ธุรกิจ : บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด (มหาชน)

ประเภทธุรกิจ : เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน, ออกแบบตกแต่งภายใน

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2552 

ผู้ก่อตั้ง : กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ

ทายาทรุ่นสอง : ศริตา ปัทมสัตยาสนธิ

Chic Republic เริ่มโด่งดังมาจากเฟอร์นิเจอร์สไตล์วินเทจจากสาขา Stand Alone ขนาดใหญ่ เติบโตเป็นศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้าน ของใช้ในบ้าน โคมไฟตกแต่ง และเครื่องนอนที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่ง

ด้วยภาพลักษณ์สินค้าพรีเมี่ยม คุณภาพมาตรฐานเทียบยุโรปและอเมริกา มีสไตล์ที่หลากหลายและทันสมัยทั้งสินค้าและบรรยากาศร้าน ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่แท้จริงแล้วนี่คือธุรกิจครอบครัวสัญชาติไทยที่สร้างจากการสั่งสมประสบการณ์ของ คุณกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ และต่อยอดจนแตกเป็น Chic Design Studio บริการตกแต่งออกแบบภายใน (Interior & Turnkey Service) โดยทายาทรุ่นสองวัย 28 ปี ฟาง-ศริตา ปัทมสัตยาสนธิ 

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองวันนี้ ชวนมาเรียนรู้เรื่องราวธุรกิจครอบครัวที่ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และวิสัยทัศน์ เพื่อสร้างความแตกต่าง รวมถึงแนวคิดการขยายธุรกิจด้วยการ Diversify และ Transform องค์กรของทายาท ที่สอนให้รู้ว่าการสานต่อธุรกิจไม่ได้มีแค่การต่อยอดจากสินค้าเดิม กับการแยกออกไปทำบริษัทใหม่เท่านั้น

การขยาย Chic Republic ของทายาทรุ่นสอง ด้วยเป้าหมายที่จะเป็นธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ครบวงจร

ก่อตั้งธุรกิจจากประสบการณ์

คุณกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ เริ่มสร้างอาณาจักร Chic Republic จากศูนย์ แต่ต้นทุนที่มีคือประสบการณ์กว่า 30 ปี ในการออกแบบ ผลิต จำหน่าย และส่งออกเฟอร์นิเจอร์ต่างประเทศ ทำให้รู้จักมักคุ้นกับวงการผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ซึมซับความรู้ว่าต้องผลิตอย่างไรให้ออกมาดี รู้เทคนิคการผลิตอย่างละเอียดลึกซึ้ง อีกทั้งยังช่ำชองว่าวัสดุแต่ละชนิดควรใช้ยังไง การเย็บควรเย็บแบบไหน รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงลดต้นทุนได้ แต่คุณภาพยังดีอยู่

ด้วยชั่วโมงบินที่ยาวนานเหล่านี้ ทำให้เขาสร้างธุรกิจขึ้นมาได้โดยไม่ได้สร้างโรงงานของตัวเอง แต่เน้นสร้างคอนเนกชันกับแหล่งผู้ผลิตที่ทำงานเข้าขากันดี ทำให้การเริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเยอะ

เมื่อสิบปีที่แล้ว แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสไตล์โมเดิร์น คุณกิจจามีความคิดอยากทำแบรนด์ไทยพรีเมี่ยมของตัวเองที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น จึงเริ่มผลิตเฟอร์นิเจอร์วินเทจซึ่งยังไม่ค่อยมีใครทำในไทย และเป็นที่ต้องการของตลาด พร้อมสร้างร้าน Stand Alone สาขาแรกของ Chic Republic ที่เลียบทางด่วนรามอินทรา ด้วยอาคารทรงโดมแบบยุโรป และการตกแต่งร้านใหญ่ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทำให้แบรนด์ติดตาและเป็นที่สนใจ

สไตล์ของ Chic ที่แตกต่างด้วยการ Mix & Match 

จากเฟอร์นิเจอร์วินเทจ ต่อมา Chic Republic เพิ่มความแตกต่างด้วยการรวมเฟอร์นิเจอร์หลากหลายสไตล์ทั้ง Modern Luxury, Industrial, Vintage และ Contemporary ในที่เดียว กลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในทุกวันนี้ เรียกว่า ModTrad มาจาก Modern + Traditional การผสมผสานระหว่างความทันสมัยและคลาสสิกของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน

ฟาง-ศริตา ปัทมสัตยาสนธิ พาเดินชมร้าน ซึ่งมีการวางเฟอร์นิเจอร์โมเดิร์นกับวินเทจเรียงสลับกัน พร้อมเล่ามุมมองการตกแต่งบ้านในแบบของชิค 

“คนไทยมักเข้าใจว่าบ้านโมเดิร์นต้องตกแต่งทันสมัย บ้านโบราณหน่อยก็ต้องวินเทจเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว Mix & Match ได้ ต่างประเทศนิยมผสมการแต่งหลายแบบเข้าด้วยกันมานานแล้ว และตกแต่งออกมาสวยได้”

การต่อยอดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวด้วย Chic Design Studio ของทายาทรุ่นสอง Chic Republic

ฟังแล้วรู้สึกว่าการแต่งห้องนั้นคล้ายการแต่งตัว คือ เลือกไอเท็มหลายสไตล์มาใส่ได้ในชุดเดียวกัน มี Furniture Stylist ช่วยเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เข้ากับห้องคล้าย Fashion Stylist ที่ช่วยลูกค้าแต่งตัว การเดินเลือกสินค้าที่นี่จึงสนุกตรงเปิดโอกาสให้คนที่มองหาของแต่งบ้าน มองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ในการแต่งห้องออกมา เกิดเป็นห้องที่มีสไตล์เฉพาะของตัวเอง

ฟางบอกว่าชิคมีเป้าหมายคือการออกแบบสินค้าใหม่ทุกเดือน เพราะคุณพ่อบอกว่าร้านเสื้อผ้ายังเปลี่ยนดีไซน์ทุกซีซั่นได้ เฟอร์นิเจอร์ก็ทำได้เหมือนกัน 

