ในเช้าวันอาทิตย์หนึ่งของเดือนมกราคม 2562 ขณะที่ผมอยู่ในประเทศที่อากาศดี๊ดี แต่ประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ และอีกหลายเมืองกำลังเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เริ่มกลายเป็นประเด็น ‘ระดับชาติ’

และก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ เพราะพอเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อเปิดโทรศัพท์มือถือจะเช็ก LINE งาน Facebook ก็ขึ้นเตือนภาพเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมในฐานะข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศถูกส่งไปทำงานที่สถานกงสุลใหญ่ของไทยที่นครหนานหนิง ตอนใต้ของประเทศจีน ในภาพนั้นผมกำลังขี่ ‘จักรยานไฟฟ้า’ ไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนอนุบาลท้องถิ่น ซึ่งตอนนั้นเธอมีอายุเพียง 3 ขวบครับ

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

ผมกับลูกสาวบนจักรยานไฟฟ้า

“พวกเราทุกคนล้วนมีส่วนเป็นทั้งต้นเหตุและทางออกของปัญหาหมอกควันและฝุ่นพิษ” ผมกล่าวกับลูกสาวในเย็นวันนั้น

จากนั้นความทรงจำเกี่ยวกับการไปประจำการที่นครหนานหนิงและการตัดสินใจซื้อรถจักรยานไฟฟ้าคันนั้น เพราะนโยบายรัฐบาลจีนซึ่งค่อยๆ นำจักรยานไฟฟ้ามา ‘แทนที่’ รถมอเตอร์ไซค์ในเมืองใหญ่ๆ เพื่อช่วยลดปัญหามลภาวะ ก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมา ซึ่งแม้จะเพียงเลาๆ แต่ก็พอที่จะเล่าให้ลูกสาวฟังได้ครับ

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

จักรยานไฟฟ้า
ภาพ :  www.55jia.net

ด้วยความที่เคยเป็นประเทศปิดและต้องสาละวนอยู่กับปัญหาภายในของตัวเอง พอจะพัฒนาประเทศขึ้นมาจีนจึงต้องประสบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไหนจะมีทั้งโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวนมหาศาล ไหนจะเกิดสังคมเมืองจำนวนมากที่มีนักบริโภครวมๆ กันเป็นพันล้านคน และไหนจะมีการก่อสร้างอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดฯ รถไฟใต้ดิน รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ

หากจะเทียบว่าปัญหาของเขาหนักหนาสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ก็ลองคิดดูครับว่าคนจีนรู้จักและอยู่คู่กับกับน้องฝุ่น PM2.5 มานานนับสิบปี โดยเฉพาะในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเคยมีค่าเฉลี่ย PM2.5 ราวๆ 200 – 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ค่ามาตรฐานอยู่ที่ไม่เกิน 50) และบางวันสูงจนปรอทแตก หรือเกิน 500 ที่เครื่องจะวัดได้ ขณะที่คนไทยหลายคนเพิ่งได้รู้จักน้องฝุ่นนี้ก็จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งทำให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีค่าเฉลี่ย PM2.5 ระหว่าง 60 – 100 กว่าๆ

จำได้ว่าในช่วงนั้นที่ผมอยู่ที่นครหนานหนิง เพื่อนๆ ที่ประจำการอยู่ที่สถานทูตไทยเราที่ปักกิ่งเจอกับปัญหาฝุ่นนี้หลายเดือนต่อเนื่องกัน เพื่อนที่มีลูกเล็กๆ เมื่อครบวาระการทำงานและกลับมาที่ไทย หมอถึงกับออกปากว่า น้องไปทำอะไรมาปอดถึงไม่สะอาด!

ที่เหมือนกับไทยคือ รถที่มีเครื่องยนต์ รวมถึงรถมอเตอร์ไซค์ ถูกระบุว่าเป็นตัวการสำคัญของฝุ่นชนิดนี้ครับ แต่ที่ไม่เหมือนไทยเราเท่าไรคือ วิธีที่การบริหารจัดการที่รัฐบาลจีนใช้กับฝุ่นที่เกิดจากไอเสียเครื่องยนต์ครับ โดยของเราเน้นไปที่วิธี ‘ขอความร่วมมือ’ แต่ของเขาใช้วิธี ‘จำกัด’ รถยนต์และ ‘กำจัด’ รถมอเตอร์ไซค์

