วิกฤตอาหารยังคงเป็นประเด็นน่ากังวลในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แม้ในเมืองจะเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ สถานประกอบการ แต่การจะได้มาซึ่งอาหารต้องมีปัจจัยอย่างเงินเข้าแลก ด้านโรงแรม ร้านอาหาร ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองกะทันหัน วัตถุดิบหรือของสดที่รอเตรียมวันต่อวันก็ค้างเติ่งบนชั้น รอวันหมดอายุอย่างน่าเสียดาย 

คำถามต่อมาคือ คนจนเมือง แรงงานภาคบริการที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิต จะเป็นอยู่อย่างไรในวันที่ตกงาน ไม่มีงาน ไม่มีเงินซื้ออาหาร ยังไม่รวมมนุษย์ซึ่งรัฐมองไม่เห็น อย่างผู้ไร้รัฐหรือแรงงามข้ามชาติ ต่างเป็นผู้ขับเคลื่อนความเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบเรื่องการเข้าถึงอาหารไม่ต่างกัน 

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง

มะเป้ง-พงษ์ศิลา คำมาก ผู้ก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนอย่าง สันทรายซิสโก (Sansaicisco) แตะประเด็นเรื่อง Slow Food เชียงใหม่ จับมือกับเพื่อนๆ อย่าง ลี-อายุ จือปา ผู้สรรค์สร้างกาแฟกลิ่มหอมฉุยคุณภาพระดับโลก อาข่า อ่ามา และ โอปอ-ภราดล พรอำนวย เจ้าของบาร์นอร์ทเกต (North Gate Jazz Co-Op) ในวันที่เชียงใหม่ไร้ซึ่งสุ้มเสียงของดนตรี โอปอหันมาสนใจข้าวพันธุ์ไทย จนกลายเป็น YoRice สาเกหวานไร้แอลกอฮอล์ฉบับเอาใจคนรักสุขภาพ 

พวกเขาจับมือกันก่อตั้ง ‘ChiangmaiTrust’ ด้วยความตั้งใจแรกที่อยากชูประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดมาถึงเมืองเชียงใหม่ ทิศทางก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันวิกฤต 

“ผมว่างานด่วนสำคัญกว่างานใหญ่ เป้าหมายใหญ่เราฝันถึงคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี บ้านของเรากำลังไฟไหม้ เราต้องช่วยกันดับไฟก่อน อาหารเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตคนโดยตรง เพราะว่ามันยังมีกลุ่มคนชายขอบสังคม คนไร้บ้าน คนจนเมือง และกลุ่มภาคแรงงานนอกระบบ ซึ่งเข้าไม่ถึงเรื่องสิทธิหรือการช่วยเหลือด้านอาหาร” โอปอกล่าวถึงความตั้งใจหลักของโครงการ

พวกเขาจึงหันมาชูประเด็น ‘ปากท้องและอาหาร’ ล่าสุดได้จดทะเบียนเป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อขับเคลื่อนธนาคารอาหาร (Chiang Mai Food Bank) และบรรเทาความหิวโหยของกลุ่มคนผู้เปราะบางในเมืองเชียงใหม่ให้ไปต่อด้วยกันได้ 

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
01 

ระดมความช่วยเหลือ 

“ไม่มีใครรู้เลยว่าสถานการณ์แบบนี้มันจะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน เป็นคำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบเราได้เหมือนกัน” มะเป้งกล่าวถึงวิกฤตที่ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร

บาร์แจ๊สนอร์ทเกตของปอจึงปรับโฉมใหม่ กลายเป็นศูนย์กลางแจกจ่ายข้าวกล่องและอาหาร ระดมความช่วยเหลือจากทุกระดับ ตั้งแต่เพื่อนสนิทมิตรสหายฮอมข้าวกล่องมาแจก บางคนนำวัตถุดิบที่ซื้อกักตุนไว้แล้วกินไม่ทัน อีกอาทิตย์จะหมดอายุมาให้ มาช่วยกันทำอาหารแจกจ่ายผู้คนที่กำลังเดือดร้อน 

“เราหาความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ต้องเป็นภาระที่คนใดคนหนึ่ง เน้นการลดทรัพยากรที่เหลือ เช่น อาหารเหลือจากครอบครัว ครัวเรือนบริโภค มาแบ่งปันให้กับคนที่เดือนร้อน” ลีกล่าว 