แม้คุณกิจจาและคุณฟางจะไม่ได้เรียนด้านการออกแบบมาโดยตรง แต่การไปดูงานดีไซน์แฟร์ที่อิตาลีเสมอเพื่อศึกษาเทรนด์โลก ทำให้กำหนดทิศทางให้ดีไซเนอร์ในทีมได้รู้ว่าดีไซน์แบบไหนกำลังเป็นที่นิยม ทั้งนี้ คุณฟางบอกว่า “ไม่ได้ออกแบบใหม่ทั้งหมดทุกครั้ง ใช้วิธีปรับนิดหน่อย เช่น เปลี่ยนวัสดุจากผ้ากำมะหยี่เป็นโพลีเอสเตอร์ เปลี่ยนขาไม้เป็นขาเหล็ก เปลี่ยนหมุดเป็นแบบอื่น และปรับดีไซน์ให้นั่งสบาย เหมาะกับสรีระของคนไทย”

ทุกวันนี้คุณกิจจาหรือคุณพ่อของฟางยังคงตำแหน่ง CEO ที่ดูแลด้านการพัฒนาสินค้าเป็นหลัก นอกจากเลือกสไตล์ที่หลากหลายแล้ว ยังยึดหลักว่าสินค้าที่ดีต้องมีความสบาย โซฟาและเก้าอี้ต้องมีขนาดและความลึกเหมาะสม เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งด้านฟังก์ชันและความสวยงาม และฟางเองในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ ก็ได้เอาไอเดียเทรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาร่วมพัฒนาสินค้าด้วย

การต่อยอดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวด้วย Chic Design Studio ของทายาทรุ่นสอง Chic Republic
การต่อยอดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวด้วย Chic Design Studio ของทายาทรุ่นสอง Chic Republic

Stand Alone ที่ครบจบที่เดียว 

ก่อนการมาถึงของยุคดิจิทัลที่การขายออนไลน์บูม การขยายธุรกิจในสมัยก่อนของแบรนด์เน้นการเพิ่มจำนวนร้าน ฟางจำหลักการขยายสาขาของคุณพ่อได้ว่า 

“ไม่ว่ายังไงเราจะไม่เน้นขยายสาขาในห้าง เพราะมีพื้นที่น้อยและค่าเช่าค่อนข้างสูง” ดังนั้นทุกสาขาของ Chic Republic ในกรุงเทพฯ ที่เปิดตามมาภายหลัง จึงล้วนคงคอนเซ็ปต์ที่เป็นจุดเด่นของสาขาแรกคือ ร้าน Stand Alone ขนาดใหญ่ โดยเลือกย่านที่มีโครงการบ้านจัดสรรเยอะ อย่างบางนา ราชพฤกษ์ ประดิษฐ์มนูธรรม เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อในโครงการ 

ส่วนในต่างประเทศ ชิคเลือกไปเปิดที่กัมพูชาในห้างสรรพสินค้า Aeon Mall Sen Sok City เพราะเห็นพฤติกรรมลูกค้ากัมพูชาที่มีความชอบคล้ายคนไทย มีเทรนด์ของแต่งบ้านคล้ายกัน และแทบไม่มีคู่แข่งเลย

จุดเด่นของร้าน Stand Alone ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ตั้งแต่ 10,000 – 15,000 ตารางเมตร ทำให้มีของแต่งบ้านเรียงรายให้เลือกสรรเยอะ ฟางมองว่าด้วยเทรนด์ดีไซน์ของต่างประเทศและไทยใกล้เคียงกันมากขึ้น ทำให้ลูกค้าเริ่มเข้าใจสไตล์ของแต่งบ้านที่หลากหลายและรู้จักแบรนด์มากขึ้น 

“แต่ก่อนคนเข้าใจว่ารอยที่เฟอร์นิเจอร์วินเทจคือมีตำหนิ แต่ที่จริงเป็นเอกลักษณ์ของลายไม้สไตล์วินเทจ”

ด้วยความที่สินค้ามีเยอะ Chic Republic จึงแบ่งออกเป็นแบรนด์ย่อยหลายแบรนด์เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม

การขยาย Chic Republic ของทายาทรุ่นสอง ด้วยเป้าหมายที่จะเป็นธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ครบวงจร

Chic Republic เป็นสินค้าชิ้นใหญ่ สำหรับคอนโดหรือบ้านขนาดใหญ่ 

Rina Hey เป็นสไตล์ Loft Industrial เหมาะสำหรับคนวัย 20 ต้น ผู้อาศัยในคอนโดขนาดเล็ก มองหาของชิ้นเล็กลงมาและราคาไม่แพง ฟางเล่าว่าระยะหลังคนนิยมแบรนด์นี้มากขึ้น โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นฟังก์ชันประหยัดพื้นที่ จึงเลือกมาขาย เช่น โต๊ะที่เปิดออกมาแล้วกางเป็นโต๊ะทำงานหรือโต๊ะกาแฟได้

ส่วน Ashley เป็นแบรนด์นำเข้าโด่งดังจากอเมริกา สไตล์อเมริกัน Urbanology, Vintage Casual, Contemporary และ New Tradition ที่มีความเรียบและคลาสสิก

นอกจากนี้สิ่งใดที่ลูกค้ามองหาแล้วแบรนด์ไม่ได้ผลิตเอง ชิคก็จะเติมเต็มความต้องการของลูกค้าด้วยการคัดเลือกแบรนด์อื่นที่มีคุณภาพเข้ามา ดังเช่นโซน Sleep Gallery เน้นเลือกที่นอนจากแบรนด์คุณภาพและและรุ่นสินค้าที่หาไม่ได้จากที่อื่น โซนดอกไม้และต้นไม้ประดิษฐ์ ภาพศิลปะและของตกแต่งบ้านอื่น ๆ 

“ถ้าอยากตกแต่งบ้าน มาที่เราที่เดียวจบ” ฟางสรุปคุณค่าของธุรกิจครอบครัวที่คุณพ่อของเธอวางรากฐานไว้อย่างแข็งแรง 