ในกรณีของรถมอเตอร์ไซค์อ่านไม่ผิดหรอกครับว่าคือการกำจัดที่หมายความว่าขจัดให้หมดไป จีนใช้นโยบายการไม่ต่ออายุใบอนุญาตประจำปีให้รถมอเตอร์ไซค์ในหลายเมืองใหญ่ และห้ามรถมอเตอร์ไซค์วิ่งในเขตเมืองหรือเขตชั้นในของเมืองใหญ่ๆ เหล่านั้นครับ โดยให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นที่เจอปัญหานี้ตัดสินใจเองว่าจะดำเนินการหรือไม่ อย่างไร และจะใช้เวลากี่ปีในการค่อยๆ ทำให้มอเตอร์ไซค์กลายเป็นของผิดกฎหมายหากมาวิ่งในเขตห้ามมอเตอร์ไซค์

อันที่จริงแล้วปัญหาสิ่งแวดล้อมมิใช่สาเหตุเพียงอย่างเดียวที่รัฐบาลจีนตั้งแง่รังเกียจรังงอนมอเตอร์ไซค์ครับ หากแต่ยังมีเรื่องการใช้มอเตอร์ไซค์เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะการฉกชิงวิ่งราว และสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนที่สูงจากการขับขี่มอเตอร์ไซค์ด้วย

ตอนที่ผมอยู่ที่หนานหนิงนั้นเป็นช่วงที่รัฐบาลท้องถิ่นเขากำลังเริ่มทำตามเมืองใหญ่อื่นๆ ในจีน เช่น กว่างโจว เซินเจิ้น และเซี่ยงไฮ้ ฯลฯ ไม่ต่ออายุใบอนุญาตประจำปีรถมอเตอร์ไซค์ และไม่ออกทะเบียนให้รถมอเตอร์ไซค์ที่ซื้อใหม่ ซึ่งหมายความว่าในอีกแค่ 2 – 3 ปีต่อจากนั้น ตัวเมืองหนานหนิงจะเป็นเขตปลอดรถมอเตอร์ไซค์โดยสมบูรณ์

อ่านถึงตรงนี้ หลายท่านคงคิดว่าก็เพราะระบบการปกครองของเขาจีนถึงกำจัดมอเตอร์ไซค์ได้ไม่ยาก และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีทางจะเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ รวมถึงไทย ที่รัฐบาลไม่มีอำนาจบังคับเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแบบนั้นได้

แต่จากข้อเท็จจริง ผิดถนัดครับ เพราะก่อนบังคับใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับมอเตอร์ไซค์เช่นนี้ รัฐบาลท้องถิ่นของจีนได้พัฒนา ‘ทางเลือกอื่นๆ’ ของการใช้มอเตอร์ไซค์ และยังได้ทำประชาพิจารณ์หรือโพลล์เพื่อสำรวจความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนทั่วๆ ไปด้วย เข้าใจว่าเพราะรัฐบาลเขาเองก็รู้ดีว่าไม่ว่าจะเป็นระบบการปกครองแบบใด ถ้าประชาชนไม่เอาด้วย รัฐบาลก็อยู่ได้ยากหรือบังคับใช้กฎนั้นๆ ได้ไม่นาน

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

จักรยานไฟฟ้าแบบดั้งเดิม
ภาพ :  world.taobao.com

แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าหนทางจะโรยด้วยกลีบกุหลาบนะครับ เพราะแน่นอน การบังคับใช้มาตรการที่กระทบกับคนหมู่มากเช่นนี้ต้องมีคนต่อต้านอยู่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์และผู้ครอบครองรถมอเตอร์ไซค์โดยทั่วไป (ไม่รู้ว่าจีนมีเด็กแว๊นเหมือนในบางประเทศหรือเปล่า ถ้ามี ก็คงรวมถึงด้วย!) อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลจีนทำได้สำเร็จคือการทำให้คนส่วนใหญ่เห็นถึงผลประโยชน์ร่วมกันของการสร้างสังคมที่มอเตอร์ไซค์เป็นสิ่งไม่จำเป็น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทำให้เห็นว่าทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