การระดมแจกจ่ายอาหารคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ภายใต้จำนวนของผู้คนที่หิวโดยมากขึ้นสถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อไม่มีท่าทีจะไต่ระดับลดลง หลังจากระดมแจกจ่ายข้าวกล่องไปสักพัก มะเป้งพบช่องว่างบางอย่างที่นำไปสู่การตั้งคำถาม 

“การที่เราทำข้าวกล่องไปแจก แล้วเขามานั่งต่อคิวยาวเป็นกิโล แต่ละคนก็ได้รับแค่คนละกล่อง มันเกิดเหตุการณ์ที่มีคนมาขอสี่กล่อง เพราะที่บ้านมีคนแก่มาเอาไม่ได้ เลยฉุกคิดว่าเราควรลงไปสำรวจชุมชนที่เปราะบางดีไหม” 

จากคำถามนี้ ChiangmaiTrust จึงจัดทีมอาสาลงสำรวจชุมชนเปราะบางทั่วเชียงใหม่ จนเกิดโมเดล ‘1 ครัวกลาง 1 ชุมชน‘ เพื่อเข้าถึงผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือให้ใกล้ชิดที่สุด

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
02

1 ชุมชน 1 ครัวกลาง 

“มีชุมชนเปราะบางอาศัยแออัดในเชียงใหม่กว่ายี่สิบชุมชน ความแตกต่างคือความยากจน ทำให้เขาลุกขึ้นมาจัดการ สื่อสารอะไรไม่ได้ สำหรับผมมันเป็นเรื่องน่ากังวลใจ เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว Top 10 ของโลก หนึ่งในเมืองที่เราภาคภูมิใจ แต่ยังมีผู้คนลำบาก ต้องการความช่วยเหลืออีกจำนวนมาก” ปอเล่าบรรยากาศตอนจัดทีมอาสาลงไปเก็บข้อมูลชุมชนทั่วเชียงใหม่ สิ่งที่เขาพบคือปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำและความยากจน หยั่งรากลึกเป็นปัญหาโครงสร้างระดับใหญ่ แน่นอนว่าคนที่อยู่ข้างล่างย่อมเป็นโดมิโนตัวแรกที่ล้มลง 

“เราเห็นทุกชุมชนมีพื้นกลางอยู่แล้ว เรามีแค่หน้าที่สื่อสาร รับวัตถุดิบจากครัวเรือน แล้วก็เอาไปส่งมอบให้ชุมชน เพื่อที่เขาจะได้ไปทำครัวเอง จัดสรรให้ชุมชนของตัวเอง”  

ก่อนหน้านี้ ChiangmaiTrust ทำงานร่วมกับเครือข่ายและภาคประชาสังคมหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างสิทธิมนุษยชน คนไร้รัฐ ผังเมืองสาธารณะและสิ่งแวดล้อม จึงมีโอกาสลงสำรวจความต้องการชุมชน และได้มีปฏิสัมพันธ์คนในชุมชนมากมาย เครื่องมือเปี่ยมคุณภาพตัวนี้เปิดรับชาวเชียงใหม่หัวอกเดียวกัน ช่วยกัน จัดทีมอาสา ระดมเสบียง อุดหนุนเกษตรรายย่อยที่ผลผลิตส่งขายไม่ได้ วัตถุดิบครัวเรือนเหลือใช้ วัตถุดิบจากสถานประกอบการค้างสต็อก หลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือชุมชนและคนจนเมือง

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง

“เรามองว่าเราเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ก็มีข้อมูลและประสบการณ์พอตัว อย่างเครื่องมือการสื่อสาร การใช้สายสัมพันธ์ของมิตรภาพมาช่วยขับเคลื่อนภาคประชาสังคม เราเห็นพ้องต้องกันว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเชื่อมสัมพันธ์ในเงื่อนไขความสัมพันธ์ของคนในเมือง” ปอกล่าวความรู้สึกของตนที่มีต่อโครงการ

พอชุมชนมีอาหาร วัตถุดิบ ปรุงรสทำครัวเองที่ชุมชน ก็ไม่จำเป็นต้องออกไปต่อคิวรอรับข้าวกล่องแล้ว แถมแต่ละชุมชนยังสามารถจัดสรรปริมาณอาหารให้ตรงความต้องการตามจำนวนคนในชุมชนได้ด้วย เรียกว่าโมเดล ‘1 ชุมชน 1 ครัวกลาง‘ ยิงปืนครั้งเดียวได้นกสองตัวเลยก็ว่าได้