การขยาย Chic Republic ของทายาทรุ่นสอง ด้วยเป้าหมายที่จะเป็นธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ครบวงจร

ออกแบบห้องเพื่อส่งเสริมเฟอร์นิเจอร์ 

หลังจากเริ่มเข้ามาช่วยคุณพ่อดูแลด้านการตลาดให้ธุรกิจครอบครัวในช่วงแรก ฟางเริ่มวางแผนขยับขยายธุรกิจ “ลูกค้าหลายคนถามว่าเรามีบริการตกแต่งบ้านด้วยไหม เรามองว่าขายเฟอร์นิเจอร์มา 10 ปีแล้ว Interior Design เป็นธุรกิจที่เสริมกันเลยทำขึ้นมา” 

Chic Design Studio เป็นธุรกิจบริการออกแบบตกแต่งภายในยูนิตใหม่ ที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวเป็น One Stop Service ในเรื่องบ้านอย่างเต็มตัวมากขึ้น ดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ ออกแบบจนถึงรับเหมาก่อสร้าง ทั้งคอนโด บ้าน ร้านอาหาร คาเฟ่ โดยทีมงานที่เคยมีประสบการณ์จากบริษัทสถาปนิกชั้นนำ

ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการเฟอร์นิเจอร์ การบริการการออกแบบภายในจึงคำนึงถึงการเลือกใช้ของตกแต่งที่สอดคล้องกับห้องด้วย นำเสนอเฟอร์นิเจอร์บิลด์อินและของแต่งห้องของ Chic ที่มีครบจบตั้งแต่โซฟา เตียง โต๊ะทานข้าว โต๊ะข้างเตียง โต๊ะทานกาแฟ ผ้าปูเตียง เครื่องนอน หมอน โคมไฟ

แน่นอนว่าสไตล์การตกแต่งห้องต่อยอดมาจากสไตล์เฟอร์นิเจอร์ที่มีหลากหลาย ตั้งแต่ห้องแบบ Classic Chic ผสานความคลาสสิกและโมเดิร์นเข้าด้วยกันอย่างหรูหรา Industrial Loft ที่มีความเท่ดิบของสัจจะวัสดุอย่างมีสไตล์ และ Modern Muji แบบมินิมอลอบอุ่นสไตล์ญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยม

การต่อยอดหรือแตกไลน์ธุรกิจจากสินค้าเดิมแบบนี้ เรียกว่า Diversify ช่วยกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจและยังส่งเสริมกันและกันในการบริการลูกค้าอีกด้วย

ในอนาคตฟางมองว่าอยากผลักดันแผนกตกแต่งภายใน สู่การเป็นพาร์ตเนอร์กับโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจังขึ้น ด้วยการออกแบบตกแต่งห้องของโครงการในมุมที่ขายยากให้มีเอกลักษณ์เพื่อให้ขายได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ เธอยังมองว่ายังแตกบริการออกไปได้อีก ด้วยบริการเช่าเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านสำหรับเจ้าของโครงการ และคนจัดอีเวนต์ที่อยากเช่าเฟอร์นิเจอร์ชั่วคราวเพื่อมาจัดห้องตัวอย่างหรือกิจกรรมต่าง ๆ

การบริหารของทายาท Gen Y ที่เข้าใจวิธีทำงานของพ่อ

ผลพลอยได้ของการการแตกธุรกิจออกเป็นยูนิตใหม่ คือการบริหารทีมได้ง่ายขึ้น วิธีการทำงานของทีมออกแบบตกแต่งภายในที่เต็มไปด้วยสมาชิกทีมเจเนอเรชัน Y ของฟาง แตกต่างกับวัฒนธรรมองค์กรของแผนกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่คุณพ่อดูแลมายาวนาน เมื่อแยกแผนกกันชัดเจน ทำให้การบริหารงานดำเนินไปอย่างราบรื่นขึ้น

สำหรับฟาง ประสบการณ์การทำงานประจำในองค์กรสตาร์ทอัพและบริษัทต่างชาติมาก่อน ทำให้สามารถนำส่วนดีของแต่ละที่มาประยุกต์ใช้ในการสร้างระบบ และเตรียมพร้อมธุรกิจครอบครัวให้เข้าสู่โลกยุคใหม่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เธอริเริ่มการเพิ่มช่องทางขายออนไลน์ของ Chic Republic ทั้งเว็บไซต์ E-Commerce และ E-marketplace อย่าง Lazada และ Shopee ความท้าทายคือการสร้างระบบขายออนไลน์ที่มีรายละเอียดการจัดการเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารการขนส่งเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นสินค้าชิ้นใหญ่ การเทรนนิ่งพนักงานที่ประกอบเฟอร์นิเจอร์ให้ลูกค้า การถ่ายทอด Service Mind ให้พนักงานรักษามาตรฐานการบริการอย่างสุภาพ

เหล่านี้ต้องมีการสร้างระบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน สิ่งที่ฟางได้เรียนรู้คือการลงมือทำจริงให้คนในองค์กรเห็นผลลัพธ์ จะช่วยให้ทีมยอมรับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ว่าระบบช่วยลดการจัดการงานยิบย่อยในแต่ละวันได้ 

“สิ่งที่คุณพ่อสอนคือ ไม่ว่าเจอปัญหาอะไรในการบริหารคน ให้ยึดหลักว่าลูกค้าสำคัญที่สุด มองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แล้วจะเห็นวิธีแก้ไข” กลับมาแก้ไขในสิ่งที่ทำได้ เช่น เริ่มจากคิดว่าจะเทรนนิ่งพนักงานเพิ่มเติมอย่างไร 

ในขณะเดียวกัน ฟางเล่าว่าการเริ่มต้นสิ่งใหม่ในธุรกิจครอบครัวต้องมีการประนีประนอม เพราะวิธีคิดและสไตล์การทำงานของคนต่างเจเนอเรชันย่อมต่างกัน เมื่อมีไอเดียใหม่ เธอมักเริ่มจากทำวิจัยศึกษาข้อมูลก่อนและวางแผนระยะยาวล่วงหน้า 

