The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

ชาวจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยมาช้านานแล้ว ทั้งชาวจีนที่เป็นมุสลิมและที่มิใช่มุสลิม ชาวจีนกลุ่มที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศไทย คือลูกหลานของแรงงานจีนที่อพยพเข้ามาในเอเชียอาคเนย์ระหว่าง พ.ศ. 2423 – 2433 ส่วนกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลามนั้นตั้งถิ่นฐานอยู่ในภาคเหนือ ประกอบด้วยกลุ่มพ่อค้าจากมณฑลยูนนานที่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวจีนมุสลิมที่หลบหนีการสังหารหมู่มุสลิมในประเทศจีนเมื่อ พ.ศ. 2416 และกลุ่มทหารจีนคณะชาติที่หลบหนีกองทัพของคณะปฏิวัติเข้ามาในบริเวณชายแดนไทย-พม่าเมื่อราว พ.ศ. 2492

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ชาวจีนมุสลิมกลุ่มแรกที่อพยพโดยการเดินเท้าจากยูนนานสู่เชียงใหม่
ภาพ : สุเทพ สุนทรเภสัช

เมื่อสืบประวัติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนและชาวมุสลิม แดนมังกรเป็นดินแดนที่เจริญมาช้านานและเป็นหนึ่งในอู่อารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกตะวันออก ความเรืองรองของจีนส่งผลให้แว่นแคว้นน้อยใหญ่ต่างเข้ามาเจริญสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับจักรพรรดิจีน มุสลิมติดต่อกับชาวจีนมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 จากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายก็เพิ่มขึ้น เมื่อชาวมองโกลเข้ามาครอบครองเอเชียกลางใน พ.ศ. 1822 

ศิลปวัฒนธรรมจีนจึงหลั่งไหลเข้ามายังโลกมุสลิม เครื่องลายครามของจีนกลายเป็นของสะสมราคาแพงที่บรรดาสุลต่านต่างหามาไว้ในครอบครองเพื่อแสดงฐานะและรสนิยม ลวดลายบนเครื่องถ้วยและในจิตรกรรมจีนก็โลดแล่นอยู่ในงานประณีตศิลป์ของมุสลิมมาหลายศตวรรษ

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
กระเบื้องจากอิหร่าน คริสต์ศตวรรษที่ 13 รูปพญานกในปกรณัมเปอร์เซีย มีลักษณะเช่นเดียวกับภาพหงส์ (ฟ่งหวง) ในศิลปะจีน
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

จากการสืบค้นประวัติของมัสยิดในประเทศไทยหลายแห่ง พบว่ามัสยิดจำนวนไม่น้อยที่สร้างโดยช่างชาวจีน ชนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง จึงไม่แคล้วที่จะฝากรอยทางแห่งสุนทรียะและความเชื่อของตนลงในมัสยิดที่ตนสร้าง ในอีกทางหนึ่ง มุสลิมในประเทศไทยเองก็คงรับเอาลวดลายของศิลปะจีนที่พบตามอาคารต่างๆ ในประเทศไทยมาใช้ตกแต่งมัสยิดเช่นกัน โดยเลือกใช้ลายมงคลที่มีรูปทรงและความหมายที่ไม่ขัดกับหลักการของศาสนาอิสลาม ลายที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีนที่พบมากในมัสยิดในประเทศไทย ได้แก่ ลายสวัสดิกะ ลายดอกบัว ลายรูปแจกันดอกไม้ และลายอายุวัฒนะ 