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง

ทว่าไม่ใช่แค่เรื่องขาดแคลนอาหาร แต่เป็นเรื่องเงินคืองาน งานคือเงินด้วย สภาพัฒน์ฯ คาดว่า พ.ศ. 2563 แรงงานที่เสี่ยงถูกเลิกจ้างมีมากถึง 8.4 ล้านคน 

คนจำนวนไม่น้อยในพื้นที่ชุมชนเปราะบางของเชียงใหม่ถูกเลิกจ้าง กลายเป็นคนว่างงานอย่างกะทันหัน ไม่ใช่ว่าเลือกงาน เพราะถึงแม้ไม่เลือกงานก็ไม่มีงานทำ 

“พอผ่านมาช่วงที่มันเป็นรอบสอง รอบสาม บางคนว่างงาน ไม่ก็เปลี่ยนอาชีพเพราะรอไม่ได้ ปอเลยเก็บข้อมูลคนว่างงานหรือถูกเลิกจ้างในชุมชน ทำ Resume ประกาศผ่านเพจ ChiangmaiTrust จับคู่ระหว่างคนที่อยากทำงานกับคนจ้างงาน” มะเป้งกล่าวโมเดลครัวงานที่ทำควบคู่ไปกับครัวกลางด้วย 

ChiangmaiTrust ยังคงทำงานเบื้องหลังบรรเทาความหิวโหยของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ผ่านระลอกแล้วระลอกเล่า จนยอดผู้ติดเชื้อเบาบางลง และเมืองเริ่มกลับมาฟื้นตัว 

03

Chiang Mai Food Bank 

มะเป้ง ลี ปอ ติดใจไม่อยากให้โมเดลที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงอาหารในเมืองหายไปหลังจากโควิดซา ประกอบกับกำลังใจดีๆ ของชาวเชียงใหม่ที่ผ่านมา ทำให้รู้สึกว่าในขณะเกิดวิกฤต เราพยายามไปด้วยกันโดยไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ด้านหลัง

โมเดลล่าสุดอย่าง Chiang Mai Food Bank จึงพัฒนาขึ้น โดยลีนำประสบการณ์จาก อาข่า อาม่า มาปรับปรุง ChiangmaiTrust ให้ยั่งยืนสู่โมเดลที่สร้างอาชีพได้ 

“เราสนับสนุนคนที่เป็นฝั่งผลิตอย่างเกษตรกร ถ้า ChiangmaiTrust ทำโปรเจกต์ Food Bank จนกลายเป็น SE (Social Enterprise) ได้ พวกเราหวังว่าจะเป็นหนทางที่ไม่ต้องรอรับการบริจาค แต่เป็นการแอคทีฟ เอาทรัพยากรมนุษย์ที่เรามี ทรัพยากรทางความคิด การทรัพยากรที่มีในเชิงของอาหาร หรือ Waste ต่างๆ มาจัดการให้เกิดมูลค่าและคุณค่า“ ลีเล่าเป้าหมายการปั้นโครงการให้กลายเป็นธุรกิจเพื่อสังคม 

“ล่าสุดเราคิดโปรเจกต์กับลี ได้ชื่อว่า ‘The Ugly Fruits’ เอาแตงกวาหน้าตาไม่ดีที่ Food Bank ได้รับบริจาคจากการที่เกษตรกรคัดออกสามสิบจากหนึ่งร้อยกิโลกรัม ซึ่งเราคิดว่ามันเยอะมาก แจกตามชุมชนก็คงเบื่อแตงกวากันตาย เลยไปขอให้ เชฟแอนดี้ หยาง ช่วยสอนทำ Pickles (แตงกวาดอง) กับกิมจิแตงกวา เรากำลังพยายามพลิกแพลงทดลองทำสูตรใหม่ แล้วทำไปขาย จากนั้นก็เอาเงินมาต่อยอดให้ Chiang Mai Food Bank กลายเป็น SE เพื่อให้ ChiangmaiTrust ยั่งยืน” มะเป้งเล่าสิ่งที่ตั้งใจจะทำต่อไป

โปรเจกต์ Chiang Mai Food Bank ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนสนิทมิตรสหายที่มองเห็นและเข้าใจถึงปัญหาเดียวกัน รวมถึงมะเป้ง ลี และโอปอ ก็หยิบเอาเครื่องมือ ประสบการณ์ องค์ความรู้ที่ตัวเองบ่มเพาะตลอดระยะเวลาการทำงานมาประยุกต์ใหม่ เน้นเรื่องความยั่งยืนระยะยาว 

