรีที่มัสยิดอัรเราะฮ์มะฮ์ (ท่าตอน) จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากมัสยิดในปักกิ่งและกวางโจว เป็นอาคาร 2 ชั้นคลุมด้วยหลังคาปลายโค้ง ส่วนปลายของหลังคาปรากฏลายคลื่นน้ำที่ใช้เป็นเครื่องรางป้องกันอัคคีภัย ตามประตูและหน้าต่างตกแต่งด้วยลายอายุวัฒนะ ร่องรอยของศิลปะจีนยังเห็นได้จากการตกแต่งมัสยิดด้วยอักษรอาหรับวิจิตรสไตล์จีนที่เรียกว่า ซื่อหนี (Sini) อีกด้วย

จะเห็นได้ว่าศิลปะจีนในศาสนสถานของมุสลิมในประเทศไทย แสดงถึงความยืนหยุ่นของศาสนาอิสลามและความสามารถของมุสลิมในการปรับตัวให้เข้ากับครรลองของสังคมไทย มุสลิมในประเทศไทยเปิดรับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ไม่ขัดกับหลักการของศาสนามาปรับใช้กับงานศิลปะของตน ก่อให้เกิด ‘มังกรในจันทร์เสี้ยว’ หรือศิลปะอิสลามในประเทศไทยรูปแบบใหม่ที่มีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
คำว่า ชิงเจินซื่อ เหนือประตูทางเข้าของมัสยิดเฮดายาตุ้ลอิสลาม (บ้านฮ่อ) จังหวัดเชียงใหม่
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
มัสยิดดารุ้ลอามาน จังหวัดเชียงราย
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
อาคารละหมาดสำหรับสุภาพสตรีที่มัสยิดอัรเราะฮ์มะฮ์ (ท่าตอน) จังหวัดเชียงใหม่ เทียบกับมัสยิดแห่งหนึ่งในกวางโจว 
(ภาพ : ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา)
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ลายคลื่นน้ำที่ปลายหลังคาของอาคารละหมาดสำหรับสุภาพสตรีที่มัสยิดอัรเราะฮ์มะฮ์
(ท่าตอน) จังหวัดเชียงใหม่ 
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
อักษรซื่อหนีภายในซุ้มชุมทิศของเฮดายาตุ้ลอิสลาม (บ้านฮ่อ)
และภายในซุ้มชุมทิศของมัสยิดอัตตักวา จังหวัดเชียงใหม่

ข้อมูลอ้างอิง

  • วสมน สาณะเสน, “การแสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวไทยมุสลิมผ่านทางสถาปัตยกรรมมัสยิด,” วารสารศิลป์ พีระศรี ฉบับที่ 2 ปีที่ 6 (มีนาคม 2562), น. 196-222.
  • วิไลรัตน์ ยังรอต, “ภาพ”เครื่องตั้ง”จิตรกรรมพุทธบูชาในสมัยรัชกาลที่ 3,” เมืองโบราณ ฉบับที่ 3 ปีที่ 22 (กรกฎาคม-กันยายน 2539), น. 81-88.
  • สุชาติ เศรษฐมาลินี (บรรณาธิการ), มุสลิมในภาคเหนือของประเทศไทย ประวัติความเป็นมาและวิถีวัฒนธรรม (เชียงใหม่: ครองช่าง), 2554.
  • สัมภาษณ์คุณชุมพล ศรีสมบัติ (นักข่าวพลเมือง) และคุณรัฐเขตต์ มาลัยศิลป์ (ผู้ออกแบบอาคารละหมาดสำหรับสตรี มัสยิดอัรเราะฮ์มะฮ์ (ท่าตอน) จังหวัดเชียงใหม่) 
  • Madonna Gauding, The Signs and Symbols Bible: The definitive guide to the world of symbols (London: Octopus), 2009. 
  • Yang Guiping, Islamic Art in China (n.p.: China Intercontinental Press), 2013.