ลายสวัสดิกะ ตามคติของศาสนาพุทธนิกายมหายานนั้น สวัสดิกะเป็นสัญลักษณ์ของนิรันดรกาล ชาวจีนรับลายนี้มาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง ลายสวัสดิกะพบตกแต่งอยู่ตามเหนือช่องหน้าต่างและประตูทางเข้าสู่โถงละหมาดของมัสยิดไม้เก่าแก่ในภาคใต้ ตัวลายถูกจัดวางอย่างต่อเนื่องกัน จนดูคล้ายกับว่าจะหาจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดไม่ได้ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าลายสวัสดิกะภายในมัสยิดเหล่านี้มีความหมายว่าอย่างไร อาจจะหมายถึงพลานุภาพของพระเจ้าที่แผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขตก็เป็นได้ และลักษณะของลายสวัสดิกะก็ดูสอดคล้องกับลายเรขาคณิตของศิลปะอิสลาม จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ช่างนำลายดังกล่าวมาตกแต่งมัสยิด

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ลายสวัสดิกะบนประตูทางเข้าโถงละหมาดของมัสยิดตะโละมาเนาะ จังหวัดนราธิวาส 
และลายสวัสดิกะเหนือช่องประตูของมัสยิดอัตตะอาวุน จังหวัดปัตตานี หลังเดิม

ลายดอกบัว ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์และเป็นหนึ่งในลายมงคล 8 ประการในความเชื่อของชาวจีน บัวที่พ้นผิวน้ำยังเปรียบเสมือนปัญญาของผู้ที่มีสัมมาทิฎฐิ บรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างลายดอกบัวในมัสยิด เช่น ลายดอกบัวบนพนักพิงของมิมบัร (ธรรมาสน์) ของมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ 

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ลายดอกบัวบนพนักพิงของมิมบัรของมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ
ภาพ : สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
เทียบกับรูปดอกบัวแบบศิลปะจีนจากจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดปรินายกวรวิหาร กรุงเทพฯ
ภาพ : ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ลายรูปแจกันดอกไม้ เป็นรูปแจกันทรงผอมสูง มีดอกไม้ปักอยู่ด้านใน โดยรวมดูคล้ายลายเครื่องตั้งของไทยที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน ลายเครื่องตั้งเป็นภาพสิ่งของที่ตั้งบนโต๊ะสำหรับการบูชา เช่น แจกัน เชิงเทียน กระถางธูป พานดอกไม้ และสิ่งของที่สื่อถึงความเป็นสิริมงคล นิยมใช้เขียนประดับฝาผนังหรือบานหน้าต่างในวัดหรือพระราชวังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 นายช่างที่สร้างมัสยิดคงได้เห็นลายเครื่องตั้งในวัดวาอารามต่างๆ จึงนำมาดัดแปลงเป็นลายประดับในมัสยิด เช่น ลายรูปแจกันดอกไม้ที่เรียงรายอยู่ตลอดผิวด้านข้างมิมบัรของมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ 

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
รูปแจกันดอกไม้ที่ด้านข้างของมิมบัรของมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ
เทียบกับรูปแจกันในภาพเครื่องตั้งบนพื้นที่ระหว่างช่องหน้าต่างภายในวัดภคินีนาถวรวิหาร กรุงเทพฯ
ภาพ : ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ลายอายุวัฒนะ ลายอายุวัฒนะคือตัวอักษร ‘ซิ่ว’ ในสำเนียงแต้จิ๋ว หรือ ‘โซ่ว’ ในสำเนียงจีนกลาง เป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าแห่งความอายุยืน ลายอายุวัฒนะนี้พบเป็นส่วนประกอบของรูปแจกันที่ประดับด้านข้างของมิมบัรของมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ และตามช่องประตู หน้าต่าง และราวระเบียงของอาคารละหมาดสำหรับสตรีของมัสยิดอัรเราะฮ์มะฮ์ (ท่าตอน) จังหวัดเชียงใหม่ 

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ลายอายุวัฒนะที่ด้านข้างของของมิมบัรของมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ลายอายุวัฒนะตามส่วนต่างๆ ของอาคารละหมาดสำหรับสตรีของมัสยิดอัรเราะฮ์มะฮ์
(ท่าตอน) จังหวัดเชียงใหม่