ร้านขายจักรยานไฟฟ้า

นโยบายลด ละ เลิก การใช้มอเตอร์ไซค์ในเมืองใหญ่ๆ ของจีนเริ่มขึ้นเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว เช่น มหานครปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน และมหานครเซี่ยงไฮ้ เริ่มใช้นโยบายจำกัดมอเตอร์ไซค์ในช่วงราวๆ ค.ศ. 2002 ซึ่งมีผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ได้รับผลกระทบรวมกันหลายล้านคน ขณะที่นครกว่างโจว อีกเมืองใหญ่ทางตอนใต้ที่คนไทยรู้จักกันดี ก็เริ่มใช้นโยบายคล้ายคลึงกันนี้ใน ค.ศ. 2004 โดยผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 แสนกว่าคัน มีเวลา 3 ปีในการปรับตัวเลิกใช้มอเตอร์ไซค์ของตนเอง จากนั้น รัฐบาลท้องถิ่นของอีกหลายเมืองก็เริ่มประกาศใช้นโยบายในลักษณะเดียวกันตามความจำเป็นบังคับของแต่ละพื้นที่ รวมถึงในนครหนานหนิงที่ผมได้เคยไปใช้ชีวิตอยู่

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

ภาพ :  www.anxinpiao.com

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

จักรยานไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ
ภาพ : www.blzexpress.com

อย่างที่บอกครับว่าแม้จะดูเหมือนเป็นนโยบายหักดิบ แต่จริงๆ แล้วรัฐบาลจีนใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งในการบังคับใช้นโยบายจำกัดมอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางเลือกในการเดินทางให้ประชาชน (ใครที่เคยไปใช้บริการระบบรถขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่ๆ ของจีน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟใต้ดิน รถเมล์ หรือรถแท็กซี่ อ่านแล้วจะรู้ทันทีเลยครับว่าสะดวกสบายและมีราคาที่ถือว่าถูกมาก) และการรับซื้อคืนมอเตอร์ไซค์เก่า ตลอดจนการย้ำให้ทุกคนเห็นถึงประโยชน์ในระยะยาวที่ส่วนรวมได้รับจากการร่วมแรงร่วมใจกันเสียสละประโยชน์ส่วนตน

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

ภาพ : China Daily

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

มอเตอร์ไซค์ที่รัฐซื้อคืน-ยึดรอทำลาย
ภาพ : China Foto Press

เมื่อการขี่มอเตอร์ไซค์เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย จักรยานไฟฟ้าแบบที่ผมขี่อยู่ในรูปที่เฟซบุ๊กขึ้นเตือนมาจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทางที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหลายๆ เมืองของจีน เพราะนอกจากมีประโยชน์ใช้สอยคล้ายๆ กับมอเตอร์ไซค์แล้ว ยังตอบโจทย์ได้หลายข้อมากกว่าที่มอเตอร์ไซค์ทำได้ โดยเฉพาะการไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือฝุ่นจากไอเสีย (เพราะมันไม่มีท่อไอเสีย!) ราคาที่เอื้อมถึง และไม่มีกฎระเบียบเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

ที่จอดจักรยานไฟฟ้า

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

ที่จอดจักรยานไฟฟ้าหน้าห้างสรรพสินค้า

ในส่วนของรัฐบาลท้องถิ่นของจีนก็เร่งสร้าง ‘ระบบนิเวศ’ (Ecosystem) ของจักรยานไฟฟ้า เพื่อให้มาทดแทนการขาดหายไปของมอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการที่จอดรถ การสร้างเลนพิเศษให้ (ใช้เลนเดียวกับเลนจักรยาน) และการใช้มาตรการทางการเงินและการคลังเพื่อช่วยการขายจักรยานไฟฟ้า เป็นต้น

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

จักรยานไฟฟ้าในเลนพิเศษ

ผลจากนโยบายกำจัดมอเตอร์ไซค์ในเมืองใหญ่และมาตรการส่งเสริมต่างๆ ทำให้จำนวนมอเตอร์ไซค์ในจีนลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สวนทางกับจำนวนจักรยานไฟฟ้าที่มีมากขึ้น จากข้อมูลของวิกิพีเดีย ยอดขายมอเตอร์ไซค์ในจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยขายได้ประมาณ 19 ล้านคันใน ค.ศ. 2009 กลับลดลงเหลือ 13.88 ล้านคันใน ค.ศ. 2013 และลดลงเหลือ 12.7 ล้านคันในปีต่อมา (ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวไม่เกี่ยวกับยอดการผลิตมอเตอร์ไซค์เพื่อส่งออกไปขายยังประเทศอื่น) ขณะที่จากข้อมูลของเว็บไซต์ Statista ยอดขายจักรยานไฟฟ้าในจีนเพิ่มจาก 11.78 ล้านคันใน ค.ศ. 2010 มาเป็น 15.41 ล้านคันเมื่อปีที่แล้ว (ค.ศ. 2018) ซึ่งเว็บไซต์ Nextbigfuture สรุปว่า ปัจจุบันจีนมีจำนวนจักรยานไฟฟ้าสะสมมากที่สุดในโลกร่วมๆ 200 ล้านคัน โดยมีบริษัทผู้ผลิตสัญชาติจีนถึงกว่า 700 บริษัท

