วิกฤตอาหารยังคงเป็นประเด็นน่ากังวลในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แม้ในเมืองจะเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ สถานประกอบการ แต่การจะได้มาซึ่งอาหารต้องมีปัจจัยอย่างเงินเข้าแลก ด้านโรงแรม ร้านอาหาร ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองกะทันหัน วัตถุดิบหรือของสดที่รอเตรียมวันต่อวันก็ค้างเติ่งบนชั้น รอวันหมดอายุอย่างน่าเสียดาย 

คำถามต่อมาคือ คนจนเมือง แรงงานภาคบริการที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิต จะเป็นอยู่อย่างไรในวันที่ตกงาน ไม่มีงาน ไม่มีเงินซื้ออาหาร ยังไม่รวมมนุษย์ซึ่งรัฐมองไม่เห็น อย่างผู้ไร้รัฐหรือแรงงามข้ามชาติ ต่างเป็นผู้ขับเคลื่อนความเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบเรื่องการเข้าถึงอาหารไม่ต่างกัน 

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง

มะเป้ง-พงษ์ศิลา คำมาก ผู้ก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนอย่าง สันทรายซิสโก (Sansaicisco) แตะประเด็นเรื่อง Slow Food เชียงใหม่ จับมือกับเพื่อนๆ อย่าง ลี-อายุ จือปา ผู้สรรค์สร้างกาแฟกลิ่มหอมฉุยคุณภาพระดับโลก อาข่า อ่ามา และ โอปอ-ภราดล พรอำนวย เจ้าของบาร์นอร์ทเกต (North Gate Jazz Co-Op) ในวันที่เชียงใหม่ไร้ซึ่งสุ้มเสียงของดนตรี โอปอหันมาสนใจข้าวพันธุ์ไทย จนกลายเป็น YoRice สาเกหวานไร้แอลกอฮอล์ฉบับเอาใจคนรักสุขภาพ 

พวกเขาจับมือกันก่อตั้ง ‘ChiangmaiTrust’ ด้วยความตั้งใจแรกที่อยากชูประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดมาถึงเมืองเชียงใหม่ ทิศทางก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันวิกฤต 

“ผมว่างานด่วนสำคัญกว่างานใหญ่ เป้าหมายใหญ่เราฝันถึงคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี บ้านของเรากำลังไฟไหม้ เราต้องช่วยกันดับไฟก่อน อาหารเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตคนโดยตรง เพราะว่ามันยังมีกลุ่มคนชายขอบสังคม คนไร้บ้าน คนจนเมือง และกลุ่มภาคแรงงานนอกระบบ ซึ่งเข้าไม่ถึงเรื่องสิทธิหรือการช่วยเหลือด้านอาหาร” โอปอกล่าวถึงความตั้งใจหลักของโครงการ

พวกเขาจึงหันมาชูประเด็น ‘ปากท้องและอาหาร’ ล่าสุดได้จดทะเบียนเป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อขับเคลื่อนธนาคารอาหาร (Chiang Mai Food Bank) และบรรเทาความหิวโหยของกลุ่มคนผู้เปราะบางในเมืองเชียงใหม่ให้ไปต่อด้วยกันได้ 

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
01 

ระดมความช่วยเหลือ 

“ไม่มีใครรู้เลยว่าสถานการณ์แบบนี้มันจะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน เป็นคำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบเราได้เหมือนกัน” มะเป้งกล่าวถึงวิกฤตที่ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร

บาร์แจ๊สนอร์ทเกตของปอจึงปรับโฉมใหม่ กลายเป็นศูนย์กลางแจกจ่ายข้าวกล่องและอาหาร ระดมความช่วยเหลือจากทุกระดับ ตั้งแต่เพื่อนสนิทมิตรสหายฮอมข้าวกล่องมาแจก บางคนนำวัตถุดิบที่ซื้อกักตุนไว้แล้วกินไม่ทัน อีกอาทิตย์จะหมดอายุมาให้ มาช่วยกันทำอาหารแจกจ่ายผู้คนที่กำลังเดือดร้อน 

“เราหาความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ต้องเป็นภาระที่คนใดคนหนึ่ง เน้นการลดทรัพยากรที่เหลือ เช่น อาหารเหลือจากครอบครัว ครัวเรือนบริโภค มาแบ่งปันให้กับคนที่เดือนร้อน” ลีกล่าว 

การระดมแจกจ่ายอาหารคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ภายใต้จำนวนของผู้คนที่หิวโดยมากขึ้นสถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อไม่มีท่าทีจะไต่ระดับลดลง หลังจากระดมแจกจ่ายข้าวกล่องไปสักพัก มะเป้งพบช่องว่างบางอย่างที่นำไปสู่การตั้งคำถาม 