ลวดลายที่กล่าวมานี้เป็นเพียงกลิ่นอายอันบางเบาเท่านั้น ศิลปะจากแดนมังกรในศาสนสถานของมุสลิมในประเทศไทยฉบับเต็มนั้นพบในมัสยิดของมุสลิมเชื้อสายจีนในภาคเหนือ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมและลวดลายแบบจีนของมัสยิดเหล่านี้ มิได้ถูกรังสรรค์ขึ้นเพียงเพื่อเสริมความงามให้แก่ตัวอาคารเท่านั้น แต่ยังเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของชาวจีนมุสลิมในภาคเหนืออีกด้วย เพราะมัสยิดเหล่านี้สร้างขึ้นจากแนวคิดของชาวจีนมุสลิมที่มีทั้งความเป็น ‘ชาวจีน’ และความเป็น ‘มุสลิม’ ในขณะเดียวกัน มัสยิดของชาวจีนมุสลิมในภาคเหนือของประเทศไทย จึงเป็นผลผลิตของการประสานกันระหว่างวัฒนธรรมอิสลามและวัฒนธรรมจีนที่มีรูปแบบเฉพาะตนที่น่าสนใจ

ความเป็น ‘จีนมุสลิม’ ที่ปรากฏในมัสยิดในภาคเหนือนั้นเริ่มตั้งแต่คำที่ใช้เรียกมัสยิด ชาวจีนมุสลิมเรียกมัสยิดว่า ‘ชิงเจินซื่อ’ หมายถึงสถานที่อันบริสุทธิ์และแท้จริง เป็นคำที่ใช้เรียกวัดในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ.1161 – 1450) แต่ชาวจีนมุสลิมนำคำนี้มาใช้กำหนดเรียกศาสนสถานของตน คำว่า ‘ชิงเจินซื่อ’ พบได้ตามป้ายชื่อของมัสยิดเก่าแก่ในภาคเหนือ

ส่วนลักษณะของตัวอาคาร ชาวจีนมุสลิมนำสถาปัตยกรรมจีนประเพณีและมัสยิดตามเมืองใหญ่ในประเทศจีนมาเป็นต้นแบบ เช่น มัสยิดดารุ้ลอามาน จังหวัดเชียงราย ที่หลังคาปลายโค้ง และมีมินาเรต (หออะซาน) ที่ลดทอนรูปทรงมาจากเจดีย์จีน อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ อาคารละหมาดสำหรับสุภาพสตรีที่มัสยิดอัรเราะฮ์มะฮ์ (ท่าตอน) จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากมัสยิดในปักกิ่งและกวางโจว เป็นอาคาร 2 ชั้นคลุมด้วยหลังคาปลายโค้ง ส่วนปลายของหลังคาปรากฏลายคลื่นน้ำที่ใช้เป็นเครื่องรางป้องกันอัคคีภัย ตามประตูและหน้าต่างตกแต่งด้วยลายอายุวัฒนะ ร่องรอยของศิลปะจีนยังเห็นได้จากการตกแต่งมัสยิดด้วยอักษรอาหรับวิจิตรสไตล์จีนที่เรียกว่า ซื่อหนี (Sini) อีกด้วย

จะเห็นได้ว่าศิลปะจีนในศาสนสถานของมุสลิมในประเทศไทย แสดงถึงความยืนหยุ่นของศาสนาอิสลามและความสามารถของมุสลิมในการปรับตัวให้เข้ากับครรลองของสังคมไทย มุสลิมในประเทศไทยเปิดรับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ไม่ขัดกับหลักการของศาสนามาปรับใช้กับงานศิลปะของตน ก่อให้เกิด ‘มังกรในจันทร์เสี้ยว’ หรือศิลปะอิสลามในประเทศไทยรูปแบบใหม่ที่มีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง

ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
คำว่า ชิงเจินซื่อ เหนือประตูทางเข้าของมัสยิดเฮดายาตุ้ลอิสลาม (บ้านฮ่อ) จังหวัดเชียงใหม่
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
มัสยิดดารุ้ลอามาน จังหวัดเชียงราย
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
อาคารละหมาดสำหรับสุภาพสตรีที่มัสยิดอัรเราะฮ์มะฮ์ (ท่าตอน) จังหวัดเชียงใหม่ เทียบกับมัสยิดแห่งหนึ่งในกวางโจว 
(ภาพ : ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา)
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ลายคลื่นน้ำที่ปลายหลังคาของอาคารละหมาดสำหรับสุภาพสตรีที่มัสยิดอัรเราะฮ์มะฮ์
(ท่าตอน) จังหวัดเชียงใหม่ 
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
ทำไม มัสยิดไทย มีลายสวัสดิกะ ดอกบัว และลายอายุวัฒนะแบบศิลปะจีน
อักษรซื่อหนีภายในซุ้มชุมทิศของเฮดายาตุ้ลอิสลาม (บ้านฮ่อ)
และภายในซุ้มชุมทิศของมัสยิดอัตตักวา จังหวัดเชียงใหม่

ข้อมูลอ้างอิง

  • วสมน สาณะเสน, “การแสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวไทยมุสลิมผ่านทางสถาปัตยกรรมมัสยิด,” วารสารศิลป์ พีระศรี ฉบับที่ 2 ปีที่ 6 (มีนาคม 2562), น. 196-222.
  • วิไลรัตน์ ยังรอต, “ภาพ”เครื่องตั้ง”จิตรกรรมพุทธบูชาในสมัยรัชกาลที่ 3,” เมืองโบราณ ฉบับที่ 3 ปีที่ 22 (กรกฎาคม-กันยายน 2539), น. 81-88.
  • สุชาติ เศรษฐมาลินี (บรรณาธิการ), มุสลิมในภาคเหนือของประเทศไทย ประวัติความเป็นมาและวิถีวัฒนธรรม (เชียงใหม่: ครองช่าง), 2554.
  • สัมภาษณ์คุณชุมพล ศรีสมบัติ (นักข่าวพลเมือง) และคุณรัฐเขตต์ มาลัยศิลป์ (ผู้ออกแบบอาคารละหมาดสำหรับสตรี มัสยิดอัรเราะฮ์มะฮ์ (ท่าตอน) จังหวัดเชียงใหม่) 
  • Madonna Gauding, The Signs and Symbols Bible: The definitive guide to the world of symbols (London: Octopus), 2009. 
  • Yang Guiping, Islamic Art in China (n.p.: China Intercontinental Press), 2013.

Writer & Photographer

Avatar

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

เสน่ห์ของริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาผ่านเขตเมืองเก่าทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีของกรุงเทพฯ คือสีสันและวิถีชีวิตของชุมชนเก่าแก่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงาน ‘งานอาหารสานใจ ชิม ช็อป ล่องเรือ’ ของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ที่จัดไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 โดยงานนี้ถือว่าคนในชุมชนเป็นผู้ริเริ่มเปิดบ้านต้อนรับผู้สนใจและอยากสัมผัสชาวมุสลิมในมิติต่าง ๆ ได้รับฟังบรรยายประวัติศาสตร์ชุมชน เดินชมมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารทั้งคาวหวานอีกด้วย นับได้ว่าเป็นกิจกรรมดี ๆ และช่วยให้เราได้ทำความรู้จักชุมชนมุสลิม ‘แขกแพ’ ที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่แห่งนี้ได้ดียิ่งขึ้น จึงขอเก็บเรื่องราวของชาวแขกแพและมัสยิดบางอ้อมาเล่าให้ฟัง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ความเป็นมาของชุมชนแขกแพและมัสยิดบางอ้อ

ตามประวัติคำบอกเล่าของคนในชุมชนกล่าวว่า ‘แขกแพ’ คือกลุ่มชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่บนเรือนแพซึ่งจอดอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำและคลองในอยุธยามาแต่เดิม โดยส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายซุนนี (Sunni) อีกทั้งยังประกอบขึ้นจากผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับ ชาวมลายู และชาวจาม ฯลฯ ส่วนมากประกอบอาชีพค้าขายหรือรับราชการเป็นขุนนาง อีกทั้งการที่พวกเขาลงหลักปักฐานในอยุธยาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการแต่งงานกับคนท้องถิ่น ผสมกลมกลืนจนเรียกได้ว่าเป็น ‘มุสลิมท้องถิ่น’ (Localized Muslim) กลุ่มหนึ่งของลุ่มน้ำภาคกลาง