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

โฆษณาขายจักรยานไฟฟ้า
ภาพ : www.jd-tv.com

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

จักรยานไฟฟ้าวางขายอยู่ที่ร้าน

อย่างไรก็ดี การเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดของจักรยานไฟฟ้าในหลายๆ เมืองของจีนนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะความไม่ปลอดภัยบนท้องถนน เนื่องจากในช่วงแรกๆ จักรยานไฟฟ้าถูกตีความเป็นเหมือนการขี่จักรยานตามกฎหมายของจีน และการกำจัดแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งาน (ซึ่งขั้นตอนการทำลายกลับก่อให้เกิดมลพิษและสารตะกั่ว แม้การขี่จักรยานไฟฟ้าจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษ) จนทำให้บางเมืองต้องคิดใหม่และหันมาใช้มาตรการบางอย่างเพื่อควบคุมจักรยานไฟฟ้า หลังจากปล่อยให้เติบโตแบบอีเหละเขะขะมาเป็นสิบปี แต่ไม่ว่าจะมีมาตรการมาควบคุมเช่นใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจักรยานไฟฟ้าได้กลายมาเป็นวิถีชีวิตของคนจีนในหลายเมืองไปแล้ว ไม่ต่างจากการมีโทรศัพท์มือถือ

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

ผู้ขับขี่จักรยานไฟฟ้าบนถนน
ภาพ :  www.weibo.com

เล่ามาซะยืดยาวจนหลายท่านอาจตั้งคำถามว่า แล้วเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เกี่ยวอะไรกับปัญหาฝุ่นมลพิษที่กรุงเทพฯ และอีกหลายเมืองของไทยเรากำลังเผชิญอยู่ หรืออีกนัยหนึ่ง จักรยานไฟฟ้าจะเป็นตัวอย่างให้ไทยได้หรือ และในแง่ใดบ้าง ซึ่งคำถามเช่นนี้แหล่ะครับที่นำไปสู่คำตอบที่ผมได้บอกลูกสาวไปข้างต้นว่า พวกเราทุกคนเป็นทั้งต้นเหตุและทางออกของปัญหา

สำหรับผม การเกิดขึ้นของสังคมจักรยานไฟฟ้าของจีนได้ให้บทเรียนหลายอย่าง โดยเฉพาะในประเด็นว่ามันเกิดขึ้นอย่างเป็นลำดับขั้น เป็นระบบ มีเป้าหมายและผลสำเร็จที่ชัดเจน เริ่มจากการเห็นว่าเรื่องนั้นๆ เป็นปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่ปัญหาของภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตามด้วยการระบุแนวทางแก้ไขปัญหาที่แบ่งหน้าที่และบทบาทของแต่ละภาคส่วนอย่างชัดเจนว่าภาครัฐทำอะไร ภาคเอกชนทำอะไร และภาคประชาชนทำอะไร

ฝุ่น PM2.5, จักรยานไฟฟ้า

จักรยานไฟฟ้าชนกัน

โดยแนวทางการแก้ไขปัญหาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในทุกพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องมีอันเดียว และไม่จำเป็นต้องเป็นโปรเจกต์ใหญ่ๆ และการดึงทุกคนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข มิใช่ผลักภาระหน้าที่ทุกอย่างให้รัฐบาลหมด เพราะรัฐคงได้แค่ออกกฎ ระเบียบ หรือแผนปฏิบัติการ แต่ถ้าประชาชนไม่ร่วมด้วยแล้ว แผนและกฎหมายเหล่านั้นก็คงอยู่แค่ในกระดาษที่ไม่มีผลบังคับใช้จริง

ลองคิดเล่นๆ นะครับ สมมติว่าเรามีความเห็นร่วมกันว่าจะหาทางลดปริมาณควันจากท่อไอเสียมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ ซึ่งจากสถิติของกรมการขนส่งมีถึงเกือบๆ 3,700,000 คัน! เพื่อเป็นหนึ่งในมาตรการร่วมรัฐเอกชนเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษอย่างยั่งยืน และยังจะมีผลพลอยได้อื่นๆ จากการดำเนินการเช่นนี้ด้วย โดยจะนำสังคมจักรยานไฟฟ้าของจีนมาเป็นบทเรียน เราควรดำเนินการเช่นไร?

