จะมีบ้านสักกี่หลังกันเชียวที่ตั้งโจทย์รีโนเวตบ้านเก่า จากเพลง 3 เพลง… 

เป็นเพลงของเธอ ของเขา และ ‘ของเรา’ บ้านที่เขาให้คำนิยามว่า เป็นบ้านธรรมดาที่พิเศษ ซึ่งมีเจ้าของบ้านเป็นแมว 3 ตัว และคน 2 คน

ฟรีด้า โป่งน้อย, โอดอย ป่าจี้ และ ดีดี้ ห้วยทราย คือชื่อแมว

จ๋า-วาสุธา และ ม่อน-คุณวุฒิ นั่นชื่อคน 

ทั้งสองไม่ใช่คนเชียงใหม่แต่กำเนิด แต่เลือกลงหลักปักฐานทำงานทำการที่นี่ ทั้งคู่เคยรีโนเวตบ้านทาวน์เฮาส์ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้อย่างถูกใจ แต่มีเหตุต้องย้ายเพราะสภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนไป จึงหาบ้านหลังใหม่ใต้คอนเซ็ปต์ซื้อบ้านเก่าปรับปรุงใหม่ แต่ครั้งนี้บ้านหลังใหญ่ขึ้นและทั้งสองเพิ่งเริ่มงานประจำใหม่ เลยตั้งใจเลือกสถาปนิกมารีโนเวตบ้าน ตามความต้องการที่ว่า สมาชิกหลักของบ้าน 3 ตัวต้องอยู่สบาย มีที่วางตำแหน่งแห่งที่ให้เครื่องเล่นแผ่นเสียงและของสะสมอย่างลงตัว ขอห้องทำงานโปร่ง แสงธรรมชาติเข้าได้  และให้บรรยากาศของบ้านอวลอยู่ในท่วงทำนองของเพลง 3 เพลง คือ Champagne Supernova ของ Oasis, No Surrprise ของ Radiohead และ Stop Where You Are ของ Corinne Bailey Rae  

Champagne Supernova เพลงของเรา

“ผมเลือกเพลงหนึ่ง จ๋าเลือกเพลงหนึ่ง และเราเลือกเพลงหนึ่ง เพราะ Champagne Supernova จ๋าก็ชอบเหมือนกัน… ผมอยากเริ่มอย่างครับว่า 3 เพลงนี้ไม่ใช่ 3 เพลงที่ผมกับจ๋าชอบที่สุด ไม่ใช่เพลงที่ Represent ตัวตนของเรา แต่ Represent บ้านเรา (เสียงจ๋าแทรกขึ้น “บรรยากาศที่เราอยากอยู่”) ใช่ ๆ ฉะนั้นมันอาจจะไม่ใช่เพลงที่เราชอบที่สุด แต่เราคิดว่าเราจะอยู่กับ Vibe ของบ้านยังไง เพราะฉะนั้นโจทย์ก็คือ แล้วเพลงไหนที่เราฟังได้โดยที่เราไม่เลี่ยน ไม่เบื่อมัน” 

ม่อนและจ๋าอธิบายเริ่มต้นถึงแนวคิดในการปรับปรุงบ้าน ไอเดียเลือกเพลงให้สถาปนิกนำไปขบคิดและตีโจทย์ออกมาเป็นหน้าตาบ้านที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้ และ HUES Development ก็สามารถออกแบบได้อย่างลงตัว 

ม่อนขยายความต่อถึงเพลงนี้ว่า “ผมคิดว่าเพลงเพลงนี้ของวงโอเอซิสเป็นเพลงที่คลาสสิก แล้วก็ฟังได้ไม่มีวันเบื่อ เป็นมาสเตอร์พีซ และผมกับจ๋าก็อยากให้บ้านของเรา ที่แม้ว่าโทนสีหลัก ๆ จะเป็นสีขาวกับไม้ แต่เมื่อเวลาเปิดไฟแล้วมันจะมีแสงเป็นสีชมพู เป็นสีที่อาจจะไม่ใช่สีของแชมเปญเป๊ะ ๆ แต่อยู่ในบรรยากาศนั้น 

“และเนื้อเพลงก็สำคัญนะ ในเพลงมีท่อนหนึ่งที่พูดว่า Where were you while we were getting high? ประมาณว่า บ้านนี้เป็นที่ที่เราอยากจะกลับมา มาอยู่กับแมวเรา อยู่กับที่ของเรา อยู่กับ Vibe ที่เราคุ้นเคย เพราะฉะนั้น มันต้องอยู่ครบ ไม่ใช่ครบแค่ผมกับจ๋าเท่านั้นนะ แมว ๆ ก็ต้องอยู่ครบ 

“จ๋ากับผมไม่ใช่คนเชียงใหม่ ก็เหมือนเรามาเริ่มต้นที่นี่กัน 2 คน ฉะนั้น Vibe ที่จะทำให้ความรู้สึกเป็น ‘บ้าน’ ไม่ขาดหายไปต้องเป็นอย่างนี้นะ ตอนที่คิดถึงเพลงนี้ ก็ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเองเนอะ (หันไปทางจ๋า) คิดถึงแมวด้วย เพราะเราไม่ได้เลี้ยงเขาเป็นสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกของครอบครัวเรา” 

How many special people change?

How many lives are living strange?

Where were you while we were getting high?

