วิกฤตอาหารยังคงเป็นประเด็นน่ากังวลในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แม้ในเมืองจะเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ สถานประกอบการ แต่การจะได้มาซึ่งอาหารต้องมีปัจจัยอย่างเงินเข้าแลก ด้านโรงแรม ร้านอาหาร ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองกะทันหัน วัตถุดิบหรือของสดที่รอเตรียมวันต่อวันก็ค้างเติ่งบนชั้น รอวันหมดอายุอย่างน่าเสียดาย 

คำถามต่อมาคือ คนจนเมือง แรงงานภาคบริการที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิต จะเป็นอยู่อย่างไรในวันที่ตกงาน ไม่มีงาน ไม่มีเงินซื้ออาหาร ยังไม่รวมมนุษย์ซึ่งรัฐมองไม่เห็น อย่างผู้ไร้รัฐหรือแรงงามข้ามชาติ ต่างเป็นผู้ขับเคลื่อนความเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบเรื่องการเข้าถึงอาหารไม่ต่างกัน 

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง

มะเป้ง-พงษ์ศิลา คำมาก ผู้ก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนอย่าง สันทรายซิสโก (Sansaicisco) แตะประเด็นเรื่อง Slow Food เชียงใหม่ จับมือกับเพื่อนๆ อย่าง ลี-อายุ จือปา ผู้สรรค์สร้างกาแฟกลิ่มหอมฉุยคุณภาพระดับโลก อาข่า อ่ามา และ โอปอ-ภราดล พรอำนวย เจ้าของบาร์นอร์ทเกต (North Gate Jazz Co-Op) ในวันที่เชียงใหม่ไร้ซึ่งสุ้มเสียงของดนตรี โอปอหันมาสนใจข้าวพันธุ์ไทย จนกลายเป็น YoRice สาเกหวานไร้แอลกอฮอล์ฉบับเอาใจคนรักสุขภาพ 

พวกเขาจับมือกันก่อตั้ง ‘ChiangmaiTrust’ ด้วยความตั้งใจแรกที่อยากชูประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดมาถึงเมืองเชียงใหม่ ทิศทางก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันวิกฤต 

“ผมว่างานด่วนสำคัญกว่างานใหญ่ เป้าหมายใหญ่เราฝันถึงคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี บ้านของเรากำลังไฟไหม้ เราต้องช่วยกันดับไฟก่อน อาหารเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตคนโดยตรง เพราะว่ามันยังมีกลุ่มคนชายขอบสังคม คนไร้บ้าน คนจนเมือง และกลุ่มภาคแรงงานนอกระบบ ซึ่งเข้าไม่ถึงเรื่องสิทธิหรือการช่วยเหลือด้านอาหาร” โอปอกล่าวถึงความตั้งใจหลักของโครงการ

พวกเขาจึงหันมาชูประเด็น ‘ปากท้องและอาหาร’ ล่าสุดได้จดทะเบียนเป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อขับเคลื่อนธนาคารอาหาร (Chiang Mai Food Bank) และบรรเทาความหิวโหยของกลุ่มคนผู้เปราะบางในเมืองเชียงใหม่ให้ไปต่อด้วยกันได้ 

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
01 

ระดมความช่วยเหลือ 

“ไม่มีใครรู้เลยว่าสถานการณ์แบบนี้มันจะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน เป็นคำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบเราได้เหมือนกัน” มะเป้งกล่าวถึงวิกฤตที่ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร

บาร์แจ๊สนอร์ทเกตของปอจึงปรับโฉมใหม่ กลายเป็นศูนย์กลางแจกจ่ายข้าวกล่องและอาหาร ระดมความช่วยเหลือจากทุกระดับ ตั้งแต่เพื่อนสนิทมิตรสหายฮอมข้าวกล่องมาแจก บางคนนำวัตถุดิบที่ซื้อกักตุนไว้แล้วกินไม่ทัน อีกอาทิตย์จะหมดอายุมาให้ มาช่วยกันทำอาหารแจกจ่ายผู้คนที่กำลังเดือดร้อน 

“เราหาความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ต้องเป็นภาระที่คนใดคนหนึ่ง เน้นการลดทรัพยากรที่เหลือ เช่น อาหารเหลือจากครอบครัว ครัวเรือนบริโภค มาแบ่งปันให้กับคนที่เดือนร้อน” ลีกล่าว 