ความแตกต่างคือ “คุณพ่อจะชอบให้ลงมือทำเลยทันที ไม่ต้องคิดเยอะว่าถ้าล้มเหลวจะเป็นยังไง ถ้าอยากทำก็มุ่งหน้าไปเลยแล้วปรับแผนไประหว่างทางและชอบลงมือทำเองทุกอย่าง พอทำกับคุณพ่อมีหลายอย่างที่เรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องทำวิธีเราก็ได้ ทำอีกวิธีได้เหมือนกัน”

ฟางสรุปว่าแม้วิธีการทำงานไม่เหมือนกัน แต่ก็พยายามปรับ หาจุดตรงกลางที่ทำงานแล้วเสริมกันและกันให้ดีขึ้น 

“ถ้าไปถึงจุดหมายเหมือนกัน ระหว่างทางอาจลงมือทำคนละวิธีก็ได้ เรียนรู้กันและกันไปวันต่อวัน”

การต่อยอดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวด้วย Chic Design Studio ของทายาทรุ่นสอง Chic Republic

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : ไก่ทอง ออริจินัล

อายุ : 24 ปี

ประเภท : ร้านอาหาร 

ผู้ก่อตั้ง : คุณจิ๋ม-อรุณี มนตรีวัต

ทายาทรุ่นสอง : คุณหนู-แสงอรุณ มนตรีวัต

ต้องโทรจองเมนูหายากก่อนไป ลูกค้ารอคิวยาวจนไม่มีที่นั่ง 

จะมีร้านอาหารกี่ร้านที่ตั้งใจทำอาหารอย่างพิถีพิถัน ตั้งสเปกวัตถุดิบคุณภาพสูง ใส่ใจให้ทุกจานพิเศษ เข้มงวดจนเมนูที่ขายมีจำกัด ยอมให้อาหารเสิร์ฟช้าขึ้น รอคิวยาวหน่อย แต่การันตีคุณภาพและบริการมาถึง 24 ปี 

อาหารไทยสไตล์ Oriental ที่คิดค้นสูตรเองทั้งหมดทุกเมนู เกิดจากความรู้จริงในศาสตร์การทำอาหารของ คุณจิ๋ม-อรุณี มนตรีวัต จนประยุกต์สูตรเฉพาะของร้านได้เอง หากพูดถึงตับทอดกระเทียมพริกไทยและน้ำแข็งไสสุดอลังการ ต้องนึกถึงชื่อ ‘ไก่ทอง ออริจินัล’ เป็นชื่อแรกเท่านั้น

ทายาทรุ่นสองของร้านเริ่มต้นสานต่อด้วยความไม่ชอบทำอาหาร เพราะเห็นแม่เข้าครัว บริการลูกค้าตั้งแต่เช้าตรู่ถึงเที่ยงคืน แม้ในตอนแรกจะไม่รักแต่ก็อยากรักษา มุ่งมั่นเปลี่ยนพรสวรรค์การทำอาหารของรุ่นหนึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานในรุ่นสอง ใช้หัวใจในการเข้าครัวให้ทุกจานออกมาเป๊ะ รสชาติอร่อยเหมือนเดิม 365 วัน ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงจนมี 4 สาขา คือ เมืองทองธานี, เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัลภูเก็ต ฟลอเรสต้า และสาขาล่าสุดที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี

ไก่ทอง ออริจินัล โดยทายาทรุ่นสองที่ตั้งสเปกอาหารสูงด้วยความใส่ใจและเข้มงวดมาตลอด 24 ปี

วันนี้ The Cloud ชวนคุยกับ คุณหนู-แสงอรุณ มนตรีวัต ณ สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ที่มีคอนเซ็ปต์ร้านแบบมินิมอล สื่อถึงการทำอาหารที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ละเอียดอ่อน มีบรรยากาศโล่งโปร่งสดใส คล้ายความซื่อสัตย์ที่มีให้ลูกค้าเสมอมา

ไก่ทอง ออริจินัล โดยทายาทรุ่นสองที่ตั้งสเปกอาหารสูงด้วยความใส่ใจและเข้มงวดมาตลอด 24 ปี

Original Recipes

คุณแม่จิ๋ม อรุณี รักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งอาหารไทย จีน ฮ่องกง ฝรั่ง มักเข้าครัวทำอาหารตั้งแต่เช้าตรู่ถึงมืดค่ำเป็นประจำ เป็นผู้คิดค้นสูตรอาหารต้นตำรับของร้าน

ไก่ทอง ออริจินัล โดยทายาทรุ่นสองที่ตั้งสเปกอาหารสูงด้วยความใส่ใจและเข้มงวดมาตลอด 24 ปี

สมัยก่อนร้านดั้งเดิมใช้ชื่อว่า ‘ก๊ำไก๊ไก่ทอง’ โดยคำว่า ก๊ำไก๊ เป็นภาษาฮ่องกง แปลว่า ไก่ทอง มีสาขาแรกที่เมืองทองธานี ตกแต่งร้านแบบจีน ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ไก่ทอง ออริจินัล’ ในยุคของคุณหนู แสงอรุณ ทายาทรุ่นสองที่เข้ามารีโนเวตร้านและสร้างแบรนด์ใหม่ให้ทันสมัยขึ้น ขยับขยายเป็น 4 สาขา

เสน่ห์ของ ไก่ทอง ออริจินัล คืออาหารไทย Oriental ที่ผสานเทคนิคการทำอาหารแบบตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เป็นสูตรที่มีเอกลักษณ์ซึ่งคุณหนูบอกว่าตั้งต้นมาจากแม่ 

“ทุกเมนูแม่ประยุกต์ขึ้นมาเอง มีความเป็นออริจินัล เราไม่สามารถหาทานเมนูแบบนี้ที่ร้านอื่น เพราะเราคิดค้นขึ้นมาเองตั้งแต่สูตร วัตถุดิบ การผสมผสานเทคนิค คิดทุกอย่างเองโดยไม่ได้มีต้นแบบมาจากที่ไหน”