“การที่เราทำข้าวกล่องไปแจก แล้วเขามานั่งต่อคิวยาวเป็นกิโล แต่ละคนก็ได้รับแค่คนละกล่อง มันเกิดเหตุการณ์ที่มีคนมาขอสี่กล่อง เพราะที่บ้านมีคนแก่มาเอาไม่ได้ เลยฉุกคิดว่าเราควรลงไปสำรวจชุมชนที่เปราะบางดีไหม” 

จากคำถามนี้ ChiangmaiTrust จึงจัดทีมอาสาลงสำรวจชุมชนเปราะบางทั่วเชียงใหม่ จนเกิดโมเดล ‘1 ครัวกลาง 1 ชุมชน‘ เพื่อเข้าถึงผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือให้ใกล้ชิดที่สุด

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
02

1 ชุมชน 1 ครัวกลาง 

“มีชุมชนเปราะบางอาศัยแออัดในเชียงใหม่กว่ายี่สิบชุมชน ความแตกต่างคือความยากจน ทำให้เขาลุกขึ้นมาจัดการ สื่อสารอะไรไม่ได้ สำหรับผมมันเป็นเรื่องน่ากังวลใจ เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว Top 10 ของโลก หนึ่งในเมืองที่เราภาคภูมิใจ แต่ยังมีผู้คนลำบาก ต้องการความช่วยเหลืออีกจำนวนมาก” ปอเล่าบรรยากาศตอนจัดทีมอาสาลงไปเก็บข้อมูลชุมชนทั่วเชียงใหม่ สิ่งที่เขาพบคือปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำและความยากจน หยั่งรากลึกเป็นปัญหาโครงสร้างระดับใหญ่ แน่นอนว่าคนที่อยู่ข้างล่างย่อมเป็นโดมิโนตัวแรกที่ล้มลง 

“เราเห็นทุกชุมชนมีพื้นกลางอยู่แล้ว เรามีแค่หน้าที่สื่อสาร รับวัตถุดิบจากครัวเรือน แล้วก็เอาไปส่งมอบให้ชุมชน เพื่อที่เขาจะได้ไปทำครัวเอง จัดสรรให้ชุมชนของตัวเอง”  

ก่อนหน้านี้ ChiangmaiTrust ทำงานร่วมกับเครือข่ายและภาคประชาสังคมหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างสิทธิมนุษยชน คนไร้รัฐ ผังเมืองสาธารณะและสิ่งแวดล้อม จึงมีโอกาสลงสำรวจความต้องการชุมชน และได้มีปฏิสัมพันธ์คนในชุมชนมากมาย เครื่องมือเปี่ยมคุณภาพตัวนี้เปิดรับชาวเชียงใหม่หัวอกเดียวกัน ช่วยกัน จัดทีมอาสา ระดมเสบียง อุดหนุนเกษตรรายย่อยที่ผลผลิตส่งขายไม่ได้ วัตถุดิบครัวเรือนเหลือใช้ วัตถุดิบจากสถานประกอบการค้างสต็อก หลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือชุมชนและคนจนเมือง

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง

“เรามองว่าเราเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ก็มีข้อมูลและประสบการณ์พอตัว อย่างเครื่องมือการสื่อสาร การใช้สายสัมพันธ์ของมิตรภาพมาช่วยขับเคลื่อนภาคประชาสังคม เราเห็นพ้องต้องกันว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเชื่อมสัมพันธ์ในเงื่อนไขความสัมพันธ์ของคนในเมือง” ปอกล่าวความรู้สึกของตนที่มีต่อโครงการ

พอชุมชนมีอาหาร วัตถุดิบ ปรุงรสทำครัวเองที่ชุมชน ก็ไม่จำเป็นต้องออกไปต่อคิวรอรับข้าวกล่องแล้ว แถมแต่ละชุมชนยังสามารถจัดสรรปริมาณอาหารให้ตรงความต้องการตามจำนวนคนในชุมชนได้ด้วย เรียกว่าโมเดล ‘1 ชุมชน 1 ครัวกลาง‘ ยิงปืนครั้งเดียวได้นกสองตัวเลยก็ว่าได้

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง

ทว่าไม่ใช่แค่เรื่องขาดแคลนอาหาร แต่เป็นเรื่องเงินคืองาน งานคือเงินด้วย สภาพัฒน์ฯ คาดว่า พ.ศ. 2563 แรงงานที่เสี่ยงถูกเลิกจ้างมีมากถึง 8.4 ล้านคน 

คนจำนวนไม่น้อยในพื้นที่ชุมชนเปราะบางของเชียงใหม่ถูกเลิกจ้าง กลายเป็นคนว่างงานอย่างกะทันหัน ไม่ใช่ว่าเลือกงาน เพราะถึงแม้ไม่เลือกงานก็ไม่มีงานทำ 