ตลอดการพูดคุย แก่นสารและสาระสำคัญที่เราตลกผลึกได้คือ ChiangmaiTrust หมายถึงผู้คนช่วยกัน Give and Take ในจังหวะของตน ประคับประคองให้เมืองเชียงใหม่ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ การปฏิสัมพันธ์ของคนแปลกหน้า รวมถึงจับมือโอบอุ้มช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ อย่างพี่น้องภาคแรงงานข้ามชาติ คนจนเมือง คนตกงาน คนไร้บ้าน 

“ทำไมเราต้องมานั่งเศร้าในยามที่มันวิกฤต” ลีกล่าวประโยคน่าสนใจมากทิ้งทายการสัมภาษณ์ ส่วนความรู้สึกที่ ChiangmaiTrust มอบให้เราโดยไม่ต้องเอ่ยปากคือ ‘ไม่ควรต้องมีใครถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างหิวโหย’ 

ภาพ : ChiangmaiTrust

ข้อมูลอ้างอิง 

www.bbc.com/thai/international-52829935 

ร่วมพูดคุยและสนับสนุน ChiangmaiTrust ผ่าน

Facebook : @ChiangmaiTrust

E-mail : [email protected]

โทรศัพท์ : 09 8156 1519

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

หลายปีมานี้ เราได้ยินคำว่าโลกร้อน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และ Climate Change ลอยวนอยู่บนสนามสื่อ ที่หยิบยกประเด็นเหล่านี้มาชวนฉุกคิดให้มนุษย์ตระหนักถึงปัญหา ว่าหากเราไม่รักษ์โลกวันนี้ โลกก็จะไม่รักเราเหมือนกันในอนาคต เราเห็นความพยายามของหลายคน หลายแบรนด์ หลายองค์กร ที่โปรโมตแนวคิดการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมกันอยู่มาก 

ถ้านี่คือการออกรบ พูดอย่างตรงไปตรงมา การต่อสู้เพื่อชุบชีวิตโลกให้หายร้อนหรือฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในวงกว้างนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนธานอสดีดนิ้ว แต่สิ่งสำคัญคงอยู่ที่ทุกภาคส่วนร่วมแรงผลักดันการแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทิ้งมันไว้กลางทาง 

‘มูลนิธิใบไม้ปันสุข’ เป็นหนึ่งในมูลนิธิที่กำลังสร้างความต่อเนื่องนั้นให้เห็น และเชื่อว่าแม้โลกจะมีเทคโนโลยีมากมายเกิดขึ้น แต่เราจะไปไหนไม่ได้ไกล หากโลกที่อาศัยยังเกิดวิกฤต

มูลนิธิใบไม้ปันสุข ก่อตั้งมาแล้ว 5 ปี แต่เพิ่งจะมาเปิดตัวให้ผู้คนรู้จักในขวบปีที่ 5 เพราะพวกเขาเชื่อว่าการลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเสียก่อน ย่อมดีกว่าการเปิดตัวแรง แต่ทำแค่ฉาบฉวย 

มูลนิธิใบไม้ปันสุข โดยบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สนใจการเติบโตเคียงข้างชุมชนและอนุรักษ์ธรรมชาติ ทั้งการคัดแยกขยะมาเพิ่มมูลค่า หรือการรับน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุด และล่าสุดกำลังอยู่ในกระบวนการนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมาแปรรูปเป็นน้ำมันเครื่องบินไบโอเจ็ต นั่นหมายความว่าแม้จะก่อตั้งมา 5 ปี แต่หัวใจการสร้างความยั่งยืนนั้นฟูมฟักมานานกว่านั้น

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

มูลนิธิใบไม้ปันสุขมีแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม มองเห็นว่าพลังของเยาวชนมีส่วนสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดี จึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพราะเชื่อว่าการศึกษาที่ดีจะนำพาให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่ดีได้ โดยมุ่งเน้น 3 โครงการ ได้แก่ 

1. โครงการอ่านเขียนเรียนสนุก ปั้นเด็กจิ๋ว เป็นเด็กแจ๋ว ที่สนับสนุนสื่อการสอนอบรม และติดตามผลคุณครูผู้สอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ อ่านออกเขียนได้ 

2. โครงการรักษ์ ปัน สุข จูเนียร์ ปลูกจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อมให้เยาวชน 

และ 3. โครงการโซลาร์ปันสุข ที่สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก พร้อมถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ให้กับเยาวชนในสถานศึกษา

และความเข้มแข็งทางวิสัยทัศน์ว่า คุณภาพชีวิตของเยาวชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในอนาคต เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ คือหัวใจสำคัญที่พาเรามาคุยกับมูลนิธิใบไม้ปันสุขวันนี้