ในชีวิตเรามีคนที่เข้ามาแล้วก็ไป ทุกคนก็ใช้ชีวิตไปในแบบของตัวเอง นี่เราก็อยู่ของเรา แล้วคุณล่ะไปอยู่ที่ไหนกัน ขณะที่เรามีความสุขกันอยู่ ไม่ได้สิ ‘เรา’ ต้องอยู่ด้วยกัน

ม่อนพูดถึงเนื้อเพลงท่อนนี้ให้ฟังก่อนจะแปลแบบเร็ว ๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ทั้งสองคนมองว่าคือหัวใจหลักของบ้าน และนอกจากเนื้อเพลงแล้ว เขายังบอกว่า ท่วงทำนองของเพลงฟังแล้วให้พลัง 

“ผมคิดว่า คนที่ไม่ได้เป็นแฟนเพลงประเภทนี้อาจจะนึกไม่ออกว่าบ้านมันเกี่ยวอะไรกับเพลง แต่เมื่อบ้านเสร็จและผมลองเข้ามาอยู่บ้าน แล้วลองเปิดเพลงพวกนี้ฟัง ผมรู้สึกว่าบรรยากาศมันเป็นอย่างที่เราอยากอยู่และเพลงก็เข้ากับบ้านเลย อันนี้ผมต้องให้เครดิตสถาปนิกมาก ๆ” 

สถาปนิกที่พูดถึง คือบริษัท HUES Development ซึ่งเล่าให้ฟังว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับโจทย์การทำงานเป็นเพลง 3 เพลง ที่นอกเหนือไปจากฟังก์ชันและภาพรวมของบ้านที่อยากได้ ออม-กุหลาบ เลิศมัลลิกาพร สถาปนิกผู้ออกแบบเล่าเบื้องหลังการทำงานว่า เปิดฟัง 3 เพลงนี้วนไปวนมาตลอดการทำงาน และตีความออกมาเป็นมู้ดแอนด์โทนของบ้าน วางแพนโทนสี และดีไซน์อย่างที่เห็นนี้ 

“เราตีความออกมาเป็น Abstract มากกว่า ลองดูเมโลดี้ของเพลงแล้วก็ใส่เส้นเคิร์ฟไปให้มันดูสมูท ทั้งเรื่องขององค์ประกอบของบ้าน สี ก็มาทางวอร์มโทน เอิร์ธโทน และใส่กิมมิกรายละเอียดเล็ก ๆ ของวัสดุที่ไม่ได้ดูเรียบร้อยเกินไป คือมีความเหลื่อมกันของสี รู้สึกเหมือนกับเพลงที่มีโน้ต มีเมโลดี้ต่าง ๆ แต่มาอยู่แล้วกลืนกัน มีความรู้สึกนี่คือบ้าน มีความอบอุ่น 

“ถ้าจะบอกว่าบ้านเป็นสไตล์อะไร จริง ๆ จะบอกเป๊ะ ๆ ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันไม่เป็นแบบนั้นซะทีเดียว แต่ถ้าพูดรวม ๆ ก็ว่าได้ว่ามาจากยุค 80 90 เพราะแนวเพลงของคุณม่อนอยู่ในยุคนั้น เหมือนฟังเพลงแล้วเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็ยังอยู่ในช่วงนั้น เข้ากับการใช้แผ่นเสียง ของสะสม และเราก็ผสมโมเดิร์นเข้าไปด้วย” 

การรีโนเวตหลัก ๆ คือการเปิดพื้นที่ด้านล่างจากที่กั้นห้องย่อย ๆ ให้ทะลุถึงกัน แล้วออกแบบพื้นที่การใช้งานใหม่ ชั้นล่างเปิดโล่งเชื่อมต่อกันตั้งแต่พื้นที่ห้องนั่งเล่น พักผ่อน ห้องครัว และเดย์เบดที่ปรับเป็นมุมทานข้าวได้ และด้านข้างนั้นยังเป็นประตูเล็กออกไปสู่กรงแมวด้านนอก ให้สมาชิกหลัก 3 เหมียวเข้าออกนอกในบ้านอย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะวิ่งหลุดออกไปนอกบ้าน 

ม่อนเล่าถึงตรงนี้ว่า แมวกลายเป็นเหมือนคอมฟอร์ตโซนของเราไปแล้ว พอมาทำบ้านนี่ก็เป็นโจทย์หลักของเราด้วยนอกจากชีวิตเราสองคน ก็คือบ้านต้องเข้ากับแมวด้วย บอกคุณออมว่าขอให้แมวอยู่ได้โดยที่ไม่เป็นภาระกับเรามาก เพราะแต่ก่อนต้องคอยเก็บอึในบ้าน ซึ่งคนที่เลี้ยงแมวจะรู้ และมันจะมีกลิ่นแน่นอน ถึงจะดูแลยังไงก็ตาม แต่อันนี้สบายเลย และก็ทำให้มีที่ให้วิ่งเล่น”

ห้องที่เจ้าของบ้านประทับใจมากคือ ห้องทำงานด้านล่างของคุณม่อนที่ปรับมาจากห้องซักล้างและเก็บของ โดยผลักฝ้าด้านบนเปิดทะทุขึ้นไป เพื่อให้เกิดช่องแสงอย่างที่ต้องการ ส่วนฝ้าที่ถูกดันขึ้นก็ออกแบบยกพื้นให้กลายเป็นเตียงเล่นระดับในห้องทำงานของคุณจ๋า กลายเป็นมุมนอนเล่นในวันทำงาน หรือห้องนอนแขกก็ได้ 

No Surprise เพลงของเขา

ไม่น่าแปลกใจหรอกที่บ้านหลังนี้จะอวลไปด้วยท่วงทำนองของเพลงต่าง ๆ หากรู้ว่าม่อนเป็นนักฟังเพลงจริงจัง เป็นนักดูคอนเสิร์ตที่แทบไม่พลาดทุกคอนเสิร์ตของวงโปรด และเป็นนักวิจารณ์เพลงที่เขียนให้กับนิตยสารเพลงอย่าง Music Express ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง แม้ทุกวันนี้จะทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม เขาก็ยังเป็นนักฟังเพลงอย่างจริงจังไม่เคยเปลี่ยน การฟังเพลงของเขาอยู่ในแทบทุกช่วงเวลาของชีวิต ไม่ใช่แค่ฟังผ่าน ๆ แต่ลงลึกไปถึงเนื้อหา ที่มาที่ไป และประวัติศาสตร์ชีวิตของศิลปินที่ชื่นชอบ