แน่นอนครับว่า เราคงใช้ไม้แข็งแบบที่จีนทำคือ ห้ามรถมอเตอร์ไซค์วิ่งในพื้นที่สำคัญๆ และไม่ต่ออายุใบอนุญาตประจำปี และไม่ออกใบอนุญาตใหม่ไม่ได้ โดยเฉพาะหากยังไม่มีทางเลือกอื่นให้ผู้ขับขี่และผู้ใช้บริการรถมอเตอร์ไซค์ ดังนั้น ที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติน่าจะเป็นการนำข้อดีที่มีอยู่มากของจักรยานไฟฟ้ามาเร่งสร้างดีมานด์ให้เกิดสังคมแห่งจักรยานไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มาทดแทนความต้องการใช้รถมอเตอร์ไซค์ให้ได้มากที่สุด

การจะทำเช่นนี้ได้ ขั้นแรกเลย ภาครัฐและตัวแทนประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ จะต้องเร่งหารือกันเพื่อนำไปสู่การออกกฎหมายมารองรับ (จะต้องมีใบอนุญาต? ขี่บนฟุตปาทได้? ต้องใส่หมวกกันน็อก? ต้องมีใบขนส่งสาธารณะหากจะใช้รับจ้าง? ฯลฯ) และการใช้มาตรการทางการเงินการคลังต่างๆ กระตุ้นและอุดหนุนให้เกิดความนิยมในการใช้จักรยานไฟฟ้า ซึ่งอาจต่อยอดไปสู่การพัฒนาสร้างจักรยานไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบรนด์ของไทยเอง ดังเช่นที่ไต้หวันซึ่งก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีจำนวนมอเตอร์ไซค์ต่อประชากรสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลกประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยจักรยานและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของไต้หวันใช้แบตเตอรี่ที่เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้วไม่ก่อให้เกิดมลพิษในตอนทำลาย หรือใช้ระบบเติมน้ำแทนน้ำมัน!

หากทำได้ดังนี้ ปัญหาฝุ่นพิษที่ไทยเราเจออยู่อาจไม่ใช่แค่เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นะครับ แต่แสงที่เห็นคงเป็นดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ที่ช่วยสร้างความยั่งยืนของมาตรการแก้ไขปัญหาเลยทีเดียว

ไม่แน่นะครับ ในอนาคตอันใกล้ พี่วินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ ซึ่งจากสถิติของกรมการขนส่งมีอยู่เกือบ 1 แสนคัน อาจเปลี่ยนจากมอเตอร์ไซค์มาเป็นพี่วินจักรยานไฟฟ้าก็เป็นได้ เพราะมันอาจตอบโจทย์กับทั้งผู้ให้บริการ (ต้นทุนในการประกอบอาชีพที่ลดลง และยังได้ช่วยชาติด้วยการไม่ผลิตมลพิษ) และผู้รับบริการ (ค่าบริการที่ถูกลงจากไม่ได้ใช้น้ำมัน และมีความปลอดภัยมากขึ้นจากความเร็วที่น้อยกว่ามอเตอร์ไซค์)

พอจะถึงบางอ้อแล้วครับว่า สถานการณ์วิน-วิน (Win-win Situation) ที่เขาชอบพูดกันนั้นมันหมายรวมถึงเมื่อพี่

วินมอเตอร์ไซค์เปลี่ยนมาใช้รถจักรยานไฟฟ้านั่นเอง!

Writer & Photographer

โกศล สถิตธรรมจิตร

นักการทูตไทยที่มีความตั้งใจว่าอยากผลิตงานเขียนที่สะท้อนเรื่องราวดีๆ ที่ได้พบได้เห็นในขณะไปประจำการในต่างประเทศ เพื่อจุดประกายให้ใครก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ นำไปใช้เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศไทย จบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ อดีตพนักงานบริษัททัวร์ อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของไทย และเคยประจำการในฐานะนักการทูตในสหรัฐฯ (นิวยอร์ก และลอสแอนเจลิส) และเมืองหนึ่งทางตอนใต้ของจีน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565
80

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load