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

มูลนิธิที่มีดีเอ็นเอรักษ์สิ่งแวดล้อม

มาร์ท-ยอดพจน์ วงศ์รักมิตร ประธานมูลนิธิใบไม้ปันสุข และ ก้อย-กลอยตา ณ กลาง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อความยั่งยืน สองตัวแทนจากมูลนิธิใบไม้ปันสุข พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การสร้างสรรค์โครงการต่าง ๆ ในมูลนิธินั้นสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Sustainable Development Goals หรือ UNSDGs โดยเริ่มจากเป้าหมายที่ 4 ว่าด้วยเรื่อง Quality Education ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่จะนำพาประเทศขับเคลื่อนต่อไปที่เป้าหมาย 13 เรื่อง Climate Action เนื่องจากความรู้ทางการศึกษาจะปลูกฝังจิตสำนึกเพื่อให้เกิดพฤติกรรมอยากดูแลสิ่งแวดล้อมของคนในประเทศได้

“โลโก้มูลนิธิของเราเป็นรูปผีเสื้อ มีความหมายเรื่องของการปรับเปลี่ยนและปรับตัว หากเราย้อนไปดูตั้งแต่ต้นทางของผีเสื้อ มันเคยเป็นดักแด้มาก่อน เหมือนเยาวชนที่สุดท้ายพวกเขาจะเริ่มเติบโต และเริ่มบินได้อย่างแข็งแรงถ้าได้รับการศึกษาที่ดี”

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

คุณก้อยจริงจังกับสิ่งที่เธอพูด เธอบอกว่าไม่ว่ามนุษย์เราจะเดินไปทางไหน การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญมาก และน่าตกใจที่มูลนิธิพบว่าเยาวชนจำนวนไม่น้อยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทั้งเด็กในพื้นที่ห่างไกล เด็กยากไร้ เด็กที่ใช้ภาษาถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ และในกรุงเทพฯ เอง จากการสำรวจ พบว่าวัยรุ่นในเขตพระโขนงอายุ 15 – 17 ปี อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายคนมองข้าม

“จะ Deep Learning ปัญญาประดิษฐ์ AI หรือเทคโนโลยีทั้งหลาย เราจะไปไม่ถึงมันเลย ถ้ารากฐานไม่แข็งแรง ซึ่งรากฐานที่สำคัญที่สุดคือการศึกษา และถึงแม้วันนี้คุณจะตั้งเป้าว่าเราจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 หรือต้องเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030 หากการศึกษายังเข้าไม่ถึงเด็กไทย มันก็จะไปไม่ถึงเป้า จะไม่มีการพัฒนาที่ยั่งยืน การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน จะไม่มีความยั่งยืนอะไรทั้งนั้น” คุณก้อยกล่าว

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

จุดเริ่มต้นของมูลนิธิฯ จึงเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวที่ยังเป็นปัญหา และคำว่าใกล้ที่ว่าก็รวมถึงปัญหาที่อยู่ใกล้โรงกลั่นของบางจาก ซึ่งตั้งอยู่ที่สุขุมวิท 64 เนื่องจากทางทีมได้สำรวจโรงเรียนใกล้โรงกลั่น แล้วพบว่ามีเด็กหลายคนที่ยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ลำพังบางจากไม่ได้เป็นองค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เลยคิดว่าจะทำทั้งทีก็ต้องทำให้ดี 

นั่นทำให้พวกเขาเฟ้นหาพันธมิตรเฉพาะทางเข้ามาร่วมด้วย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาใน พ.ศ.​ 2560 พร้อมริเริ่มโครงการแรก อ่านเขียนเรียนสนุก ปั้นเด็กจิ๋ว เป็นเด็กแจ๋ว และโครงการอื่น ๆ ตามมาที่มีพันธมิตรที่แตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจด้านการศึกษา เราเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจพลังงาน แต่เราสนใจเรื่องพวกนี้ เป็นที่มาว่าเวลาเราคิดจะทำอะไร เรามีความตั้งใจอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีผู้มีองค์ความรู้มาช่วยและทำให้มันเกิดขึ้นจริง” คุณมาร์ทบอกเรา ก่อนจะเริ่มชวนเราคุยถึงรายละเอียดความดีงามของแต่ละโครงการ