“การฟังเพลงของผมมันเป็นมากกว่างานอดิเรก กลายเป็นชีวิตผมไปแล้ว ถ้าผมชอบเพลงไหน ผมจะฟังเพลงนั้นอยู่เพลงเดียว สามสี่วัน แล้วผมก็จะไม่ฟังมันอีกเลย ดังนั้น เพลงไหนล่ะที่ผมฟังได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อ เพลงนั้นจึงเป็นที่มาของบรรยากาศบ้านที่ผมอยากอยู่ 

“ตอนเลือกเพลงของผม มีหลายเพลงมากที่เข้ามาให้รู้สึก แวบแรกผมนึกถึง No Surprise ของ Radiohead ก่อน ถ้าเทียบกับเพลงอื่นของวง เพลงนี้อาจจะไม่ได้ดังมาก แต่เป็นเพลงที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่า เราตั้งสติได้ เป็นเพลงที่เวลาฟังปุ๊บมันจะหม่น รู้สึกไร้พลัง เกิดสภาวะบางอย่างเหมือนเราอยากเอนตัวลงบนฟูกแล้วก็คิดทบทวนกับตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าสภาวะแบบนี้เราควรทำในชีวิตบ่อย ๆ 

“เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังแล้วมีสติ ผมฟังบ่อยมากก่อนจะทำงานที่ต้องคิดเยอะ ๆ ก่อนเขียนวิทยานิพนธ์ของผม หรือว่างานเขียนต่าง ๆ มันไม่ใช่เพลงที่ให้ Vibe ที่ว้าว ปัง อลังการ หรูหรา แต่เป็น Vibe ธรรมดาที่เราจะไม่มีทางเลี่ยน ไม่มีทางเบื่อ อยู่กับมันได้เรื่อย ๆ ไปตลอด โดยที่กราฟจะนิ่ง ไม่ขึ้นไม่ลง ฟังแล้วก็ฟังได้อีก สำหรับผม Vibe ของบ้านมันควรจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่งั้นก็จะเห่อบ้านอยู่แวบหนึ่ง แล้วก็จะไม่อะไรกับบ้าน ไม่อยากดูแลบ้านละ ผมอยากให้มันเป็นบ้านธรรมดาที่พิเศษสำหรับเรามากกว่า”

ถามนักฟังเพลงอย่างม่อนว่า แล้วเชียงใหม่เหมาะกับการฟังเพลงไหม

“ถ้าเรื่องเสียง ความเงียบสงบ ผมว่าเชียงใหม่เหมาะมาก ๆ เลย อธิบายอย่างนี้ดีกว่า ผมว่า Vibe กรุงเทพฯ เหมาะกับการฟังดนตรีสด คือผมเป็น Concert-goer นะ ก่อนโควิดผมไปไม่ต่ำกว่า 10 เพราะฉะนั้นกรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่เหมาะกับการฟังคอนเสิร์ตอิมพอร์ตอันดับหนึ่งอยู่แล้ว เพราะเชียงใหม่มันไม่มี แต่ว่าถ้าเราพูดถึงดนตรีสดแบบแจ๊ส แบบแจมมิ่ง ใครขึ้นไปแจมก็ได้ เชียงใหม่ก็ยังเป็น Vibe ที่ดี 

“ถ้าพูดถึงการฟังดนตรีแบบตั้งใจฟังอยู่ที่บ้าน เชียงใหม่อาจจะเหมาะกับผมมากกว่ากรุงเทพฯ อันดับหนึ่งคือ บ้านผมพ่อแม่อยู่ ถ้าฟังก็คงรบกวนเขา อันดับสองคือ ผมอยู่สาทร เมืองที่แม้ว่าตอนกลางคืนรถไม่ติด แต่ก็ยังมีเสียงแตร เสียงบ้านคนนั้นคนนี้ ไม่มีความเงียบชนิดที่ว่าเราจะตั้งใจฟังเพลงได้ เพราะฉะนั้น Vibe ในเชียงใหม่เหมาะกับการฟังเพลงคนเดียวที่บ้าน และอาจจะมีบรรยากาศอย่างอื่นเสริมเข้ามาอีก เช่น บ้านเราอยู่ตีนดอย ฟังโฟล์กจากฟิลาเดลเฟีย The Milk Carton Kids ซึ่งเป็นวงที่ผมชอบ ก็เหมาะมากเลย ตอนเช้ามีหมอกลงนิด ๆ เป็น Vibe ที่เข้ากั๊นเข้ากัน ผมคงจะฟังโฟล์กในกรุงเทพฯ ด้วยความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ มู้ดมันก็คงไม่ไหว” 

ในห้องทำงานของม่อน มีกรอบรูปดึงดูดสายตาอยู่กลุ่มหนึ่ง ม่อนบอกว่านี่คือ Set List เพลงในคอนเสิร์ตที่เขาไปฟัง “ผมไปขอเขา แล้วไปขอลายเซ็นจากนักดนตรี” เรื่องเล่าของ Set List ฟังสนุกมากหลากที่มา ล่าสุดนั้นเป็นคอนเสิร์ตแรกที่จัดขึ้นในช่วงโควิด ลักษณะ Live จากสตูดิโอ และส่ง Set List กับบัตรมาให้ทางบ้าน

“ถ้าเทียบกับโปสเตอร์ที่ยังมีวงการเก็บสะสม Set List อย่างนี้คนยังไม่ค่อยเก็บ ผมหมายถึงในเมืองไทยนะ แต่ต่างประเทศก็มีราคานะ” 

Stop Where You Are เพลงของเธอ

โลกนอกบ้านจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ได้อยู่กับสิ่งที่รัก วางใจลงจากความวุ่นวาย และเป็นตัวของตัวเองที่สุด คงเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้บ้านมีความหมายอย่างนั้น เป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับเรา ซึ่งเพลงของเธอที่เลือกมาสะท้อนความรู้สึกที่ว่านี้ 