การระดมแจกจ่ายอาหารคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ภายใต้จำนวนของผู้คนที่หิวโดยมากขึ้นสถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อไม่มีท่าทีจะไต่ระดับลดลง หลังจากระดมแจกจ่ายข้าวกล่องไปสักพัก มะเป้งพบช่องว่างบางอย่างที่นำไปสู่การตั้งคำถาม 

“การที่เราทำข้าวกล่องไปแจก แล้วเขามานั่งต่อคิวยาวเป็นกิโล แต่ละคนก็ได้รับแค่คนละกล่อง มันเกิดเหตุการณ์ที่มีคนมาขอสี่กล่อง เพราะที่บ้านมีคนแก่มาเอาไม่ได้ เลยฉุกคิดว่าเราควรลงไปสำรวจชุมชนที่เปราะบางดีไหม” 

จากคำถามนี้ ChiangmaiTrust จึงจัดทีมอาสาลงสำรวจชุมชนเปราะบางทั่วเชียงใหม่ จนเกิดโมเดล ‘1 ครัวกลาง 1 ชุมชน‘ เพื่อเข้าถึงผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือให้ใกล้ชิดที่สุด

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
02

1 ชุมชน 1 ครัวกลาง 

“มีชุมชนเปราะบางอาศัยแออัดในเชียงใหม่กว่ายี่สิบชุมชน ความแตกต่างคือความยากจน ทำให้เขาลุกขึ้นมาจัดการ สื่อสารอะไรไม่ได้ สำหรับผมมันเป็นเรื่องน่ากังวลใจ เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว Top 10 ของโลก หนึ่งในเมืองที่เราภาคภูมิใจ แต่ยังมีผู้คนลำบาก ต้องการความช่วยเหลืออีกจำนวนมาก” ปอเล่าบรรยากาศตอนจัดทีมอาสาลงไปเก็บข้อมูลชุมชนทั่วเชียงใหม่ สิ่งที่เขาพบคือปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำและความยากจน หยั่งรากลึกเป็นปัญหาโครงสร้างระดับใหญ่ แน่นอนว่าคนที่อยู่ข้างล่างย่อมเป็นโดมิโนตัวแรกที่ล้มลง 

“เราเห็นทุกชุมชนมีพื้นกลางอยู่แล้ว เรามีแค่หน้าที่สื่อสาร รับวัตถุดิบจากครัวเรือน แล้วก็เอาไปส่งมอบให้ชุมชน เพื่อที่เขาจะได้ไปทำครัวเอง จัดสรรให้ชุมชนของตัวเอง”  

ก่อนหน้านี้ ChiangmaiTrust ทำงานร่วมกับเครือข่ายและภาคประชาสังคมหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างสิทธิมนุษยชน คนไร้รัฐ ผังเมืองสาธารณะและสิ่งแวดล้อม จึงมีโอกาสลงสำรวจความต้องการชุมชน และได้มีปฏิสัมพันธ์คนในชุมชนมากมาย เครื่องมือเปี่ยมคุณภาพตัวนี้เปิดรับชาวเชียงใหม่หัวอกเดียวกัน ช่วยกัน จัดทีมอาสา ระดมเสบียง อุดหนุนเกษตรรายย่อยที่ผลผลิตส่งขายไม่ได้ วัตถุดิบครัวเรือนเหลือใช้ วัตถุดิบจากสถานประกอบการค้างสต็อก หลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือชุมชนและคนจนเมือง

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง

“เรามองว่าเราเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ก็มีข้อมูลและประสบการณ์พอตัว อย่างเครื่องมือการสื่อสาร การใช้สายสัมพันธ์ของมิตรภาพมาช่วยขับเคลื่อนภาคประชาสังคม เราเห็นพ้องต้องกันว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเชื่อมสัมพันธ์ในเงื่อนไขความสัมพันธ์ของคนในเมือง” ปอกล่าวความรู้สึกของตนที่มีต่อโครงการ

พอชุมชนมีอาหาร วัตถุดิบ ปรุงรสทำครัวเองที่ชุมชน ก็ไม่จำเป็นต้องออกไปต่อคิวรอรับข้าวกล่องแล้ว แถมแต่ละชุมชนยังสามารถจัดสรรปริมาณอาหารให้ตรงความต้องการตามจำนวนคนในชุมชนได้ด้วย เรียกว่าโมเดล ‘1 ชุมชน 1 ครัวกลาง‘ ยิงปืนครั้งเดียวได้นกสองตัวเลยก็ว่าได้