เมนูซิกเนเจอร์ตลอดกาลคือตับหมูทอดกระเทียมพริกไทย (สูตรฟัวกราส์ฝรั่งเศส) ที่แตกต่างจากฟัวกราส์ฝรั่งเศสทั่วไป “ปกติเวลานึกถึงตับจะเป็นอาหารฝรั่งหรือญี่ปุ่น ไม่ใช่อาหารไทย ของเราเป็นตับที่ทานกับข้าว หาทานที่ไหนไม่ได้”

เมนูตับหมูทอดกระเทียมพริกไทย (สูตรฟัวกราส์ฝรั่งเศส) มาตรฐานของร้านไก่ทอง ออริจินัล ทุกจานที่จัดเสิร์ฟเป็นตับสด คัดพิเศษจากหมูสุขภาพดีที่เลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติ หรือเรียกว่า ‘ตับหนึ่งในร้อย’ หมายถึงในหมู 100 ตัว จะมีตับจากเพียง 1 ตัวเท่านั้นที่ได้มาตรฐานของร้าน นั่นคือ สีตับสวย นิ่ม รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาร่วมกัน เช่น น้ำหนัก อายุ สุขภาพของหมู เรียกว่าต้องเป็นตับที่สวยเป๊ะทุกองศา หากวันไหนที่ไม่ได้วัตถุดิบตรงตามมาตรฐาน ร้านก็จะไม่ทำเมนูนั้น ๆ เสิร์ฟขึ้นโต๊ะให้ลูกค้าเด็ดขาด และนอกจากตับหมู ทางร้านยังมีเมนูตับไก่และตับห่านทอดกระเทียมพริกไทย ซึ่งคัดเฉพาะวัตถุดิบพรีเมียมและคงความเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่อร่อยไม่แพ้กัน  

และคุณหนูยังเผยเทคนิคการสับกระเทียมจากจีน ส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้หลากหลายเมนูทอดกระเทียมของร้านเป็นที่นิยม ไม่ใช่แค่ตับ แต่รวมถึงเมนูกุ้งและหมูทอดกระเทียมด้วยว่า “ต้องสับเม็ดกระเทียมให้เท่ากัน เลี้ยงไฟในการผัดให้เหลืองทองเท่ากัน มีเทคนิคไปจนถึงขั้นตอนเทเครื่องปรุง แม้ให้สูตรไปหมดเลยแต่ถ้าทำบางอย่างผิดไป ก็ไม่ได้อาหารออกมาแบบที่ร้านขาย ต้องมีเทคนิคในทุกการทำ”

ไก่ทอง ออริจินัล โดยทายาทรุ่นสองที่ตั้งสเปกอาหารสูงด้วยความใส่ใจและเข้มงวดมาตลอด 24 ปี

คุณหนูบอกว่าหากเปิดเมนูจะพบซิกเนเจอร์ของอาหารทุกจาน ตั้งใจทำหมดจนเลือกไม่ถูกว่าเมนูไหนเด่น ไม่ว่าจะเป็นกระทงไก่ทองที่เป็นออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อย แกงป่าหมูชาบูที่ประยุกต์ใส่เนื้อหมูชาบูหอมนุ่มกับเครื่องแกงไทย หรือจี๊ผา หมูทอดสูตรฮ่องกงชิ้นหนา กรอบนอกนุ่มในกำลังพอดี และอีกหลายเมนูสุดพิเศษ

ความลับที่ทำให้คิดค้นสูตรเองได้ทั้งของคาวและหวาน คือการคิดสูตรซอสเอง

เมื่อถามว่าทำไมต้องพิถีพิถันเรื่องสเปกละเอียดขนาดนั้น คุณหนูให้คำตอบว่า “ไม่มีซอสไหนที่ซื้อมาแล้วใช้ได้เลย ต้องเอามาพัฒนาเพิ่ม บางซอสขาดรสหวาน บางซอสขาดความหอม เราเลยผสมซีอิ๊วเองเพราะหาที่ถูกใจไม่ได้” 

ตัวอย่างเช่นน้ำผึ้ง ต้องใช้น้ำผึ้งป่าเดือน 5 เนื้อดีที่สุดจากเดือน 5 เท่านั้น เพราะรสไม่ติดเปรี้ยว พอน้ำผึ้งดี เวลานำไปทำเมนูปลากะพงฮันนี่ ราดปลากะพงสด ๆ ทั้งตัวด้วยน้ำปลาผสมน้ำผึ้ง จึงได้รสหวานเค็มลงตัว

ที่ ไก่ทอง ออริจินัล ประยุกต์จนอร่อยได้ขนาดนี้ เพราะพวกเขาตั้งใจคิดมาแล้ว

ไก่ทอง ออริจินัล โดยทายาทรุ่นสองที่ตั้งสเปกอาหารสูงด้วยความใส่ใจและเข้มงวดมาตลอด 24 ปี

งานคราฟต์ในครัวที่ใส่ใจอย่างเข้มงวด 

คุณหนูเปรียบการทำอาหารว่าทำช้าเพราะประณีตและละเมียดละไมเหมือนทำงานฝีมือ กลเม็ดเคล็ดลับไม่ได้ซับซ้อน แต่ใส่ใจรายละเอียดอย่างเข้มงวด หากกรรมวิธีคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยก็ไม่ปล่อยผ่านไป มาตรฐานที่ ไก่ทอง ออริจินัล ต้องมี ได้แก่

หนึ่ง คือใช้กรรมวิธีดั้งเดิม ทำสด ๆ 

“ไม่ใช้เครื่องจักรเข้ามาผสม ตำมือ ใช้คนคั่ว เพราะเครื่องไม่สามารถตอบโจทย์เราได้  ถ้าทำด้วยมือ เราควบคุมขนาดที่ต้องการได้ ไม่เละไป ของบางอย่างถ้าเละไปจะมีกลิ่นเหม็น” ด้วยเครื่องแกงที่ตำเอง คัดเอง แกงป่าของร้านจึงเป็นรสไทยแท้ จัดจ้านถึงเครื่อง 