“เป็นแนวเพลงโซลออกแจ๊ส ฟังแล้วสบาย ๆ แบบที่เราอยากให้บ้านอยู่ในบรรยากาศนั้น คือเราเป็นสาวออฟฟิศเนอะ กลับบ้านมาก็อยากรู้สึกได้พักผ่อน ได้รู้สึกอบอุ่นในบ้านของเรา และจ๋าดูที่เนื้อเพลงด้วยค่ะ ประมาณว่า แสงตอนเช้าที่เข้ามานะ ให้หยุดอยู่กับตรงนี้ ที่คุณอยู่แล้วก็คิดถึงตัวเอง คิดถึงชีวิต อาจจะมีความคล้ายกับม่อนนิด ๆ ที่มันสะท้อนตัวเอง เมื่อตอนเด็ก ๆ จ๋าไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน และได้รู้จักนักดนตรี 2 คนที่ทำให้ผ่านช่วงนั้นมาได้ คือคนนี้ Corinne กับ นอร่า โจนส์ เลยเป็นแฟนเพลงมาตั้งแต่ตอนนั้น คือจ๋าฟังเพลงอยู่ไม่มาก ก็เลยเลือกเพลงของเขามา เป็นเพลงในอัลบั้มใหม่”

ความกลมกลืนของบ้าน ความอบอุ่นในแสงไฟยามค่ำ สีของอิฐที่วางตัวเก๋ด้านหน้าล้อไปกับโค้งของฝ้าเพดาน กรอบหน้าต่าง สีของไม้ กระเบื้องสีแชมเปญ งานศิลปะภาพเธอและเขาจากศิลปิน Aura ที่จ๋าชื่นชอบ โปสเตอร์คอนเสิร์ต ภาพจิ๊กซอว์ ฟรีดา คาห์โล เคียงคู่ ดิเอโก ริเบรา เสียงเพลงจากแผ่นเสียง และ ฟรีดา ดีดี้ และ โอดอย คือองค์ประกอบหลักที่ทำให้ความรู้สึกถูกเติมเต็ม

จ๋าเล่าถึงที่มาของงานศิลปะผลงาน Aura ว่า เลือกเป็นภาพในงานแต่งงานแทนภาพพรีเวดดิ้ง เป็นภาพในการ์ดเชิญ 

“จ๋าเห็นผลงานคุณออร่าจากไอจี ก็ติดต่อไปค่ะ บอกไปว่าอยากได้ภาพที่เราใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน เขาส่งสเก็ตช์มา แล้วเราก็เลือกภาพกัน เราประทับใจในความประณีตของเขา ม่อนขอให้เขาทำแมวให้ เขาก็เติมให้มีรายละเอียด มีหนวด มีขนแมวด้วย (ยิ้ม)” 

“ผมคิดว่าแมวเป็นอีกปัจจัยในชีวิตนอกจากการฟังเพลง กลับมาบ้าน มาเหนื่อย ๆ มาเจอแมวที่เรารับมาเลี้ยง 3 ตัว ความเหนื่อยก็หายไป บางคนใช้คำว่าทาสแมว ผมคิดว่าคำนี้มีปัญหา ไม่ใช่ทาสหรือไม่ทาสนะ แต่มันเป็นสมาชิกในครอบครัว เราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะบอกว่ามันเป็นทาสเราก็ไม่ใช่อีก คือมันไม่ได้น่ารักเหมือนหมาไง มันมีนิสัยประหลาด ๆ เช่น ขี้อิจฉา ขี้หงุดหงิด บางวันอยากอ้อนให้เราดูแล บางวันไม่อยากให้ยุ่ง แล้วเราคงให้มันทุกอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้ 

“แต่ถ้าเรามองว่าเขาเป็นสมาชิกในครอบครัว เออ นี่ไง สมาชิกในครอบครัวเรามันมีคนแบบนี้ไง มีแมวแบบที่กรัมปี้หน่อย มีแบบขี้อ้อนหน่อย มีแบบไนซ์ที่ดูแลคนในครอบครัว มีแมวที่ขี้กลัวไม่ค่อยอยากยุ่งกับคน มีแมวที่เป็นอินโทรเวิร์ตสักตัว ก็เป็นสีสันของสมาชิกในครอบครัว มันไม่จำเป็นต้องเป็นคนก็ได้”

“แมว 3 ตัว ชื่อ ฟรีด้า ดีดีเย่ และโอดอย ทั้ง 3 ตัวมี ด เด็ก เรียกง่าย ๆ ว่า ด้า ดี้ ดอย ได้ และผมตั้งให้มันคล้องจองกัน คือ ฟรีด้า โป่งน้อย, โอดอย ป่าจี้ แล้วก็ดีดี้ ห้วยทราย 3 ที่ที่มันถูกเลี้ยงดูขึ้นมา” 

เวลาพูดถึงแมว ดวงตาม่อนส่องประกายตลอดเวลาไม่ต่างจากเวลาพูดถึงเพลงเลย เขาบอกว่า ตอนที่ยังมีฟรีด้าเพียงตัวเดียว มีครั้งหนึ่งที่เขาต้องไปเวิร์กชอปที่ซานฟรานซิสโก วันนั้นเขาเข้าไปชมหอศิลป์ แล้วเกิดคิดถึงฟรีด้าขึ้นมา (คิดถึงมากกว่าจ๋าเหรอ “ใช่ๆ”) (หัวเราะ) 

เขาจึงเลือกซื้อจิ๊กซอว์รูปฟรีด้านี้กลับมา “พอกลับมาบ้าน ก็มาช่วยกันต่อกับจ๋า” ภาพนี้แขวนอยู่บริเวณครัวทางเชื่อมต่อไปห้องทำงานของม่อน 

“ไปต่างประเทศหรือไปต่างจังหวัดนาน ๆ ก็จะคิดถึง เพลงมันฟังที่ไหนก็ได้ แต่แมวที่เราเลี้ยงไม่มีที่ไหนนอกจากที่บ้านเรา”