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

ติดปีกเยาวชนด้วยการศึกษาที่ดี

15,000 คน จาก 200 สถานศึกษา ใน 52 จังหวัด คือตัวเลขเยาวชนที่มูลนิธิใบไม้ปันสุขได้มอบโอกาสการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตไปแล้ว สำหรับโปรเจกต์แรกอย่างโครงการอ่านเขียนเรียนสนุก ปั้นเด็กจิ๋ว เป็นเด็กแจ๋ว มูลนิธิได้จับมือกับพันธมิตรร่วมทางกลุ่มแรกอย่างศูนย์เรียนรู้ทุ่งสักอาศรม ที่สนับสนุนสื่อการสอนอบรมเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนอ่านออกเขียนได้ มุ่งเน้นการติดตามผลจากคุณครูผู้สอนอย่างต่อเนื่อง ว่าเด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นหรือไม่ และคุณครูมีทักษะในการสอนที่ทำให้เด็กเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน เพราะสุดท้ายเด็กจะรู้วิชาในห้องเรียนได้ ครูผู้สอนมีส่วนสำคัญ

อาจารย์ในดวงตา ปทุมสูติ จากทุ่งสักอาศรม สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กและสังคมว่า การอ่านออกเขียนได้ ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือในการสื่อสารเท่านั้น แต่การที่เด็กคนหนึ่งอ่านออกเขียนได้นั้นเปรียบเหมือนสะพานที่พาเด็ก ๆ ออกไปสำรวจโลกกว้าง และเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาให้ค้นพบศักยภาพ และตัวตนที่อยู่ข้างในได้อย่างชัดเจน

อย่างที่เราบอกว่า เมื่อมูลนิธิใบไม้ปันสุขมีแกนหลักขององค์กรว่าจะไม่ทำอะไรที่ฉาบฉวย แต่ต้องการทำอะไรที่ยั่งยืนและยาวนาน ทุ่งสักอาศรมจึงเห็นพ้องต้องกัน เริ่มจากการติดอาวุธให้ครูผู้สอน ด้านการสื่อสารกับเด็กอย่างไรจะทำให้เด็กเข้าใจได้ง่ายขึ้น ช่วยกันกับคุณครูหาต้นตอว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือบางคนอ่านได้ แต่เขียนไม่ได้ ซึ่งเป็นเส้นผมบังภูเขาที่ครูหลายคนเคยมองข้ามไป หากเด็กคนนั้นทำไม่ได้จริง ๆ ดังนั้น อาวุธครูที่ทุ่งสักอาศรมเข้าไปติด จึงเป็น ‘ทักษะการแก้ไขสถานการณ์’ ที่ครูทุกคนควรเรียนรู้ที่จะเข้าหาเด็กในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างหลากหลาย เด็กสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ใช้ภาษามลายูก็แบบหนึ่ง เด็กชนเผ่าม้งก็แบบหนึ่ง หรือเด็กปกาเกอะญอก็อีกแบบ และในความแตกต่างทางภาษายังมีความแตกต่างทางบุคลิกของเด็กที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งครูที่ดีก็ควรทำความเข้าใจ

ผลลัพธ์โครงการหลังจากที่ลงไปติดตามผลเรื่อย ๆ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี และน่ายิ้มตามกับความสำเร็จเล็ก ๆ ของเยาวชน ยกตัวอย่างแบบทดสอบเขียนตามคำบอก 50 คำในวิชาภาษาไทย ที่ก่อนเข้าอบรมเด็กชั้น ป.1 ได้ราว 0 – 4 คะแนนจาก 50 ข้อ แต่เมื่อได้ทำการอบรม เด็ก ๆ คะแนนพุ่งขึ้นมาถึง 37 – 50 คะแนน

มองเรื่องกู้โลกให้เป็นเรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัว

เมื่อผ่านการบ่มเพาะนักเรียนด้านวิชาการมาแล้ว มูลนิธิใบไม้ปันสุข ขยับขยายโครงการที่สอง ที่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนจะมีใจรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยโครงการ รักษ์ ปัน สุข จูเนียร์ ร่วมกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ผ่านการจัดตั้ง 8 สถานีการเรียนรู้ในสถานศึกษา ได้แก่ สถานีธนาคารขยะ สถานีกล่องนม-ถุงนมกู้โลก สถานีน้ำมันพืชใช้แล้ว สถานีใบไม้ปันสุข สถานีเรือนวัสดุ สถานีพอ พัก ผัก สถานีน้ำหมักชีวภาพ และสถานีน้ำหมักรักษ์โลก โดยมีเป้าหมายอยากให้เด็ก ๆ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากสิ่งรอบตัว และมองว่าการจะรักษ์โลกนั้น บางครั้งก็เริ่มได้เลยจากเรื่องใกล้ตัวง่าย ๆ