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง

ทว่าไม่ใช่แค่เรื่องขาดแคลนอาหาร แต่เป็นเรื่องเงินคืองาน งานคือเงินด้วย สภาพัฒน์ฯ คาดว่า พ.ศ. 2563 แรงงานที่เสี่ยงถูกเลิกจ้างมีมากถึง 8.4 ล้านคน 

คนจำนวนไม่น้อยในพื้นที่ชุมชนเปราะบางของเชียงใหม่ถูกเลิกจ้าง กลายเป็นคนว่างงานอย่างกะทันหัน ไม่ใช่ว่าเลือกงาน เพราะถึงแม้ไม่เลือกงานก็ไม่มีงานทำ 

“พอผ่านมาช่วงที่มันเป็นรอบสอง รอบสาม บางคนว่างงาน ไม่ก็เปลี่ยนอาชีพเพราะรอไม่ได้ ปอเลยเก็บข้อมูลคนว่างงานหรือถูกเลิกจ้างในชุมชน ทำ Resume ประกาศผ่านเพจ ChiangmaiTrust จับคู่ระหว่างคนที่อยากทำงานกับคนจ้างงาน” มะเป้งกล่าวโมเดลครัวงานที่ทำควบคู่ไปกับครัวกลางด้วย 

ChiangmaiTrust ยังคงทำงานเบื้องหลังบรรเทาความหิวโหยของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ผ่านระลอกแล้วระลอกเล่า จนยอดผู้ติดเชื้อเบาบางลง และเมืองเริ่มกลับมาฟื้นตัว 

03

Chiang Mai Food Bank 

มะเป้ง ลี ปอ ติดใจไม่อยากให้โมเดลที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงอาหารในเมืองหายไปหลังจากโควิดซา ประกอบกับกำลังใจดีๆ ของชาวเชียงใหม่ที่ผ่านมา ทำให้รู้สึกว่าในขณะเกิดวิกฤต เราพยายามไปด้วยกันโดยไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ด้านหลัง

โมเดลล่าสุดอย่าง Chiang Mai Food Bank จึงพัฒนาขึ้น โดยลีนำประสบการณ์จาก อาข่า อาม่า มาปรับปรุง ChiangmaiTrust ให้ยั่งยืนสู่โมเดลที่สร้างอาชีพได้ 

“เราสนับสนุนคนที่เป็นฝั่งผลิตอย่างเกษตรกร ถ้า ChiangmaiTrust ทำโปรเจกต์ Food Bank จนกลายเป็น SE (Social Enterprise) ได้ พวกเราหวังว่าจะเป็นหนทางที่ไม่ต้องรอรับการบริจาค แต่เป็นการแอคทีฟ เอาทรัพยากรมนุษย์ที่เรามี ทรัพยากรทางความคิด การทรัพยากรที่มีในเชิงของอาหาร หรือ Waste ต่างๆ มาจัดการให้เกิดมูลค่าและคุณค่า“ ลีเล่าเป้าหมายการปั้นโครงการให้กลายเป็นธุรกิจเพื่อสังคม 

“ล่าสุดเราคิดโปรเจกต์กับลี ได้ชื่อว่า ‘The Ugly Fruits’ เอาแตงกวาหน้าตาไม่ดีที่ Food Bank ได้รับบริจาคจากการที่เกษตรกรคัดออกสามสิบจากหนึ่งร้อยกิโลกรัม ซึ่งเราคิดว่ามันเยอะมาก แจกตามชุมชนก็คงเบื่อแตงกวากันตาย เลยไปขอให้ เชฟแอนดี้ หยาง ช่วยสอนทำ Pickles (แตงกวาดอง) กับกิมจิแตงกวา เรากำลังพยายามพลิกแพลงทดลองทำสูตรใหม่ แล้วทำไปขาย จากนั้นก็เอาเงินมาต่อยอดให้ Chiang Mai Food Bank กลายเป็น SE เพื่อให้ ChiangmaiTrust ยั่งยืน” มะเป้งเล่าสิ่งที่ตั้งใจจะทำต่อไป

โปรเจกต์ Chiang Mai Food Bank ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนสนิทมิตรสหายที่มองเห็นและเข้าใจถึงปัญหาเดียวกัน รวมถึงมะเป้ง ลี และโอปอ ก็หยิบเอาเครื่องมือ ประสบการณ์ องค์ความรู้ที่ตัวเองบ่มเพาะตลอดระยะเวลาการทำงานมาประยุกต์ใหม่ เน้นเรื่องความยั่งยืนระยะยาว 