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

เชื่อไหมว่าบ้านที่หน้าตาโมเดิร์นหลังนี้ ซ่อนบ้านเรือนไทยรุ่นคุณตาอายุกว่า 80 ปีอีกหลังอยู่บนชั้น 2 ของบ้าน ภายใต้ระแนงไม้ที่ปิดล้อมไว้อย่างมิดชิด ชนิดที่มองแทบไม่เห็นเพราะกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวไปกับบ้านทรงกล่อง

ไม่ใช่แค่บ้านเก่าที่ถูกเก็บมาบรรจุลงในบ้านหลังใหม่ เฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้ ประตู หน้าต่าง ราวกันตก แผ่นไม้ที่เห็น ทุกอย่างล้วนเป็นวัสดุเก่าทั้งหมด บ้านใหม่ที่เต็มไปด้วยของเก่าหลังนี้จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ธรรมดาๆ เป็นพิเศษพอๆ กัน

ป่อง-ปฐมา หรุ่นรักวิทย์ เจ้าของCASE Studio บริษัทรับออกแบบเล็กๆ ที่มีพนักงาน 3 คน และเธอยังเป็นเจ้าของบ้านหลังงามที่ว่านี้ บทบาทที่ทำให้ปัฐมาเป็นที่รู้จักคือสถาปนิกชุมชนผู้ช่วยให้คนที่พื้นที่เหลื่อมล้ำได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยการออกแบบ บุคลิกลุยๆ กับการลงพื้นที่เข้าไปคุยกับชาวบ้านเพื่อร่วมกันหาทางออกเป็นภาพที่เห็นกันจนชินตา ส่วนอีกบทบาทเธอคือพี่สาวคนโตของครอบครัวหรุ่นรักวิทย์ ผู้หลงใหลจังหวะชีวิตที่เนิบช้า

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

ท่าทีที่เธอออกสื่อเป็นอย่างไร ไม่ต่างจากที่เธอรอต้อนรับเราในวันนั้น ปฐมาทักทายเราก่อนชวนนั่งคุยสบายๆ ในห้องสมุดและเริ่มต้นเล่าเรื่องบ้านหลังนี้ให้ฟัง

บ้านที่ทุกคนอยากอยู่

ก่อนหน้าที่จะย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ย่านมีนบุรีหลังนี้ สามพี่น้องครอบครัวหรุ่นรักวิทย์มีบ้านคนละหลังในพื้นที่เดียวกัน แต่เอาเข้าจริง ทุกคนกลับมาใช้เวลาอยู่ด้วยกันที่บ้านของคุณแม่ซึ่งอยู่กับน้องสาว อยู่จนดึกถึงจะกลับบ้านของตัวเอง ทั้งมาทำอาหาร กินข้าวด้วยกันทุกวัน จนครัวของบ้านแต่ละหลังถูกเลิกใช้ นานวันเข้าบ้านทั้ง 3 หลังในพื้นที่ 4 ไร่มีฟังก์ชันเดียวคือเป็นแค่ที่นอนเท่านั้น ประจวบเหมาะกับมีเหตุให้ต้องขายที่ดินของบ้านหลังเดิม ครอบครัวเธอจึงย้ายมาสร้างบ้านใหม่เพื่ออยู่พร้อมหน้ากันทุกคนเช่นทุกวัน

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

เพราะทุกคนต่างมาใช้เวลาที่บ้านของคุณแม่ เมื่อสร้างบ้านหลังใหม่ โจทย์ของบ้านไม่เพียงแค่ต้องเป็นบ้านของสมาชิกต่างวัยทั้ง 7 คนและออฟฟิศของทั้ง 3 พี่น้อง แต่ต้องออกแบบโดยเก็บความผูกพัน บรรยากาศเก่าๆ ของบ้านหลังเดิมมาไว้ที่บ้านโมเดิร์น 2 ชั้น รูปทรงกล่อง หน้าตาแสนเรียบง่ายนี้ด้วย

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

ข้อจำกัดของที่ดินผืนใหม่ขนาด 1 ไร่ 25 วา ซึ่งเล็กลงกว่าเดิมเกือบ 4 เท่า ทั้งแคบและยาวตามแนวเหนือ-ใต้ หากมองเข้ามาจากมุมสูง เราจะเห็นตัวอาคารรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า 7 หลัง แต่ละหลังเรียงทอดเป็นแนวยาวไปตามแนวของที่ดิน เรียงร้อยเชื่อมต่อกันด้วยชาน

“ด้วยความที่เป็นที่ดินหน้ากว้างแต่มันตื้น ในขณะที่ลมมาด้านทิศตะวันออก-ตะวันตก เลยต้องสร้างอาคารให้มันขวางลมและรับแดดที่น้อยที่สุด เพราะมันขวางลมอย่างนี้ มันจะร้อนถ้าตัวอาคารบังกัน เลยต้องวางแปลนให้มีการยักเยื้อง เพื่อให้มันมีการดักลม ถ้าได้มาเดิน มานั่งเล่นจะรู้สึกว่าลมพัดตลอด เย็นสบายตลอดทั้งวัน ไม่ต้องเปิดแอร์เลย

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

“จริงๆ บ้านไม่ได้ใหญ่ แต่เว้นระหว่างตึกไว้เยอะ เวลาเราเดินเราก็เอนจอยสวนเราได้ตลอด ในส่วนของบ้านเราใช้ชานเชื่อมหมดเลย ตอนเช้าเดินมาทำงานก็จะเดินผ่านชาน ตอนเย็นก็เดินกลับไปบ้าน โดยมีเรือนไทยที่แปลงให้เป็นเรือนประธานเป็นตัวกั้นความเป็นส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะ แต่เราถือว่าเรือนไทยเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน เลยเข้าได้จากทางบ้านเท่านั้น”

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

ถ้ามองจากด้านหน้า ตัวอาคารลักษณะเป็นกล่องทึบตัน นั่นเป็นเพราะความตั้งใจของเธอที่ต้องการสร้างความเป็นส่วนตัวของบ้าน 