Writer & Photographer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

คอสโรวกับชิรีน (Khosrow and Shirin) เป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกของอิหร่าน ประพันธ์โดย นีซามี (Nizami) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1141 – 1209 ความรักที่มีอุปสรรค คำสัญญา การรอคอย การถูกหักหลัง และถูกกลั่นแกล้ง มีฉากให้ผู้อ่านลุ้นเป็นระยะ แล้วจบลงด้วยโศกนาฏกรรมดังที่ปรากฏในตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนนั้น จับหัวใจผู้อ่านจนวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเล่าขานไปทั่วอิหร่าน ตุรกี และอินเดีย และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่โรมิโอกับจูเลียตของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งแต่งขึ้นหลังจากวรรณกรรมเปอร์เซียเรื่องนี้ถึงเกือบ 400 ปี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเปอร์เซีย มีกษัตริย์ผู้หนึ่งพระนามว่าพระเจ้าฮอร์มุซ พระองค์มีโอรสองค์หนึ่งนามว่าคอสโรว เจ้าชายคอสโรวทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งด้านบุ๋นและบู๊ เสียแต่ชอบดื่มสุราจนขาดสติ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ จนพระราชบิดาขู่ว่าถ้ายังไม่เลิกประพฤติตัวเหลวไหล จะยกบัลลังก์ให้ผู้อื่น

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรท่ามกลางข้าราชบริพาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

คืนหนึ่งคอสโรวฝันถึงพระอัยกาคือพระเจ้าอนุชิรวาน พะองค์ตรัสแก่คอสโรวว่าคอสโรวจะได้ครอบครองของล้ำค่า 4 อย่าง ได้แก่ อาณาจักรเปอร์เซีย ม้าเร็วชื่อชับดิส นักดนตรีฝีมือดีชื่อบัรบัด และสาวงามนามว่าชิรีน รุ่งขึ้นองค์ชายเล่าความฝันให้ชาปูร์ (Shapur) สหายคนสนิทฟัง 

ชาปูร์เป็นจิตรกรและนักผจญภัย เขาเคยเดินทางไปอาร์เมเนียและรู้เรื่องราวของที่นั่นดี ชาปูร์กล่าวว่าชิรีนคือเจ้าหญิงรัชทายาทของราชินีแห่งอาร์เมเนีย ทรงงดงามเหมือนกุหลาบป่า ริมผีปากอวบอิ่ม วาจาอ่อนหวานสมกับพระนาม (ชิรีน ในภาษาฟาร์ซีแปลว่าหวาน) ทั้งยังเชี่ยวชาญการยิงธนูไม่แพ้บุรุษ เป็นสตรีที่งดงามและน่ายำเกรงเหมือนสิงห์สาว

เพราะชาปูร์บรรยายเก่ง หรือเพราะคอสโรวใจง่ายก็ไม่ทราบ เพราะเพียงได้ฟังเท่านี้ พระเอกของเราก็ตกหลุมรักชิรีนทันที ใคร่จะได้นางมาเป็นชายา ชาปูร์จึงอาสาเดินทางไปอาร์เมเนียเพื่อสู่ขอเจ้าหญิง แต่เพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงก็ต้องมีเทคนิคกันหน่อย เมื่อชาปูร์ไปถึงอาร์เมเนียจึงวาดภาพเหมือนของคอสโรว แล้วแอบนำไปแขวนที่กิ่งไม้ในสวนของพระราชวัง เมื่อเจ้าหญิงชิรีนออกมาชมดอกไม้แล้วเห็นภาพวาดขององค์ชายเข้า ศรรักก็ปักอกทันที (ชวนให้นึกถึงจรกาในเรื่อง อิเหนา ที่เห็นภาพวาดของนางบุษบาแล้วเกิดความดันขึ้น เอ๊ย! เกิดแรงพิศวาสขึ้นเฉียบพลันจนเป็นลม) 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนชมภาพวาดของคอสโรว 
ภาพ : The Stage Hermitage Museum

เมื่อทราบว่าชายในภาพคือเจ้าชายคอสโรวแห่งเปอร์เซีย ชิรีนจึงปลอมตัวเป็นชายแล้วควบม้าคู่ใจ ‘ชับดิส’ (ม้าตัวนี้ก็คือ 1 ใน 4 ของดีที่คอสโรวจะได้ครอบครอง) ออกจากวังไปตามหาคนรัก มั่นแท้! สมัยก่อนจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ออกจากบ้านไปตามหาเนื้อคู่ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรพบชิรีนระหว่างทางขณะที่ชิรินกำลังอาบน้ำในลำธาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