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
จิตรกรรมรูปแขกแพในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตร

เมื่อถึงคราวกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 บรรดาแขกแพเหล่านี้อพยพหนีสงคราม ถอนเรือนแพล่องตามลำน้ำเจ้าพระยาลงมาหาทำเลปลอดภัย บ้างเข้าไปสมทบกับชุมชนชาวมุสลิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตลาดแก้ว-ตลาดขวัญ (จังหวัดนนทบุรี) แต่ส่วนใหญ่จะล่องแพต่อลงมาจนถึงราชธานีใหม่ที่เมืองบางกอก โดยจะไปรวมตัวกันอยู่ที่กุฎีใหญ่ (มัสยิดต้นสน) ใกล้ปากคลองบางหลวง (บางกอกใหญ่) เพื่อประกอบศาสนกิจและกิจกรรมต่าง ๆ ในขณะที่แขกแพบางกลุ่มไปตั้งชุมชนบริเวณปากคลองบางกอกน้อย (มัสยิดหลวงอันซอริซซุนนะฮ์) หรือลงใต้ไปจนไปถึงย่านคลองสานและย่านบางลำพูล่าง (เจริญนคร) เหล่าลูกหลานของแขกแพเหล่านี้ยังคงสืบสายสกุล และมีสายสัมพันธ์เครือญาติโยงใยตลอดสายน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่อยุธยาจนถึงกรุงเทพฯ จวบจนถึงปัจจุบัน

สำหรับชุมชนมัสยิดบางอ้อ แขกแพกลุ่มหนึ่งได้มารวมตัวกันผูกแพริมตลิ่งย่านบางอ้อ ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่เรือกสวนเพาะปลูกผลไม้ จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษว่า มัสยิดบางอ้อหลังแรกเป็นเรือนไม้บนแพสำหรับใช้ประกอบพิธีละหมาด แต่เมื่อชุมชนขยายจนมีจำนวนคนมาละหมาดมากขึ้น จึงได้ยกมัสยิดเรือนแพขึ้นมาบนฝั่งและขยายต่อเติมให้กว้างขึ้น จนกระทั่งใน พ.ศ. 2462 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนจึงได้อุทิศที่ดินเพื่อเป็นมัสยิด และร่วมกับออกทุนทรัพย์สร้างมัสยิดก่ออิฐถือปูนอย่างดงงามหลังปัจจุบันขึ้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวชุมชนมัสยิดบางอ้อยังมีประวัติด้านการประกอบอาชีพที่น่าสนใจ อย่างการได้รับสัมปทานค้าไม้ซุงจากภาคเหนือ และนำเรือไปลากซุงมาจากปากน้ำโพธิ์ นอกจากนี้ยังมีกิจการโรงเลื่อยไม้และเรือเมล์วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำโพอีกด้วย จากภาพถ่ายทางอากาศภาพหนึ่งของ ปีเตอร์ วิลเลียม-ฮันต์ ใน พ.ศ. 2489 แสดงให้เห็นแพซุงผูกรวมกันทอดยาวอยู่ด้านหน้ามัสยิดบางอ้อและอู่ซุงขนาดใหญ่ เป็นหลักฐานแสดงถึงอดีตกิจการอันรุ่งเรืองและเป็นรากฐานสำคัญให้กับคนชุมชนแห่งนี้ 

หากสังเกตภูมินามย่านบางอ้อ-บางพลัด ในแนวถนนจรัญสนิทวงศ์ ยังคงปรากฏการใช้นามสกุลของนายห้างมุสลิมค้าซุงจากชุมชนมัสยิดบางอ้อเป็นชื่อเรียก อาทิ ซอยมุขตารี ซอยโยธาสมุทร ซอยสิทธิวณิช ซอยดำรงผล ซอยมานะจิตต์ เป็นต้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
รูปถ่ายทางอากาศ