“เราไม่รู้ว่าอีกหน่อยข้างเคียงเราจะเป็นอะไร ฉะนั้น วิวที่เรากำหนดได้จะเป็นวิวการมองเห็น อย่างหน้าต่างเตี้ยๆ เราก็ไม่ได้ทำเอาเก๋ แต่มันคือสเกล แม่นั่งแล้วอยู่ในระยะที่เขามองเห็นพอดี แต่ก่อนแม่ก็จะบอกว่าให้เปิดกว้าง ไม่ต้องปิดม่านนะ เราก็บอกเขาว่าถ้าอย่างนั้นคนอื่นก็จะเห็นเรา แต่ถ้าเป็นอย่างนี้มองเข้าไปก็ไม่เห็นเราแล้วนะ สงสัยเขากลัวข้างนอกมองเห็นมั้ง เขาก็เชื่อเรา ทั้งสามด้านเลยปิดทึบ

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

“ทุกอย่างมันมาจากฟังก์ชันหมดเลย อย่างบางอันมันอยู่สูงเพราะอยากระบายลมอย่างเดียว ไม่ได้ต้องการวิวและไม่ต้องการให้คนที่อยู่ข้างนอกมองเห็น ก็เลื่อนช่องหน้าต่างขึ้นไปข้างบน”

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

พื้นที่ฝั่งที่อยู่อาศัย เริ่มจากห้องโถงกลางซึ่งเป็นใต้ถุนเรือนประธานที่ยังคงฟังก์ชันและบรรยากาศใต้ถุนบ้านไทยเหมือนบ้านหลังเก่า ห้องนี้เป็นเหมือนพื้นที่กึ่งสาธารณะ เหมือนเป็นพื้นที่ส่วนกลางของทุกคนในบ้าน มีแพนทรี่เล็กๆ มีแกรนด์เปียโน ผนังด้านทิศตะวันตกกรุกระจก เปิดโล่งมองเห็นสระว่ายน้ำ ในบางวันเป็นเป็นที่จัดปาร์ตี้สำหรับแขกของครอบครัวที่แวะเวียนมาเสมอๆ ส่วนทุกวันคือห้องที่กินไว้ข้าวกันพร้อมหน้า

“เราจะรอกินข้าวพร้อมหน้ากันประมาณ 6 โมงเย็น เรื่องกับข้าว จะแบ่งเวรวัน ลูก 3 คนคนละ 2 วัน น้องสาวอังคารกับวันพุธ พี่วันพฤหัสกับเสาร์ น้องชายเป็นวันศุกร์กับวันจันทร์ ส่วนวันอาทิตย์อาจจะฟรี ออกไปกินข้างนอก

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์
บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

“ตรงที่เป็นส่วนตรงกลางมีสระว่ายน้ำ เพราะเป็นคนชอบว่ายน้ำ ตอนเด็กๆ เราหัดในคลอง คือทุกคนชอบว่ายน้ำหมดยกเว้นน้องสาว สระว่ายน้ำมันเป็นอะไรที่เราเตรียมชรา มีทางลาดลง เรามีความรู้สึกว่าถ้าแก่ตัวลง การว่ายน้ำมันกระแทกกระทั้นบอบช้ำน้อยที่สุด ตอนแรกเราคิดตั้งงบไว้ต่ำมาก อย่างหินริมสระช่างตีราคามา 300,000 บาท แต่จ่ายไม่ลง ไปเดินโฮมโปรได้กระเบื้องมา 28,000 บาท ดีใจมาก แม้กระทั่งบันไดเก่าลงสระก็ใช้บันไดเก่าจากบ้านไทย แล้วทุกคนก็จะมีคำถามว่ามันไม่ผุหรอ  เฮ้ย เมืองไทยเมื่อก่อนท่าน้ำเป็นอะไร เป็นไม้ทั้งหมดนะ มันก็มีอายุการใช้งานของมัน”

ถัดมาจากโถงกลางเป็นพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งคือบ้านที่ทุกคนอาศัยอยู่ร่วมกัน มีครัวขนาดพอดี พอเหมาะสำหรับใช้งานจริง ห้องซักผ้า ห้องนอนของคุณแม่และลูกๆ แต่ละคน ส่วนชั้นสองเป็นห้องของครอบครัวน้องชาย ภรรยา และห้องของลูกชายทั้งสองคน

“ห้องนอนคือห้องนอน เราออกแบบให้มันเล็กเพื่อไม่ให้หมกตัวอยู่ในห้องนอน จะมาอยู่ห้องโถงหรือมาซุกอยู่ตรงไหนก็แล้วแต่ ในห้องมีพื้นที่สำหรับห้องน้ำเล็กๆ แต่ละคนก็จะต้องล้างห้องน้ำเอง แต่ละอาทิตย์หนึ่งน้องชายก็จะไปตรวจห้องลูกวัย 8 ขวบกับ 12 ขวบว่าเรียบร้อยหรือเปล่า”

ฟังดูเหมือนต้องผ่านการคุยกันเยอะมากเหมือนกันนะว่าใครต้องการอะไร เราถาม

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

“ไม่ได้คุยกันเยอะแต่เรารู้อยู่แล้วว่าใครต้องการอะไร คุยแป๊บหนึ่งว่าทำแบบนี้โอเคไหม แต่ออกมาแล้วก็ถูกใจทุกคนในบ้าน”

บ้านที่ยังอยากเก็บของเก่าไว้อยู่

ไม่ใช่สร้างบ้านให้เป็นที่พักพิงทางกาย แต่ยังต้องสร้างที่พักพิงทางใจ โจทย์ท้าทายคือการย้ายเรือนไทยหลังเก่าไปเป็นเรือนประธาน

“นอกจากเรื่องฟังก์ชันที่เราต้องการแล้ว มันก็เป็นเรื่องของวัสดุที่จะไม่ทิ้ง จะเอามาใช้ใหม่ทั้งหมด แล้วก็ต้องเอาบ้านเรือนไทยมาด้วย