ช่วง 5 เดือนแรก ทางมูลนิธิและ SCGC ได้คัดเลือกขยะเพื่อไปรีไซเคิลแล้วกว่า 4,100 กิโลกรัม ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 14,300 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นั่นทำให้นักเรียนเห็นว่า การเก็บขยะที่ใครมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ หากมองให้มันใหญ่ขึ้น มันอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่คิด

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ถัดมาคือการเอาถุงนมโรงเรียนมาทำเป็นเก้าอี้ที่นั่งได้จริงและมีคุณภาพ เพื่อยืดอายุการใช้งาน เด็ก ๆ จะได้เริ่มเข้าใจด้านวัสดุศาสตร์ว่าพลาสติกที่คนมองว่าเป็นตัวร้าย บางครั้งหากเราทำเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ มันก็กลายเป็นพระเอกที่นำกลับมาใช้หมุนเวียนใหม่ได้ ยังมีเรื่องของการนำเศษอาหารมาทำน้ำหมักชีวภาพ สอนด้านการประหยัดน้ำ และปลูกฝังการทำปุ๋ยจากเศษอาหารที่เหลือจากมื้อต่าง ๆ ที่กินกันในโรงเรียน

นอกจากนี้เด็ก ๆ ยังสามารถนำไปขยายผลต่อที่บ้าน ในแง่การช่วยคุณพ่อคุณแม่แยกขยะ ซึ่งผลลัพธ์ของโครงการ ณ ปัจจุบันขยายไปมากกว่า 18 จังหวัด มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการหลักหมื่น และตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดของเสียหรือวัสดุที่นำกลับไปหมุนวนได้มากกว่า 6,000 กิโลกรัม ซึ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 17,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการดี ๆ ที่เราคิดว่า หากเด็กเข้าใจแก่นหลักของการรักธรรมชาติแล้วว่า มันสามารถขยายต่อไปถึงการลดก๊าซเรือนกระจก หรือพูดง่าย ๆ อากาศร้อน ๆ ที่เราเจออยู่ทุกวันก็เกิดจากก๊าซเรือนกระจก เด็ก ๆ น่าจะมีแรงกระตุ้นในการทำเรื่องง่าย ๆ ในชีวิต ซึ่งในภายภาคหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และน่าตื่นเต้นไม่ใช่น้อยที่จะรอติดตามผล

พลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยลดค่าไฟ

เดินทางมาถึงโครงการล่าสุดของมูลนิธิที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์ผ่านโครงการโซลาร์ปันสุข ร่วมกับ มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ซึ่งเฟ้นหาโรงเรียนที่มีผลงานด้านการเกษตรและพัฒนาชุมชนรอบข้าง ด้วยการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก และถ่ายทอดความรู้พร้อมเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ ซึ่งคุณก้อยและคุณมาร์ทบอกกับเราว่า จริง ๆ โครงการที่สามนี้ เป็นการต่อยอดจากสองโครงการแรก และเติมเต็มแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมให้กลมกล่อมมากขึ้น

“เนื่องจากเราทำงานกับโรงเรียนมาค่อนข้างเยอะ ทำให้เห็นความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ ว่านอกจากด้านวิชาการที่เป็นส่วนสำคัญแล้ว เรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีก็มีส่วนสำคัญ เรามีโอกาสได้ทำงานกับมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ เห็นกระบวนการพัฒนาธุรกิจเกษตรในโรงเรียน ที่ทำให้ทั้งคนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและต่อยอดด้วยการบริหารกองทุนอาชีพของทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความมั่นคงทางอาหารและมีรายได้ นั่นเป็นสิ่งที่เราประทับใจและอยากร่วมงานด้วย เพราะมันต่อยอดจากสิ่งที่เรามีได้เหมือนกัน”

คุณมาร์ทเล่าให้ฟัง ซึ่งนั่นหมายถึง มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเติมเต็มมูลนิธิปันสุขได้

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

“ในโครงการ รักษ์ ปัน สุข จูเนียร์ เรามีกิจกรรมปลูกผักชื่อว่าสถานีพอ พัก ผัก อยู่แล้ว เพราะเราพยายามรณรงค์ให้แต่ละโรงเรียนมีอาหารที่ทำกินเองโดยไร้สารพิษ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่โรงเรียนมีชัยพัฒนาทำอยู่แล้วเช่นกัน ทีนี้เราก็มาร่วมกันคิดว่า ฟันเฟืองหนึ่งที่จะใช้ในการปลูกผักสวนครัวได้ คือน้ำที่ต้องใช้เยอะมาก โรงเรียนหลายแห่งต้องขุดบ่อเพื่อเอาน้ำขึ้นมาใช้ บ้างก็ใช้ปั๊ม ทีนี้พอใช้ปั๊ม ก็ต้องใช้ไฟ ค่าน้ำประปาก็แพง 