ตลอดการพูดคุย แก่นสารและสาระสำคัญที่เราตลกผลึกได้คือ ChiangmaiTrust หมายถึงผู้คนช่วยกัน Give and Take ในจังหวะของตน ประคับประคองให้เมืองเชียงใหม่ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ การปฏิสัมพันธ์ของคนแปลกหน้า รวมถึงจับมือโอบอุ้มช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ อย่างพี่น้องภาคแรงงานข้ามชาติ คนจนเมือง คนตกงาน คนไร้บ้าน 

“ทำไมเราต้องมานั่งเศร้าในยามที่มันวิกฤต” ลีกล่าวประโยคน่าสนใจมากทิ้งทายการสัมภาษณ์ ส่วนความรู้สึกที่ ChiangmaiTrust มอบให้เราโดยไม่ต้องเอ่ยปากคือ ‘ไม่ควรต้องมีใครถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างหิวโหย’ 

ภาพ : ChiangmaiTrust

ข้อมูลอ้างอิง 

www.bbc.com/thai/international-52829935 

ร่วมพูดคุยและสนับสนุน ChiangmaiTrust ผ่าน

Facebook : @ChiangmaiTrust

E-mail : [email protected]

โทรศัพท์ : 09 8156 1519

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

The Cloud x GC Symposium

การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นหมุดหมายสำคัญของทุกภาคส่วนที่จะพาโลกใบนี้ก้าวไปข้างหน้า เพื่อส่งต่ออนาคตที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นหลัง เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ เพราะโลกธุรกิจจะขับเคลื่อนไปในแนวทางดังกล่าว การจับมือเพื่อรวมพลังกับพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าของตนเอง คือคำตอบที่เป็นไปได้และเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการทำเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังด้วย

นับเป็นปีที่ 3 แล้วที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จัดงานด้านความยั่งยืนครั้งใหญ่ ‘Circular Living Symposium 2022 : Together To Net Zero’ เมื่อวันที่ 25 – 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อต่อยอดหลักคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนบนความตระหนักรู้ของสังคมที่แพร่หลายมากขึ้น แล้วมาเป็นความร่วมมือที่สำคัญกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกระดับเพื่อขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำไปข้างหน้าด้วยกัน

Circular Living Symposium 2022 อีเวนต์ความยั่งยืนแห่งปีของ GC จากภาค

ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนองค์กรของ GC เล่าให้ The Cloud ฟังว่า ตอนนี้สังคมค่อนข้างรู้จักและเข้าใจสิ่งที่ GC ทำพอสมควรแล้ว ความคาดหวังนับจากนี้คือการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในทุกระดับ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างขึ้น เพื่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ที่ทำได้จริงและไม่ไกลเกินเอื้อมของทุกคน

GC กับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

“เป้าหมายของเรา คือเราจะลดการปล่อยคาร์บอนลง 20 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 และปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050  ซึ่งต้องบอกว่าเยอะมากสำหรับอุตสาหกรรมอย่างเรา ถ้าเทียบกับคนที่ทำเคมีภัณฑ์ด้วยกันถือว่าท้าทายพอสมควร ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราวางแผนเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะพาองค์กรไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร มีการเตรียมงาน งบประมาณ และโครงการในแผนเอาไว้อย่างครบถ้วนแล้ว”

ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของ GC ในฐานะผู้นำด้านเคมีภัณฑ์ระดับโลก จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565 GC มีขนาดสินทรัพย์มากเกือบ 8 แสนล้านบาท และรายได้กว่า 3.75 แสนล้านบาท เม็ดพลาสติกและสินค้าอื่น ๆ ของ GC คือจุดตั้งต้นสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากมายที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา การประกาศเป้าหมายสู่สังคมคาร์บอนต่ำในธุรกิจนี้จึงถือว่าน่าจับตามาก

Circular Living Symposium 2022 อีเวนต์ความยั่งยืนแห่งปีของ GC จากภาค

“ธุรกิจของเราในปี 2050 จะเปลี่ยนไป เราลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง โดยคาดว่าจะมีการใช้งบประมาณรวมจนถึงปี 2050 ที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมเทคโนโลยีในการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) เพื่อไปเก็บไว้ (Carbon Storage) และงบประมาณอีกส่วนหนึ่ง 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 – 7 แสนล้านบาท จะใช้เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ เข้าสูงธุรกิจคาร์บอนต่ำในอีกอีก 20 กว่าปีข้างหน้า