“อาหารทำสดทุกอย่าง ไม่ใช่อาหารสำเร็จรูปในห้างทั่วไป แกงสด ตำสด ไม่มีทำเตรียมไว้”

สอง คือกระบวนการที่พิเศษ

เคาหยกคือเมนูที่คุณหนูบอกว่าทำยากที่สุดของร้าน เป็นหมูสามชั้นปรุงรสด้วยซีอิ๊วนำเข้าและซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ผักนำไปอบกับน้ำชา 36 ชั่วโมง หมูต้องตุ๋นให้นุ่มละลายในปาก รวมใช้เวลา 2 วันถึงได้เคาหยก 1 หม้อ

สาม คือสเปกวัตถุดิบที่พอดี

ไม่ว่าจะเป็นปลา กุ้ง เนื้อ หมู ล้วนคัดของดีที่สุดให้ลูกค้า 

สำหรับเมนูดังอย่างปลาเต๋าเต้ยนึ่งซีอิ๊ว ความละเอียดคือ “ปลาเต๋าเต้ยต้องมีขนาด 1.3 – 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น เท่ากับว่าช่วงน้ำหนักห่างกันได้แค่ 3 ขีด ถ้าเล็กกว่า 1.3 จะไม่มีเนื้อ ความหนาของชิ้นปลาจะไม่มา แต่ถ้าแก่เลย 1.6 เนื้อปลาจะแก่และเหนียว ความหวานของปลาจะหายไป การหาปลาต้องใช้เรือประมงเฉพาะทาง ถ้าวัตถุดิบพอดีแล้วความหวานของปลาจะออกมาเอง  

“กุ้งก็มีขนาดว่าห้ามเกินเท่าไหร่ ถ้าตกไซส์แล้วจะมีปัญหากับหน้าร้านต่อ เพราะใช้เทคนิคการทำแบบหนึ่ง ถ้าน้ำมันกับกุ้งไม่สัมพันธ์กัน กุ้งก็แข็งไป มีเทคนิคว่าต้องทอดแบบนี้และสุกเท่านี้ สัมพันธ์กันหมดทั้งระบบ”

ถ้าเป็นพะแนงเนื้อต้องใช้เนื้อที่อยู่รอบนอกเนื้อลูกมะพร้าวของวัว และต้องเป็นเนื้อแดง ติดเอ็น แทรกมันเท่านั้น  

ไก่ทอง ออริจินัล โดยทายาทรุ่นสองที่ตั้งสเปกอาหารสูงด้วยความใส่ใจและเข้มงวดมาตลอด 24 ปี

เพราะหลายเมนูทำยากและคัดวัตถุดิบพิเศษ จึงมีจำนวนจำกัด

“เราเปิดในห้าง แต่บางเมนูไม่ใช่หาทานได้ตลอดเวลา บางทีแต่ละสาขามีไม่กี่ที่ต่อเมนู เช่น น่องไก่ปักกิ่ง เป็นน่องไก่ทอดใหญ่มากประมาณ 3 – 4 น่อง ขนาดแบบนี้มีไม่เยอะ ลูกค้าเจอของหมดบ่อยเพราะเราคัดของจริง ๆ เลือกสเปกของที่หาไม่ได้ทั่วไป”  

ไม่ใช่แค่ของคาวเท่านั้นที่ใส่ใจดั่งงานฝีมือ ของหวานอย่างน้ำแข็งไสก็มีกรรมวิธีพิเศษที่ไม่เหมือนใคร นอกจากสั่งทานได้ที่ร้านหลังอิ่มท้องจากของคาวแล้ว คุณหนูยังเปิดโซนสำหรับคนที่อยากทานของหวานโดยเฉพาะ ชื่อ The Dessert by Kaithong Original ตั้งอยู่ข้างสาขาที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี 

สูตรน้ำแข็งไสของร้านไม่ใช่แค่เปิดเครื่องแล้วกดน้ำแข็งออกมาอย่างรวดเร็ว แต่คุณหนูบอกว่ามีกรรมวิธีที่ละเอียดกว่านั้น “ใช้เวลาทำ 5 – 10 นาที เพื่อดูว่าอุณหภูมิของเกล็ดน้ำแข็งแต่ละอันพอดีไหม ถ้าน้ำแข็งใช้ไม่ได้ เวลาบีบจะใส ๆ ฉีดน้ำแล้วจะละลายกับซอส ถ้าดูน้ำแข็งไสของเรา จะเห็นว่าเป็นเส้นเรียงกัน ไม่ใช่ฝุ่น” เกล็ดต้องใส เนื้อขาวละเอียดบางเบา และมีความเย็นพอดีที่กลมกล่อมกับซอสทำให้รสไม่เพี้ยน

น้ำแข็งไสของ ไก่ทอง ออริจินัล มีหลายสิบรส โดยรสพิเศษตอนนี้ คือ Shaved Ice Double Tea Signature มีซอสไซรัปได้แก่ชาไทยและชาเขียวเกียวคุโระ ใบชาเขียวที่ดีที่สุดจากญี่ปุ่นผสมกันอย่างละครึ่ง ทานคู่กับโมจิและซอสคุโรมิทสึสูตรพิเศษที่คิดค้นขึ้นเองอีกเช่นกัน

ไก่ทอง ออริจินัล โดยทายาทรุ่นสองที่ตั้งสเปกอาหารสูงด้วยความใส่ใจและเข้มงวดมาตลอด 24 ปี

จากพรสวรรค์สู่มาตรฐาน

มาตรฐานความอร่อยของ ไก่ทอง ออริจินัล คือ 365 วันต้องมีรสชาติเหมือนกัน ถ้าชวนเพื่อนมาทานอีกวันต้องอร่อยเหมือนเดิม แม้สิ่งที่เหมือนเดิมเสมอมาจากรุ่นสู่รุ่นคือรสชาติ แต่คุณหนูบอกว่าแนวทางทำอาหารของตัวเองกับแม่นั้นต่างกันเยอะมาก 