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

“เรือนไทยของคุณตาหลังนี้ย้ายมาจากสมุทรปราการ แม่ผูกพันมากเพราะว่าคุณตายกให้ ทีแรกแม่เขาก็บอกจะให้ญาติแถวนั้น แต่มันก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ญาติเอาไปไม่ได้ตลอด เขากลุ้มนะ เรารู้ว่าแม่รักบ้านหลังนี้มากเพราะพ่อให้เขามา เราก็เลย แม่ งั้นก็เอาบ้านหลังนี้มาด้วย พอเราคุยกับเขา หู้ยยย ดีใจมาก ไอ้เราก็แบบไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนเต็มไปหมดเลย คือโจทย์มันไฟต์บังคับ ยังไงก็ต้องมีบ้านหลังนี้มาด้วย

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

“พอย้ายเรือนไทยมา ต้องเป็นเรือนประธานเท่านั้น เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้แล้ว และไม่มีใครยอมไปอยู่บ้านนั้นด้วย มันทึม อีกอย่างกลัวผีทุกคน (หัวเราะ) บ้านนี้มันก็เลยต้องกลายเป็นหัวใจของบ้านแทน เอามาให้อุ่นใจ แล้วเราก็ใส่เสื้อให้เขาหน่อย ตีระแนงล้อมรอบเพื่อการไหลเวียนของอากาศ เพราะเขาแก่ต้องให้โดนฝน ลม แดด น้อยลง ขณะเดียวกันระแนงนี้ก็ทำให้เขากลมกลืนกับตึกโมเดิร์น

“ตอนแรกเราชอบงานทรอปิคัลที่มีหลังคา แต่ถ้าเอามาบวกกับบ้านไทย ความแฝงของเขาก็จะหายไปเลย การจะเน้นให้เขาสำคัญมันต้องเรียบ ไม่งั้นมันจะรุงรังไปหมด เราเลยเลือกที่จะโชว์อันนี้เป็นหัวใจ แล้วที่เหลือก็ให้มันเรียบง่าย ประกอบกับปีหน้าจะเริ่มใช้โซลาร์เซลล์ก็เลยทำหลังคาสแล็บไปด้วย เลยออกมาเป็นบ้านโมเดิร์นทรงกล่องอย่างที่เห็น”

นอกจากเป็นเรือนประธานแล้ว อีกฟังก์ชันคือเป็นหอพระ และเก็บส่วนที่เป็นห้องนอนเล็กไว้ระลึกถึงให้คุณตา จัดเตียงเหล็กโบราณ ทีวีเครื่องเก่า และข้าวของไว้เหมือนเดิม

บ้านไม้อายุกว่า 80 ปีหลังนี้ เธอบอกว่าสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 คุณตาซื้อไม้ทั้งบ้านมาในราคา 3,000 บาท ด้วยความที่ทวดมาจากเมืองจีน มีวิชาช่างไม้ติดตัว ลูกชายทุกคนจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาให้เป็นช่างไม้ต่อเรือขาย และบ้านหลังนี้คุณตาเลยเป็นผู้สร้างเองกับมือ

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

ขั้นตอนการย้ายเรือนไทยทั้งหลังมาไว้บนบ้านอีกหลังไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องคิดตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ต้องคำนวณระยะเสาให้ละเอียด เดิมทีเรือนไทยมีเสาเยอะ แถมระยะกริดยังเหลื่อมๆ กับตัวอาคารคอนกรีต แต่เธอต้องการลดให้เหลือเพียง 2 ต้น จึงเสริมคานเพื่อถ่ายน้ำหนักเสาเรือนไทย บ้านทั้งหลังถูกถอดออกมาเป็นชิ้นๆ แล้วยกขึ้นมาประกอบ ตัวบ้านเป็นไม้วางบนคอนกรีต เชื่อมกันด้วยการฝังเพลตเหล็ก เพื่อให้เสาไม้มาเสียบอยู่บนเพลตเหล็ก แล้วยึดน็อต ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้วิศวกรและช่างไม้ที่เข้าใจบ้านไทยด้วย

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

เธอเกริ่นกับเราไว้แต่ทีแรกว่าจะไม่ทิ้งวัสดุจากบ้านเก่า งานไม้ทั้งหมดที่เห็นในบ้านหลังใหม่นี้ เป็นไม้ที่เก็บมาจากบ้านเก่าทั้งสามหลัง

“รื้อบ้านทั้งหมดมันก็มีของเหลือเยอะมากที่ต้องทิ้ง ปกติเขาก็จะขายร้านขายของเก่า แต่เรามีความรู้สึกว่า เฮ้ย อันนี้พ่อเราทำมา ประตู หน้าต่าง เป็นไม้ ถึงแม้ว่ามันจะเชย แต่ยุคนี้มันหาไม่ได้แล้ว เลยคุยกันว่า งั้นเราเอาประตูหน้าต่างเรามาหมด ประตูไม้ที่เห็นทั้งหมดนี้เป็นของเก่าหมดเลย ส่วนที่เป็นอะลูมิเนียมก็คือใหม่ทั้งหมด

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์
บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์
บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

“บ้านหลังนี้มีของที่เอากลับมาเยอะมาก อย่างเรือลำนี้เป็นเรือของคุณตา คุณตามีอาชีพต่อเรือขาย แล้วมันเหลืออยู่ลำเดียวเลยเอามาเก็บไว้ ส่วนโอ่งมังกรนี้ก็มีเป็นร้อยเหมือนกัน เมื่อก่อนเอาไว้เก็บน้ำฝนต้องเอามาด้วย เคยมี 90 ใบ ตอนนี้เหลือแค่ 10 ใบเองมั้ง”

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์
บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

ประตูไม้ลายฉลุ 2 บานที่สะดุดตาเราตั้งแต่แรกเข้าบ้าน เธอเล่าว่า สร้างเลียนแบบประตูเก่าที่ฉลุ พ.ศ. 2482 ส่วนอีกบานทำขึ้นมาใหม่ให้เหมือนกัน ซึ่งเป็นประตูออฟฟิศ ฉลุ พ.ศ. 2560 ไว้ระลึกถึง พ.ศ. ของการสร้างบ้านเช่นประตูเดิม