บังเอิญว่าขณะนั้นคอสโรวมีเรื่องหมางใจกับพระราชบิดา จึงออกมาใช้ชีวิตนอกวังและมุ่งหน้าไปยังอาร์เมเนียเพื่อตามหานางในฝัน จึงสวนทางกับชิรีนที่กำลังเดินทางมายังเปอร์เซีย และก็เหมือนสวรรค์แกล้ง (หรือกล่าวคือผู้เขียนแกล้งผู้อ่าน) ที่ลิขิตให้เมื่อคอสโรวควบม้ามาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง ก็พบชิรีนกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธารท่ามกลางแสงจันทร์ ทั้งสองสบตากันชั่วระยะหนึ่ง โดยที่ต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือคนที่ตัวเองกำลังตามหา เพราะความมืดในยามราตรีบดบังใบหน้า แถมชิรีนก็ปลอมตัวเป็นชาย คอสโรวก็คงไม่สนไม้ป่าเดียวกันจึงควบม้าจากไปอย่างน่าเสียดาย ฉากนี้เป็นตอนที่กินใจที่สุดของเรื่อง และเป็นฉากที่จิตรกรอิหร่านนำไปวาดมากที่สุด

เมื่อชิรีนมาถึงเมืองมะดาอิน เมืองหลวงของเปอร์เซีย ก็พบว่าคอสโรวไม่ได้อยู่ที่วัง ขณะที่คอสโรวเมื่อไปถึงอาร์เมเนีย ก็พบว่าชิรีนออกไปตามหาตนเองถึงมะดาอิน คอสโรวจึงพักอยู่ที่อาร์เมเนียแล้วส่งชาปูร์ไปรับชิรีนกลับมา แต่ชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง เพราะก่อนที่ชิรีนจะมาถึงอาร์เมเนียได้ไม่นาน คอสโรวก็ต้องกลับเปอร์เซียด่วนเพราะพระเจ้าฮอร์มุซสวรรคต พระเอกกับนางเอกของเราจึงคลาดกันอีกครั้ง

คอสโรวขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียได้ไม่นาน ก็ถูกขุนพลที่หวังชิงบัลลังก์ใส่ร้ายว่าพระองค์เป็นผู้ปลงพระชนม์พระราชบิดา ไม่เหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์ เหล่าทหารจึงบุกเข้ายึดอำนาจ คอสโรวลี้ภัยไปยังอาร์เมเนียและได้พบกับชิรีนในที่สุด วินาทีแรกที่ทั้งสองพบกันหลังจากที่คลาดกันมานานแสนนาน เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ซึ่งนีซามีเขียนเล่าเอาไว้อย่างหวานซึ้ง

คอสโรวขอชิรีนแต่งงานทันที แต่ชิรีนขอให้คอสโรวนำบัลลังก์แห่งเปอร์เซียกลับคืนมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน คอสโรวจึงเดินทางไปคอนสแตนติโนเปิล เพื่อขอพึ่งกำลังพลของจักรพรรดิไบแซนไทน์ และจำใจต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรียม ธิดาของจักรพรรดิเพื่อกระชับสัมพันธ์ และด้วยความช่วยเหลือของไบแซนไทน์ คอสโรวจึงกู้ราชบัลลังก์ได้สำเร็จ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรวมาง้อชิรีนที่หน้าวัง ฉากนี้คล้ายในเรื่องโรมิโอกับจูเลียต 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ฝ่ายชิรีนเมื่อรู้ว่าคนรักที่ตนเฝ้ารอไปลงเอยกับหญิงอื่นเสียแล้ว ก็ชอกช้ำสุดแสน แม้คอสโรวจะมาตามง้อและอธิบายว่าเป็นการแต่งงานเพื่อการเมือง ในใจไม่เคยคิดถึงใครเลยนอกจากชิรีน แต่หญิงใดเล่าจะทำใจยอมรับได้ มาเรียมก็กีดกันทุกวิถีทางไม่ให้คอสโรวกลับไปหาถ่านไฟเก่า สัมพันธ์รักระหว่างคอสโรวกับชิรีนจึงดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเสียแล้ว

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ฟาฮัดแบกชิรีนข้ามภูเขาไปด้วยอานุภาพแห่งรัก 
ภาพ : Pinterest