ความงามของสถาปัตย์-ศิลปะอิสลาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเดินเข้ามาด้านในชุมชน จะสะดุดตากับมัสยิดบางอ้อสีเหลืองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มัสยิดหลังนี้สร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานแบบตะวันตกสมัยนิยมช่วงรัชกาลที่ 6 ผสานกับส่วนประกอบอาคารของศิลปะอิสลามอย่างหออะซานคู่ได้อย่างลงตัว 

บริเวณตรงกลางเหนือประตูทางเข้ามัสยิด มีคำจารึกภาษาอาหรับเขียนว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ มุฮัมมัด เราะซูลลุลลอฮ์” แปลว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์” คือคำปฏิญญาณตนของชาวมุสลิม 

ถัดลงมาคือจารึกคำว่า “อัลมัสยิด อัลอุบูดียะฮ์” แปลว่า “สถานที่ก้มกราบของบ่าวผู้ภักดี” ยามแหงนขึ้นไปมองจะได้ตั้งจิตระลึกก่อนที่จะเดินเข้าไปนมัสการพระเจ้าภายใน ส่วนด้านข้างขนาบด้วยจารึกคำว่า “เยามุลอะฮัด 7 ฟี ชะฮ์ริ เศาะฟัร อัลมุบาร็อก 1339” แปลว่า “วันอาทิตย์ที่ 7 เดือนเศาะฟัร อันประเสริฐ (เดือนที่สองตามปฏิทินอิสลาม) ฮิจเราะฮ์ศักราช 1339” ซึ่งก็คือปีที่สร้างมัสยิดบางอ้อหลังนี้นั่นเอง ตรงกับ พ.ศ. 2462 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั่นเอง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเข้าไปด้านมัสยิด บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมประตูทางเข้ามัสยิดจึงไม่ตรงแกนอาคารโถงละหมาด ต้องอธิบายก่อนว่า ในการละหมาดหรือการนมัสการพระผู้เป็นเจ้าของชาวมุสลิมนั้นจะต้องหันหน้าไปยัง ‘ทิศกิบละฮ์’ (Qiblah) ที่ตั้งของวิหารอัลกะอ์บะฮ์ ในมัสยิดอัลฮะรอม นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นชุมทิศและเอกภาพในการนมัสการของชาวมุสลิมทั่วโลก ดังนั้น ไม่ว่ามัสยิดจะตั้งอยู่ ณ ที่ใดบนโลก ผู้ออกแบบจะต้องคำนวณตำแหน่งและวางแกนให้มัสยิดหันหน้ายังทิศกิบละฮ์ (สำหรับกรุงเทพฯ จะหันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย หรือประมาณ 287.5°) 

อย่างไรก็ดี นอกจากสถาปนิกผู้ออกแบบมัสยิดบางอ้อจะสร้างให้ถูกต้องตามแกนทิศกิบละฮ์แล้ว ยังใส่ใจรายละเอียดโดยคำนึงถึงความสวยงามด้านภูมิสถาปัตยกรรมด้วย มัสยิดบางอ้อจึงได้รับการออกแบบให้ด้านหน้าของมัสยิดตั้งหันหน้าตรงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ใครที่ล่องเรือผ่านไปมาต่างเห็นมัสยิดบางอ้อหันหน้าออกสู่แม่น้ำแลดูสง่างาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ภายในโถงละหมาดมัสยิดมีการประดับตกแต่งแบบเรียบง่าย สร้างบรรยากาศสงบนิ่งมีสมาธิ ในส่วนที่สะดุดตาที่สุดคงจะเป็น ‘มิห์รอบ’ (Mihrab) หรือช่องในกำแพงทิศกิบละฮ์ เป็นจุดบอกทิศทางในการหันหน้าละหมาด อีกทั้งยังเป็นที่ยืนของอิหม่ามและที่ตั้งมินบัร (ธรรมาสน์) สำหรับใช้คุฏบะฮ์ (เทศนาธรรม) ในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันสำคัญในรอบสัปดาห์ของชาวมุสลิม สำหรับมิห์รอบถูกออกแบบเป็นวงโค้ง ด้านบนตรงกลางมี Keystone ประดับปูนปั้นสัญลักษณ์รูปดาวเดือน เหนือขึ้นไปมีปูนปั้นอักษรวิจิตรภาษาอาหรับ (Arabic Calligraphy) ที่คัดมาจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานวรรคหนึ่ง มีความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติความดีสำหรับพวกเขานั้นคือสวนสวรรค์ชั้นฟิรเดาส์เป็นที่พำนัก” (อัลกุรอาน 18:107)