“สิ่งที่เราช่วยแก้ไขได้ตอนนี้ คือการที่เรามองว่าโรงเรียนมีชัยพัฒนาเป็นต้นแบบของการทำโครงการโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จึงเป็นที่มาของโครงการโซลาร์ ปันสุข ที่เราเอาแผงโซลาร์เพื่อมาช่วยเรื่องค่าไฟให้กับโรงเรียนท้องถิ่น ตอบโจทย์ UNSDGs ทั้งเป้าหมายที่ 13 Climate Action และ เป้าหมายที่ 7 Affordable and Clean Energy และยังเพิ่มทักษะความรู้สำหรับน้อง ๆ ให้เขาได้เข้าใจการใช้พลังงานทดแทนที่เป็นแสงอาทิตย์” คุณก้อยกล่าว

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ซึ่งความรู้ที่มูลนิธิใบไม้ปันสุขได้เข้าไปร่วมกับโรงเรียนมีชัยพัฒนาก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ น้อง ๆ จากโรงเรียนมีชัยพัฒนาได้เข้าไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำโซลาร์เซลล์ที่ Barefoot College ประเทศอินเดีย ที่ช่วยตบความรู้ที่มีอยู่แล้วเป็นทุนเดิมให้แข็งแกร่งและพร้อมพัฒนา

โครงการโซลาร์ปันสุขจะคัดเลือกจาก 141 โรงเรียนที่เหมาะจะทำระบบโซลาร์เซลล์ และส่งไปอบรมกับโรงเรียนมีชัยพัฒนา เพื่อออกแบบโซลาร์เซลล์ประจำโรงเรียน ซึ่งการอบรมครั้งนี้ ทั้งนักเรียน ครู และเจ้าหน้าที่ จะร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดและช่วยรักษ์โลกไปพร้อมกัน

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ก้าวที่ 5 และก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน

สิ่งที่มูลนิธิใบไม้ปันสุขทำมาตลอด 5 ปี นับเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่หากก้าวไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ และข้อชวนคิดที่ได้จากมูลนิธิใบไม้ปันสุข คือการเริ่มมองปัญหาตั้งแต่ต้นทางสู่ปลายทางและไม่ทอดทิ้งใครไว้ด้านหลัง ทั้งเยาวชนและธรรมชาติ จะต้องก้าวต่อไปด้วยกันอย่างสง่างาม

“เราไม่อยากจัดอีเวนต์แล้วจบไป เราอยากให้มันจับต้องได้ วัดผลได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีความต่อเนื่อง จึงตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้เกิดผลสำเร็จในระยะยาว” คุณมาร์ทว่า

“เราให้ความสำคัญกับการประเมินและติดตาม เราต้องรอให้เห็นผลก่อนจึงจะมั่นใจว่ามันเวิร์ก อาจเป็นสาเหตุที่บอกว่าทำไมเราเพิ่งแถลงข่าวทั้งที่เปิดมาแล้ว 5 ปี เพราะเราอยากมั่นใจว่า โครงการที่เราทำมันต่อเนื่องและยั่งยืน เห็นผลจริง และจริงจัง” คุณก้อยทิ้งท้าย

จากบริษัทพลังงานที่ชื่อว่า บางจากฯ สู่การส่งต่อดีเอ็นเอรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการจัดตั้งมูลนิธิใบไม้ปันสุข ที่มีเลนส์การมองปัญหาสิ่งแวดล้อม จากการปลูกฝังความรู้ให้เยาวชนที่เป็นอนาคตใหม่ของประเทศ หลายคนอาจคิดว่าทำแค่เรื่องเล็ก ๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่มูลนิธิใบไม้ปันสุขเชื่อมั่นว่า การเริ่มต้นด้วยเรื่องเล็ก ๆ เมื่อได้ผลสัมฤทธิ์ที่เห็นผล สามารถขยายต่อเนื่องได้ นั่นคือการส่งต่อกำลังใจเพื่อที่จะร่วมแก้ไขปัญหาของพวกเขา เพื่อสร้างโลกยั่งยืนต่อไป

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load