รุ่นหนึ่งเน้นพรวรรค์ รุ่นสองสร้างมาตรฐาน

“แม่ทำอาหารอร่อยแบบจำสูตรไม่ได้ อร่อยได้ด้วยสัญชาตญาณ รสชาติเหมือนกันทุกจาน ถ้าตั้งใจเกินไปจะไม่ได้ ทำกับข้าวไม่เคยเหมือนกันสักวัน แต่รสชาติเหมือนกันทุกวัน”

คุณหนูยกตัวอย่างความยากในการเรียนทำอาหารกับแม่ว่า “สมมติผัดราดหน้าเส้นใหญ่ เมื่อวานใช้ไฟแรง แต่พรุ่งนี้อาจใช้ไฟอ่อน เพราะคุณภาพวัตถุดิบไม่เหมือนกัน เส้นไม่เหมือนกัน น้ำมันที่อยู่ในเส้นไม่เท่ากัน แป้งในเส้นล็อตนี้ไม่เหมือนล็อตเมื่อวาน ทำให้ต้องปรับที่วิธีทำเพื่อให้รสชาติเหมือนเดิม” 

เพราะลองผิดลองถูกในการทำอาหารมาทั้งชีวิต คุณจิ๋มจึงรู้ลึกเรื่องอาหารจนประยุกต์ได้ พนักงานในครัวโกหกไม่ได้ ซิกแซกไม่ได้ เพราะเธอบอกได้หมดว่าจานนี้ไม่เหมือนเดิมยังไง

“ถ้าจะทำอาหารให้ออกมาเหมือนกัน คุณรู้แค่สูตรและระบบไม่ได้ คุณต้องรู้จักอาหาร” คือสิ่งที่ทายาทรุ่นสองได้เรียนรู้จากแม่

ความท้าทายสำคัญของทายาทร้านอาหารคือการสานต่อพรสวรรค์ของแม่ ซึ่งมีความยากในช่วงแรก แม่ครัวที่เก่งย่อมกะปริมาณด้วยตา ปรุงรสและขยับมืออย่างรวดเร็ว ปราดเปรียวเกินมือใหม่จะตามทัน “แม่สะบัดช้อนในการทำกับข้าวมาตลอด แต่เราเริ่มจากเข้ามาชั่ง ตวง วัด พนักงานเห็นว่าเราทำกับข้าวไม่เป็นแล้วเข้าไปพยายามเปลี่ยนแปลง สายตาทั้งในครัวและหน้าร้านเลยต่อต้าน” 

คุณหนูเปลี่ยนอุปสรรคเป็นโอกาส ด้วยการยกระดับมาตรฐานให้เป็นระบบยิ่งขึ้น

“พนักงานใหม่เรียนจากการทำอาหารเร็ว ๆ ไม่ได้เหมือนกัน เราเลยคิดว่า ถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้ แปลว่าทุกคนที่เดินเข้ามาหลังจากนี้จะทำเป็นแบบเรา เลยเริ่มที่ตัวเองก่อน

“เราไปจับแรงสะบัดมาชั่ง ปรับทีละเมนูกับพนักงาน บอกว่าลองสะบัดให้ดูหน่อย ทำสูตร จดตัวเลข แล้วมาปรับว่ารสที่ถูกต้องควรเพิ่มอะไร สมมติสูตรแต่ละวันเคยใช้ส่วนผสม 5 ส่วน ก็ไม่ได้ใช้ 5 ตลอด ต้อง 6 8 4 บ้าง เป็นเราที่คุมสูตรด้วยตัวเลขแต่ตั้งต้นมาจากแม่ ถอดสูตรอาหารออกมา” 

แปลงพรสวรรค์ของแม่เป็นระบบ ปูมาตรฐานอย่างแข็งแรงจนขยับขยายถึง 4 สาขาได้อย่างยั่งยืน 

จดหมายถึงลูกค้าที่รัก 

ความใส่ใจไม่ได้อยู่แค่บนจานและในครัวเท่านั้น แต่ยังอยู่ในบริการทุกรายละเอียดอีกด้วย 

“สมัยก่อนร้านไก่ทองมีไมค์ คุณแม่จะประกาศทางไมค์แล้วเดินคุยกับลูกค้าเองทุกโต๊ะ” 

คุณหนูบอกว่าเป็นคนไม่ชอบพูดคุยเหมือนคุณแม่ จึงเปลี่ยนวิธีสื่อสารกับลูกค้าเป็นทางจดหมายแทน ทุกครั้งที่ลูกค้ามาที่ร้าน จะพบซองจดหมายจ่าหน้าถึงคุณลูกค้าที่รัก วางบนจานทุกจาน โต๊ะทุกโต๊ะ โดยเปลี่ยนเนื้อหาในจดหมายทุก 3 – 4 เดือน

เบื้องหลังทุกจานที่เปี่ยมความใส่ใจและเข้มงวดอย่างมีคุณภาพของ ‘ไก่ทอง ออริจินัล’ ในมือทายาทรุ่นสอง

“ที่มาเกิดจากแม่มีเรื่องอยากบอกลูกค้า บางทีแม่อยากให้ลูกค้าเข้าใจในมุมคนทำว่า ที่บ่นเรื่องนี้กันมันเกิดจากอะไร เช่น ทำไมอาหารหมด ช้า เราอยากบอกว่าทำไม เป็นการสื่อสารระหว่างลูกค้ากับเจ้าของร้าน เพราะเราพึ่งพนักงานในการสื่อสารออกไปร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้” 

เนื้อหาในจดหมายเล่าเรื่องราวเบื้องหลังความใส่ใจในครัว ตั้งแต่เหตุผลว่าทำไมหลายเมนูถึงสั่งยาก เพราะวัตถุดิบที่มีมาตรฐานนั้นมีจำกัด ตับ เนื้อ อาหารทะเลที่ดีนั้นเป็นอย่างไร ทำไมร้านอื่นสั่งง่ายแต่ที่ร้านต้องคัดแล้วคัดอีกและเข้มงวด 