“พอผ่านมาช่วงที่มันเป็นรอบสอง รอบสาม บางคนว่างงาน ไม่ก็เปลี่ยนอาชีพเพราะรอไม่ได้ ปอเลยเก็บข้อมูลคนว่างงานหรือถูกเลิกจ้างในชุมชน ทำ Resume ประกาศผ่านเพจ ChiangmaiTrust จับคู่ระหว่างคนที่อยากทำงานกับคนจ้างงาน” มะเป้งกล่าวโมเดลครัวงานที่ทำควบคู่ไปกับครัวกลางด้วย 

ChiangmaiTrust ยังคงทำงานเบื้องหลังบรรเทาความหิวโหยของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ผ่านระลอกแล้วระลอกเล่า จนยอดผู้ติดเชื้อเบาบางลง และเมืองเริ่มกลับมาฟื้นตัว 

03

Chiang Mai Food Bank 

มะเป้ง ลี ปอ ติดใจไม่อยากให้โมเดลที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงอาหารในเมืองหายไปหลังจากโควิดซา ประกอบกับกำลังใจดีๆ ของชาวเชียงใหม่ที่ผ่านมา ทำให้รู้สึกว่าในขณะเกิดวิกฤต เราพยายามไปด้วยกันโดยไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ด้านหลัง

โมเดลล่าสุดอย่าง Chiang Mai Food Bank จึงพัฒนาขึ้น โดยลีนำประสบการณ์จาก อาข่า อาม่า มาปรับปรุง ChiangmaiTrust ให้ยั่งยืนสู่โมเดลที่สร้างอาชีพได้ 

“เราสนับสนุนคนที่เป็นฝั่งผลิตอย่างเกษตรกร ถ้า ChiangmaiTrust ทำโปรเจกต์ Food Bank จนกลายเป็น SE (Social Enterprise) ได้ พวกเราหวังว่าจะเป็นหนทางที่ไม่ต้องรอรับการบริจาค แต่เป็นการแอคทีฟ เอาทรัพยากรมนุษย์ที่เรามี ทรัพยากรทางความคิด การทรัพยากรที่มีในเชิงของอาหาร หรือ Waste ต่างๆ มาจัดการให้เกิดมูลค่าและคุณค่า“ ลีเล่าเป้าหมายการปั้นโครงการให้กลายเป็นธุรกิจเพื่อสังคม 

“ล่าสุดเราคิดโปรเจกต์กับลี ได้ชื่อว่า ‘The Ugly Fruits’ เอาแตงกวาหน้าตาไม่ดีที่ Food Bank ได้รับบริจาคจากการที่เกษตรกรคัดออกสามสิบจากหนึ่งร้อยกิโลกรัม ซึ่งเราคิดว่ามันเยอะมาก แจกตามชุมชนก็คงเบื่อแตงกวากันตาย เลยไปขอให้ เชฟแอนดี้ หยาง ช่วยสอนทำ Pickles (แตงกวาดอง) กับกิมจิแตงกวา เรากำลังพยายามพลิกแพลงทดลองทำสูตรใหม่ แล้วทำไปขาย จากนั้นก็เอาเงินมาต่อยอดให้ Chiang Mai Food Bank กลายเป็น SE เพื่อให้ ChiangmaiTrust ยั่งยืน” มะเป้งเล่าสิ่งที่ตั้งใจจะทำต่อไป

โปรเจกต์ Chiang Mai Food Bank ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนสนิทมิตรสหายที่มองเห็นและเข้าใจถึงปัญหาเดียวกัน รวมถึงมะเป้ง ลี และโอปอ ก็หยิบเอาเครื่องมือ ประสบการณ์ องค์ความรู้ที่ตัวเองบ่มเพาะตลอดระยะเวลาการทำงานมาประยุกต์ใหม่ เน้นเรื่องความยั่งยืนระยะยาว 

ตลอดการพูดคุย แก่นสารและสาระสำคัญที่เราตลกผลึกได้คือ ChiangmaiTrust หมายถึงผู้คนช่วยกัน Give and Take ในจังหวะของตน ประคับประคองให้เมืองเชียงใหม่ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ การปฏิสัมพันธ์ของคนแปลกหน้า รวมถึงจับมือโอบอุ้มช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ อย่างพี่น้องภาคแรงงานข้ามชาติ คนจนเมือง คนตกงาน คนไร้บ้าน 

“ทำไมเราต้องมานั่งเศร้าในยามที่มันวิกฤต” ลีกล่าวประโยคน่าสนใจมากทิ้งทายการสัมภาษณ์ ส่วนความรู้สึกที่ ChiangmaiTrust มอบให้เราโดยไม่ต้องเอ่ยปากคือ ‘ไม่ควรต้องมีใครถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างหิวโหย’ 

ภาพ : ChiangmaiTrust

ข้อมูลอ้างอิง 

www.bbc.com/thai/international-52829935 

ร่วมพูดคุยและสนับสนุน ChiangmaiTrust ผ่าน

Facebook : @ChiangmaiTrust

E-mail : [email protected]

โทรศัพท์ : 09 8156 1519

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load