“ตอนนี้เราเป็นธุรกิจปิโตรเคมี ทำตั้งแต่ธุรกิจเม็ดพลาสติกไปจนถึงเคมีภัณฑ์ ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแกดเจ็ต (Gadget) หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยที่ใช้ในชีวิตประจำวัน พอเรามาทำเรื่องธุรกิจคาร์บอนต่ำมากขึ้น ยกตัวอย่างที่เราไปลงทุนต่างประเทศเมื่อปีที่แล้วกับ บริษัท ออลเน็กซ์ (Allnex) ผู้นำระดับโลกด้านสารเคลือบผิว (Coating Resins) ซึ่งธุรกิจโค้ทติ้งนี้จะช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมลงเยอะ ด้วยเป็นสินค้าที่ยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุนิดเดียว แต่สามารถใช้เคลือบรถยนต์ อากาศยาน หรือกังหันลม ยืดอายุการใช้งานของพวกนี้ได้หลายเท่าตัว ถ้าคำนวณจากอายุการใช้งานก็จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ รายได้เราอาจจะเท่าเดิม แต่ของที่ผลิตจะปล่อยคาร์บอนน้อยลง เราก็จะปรับธุรกิจของเราไปสู่สัดส่วนธุรกิจที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนแบบนี้มากขึ้น จนถึงวันหนึ่งเราจะไม่ลงทุนในธุรกิจที่เป็นต้นทางมากแล้ว จะไปลงทุนในธุรกิจที่เป็นปลายทางมากขึ้น”

เริ่มต้นจากภายในสู่การเปลี่ยนแปลงของภายนอก

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีคือการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น ดร.ชญาน์ เล่าว่า องค์กรขนาดใหญ่ของเขาก็ต้องการสร้างวิถีทางธุรกิจใหม่ที่ยั่งยืน ดังนั้น การกำหนดต้นทุนของการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินธุรกิจ ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำบนพื้นฐานที่จับต้องได้ของกระบวนการทางการเงิน

Circular Living Symposium 2022 อีเวนต์ความยั่งยืนแห่งปีของ GC จากภาค

“อย่างแรกคือเราปรับวิธีคิดของทุกคนในองค์กร ไม่ใช่แค่การสั่งการจากผู้บริหารลงมา แต่ต้องไปบูรณาการกับหน้างานที่เกี่ยวกับธุรกิจของ GC ด้วย แต่ละคนมีโอกาสลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เหมือนกัน บางคนทำได้ง่าย บางคนทำได้ยาก ของบริษัทเรา เราใช้กลไกการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร หรือ Internal Carbon Pricing ซึ่งเป็นการกำหนดมูลค่าของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในหน่วยของมูลค่าทางการเงินต่อหน่วยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกลไกแรกเรียกว่า Shadow Price เป็นการให้มูลค่าก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ และตัดสินใจในการลงทุนในอนาคต โดยโครงการที่ลดก๊าซเรือนกระจก จะได้รับการสนับสนุนด้วยการลดต้นทุนการดำเนินการจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง ส่วนโครงการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ก็จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“และอีกหนึ่งกลไกหนึ่งคือ Carbon Fee เป็นการจำลองการจ่ายภาษีก๊าซเรือนกระจกในองค์กร โดยเบื้องต้นเราจะทำในรูปแบบของ Shadow Accounting ซึ่งธุรกิจไหนที่ปล่อยคาร์บอนเยอะ ๆ ก็ต้องมีต้นทุนเพิ่มเหมือนจ่ายภาษีแต่เป็นภายในของเราเอง เราจะเอาเงินมาไว้เป็นกองทุนกลาง ใครมีโครงการดี ๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงานหรือลดคาร์บอน หรือจะลงทุนธุรกิจใหม่ ๆ ก็ดึงจากกองทุนตรงกลางนี้ไปช่วยได้ คนที่ปล่อยเยอะก็ต้องปรับตัวเองให้ปล่อยน้อยลง คนที่อยากทำธุรกิจใหม่ ๆ ก็จะมีเงินทุนจากส่วนนี้มากขึ้น การทำแบบนี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านธุรกิจของเราจนเป็นไปตามแผนในท้ายที่สุด”

เทคโนโลยีคือคำตอบ

นอกจากกระบวนการทางทางเงินแล้ว สิ่งที่จะช่วยให้ GC บรรลุเป้าหมายใหญ่นี้ได้ คือการใช้เทคโนโลยีพิเศษซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ การดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) รวมทั้งพลังงานทดแทนคือคำตอบที่องค์กรแห่งนี้มองเอาไว้