ของเก่าที่เล่ามายังไม่หมด ลูกกรงที่เคยอยู่ระเบียงใต้ถุนบ้านเก่า ราวกันตกห้องครัวบ้านแม่ ถูกนำมาปัดฝุ่นก่อนใช้เป็นราวกันตกรอบบ้าน เฟอร์นิเจอร์เก่าตั้งแต่รุ่น 50 – 100 ปี เห็นได้อยู่ทุกมุมของบ้าน รวมถึงต้นไม้บ้านๆ ที่เธอล้อมมาไว้ด้วย “การเอาของเก่ามามันประหยัดได้เยอะ แล้วก็อุ่นใจ” เธอว่าอย่างนั้น

บ้านที่ไม่ได้เอาไว้แค่อยู่

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ตอนแรก บ้านหลังนี้มีโจทย์ที่ต้องบวกออฟฟิศของทั้งสามพี่น้องเข้าไปด้วย ออฟฟิศแรก Case Studio บริษัทรับออกแบบขนาดย่อมของเธอที่มีพนักงานเพียง 3 คน โรงเรียนสอนเปียโนของน้องสาว บริษัททัวร์และบริษัทรับเหมาก่อสร้างของน้องชาย

ทุกคนมีออฟฟิศอยู่ที่บ้านแบบนี้แปลว่ารักงาน รักบ้าน หรือ…

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

“ทุกคนเป็นคนขี้เกียจ (หัวเราะ) ขี้เกียจออกไปผจญภัย คือมันเริ่มมาจากว่าตอนอยู่บ้านเก่ามันเป็นการลดค่าใช้จ่ายไง เรามีที่ เราก็อยู่ของเราสิ จะไปเช่าที่อื่นทำไม สำหรับเรามันไม่ใช่ที่ขายของ แค่มีอีเมล มีโทรคุย มีสถานที่ที่นัดมาคุยกันได้ คือจบแล้ว งานเราก็รับในสเกลที่ 3 คนทำไหว จะไม่รับเยอะ รับแค่พอใช้จ่ายเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นที่อยู่อาศัยเสียเยอะ อย่างบ้าน ฟาร์มโฮมสเตย์ โรงแรมเล็กๆ แล้วยิ่งเมื่อก่อนทำงานสถาปนิกชุมชน ออฟฟิศยิ่งแทบไม่ได้ใช้ ต้องออกไปข้างนอกตลอด

“พวกเราทำงานอยู่ที่บ้านทั้งหมด น้องสาวเป็นครูสอนเปียโนอยู่ อย่างวันเสาร์ไปก็สอนที่โรงเรียน เวลาว่างก็จะสอนที่นี่ แล้วเขาก็ไปสอนบ้านเด็กกำพร้า อาทิตย์ละ 2 หน ตรงนี้เราทำห้องรวมวง ส่วนตรงทางออกไปสระว่ายน้ำ ถ้าเด็กๆ จะเปิดคอนเสิร์ตก็ใช้เป็นเวทีได้เลย เราออกแบบไว้ให้แล้ว ด้านบนชั้นสองเป็นออฟฟิศของน้องชาย และห้องพักสำหรับแขก สำหรับเพื่อนๆ มาค้างได้”

บ้านที่ให้ใครก็ได้มาอยู่

ชั้นสองบนอาคารโซนออฟฟิศ ด้านบนของสตูดิโอสอนเปียโน เป็นห้องพักแขกขนาด 2 ห้องนอน พร้อมแพนทรี่เล็กๆ เธอบอกว่าหัวกะไดไม่เคยแห้ง เพราะเพื่อนๆ ต่างแวะเวียนมาพักประจำ ส่วนที่เราค่อนข้างประทับใจปนอึ้งนิดๆ เป็นบ้านที่เธอตั้งใจสร้างให้เพื่อนมาอยู่ในยามเกษียณ และบ้านของเพื่อนแม่ที่ย้ายมาด้วยจากบ้านเช่าหลังเดิม

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์
บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์

“สองอันนี้มันเหมือนจะเป็นกลุ่มเดียวกันแต่ความจริงพื้นที่แยกกัน ซึ่งบริเวณบ้านจะมีที่จอดรถของเขาเอง เมื่อก่อนที่บ้านหลังเก่ามีบ้านและออฟฟิศให้เช่าด้วย ซึ่งก็มีเพื่อนที่อยู่มานานมาก แม่ก็บอกว่าเพื่อนคนนี้ต้องเอามาด้วย นึกออกไหมเพื่อนที่แทบจะเป็นญาติกันอยู่แล้ว เขาเป็นซิงเกิลมัม อยู่กันมาตั้งแต่ลูกเล็กๆ ตอนนี้ลูกเขาอยู่มัธยมแล้ว เขาก็แฮปปี้ที่จะอยู่กับเรา ส่วนอีกหลังเป็นโซนบ้าน ‘เกเก้’ เพื่อนต่างชาติที่สร้างไว้เผื่อเกษียณแล้วจะมาอยู่เมืองไทย”

“อีกอย่างมีสิ่งที่เคยคิดไว้ เลยคุยกับหลานทั้งคู่ว่า ถ้าอีกหน่อยไม่มีใครอยู่กับหนูแล้ว ทุกคนไปหมด ลูกย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนต์อาเกเก้ก็ได้นะ คนละชั้นกับน้อง ถ้าบ้านหลังนี้มันใหญ่เกินไป อยู่ 2 คนกับน้องไม่เวิร์ก ก็เปิดเป็นโรงแรมไปเลย เราวางแผนเอาไว้ให้เขา แต่เขาจะทำอะไรมันก็เรื่องของเขา”

บ้านที่อยากอยู่อย่างอยาก

“ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ตอบว่าอยากได้ยังไงมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น อยากอยู่ยังไง มันก็อยู่อย่างนั้น สนองฟังก์ชันทั้งหมด”

บ้านหรุ่นรักวิทย์, ป่อง ปฐมา หรุ่นรักวิทย์
 

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load