ระหว่างนั้นเจ้าหญิงผู้ช้ำรักก็มีหนุ่มคนหนึ่งมาดามหัวใจ เป็นประติมากรและวิศวกรนามว่าฟาฮัด (Farhad) นายช่างหนุ่มรักและเทิดทูนชิรีนอย่างสุดซึ้งจนฝ่ายหญิงเริ่มหวั่นไหว คอสโรวเมื่อเห็นดังนั้นจึงวางแผนกำจัดศัตรูหัวใจ โดยสั่งให้ฟาฮัดสร้างถนนขนาดใหญ่ตัดผ่านช่องภูเขา หากทำสำเร็จจะยกชิรีนให้ คอสโรวคิดว่าฟาฮัดไม่มีทางทำงานช้างนี้ได้สำเร็จ แต่เมื่อมีเจ้าหญิงชิรีนเป็นรางวัล ทำให้เขามีแรงตัดถนนทั้งวันทั้งคืนจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ คอสโรวกลัวจะต้องเสียชิรีนให้ฟาฮัด จึงใช้ไม้ตายสุดท้าย โดยโกหกฟาฮัดว่าชิรีนป่วยกะทันหันและเสียชีวิตลงแล้ว นายช่างหนุ่มจึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย คอสโรวส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปถึงชิรีนเรื่องการตายของฟาฮัด หลังจากนั้นไม่นานมาเรียมก็สิ้นพระชนม์ บางสำนวนเล่าว่าเพราะถูกชิรีนวางยาพิษ

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คืนวันแต่งงานของคอสโรวและชีรีน 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

หลังจากผ่านอุปสรรคนานับปการและมือที่สามหมดไป คอสโรวกับชิรีนก็กลับมาปลูกต้นรักกันใหม่และแต่งงานกันในที่สุด แต่ผู้เขียนก็ยังไม่หยุดบีบหัวใจคนอ่าน โดยกำหนดให้ซีรูเย โอรสของมาเรียม เกิดหลงรักพระมารดาเลี้ยงเข้า คืนหนึ่งซีรูเยลอบเข้าไปในห้องบรรทมของทั้งสอง แล้วปักมีดลงกลางอกของพระบิดาจนสิ้นพระชนม์ 

ซีรูเยบังคับให้ชิรีนอภิเษกกับตน ชิรีนยอมรับโดยมีข้อแม้ว่าขอให้เธอได้ไว้ทุกข์ให้อดีตสวามี ซีรูเยอนุญาตโดยหารู้ไม่ว่าชิรีนมีแผนในใจ เธอบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้ยากไร้แล้วไปที่หลุมศพของคอสโรว ดื่มยาพิษแล้วทอดร่างอันไร้ลมหายใจลงบนหลุมศพของคนรัก ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ซีรูเยสังหารคอสโรว 
ภาพ : goodtimes
โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนฆ่าตัวตายเหนือหลุมศพของคอสโรว 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ดูจากเนื้อเรื่องแล้วอาจดูเหมือนนิยายน้ำเน่าเงาจันทร์ทั่วไป แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าผู้เขียนสอดแทรกข้อคิดไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลานุภาพของความรัก ความไม่แน่นอนของชีวิตคู่ ความหายนะจากการขาดสติ ความน่ากลัวของความอิจฉาริษยา การฆ่าตัวตายด้วยความเขลา และท้ายที่สุด คือความรักคือสิ่งสวยงามแต่จงรักอย่างมีสติ ไม่อย่างนั้น… ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

สุขสันต์วันแห่งความรัก

*หมายเหตุ : ภาพประกอบเป็นภาพที่วาดขึ้นต่างยุคสมัยและต่างพื้นที่ จึงมีสไตล์การเขียนต่างกัน เพราะวรรณกรรมเรื่อง คอสโรวกับชิรีน แพร่หลายในหลายดินแดนนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

ข้อมูลอ้างอิง

  • Peter J. Chelkowski, Mirror of The Invisible World: Tales from Kamseh of Nizami, New York: The Metropolitan Museum of Art, 1975.
  • Sheila R. Canby, Persian Painting, London: Trustees of the British Museum, 1993.

Writer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load