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ข้อสังเกตที่ผู้เขียนเห็นจากสถาปัตยกรรมและการตกแต่งศิลปกรรมของมัสยิดบางอ้อ ทำให้ชวนนึกถึงมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน ตรอกจันทน์ ที่ออกแบบสถาปนิกชาวมุสลิมเชื้อสายยะหวา (ชวา) นามว่า รองอำมาตย์ตรีเอ็ม.เอ กาเซ็ม หรือ กาเซ็ม แปลน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า นายเกษม อิทธิเกษม) ผู้มีความสามารถออกแบบมัสยิดสำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในสมัยนั้น อีกทั้งยังสองมัสยิดยังสร้างขึ้นในยุคสมัยไล่เลี่ยกัน มีความเป็นไปได้ว่ามัสยิดบางอ้ออาจจะได้รับการออกแบบจากสถาปนิกคนเดียวกันหรือไม่ ก็เป็นประเด็นน่าสนใจที่จะสืบประวัติต่อไป

มัสยิดบางอ้อนับว่าเป็นมัสยิดที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น และอนุรักษ์ความดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยการบูรณะอาคารมัสยิดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2554 จึงจำเป็นต้องดีดยกอาคารและปรับปรุงซ่อมแซมส่วนประกอบต่าง ๆ ต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ของกรรมการมัสยิดและคนในชุมชนที่เห็นความสำคัญ และช่วยกันอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์หลังนี้ไว้ได้อย่างดี ตลอดจนความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ปัจจุบันอาคารมัสยิดได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยาม เป็นอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ด้านข้างมัสยิดบางอ้อมีอาคารน่าสนใจอีกหลังอีกคือ อาคารเจริญวิทยาคาร เป็นเรือนไม้ขนมปังขิงแบบตะวันตก ฉลุลายไม้และประดับกระจกสีอย่างสวยงาม แต่เดิมใช้เป็นอาคารโรงเรียน ปัจจุบันใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ใช้สำหรับการนมัสการ (ละหมาด) หรือที่เรียกว่า ‘บาแล’ ในกรณีที่มีผู้มานมัสการในมัสยิดจนเต็ม ตลอดจนใช้ในการเรียนการสอนพระคัมภีร์อัลกุรอานและกิจกรรมอื่น ๆ ของชุมชน 

นอกจากความสวยงามของอาคารแล้ว จุดเด่นอีกจุดหนึ่งคือ ตราลวดลายอักษรภาษาอาหรับดูอ่อนช้อยบนจั่วของอาคาร ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกว่า ‘ทูรา’ (Tughra) ซึ่งน้อยคนจะทราบว่ามันคือ พระปรมาภิไธยของสุลต่านแห่งจักรวรรดิอุษมานียะฮ์ หรือ ออตโตมันตุรกี (Ottoman Empire) ผู้เขียนแกะคำอ่านออกมาได้ว่า “อับดุลมะญีด คาน” ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นพระนามของสุลต่านอับดุลมะญีดที่ 1 (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ.1839 – 1861) หรืออาจหมายถึง เคาะลีฟะฮ์อับดุลมะญีดที่สอง (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1922 – 1924) เคาะลีฟะฮ์องค์สุดท้ายของชาวมุสลิมจากราชวงศ์ออตโตมันหรือไม่ ขอไม่ยืนยัน อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเชื่อว่าตราทูรานี้น่าจะเป็นการเลียนแบบโดย Simplify หรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นฉบับอีกทีหนึ่ง