คุณหนูเสริมว่า “ทุกสาขาของไก่ทอง ออริจินัล มีลูกค้ารอหน้าร้านเยอะมาก บางทีรับลูกค้าได้จำกัด เพราะเราพยายามรักษาคุณภาพของแต่ละโต๊ะให้ดีที่สุด เคยมีคนว่าเรื่องไม่ได้นั่ง แต่ร้านเราไม่เคยถูกว่าเรื่องรสชาติเลย”

ด้วยหลายเมนูที่มีจำกัด จึงเขียนทิ้งท้ายในจดหมายว่า โทรจองเมนูหายากอย่างตับก่อนได้ และอยากบอกว่าไม่ได้หยิ่งอย่างที่ใครเข้าใจ แต่เป็นเพราะใส่ใจและอยากบริการอย่างเต็มที่เท่านั้น 

เบื้องหลังทุกจานที่เปี่ยมความใส่ใจและเข้มงวดอย่างมีคุณภาพของ ‘ไก่ทอง ออริจินัล’ ในมือทายาทรุ่นสอง

แพสชันคือการรักษามาตรฐาน  

ความเชี่ยวชาญในการทำอาหารของคุณหนูต่างจากคุณแม่ที่ไม่ได้ตั้งต้นจากความรักตั้งแต่แรก “ตอนแรกไม่ชอบ เพราะถ้าจะทำให้รสชาติอาหารเหมือนกันทุกวัน คุณไปไหนไม่ได้ทั้งชีวิต วัตถุดิบเปลี่ยนตลอด รู้สึกว่าต้องเสียสละเวลาเยอะมาก”

จากการตั้งคำถามว่าทำไมต้องทำในแบบที่แม่ทำในช่วงแรก เริ่มพยายามแก้ปัญหาและอยากทำให้ดีขึ้น จนพัฒนาจากความรู้สึกไม่ชอบเปลี่ยนเป็นรักโดยไม่รู้ตัว “รักเพราะอยากรักษาสิ่งที่แม่สร้างมา รักษาชื่อเสียงของแม่ ไม่ให้เสียชื่อที่แม่ทำมาตลอด”

ความรู้สึกอยากรักษาของคุณหนูเติบโตเป็นความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐาน

“ไก่ทอง ออริจินัล ไม่ได้มีเป้าหมายแบบคนอื่นว่าต้องเปิดกี่ร้านภายในกี่ปี การเติบโตของเราไม่ได้เป็นไปในแง่กำไร เราอยากเติบโตในแง่ความรู้ ความสามารถ มองว่าโอกาสจะเข้ามาเองถ้าเราดีพอ อยู่ที่ว่าเราจะไปไหม กลับไปดูแลตัวเองให้ดี แล้วโอกาสจะมาเอง พร้อมก็เปิดต่อ ไม่พร้อมก็หยุด ไม่ได้มองว่าต้องเปิดเยอะ”  

เมื่อถามถึงหัวใจการประสบความสำเร็จในการทำร้านอาหารที่เปิดมายาวนานคืออะไร

“หัวใจของร้านคือหัวใจ เราให้หัวใจ ใส่ใจกับทุกเรื่อง เราต้องรัก ถ้าไม่รัก ทนรับมือกับปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ไหว” คุณหนูเฉลย

เพราะการทำร้านอาหารมีความท้าทายทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ไม่มีปัญหา 

“การทำงานกับคนทั้งพนักงานและลูกค้า เราต้องทำเป็นทุกอย่าง เพราะวันที่ไม่เหลือใคร เราไปทำแทนในทุกจุดได้ทั้งหมด ตอนเปิดสาขาใหม่ช่วงแรกในวันสงกรานต์ ลูกค้าเต็มร้าน เราทำแทนทุกอย่างได้ ช่วยสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้พนักงานได้ เพราะบางทีเขาเหนื่อยมาก”

ความตั้งใจของทายาทรุ่นสอง ไก่ทอง ออริจินัล ในวันนี้ คือการรักษาคุณภาพ มาตรฐาน และบริการในทุกจาน ทุกสาขา “เราได้ยินมามากกับคำว่า ธุรกิจรุ่นลูกไม่เหมือนเดิม อยากฆ่าคำนี้ให้ได้ รวมถึงคำว่าเปิดสาขาแล้วไม่สามารถให้มันเหมือนเดิมได้”

อยากสร้างมาตรฐานให้เหมือนเดิม สมกับที่เปิดมา 24 ปี 

เบื้องหลังทุกจานที่เปี่ยมความใส่ใจและเข้มงวดอย่างมีคุณภาพของ ‘ไก่ทอง ออริจินัล’ ในมือทายาทรุ่นสอง
เบื้องหลังทุกจานที่เปี่ยมความใส่ใจและเข้มงวดอย่างมีคุณภาพของ ‘ไก่ทอง ออริจินัล’ ในมือทายาทรุ่นสอง
เบื้องหลังทุกจานที่เปี่ยมความใส่ใจและเข้มงวดอย่างมีคุณภาพของ ‘ไก่ทอง ออริจินัล’ ในมือทายาทรุ่นสอง
เบื้องหลังทุกจานที่เปี่ยมความใส่ใจและเข้มงวดอย่างมีคุณภาพของ ‘ไก่ทอง ออริจินัล’ ในมือทายาทรุ่นสอง

ช่องทางการติดต่อร้านไก่ทอง ออริจินัล 

1. ติดต่อร้าน ไก่ทอง ออริจินัล ผ่านสาขาต่าง ๆ ได้ที่

สาขาเมืองทองธานี โทร. 02 981 7771-2 และ 082 661 6642

สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ โทร. 02 102 5385-6 และ 097 241 2871

สาขาเซ็นทรัลภูเก็ต ฟลอเรสต้า โทร. 076 688 988 และ 099 415 2446

สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร. 02 160 5865 และ 064 169 2544

2. ติดต่อผ่านทาง LINE Official Account ได้ที่ https://bit.ly/KaithongOriginalLine

3. สั่งอาหารผ่านช่องทางเดลิเวอรี่ : Lineman, Robinhood, Grabfood (ค้นหาคำว่า ‘ไก่ทอง ออริจินัล’)4. ติดต่อร้าน The Dessert by KAITHONG ORIGINAL สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี 02 160 5868

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load