“ตอนทำแผน เราพิจารณาต้นทุนของแต่ละเทคโนโลยีมาเทียบกันหมด ด้วยบริบทของเมืองไทย ผมคิดว่าการดักจับคาร์บอนตอนนี้ยังมีต้นทุนที่ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่นการกักเก็บคาร์บอนให้ได้ 1 ตัน อาจต้องใช้เงินถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ ถ้าไปปลูกต้นไม้ให้เป็นป่า ต้นทุนก็อาจใกล้เคียงกัน ใช้เงินพอกัน แต่ข้อเสียคือ เราไม่มีพื้นที่ที่จะปลูกเยอะนัก ซึ่งเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนนี้มีข้อดีตรงที่ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ คืออย่างเมืองไทย การปลูกต้นไม้ให้เยอะที่สุดเป็นเรื่องดีที่ต้องทำ แต่ยังไงก็ไม่พอครับ เราควรต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้วย

ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้บริหาร GC กับภารกิจ Net Zero และแนวคิดเปลี่ยนบ่อก๊าซกลางทะเลให้เป็นหลุมเก็บคาร์บอน

“ที่บอกว่าเหมาะกับบริบทของเมืองไทย เพราะว่าอุตสาหกรรมหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเรากระจุกตัวอยู่แถวภาคตะวันออก มีทั้งโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี ถ้าเราร่วมมือกันจะทำได้ง่ายกว่าประเทศอื่น เหตุผลที่สองคือ เรามีหลุมตรงอ่าวไทยที่ใช้สำหรับขุดก๊าซธรรมชาติ เป็นกระเปาะเล็ก ๆ ไม่ได้เหมือนหลุมใหญ่ในตะวันออกกลางแบบนั้น เวลาเราขุดก็จะมีหลุมที่ว่างเยอะมาก เพราะขนาดเล็ก ไม่นานก็หมด พวกนี้เปลี่ยนไปเป็นที่กักเก็บคาร์บอนได้ แล้วท่อส่งผ่านท่อก๊าซที่เรามีในการบีบอัดคาร์บอนกลับไปที่หลุม ผมมองว่าเมืองไทยได้เปรียบตรงนี้ และศักยภาพของอ่าวไทยก็น่าจะกักได้พอสมควร”

การใช้พลังงานทดแทนถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ บทโจทย์ที่ท้าทายด้านความมั่นคงด้านพลังงาน วันนี้พลังงานจากไฮโดรเจนอาจยังเป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากยังใช้ไม่แพร่หลายและต้นทุนสูง แต่ GC ก็ยังเห็นศักยภาพของมันและรอจังหวะที่ดีในการลงทุนต่อไป

“ตอนนี้ราคาในการผลิตพลังงานจากไฮโดรเจนยังแพงอยู่ แต่มันดีกับวันข้างหน้า การผลิตพลังงานไฮโดรเจน คือการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดมาผ่านกระบวนการแยกน้ำ ออกมาเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน ซึ่งถ้าใช้ไฟฟ้าปกติจากโรงไฟฟ้า เอามาผ่านกระบวนการแยกน้ำอย่างที่ว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไร ดังนั้น ควรใช้พลังงานสะอาดจากแหล่งอื่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือพลังงานน้ำ อย่างไรก็ตาม หากต้องการผลิตพลังงานจากไฮโดรเจน ราคาของเทคโนโลยีต้องถูกลงก่อน เพราะต้นทุนเรื่องนี้ยังสูงกว่าการดักจับคาร์บอน GC เลยเน้นไปทางนี้เยอะหน่อย แต่ถ้าในอนาคตพลังงานไฮโดรเจนถูกกว่า เราก็จะเปลี่ยนไปให้น้ำหนักมากขึ้น ก็ต้องดูความเป็นไปได้ด้วย”

จากภาพใหญ่ที่ทาง GC ปูทางเอาไว้สู่เป้าหมายที่สำคัญ The Cloud ก็ชวน ดร.ชญาน์ คุยต่อเรื่องความคาดหวังและผลตอบรับจากงาน Circular Living Symposium 2022 : Together To Net Zero กันต่อ

Symposium แห่งความร่วมมือที่ยั่งยืน

“เราอยากทำงานของเราให้จับต้องได้สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่ภาคอุตสาหกรรม คนทั่วไปก็เข้ามาดูได้ว่ามันมีตัวอย่างให้เห็น อย่างนี้ก็ทำได้นี่นา ทุกคนสามารถร่วมกันทำได้เหมือน ๆ กัน มันคือพื้นที่แบ่งปันที่ให้ทั้งคนรุ่นใหม่ อินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการ มาแลกเปลี่ยนไอเดียของแต่ละคน แล้วออกมาเป็นโซลูชันที่คิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ จุดต่างที่สำคัญของงานคือความมีส่วนร่วมและมีไอเดีย แต่ละคนจะมาชวนกันดูและชวนกันคิดว่าจะทำตรงไหนได้บ้าง จบงานนี้แล้วอยากให้คนได้กลับไปคิดต่อครับ”

ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้บริหาร GC กับภารกิจ Net Zero และแนวคิดเปลี่ยนบ่อก๊าซกลางทะเลให้เป็นหลุมเก็บคาร์บอน

ผู้บริหารของ GC เล่าว่า การจัดงาน 2 ครั้งแรกนั้นผลตอบรับค่อนข้างดี คนที่มาร่วมงานมีความเข้าใจมากขึ้น และเกิดแพลตฟอร์มความร่วมมือที่ทำขึ้นหลังการจัดงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม สำหรับการจัดงานในปีนี้ GC เชื่อว่าสังคมเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนพอสมควรแล้ว จากนี้คือการเปิดพื้นที่ให้แต่ละภาคส่วนมาร่วมมือกัน เพื่อขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

อีกความท้าทายที่สำคัญ คือการพัฒนาสินค้าจากกระบวนการ Upcycling ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะและวัสดุเหลือใช้ ซึ่งต้องทำไปพร้อมกับการสร้างความเข้าใจทั้งระดับประชาชนและภาคธุรกิจในการสนับสนุนเรื่องนี้

“เราเลือกเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในวันนี้กับโรงงานรีไซเคิลของเรา กระบวนการรีไซเคิลและอัพไซเคิลเป็นทางเลือกให้เอาวัสดุไปทำต่อได้หลายอย่างมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ลูกค้าอยากเอาวัสดุไปทำสินค้าบางประเภท แต่ติดขัดเรื่องกฎเกณฑ์ของหน่วยงานที่กำกับดูแล เราก็ต้องไปช่วยผลักดันกับลูกค้า เพราะหลายเทคโนโลยีที่ทำมีการรับรองจากทั้งหน่วยงานสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปอยู่แล้ว แต่ยังไม่ผ่านมาตรฐานในบ้านเราเพราะเรื่องนี้ยังใหม่ คิดว่าอีกไม่นานน่าจะได้เห็นมากขึ้น ถ้าผลักดันสำเร็จ เราก็จะใช้วัสดุในประเทศได้มากขึ้น ลดการนำเข้าลง

“เรื่องการบริหารจัดการขยะ เราจะเลือกทำแต่พลาสติกไม่ได้ เราทำกับทุกอย่าง ทั้งอะลูมิเนียม แก้ว หรือขยะเปียก ต้องทำให้ครบ เรามีพันธมิตรที่เชี่ยวชาญมาที่งานของเราเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้วยนะ คือผมว่าทุกคนต้องมานั่งคุยกันอย่าง GC เก่งเรื่องพลาสติก แต่ที่อื่นอาจเก่งเรื่องการทำกระป๋อง เขาก็มาถามเรา เราก็แลกเปลี่ยนกับเขา ก็จะสร้างระบบที่ครอบคลุมได้มากขึ้น ทั้งขยะจากครัวเรือนหรืออุตสาหกรรม คนทั่วไปก็เอาระบบไปใช้งานได้โดยที่ไม่ยุ่งยากมากนัก”

ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้บริหาร GC กับภารกิจ Net Zero และแนวคิดเปลี่ยนบ่อก๊าซกลางทะเลให้เป็นหลุมเก็บคาร์บอน

กระบวนการอัพไซคลิง (Upcycling) ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ไม่รู้จบ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับการพัฒนาสินค้าในกระบวนการทางธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป ดร.ชญาน์ มองว่าวัสดุรีไซเคิลที่มีสิ่งปนเปื้อนน้อย แม้แทบจะเหมือนกับวัสดุใหม่แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องอาศัยการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ต่างออกไปตามความเหมาะสม ข้อจำกัดที่สำคัญคือกระบวนการแยกขยะและสารปนเปื้อนที่ต้องจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ตอนนี้สินค้าสิ่งทอ Upcycling เป็นที่รู้จักพอสมควรแล้ว GC จึงมุ่งต่อยอดไปสู่สินค้าประเภทอื่นอย่างวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเริ่มมาสักพักและเติบโตค่อนข้างดีต่อไป