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
ซุ้มประตูพระราชวังโทพคาปึ กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

เยื้อง ๆ กับมัสยิดบางอ้อยังมีอาคาร 100 ปีมัสยิดบางอ้อ ที่ใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ อาคารหลังนี้สร้างขึ้นใหม่โดยคุมโทนให้เข้ากับหมู่อาคารเก่าแก่ที่อยู่ใกล้กัน ทั้งนี้ ได้มีการเลือกใช้รูปแบบการตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิตอิสลาม (Islamic Geometry) และลายประเบื้องเคลือบที่ถ่ายทอดลวดลายจากรูปศิลปะอิสลามแบบจารีตมาปรับใช้เพื่อสื่อถึงความเป็นมุสลิมร่วมสมัยอีกด้วย บริเวณนี้จึงกลายเป็นไฮไลต์ของคนที่ชอบถ่ายรูปอาคารอีกจุดหนึ่งนั่นเอง

อาหารสานใจ อาหารสำรับบางอ้อ

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

อีกสิ่งที่ผู้เขียนตั้งใจไปสัมผัสจากงานนี้ คือวัฒนธรรมอาหารของชุมชมมัสยิดบางอ้อ โชคไม่ดีที่ผู้เขียนไปถึงช้าและอาหารขายเกือบหมดแล้ว ถึงกระนั้น ยังโชคดีที่ยังทันชิม ‘หรุ่ม’ จากฝีมือของ คุณป้าไร-อุไร มุฮำหมัด และ คุณกุ้ง-ซารีนา นุ่มจำนงค์ หรุ่มเป็นเมนูอาหารชาววังที่ปรากฏอยู่ใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ของรัชกาลที่ 2 ซึ่งกลายมาเป็นของว่างแกล้มน้ำชาของชาวบางอ้อที่ปัจจุบันนับว่าหาทานได้ยากยิ่ง

 ยิ่งไปกว่านั้น สองท่านนี้นับว่าเป็นผู้ริเริ่ม ‘โครงการอาหารสานใจ’ เกิดจากการที่สมาชิกในชุมชนเองต้องการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมอาหารเก่าแก่ โดยหยิบเอาอาหารมาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเยาวชน เป็นการสร้างกิจกรรมให้ผู้ใหญ่ได้เปิดใจถ่ายทอดสูตรอาหารดั้งเดิมของชุมชนไปสู่เด็กรุ่นใหม่ เพื่อรักษาตำรับอาหารชาวบางอ้อให้ยังคงอยู่สืบไป 

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อาหารต่าง ๆ ของสมาชิกในชุมชนได้รับความสนใจ และงานอาหารสานใจครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 8 แล้ว และหวังว่าจะคงมีต่อไปเรื่อย ๆ ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้ชาวมัสยิดบางอ้อได้สานต่อกิจกรรมดี ๆ ต่อไป หากใครอยากสัมผัสวิถีวัฒนธรรมชุมชนมัสยิดบางอ้อ ชมความงามของมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารอร่อย ๆ ในบรรยากาศน่ารัก ก็แวะเวียนไปได้

ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่ Facebook : อาหารสานใจ 

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

ข้อมูลอ้างอิง

สรยุทธ ชื่นภักดี, (บรรณาธิการ). (2544). มุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามสมัย. กรุงเทพฯ: จิรรัชการพิมพ์ หจก.

สมาน อรุณโอษฐ์, ประมาณ ฮะกีมี, ดิเรก ฮะกีมี. (2543) สายสกุลสัมพันธ์ 2543

communityarchive.sac.or.th/community/MatsayitBangO

Writer

Avatar

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load