“นอกจากนี้เรายังมีเส้นใยรีไวฟ์ (Revife) ซึ่งทำมาจากขวด PET โดยปกติวัสดุพวกนี้พอเอามารีไซเคิลหลายครั้ง อาจนึกภาพเส้นก๋วยเตี๋ยวนะครับ พอเอาไปรีไซเคิลจะตัดสั้นลง ๆ เอามาทำใหม่คุณสมบัติจะลดลงด้วย เทคโนโลยีรีไวฟ์คือการเอาวัสดุที่ถูกตัดเอาไปต่อกันใหม่ คุณสมบัติก็ยังดีเหมือนเดิมไม่ต่างจากของใหม่ กลายเป็นอีโคไฟเบอร์ที่คุณภาพอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ นำไปออกแบบเป็นสินค้าที่หลากหลาย ใครที่สวมเสื้อของ GC เมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว รุ่นนั้นต้องผสมใส่ฝ้ายเข้าไป ตอนนี้ไม่ต้อง จะเห็นว่าเป็นโพลีเอสเตอร์ปกติเลยเพราะมันเป็นเส้นใยยาวแล้ว”

มูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นได้เสมอ สำหรับทุกธุรกิจที่ยังเชื่อและเห็นคุณค่าของกระบวนการเหล่านี้

ความคาดหวังและการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตที่ดีกว่า

ผลตอบรับของงานประชุมครั้งใหญ่นี้เป็นไปด้วยดี พร้อมกับความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์และปิโตรเคมีอย่าง GC ต้องการชวนคนในสังคมมามีส่วนร่วมกันมากขึ้น ซึ่ง ดร.ชญาน์ หวังว่านี่จะเป็นก้าวสำคัญที่ทุกคนจะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่ GC ตั้งใจ

“Symposium นี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ครั้งแรกส่วนใหญ่คนที่เชิญเป็นคู่ค้า ลูกค้าของเรา มีผู้ที่กำหนดนโยบายมาร่วมงานด้วย ตอนแรกเราให้ความรู้ ทำให้ทุกคนตระหนักว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นเรื่องสำคัญ ตอนแรกคนยังเข้าใจเรื่องนี้ไม่เยอะมาก พอต่อมาภาครัฐผลักดัน BCG Model ก็สะท้อนว่าเขาเข้าใจและเห็นประโยชน์ของเรื่องนี้

“ปีที่ 2 เราเชิญคนจากต่างประเทศและองค์กรระดับโลกมาแชร์ประสบการณ์มากขึ้น เหมือนมาแลกเปลี่ยนไอเดียและเล่ากระบวนการธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป แต่สำหรับครั้งนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เราเชิญมาไม่ได้จำกัดเฉพาะคู่ค้าและลูกค้า เราจัด 2 วันเพราะอยากให้ประชาชนเข้ามาเห็นด้วย คนที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจนี้อย่างอาหารหรือธุรกิจอื่นก็มาร่วมงานได้ เราอยากขยายผลข้ามไปอุตสาหกรรมอื่นให้มากขึ้น ทำให้เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย อยากขยายผลไปมากกว่านี้ และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจมากขึ้นไปอีก รวมถึงเกิดความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย”

สิ่งที่ผู้บริหาร GC ภูมิใจ คือการจัดงานที่ผ่านมาเกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมาไม่น้อยจากสิ่งที่พูดคุยในงาน ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กก้าวต่อไปได้ด้วยโซลูชันของตัวเองบนวิธีคิดด้านความยั่งยืน เชื่อว่าจะมีเสียงสะท้อนที่ดังมากขึ้นสำหรับ Symposium ในครั้งถัดไปของ GC ที่แน่วแน่ในการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำให้เกิดขึ้นให้ได้

“ธุรกิจเคมีภัณฑ์คงยังเป็นสิ่งที่เราทำนะ ถึงจะเป็นปี 2050 ก็ตาม แต่เราจะเป็นธุรกิจที่ไปถึงผู้บริโภคและองค์กรมากขึ้น นั่นคือไปถึงอุตสาหกรรมปลายทางเยอะขึ้น ธุรกิจต้นทางที่เป็นโรงกลั่นและอื่น ๆ ก็อาจจะลดลงโดยสัดส่วน เราจะเป็นเหมือนบริษัทวัตถุดิบที่เข้าใกล้คนทั่วไปมากขึ้นกว่านี้”

ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้บริหาร GC กับภารกิจ Net Zero และแนวคิดเปลี่ยนบ่อก๊าซกลางทะเลให้เป็นหลุมเก็บคาร์บอน

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load